The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จากแดนใต้สู่เมืองเหนือ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peeracing10, 2022-01-07 03:59:40

จากแดนใต้สู่เมืองเหนือ

จากแดนใต้สู่เมืองเหนือ

สำนักงำนอธิกำรบดี โดย องค์กำรบริหำรนักศึกษำ ร่วมกับ งานส่งเสริมศักยภาพนักศึกษา

กองพัฒนานักศึกษา จัดโครงการ “จิตอำสำแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตจำกแดนใต้สู่เมืองเหนือ ระหว่ำงวันที่
24 – 29 ธนั วำคม 2564” ณ พ้นื ทเี่ รียนรวู้ ฒั นธรรมพเิ ศษ ชาวกะเหรีย่ งลมุ่ น้าเขา ตา้ บลแมส่ วด อ้าเภอสบเมย
จั ง ห วั ด แ ม่ ฮ่ อ ง ส อ น แ ล ะ จั ง ห วั ด เ ชี ย ง ใ ห ม่ น้ า โ ด ย ผู้ ช่ ว ย ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ ด ร . หิ รั ญ ป ร ะ ส า ร ก า ร
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต อาจารย์ ดร.มานพ ชาชิโย รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นพดล จันระวงั คณบดีคณะวทิ ยาการจัดการ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จริ าพร ประสารการ
รองคณบดีคณะวิทยาการจัดการ นางทิพาภ รณ์ พรภิรมย์ ผู้อ้านว ยการส้านักงานอธิการบดี
นายธัชพิชัย ปิยสวัสด์ิธาดา รักษาการผู้อ้านวยการกองพัฒนานักศึกษา บุคลากรกองพัฒนานักศึกษาและ
ผู้น้านักศกึ ษาเขา้ รว่ มโครงการฯ สา้ หรบั การเข้าร่วมโครงการในครั้งน้ี มีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือให้นักศึกษาไดแ้ ลกเปล่ียน
เรียนรู้วัฒนธรรมในท้องถ่ิน โดยการใช้ชีวิตอยู่ในพ้ืนที่การท้าไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอท่ีไม่ใช้สารเคมี

ในการเพาะปลูก โดยชาวปกาเกอะญอ ได้ปลูกพืชต่างๆ
อาทิเช่น ข้าว พริก ข้าวโพด เป็นต้น โดยจะสลับหมุนเวียน
พ้ืนที่เพาะปลูกเม่ือเก็บเก่ียวผลผลิตเสร็จส้ิน หลังจากน้ันจะ
ปล่อยใหส้ ตั วเ์ ขา้ มาอาศัยในพนื้ ที่ เพือ่ สรา้ งระบบนิเวศในพื้นที่
ให้มีสภาพอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยใช้เวลาฟื้นฟูพื้นที่แปลงน้ัน
เป็นเวลา 5-7 ปี จึงจะกลับมาท้าเกษตร ในพื้นท่ีเดิมอีกครั้ง
ซ่ึงอธิการบดีได้กล่าวว่า “การที่นักศึกษาผู้น้า ท่ีเดินทางมาใน
คร้ังน้ี มีโอกาสท่ีจะเรียนรู้ในพ้ืนท่ีห่างไกล ซ่ึงนักศึกษาบางคน
ใช้ชีวิตในครอบครัวที่มีความสบายไม่เกิดประสบการณ์
ท่ีได้เรียนรู้ ดังนั้นการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นการเปิดพ้ืนที่การเรียนรู้ให้กับทุกคน อยากให้ทุกคนใช้เวลาให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด และให้ทุกคนใช้พลังในการเก็บเก่ียวประสบการณ์และร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้ ตลอดจน
การนา้ ไปถ่ายทอดตอ่ ใหก้ ับเพ่ือน ๆ นกั ศึกษา ทไี่ ม่ได้มโี อกาส ในการเดนิ ทางมา ในครงั้ นด้ี ว้ ย”

เร่อื งเลำ่ จำกนักศึกษำท่เี ข้ำร่วมโครงกำร
“เริ่มต้นจากการเดินทางจากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต พวกเราทุกคนต้องต่ืนต้ังแต่เวลา 03.00 น.

