ปก canva
ก คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพุทธบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช โดยจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาหา ความรู้ในเรื่อง จรรยาบรรณและความสำคัญต่อผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบ ประเภท ประโยชน์ความสำคัญ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ จรรยาบรรณ และหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้จัดทำรายงานขอขอบคุณ อาจารย์ประจำรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ผู้ให้ความรู้และ แนวทางการศึกษา ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ หากรายงานฉบับนี้ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทำ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ.................................................................................................................................................ก สารบัญ..............................................................................................................................................ข จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา......................................................................................................๑ ๑. ความหมายของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา....................................................................๒ ๒. องค์ประกอบของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา.................................................................๓ ๓. ประเภทของจรรยาบรรณ.............................................................................................................๙ ๔. ประโยชน์ของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา ...................................................................๑๐ ๕. ความสำคัญของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา................................................................๑๓ ๖. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ...........................................................................๑๔ ๗. หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณของผู้บริหารสถานศึกษา..................................................๑๙ ๘. การพัฒนาจรรยาบรรณสำหรับนักบริหาร..................................................................................๒๙ ๙. บทสรุป......................................................................................................................................๓๔ บรรณานุกรม..................................................................................................................................๓๖
๑ จรรยาบรรณและความสำคัญต่อผู้บริหารสถานศึกษา จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา จรรยาบรรณ มีคำศัพท์อยู่ ๓ คำ ที่ได้มีการนำไปใช้และมีความหมายคล้ายคลึงกัน ได้แก่ คำว่า จริยธรรม จริยศาสตร์และจรรยาบรรณ จริยธรรม เมื่อนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มวิชาชีพ เรียกว่า "จรรยาบรรณ" ส่วนคำว่า จริยศาสตร์ (ethics) หมายถึงความรู้ที่กล่าวถึงแนวทางการประพฤติที่ถูกต้อง ดีงาม ส่วนจริยธรรม (morals) หมายถึง หลักความประพฤติที่ดีงามเพื่อประโยชน์แห่งตนและสังคม เอกพันธ์ ปัตถาวะโร (๒๕๕๕) จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึง ประมวลความประพฤติ ข้อบังคับ มารยาทที่ผู้ประกอบวิชาชีพแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง ฐานะของสมาชิก ความดีงาม รวมทั้งก่อนให้เกิดความสงบสุขและความเจริญในตัวคน วิชาชีพ และ สังคม คุรุสภา (๒๕๕๐) จรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหาร สถานศึกษา ต้องมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ดังต่อไปนี้ ๑. มาตรฐานความรู้ มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง โดยมีความรู้ ดังต่อไปนี้ ๑) หลักและกระบวนการบริหารการศึกษา ๒) นโยบายและการวางแผนการศึกษา ๓) การบริหารด้านวิชาการ ๔) การบริหารด้านธุรการ การเงิน พัสดุ และอาคารสถานที่ ๕) การบริหารงานบุคคล ๖) การบริหารกิจการนักเรียน ๗) การประกันคุณภาพการศึกษา ๘) การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ๙) การบริหารการประชาสัมพันธ์และความสัมพันธ์ชุมชน ๑๐) คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารสถานศึกษาที่ คณะกรรมการคุรุสภารับรอง
๒ ๒. มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ ดังต่อไปนี้ ๑) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ๒) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่ง หัวหน้า หมวดหรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่น ๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า สองปี ๑. ความหมายของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารในวงการศึกษา ตามลักษณะของงานและหน่วยงาน ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตน ตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู หากผู้บริหารในวงการศึกษาผู้ใด เป็นข้าราชการ หรือพนักงาน หรือ ลูกจ้างอื่นของรัฐ จะต้องปฏิบัติตนตาม "จรรยาบรรณกลางของข้าราชการและพนักงานหรือลูกจ้างอื่น ของรัฐ" ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.๒๕๕๖ ได้ให้ความหมายของคำว่าจรรยาบรรณวิชาชีพ ไว้ว่า คือ มาตรฐานการปฏิบัติตนที่กำหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤติตน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการ ศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษา ให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคม อันจะนำมาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่ง วิชาชีพ อมรา เล็กเริงสินธุ์ (๒๕๕๒) ได้กล่าวว่า จรรยาบรรณ เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบ วิชาชีพที่เป็นศาสตร์ชั้นสูง มีองค์กรหรือสมาคมรองรับ จะต้องประพฤติปฏิบัติเพื่อการครองตนและ ครองงาน ผู้ประกอบวิชาชีพที่ต้องการศึกษาศาสตร์เฉพาะชั้นสูงที่มีจรรยาบรรณนั้นถือว่าเป็นผู้ทำ หน้าที่ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ซึ่งต้องเป็นอาชีพที่ผ่านการศึกษาเล่าเรียนระดับสูง มีสมาคมวิชาชีพที่ควบ ควบคุมกำกับดูแลเพื่อให้คนที่อยู่ในวิชาชีพนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงาน การกำหนดจรรยาบรรณ เป็นลายลักษณ์อักษร จะช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพตระหนักในความสำคัญของวิชาชีพตน และให้ ผู้รับบริการรับรู้และเข้าใจ ปราชญา กล้าผจัญ (๒๕๕๖) กล่าวว่า จรรยาบรรณหมายถึง ศาสตร์และหลักการ เกี่ยวกับศีลธรรม จรรยาบรรณจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรที่อนุญาต ให้ทำได้และอะไรคือข้อห้ามมิให้กระทำ และกฎเกณฑ์แห่งความดีงามนั้นจำเป็นต้องมีการกำหนด อย่างเป็นทางการ เพื่อสมาชิกทุกคนจะได้ถือปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เป็นทางการ เพราะสมาชิกแต่ละคน มิได้ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมมาเหมือน ๆ กัน ย่อมมีความแตกต่างกันทางค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรม
๓ บุญเลิศ จุลเกียรติ (๒๕๕๗) จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึงประมวลความประพฤติที่ผู้ ประกอบอาชีพ การงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของ สมาชิก ทำให้ได้รับความ เชื่อถือจากสังคมอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เอกพันธ์ ปัดถาวะโร (๒๕๕๕) จรรยาบรรณวิชาชีพ คือ รูปแบบหนึ่งของจริยธรรมใน วงการวิชาชีพ เป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยึดถือปฏิบัติ มีปากาศิตบังคับในระดับ “พึง” คือพึงทำอย่างนั้นพึงทำอย่างนี้ ไม่ใช้เป็นการบังคับโดยเด็ดขาด แต่ผลสัมฤทธิ์หรือเป้าหมายของ จรรยาบรรณและศักดิ์ศรีของผู้ประกอบวิชาชีพโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคนและเพื่องาน ดังนั้นในแต่ละ วิชาชีพจึงได้กำหนดจรรยาบรรณมากำหนดบทบาทหน้าที่ และพฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรวิชาชีพ คุรุสภา (๒๕๕๖) กล่าวว่า จรรยาบรรณของวิชาชีพ หมายความว่า มาตรฐานการปฏิบัติ ตนที่กำหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤติตน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคมอันจะนำมาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ สรุปได้ว่า จรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง การปฏิบัติตนหรือการประพฤติ ตน กริยาที่ควรประพฤติ เพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติ ฐานะของความเป็นข้าราชการต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อหน่วยงาน โดยมีการกำกับการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพจรรยาบรรณวิชาชีพจึงเป็น มาตรฐาน ความประพฤติ และวิจารณญาณทางศีลธรรม และวิชาชีพที่เป็นกฎเกณฑ์หรือแบบแผนของ ความประพฤติสำหรับยึดถือเป็นแนวปฏิบัติของผู้บริหารหลักปฏิบัติดังกล่าวอาศัยหลักธรรม ความ ถูกต้อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคนและเพื่องาน อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ ๒. องค์ประกอบของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา คำรณ ล้อมในเมือง (๒๕๔๗) กล่าวว่า องค์ประกอบจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหาร สถานศึกษาตามมาตรฐาน การปฏิบัติตนที่กำหนดเป็นข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ มีองค์ประกอบด้วยกัน ๕ ด้าน ดังนี้ ๑. ด้านจรรยาบรรณต่อตนเอง ๒. ด้านจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ๓. ด้านจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ๔. ด้านจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ๕. ด้านจรรยาบรรณต่อสังคม
๔ จรัส ตั้งโช๊ะ (๒๕๕๖) กล่าวว่า องค์ประกอบจรรยาบรรณของผู้บริหารมี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง ๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ๔. จรรยาบรรณต่อบุคลากรในองค์กร ๕. จรรยาบรรณต่อองค์กร ชุมชน และสังคม ครูแมนสรวง (๒๕๕๗) กล่าวถึง องค์ประกอบของจรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษาไว้๙ ประการ ดังนี้ ๑. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง ๒. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต ๓. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ และส่งเสริมศิษย์ ๔. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องส่งเสริมทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ๕. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ๖. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ๗. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือ ยอมรับผลประโยชน์ ๘. ผู้บริหารสถานศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ ๙. ผู้บริหารสถานศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนา เศรษฐกิจ คุรุสภา (๒๕๕๐) จรรยาบรรณของวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา คุรุสภาได้กำหนด ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย แบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นประมวล พฤติกรรมที่เป็นตัวอย่างของการประพฤติที่กำหนดขึ้นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ ต้องหรือพึง ประพฤติปฏิบัติตามประกอบด้วย พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการ ศึกษาต้องหรือพึงประพฤติตาม และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการ ศึกษาต้องหรือพึงละเว้นที่สอดคล้องกัน แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ดังนี้ ๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพและ วิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ๑) ประพฤติตนเหมาะสมกับสถานภาพเละเป็นแบบอย่างที่ดี ๒) ศึกษา ค้นคว้าริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอ
๕ ๓) ส่งเสริมและพัฒนาครูในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ๔) สร้างผลงานที่แสดงถึงการพัฒนาความรู้และความคิดในวิชาชีพจนเป็นที่ยอมรับ ๕) ส่งเสริมการปฏิบัติงานโดยมีแผนปฏิบัติการแบบนี้ส่วนร่วม และใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๑) เกี่ยวข้องกับอบายมุขหรือเสพสิ่งเสพติดจนขาดสติหรือแสดงกิริยาไม่สุภาพเป็น ที่น่ารังเกียจในสังคม ๒) ประพฤติผิดทางชู้สาวหรือมีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ ๓) ไม่พัฒนาความรู้ในวิชาชีพเพื่อพัฒนาตนเองและองค์การ ๔) ไม่ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการศึกษา ๕) ไม่มีแผนหรือไม่ปฏิบัติงานตามแผน ไม่มีการประเมินผลหรือไม่นำผลการ ประเมินมาจัดทำแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิก ที่ดีขององค์กรวิชาชีพ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ๑) แสดงความชื่นชมและศรัทธาในคุณค่าของวิชาชีพ ๒) รักษาชื่อเสียงและปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ๓) ยกย่องและเชิดซูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ ๔) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ชื่อสัตย์สุจริต ตามกฎระเบียบและแบบแผน ของทางราชการ ๕) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจและใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนาครู และบุคลากร ๖) สนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ การพัฒนาครู การเรียนการสอนและการ บริหารสถานศึกษา ๗) ส่งเสริมให้ครูและบุคลากร ได้ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัยและนำเสนอผลงาน ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ๘) เข้าร่วมส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพอย่าง สร้างสรรค์ทางราชการ
๖ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๑) วิพากษ์หรือวิจารณ์องค์การหรือวิชาชีพ จนทำให้เกิดความเสียหาย ๒) ดูหมิ่น เหยียดหยาม ให้ร้ายผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ศาสตร์ ในวิชาชีพหรือ องค์กรวิชาชีพ ๓) ประกอบการงานอื่นที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ๔) ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่รับผิดชอบหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบหรือแบบแผนของ ทางราชการ จนก่อให้เกิดความเสียหาย ๕) ละเลยเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพที่ประพฤติผิด จรรยาบรรณ ๖) คัดลอกหรือนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ๗) บิดเบือนหลักวิชาการในการปฏิบัติงานจนก่อให้เกิดความเสียทาย ๘) ใช้ความรู้ทางวิชาการ วิชาชีพหรืออาศัยองค์กรวิชาชีพแสวงทาประโยชน์เพื่อ ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจแก่ศิษย์และ ผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่ โดยเสมอหน้า ผู้บริหารสถานศึกษาต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงาม แก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจาและ จิตใจ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ และผู้บริหารสถานศึกษาาต้องให้บริการด้วยความจริงใจ และเสมอภาคโดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ๑) ปฏิบัติงานหรือให้บริการอย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้รับบริการ ๒) ส่งเสริมให้มีการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก เยาวชนและผู้ด้อยโอกาส ๓) บริหารงาน โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ๔) รับฟังความคิดเห็นที่มีเหตุผลของศิษย์และผู้รับบริการ ๕) ให้ครูและบุคลากร มีส่วนร่วมวางแผนการปฏิบัติงานและเลือกวิธีการปฏิบัติที่ เหมาะสมกับตนเอง
๗ ๖) เสริมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ศิษย์และผู้รับบริการ ด้วยการรับฟังความ คิดเห็นยกย่องชมเชย และให้กำลังใจอย่างกัลยาณมิตร ๗) ให้ศิษย์และผู้รับบริการได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดหรือวิธีการที่เป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๑) ปฏิบัติงานมุ่งประโยชน์ส่วนตนหรือพวกฟ้อง ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเลือก ปฏิบัติ ๒) เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้รับบริการในงานตามบทบาทหน้าที่ ๔. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ผู้บริหารสถานศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นใน ระบบคุณธรรม สร้างความสามัคดีในหมู่คณะ โดยพึงประพฤติและละเว้นการประพฤติตามแบบแผน พฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ๑) ริเริ่มสร้างสรรค์ในการบริหารเพื่อให้เกิดการพัฒนาทุกด้านต่อผู้ร่วมประกอบ วิชาชีพ ๒) ส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ๓) เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ๔) ใช้ระบบคุณธรรมในการพิจารณาผลงานของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ๕) มีความรัก ความสามัคคีและร่วมใจกัน ผนึกกำลังในการพัฒนาการศึกษา ๖) ยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๑) นำเสนอแง่มุมทางลบต่อวิชาชีพ ข้อเสนอไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ๒) ปกปิดความรู้ ไม่ช่วยเหลือผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ๓) แนะนำในทางไม่ถูกต้องต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพจนทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ร่วม ประกอบวิชาชีพ ๔) ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือร่วมมือกับผู้ร่วมประกอบวิชาชีพในเรื่องที่ตนมีความ ถนัดแม้ได้รับการร้องขอ ๕) ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของตนเองเป็นหลัก ไม่ตระหนักถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ๖) ใช้อำนาจหน้าที่ปกป้องพวกพ้องของตนที่กระทำผิด โดยมีคำนึงถึงความ เสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ร่วมประกอบวิชาชีพหรือองค์การ
