รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาพลศึกษา เรื่อง ลีลาศ จังหวะบีกิน จัดทำ โดย เสนอ ครู พรนิภา สุรินทร์คำ โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นาย นาย นางสาว นางสาว เดชาธร ปิยวัฒน์ กนกภรณ์ วนิศรา ไม้อบเชย ปุริสังข์ เกิดแก้ว ยะคะเรศ เลขที่ 1 เลขที่ 12 เลขที่ 34 เลขที่ 36 รายงาน ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2567
คำ นำ รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องการเต้นลีลาศ จังหวะบีกิน เพื่อศึกษาให้อย่างเข้าใจและ เป็นประโยชน์กับการเรียนวิชาลีลาศ คณะผู้จัดทำ ได้ทำ การค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่าง ๆ คณะผู้จัดทำ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คนที่สนใจในเรื่องนี้ หากมีข้อแนะนำ และผิด พลาดประการใด คณะผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ทีนี้ คณะผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อง หน้า บทนำ ประวัติกีฬาลีลาศ ยุคก่อนประวัติศาตร์ ยุคโบราณ ยุคกลาง ยุคฟื้นฟู ยุคโรแมนติค ยุคปัจจุบัน ประวัติลีลาศในประเทศไทย การเต้นลีลาศจังหวะบีกิน รูปแบบพื้นฐานจังหวะบีกิน ท่าเต้นจังหวะ เบสิค วอร์ค ท่า เบสิค วอร์ค ท่า เบสิค วอร์ค (ต่อ) คลิปวิดิโอเพิ่มเติม ท่าเต้นจังหวะ อันเดอร์ อาร์ม เทริ์น ท่า อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น ท่า อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น ต่อ คลิปวิดิโอเพิ่มเติม ท่าเต้นจังหวะ โชว์เดอร์ ทู โชว์เดอร์ ท่า โชว์เดอร์ ทู โชวเดอร์ ท่า โชว์เดอร์ ทู โชว์เดอร์ ต่อ คลิปวิดิโอเพิ่มเติม ท่าเต้นจังหวะ นิวยอร์ก ท่า นิวยอร์ก ท่านิวยอร์ก ต่อ คลิปวิโอเพิ่มเติม ท่าเต้นจังหวะ สปอท เทิร์น ท่า สปอท เทิร์น คลิปวิดิโอเพิ่มเติม ท่าเต้นจังหวะ เกรฟวาย ท่า เกรฟ วาย ท่า เกรฟวาย (ต่อ) ท่า เกรฟวาย (ต่อ) คลิปวิดิโอเพิ่มเติม คณะผู้จัดทำ 4 5 5 6-7 8 9 10 11-12 13-14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41
ความหมายลีลาศ คำ ว่า ลีลาศ หรือ เต้นรำ มีความหมายเหมือนกัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2525 ได้ให้ความหมายดังนี้ ลีลาศ เป็นนาม แปลว่า ท่าทางอันงดงาม การเยื้องกราย เป็นกิริยาแปลว่า เยื้องกรายเดิน นวยนาด เต้นรำ เป็นกิริยาแปลว่า เคลื่อนที่ไปโดยมีระยะก้าวตามกำ หนด ให้เข้ากับจังหวะ ดนตรี ซึ่งเรียกว่า ลีลาศ โดยปกติเต้นเป็นคู่ชาย หญิง รำ เท้าก็ว่า คนไทยนิยมเรียกการลีลาศ ว่า เต้นรำ มานานแล้ว คำ ว่าลีลาศตรงกับภาษาอังกฤษว่า Ballroom Dancing หมายถึง การเต้นรำ ของคู่ชาย หญิงตามจังหวะดนตรีที่มีแบบอย่างและลวดลายการเต้นเฉพาะตัว โดยมีระเบียบของการ ชุมนุม ณ สถานที่อันจัดไว้ในสังคม ใช้ในงานราตรีสโมสรต่างๆ และมิใช่การแสดงเพื่อให้คนดู นอกจากนี้ยังมีคำ อีกคำ หนึ่งที่มักจะได้ยินกันอยู่ เสมอคือคำ ว่า Social Dance ส่วนใหญ่มัก จะนำ มาใช้ในความหมายเดียวกันกับคำ ว่า Ballroom Dancing สหรัฐอเมริกาคำ ว่า Social Dance หมายถึง การเต้นรำ ทุกประเภทที่จัดขึ้น โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้คนมาอยู่ร่วมกัน และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเต้นรำ เป็นหมู่คณะ เพื่อ ให้ได้ความสนุกสานเพลิดเพลิน จึงกล่าวได้ว่า Ballroom Dancing เป็นส่วนหนึ่งของ Social Dance (ธงชัย เจริญทรัพย์มณี 2538) อาจสรุปได้ว่า “ลีลาศ” คือกิจกรรมเข้าจังหวะประเภทหนึ่ง เป็นการเต้นรำ ที่แสดงออก อย่างมีศิลปะ โดยใช้เสียงเพลงและจังหวะดนตรีเป็นสื่อ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาม เพลิดเพลิน มีลวดลายการเต้น (Figure) เป็นแบบเฉพาะตัว และมักนำ ลีลาศมาใช้ในงาน สังคมทั่ว ๆ ไป บทนำ
การเต้นรำ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการแสดงออกของบุคคล ศิลปะการเต้นรำ ในสมัย ก่อนประวัติศาสตร์ได้ถูกค้นพบจากภาพวาดบนผนังถ้ำ ในแอฟริกาและยุโรปตอนใต้ ซึ่งศิลปะ ในการเต้นรำ ได้ถูกวาดมาไม่น้อยกว่า 20,000 ปีมาแล้ว อีกทั้งพิธีกรรมทางศาสนา จะรวมการ เต้นรำ การดนตรี และการแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งสำ คัญในชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัย ก่อนประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก พิธีกรรมเหล่านี้อาจเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา หรือ จากการฉลองที่ล่าสัตว์มาได้ หรือการออกศึกสงคราม นอกจากนี้อาจมีการเฉลิมฉลองการ เต้นรำ ด้วยเหตุอื่น ๆ เช่น ฉลองการเกิด การหายจากอาการเจ็บป่วย หรือการไว้ทุกข์ เป็นต้น ประวัติกีฬาลีลาศ กีฬาลีลาศ (Ballroom Dance) คือ กีฬาชนิดหนึ่งที่เน้นความสวยงามพริ้วไหวของผู้ เต้น ตามจังหวะต่าง ๆ โดยถือกำ เนิดขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงฝั่งตะวันตก ที่นิยมใช้การเต้นรำ เป็น กิจกรรมในงานสังคม โดยการเต้นรำ แต่ละจังหวะมีต้นกำ เนิดแตกต่างกัน ยุคก่อนโบราณ
การเต้นรำ ของพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพวกที่ไม่มีศาสนาในสมัยโบราณนั้น ในเขต ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง มีภาพวาด รูปปั้นแกะสลัก และบทประพันธ์ของ ชาวอียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นถึง การเต้นรำ ได้ถูกจัดขึ้นในพิธีศพ ขบวนแห่ และพิธีกรรมทาง ศาสนา ชาวอียิปต์โบราณส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ในทุก ๆ ปีแม่น้ำ ไนล์จะเพิ่มระดับสูงขึ้นและ เมื่อน้ำ ลดลง จะมีการทำ การเพาะปลูก และมีการเต้นรำ หรือแสดงละคร เพื่อขอบคุณเทพเจ้า โอซิริส (God Osiris) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร ตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น นอกจากนี้การเต้นรำ ยังนำ มาใช้ในงานส่วนตัว เช่น การเต้นรำ ของพวกข้าทาส ซึ่งจัดขึ้น เพื่อความสนุกสนาน และต้อนรับแขกที่มาเยือน ชาวกรีกโบราณเห็นว่า การเต้นรำ เป็นสิ่ง จำ เป็นทั้งในการศึกษา การบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา และการแสดงละคร ปรัชญาเมธีพลาโต ให้ความเห็นว่า พลเมืองกรีกที่ดีต้องเรียนรู้การเต้นรำ เพื่อพัฒนาการบังคับร่างกายของตนเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะในการต่อสู้ ดังนั้น การร่ายรำ ด้วยอาวุธ จึงถูกนำ มาใช้ในการศึกษาทาง ทหารของเด็ก ทั้งในรัฐเอเธนส์และสปาร์ต้า นอกจากนี้ การเต้นรำ มีความนิยมแพร่หลายนำ มาใช้ในพิธีแต่งงาน ฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผล และในโอกาสอื่น ๆ ด้วย ยุคโบราณ