ของวันท่ี 24 ธันวาคม 2564 และเวลา 04.30 น. ต้องมาพร้อมกันท่ีมหาวิทยาลัย เพ่ือเตรียมตัวเดินทางสู่
ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ตั้งแต่เริ่มเดินทางพวกเรามีความตื่นเต้นที่ได้เดินทางไปด้าเนินโครงการ
ในคร้ังนี้ เมื่อถึงสนามบินนานาชาติภูเก็ต ทุกคนแบกสัมภาระ พร้อมที่จะเดินทางไปเช็คอินที่สนามบิน ทุกคน
ต่างมีความหิว มีความง่วงนอน เพราะตื่นนอนกันตั้งแต่เช้ามืด เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่องบิน ทุกคนต่ืนเต้น
ท่ีได้ออกผจญภัยส่โู ลกภายนอก มคี วามลุ้นระทกึ ว่าเม่ือไปถึงเราจะต้องท้าอะไรกนั บ้าง วันแรก เราอยูก่ นั ในจงั หวัด
เชียงใหม่ เมื่อไปถึงเราต้องไปทานอาหารม้ือกลางวัน ซ่ึงรสชาติอาหารในภาคเหนือต่างกันมากกับจังหวัด
ในภาคใต้ เป็นเมนูที่บอกเล่าเร่ืองราวความเป็นเชียงใหม่
ผ่านทางรสชาติ ท่ีมีทั้งความละมุนอ่อนช้อย และความ
จัดจ้านอยู่ด้วยกัน กับอาหารที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบ
ไม่ว่าจะเป็น แกงฮังเล น้าพริกหนุ่ม ไส้อั่ว ฯลฯ
เม่ือรับประทานอาหารกันอ่ิมท้อง บอกได้เลยว่า
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ เราก็ได้
เดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้การด้าเนินงานด้านกิจการ
นักศึกษา กับกองพัฒนานักศึกษา และผู้น้านักศึกษา
ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ต่างคนต่างเล่าเร่ืองการจัดกิจกรรมของ แต่ละมหาวิทยาลัย อีกทั้งประเด็น
ของการด้าเนินโครงการวิศวกรสังคม ท่ีแต่ละมหาวิทยาลัยได้ด้าเนินการการแลกเปล่ียนครั้งน้ีท้าให้เราได้รู้อะไร
มากมายเกี่ยวกับการด้าเนินกิจกรรมของแต่ละพื้นที่ ซ่ึงมีบริบท กระบวนการท่ีแตกต่าง แต่จุดหมายเดียวกัน
คือ การด้าเนินโครงการ/กิจกรรม ให้นักศึกษาของแต่ละสถานศึกษาได้รู้สึกรักสนุก และมีความรู้ในการเข้าร่วม
โครงการ/กิจกรรม เพราะกิจกรรมมักจะสอนพวกเราอยู่เสมอว่า การเรียนท้าให้คน มีงานท้า...กิจกรรม ท้าให้
คนท้างานเป็น และสง่ิ น้เี องท่ีท้าให้เรารกั ในกิจกรรม .....

เม่ือเสร็จส้ินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พวกเราก็เดินทางไป สักการะ

วัดพระธาตดุ อยสุเทพราชวรวิหาร ซง่ึ ต้งั อยู่ในอทุ ยานแห่งชาติดอยสเุ ทพ-ปุย เปน็ หนึง่ ในวดั ท่ีมีความสาคัญมาก

ท่ีสุดของจังหวัดเชียงใหม่ อีกสถานท่ีแห่งหนึ่ง ก็คือ วัดอุโมงค์ พวกเราได้ศึกษาทางด้านโบราณคดี ซึ่งถือเป็น

อีกหน่ึงวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ เป็นสานักปฏิบัติธรรมอยู่ท่ามกลางป่าไม้ ธรรมชาติ บรรยากาศสงบ ร่มร่ืน

มีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือ อุโมงค์ ขนาดเล็กภายในวัดที่มีทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน และเราก็ไปรับประทานอาหารเย็น

กัน อาหารที่เราทานก็ต้องเป็นอาหารเหนือกันอีกแน่นอน บางคนก็มีความคิดถึงอาหารรสชาติของอาหารใต้
กันอยู่บ้าง แต่เมื่อมาภาคเหนือเราก็ต้องทานอาหารเหนือเพื่อให้ได้รสชาติของความเป็นภาคเหนือมากที่สุด
เม่ือทานอาหารเสร็จ เราก็พากันเข้าที่พัก และระหว่างทางนั้น พี่ ๆ กองพัฒนานักศึกษาแจ้งว่า พรุ่งน้ีรถออก
04.00 น. ท้าใหพ้ วกเราตกใจ ฮะ..อะไรนะ... ซงึ่ เป็นทรปิ หรอื โครงการทเี่ ราทลุ ักทุเลพอสมควร นอนดกึ ตนื่ เช้ามืด
แตว่ นั แรกกผ็ ่านไปดว้ ยดี