๘ ๗) ยอมรับและชมเชยการกระทำของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพที่บกพร่องต่อหน้าที่ หรือศีลธรรมอันดี ๘) วิพากษ์ วิจารณ์ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพในเรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือ แตกความสามัคคี ๕. จรรยาบรรณต่อสังคม ผู้บริหารสถานศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพึงประพฤติและละเว้น การประพฤติตามแบบแผนพฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ๑)ยึดมั่น สนับสนุน และส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒) ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในทางวิชาการหรือวิชาชีพแก่ชุมชน ๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อให้ศิษย์และผู้รับบริการเกิดการเรียนรู้ และสามารถดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ๔) เป็นผู้นำในการวางแผนและดำเนินการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรม พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๑) ไม่ให้ความร่วมมือหรือสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนที่จัดเพื่อประโยชน์ต่อ การศึกษาทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ๒) ไม่แสดงความเป็นผู้นำในการอนุรักษ์หรือพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหรือสิ่งแวดล้อม ๓) ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์หรือพัฒนาสิ่งแวดล้อม ๔) ปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนหรือสังคม สรุปได้ว่า องค์ประกอบของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา มีองค์ประกอบด้วยกัน ๕ ด้าน ๙ ข้อ ด้านที่ ๑ จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อที่ ๑ ต้องมีวินัยในตนเอง ด้านที่ ๒ จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อที่ ๒ ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อ วิชาชีพ ด้านที่ ๓ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อที่ ๓ ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจ
๙ ข้อที่ ๔ ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงาม ข้อที่ ๕ ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ข้อที่ ๖ ต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ข้อที่ ๗ ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค ด้านที่ ๔ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ข้อที่ ๘ พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อย่างสร้างสรรค์ ด้านที่ ๕ จรรยาบรรณต่อสังคม ข้อที่ ๙ พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และ พัฒนาเศรษฐกิจ ๓. ประเภทของจรรยาบรรณ จรรยาบรรณมีหลากหลายประเภท หลากหลายอาชีพ เช่น จรรยาบรรณทางการแพทย์ จรรยาบรรณวิศวกร จรรยาบรรณทหาร จรรยาบรรณสถาปนิก จรรยาบรรณและหลักการที่ยึดมั่นของ ธนาคารจรรยาบรรณกับงานคอมพิวเตอร์ จรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือน จรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งจรรยาบรรณวิชาชีพหมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ทั้งครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น จะมี ๕ หมวด ๙ ข้อ แหล่งก่อกำเนิดของจรรยาบรรณอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประการ ดังนี้ ๑. แหล่งกำเนิดภายในตัวบุคคล - ตัวกำหนดมาจากพันธุกรรมที่ส่งทอดมาจากบรรพบุรุษ - ตัวกำหนดมาจากสภาพจิต ๒. แหล่งกำเนิดภายนอกตัวบุคคล - อิทธิพลของคำสาบานกฎหมาย ระเบียบและวินัย - อิทธิพลของศาสนา สรุปได้ว่า จรรยาบรรณทางวิชาชีพมีหลากหลายประเภทตามสายอาชีพ โดยเฉพาะ วิชาชีพชั้นสูงจำเป็นต้องมีจรรยาบรรณ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติวิชาชีพ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ คุณธรรมและค่านิยมของบุคคลนั้น คือ การยอมรับว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดสำคัญสิ่งใดไม่สำคัญ ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนั้นการที่บุคคลจะ มองเห็นว่าสิ่งใดสำคัญมากหรือน้อยก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ ตามสถานการณ์และยุคสมัยด้วย การ ที่บุคคลมีคุณธรรมและมีค่านิยมที่เหมาะสมแล้วน่าจะเป็นผู้ที่มีจริยธรรมที่เหมาะสมด้วย เหล่านี้ นำไปสู่จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดของจรรยาบรรณแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท ประกอบด้วย ประเภทที่มีแหล่งกำเนิดภายในตัวบุคคล และประเภทที่มีแหล่งกำเนิดภายนอกตัว บุคคล
๑๐ ๔. ประโยชน์ของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ควรมีคุณธรรมจริยธรรม บุคลิกภาพดีมีความรู้สู่สากล เป็นผู้มี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ สามารถบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนดำรงชีวิตได้อย่างมี ความสุข เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เพื่อนร่วมงาน ส่งผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียน อันเป็นการพัฒนา การศึกษา ของชาติ โดยการพัฒนาบุคลิกภาพของผู้บริหาร การพัฒนากายการพัฒนาทักษะการคิด การพูด การ ฟัง เจตคติและค่านิยมที่ดี การมีความมุ่งมั่นและเกิดแรงบันดาลใจในการบริหารจัดการศึกษา การมี วินัยคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพและพัฒนาจิต การมีวัฒนธรรมคุณภาพและวัฒนธรรม ประชาธิปไตย โดยใช้วิธีการเรียนรู้และการประเมินผลที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษามี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ จรรยาบรรณมีความสำคัญมากมายต่อชีวิตของมนุษย์และสังคมโดยรวม โดยเฉพาะมนุษย์ หรือคนที่ประกอบอาชีพในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยมีผู้กล่าวถึงประโยชน์ของจรรยาบรรณไว้ดังนี้ สุมน อมรวิวัฒน์ (๒๕๓๐) ได้กล่าวไว้ว่า “ทุกวิชาชีพย่อมมีจรรยาบรรณ การทำงานต้อง มีคุณธรรม บุคคลที่ทำงานเลี้ยงชีพโดยปราศจากจรรยาบรรณนั้นไม่มีวันจะพบความสงบสุขในชีวิตได้ เลย” ก็สามารถสรุปได้เป็นประเด็นหลัก ๆ ได้ ๓ ด้าน ดังนี้ ๑. ด้านการควบคุมมาตรฐาน ช่วยควบคุมให้วิชาชีพได้รับการยอมรับทั่วไป ได้แก่ ๑.๑ จรรยาบรรณมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมมาตรฐาน รับประกันคุณภาพ และ ปริมาณที่ถูกต้องในการประกอบการวิชาชีพ และการดำเนินงานของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับ วิชาชีพนั้น ๆ ๑.๒ จรรยาบรรณมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมจริยธรรมของผู้ประกอบการแห่ง วิชาชีพ ให้เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและยุติธรรมตามมาตรฐานแห่งสังคม ๑.๓ จรรยาบรรณมีประโยชน์ในการช่วยเน้นให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ในการ นำเสนอภาพพจน์ที่ดีของวิชาชีพ ในด้านของความเป็นผู้มีจริยธรรมสูง เช่น ในเรื่องความเสียสละ การ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและความรับผิดชอบในวิชาชีพหรือหน้าที่การงานตน ๒. ด้านการส่งเสริมวิชาชีพ จรรยาบรรณช่วยส่งเสริมวิชาชีพ ดังนี้ ๒.๑ จรรยาบรรณจะช่วยส่งเสริมมาตรฐาน คุณภาพ และปริมาณของผลผลิต ที่ผู้ ประกอบแห่งวิชาชีพนั้น ๆ จัดทำขึ้น ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่เสมอเป็นที่ยอมรับและสนองความต้องการ ของผู้รับการบริการ ๒.๒ จรรยาบรรณช่วยส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบการแห่งวิชาชีพและผู้ดำเนิน กิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพ ให้มีความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจต่อผู้ร่วมงานและ ผู้รับผิดชอบในการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ
๑๑ ๒.๓ จรรยาบรรณจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีคุณธรรม เกิดความสำนึก และมีมโนธรรมอันจะช่วยลดการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นและสังคม การฉ้อโกงผู้อื่น ความเห็นแก่ตัว ตลอดจนความมักง่าย ความใจแคบ ไม่เสียสละ หากผู้ประกอบวิชาชีพเกิดความคิดเช่นนี้แล้วก็จะเป็น ผลทำให้วิชาชีพนั้น ๆ พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งได้ เพราะผู้ร่วมประกอบการในวิชาชีพต่างก็ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี ๓. ด้านการควบคุมตามกฎหมาย วิชาชีพโดยทั่วไปโดยเฉพาะวิชาชีพชั้นสูง จะมีกฎหมาย ควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งการประกอบอาชีพ ดังนั้น บางครั้งจึงเรียกบรรดาวิชาชีพ ทั้งหลายที่มีกฎหมายควบคุมว่า “วิชาชีพควบคุม” จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพมีประโยชน์ในด้านนี้ คือ ๓.๑ วิชาชีพชั้นสูงโดยปกติแล้วจะเป็นวิชาชีพที่มีกฎหมายควบคุม เพื่อให้ ผู้ประกอบการแห่งวิชาชีพยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ๓.๒ จรรยาบรรณช่วยทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิตามกฎหมายสำหรับผู้ดำเนินการ หรือ ผู้ประกอบการวิชาชีพให้เป็นไปโดยถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและความต้องการโดยรวมของสังคม อมรา เล็กเริงสินธุ์ (๒๕๔๒) ได้อธิบายประโยชน์ที่สำคัญเกี่ยวกับจรรยาบรรณมี ดังนี้ ๑. ให้คนที่อยู่ในวิชาชีพนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงาน ๒. ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการให้บริการ ๓. รักษาชื่อเสียงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของผู้อยู่ในวงการวิชาชีพนั้น ๆ รวมทั้งเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือศรัทธาของสังคม ๔. การกำหนดจรรยาบรรณเป็นลายลักษณ์อักษร จะช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพตระหนักใน ความสำคัญของวิชาชีพตนและให้ผู้บริการรับรู้และเข้าใจ ไตรรัตน์ โภคพลากรณ์ (๒๕๕๗) ได้อธิบายประโยชน์ของจรรยาบรรณว่าจรรยาบรรณมี ประโยชน์ที่ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกอบการงานหรือการประกอบอาชีพทั้งหลายเพราะ จรรยาบรรณจะช่วยควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกหรือผู้ประกอบการแต่ละคนในกลุ่มอาชีพในแต่ละ สังคม ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามค่านิยม วิถีชีวิตแห่งการประพฤติของสังคมนั้น ๆ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ๑. เป็นแนวทางแห่งความประพฤติที่ดี ในจรรยาบรรณของแต่ละวิชาชีพ จะมีการกำหนด แนวทางเบื้องต้นในการปฏิบัติตนว่า ควรจะมีพฤติกรรมอย่างไร ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับความ คาดหวังของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะจากประชาชนผู้มาใช้บริการ บุคลากรจึงต้องมีพฤติกรรมที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับจรรยาบรรณในแต่ละวิชาชีพ เพื่อรักษาชื่อเสียงในแต่ละวิชาชีพ ให้ดำรง อยู่ต่อไป
๑๒ ๒. เป็นหลักประกันความมีเกียรติและศักดิ์ศรีในแต่ละวิชาชีพ เมื่อบุคลากรได้ปฏิบัติตนได้ อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ก็จะช่วยทำให้อาชีพมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ถูกดูถูกจากประชาชนหรือ ถูกมองในภาพลบ ๓. เป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาความเลื่อมใสและยกย่องของบุคคลทั่วไป เมื่อบุคลากรหรือ พนักงานได้ประพฤติในกรอบของจรรยาบรรณของหน่วยงานหรือของวิชาชีพแล้ว ย่อมส่งผลต่อ ความรู้สึกที่ดีของประชาชนผู้มาใช้บริการหรือต่อผู้พบเห็น เพราะการประพฤติปฏิบัติตนของคนใน อาชีพใด จึงมีผลกระทบต่ออาชีพนั้นไปด้วย ถ้าประพฤติดีสังคมก็ยกย่องสรรเสริญ แต่หากประพฤติไม่ ดีสังคมก็จะดูถูกเหยียดหยาม แม้ว่าการยกย่องหรือดูถูกเหยียดหยามจะไม่ได้ระบุตัวบุคคลว่าใครเป็น ผู้ทำก็ตาม แต่อาชีพนั้นก็ได้รับผลกระทบแล้ว ทำให้ภาพพจน์ขององค์การนั้น ๆ พลอยเสื่อมเสียไป ด้วย จรัส ตั้งโซะ (๒๕๕๕) ได้สรุปประโยชน์ของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา ไว้ว่า จรรยาบรรณในวิชาชีพของผู้บริหารเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของ ผู้บริหารให้ได้รับการยกย่อง เชื่อถือ ศรัทธา จากสังคมมาก ศุภมาส วิสัชนาม (๒๕๖๐) ได้สรุปประโยชน์ของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา ไว้ ว่า ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีภาวะผู้นำสูงตลอดจน มนุษย์สัมพันธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้อง และความเป็นประชาธิปไตยหากผู้บริหารมี คุณลักษณะ และความสามารถที่เหมาะสม ก็จะได้รับความร่วมมือร่วมใจจาก ผู้ร่วมงานในหน่วยงาน องค์กร ชุมชนและท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานประสบความสำเร็จ อัญชลี โพธิ์ทอง และสงศักดิ์ คงเที่ยง (๒๕๖๔) ได้สรุปประโยชน์ของจรรยาบรรณต่อ ผู้บริหารสถานศึกษา ไว้ว่า การที่ผู้บริหารโรงเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ก็จะ เป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ร่วมงาน ทำให้ผู้ร่วมงานเกิดขวัญและกำลังใจ รู้สึกว่าตนเองมีความมั่นคง ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติงานในองค์กรสามารถดำเนินไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ปัจจุบันคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อ บุคคลทั่วไป จึงควรให้มีการปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดกับบุคคลทุกๆ คน สรุปได้ว่า จรรยาบรรณในวิชาชีพของผู้บริหารถือเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้าง เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของผู้บริหาร ให้ได้รับการยกย่อง เชื่อถือ ศรัทธา อีกทั้งช่วยให้การบริหารงาน บรรลุผลสำเร็จตามที่ต้องการ ตลอดจนช่วยส่งเสริมการมีมนุษย์สัมพันธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้ที่ เกี่ยวข้อง และความเป็นประชาธิปไตย ให้มีคุณลักษณะและความสามารถที่เหมาะสม ได้รับความ ร่วมมือร่วมใจจากผู้ร่วมงานในหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้การ ปฏิบัติงานประสบความสำเร็จ
๑๓ ๕. ความสำคัญของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคุณภาพต้องเป็นผู้นำมีคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณใน วิชาชีพ เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพขององค์กรหรือ สถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้คู่คุณธรรม มุ่งเน้นการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพคน โดยมียุทธศาสตร์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา มีศักยภาพความเป็นผู้นำที่มี จิตวิญญาณของผู้บริหารอย่างยั่งยืน และตระหนักในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ อย่างมีความ ภาคภูมิใจในวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนง กมลศิลป์ (๒๕๕๙) ได้สรุปความสำคัญของจรรยาบรรณต่อผู้บริหารสถนศึกษา และความคาดหวังของสังคมที่มีต่อผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ประกอบวิชาชีพครู ไว้ว่า ผู้บริหารสถน ศึกษาและผู้ประกอบวิชาชีพครูไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาด้านคุณธรรมของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งของนักเรียนและต่อวิชาชีพครู เพราะสังคมมีความคาดหวังด้านจริยธรรมจาก ครูใหญ่ หรือผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพครู ปรีดาวรรณ วิชาธิคุณ และคณะ (๒๕๖๔) ได้สรุปความสำคัญของจรรยาบรรณต่อ ผู้บริหารสถานศึกษา ไว้ว่า คุณธรรม จริธรรมถือเป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้บริหาร สถานศึกษาที่จะนำไปสู่ความสุข สงบ และความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาชีพ การนำหลักไตรสิกขา ศีล(ความประพฤติทางกาย) สมาธิ (การฝึกอบรมจิตใจ)ปัญญา (ความรู้แจ้ง) และจรรยาบรรณผู้บริหาร สถานศึกษามาประยุกต์ใช้กับการบริหารสถานศึกษา ทำให้เกิดผลการพัฒนาสถานศึกษาที่ครอบคลุม ทั้ง ๔ ด้าน สฎายุ ธีระวนิชตระกูล (๒๕๕๓) ได้สรุปความสำคัญของจรรยาบรรณต่อผู้บริหาร สถานศึกษา ไว้ว่า ถ้าผู้บริหารที่ปฏิบัติตนตามแบบแผนมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพที่ กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดย่อมทำให้ตนมีบารมีเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา สรุปได้ว่า จรรยาบรรณมีความสำคัญต่อผู้บริหารสถานศึกษา ถือเป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่ สำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่จะนำไปสู่ความสุข สงบ และความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาชีพ ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของครู อันจะนำไปสู่การทำงานที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ขององค์กรหรือสถานศึกษา และมีศักยภาพความเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณของผู้บริหารอย่างยั่งยืน