การเต้นรำ ทางศาสนา เป็นส่วนสำ คัญในการกำ เนิดการละครของกรีก ระหว่าง 500 ปี ก่อนคริสตกาล การละครของกรีกเรียกว่า Tragidies ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวดในโบสถ์และ การเต้นรำ เพื่อสรรเสริญเทพเจ้าดิโอนิซุส (God Dionysus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น การ เต้นรำ แบบ Emmeieia เป็นการเต้นรำ ที่สง่า ภูมิฐาน ได้ถูกนำ มาใช้ในละคร Tragedies โดย ครูสอนเต้นรำ จะต้องบอกเรื่องราว และชี้แนะท่าทางที่ต้องแสดงเพื่อให้จดจำ ได้ การแสดง ตลกขบขันสั้น ๆ ของกรีกที่เรียกว่า Satyrs ก็จัดอยู่ในการเต้นรำ ของกรีกด้วย เมื่อโรมันรบชนะกรีก เมื่อ 197 ปี ก่อนคริสตกาล โรมันได้ปรับปรุงวัฒนธรรมการเต้นรำ ของกรีกให้ดีขึ้น การเต้นรำ ของโรมันคล้ายกับของกรีกที่เต้นรำ เพื่อบวงสรวงเทพเจ้า หญิงชาว โรมันก็จะถูกฝึกให้เต้นรำ แม้แต่ชาวต่างชาติ หรือพวกข้าทาสที่อยู่ในโรมันก็มีการเต้นรำ ด้วย เช่นกัน ชาวโรมันมีการเต้นรำ หลังจากการเพาะปลูก หรือกลับจากการทำ สงคราม เพื่อแสดง ความกล้าหาญ หรือยินดีในชัยชนะเหนือข้าศึก ในยุคนี้มีนักเต้นรำ ของโรมันที่มีชื่อเสียงมาก คือ ซิซีโร (Cicero : 106-43 B.C.) ซึ่งเป็นผู้คิดและปรับปรุงลักษณะท่าทางการเต้นรำ ของ โรมันให้ดีขึ้น ยุคโบราณ (ต่อ)
ประวัติลีลาศ ยุคกลาง เป็นยุคที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย สังคมไม่สงบสุข โบสถ์มีอิทธิพล ต่อการเต้นรำ ของยุโรปมาก โบสถ์มีข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการเต้นรำ ทั้งนี้เป็นเพราะการ เต้นรำ บางอย่างถือว่าต่ำ ช้าและเพื่อกามารมณ์ อย่างไรก็ดีผู้ที่ชอบการเต้นรำ มักจะหาโอกาส จัดงานเต้นรำ ขึ้นในหมู่บ้านของตนอยู่เสมอ ในปี ค.ศ. 300 บรรดาผู้ใช้แรงงานฝีมือ ได้จัด ละครทางศาสนาขึ้นและมีการเต้นรำ รวมอยู่ด้วย โดยในระหว่างปี ค.ศ. 300 กาฬโรคซึ่งถูก เรียกว่า ความตายสีดำ ระบาดในยุโรป ทำ ลายชีวิตผู้คนไปมากมายจนทำ ให้ผู้คนแทบเป็นบ้า จากความกลัวและความโศกเศร้า โดยผู้คนจะร้องเพลงและเต้นรำ คล้ายกับคนวิกลจริตที่หน้า หลุมศพ ซึ่งเชื่อว่าการแสดงของเขานั้น จะช่วยขับไล่สิ่งเลวร้าย และขับไล่ความตายให้หนีไป จากชีวิตความเป็นอยู่ของเขาได้ ในยุคกลางยุโรปยังมีการเฉลิมฉลองการแต่งงาน วันหยุด และประเพณีต่าง ๆ ตาม โอกาสด้วย การเต้นรำ พื้นเมือง ผู้ใหญ่และเด็กในชนบท จะจัดรำ ดาบและเต้นรำ รอบเสาสูง ที่ ผูกริบบิ้นจากยอดเสา (Maypoles) พวกขุนนางที่ไปพบเห็น ก็นำ มาพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น การเต้นรำ แบบวงกลมของบรรดาขุนนางซึ่งเรียกว่า Carol เป็นการเต้นรำ ที่ค่อนข้างช้า ในช่วงปลายยุคกลางนั้น การเต้นรำ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแห่ต่าง ๆ หรือในงานเลี้ยงที่ มีเกียรติ ยุคกลาง
ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ยุค ฟื้นฟูเริ่มในอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 300 ในช่วงปลายสมัยกลางแล้วแผ่ขยายไปในยุโรปในปี ค.ศ. 300 ที่อิตาลี ขุนนางที่มีความมั่นคงตามเมืองต่างๆ จะจ้างครูเต้นรำ อาชีพมาสอนในคฤหาสน์ ของตน เรียกการเต้นรำ สมัยนั้นว่า Balli หรือ Balletti ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี แปลว่า การเต้นรำ นั่นเองในปี ค.ศ. 1588 พระชาวฝรั่งเศส ชื่อ โตอิโน อาโบ (Thoinnot Arbeau: ค.ศ. 1519 – 1589) ได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเต้นรำ ชื่อ ออเชโซกราฟี (Orchesographin) ในหนังสือ ได้บรรยายถึงการเต้นรำ แบบต่าง ๆ หลายแบบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก บันทึกถึงการ เต้นรำ ที่นิยมใช้กันในบ้านขุนนางต่างๆการเต้นรำ แบบบอลรูม เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระ ราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (ค.ศ. 1558 – 1603) ซึ่งสมัยนั้นคลั่งไคล้การเต้นรำ ที่เรียกว่า โวลต้า (Volta) ซึ่งมีการจับคู่แบบวอลซ์ ในปัจจุบันการเต้นแบบโวลต้านั้นฝ่ายชายจะช่วยให้ฝ่ายหญิง กระโดดขึ้นในอากาศด้วย ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16 งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้นตาม โอกาสต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานแต่งงาน และงานต้อนรับแขกที่มาเยือน ในงานจะรวมพวก การเต้นรำ การประพันธ์ การดนตรี และการแสดงละครด้วย ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ Lorenzo de Medlci ได้จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ของตน โดยตกแต่งคฤหาสน์ด้วยสีสันต่างๆ และจัดให้มีการ แข่งขันหลายอย่าง รวมทั้งการเต้นรำ สวมหน้ากาก (Mask Dance) ซึ่งต้องใช้จังหวะดนตรี ประกอบการเต้น พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิซี (Catherine de Medicis) พระราชินีในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 เดิมเป็นชาวฟลอเรนซ์แห่งอิตาลี พระองค์ได้นำ คณะเต้นรำ ของอิตาลี มาเผยแพร่ใน พระราชวังของฝรั่งเศส ซึ่งถูกเรียกเป็นสำ เนียงฝรั่งเศสว่า คองเทร ดองเซ่ (Conterdanse) และเป็นจุดเริ่มต้นของระบำ บัลเล่ย์ พระองค์ได้จัดให้มีการแสดงบัลเล่ย์ โดยพระองค์ทรงร่วม แสดงด้วย ยุคฟื้นฟู