วันที่สอง ขณะนี้เวลา 04.00 น. ถึงเวลารถออก มีพ่ีคนหน่ึงเสียงดัง

มาแต่ไกล ทุกคน....ข้ึนรถได้แล้ว ตรงเวลาเป๊ะมาก... ต่างคนต่างทุลักทุเล
กันอีกแล้ว ทั้งกระเป๋า เส้ือผ้า หน้าผมคิดว่าต้องเป๊ะ วันน้ีต้องหล่อต้องสวย
แต่วันน้ีอากาศหนาวมากชวนให้ง่วงนอน เราทุกคนออกเดินทางเพื่อไป
จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราต่างคิดว่าไปถึงคงจะสะดวกสบาย ระหว่างทาง...พี่ ๆ
พขร. บอกว่า โค้งเยอะมาก เราต่างคนต่างก็มองหน้ากัน แล้วหลับกันไป
ตลอดทาง เมื่อรถจอด ณ จุดพักรถ ป๊ัมน้ามันแห่งหนึ่งระหว่างเดินทางไป
แม่ฮ่องสอน ต่างคนต่างไปเข้าห้องน้า ซื้อของในร้านสะดวกซ้ือ แต่...สิ่งที่
พวกเราเห็นในระหว่างไปซ้ือของ เราพบร้านจ้าหน่ายส้มแป้น ซ่ึงมีราคาถูก
มาก 4 โลร้อย ต่างคนต่างซื้อเพื่อทานแก้อาการเมารถ และเม่ือถึงเวลาข้ึนรถ
เราก็เดินทางกันต่อ ไปแวะรับประทานอาหารเช้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เม่ือพี่ ๆ
กองพัฒนานักศึกษาสอบถามว่าใครลืมผ้าเช็ดตัวบ้าง และให้แวะซื้อของก่อนจะไปที่อ้าเภอสบเมย ก็มีบางคนลืม
ผ้าเช็ดตัว พ่ี ๆ พขร. ก็ต้องขับรถหาร้านขายผ้าเช็ดตัวให้ เราก็ต่างคนต่างไปซื้อผา้ เช็ดตัว และซ้ือของตุนไว้ส้าหรับ
ที่อยู่พ้ืนท่ีแลกเปล่ียนเรียนรู้ต่างคนต่างซ้ือของกันเยอะมาก แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ นั่งรถกันไปเร่ือย ๆ คิดว่า
ถึงท่ีหมายแล้ว ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ อาจะมี ๆ หาย ๆ ลุ้นกันใจจดใจจ่อ พ่ี ๆ พขร. ก็พากันมาจอดรถที่อุทยาน
แห่งชาติแมเ่ งา เราก็งงว่าให้เรารออะไร และมีพี่ ๆ มาแจง้ วา่ รอรถมารบั เพ่ือเดินทางต่อ ฮะ...อะไรนะ... มีรถมารับ
เพ่อื เดนิ ทางตอ่

จาก...อันดามัน สู่ ภผู า

ในเงาราชภัฏภูเก็ต ส.ู่ ... มหา’ลยั

แล้วถามพี่ ๆ กองพัฒนก์ นั ต่อว่า เราเดินทางโดยรถอะไร แล้วใชเ้ วลานานเทา่ ไหรใ่ นการเดินทาง ค้าตอบทไี่ ด้มาคือ
ใช้รถกระบะขับเคล่ือน 4 ล้อ มำรับพวกเรำ และใช้เวลาเดินทางขึ้นดอยประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง เราทุกคนต่าง
มองหน้ากัน เมื่อพ่ี ๆ เจ้าหน้าที่จากโครงการ U2T เดินทางมาถึง ก็ได้แจกถุงส้าหรับใส่สัมภาระเอาไปเฉพาะ
ท่จี า้ เปน็ ตลอดเวลา 3 วัน 2 คนื พวกเรากต็ ้องรอื้ กระเป๋าเอาเสอ้ื ผ้ามาใส่ถุงขนาดใหญ่ เราก็ งง ๆ กนั ไป ท้าไมต้อง

เอาใส่ถุง พ่ี ๆ ก็แจ้งว่า ระหว่างที่เราเดินทางข้ึนดอยนัน้ มีฝนุ่ ตลอดทาง เราก็เร่ิมท้อ
คิดว่าคงไม่ไหวแน่ ๆ แต่เรามาถึงที่น่ีแล้ว เราก็ต้องไปด้วยกัน เมื่อรถมารับ ต่างคน
ต่างขึ้นรถ ยืนท้ายกระบะ เราคิดว่าเหมือนรถบรรทุกวัว แต่ก็ระหว่างเดินทางนั้น

พวกเราก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน คิดว่าเป็นความท้าทายท่ีเราได้มาประสบ
พบเจอ ถือเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งในช่วงของการศึกษาอยู่ท่ีมหาวิทยาลัย
ผ่านมาหลายช่ัวโมง หลายคนก็เริ่มเพลีย ๆ เพราะระหว่างทางที่ข้ึนมาบนดอย
ใช้เวลานานมาก ทางขึ้นดอยก็มีความล้าบาก โค้งคดเค้ียวชวนน่าหวาดเสียว
ทุกคนมีฝุ่นเต็มไปท้ังตัว ผมเปลี่ยนเป็นสีทอง หน้ามีสีเนื้อท่ีเห็นเป็นเด่นชัด
และเร่อื งทเี่ ราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ทุกคนคงจะจ้าไดว้ า่ ตอนทเ่ี ราแวะซื้อส้มแป้น

ผอ.ก็อต ของพวกเราก็เอาส้มแป้นมาด้วย เพ่ือเก็บไว้ทานในช่วงท่ี
อยู่ที่บนดอย จังหวะที่รถขับลงหลุม
นั้นทุกคนบนรถก็โยกกันไปหมด
และระหว่างที่รถโยก ผอ.ก็อต
ก็ทับส้มแป้นเสียงดังแผละ ทุกคน
ม อ ง ห น้ า กั น แ ล้ ว หั ว เ ร า ะ

ด้วยเสียงดัง เพราะส้มแป้น
ที่ซื้อมาคงจะเละหมดแต่ก็ยังมี
เหลืออยู่ไม่กี่ลูก ก็ได้มีน้องอ๋ัน
ส่งส้มแป้นไปให้พี่กรณ์ ซ่ึงน่ังอยู่
ในรถกระบะ ก็ได้รับส้มแป้นไปทานกับพ่ีหนึ่ง และน้อง ๆ
ในรถอีกหนึ่งคน ทุกคนก็ทานเกือบหมดแต่แปลกตรงที่ส้มแป้นน้ันมีน้า
เปียกแฉะด้วย แต่ก็ไม่ได้อะไร ก็ทานกันไปเรื่อย ๆ และแล้วเราก็เดินทาง
มาถึงยอดดอย ท่ีแม่หาด วันน้ีเป็นวันคริสต์มาสท่ีชาวบ้านจัดการแข่งขัน
กีฬา เม่ือไปถึงทุกคนก็ขนสัมภาระลงจากรถไปตั้งไว้ที่รวมตัว และไปรับประทานอาหารเย็น ม้ือแรกเป็นไก่ต้มฟัก
รสชาติก็ใช้ได้อยู่ หลังจากนั้นเราก็รวมตัวกันช่วยกันจัดท่ีนอน กางเต็นท์ และรวมตัวกันในเวลาค่้า ซ่ึงมีผู้ใหญ่บา้ น
(พอ่ หลวง) ปลัด อบต.แม่สวด ชาวบ้าน และทีมงาน U2T มาใหก้ ารตอ้ นรบั อย่างอบอุ่นรอบกองไฟ