๑๔ ๖. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ สุรศักดิ์ หลาบมาลา (๒๕๔๘) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหาร สถานศึกษาไว้ ดังนี้ ๑. ต้องตั้งความคาคหวังสูงสำหรับนักเรียนทุกคน ตระหนักในความต้องการความสนใจ และความสามารถของนักเรียนเป็นรายบุคคล ให้กำลังใจ กระตุ้นเตือน แก้ไข และส่งเสริมมาตรฐาน สูงของนักเรียนในทุกสถานการณ์ ๒. เป็นนักวิชาชีพที่มีการคิดไตร่ตรอง ปฏิบัติเป็นตัวอย่างตามคุณสมบัติที่ต้องการให้ เกิดขึ้นในตัวนักเรียน เช่น ความจริงจัง ความเฉียบคมทางสติปัญญา ความอดกลั้น ความยุติธรรม สามัญสำนึก ความมั่นใจในตนเอง เคารพในตนเองและผู้อื่น เห็นชอบและรับรู้ความหลากหลายและ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ๓. ต้องคิดวิเคราะห์ผลกระทบของการสอนและค่านิยมในวิชาชีพของตนที่มีต่อนักเรียน เพื่อนร่วมงาน และบุคคลทั่วไปในชุมชน และความตระหนักอย่างวิเคราะห์ต่อบทบาทอันเกิดจาก ประสบการณ์ด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม ศาสนา การเงิน และภูมิหลังของตน และตระหนักว่า ปัจจัยเหล่านี่มีผลต่อค่านิยม วิธีสอน และความคิดเกี่ยวกับการศึกษาของตนอย่างไร ๔. ต้องปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเสมอภาคและยุติธรรม รับรู้และชื่นชอบค่านิยมของ นักเรียนแต่ละคน ค่านิยมของครอบครัวและของชุมชนของนักเรียน และวัฒนธรรมของชุมชนโรงเรียน โดยส่วนรวม ๕. ต้องมีความรู้ กว้าง ลึก และวิเคราะห์ในเนื้อหาวิชา วิธีและค่านิยม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของวิชาชีพที่ตนสอน และตระหนักเสมอว่าความรู้อาจจะมีการ โต้แย้งได้ ๖. ต้องทำการสอนวิชาต่าง ๆ อย่างวิเคราะห์ วิจารณ์ สร้างสรรค์ ด้วยความพากเพียร อย่างเป็นเลิศ ๗. ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะคำนิยมทางวิชาชีพ อันจำเป็นต่อการพัฒนาโปรแกรม การสอน เพื่อบรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ๘. ต้องแสดงให้เห็นว่าเนื้อหาวิชาที่สอน วิธีสอนและผู้เรียนมีความโยงใยกัน ๙. ต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้ และการประเมินสารสนเทศเทคโนโลยีอย่างวิเคราะห์ เพื่อช่วยในการสอน และส่งเสริมการเรียนของนักเรียน
๑๕ ๑๐. ต้องติดตามความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียน เพื่อประโยชน์ในการประเมิน ความก้าวหน้า จัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่หลักสูตรกำหนดและ ใช้เป็นวิธีการพิจารณาประสิทธิภาพการสอนของครูด้วย ๑๑. ต้องให้ข้อมูลความก้าวหน้าในการเรียนแก่นักเรียนอย่างแม่นยำ และสม่ำเสมอและ จัดทำรายงานสิ่งที่นักเรียนรู้ เข้าใจ ทำได้ เห็นรูปธรรมและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกับ เพื่อนร่วมชั้นอย่างแม่นยำและครอบคลุม ๑๒. ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแก่เพื่อนครู แก่นักเรียน กำหนดแนวปฏิบัติระหว่าง นักเรียนด้วยกัน โดยคํานึงถึงความแตกต่างและความคล้ายคลึงภายในกรอบวัฒนธรรม การเรียน การสอน ๑๓. ต้องสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ท้าทาย ปลอดภัย สนุกสนาน และเป็น เชิงบวกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ความเกื้อกูล ความเป็นอิสระความรับผิดชอบ และความคิด สร้างสรรค์ของนักเรียน ๑๔. ต้องปฏิบัติตนเป็นตัวแบบของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ที่ครูต้องการจะให้ นักเรียนรับไปปฏิบัติ ๑๕.ต้องมีทักษะในการสื่อสานสัมพันธ์อย่างสูง มีความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา และคณิดศาสตร์ มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะและค่านิยมในวิชาชีพที่จำเป็นต่อความรับผิดชอบที่ครู ทุกคนควรปฏิบัติ ๑๖.ต้องมีความจริงจังในการพัฒนาวิชาชีพของตน เพิ่มพูนความรู้ เพิ่มพูนวิจารณญาณ เพิ่มพูนวิธีสอน และปรับวิธีสอนของตนตามความก้าวหน้าทางวิชาการและผลการวิจัยที่น่าเชื่อถือ ๑๗. ต้องมีภาวะผู้นำ สามารถทำงานร่วมกับเพื่อนครูเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโรงเรียน ในฐานะชุมชนวิชาชีพ ๑๘. ต้องร่วมมือกับชุมชนโรงเรียนสร้างและประเมินความก้าวหน้าของโรงเรียน เปรียบเทียบกับเป้าหมายและนโยบายที่ รัฐบาล หน่วยงานของรัฐ และโรงเรียนได้กำหนดไว้ นคร พันธุ์ณรงค์ (๒๕๕๐) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพตามแบบแผน พฤติกรรมตามจรรยาบรรณครู พ.ศ. ๒๕๓๙ ของระเบียบคุรสภา ไว้ดังนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอภาค หมายถึง การตอบสนองต่อความต้องการความ ถนัด ความสนใจของศิษย์อย่างจริงใจ สอดคล้องกับการเคารพ การยอมรับ การเห็นอกเห็นใจ ต่อสิทธิ
๑๖ พื้นฐานของศิษย์ จนเป็นที่ไว้วางใจเชื่อถือและชื่นชมได้ รวมทั้งเป็นผลไปสู่การพัฒนารอบด้านอย่าง เท่าเทียมกัน ผู้บริหารสถานศึกษาที่ดีต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศิษย์ให้เจริญได้อย่างเต็มศักยภาพ และถือว่าความรับผิดชอบของตนจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อศิษย์ได้แสดงออกซึ่งผลแห่งการพัฒนานั้นแล้ว ผู้บริหารจึงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพของศิษย์แต่ละคน ให้ศิษย์ได้เรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสม สอดคล้องกับการพัฒนาตามศักยภาพนั้น ๆ ดำเนินการให้ศิษย์ได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนจน เกิดผลอย่างแจ้งชัด และกระตุ้นให้ศิษย์ทุกคนได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อความเจริญ งอกงามอย่างไม่มี ที่สิ้นสุด อบรมสั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้เกิดแก่ศิษย์อย่างเต็ม ความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ หมายถึง การดำเนินงานตั้งแต่การเลือกกำหนดกิจกรรมการเรียนที่ มุ่งผลต่อการพัฒนาในตัวศิษย์อย่างแท้จริง การจัดให้ศิษย์มีความรับผิดชอบและเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ตลอดจนการประเมินร่วมกับศิษย์ในผลการเรียนและการเพิ่มพูนการเรียนรู้ ภายหลังบทเรียนต่าง ๆ ด้วยความปรารถนาที่จะให้ศิษย์แต่ละคนและ ทุกคนพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพและตลอดไป ผู้บริหารที่ดีควรถ่ายทอดค่านิยมและ จริยธรรมด้วยการแสดงตนเป็นตัวอย่างเสมอการ แสดงตนเป็นตัวอย่างนี้ถือว่าผู้บริหารเป็นผู้นำในการพัฒนาศิษย์อย่างแท้จริง การประพฤติปฏิบัติตน เป็นแบบอย่างที่ดี หมายถึง การแสดงออกอย่างสม่ำเสมอของครูที่ศิษย์สามารถสังเกตรับรู้ได้เองและ เป็นการแสดงที่เป็นไปตามมาตรฐานแห่งพฤติกรรมระดับสูงตามค่านิยม คุณธรรมและวัฒนธรรมอันดี งาม ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อการพัฒนาทุก ๆ ด้านของศิษย์ จึงต้อง พิจารณาเลือกแสดงแต่เฉพาะการแสดงที่มีผลทางบวก พึงระงับและละเว้นการแสดงใด ๆ ที่นำไปสู่ การชะลอหรือขัดขวางความก้าวหน้าของศิษย์ทุก ๆ ด้าน การไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ผู้บริหารสถานศึกษาต้องไม่แสวงหาประโยชน์ อันมิควรได้จากศิษย์ หรือใช้ศิษย์ให้ไปแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ การไม่แสวงหาประโยชน์ อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ซึโมปกติ และไม่ใช้ศิษย์กระทำการใด ๆ อันเป็นการ หาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ เพราะจะทำให้เกิดความลำเอียงในการปฏิบัติหน้าที่ นำไปสู่ความ เสื่อมศรัทธาในบุคคลและวิชาชีพนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสังคมและวิทยาการ การพัฒนาตนเองทั้งใน ด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคมและ การเมืองอยู่เสมอ