ในช่วงปี ค.ศ. 1800 – 1900 การเต้นรำ ใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา จะเริ่มต้น จากคนธรรมดาสามัญโดยการเต้นรำ พื้นเมือง พวกขุนนางเห็นเข้าก็นำ ไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับราช สำ นัก เช่น การเต้น โพลก้า วอลซ์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย (The Victorian Era 1830 – 80) การไปงานราตรีสโมสรหนุ่มสาว จะไปเป็นคู่ๆ ต้องต่างคนต่างไป และฝ่ายชายจะขอลีลาศกับหญิงคนเดิมมากกว่า 4 ครั้งไม่ได้ หญิงโสดก็ จะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย ฝ่ายหญิงจะมีบัตรเล็กๆ สีขาว จดบันทึกไว้ว่า เพลงใดมีชายขอจองลีลาศไว้บ้าง ในอเมริการูปแบบใหม่ในการเต้นรำ ที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ พวกที่ยากจน และคนผิวดำ คือ การเต้น Tap-Danced หรือ ระบำ ย่ำ เท้า โดยรวมเอาการเต้นรำ พื้นเมืองในแอฟริกา การเต้นแบบ จิ๊ก ( jig) ของชาวไอริส และการเต้นรำ แบบคล๊อก (Clog) ของชาวอังกฤษผสมเข้าด้วยกัน โดยคนผิวดำ มักจะเต้นไปตามถนนหนทางต่าง ๆ ก่อนปี ค.ศ. 1870 การเต้นรำ ได้ขยายไปสู่เมืองต่างๆ ในอเมริกา ผู้หญิงที่ชอบร้องเพลงประสาน เสียงจะเต้นระบำ แคน-แคน (Can-Can) โดยใช้การเตะเท้าสูงๆ เพื่อเป็นสิ่งบันเทิงใจแก่พวกโคบาลที่อยู่ ตามชายแดนอเมริกา ระบำ แคน-แคน มีจุดกำ เนิดมาจากฝรั่งเศส ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค เป็นยุคที่มีการปฏิรูปเรื่องบัลเล่ย์ ในยุคนี้ นักเต้นรำ มีความอิสระใน การเคลื่อนไหว และการแสดงออกของบุคคล สมัยก่อนการแสดงบัลเล่ย์ มักจะแสดงเรื่องที่เกี่ยวกับ เทพเจ้าเทพธิดา แต่ยุคนี้มุ่งแสดงเกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญ เรื่องทั่ว ๆ ไป รวมถึงใส่จินตนาการ ลง ไปในบางครั้งด้วย ในสมัยที่มีการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ได้มีการกวาดล้างพวกกษัตริย์และพวกขุนนางไป ทำ ให้เกิดความรู้สึกใหม่คือความมีอิสระเสรีเท่าเทียมกัน และเกิดการเต้นวอลซ์ ซึ่งรับมาจากกรุง เวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเต้น Landler การเต้นวอลทซ์ได้แพร่หลาย ไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปตะวันตก แต่เนื่องจากการเต้นวอลซ์อนุญาตให้ชายจับมือ และ เอวของ คู่เต้นรำ ได้ จึงถูกคณะพระคริสประณามว่า ไม่เหมาะสมและไม่สุภาพเรียบร้อย ยุคโรแมนติค
จังหวะวอลซ์จากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 17 แต่ มิได้เผยแพร่ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1816 จังหวะวอลซ์ได้ถูกนำ มาเผยแพร่ ต่อที่ประชุมโดย พระเจ้ายอร์ชที่ 4 แม้จะไม่สมบูรณ์นักในขณะนั้น แต่ก็จัดว่า จังหวะวอลซ์เป็นจังหวะแรก ของการลีลาศแท้จริง เพราะคู่ลีลาศสามารถจับคู่เต้นรำ ได้ ในราวปี ค.ศ. 1840 การเต้นรำ บางอย่างกลับมาเป็นที่นิยมอีก อาทิ โพลก้า จากโบฮิเมีย ซึ่ง เป็นที่นิยมมากในเวียนนา ปารีส และ ลอนดอน จังหวะมาเซอก้า (Mazuka) จากโปแลนด์ก็ เป็นที่นิยมมากในยุโรปตะวันตก ในราวกลางศตวรรที่ 19 การเต้นรำ ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอีกมาก อาทิ การเต้นมิลิทารี่ สก๊อต ติช (Millitary Schottische) การเต้นเค็กวอล์ค (Cakewalk) ซึ่งเป็นการเต้นรำ แบบหนึ่งของ พวกนิโกรในอเมริกา การเต้นทูสเตป (Two-Step) การเต้นบอสตัน (Boston) และการเต้นเต อรกีทรอท (Turkey trot) ในศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1910) จังหวะแทงโก้ จากอาร์เจนตินา เริ่มเผยแพร่ที่ปารีส เป็น จังหวะที่แปลก และเต้นสวยงามมาก ในระหว่างปี ค.ศ. 1912 – 1914 Vemon และ lrene Castle ได้นำ รูปแบบการเต้นรำ แบบ ใหม่ๆ จากอังกฤษมาเผยแพร่ในอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แก่ จังหวะฟอกซ์ทรอท และแทงโก้ ปี ค.ศ. 1918 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษได้เลือกเฟ้นจังหวะเต้นรำ ทั้งบอลล์รูม และละตินอเมริกา เรียบเรียงขึ้นเป็นตำ รา วางหลักสูตรของแต่ละจังหวะรัดกุม ในสมัยนี้ ประเภทบอลรูม มีเพียง 4 จังหวะ คือ วอลซ์ (Waltz) ควิกวอลซ์ (Quick Waltz) สโลว์ฟอกซ์ ทรอท (Slow Fox-trot) และ แทงโก้ (Tango) ปี ค.ศ. 1920 ในอเมริกาเริ่มนิยมจังหวะ Paso-Doble (ปาโซโดเบล) และการเต้นรำ แบบก้าวเดียวสลับกัน (One-step) ซึ่งเรียกกันว่า Fast fox-trot ยุคปัจจุบัน (ค.ศ. 1900)
ปี ค.ศ. 1925 จังหวะชาร์ลตัน (Charleston) เริ่มเป็นที่นิยม รูปแบบการเต้นคล้ายทูสเตป และในปีเดียวกันนี้ Arthur Murray ก็ได้ให้กำ เนิดการเต้นรำ แบบสมัยใหม่ (Modem Dances) ขึ้น การเต้นรำ แบบสมัยใหม่นี้เป็นการเต้นรำ ที่แสดงออก ถึงจินตนาการของแต่ละบุคคล ไม่มีท่าเต้นที่แน่นอนตายตัว บางครั้งก็นำ ท่าบัลเล่ย์มาผสมผสานด้วย ปี ค.ศ. 1929 จังหวะจิตเตอร์บัก (Jittebug) เริ่มเป็นที่นิยม รูปแบบการเต้นต้องอาศัยยิมนาสติก การเบรก และการก้าวเท้า ย่ำ เร็วๆ ในปีเดียวกันอิทธิพลจากเพลงแจ๊สของอเมริกา ทำ ให้เกิดจังหวะ ควิกสเตป (Quickstep) ขึ้น เป็นจังหวะที่ 5 ของ บอลรูม ปี ค.ศ. 1929 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการลีลาศ (Official Board of Ballroom Dancing) ขึ้นในประเทศอังกฤษ และ จัดการแข่งขันเต้นรำ ในอังกฤษทุกปี ปี ค.ศ. 1930 การเต้นรำ ของชาวคิวบา (Cuban Dance) ก็เป็นที่นิยมมากในอเมริกา คือจังหวะ คิวบันรัมบ้า หรือจังหวะรัม บ้า ปี ค.ศ. 1939 บรรดาครูลีลาศ และผู้ทรงคุณวุติทางลีลาศในอังกฤษ ได้ร่วมกันวางกฏเกณฑ์ของลวดลายต่างๆ ในลีลาศเพื่อให้ เป็นมาตราฐานเดียวกัน ในแต่ละจังหวะมีประมาณ 20 ลวดลาย ปี ค.ศ. 1940 การเต้นคองก้า และแซมบ้า จากบราซิล ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปี ค.ศ. 1950 ได้จัดตั้งสภาการลีลาศระหว่างชาติ (International Council of Ballroom Dancing) โดยใช้ชื่อย่อว่า I.C.B.D. และในปีเดียวกันนี้ มีจังหวะใหม่ๆ เข้ามาเผยแพร่อีก เช่น จังหวะแมมโบ้ จากคิวบา จังหวะ ชา ชา ช่า จากโดมินิกัน และจังหวะ เมอเรงเก้ จากโดมินิกัน ปี ค.