มัสยิดกลางปัตตานี มัสยิดกลางปัตตานี เป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ ของผู้นับถือศาสนาอิสลามในภาคใต้ที่ส าคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งมัสยิดกลางปัตตานี ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เนื่องจากรัฐบาลได้ ตระหนักถึงความส าคัญของศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาว ปัตตานีส่วนใหญ่นับถืออย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีชาวมุสลิมจ านวนมาก อาศัยอยู่ในพื้นที่สี่จังหวัดภาคใต้ จึงเห็นสมควรให้จัดสร้างมัสยิดขนาด ใหญ่ ไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางแก่ชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามทั่วประเทศ
มัสยิดกรือเซะ หรือเป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ตั้งอยู่ใน บ้านกรือเซะ อ าเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี คาดว่าน่าจะเป็นศาสนสถานที่สร้าง ขึ้นมาในพุทธศตวรรษที่ 22 ในยุคของกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ซึ่งชื่อเรียกนี้ ก็มาจากรูปทรงของประตูมัสยิด ที่มี ลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป และสถาปัตยกรรมของ ชาวตะวันออกกลาง โดยค าว่า ปิตู นั้นแปลว่า ประตู ส่วนค าว่า กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้งโดยที่นี่จะเป็นมัสยิดประจ าเมืองในอดีต เป็นเจ้า เมืองปัตตานี มัสยิดสร้างด้วยอิฐ เสาทรงกลม ประตูรูปโค้งแหลมมัสยิดกรือ เซะ นี้ก็ยังคงอยู่ และกลายมาเป็นเอกลักษณ์แห่งอารยธรรมอิสลาม ของ ราชอาณาจักรปาตานี ดารุลสลาม จนถึงปัจจุบัน มัสยิดกรือเซะ
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เทศกาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมีความยิ่งใหญ่ในจังหวัดปัตตานีฉันใด เรื่องราวของ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวก็มีความส าคัญ ไม่ยิ่งหย่อนกว่านั้นฉันนั้น และที่นี่คุณจะได้ ท าความรู้จักกับเจ้าแม่องค์ส าคัญองค์นี้มากขึ้น ทั้งนี้ มีต านานเล่าว่า ในอดีต หญิงที่ชื่อลิ้มกอเหนี่ยวได้ลงเรือส าเภามาตามพี่ชายชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งมา แต่งงานกับธิดาพระยาตานี และได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม นางเกิด น้อยใจที่ไม่สามารถอ้อนวอนให้พี่ชายเดินทางกลับประเทศจีนได้ส าเร็จ ตามที่ ได้สัญญาไว้กับมารดา จึงได้ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงได้ ฝังศพลิ้มกอเหนี่ยวไว้ที่นี่ และต่อมาชาวปัตตานีได้น าต้นไม้ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูก คอตายมาแกะเป็นรูปบูชาและสร้างศาลเจ้าขึ้น และให้ชื่อว่าศาลเจ้าแม่ลิ้มกอ เหนี่ยวที่ชาวปัตตานีเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือบูชามาจวบ จนปัจจุบัน