๑๗ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรักและศรัทธาในอาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ครูด้วยความเต็มใจ ความรักและเชื่อมั่นในอาชีพของตน ย่อมทำให้ทำงานอย่างมีความสุขและมุ่งมั่น อันจะส่งผลให้อาชีพนั้นเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง ผู้ประกอบอาชีพครูพึงร่วมมือและช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความเต็มใจ อันจะยังผลให้เกิด พลังและศักยภาพในการพัฒนาวิชาชีพครู และการพัฒนาสังคม การช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชน ในทางสร้างสรรค์ ผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย เพราะหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของการศึกษา คือ การพัฒนาคนให้มีภูมิปัญญาและรู้จักเลือกวิถีการ ดำเนินชีวิตที่ดีงาม สรุปได้ว่า จรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการยึดหลักธรรมเป็นสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษานั้นจำเป็นต้องยึดปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด โดยยึดเอา ความสำเร็จของงานเป็นที่ตั้ง เพราะหน้าที่เกี่ยวข้องผูกพันกับผู้คนจำนวนมากมาย ต้องพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของคนในชาติให้ดีขึ้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดี และ สร้างความรัก ความ ศรัทธาให้แก่ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ศิษย์ ผู้ร่วมงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชา และ บุคคลทั่วไปมีความ เชื่อมั่นและปฏิบัติตาม การปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้บริหารสถานศึกษาจะเป็นการยกระดับ มาตรฐานในการดำรงชีวิตของตนเอง รวมทั้งมาตรฐานวิชาชีพครูให้สูงขึ้นจะได้รับ การยอมรับนับถือ การยกย่องให้เกียรติจากบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง ประชาชนทั่วไปได้รับรู้สิ่งที่ดีงามจากการ ถ่ายทอดของผู้บริหารสถานศึกษา จึงเกิดความสํานึกตระหนักในหน้าที่ กระทำตน เป็นพลเมืองที่ดี ของชาติ ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมก็จะลดน้อยลง บ้านเมืองจะพัฒนาก้าวหน้ามีแต่ความสงบสุขร่มเย็น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ ทฤษฎีทางจริยธรรมมีรากฐานมาจากองค์ความรู้ด้านจริยศาสตร์ (Ethics) หรือ ปรัชญาจริยะ (Moral philosophy) ซึ่ง จำเริญรัตน์ เจือจันทร์ (๒๕๔๘) อธิบายว่า ทฤษฎีทาง จริยธรรมโดยการวิเคราะห์แนวความคิด เช่น วิเคราะห์ความถูกต้อง ความผิดความพอเหมาะพอควร ความดี หรือความเลวทฤษฎีทางจริยธรรมมีความหลากหลายทั้งจากมุมมองของนักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักจริยศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการพิจารณาหลักคุณธรรมและจริยธรรม ๑. ทฤษฎีทางจริยธรรมเชิงจริยศาสตร์ ๑) ทฤษฎีจริยศาสตร์ของ อริสโตเติล (Aristotle) อริสโตเติลลักษณะคุณธรรมเชิง พุทธิปัญญา ๒) ทฤษฎีสัมพัทธนิยมทางจริยธรรม ขึ้นอยู่กับการยึดถือของสังคมที่บุคคลนั้น อาศัยอยู่
๑๘ ๓) ทฤษฎีอัตนิยม มุ่งเน้นตนเองเห็นหลักหรือยึดถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นประการ สำคัญ ๔) ทฤษฎีอรรถประโยชน์เชิงการกระทำและเชิงระเบียบ ๕) ทฤษฎีสุขนิยม เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ความสุขส่วนตน ความสุขส่วนรวม ๖) ทฤษฎีจริยธรรมของคานท์ (Kant) เจตนาที่ดีและเกิดจากความตั้งใจจริง หรือมี มูลเหตุที่จูงใจให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ๗) ทฤษฎีอภิจริยศาสตร์ วิเคราะห์เชิงลึกในสิ่งที่ปรากฏว่าคืออะไร เพื่อนำมา กำหนดให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญญา ๘) ทฤษฎีแบบแผน จากแนวความคิดของ รอสส์ (Ross)กล่าวว่า จากหลักของพหุ นิยม ๙) ทฤษฎีอาเวค เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึง จริยภาษา ๑๐) ทฤษฎีบัญญัตินิยม ๒. ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวศาสนา ศาสนาเป็นแหล่งกำเนิดด้านจริยธรรม ๑) ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวพุทธศาสตร์ ประกอบด้วยเหตุและผล เป็นการศึกษา ธรรมที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์ จากองค์ประกอบในด้าน ธรรมชาติ ของสสาร การรวมตัวและการแยกสลายออกจากกันจนไม่มีตัวตนที่แน่นอน คือ พระอภิธรรมปิฎก ข้อ ประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ต่อธรรมชาติที่จะทำให้สังคมมีความสงบสุขและวิธีการที่จะทำให้มนุษย์หลุด พ้นจากความทุกข์ซึ่งได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ พระสุตตันตปิฎก ๒) ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวศาสนาคริสต์ ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ นิกาย โรมันคาทอลิก มีความเชื่อในความจริงหนึ่งเดียว คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีพระเจ้า อยู่ในหนึ่งเดียวนั้นหลัก สูงสุดที่เป็นเกณฑ์ค่านิยมทางศาสนาอยู่ที่ความรัก รู้ที่จะรักการมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีความรักก็จะไม่มีค่า อะไร ผู้ที่อยู่กับความรัก คือ ผู้ที่อยู่กับพระเจ้าพิธีกรรมทางศาสนา ประกอบด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์ ๗ ประการ (๑) ศีลล้างบาป (๒) ศีลอภัยบาป (๓) ศีลมหาสนิท (๔) ศีลกำลัง (๕) ศีลบรรพชา (๖) ศีล สมรส (๗) ศีลเจิมคนป่วย ๓) ทฤษฎีจริยธรรมในศาสนา อิสลาม ศาสนาอิสลามมีข้อปฏิบัติที่ต้องยึดถือ ๕ ประการ คือ การปฏิญาณตน การทำละหมาด การบริจาคทาน ชะกาต การถือศีลอด การประกอบพิธี ฮัจย์
๑๙ ๓. ทฤษฎีจริยธรรมเชิงจิตวิทยา ฟรอยด์ (Freud) นักจิตวิทยาผู้นำทฤษฎีจิตวิเคราะห์ พื้นฐานความคิดมาจาก พฤติกรรมการวางเงื่อนไขและปฏิกิริยาสะท้อนโดยเฉพาะในเรื่องของเพศที่เป็นสิ่งที่ได้รับการเน้นหนัก ในเรื่องของความดีและความเลว ซึ่งมีผลกระทบในด้านความคิดเชิงจริยธรรมของบุคคลในปัจจุบัน เจมส์ (James) ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักจิตวิทยาที่เป็นนักปฏิบัตินิยมก็กล่าวว่า คุณค่าของแนวคิดต่าง ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อมีผลลัพธ์ของการกระทำตามมา ดังนั้น หลักจริยธรรมมีความ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในโลกนี้ จริยธรรมตามแนวความคิดของนักจิตวิทยาเหล่านี้ยังไม่ได้ลงรากฐานสู่พฤติกรรม ด้านคุณธรรมและจริยธรรมอย่างชัดเจน จนกระทั่ง โคห์ลเบอร์ค (Kohlberg) ได้ทำการศึกษาด้านจริยธรรม จากพื้นฐานการ พัฒนาการด้านความคิดและความเข้าใจ ของเพียเจท์ (Piaget) ซึ่งได้ศึกษาและอธิบายการแสดง พฤติกรรมตามแนวทางของคุณธรรมและ จริยธรรมของเด็กในด้าน เจตคติของเด็กที่มีต่อกฏ การตัดสินใจของเด็กเกี่ยวกับ ความถูกต้องและความผิด และการประเมินค่าความยุติธรรมในการตัดสิน เพียเจท์(Jean Piaget) สรุปว่า คุณธรรมประกอบขึ้นด้วยระบบของกฎและความ คงอยู่ของคุณธรรมจะค้นหาได้จากความเชื่อถือซึ่งแต่ละบุคคลจะพยายามที่จะรับกรรมนั้นไว้ (ประภา ศรี สีหอำไพ, ๒๕๔๓) สรุปได้ว่า ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ รากฐานมาจากองค์ความรู้ด้าน จริยศาสตร์หรือปรัชญาจริยะ สามารถแบ่งทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑) ทฤษฎีทางจริยธรรมเชิงจริยศาสตร์๒) ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวศาสนา ๓)ทฤษฎีจริยธรรมเชิง จิตวิทยา ๗. หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณของผู้บริหารสถานศึกษา นักบริหารจะทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จะต้องมีคุณลักษณะ ๓ ประการ ดังที่ พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ใน ทุติยปาปณิกสูตร" มีใจความว่า ๑) จักขุมา หมายถึง มีปัญญามองการณ์ไกล ๒) วิธูโร หมายถึง จัดการธุระได้ดี ๓) นิสสยสัมปั่นโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้ เพราะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี นักบริหารที่ดีจะต้องมีวิธีการบริหาร อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จหรือ ความ ล้มเหลวในการบริหาร วิธีการบริหารต่าง ๆที่ปรากฏใน อธิปไตย ๓ พอสรุปได้ ดังนี้ ๑) อัตตาธิปไตย ความมีตนเป็นใหญ่ วิธีการบริหารแบบนี้ทำให้ได้งาน แต่เสียคน
๒๐ ๒) โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ สุภาพกับทุกคน แต่จะเป็นการทำให้องค์การวุ่นวาย ไร้ระเบียบและไม่มีผลงาน ๓) ธรรมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ นักบริหารประเภทนี้เดินทางสายกลาง ธรรมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ นักบริหารประเภทนี้เดินทางสาย ทั้งนี้เพราะมีธรรม เป็นพลังในการบริหาร ๔ ประการคือ ๑) ปัญญาพละ กำลังแห่งความรอบรู้เรื่องตน เรื่องคน และเรื่องงาน ๒) วิริยะพละ กำลังแห่งความขยันที่ปลุกใจตนเองและคนอื่นตลอดเวลา ๓) อนวัชชพละ กำลังแห่งความสุจริตที่ปราศจากรูรั่วแห่งชีวิตอันเกิดจากอบายมุข ๔) สังคหพละ กำลังแห่งมนุษย์สัมพันธ์ที่ประสานใจคนร่วมงานเข้าด้วยความโอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน และวางตนพอดี ผู้บริหารต้องทำหน้าที่บริหารตน บริหารคน และบริหารงาน ดังนั้น เขาต้องมีความรอบรู้ เกี่ยวกับตนเองผู้อื่น และงานในความรับผิดชอบ ได้แก่ รู้ตน รู้คน และรู้งาน ผู้นำหรือผู้บริหาร องค์การที่ดีได้นั้น ควรจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ครองตน ครองคน และครองงาน ดังนี้ ๑. มีคุณธรรมและจริยธรรมต่อตนเอง (ครองตน) หมายความว่า นักบริหารต้องรู้จักความ เด่นและความด้อยของตนเอง นักบริหารต้องหัดมอง ตนและตักเตือนตนเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า อตตนา.โจทยตตาน จงเตือนตนด้วยตนเอง ๒. มีคุณธรรมและจริยธรรมต่อผู้อื่นและสังคม (ครองคน รู้คน) หมายถึง ความรอบรู้ เกี่ยวกับผู้ร่วมงานผู้บริหารต้องรู้ว่าใครมีความสามารถในด้านใด เพื่อจะได้ใช้คนให้เหมาะกับงาน เน้น ที่ นิสัยของคนมี ๖ แบบ ๑) ราคะจริต ๒) โทสจริต ๓) โมหจริต ๔) สัทธาจริต ๕) พุทธิจริต และ ๖) วิตกจริต ๓. มีคุณธรรมและจริยธรรมต่อหน้าที่การงาน (ครองงาน รู้งาน) รู้งาน หมายถึง ความรอบ รู้เกี่ยวกับงานในความรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนบรรจุ บุคลากร อำนวยการ และ ติดตามประเมินผล ความรู้เรื่องงานมี๒ ลักษณะ คือ รู้เท่าและรู้ทัน รู้เท่า เอาไว้ป้องกัน รู้ทันเอาไว้ แก้ไข คุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารการศึกษาไทย ที่สังคมไทยคาดหวังไว้ว่า ผู้นำหรือผู้บริหาร องค์การที่ดีได้นั้น ควรจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ในการครองตน ครองคน และครองงาน โดยอาศัย หลักธรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้ดังนี้