ศ. 1959 จัดแข่งขันลีลาศชิงแชมป์เปี้ยนโลก ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยจัดทั้งประเภทสมัครเล่น และอาชีพ ตามกฏเกณฑ์ ที่สภาการลีลาศระหว่างชาติกำ หนด นอกจากนี้สภาการลีลาศระหว่างชาติได้กำ หนดจังหวะมาตรฐานไว้ 4 จังหวะ คือ วอลซ์ ฟอกซ์ทรอท แทงโก้ และควิกสเตป ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวะที่มีการจัดการแข่งขันมี วอลซ์แบบอังกฤษ ฟอกซ์ ทรอท แทงโก้ ควิกสเตป และเวนิสวอลซ์ นอกจากนี้ อเมริกาและอังกฤษ ได้แนะนำ ร็อคแอนด์โรค ให้ชาวโลกได้รู้จัก ปี ค.ศ. 1960 มีจังหวะใหม่ๆ เกิดขึ้นในอเมริกาโดยคนผิวดำ คือ จังหวะทวิสต์ การเต้นจะใช้การบิดลำ ตัว เข่าโค้งงอ การเต้น จะไม่แตะต้องตัวกับคู่เต้น คือ ต่างคนต่างเต้น นอกจากนี้ยังมีจังหวะฮัสเซิล (Hustle) และจังหวะบอสซาโนวา (Bossanova) ซึ่งดัดแปลงจากแซมบ้าของบราซิล ยุคปัจจุบัน (ค.ศ. 1900) ปี ค.ศ. 1970 นิยมการเต้นรำ ที่เรียกว่า ดิสโก้ (Disco) ซึ่งเป็นการเต้นที่ค่อนข้างอิสระมาก อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้มีการเต้น รำ ใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายแบบ เช่น แฟลชดานซ์ (Flash Dances) เบรกดานซ์ (Brake Dances) ซึ่งมักจะเริ่มจากพวกนิโกรใน อเมริกา และยังมีการเต้นรำ โดยใช้ท่าบริหารร่างกายประกอบจังหวะดนตรี ซึ่งเรียกว่า แอโรบิคดานซ์ (Aerobic Dances) ซึ่ง กำ ลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ การเต้นรำ แบบต่างๆ เหล่านี้ไม่จัดเป็นการลีลาศ นอกจากนี้ จังหวะเต้นรำ ก็เกิดขึ้นใหม่ๆ อีกหลายจังหวะเช่น สลูปปี้ เจอร์ค วาทูซี่ เชค อโกโก้ แมทโพเตโต้ บูการลู ซึ่งจัดเป็น การเต้นรำ สมัยใหม่ ไม่จัดเป็นการลีลาศเช่นกัน (ต่อ)
ประวัติลีลาศไทย เกิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันได้แน่ชัด แต่จากบันทึกของ แหม่มแอนนา ทำ ให้มีหลักฐานเชื่อ ได้ว่า เมืองไทยมีลีลาศมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 4 และบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักลีลาศคนแรกก็คือ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากบันทึกของแหม่มแอนนาทำ ให้มีหลักฐานเชื่อได้ว่าคนไทยลีลาศเป็น มาตั้งแต่สมัยพระองค์ และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับการยกย่องให้เป็นนักลีลาศคนแรกของไทย ตามบันทึกกล่าวว่า ในช่วงหนึ่ง ของการสนทนาได้พูดถึงการเต้นรำ ซึ่งแหม่มแอนนาพยายามสอนพระองค์ท่าน ให้รู้จักการเต้นรำ แบบสุภาพ ซึ่งเป็นที่นิยม ของชาติตะวันตก พร้อมกับแสดงท่า และบอกว่าจังหวะวอลซ์นั้นหรูมาก มักนิยมเต้นกันในวังยุโรป ซึ่งพระองค์ท่านก็ฟังอยู่ เฉยๆ ไม่ออกความเห็นใดๆ แต่พอแหม่มแอนนาแสดงท่า พระองค์ท่านกลับสอนว่าใกล้เกินไปแขนต้องวางให้ถูก และ พระองค์ท่านก็เต้นให้ดู จนแหม่มแอนนาถึงกับงง จึงทูลถามว่าใครเป็นคนสอนให้ พระองค์ท่านก็ไม่ตอบจึงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ สอนพระองค์สันนิษฐานกันว่าพระองค์ท่านคงจะศึกษาจากตำ ราด้วยพระองค์เอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 การเต้นรำ ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ส่วนใหญ่มีแต่เจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เต้นรำ กัน โดย เฉพาะเจ้านายที่ว่าการต่างประเทศได้มีการเชิญทูตานุทูต และแขกชาวต่างประเทศมาชุมนุมเต้นรำ กันที่บ้าน เพื่อเป็นการ เฉลิมพระเกียรติในการเฉลิมพระชนมพรรษา หรือเนื่องในวันบรมราชาภิเษก เป็นต้น จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสราญรมย์ ให้เป็นศาลาว่าการกระทรวงการต่างประเทศ งานเต้นรำ ที่เคยจัดกันมาทุกปีก็ได้ย้ายมาจัดกันที่วังสราญรมย์ ตามบันทึกทำ ให้เชื่อว่าในช่วงนั้นมักจะเต้นจังหวะวอลซ์เพียง อย่างเดียว และบางครั้งได้มีการนำ เอาจังหวะวอลซ์ไปสอดแทรกในการแสดงละครด้วย เช่น เรื่องพระอภัยมณี ตอนที่กล่าว ถึงนางละเวงวัณฬาได้กับพระอภัยมณี เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทุกๆ ปีในงานเฉลิมพระชนมพรรษาก็มักจะจัดให้มีการเต้นรำ กันในพระบรมมหาราชวัง โดยมีองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประธาน ซึ่งบรรดาทูตานุทูตทั้งหลายต้องเข้าเฝ้า ส่วนแขกที่ได้เข้าร่วมงานนั้นต้องได้รับ บัตรเชิญจึงจะเข้าไปในงานได้ ในสมัยรัชกาลที่ 7 การเต้นรำ ได้รับความนิยมมากขึ้น ได้เปิดให้มีการเต้นกันตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่ห้อยเทียนเหลา เก้าชั้น โลลิต้า และคาร์เธ่ย์ ในพุทธศักราช 2475 หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ กับ นายหยิบ ณ นคร ได้ปรึกษากัน และจัดตั้งสมาคมที่เกี่ยวกับการเต้นรำ ขึ้น ชื่อ สมาคมสมัครเล่นเต้นรำ โดยมี หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็น ประธาน นายหยิบ ณ นคร เป็นเลขาธิการสมาคม และมีคณะกรรมการอีกหลายท่าน เช่น หลวงเฉลิม สุนทรกาญจน์ นาย แพทย์เติม บุนนาค พระยาปกิตกลสาร พระยาวิชิต หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หลวงชาติตระการโกศล ในเรื่องสถานที่ตั้งสมาคมนั้นไม่แน่นนอน คือ วนเวียนไปตามบ้านสมาชิกแล้วแต่สะดวก การตั้งเป็น สมาคมครั้งนี้ไม่ได้จด ทะเบียนให้เป็นที่ถูกต้องแต่อย่างใด สมาชิกส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งได้พาบุตรหรือบุตรี เข้าฝึกหัดด้วย ทำ ให้ สมาชิกเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มักจัดให้มีงานเต้นรำ ขึ้นบ่อยๆ ที่สมาคมคณะราษฎร์ วังสราญรมย์ และได้จัดแข่งขันการ เต้นรำ ขึ้นครั้งแรกที่วังสราญรมย์นี้ ผู้ชนะเลิศ คือ พลเรือตรีเฉียบ แสงชูโต และ คุณประนอม สุขุม ประวัติลีลาศในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2476 นักศึกษากลุ่มหนึ่งเห็นว่า คำ ว่า เต้นรำ เมื่อผวนแล้วจะฟังไม่ไพเราะหู (สมาคมรำ เต้น) ดังนั้น หม่อม เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ จึงบัญญัติศัพท์คำ ว่า ลีลาศ ขึ้นแทนคำ ว่า เต้นรำ นับแต่บัดนี้เป็นต้นมา ต่อมาสมาคมสมัครเล่น เต้นรำ ก็สลายตัวไป กลายเป็น สมาคมครูลีลาศแห่งประเทศไทย โดยมีนายหยิบ ณ นคร เป็นผู้ประสานงานจนสามารถส่ง นักลีลาศไปแข่งยังต่างประเทศได้ รวมทั้งให้การต้อนรับนักลีลาศชาวต่างชาติที่มาเยี่ยม หรือแสดงในประเทศไทย ในช่วงที่ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งนี้ด้วย จึงทำ ให้การลีลาศซบเซาไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 วงการลีลาศของไทยก็เริ่มคึกคัก มีชีวิตชีวาขึ้นดังเดิม มีโรงเรียนสอนลีลาศเปิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะสาขาบอลรูมสมัยใหม่ หรือ Modern Ballroom Branch อาจารย์ยอด บุรี ซึ่งไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษแล้วนำ กลับมาเผยแพร่ในไทย ทำ ให้การลีลาศซึ่ง ศาสตราจารย์ศุภชัย วานิชวัฒนา เป็นผู้นำ อยู่ ก่อนแล้วพัฒนาขึ้นเป็นลำ ดับ ต่อมาได้มีบุคคลชั้นนำ ในการลีลาศประมาณ 10 ท่าน ซึ่งเคยเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันใน สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น คุณกวี กรโกวิท คุณอุไร โทณวนิก คุณจำ ลอง มาณยมฑล คุณปัตตานะ เหมะสุจิ โดยมี นายแพทย์ประสบ วรมิศร์ เป็นผู้ประสานงานติดต่อพบปะปรึกษาหารือ และมีแนวความคิดจะรวมนักลีลาศทั้งหมดให้อยู่ใน สมาคมเดียวกัน เพื่อเป็นการผนึกกำ ลัง และช่วยกันปรับปรุงมาตรฐานการลีลาศทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติซึ่งทุกคนเห็น พ้องต้องกัน จึงมีการร่างระเบียบข้อบังคับขึ้น และได้ยื่นจดทะเบียนเป็นสมาคมตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2491 ซึ่งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้อนุญาตให้ จัดตั้ง สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2491 โดยมี หลวงประกอบนิติสาร เป็นนายกสมาคมคนแรก ซึ่งปัจจุบันสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นสมาชิกของสภาการลีลาศนานาชาติ ด้วย หลังจากนั้น การลีลาศได้รับความนิยมแพร่หลายเป็นอย่างมาก มีการจัดตั้งสมาคมลีลาศขึ้น มีสถานลีลาศเปิดเพิ่มขึ้น มี การจัดส่งนักกีฬาลีลาศไปแข่งขันในต่างประเทศ และจัดแข่งขันลีลาศนานาชาติขึ้นในประเทศไทย ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กำ หนดให้โรงเรียนสอนลีลาศต่างๆ อยู่ในสังกัดของ กระทรวงศึกษาธิการ และมีการกำ หนดหลักสูตรลีลาศขึ้นอย่างเป็นแบบแผน ทำ ให้กีฬาลีลาศมีมาตรฐานยิ่งขึ้น ส่งผลให้กีฬา ลีลาศในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและนิยมในวงการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ให้ความสนใจ ทำ ให้มีโรงเรียนหรือสถาบันเปิดสอนลีลาศขึ้นเกือบทุกจังหวัด สำ หรับในสถานศึกษาก็ได้มีการจัดวิชาลีลาศเข้า ไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันลีลาศได้รับการรับรองให้เป็นกีฬาจากคณะกรรมการ โอลิมปิกสากล (International Olympic Committee = IOC) อย่างเป็นทางการ มีการประชุมครั้งที่ 106 วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2540 ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำ หรับในประเทศไทย คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ในสมัย ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีประจำ สำ นักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ได้มีมติรับรองลีลาศเป็นกีฬา อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2541 จัดเป็นกีฬาลำ ดับที่ 45 ของการกีฬาแห่งประเทศไทย และยังได้จัดให้ มีการแข่งขันกีฬาลีลาศ (สาธิต) ขึ้นเป็นครั้งแรก ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6 – 20 ธันวาคม พ.ศ.2541 ประวัติลีลาศในประเทศไทย(ต่อ)
การเต้นรำ จังหวะบีกินในแต่ละสถานที่ก็มีรูปแบบและลวดลาย (Figures) แตก ต่างกันไป ในที่นี้การเดินจังหวะบีกินจะเน้นการ วางฝ่าเท้าถึงพื้นก่อนวางราบลงเต็ม เท้าในลักษณะเดียวกับจังหวะประเภทลาตินอเมริกัน การเต้นลีลาศจังหวะบีกิน จังหวะบีกิน เป็นจังหวะลีลาศประเภทเบ็ดเตล็ด ที่มีลักษณะการเต้นรำ รูปแบบ เดียวกับจังหวะประเภทลาตินอเมริกัน นิยมเต้นรำ กันมากในงานสังคมลีลาศทั่วไป ของประเทศไทย จังหวะบีกินเป็นจังหวะที่ฝึกหัดง่าย ฉะนั้น ในการฝึกลีลาศเบื้องต้น สังคมไทยจึงนิยมที่จะฝึกจังหวะบีกินเป็นจังหวะแรก เพราะทำ ให้ผู้ฝึกเต้นรำ เกิด ความมั่นใจ ก่อนที่จะฝึกเต้นรำ ในจังหวะที่ยากต่อไป
1. ดนตรีและการนับจังหวะ ดนตรีของจังหวะบีกินเป็นแบบ 4/4 คือ มี 4 จังหวะใน 1 ห้องเพลง โดยที่สามจังหวะแรกจะเป็น เสียงหนัก และจังหวะที่สี่จะเป็นเสียงเบา และทุก ๆ จังหวะจะมีความเร็วช้าเท่ากันหมดการนับจังหวะ จะนับ 1,2,3, พัก, 1,2,3,พัก (พัก หมายถึง พักเข่าหรืองอเข่า) ต่อเนื่องกันไป และก้าวที่ 1ตรงกับจังหวะ ที่ 1 ของห้องเพลง จังหวะบีกินมีรูปแบบพื้นฐาน ดังต่อไปนี้ 2. ความช้า - เร็วของจังหวะดนตรี 3. การจับคู่ ดนตรีของจังหวะบีกินบรรเลงด้วยความเร็วประมาณ 28 – 32 ห้องเพลงต่อนาทีการจับคู่ เป็นการจับคู่แบบบอลรูมปิด จังหวะประเภทลาตินอเมริกัน รูปแบบพื้นฐานจังหวะบีกิน 4. การยืน ผู้ชาย ยืนหันหน้าตามแนวเต้นรำ ผู้หญิง ยืนหันหน้าย้อนแนวเต้นรำ 5. การก้าวเท้า การก้าวเท้าใช้การก้าวเท้าไปข้างหน้าและการถอยเท้าไปข้างหลังฝ่าเท้าถึงพื้นก่อนวางราบลง เต็มเท้า เท้าที่รับน้ำ หนักตัว เข่าจะเหยียดตึง เท้าที่กำ ลังก้าวเข่าจะงอสลับกันไปมา สะโพกบิด อย่างเป็นธรรมชาติ และสวยงามจากการถ่ายน้ำ หนักลงที่เท้า ศีรษะตรง ลำ ตัวนิ่ง 1.เบสิค วอล์ค ( Basic Walk ) 2.อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น (Under Arm Turn) 3.โชเดอร์ ทู โชเดอร์ (Shouder To Shoulder ) 4.นิวยอร์ก ( New York ) 5.สปอทเทิร์น ( Spot Turn ) 6.เกรฟวาย (Grapevine) ส่วนฟิกเกอร์ทั้งหมดมี 6 ฟิกเกอร์