ปฐมนิเทศ
มหา’ลยั ในเงา

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ วัฒนธรรม มีพี่ต้น เป็นผู้ด้าเนินรายการ น้าโดย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.นพดล จันระวัง คณบดีคณะวิทยาการจัดการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร ประสารการ รองคณบดี
คณะวิทยาการจัดการ นางทิพาภรณ์ พรภิรมย์ ผู้อ้านวยการส้านักงานอธิการบดี นายธัชพิชัย ปิยสวัสด์ิธาดา
รักษาการผู้อ้านวยการกองพัฒนานักศึกษา บุคลากรกองพัฒนานักศึกษาและผู้นา้ นักศึกษา ร่วมแลกเปลย่ี นเรยี นรู้
กันอย่างอบอุ่น เมื่อถึงเวลาเข้านอน ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปนอน บางคนน่ังผิงไฟรอบกองไฟ เพื่ออบอุ่นร่างกาย
ยิ่งดึกอากาศย่ิงหนาวมาก คนที่นอนเต็นท์ก็เร่ิมมีเสียงรถสตาร์ทเครื่องเสียงดังสน่ัน (เสียงกรน) กลมกลืนเป็น
เสียงดนตรีบรรเลงประสานเสียงได้อย่างไพเราะเสนาะหู แต่ที่น่าสนใจก็คือ เสียงดังมาจากอีกเต็นท์หน่ึงซึ่งนอน
คนเดียว มีการเปิดเพลงของลิซ่าเสียงดังมากเพื่อกลบเสียงนั่นเอง.... แต่คนท่ีเปิดเพลงน้ันก็คือ ผอ.ก็อต น่ันเอง

เพื่อน ๆ ก็เลยแซวกันในตอนเช้า ว่า ผอ.ลิซ่ำ .... ท้าได้เนียนมากนะ ผอ. วันท่ีสำม พวกเราต่ืนกันต้ังแต่

เช้ามืดอีกเช่นเคย เวลา 05.00 น. ทุกคนเก็บท่ีนอน เตรียมพร้อม ออกเดินทางไกลระยะทาง 10 กว่ากิโลเมตร
(ไป-กลับ) เพ่ือศึกษาการประกอบอาชีพของชาวปกาเกอะญอ

เรยี นรู้วถิ ชี วี ติ

มหา’ลัยในเงา

อำชีพของชาวปกาเกอะญอ ซ่ึงเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ในพื้นท่ีมีการท้าไร่หมุนเวียน

เชน่ การปลูกข้าวไร่เพ่ือการบรโิ ภค และทา้ ไร่หมนุ เวียนเพื่อเป็นแหล่งอาหาร นอกจากอาศัยประสบการณ์ ความรู้
ภูมิปัญญาต่าง ๆ เกี่ยวกับการท้าไร่หมุนเวียนที่ส่ังสมมาจากบรรพบุรุษ ยังมี
ความเชื่อเก่ียวกับเทพเจ้าของไร่หมุนเวียนอีกด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่มีวิธีเลือก
พันธุ์ข้าว ดังนี้ ชำวบ้ำนท่ีนับถือผี มีวิธีการเลือกพันธุ์ข้าวท่ี “ถูกโฉลก”
กบั ครอบครวั ตัวเอง โดยเมือ่ แยกออกมาต้ังครอบครัวใหม่ กใ็ ชพ้ นั ธข์ุ า้ วสืบทอด
จากพ่อแม่ฝ่ายหญิง หรือบางกรณี หัวหน้าครอบครัว (ผู้ชาย) จะท้าการ
เส่ียงทายโดยใช้กระดูกไก่เพ่ือหาพันธ์ุข้าวท่ีจะปลูกโดยแต่ละครอบครัวจะได้
พันธุ์ข้าวหลายชนิดทั้งข้าวจ้าวและข้าวเหนียว เม่ือเส่ียงทายแล้วครอบครัว
ก็จะปลูกข้าวพันธุ์น้ัน ๆ ไปตลอด ชาวบ้านมีความเชื่อว่าหากปลูกข้าวพันธุ์
ท่ไี มถ่ ูกกบั ตวั เองจะท้าใหไ้ ดผ้ ลผลติ น้อย