๒๑ คุณธรรม ๓ หมวดคือ คุณธรรมที่ใช้ ในการครองตน ครองคนและครองงานของผู้บริหาร ไว้ดังนี้ ๑. หลักการบริหารการศึกษาด้านครองตน มีจำนวน ๑๙ หลักธรรม ๒. หลักการบริหารการศึกษาด้านครองคน มีจำนวน ๑๕ หลักธรรม ๓. หลักการบริหารการศึกษาด้านครองงาน มี จำนวน ๑๙ หลักธรรม คุณธรรมที่ใช้ในการครองตน ครองคนและครองงาน มีดังนี้ ๑. กัลยาณมิตร ประกอบด้วย ๑.๑ ปิโย (น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษา ไต่ถาม ๑.๒ ครุ (น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็น ที่พึ่งใจ และปลอดภัย ๑.๓ ภาวนีโย (น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญา แท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้ง ภูมิใจ ๑.๔ วตฺตา จ (รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี ๑.๕ วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถามคำ เสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว ๑.๖ คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ๑.๗ โน จฏฺฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือ ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย ๒. โยนิโสมนสิการ (การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่ง ทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดู ด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตาม ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ๓. ธรรมคุ้มครองโลก ๒ ประกอบด้วย ๓.๑ หิริ (ความละอาย, ละอายใจต่อการทำความชั่ว) ๓.๒ โอตตัปปะ (ความกลัวบาป, เกรงกลัวต่อความชั่ว)
๒๒ ๔. ธรรมทำให้งาม ๒ ประกอบด้วย ๔.๑ ขันติ (ความอดทน, อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอัน ชอบ) ๔.๒ โสรัจจะ (ความเสงี่ยม, อัธยาศัยงาม รักความประณีตหมดจดเรียบร้อยงดงาม) ๕. ธรรมมีอุปการะมาก ๒ (ธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง) ประกอบด้วย ๕.๑ สติ (ความระลึกได้, นึกได้, สำนึกอยู่ไม่เผลอ) ๕.๒ สัมปชัญญะ (ความรู้ชัด, รู้ชัดสิ่งที่นึกได้, ตระหนัก, เข้าใจชัดตามความเป็น จริง) ๖. กุศลมูล ๓ รากเหง้าของกุศล, ต้นเหตุของกุศล, ต้นเหตุของความดีมี ๓ อย่าง ประกอบด้วย ๖.๑ อโลภะ ไม่โลภ (จาคะ) ๖.๒ อโทสะ ไม่คิดประทุษร้าย (เมตตา) ๖.๓ อโมหะ ไม่หลง (ปัญญา) ๗ . สุจริต ๓ (ความประพฤติดี, ประพฤติชอบ) ๗.๑ กายสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยกาย) มี ๓ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้าม กับ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร ๗.๒ วจีสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยวาจา) มี ๔ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้าม กับ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะ ๗.๓ มโนสุจริต (ความประพฤติชอบด้วยใจ) มี ๓ คือ อนภิชฌา อพยาบาท และ สัมมาทิฏฐิ. ๘. สันโดษ ๓ (ความยินดี, ความพอใจ, ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วยเรี่ยวแรง ความเพียรโดยชอบธรรม, ความยินดีด้วยปัจจัยสี่ตามมีตามได้, ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ) ๘.๑ ยถาลาภสันโดษ (ยินดีตามที่ได้, ยินดีตามที่พึงได้ คือ ตนได้สิ่งใดมา หรือ เพียร หาสิ่งใดมาได้ เมื่อเป็นสิ่งที่ตนพึงได้ ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตแค่ไหน ก็ยินดีพอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่ติดใจ อยากได้สิ่งอื่น ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้ ไม่ปรารถนาสิ่งที่ตนไม่พึงได้หรือเกินไป กว่าที่ตนพึงได้โดยถูกต้อง ชอบธรรม ไม่เพ่งเล็งปรารถนาของที่คนอื่นได้ ไม่ริษยาเขา) ๘.๒ ยถาพลสันโดษ (ยินดีตามกำลัง คือ ยินดีแต่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและ วิสัยแห่งการใช้สอยของตน ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลัง ตนมีหรือได้สิ่งใดมาอันไม่ถูกกับกำลังร่างกาย หรือสุขภาพ เช่น ภิกษุได้อาหารบิณฑบาตที่แสลงต่อโรคของตน หรือเกินกำลังการบริโภคใช้สอย ก็ไม่
๒๓ หวงแหนเสียดายเก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน ย่อมสละให้แก่ผู้อื่นที่จะใช้ได้ และรับ หรือแลกเอาสิ่งที่ถูกโรคกับตน แต่เพียงที่พอแก่กำลังการบริโภคใช้สอยของตน) ๘.๓ ยถาสารุปปสันโดษ (ยินดีตามสมควร คือ ยินดีตามที่เหมาะสมกับตน อัน สมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุไม่ปรารถนา สิ่งของอันไม่สมควรแก่สมณภาวะ หรือภิกษุบางรูปได้ปัจจัยสี่ที่มีค่ามาก เห็นว่าเป็นสิ่งสมควรแก่ทานผู้ ทรงคุณสมบัติน่านับถือ ก็นำไปมอบให้แก่ท่านผู้นั้น ตนเองใช้แต่สิ่งอันพอประมาณ หรือภิกษุบางรูป กำลังประพฤติวัตรขัดเกลาตน ได้ของประณีตมา ก็สละให้แก่เพื่อนภิกษุรูปอื่นๆ ตนเองเลือกหาของ ปอนๆ มาใช้หรือตนเองมีโอกาสจะได้ลาภอย่างหนึ่ง แต่รู้ว่าสิ่งนั้นเหมาะสมหรือเป็นประโยชน์แก่ท่าน ผู้อื่นที่เชี่ยวชาญถนัดสามารถด้านนั้น ก็สละให้ลาภถึงแก่ท่านผู้นั้น ตนรับเอาแต่สิ่งที่เหมาะสมกับตน) ๙. อธิปไตย ๓ ความเป็นใหญ่, ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่) ๙.๑ อัตตาธิปไตย (ความมีตนเป็นใหญ่, ถือตนเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภตน เป็นประมาณ) ๙.๒ โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่, ถือโลกเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภ นิยมของโลกเป็นประมาณ) ๙.๓ ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่, ถือธรรมเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภ ความถูกต้อง เป็นจริง สมควรตามธรรม เป็นประมาณ) ๑๐. ฆราวาสธรรม ๔ (ธรรมสำหรับฆราวาส, ธรรมสำหรับการครองเรือน, หลักการครอง ชีวิตของคฤหัสถ์) ๑๐.๑ สัจจะ (ความจริง, ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง) ๑๐.๒ ทมะ (การฝึกฝน, การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว, รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัด นิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วย) ๑๐.๓ ขันติ (ความอดทน, ตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมาย ไม่ท้อถอย) ๑๐.๔ จาคะ (ความเสียสละ, สละกิเลส สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตน ได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว) ๑๑. พรหมวิหาร ๔ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลัก ความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่า ดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ) ๑๑.๑ เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและ คิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า)
๒๔ ๑๑.๒ กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความ ทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์) ๑๑.๓ มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการ แช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอก งามยิ่งขึ้นไป) ๑๑.๔ อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็น ด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและ ปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน) ๑๒. สังคหวัตถุ ๔ (ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ใน สามัคคี, หลักการสงเคราะห์) ๑๒.๑ ทาน (การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน) ๑๒.๒ ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้ง ใจ คือกล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำ แสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม) ๑๒.๓ อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทาง) ๑๒.๔ สมานัตตตา (ความมีตนเสมอ คือ ทำตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกัน ในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี) ๑๓. อธิษฐานธรรม ๔ (ธรรมเป็นที่มั่น, ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล, ธรรมที่ควรใช้ เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายไว้ได้ โดยไม่เกิดความสำคัญ ตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมอง หมักหมมทับถมตน, บางทีแปลว่า ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ) ๑๓.๑ ปัญญา (ความรู้ชัด คือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่ง ทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง) ๑๓.๒ สัจจะ (ความจริง คือ ดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจา จนถึงปรมัตถสัจจะ) ๑๓.๓ จาคะ (ความสละ คือ สละสิ่งอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งทั้งหลายอัน ผิดพลาดจากความจริงเสียได้ เริ่มแต่สละอามิสจนถึงสละกิเลส)