เบสิค วอล์ค (Basic Walk) เรียนรู้รายละเอียดของฝ่ายชาย ประกอบด้วยการเดิน ดังนี้ เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวเต้นรำ น้ำ หนักตัว อยู่ที่เท้าขวา จากนั้นมาดูรายละเอียดการเดิน จังหวะ ของฝ่ายหญิง ประกอบด้วยการเดิน ดังนี้ เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าย้อนแนวเต้นรำ น้ำ หนักตัวอยู่ที่ เท้าซ้าย จังหวะที่ 1 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง จังหวะที่ 2 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวท้าวซ้ายไปด้านหลัง จังหวะที่ 3 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะที่ส้นเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้า ขวา จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า จังหวะที่ 6 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า จังหวะที่ 8 ผู้ชาย : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้าขวา ผู้หญิง : ลากเท้าขวามาแตะที่ส้นเท้าซ้าย หมายเหตุ : 1) การเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง 3 ก้าวนี้เรียกว่า 1 วอล์ค ส่วนจังหวะที่ 4 นั้นจะงอเข่าโดยการเปิดส้นเท้าขึ้นและจะใช้เท้าที่พักนี้เดินเป็นก้าวที่ 1 ใน ห้องเพลงต่อไป ดังนั้นการก้าวเท้าจะไม่ใช้เท้าซ้ำ กันเลย 2) ในการฝึกอาจจะฝึกเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังติดต่อกันหลายๆ ห้องเพลงเพื่อหาความชำ นาญในการก้าวเท้าให้ตรงกับจังหวะดนตรีก็ได้ ท่าเต้นจังหวะ เบสิค วอล์ค
เบสิค วอล์ค ( Basic Walk) ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลัง จังหวะที่ 1 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะที่ส้นเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้าขวา
เบสิค วอล์ค ( Basic Walk) ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า จังหวะที่ 6 จังหวะที่ 7 จังหวะที่ 8 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้าขวา ผู้หญิง : ลากเท้าขวามาแตะส้นเท้าซ้าย (ต่อ)
เบสิค วอล์ค ( Basic Walk) วิดิโอสอนเพิ่มเติม
รายละเอียดของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าวดังนี้ เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าขวา จบแล้วต่อ ด้วย สแควร์ ถอยหลัง 3 ก้าว (ขวา-ซ้าย-ขวา) และจับคู่แบบปิดตามเดิม จังหวะที่ 1 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าพร้อมยกมือ ซ้ายขึ้นเหนือศีรษะของผู้หญิง ผู้หญิง : ยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะหมุนตัวไป ทางขวาพร้อมกับก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า จังหวะที่ 2 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้ามือซ้าย อยู่เหนือศีรษะผู้หญิง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า มือขวาอยู่เหนือศีรษะ จังหวะที่ 3 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ลดมือซ้ายลง พร้อมหันหน้าเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ลดมือขวาลง พร้อมหันหน้าเขาหาคู่ จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะส้นเท้า ข้างซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ ปลายเท้าข้างขวา จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : หมุนตัวไปทางขวาพร้อม กับก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า จังหวะที่ 6 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : หมุนตัวและยกมือกลับ เข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า จังหวะที่ 8 ผู้ชาย : ลากเท้าขวากลับมาแตะที่ ปลายเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าขวาไปแตะที่ส้น เท้าซ้าย รายละเอียดของ การหมุนของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าวดังนี้ เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มือขวาจับมือซ้ายของผู้ชาย น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้า ซ้าย จบแล้วต่อด้วย สแควร์ ไปข้างหน้า 3 ก้าว (ซ้าย-ขวา-ซ้าย) และจับคู่แบบปิดตามเดิม หมายเหตุ : สามารถทำ ท่าต่อเนื่องกันได้ทั้งหมดจากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่ง ท่าเต้นจังหวะ อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น
จังหวะที่ 1 อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น (Under Arm Turn) ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าพร้อม ยกมือซ้ายขึ้นเหนือศีรษะของผู้หญิง ผู้หญิง : ยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะหมุน ตัวไปทางขวาพร้อมกับก้าวเท้าขวาไป ด้านหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้ามือซ้าย อยู่เหนือศีรษะของผู้หญิง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้ามือ ขวาอยู่เหนือศีรษะ ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าลด มือขวาลงพร้อมหันเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลังลด มือขวาลงพร้อมหันเข้าหาคู่ ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะส้นเท้าข้างซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้าข้างขวา จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น (Under Arm Turn) ผู้ชาย : หมุนตัวไปทางขวาพร้อม กับก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้ชาย : หมุนตัวและยกมือกลับเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้ชาย : ลากปลายเท้าขวากลับมาแตะที่ ปลายเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าขวาไปแตะที่ส้นเท้าซ้าย จังหวะที่ 5 จังหวะที่ 6 จังหวะที่ 7 จังหวะที่ 8 (ต่อ)
อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น (Under Arm Turn) วิดิโอสอนเพิ่มเติม