ชำวบ้ำนท่ีนับถือศำสนำคริสต์ สามารถเลือกพันธุ์ข้าวได้เอง แต่ละครอบครัวจะเลือกปลูกข้าวจ้าว
และข้าวเหนียวหลายชนิดพันธุ์ หากข้าวให้ผลผลิตไม่ดี ก็สามารถเปลี่ยนได้ โดยท้าพิธีขอพระเจ้าที่โบสถ์ก่อนปลูก
ข้าวพันธ์ุใหม่ ระหว่างเดินทางน้ันต่างคนต่างสนุกและได้รับความรู้
ของการท้าไรหมุนเวียนและพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ตลอดของการ
เดินทาง ส่วนการเดินทางหลัง ๆ มา จะมีอาการเหนื่อยล้า
เพราะขึ้นเขาลงเขาอยู่ตลอดทาง 10 กว่ากิโลเมตร บางคนท้อ
และเหนื่อย ไม่คาดคิดว่าจะล้าบากขนาดน้ี บางคนไม่เคยเดินไกล
ขนาดน้ี เดินไปได้ยังไง และแล้วทุกคนก็เดินกลับมาได้จนถึง
จุดหมายปลายทาง หมดสภาพไปตาม ๆ กัน เป็นอีกช่วงเวลาหน่ึง
ที่ ไ ด้ สั ม ผั ส กั บ ค ว า ม ล้ า บ า ก แ ล ะ เ ป่ี ย ม ไ ป ด้ ว ย ค ว า ม รู้ ข อ ง ก า ร
แลกเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ เม่ือกลับมาถึงท่ีพักทุกคน
ก็ล้างหน้าล้างตา อาบน้าท่ามกลางความหนาวและเหน็ดเหนื่อย
เพ่ือไปรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นอาหารของชาวปกาเกอะญอ
รสชาติ ก็อร่อยไปอีกรูปแบบหน่ึง เม่ือทานอาหารเสร็จต่างก็เก็บ
กระเป๋าเก็บสัมภาระข้ึนรถเพื่อเดินทางมาพักท่ีศูนย์ประสานงาน
U2T ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เรามาถึงกันตอนบ่าย ๆ
ติดเย็น ก็ได้กางเต็นท์เอาสัมภาระเข้าเต็นท์ และเปล่ียนเสื้อผ้า
เพื่อเล่นน้าท่ามกลางสายธารที่แม่น้าไหลผ่าน มีความเย็นสดชื่น
สัมผสั ถึงบรรยากาศทเี่ ป็นธรรมชาติล้อมรอบ

ปัจฉมิ นิเทศ
มหา’ลยั ในเงา

ห ลั ง จากน้ันก็ได้มาท้ากิจกรรมและสรุปกิจกรรมร่วมกันรอบกองไฟร่วมกับทีมงานจาก

อบต.แม่สวด ทีมงาน U2T ของมหาวิทยาลัยฯ และชาวปกาเกอะญอ ต่างคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม เปี่ยมไป
ด้วยความสุขและดีใจท่ีพวกเราได้มาเยี่ยมชนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอ ท่ีน่าท่ึงก็คือ
ชาวปกาเกอะญอ สามารถรอ้ งเพลงใต้ได้ด้วย ถือได้วา่ มีความสามารถเป็นอย่างมาก รอ้ งเพลงไดเ้ กอื บทุกแนวเพลง
ชีวติ ของชาวปกาเกอะญอ เป็นชีวิตท่ีแสนเรยี บงา่ ย อบอุ่นมาก ๆ ทีไ่ ด้ใช้ชวี ิตอยู่ทน่ี นั่ เปน็ ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ที่
ไมม่ สี ัญญาณและตดั ขาดจากโลกภายนอก ตัดขาดจากความวุ่นวายเลยก็ว่าได้

วันท่ีสี่ พวกเราตื่นนอนกันเวลา 04.30 น. เพื่อเตรียมตัวอาบน้า เก็บท่ีนอนเก็บสัมภาระ

และรับประทานอาหารเช้าท่ีศูนย์ประสานงานก่อนออกเดินทางกลับเข้าจังหวัดเชียงใหม่ เม่ือรับประทานอาหาร
เชา้ เสร็จแล้ว พวกเราเอาสมั ภาระขึ้นรถและเดินทางกลบั ใชเ้ วลา 1 – 2 ชวั่ โมง เพอ่ื เดนิ ทางลงมาข้างลา่ งท่ีท้าการ
อุทยาน สผี ม สเี ส้อื ผา้ กเ็ ปลย่ี นสีอีกเช่นเดิม เมื่อถึงอทุ ยานพวกเราก็สวัสดี โบกมือลาชาวปกาเกอะญอทีข่ ับรถมาส่ง
ความรู้สึกของพวกเราและชาวปกาเกอะญอ ก็รู้สึกใจหายท่ีต้องเดินทางกลับ พ่ี ๆ กองพัฒน์ ให้เวลาอาบน้า
เปล่ียนเสื้อผ้าท่ีท้าการอุทยานก่อนเดินทางไปศึกษาวัฒนธรรมของชาวภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อทุกคน
อาบน้าเปลี่ยนเส้ือผ้าเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทาง ทุกคนเตรียมทานยาแก้เมารถซ่ึงใช้เวลาเดินทาง 4 – 5 ชั่วโมง
เราแวะรับประทานอาหารกลางวัน ณ อ้าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ต่ืนตาตื่นใจกับอาหารเหนืออีกเช่นเดิม
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จต่างก็ข้ึนรถเพื่อเดินทางไปผาช่อ ซ่ึงพี่ ๆ กองพัฒน์ ได้แจ้งว่า ต้องเดินลงและเดิน
ข้ึนไปที่ผาช่อ พวกเราต่างตกใจกันอีก เพราะเพิ่งเดินมา 10 กว่ากิโลเมตร มาวันนี้พวกเราต้องเดินกันอีกแล้ว
“ผาช่อ” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วาง อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นหน่ึงในปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา

อันน่าทึ่ง ของบ้านเรา ลักษณะเดียวกับ แพะเมืองผี (แพร่)
คอกเสือ-เสาดินนาน้อย (น่าน) ละลุ (สระแก้ว) เป็นต้น ผาช่อ
เกิดจากตะกอนท่ีสะสมบริเวณขอบแอ่งและเชิงเขาของแนว
เทือกเขาถนนธงชัยกลาง ตั้งแต่ปลายยุคเทอร์เชียร่ี (ประมาณ
5 ล้านปีก่อน) โดยสันนิษฐานว่าบริเวณน้ีเคยเป็นเส้นทางไหล
ของแม่น้ามาก่อน (สังเกตได้จากก้อนกรวดก้อนหินท่ีมี

ลักษณะกลมมนคล้ายหินแม่น้าท่ีกระจัดกระจายอยู่ตามเนื้อ
ดิน) ต่อมาเม่ือเกิดการเปล่ียนแปลงทางสัณฐานธรณี บริเวณ
นี้ถูกดันตัวขึ้นกลายเป็นพ้ืนท่ีเนินเขาและที่ลาดชัน ซ่ึงใน
ข้อมูลของทางอุทยานฯ แม่วาง ระบุว่า เนื่องจากตะกอน
ในยุคเทอร์เชียร่ีมีอายุไม่มากนัก
จึงยังไม่เปล่ียนสภาพเป็นหินแข็ง ขณะที่ชั้นตะกอนของหินกรวด
และหินทรายท่ีวางตัวเป็นช้ันสลับกัน มีคุณสมบัติคงทนต่อการ
สึกกร่อนต่างกัน ครั้นเม่ือถูกลมฝนน้ากัดเซาะชะล้างหน้าดิน
กินเวลายาวนาน บริเวณนี้ก็ได้กลายเป็นหน้าผาดิน และเสาดิน
ที่มีรูปร่างแปลกตาที่ถูกขนานนามว่า “ผาช่อ” กับลักษณะ
ของหน้าผาดินสูงประมาณ 30 เมตร ที่ตั้งตระหง่านเง้ือม
เสร็จจากการศึกษาเส้นทางธรรมชาติเราก็ออกเดินทาง
เพื่อรับประทานอาหารเย็นและกลับเข้าสู่ท่ีพัก ณ อ้าเภอ
จอมทอง จังหวดั เชียงใหม่

วัน ที่ห้ำ ตื่นนอนกันต้ังแต่เช้ามืดอีกแล้ว ซ่ึงเวลา 04.00 น.
จะออกเดินทางจากที่พักเพ่ือเดินทางไปดอยอินทนนท์ สัมผัสอากาศหนาวและ
ดูพระอาทิตย์ข้ึน ซึ่งเป็นธรรมชาติท่ีหาดูได้ยากมาก ทุกคนต้องปรับตัวเพ่ือรับกับ
อากาศท่ีแสนหนาวให้ได้ เมื่อถึงเวลา 07.30 น.ทุกคนก็เดินทางกลับมาที่พัก

อาบน้า ท้าภารกิจส่วนตัว รับประทานอาหารเช้า และเดินทางเข้าสู่อ้าเภอแมร่ มิ
เพ่ือศึกษาวิถีการใช้ชีวิตบนม่อน แต่ระหว่างทางน้ันก็แวะศึกษาวิถีชีวิตของผู้คน
ภาคเหนือ คือการเข้าชมคาเฟ่ในเมืองเชียงใหม่ อากาศหนาวต้องมาคู่กับกาแฟ
ร้อน ๆ จะท้าให้ร่างกายอบอุ่น และเราก็เดินทางไปตลาดต้นพะยอม เพื่อซ้ือ