วัดช้างให้ วัดช้างให้ ปัตตานี ตั้งอยู่ที่ อ าเภอโคกโพธิ์ ถือว่าเป็นวัดต้นต ารับของหลวงปู่ ทวด เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดและอัฐิของท่านก็ถูกบรรจุไว้ที่ วัดแห่งนี้ วัดช้างให้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและเป็นอีกหนึ่ง สัญลักษณ์ของจังหวัด “เขื่อนท่านเหยียบน้ าทะเลจืด” (ค าว่าเขื่อนเป็นภาษา พื้นเมืองทางภาคใต้ หมายถึงสถูปที่บรรจุอัฐิของผู้มีบุญ) ซึ่งสถูปแห่งนี้ถือเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดปัตตานีและใกล้เคียง มีผู้คนไปกราบไหว้บน บานอย่างไม่ขาดสาย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือวัตถุสิ่งของถูกขโมย หรือสูญหายก็ พากันไปบนบาน ณ ที่สถูปแห่งนี้
หาดแฆแฆ หาดแฆแฆก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวปัตตานีรวมถึงนักท่องเที่ยวจากที่อื่นนิยมมาพักผ่อน มี บรรยากาศคึกคักพอสมควร แต่ปัจจุบัน หาดแฆแฆกลับกลายเป็นชายหาดที่เงียบสงบ ร้านค้า ร้านอาหารน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็ไม่ถึงกับร้างผู้คนนะ เพราะยังมีจุดให้นั่งปิ๊กนิกชิลๆ และร้านค้าบางร้านให้บริการ ซึ่งนี่ก็เป็นข้อดีที่ท าให้ธรรมชาติบริเวรหาดแฆแฆฟื้นตัวได้อย่างน่า อัศจรรย์ จุดเด่นของหาดแฆแฆคือเม็ดทรายสีทองเนียนละเอียดที่ทอดยาวคู่ขนานไปกับน้ าทะเล สีฟ้า พร้อมกับกลุ่มหินแกรนิตที่ขึ้นตามธรรมชาติ แต่งแต้มให้ชายหาดแห่งนี้มีทิวทัศน์ที่สวยงาม แปลกตา และไม่เหมือนใคร จึงไม่แปลกใจเลยหากที่นี่จะได้รับการยกย่องให้เป็น ชายหาดที่ สวยที่สุดในปัตตานีแถมยังเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยมากๆ ด้วย หลายๆ ครั้งที่เราจะเห็นครอบครัว และกลุ่มเพื่อนฝูงมาพักผ่อนริมหาด หรือแม้กระทั่งคู่รักบางคู่ ก็ยังมาถ่ายพรีเวดดิ้งที่หาดแฆแฆ ด้วย
หาดตะโละกาโปร์ หาดตะโละกาโปร์ที่เที่ยวปัตตานีหนึ่งในชายหาดที่มีชื่อเสียงของจังหวัด มี หาดทรายสีขาวขนานไปกับน้ าทะเล พร้อมด้วย เรือกอและ เรือประมงพื้นบ้าน ของภาคใต้จอดเทียบฝั่ง สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวประมงปัตตานีได้เป็นอย่างดี มาถึงแล้วจะรู้ว่า ทะเลปัตตานีมีเสน่ห์และสวย สมัยก่อน บริเวณของหาดตะ โละกาโปร์มีเปลือกหอยอยู่เป็นจ านวนมาก จึงเป็นพื้นที่เก็บเปลือกหอยมาเผา ไฟจนสุกกลายเป็นปูนขาว และน ามากินกับหมาก ซึ่งหอยที่ว่านั้นคาดว่าจะ เป็น หอยขาว หรือ หอยแครง นั่นเอง เพราะหอยขาวถือเป็นหอยประจ าอ่าว ของที่นี่ และเป็นสินค้าส่งออกของอ าเภอยะหริ่งเล ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นที่มา ของชื่อ หาดตะโละกาโปร์ในภาษามาลายูตะโละ แปลว่า "อ่าว" ส่วน กา โปร์แปลว่า "ปูน"
น้ าตกทรายขาว อุทยานแห่งชาติน ้าตกทรายขาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มี ชื่อเสียงในจังหวัดปัตตานีตั้งอยู่ที่บริเวณต าบลทรายขาวอ าเภอโคกโพธ์จังหวัด ปัตตานี น ้าตกทรายขาว เดิมเรียกว่า “น้ าตกกระโถน” ซึ่งมีต้นน้ าเกิดจากยอด เขานางจันทร์ในบริเวณทิวเขาทรายขาว ทิวเขาสันกาลาศีรี บริเวณอุทยาน แห่งชาติน้ าตกทรายขาวมีพื้นที่ครอบคลุมป่าสงวนแห่งเขาใหญ่ในท้องที่ และ ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขาสันกาลาคีรี ในท้องที่อ าเภอสะบ้าย้อย จังหวัด สงขลา มีจุดเด่นตามธรรมชาติและน้ าตกที่สวยงาม ซึ่งมีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิดที่ควรแก่การศึกษาหาความรู้เป็น อย่างมาก