รายละเอียดการก้าวเดิน ของฝ่ายชาย - ฝ่ายหญิง รอยเท้าการเต้น และรูปภาพการจับคู่ มีดังต่อไปนี้ จังหวะที่ 1 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ผู้หญิง : ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง จังหวะที่ 2 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าเยื้องไปทางขวา หมุนตัว ไปทางขวาเล็กน้อย ผู้หญิง : ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังเยื้องไปทางซ้าย หมุนตัว ไปทางขวา จังหวะที่ 3 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้หน้าเท้าขวาก้าวออกนอกคู่หมุนตัวไปทาง ขวา 1 ใน 8 ผู้หญิง : ถอยเท้าขวาไขว้หลังเท้าซ้ายหมุนตัวไปทางขวา 1 ใน 8 จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ยกเท้าขวามาแตะด้วยปลายเท้าที่ข้างเท้าซ้าย น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย ผู้หญิง : ยกเท้าซ้ายมาแตะด้วยปลายเท้าที่ข้างเท้าขวา น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าขวา จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จังหวะที่ 6 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านข้างเยื้องไปข้าง หน้าเล็กน้อย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเยื้องไปข้าง หน้าเล็กน้อย จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไขว้หน้าเท้าซ้ายก้าวออกนอกคู่ หมุนตัวไปทางซ้าย 1ใน8 ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไขว้หลังเท้าขวา หมุนตัวไปทาง ซ้าย 1ใน8 จังหวะที่ 8 ผู้ชาย : ยกเท้าซ้ายมาแตะด้วยปลายเท้าที่ข้างเท้า ขวา น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าขวา ผู้หญิง : ยกเท้าขวามาแตะด้วยปลายเท้าที่ข้างเท้า ซ้าย น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย ท่าเต้นโชเดอร์ ทู โชเดอร์
โชเดอร์ ทู โชเดอร์ (Shoulder To Shoulder) จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ผู้หญิง : ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าเยื้องไป ทางขวา หมุนตัวไปทางขวาเล็กน้อย ผู้หญิง : ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังเยื้องไป ทางซ้าย หมุนตัวไปทางขวา ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้หน้าเท้าขวาก้าวออก นอกคู่หมุนตัวไปทางขวา 1 ใน 8 ผู้หญิง : ถอยเท้าขวาไขว้หลังเท้าซ้ายหมุนตัว ไปทางขวา 1 ใน 8 ผู้ชาย : ยกเท้าขวามาเเตะด้วยปลายเท้า ที่ข้างเท้าซ้ายนำ้ หนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย ผู้หญิง : ยกเท้าซ้ายมาแตะด้วยปลายเท้า ที่ข้างเท้าขวา นำ้ หนักตัวอยู่ที่เท้าขวา
จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปไขว้หน้าเท้าซ้ายก้าว ออกนอกคู่หมุนตัวไปทางซ้าย 1 ใน 8 ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไขว้หลังเท้าขวา หมุนตัวไปทางซ้าย 1 ใน 8 โชเดอร์ ทู โชเดอร์ (Shoulder To Shoulder) จังหวะที่ 5 จังหวะที่ 6 จังหวะที่ 8 ผู้ชาย : ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านข้างเยื้อง ไปข้างหน้าเล็กน้อย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า เยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อย ผู้ชาย : ยกเท้าซ้าย ม าแตะด้วย ปลายเท้าที่ข้างเท้าขวา นำ้ หนักตัว อยู่เท้าขวา ผู้หญิง : ยกเท้าขวามาแตะด้วย ปลายเท้าที่ข้างเท้าซ้าย นำ้ หนักตัว อยู่ที่เท้าซ้าย (ต่อ)
โชเดอร์ ทู โชเดอร์ (Shoulder To Shoulder) วิดิโอสอนเพิ่มเติม
รายละเอียดการก้าวเดิน ของฝ่ายชาย - ฝ่ายหญิง รอยเท้าการเต้น และรูปภาพการจับคู่ มีดังต่อไปนี้ จังหวะที่ 1 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง จังหวะที่ 2 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลังแล้วยกแขนขวาขึ้นระดับหัวไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายด้านหลังแล้วยกแขนซ้ายขึ้นระดับหัวไหล่ จังหวะที่ 3 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าแล้วยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าแล้วยกแขนขวาขึ้นระดับไหล่ จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าแล้วยกแขนขวาขึ้นระดับไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าแล้วยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่ จังหวะที่ 5 ผู้ชาย ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าแล้วกางแขนออก ผู้หญิง ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลังแล้วกางแขนออก จังหวะที่ 6 ผู้ชาย หันหน้ากลับเข้าหาคู่และก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลัง ผู้หญิง ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง เฉียง 45 องศาหันหน้าเข้าหาคู่ จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าและยกแขนขวาขึ้นระดับไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ทางขวาบกแขนขึ้นระดับไหล่ จังหวะที่ 8 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายแตะที่ส้นเท้าขวาพร้อมยกแขนขวาระดับไหล่ ผู้หญิง : ลากเท้าขวามาแตะเท้าซ้าย ยกแขนขึ้นระดับหัวไหล่ ท่าเต้นจังหวะนิวยอร์ก
จังหวะที่ 2 นิวยอร์ก ( New York ) ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัก ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลังแล้วยก แขนขวาขึ้นระดับหัวไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายด้านหลังแล้วยกแขน ซ้ายขึ้นระดับหัวไหล่ ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าแล้วยก แขนซ้ายขึ้นระดับไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าแล้วยก แขนขวาขึ้นระดับไหล่ ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าแล้วยก แขนขวาขึ้นระดับไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าแล้วยก แขนซ้ายขึ้นระดับไหล่ จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