ของฝากกลับภูเก็ต เมื่อซื้อของฝากเสร็จก็เดินทางต่อไปยังสวนดอกไม้ เราได้
เรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์
ท้าให้ทราบช่ือดอกไม้ต่าง ๆ จ้านวน
มากมาย เช่น มาร์กาเร็ตม่วงชมพู คัตเตอร์ขาว
ล้ินมังกรหลากสี สร้อยไก่หลากสี (ซีโลเซีย) เวอร์บีน่าม่วง และคอส
มอสชมพูขาว ฯลฯ เช็คอินเสร็จเราก็เดินทางกันต่อ ไปแวะชมสวน
สตรอว์เบอรี่ ซึ่งเป็นสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ผลสามารถ
รับประทานได้ และออกเดินทางต่อสู่ม่อนกุหลาบเป็นที่พักส้าหรับ
พวกเราในคืนนี้ เวลาใกล้พลบค้่าพวกเราจัดกระเป๋าเข้าท่ีพัก

เตรียมตัวอาบน้า ชมบรรยากาศบนม่อนกุหลาบ และเราก็นัดคุยงานสรุปงานกันตอนค้่า ทุกคนล้อมวงกัน
เป็นวงกลม มีพ่ี ๆ กองพัฒนานักศึกษาอยู่ตรงกลางวงล้อม ทุก ๆ คน ท่ีสมัครเข้าร่วมโครงการ บอกความรู้สึก
จากใจกับพี่ ๆ กองพัฒนานักศึกษา ที่ดูแลทุก ๆ คนเป็นอย่างดีและร่วมท้ากิจกรรมทุกสถานท่ีทุกเวลา ผ่านความ
ลา้ บาก และเหน็ดเหนื่อยมาดว้ ยกันจนถึงวันน้ี แลว้ เราก็ตา่ งแยกยา้ ยกนั ไปพกั ผอ่ นตามอัธยาศยั

วั น ท่ี ห ก ทุกคน ตื่นนอนกันต้ังแต่เช้ามืดอีกเช่น เ ค ย
เก็บสัมภาระ เก็บกระเป๋า เพื่อเดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติ
เชียงใหม่ ระหว่างทางเราก็ไม่พลาดท่ีจะแวะซื้อสตรอว์เบอร่ีติดไม้ติด
มอื กลบั ภเู ก็ต ซ่ึงสด ๆ จากสวน และมุง่ สูส่ นามบนิ เม่ือมาถึงสนามบิน
เชียงใหม่ มีพี่ ๆ จากกองพัฒนานักศึกษา ม.ราชภัฏเชียงใหม่มาสง่ เรา

ถึงสนามบิน เป็นความรักความผูกพันในการท้างานร่วมกันระหว่าง
ราชภัฏภูเก็ตและราชภัฏเชียงใหม่ ซ่ึงพวกเรามีความอบอุ่นมากที่ได้
มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในคร้ังน้ี โครงการนี้ท้าให้ทุกคนผ่านอะไรมาด้วยกันหลาย ๆ อย่าง
ขอบคุณผู้บริหำร ขอบคุณมหำวิทยำลัย ขอบคุณพ่ี ๆ กองพัฒนำนักศึกษำทุกคนจำกใจ และหวังเป็นอย่ำงย่ิง
ว่ำโครงกำรที่ดี ๆ แบบนี้จะมีกำรสำนต่อโครงกำรจำกรุ่นสู่รุ่นทุก ๆ ปี ถือว่ำเป็นประสบกำรณ์อย่ำงหนึ่ง
เมื่อครั้งหนงึ่ ทเ่ี รำได้ศกึ ษำท่ีรำชภฏั ภูเก็ต จำกใจพวกเรำ...ทีมผูน้ ำนักศกึ ษำ”





ภำพกำรประชุมเตรยี มงำนก่อนเดินทำง

ท่ปรึ า รง าร : ว่าทร่ อยตรเ ธนั ว พัด
ประสานงาน รง าร : นายพ วั น สงวนนา , นาย รง รงิ ติ
อานวย าร ิต : .ดร.หริ ั ประสาร าร , ดร. านพ ชาชิ ย ,

นางทิพา ร พร ริ ย , นายธัชพิชยั ปยสวสั ดิธาดา
เรย เรยง ดย : ว่าท่รอยตรธน ร ชัยธวชั
ออ แ ดย : นายพรวั น าวทอง แ ะท งาน องพั นานั ึ า


Click to View FlipBook Version