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ คนปัตตานีทั่วไป เรียกสวนสมเด็จย่าฯ สามารถท า กิจกรรมได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน-วิ่งออกก าลังกาย การปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค หรือการนั่งปิคนิค ส าหรับเพื่อนๆ และครอบครัว ส่วนใหญ่ ในช่วงยามเย็นจะมีผู้คนเยอะมาก ใครที่ชอบถ่ายภาพ แนะน าให้ไปถ่ายได้ ภายในสวน เพราะมีจุดส าคัญ มีไม้ดอกไม้ประดับ มีทิวทัศน์สวยงามร่มรื่น เป็น ที่พักผ่อนหย่อนใจ เพียงไม่กี่แห่งในจังหวัดปัตตานี ที่หลาย ๆ คนชอบ เพราะมี กิจกรรมให้ท าอย่างหลากหลายจริง ๆ พลาดไม่ได้เลยที่เดียว ส าหรับผู้ที่ไป เยือนจังหวัดปัตตานี
หอดูนก เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่จุดชมวิว หอดูนก และเส้นทางชมทัศนียภาพเชิงนิเวศ บริเวณป่าชายเลน ณ บริเวณป่าชายเลนด้านหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทั้งนี้เพื่อให้ป่าชายเลนดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้โดยเน้น ระบบนิเวศป่าชายเลน โดยมีเป้าหมายให้เป็นป่าในเมืองของจังหวัดปัตตานี ที่ เป็นศูนย์กลางการเรียนที่ปลูกฝังให้ประชาชนใน พื้นที่ใกล้เคียงป่าชายเลนได้เข้าใจของระบบนิเวศป่าชายเลน รวมทั้งเป็นศูนย์ ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ด้านระบบนิเวศป่าชายเลนตลอดจนเป็น แหล่งท่องเที่ยว เชิงนิเวศแห่งใหม่ใจกลางเมืองปัตตานี จึงได้จัดสร้างจุดชมวิว หอดูนก และ เส้นทางชมทัศนียภาพเชิงนิเวศบริเวณป่าชายเลน
กือดาจีนอ กือดาจีนอ เป็นภาษามลายู ซึ่งค าว่า กือดา แปลว่า ตลาด ส่วนค าว่า จีนอ แปลว่า จีน กือดาจีน อประกอบด้วยถนนปัตตานีภิรมย์ซึ่งวิ่งขนานกับแม่น้ าปัตตานีไปบรรจบกันที่ถนนอาเนาะรู ซึ่งมี ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวตั้งอยู่ที่นั่น กือดาจีนอเป็นย่านเมืองเก่าที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้าน การค้าในอดีต แถมปัจจุบันยังคงเหลือสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบไทยและจีนหลงเหลืออยู่ให้ เห็นอีกหลายหลัง แถมยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนในชุมชนให้ทุกคนได้เห็นและสัมผัสกัน อีกด้วย กือดาจีนอ ชุมชนเมืองเก่าปัตตานี มีทั้งพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน และเชื้อสายมลายจน ได้รับฉายาว่า ปัตตานี เมืองงาม 3 วัฒนธรรม โดยมีอาคารบ้านเรือน ตึกแถวสไตล์ ชิโนโปรตุกีส ที่มีสีสันสดใส และมีอาคารเรือนไม้ ที่เรียบง่ายแต่ดูมีเสน่ห์บ้านเรือนของชุมชนนี้ส่วนใหญ่มีอายุ หลายร้อยปี ในอดีตที่นี่ยังเป็นย่านการค้าย่านตลาดยุคแรกๆ ของปัตตานี จึงเกิดเป็นชุมชนหัว ตลาด เรียกว่า ตลาดจีน หรือ กือดาจีนอ ที่อยู่ร่วมกันด้วยความรักความสามัคคีมาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมาแวะมาเที่ยวอย่างต่อเนื่อง