ผู้ชาย หันหน้ากลับเข้าหาคู่และก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลัง ผู้หญิง ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง เฉียง 45 องศาหันหน้าเข้าหาคู่ นิวยอร์ก ( New York ) ผู้ชาย ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าแล้วกางแขนออก ผู้หญิง ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลังแล้วกางแขนออก ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายแตะที่ส้นเท้าขวาพร้อมยก แขนขวาระดับไหล่ ผู้หญิง : ลากเท้าขวามาแตะเท้าซ้าย ยกแขน ขึ้นระดับหัวไหล่ ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าและยกแขน ขวาขึ้นระดับไหล่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ทางขวายก แขนขึ้นระดับไหล่ จังหวะที่ 5 จังหวะที่ 6 จังหวะที่ 7 จังหวะที่ 8 (ต่อ)
นิวยอร์ก ( New York ) วิดิโอสอนเพิ่มเติม
ท่าเต้นสปอทเทิร์น รายละเอียดการก้าวเดิน ของฝ่ายชาย - ฝ่ายหญิง รอยเท้าการเต้น และรูปภาพการจับคู่ มีดังต่อไปนี้ จังหวะที่ 1 ผู้ชาย: หมุนตัวไปทางซ้ายพร้อมกับ ก้าวเท้าซ้ายไปด้านข้าง ผู้หญิง: หมุนตัวไปทางขวาพร้อมกับ ก้าวเท้าขวาไปด้านข้าง จังหวะที่ 2 ผู้ชาย: หันหน้าเข้าหาคู่พร้อมกับก้าวเท้า ขวาไปด้านหน้า ผู้หญิง: หันหน้าเข้าหาคู่แล้วก้าวเท้าขวา ไปด้านหน้า จังหวะที่ 3 ผู้ชาย:ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง:ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะที่ส้นเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้าขวา
สปอทเทิร์น (Spot Turn) ผู้ชาย: หมุนตัวไปทางซ้ายพร้อมกับ ก้าวเท้า ซ้ายไปด้านข้าง ผู้หญิง: หมุนตัวไปทางขวาพร้อมกับ ก้าวเท้า ขวาไปด้านข้าง ผู้ชาย: หันหน้าเข้าหาคู่พร้อมกับก้าวเท้า ขวาไป ด้านหน้า ผู้หญิง: หันหน้าเข้าหาคู่แล้วก้าวเท้าขวา ไปด้าน หน้า ผู้ชาย:ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง:ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะที่ส้นเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะที่ปลายเท้าขวา จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
สปอทเทิร์น (Spot Turn) วิดิโอสอนเพิ่มเติม
รายละเอียดการก้าวเดิน ของฝ่ายชาย - ฝ่ายหญิง รอยเท้าการเต้น และรูปภาพการจับคู่ มีดังต่อไปนี้ จังหวะที่ 1 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลังเล็กน้อย เปิดส้นเท้าขวานำ้ หนักอยู่ที่เท้าซ้าย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเล็กน้อย ปิดส้นเท้าซ้ายนำ้ หนักที่เท้าขวา จังหวะที่ 2 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวามาด้านขวาพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายมาด้านซ้ายพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ จังหวะที่ 3 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้เท้าขวาทางด้านหน้าพร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางซ้าย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไขว้เท้าซ้ายด้านหลังพร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางซ้าย จังหวะที่ 4 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไขว้เท้าซ้ายทางด้านหลังพร้อมกันลำ ตัวเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายมด้านซ้ายทางด้านข้างพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้ไปด้านหลังเท้าขวาพร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางขวา ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไขว้ด้านหลังเท้าซ้ายพร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางขวา จังหวะที่ 6 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไขว้ไปด้านหน้าเท้าซ้ายพร้อมกันลำ ตัวเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไขว้ไปด้านหน้าเท้าซ้ายพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้ไปด้านหน้าเท้าขวาพร้อมหันลำ ตัวเยื้องไปทางซ้าย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลังเท้าซ้ายพร้อมหันลำ ตัวเยื้องไปทางซ้าย ท่าเต้นจังหวะเกรฟวาย
เกรฟวาย (Grapevine) ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลังเล็กน้อย เปิดส้นเท้าขวานำ้ หนักอยู่ที่เท้าซ้าย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเล็กน้อย ปิดส้นเท้าซ้ายนำ้ หนักที่เท้าขวา ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวามาด้านขวาพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายมาด้านซ้ายพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2
เกรฟวาย (Grapevine) ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้เท้าขวาทางด้านหน้าพร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางซ้าย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไขว้เท้าซ้ายด้านหลังพร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางซ้าย ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไขว้เท้าซ้ายทางด้านหลังพร้อมกันลำ ตัวเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายมามาด้านซ้ายทางด้านข้างพร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 (ต่อ)
เกรฟวาย (Grapevine) จังหวะที่ 5 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้ไปด้านหลังเท้าขวา พร้อมหันลำ ตัวเยื้องมาทางขวา ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไขว้ด้านหลังเท้าซ้ายพร้อม หันลำ ตัวเยื้องมาทางขวา จังหวะที่ 6 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไขว้ไปด้านหน้าเท้าซ้าย พร้อมกันลำ ตัวเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไขว้ไปด้านหน้าเท้าซ้าย พร้อมหันลำ ตัวเข้าหาคู่ จังหวะที่ 7 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้ไปด้านหน้าเท้าขวาพร้อมหันลำ ตัวเยื้องไปทางซ้าย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลังเท้าซ้ายพร้อมหันลำ ตัวเยื้องไปทางซ้าย (ต่อ)
เกรฟวาย (Grapevine) วิดิโอสอนเพิ่มเติม
คณะผู้จัดทำ นายเดชาธร ไม้อบเชย ม.6/8 เลขที่ 1 นายปิยวัฒน์ ปุริสังข์ ม.6/8 เลขที่12 นางสาวกนกภรณ์ เกิดแก้ว ม.6/8 เลขที่34 นางสาววนิศรา ยะคะเรศ ม.6/8 เลขที่36