๒๕ ๑๓.๔ อุปสมะ (ความสงบ คือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลส ทั้งหลายแล้ว ทำจิตใจให้สงบได้) ๑๔. อิทธิบาท ๔ (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่ง หมาย) ๑๔.๑ ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป) ๑๔.๒ วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย) ๑๔.๓ จิตตะ (ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป) ๑๔.๔ วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไข ปรับปรุง เป็นต้น) ๑๕. เบญจธรรม (ธรรม ๕, ธรรมอันดีงามห้าอย่าง, คุณธรรมห้าประการ คู่กับเบญจศีล เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจ) คู่กับเบญจศีล (ความ ประพฤติชอบทางกายและวาจา, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน) ๑๖. พละ ๕ (ธรรมอันเป็นกำลัง) ประกอบด้วย ๑๖.๑ สัทธา (ความเชื่อ) ๑๖.๒ วิริยะ (ความเพียร) ๑๖.๓ สติ (ความระลึกได้) ๑๖.๔ สมาธิ (ความตั้งจิตมั่น) ๑๖.๕ ปัญญา (ความรู้ทั่วชัด) ๑๗. สัปปุริสธรรม ๗ ธรรมของ สัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ๑๗.๑ ธัมมัญญุตา (ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้ หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น ภิกษุรู้ว่าหลักธรรมข้อนั้นๆ คืออะไร มีอะไรบ้าง พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่าหลักการปกครองตาม ราชประเพณีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ๆ จึง จะให้เกิดผลที่ต้องการอันนั้นๆ เป็นต้น) ๑๗.๒ อัตถัญญุตา (ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำหรือความเป็นไป
๒๖ ตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มีความมุ่งหมาย อย่างไร กำหนดไว้หรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร การที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมาย อย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้างดังนี้เป็นต้น) ๑๗.๓ อัตตัญญุตา (ความรู้จักตน คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้ เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป) ๑๗.๔ มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณใน การรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จัก ประมาณในการลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น) ๑๗.๕ กาลัญญุตา (ความรู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอ เวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น) ๑๗.๖ ปริสัญญุตา (ความรู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะ ประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็น) ๑๗.๗ ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา (ความรู้จักบุคคล คือ ความแตกต่าง แห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่ จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น) ๑๘. ทศพิศราชธรรม เป็นธรรมของ พระราชา ประกอบด้วย ๑๘.๑ ทาน (ทานํ) การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือ ประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ๑๘.๒ ศีล (สีลํ) ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การ สุจริต รักษากิตติคุณ ให้ควรเป็นตัวอย่างและเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดู แคลน ๑๘.๓ ปริจจาคะ (ปริจฺจาคํ) การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ๑๘.๔ อาชชวะ (อาชฺชวํ) ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจ โดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน
๒๗ ๑๘.๕ มัททวะ (มทฺทวํ) ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้าง ถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี แต่มิขาดยำ เกรง ๑๘.๖ ตปะ (ตปํ) ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยี จิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความ เป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์ ๑๘.๗ อักโกธะ (อกฺโกธํ) ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ลุอำนาจความโกรธ จน เป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำกรรมต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความ เคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบเรียบเป็นตัวของตนเอง ๑๘.๘ อวิหิงสา (อวิหึสญฺจ) ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขู่ รีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษ อาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง ๑๘.๙ ขันติ (ขนฺติญฺจ) ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกาย น่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมด กำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม ๑๘.๑๐ อวิโรธนะ (อวิโรธนํ) ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นใน ธรรม คงที่ ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบ แผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติ ไป หลักธรรมที่จะช่วยให้ผู้บริหารมีคุณธรรมนั้น ส่วนใหญ่มาจากหลักธรรมทางศาสนา ได้แก่ (วิกิพีเดีย, ๒๕๖๔) ๑. ทศพิธราชธรรม ๑) ทาน (วัตถุทาน อภัยทาน และ ธรรมทาน) ๒) ศีล รักษาความสุจริต ประพฤติแต่สิ่งที่ดีงาม สำรวมทั้งกาย วาจา ใจ ๓) ปริจาคะ การเสียสละ ๔) อาชชวะ การเป็นคนดี มีความซื่อตรง ๕) มัททวะ เป็นผู้อ่อนโยน มีอัธยาศัยไมตรีดี สุภาพ นุ่มนวล ๖) ตบะ ไม่ยอมให้กิเลสตัณหาเข้ามาครอบงำจิตใจ ๗) อักโกธะ ไม่โกรธง่าย ไม่เกรี้ยวกราด ๘) อวิหิงสา ไม่เบียดเบียนหรือกดขี่ข่มเหง ไม่หลงในอำนาจที่ตนมีอยู่
๒๘ ๙) ขันติ รู้จักอดกลั้นต่องานที่ตรากตรำ อดทนความเหนื่อยยากอุปสรรคต่าง ๆ ๑๐) อวิโรธนะ ยึดมั่นอยู่ในความยุติธรรม หลักนิติธรรม หรือระเบียบ ๒. การละเว้นจากอคติ ๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะความชอบหรือความรัก ๒) โทสาคติ ลำเอียงเนื่องจากความเกลียดชัง ๓) โมหคติ ลำเอียงเนื่องจากความไม่รู้จริง หรือความเขลา ๔) ภยาคติ ลำเอียงเนื่องจากความกลัว ๓. พรหมวิหาร ๔ คือ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ ใช้กำกับความประพฤติ ประกอบด้วย ๑) เมตตา คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้เป็นสุข มีจิตแผ่ไมตรีและประโยชน์ต่อผู้อื่น ๒) กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เพื่อบำบัดความทุกข์ยาก ๓) มุทิตา คือ มีความยินดี เมื่อผู้อื่นเป็นสุข ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น ๔) อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง มีจิตใจเที่ยงธรรมไม่เอนเอียงด้วยความรัก ๔. อิทธิบาท ๔ คือ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ได้แก่ ๑) ฉันทะ คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะกระทำ ใฝ่ใจรักในสิ่งนั้น เห็นคุณค่า ในสิ่งนั้น ๒) วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม เข้มแข็ง อดทน ไม่ท้อถอยแม้เผชิญอุปสรรค ๓) จิตตะ คือ การตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยใจจดจ่อไม่ปล่อยให้เลื่อน ลอยไป ถือว่างานสำคัญเป็นชีวิตจิตใจ ๔) วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง หรือทดลองหมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญหา เหตุ ๕. สัปปริสธรรม ๗ ธรรมของสัตบุรุษ หรือคนดี หรือของผู้นำ ประกอบด้วย ๑) ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ ทุกอย่างมีสาเหตุ ๒) ความเป็นผู้รู้จักผลดี คือ ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุ ๓) ความเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักตนเองว่ามีความถนัดทางด้านใด สนใจเรื่องอะไร มี ศักยภาพมากน้อยเพียงใด ๔) ความเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ จะคิดจะทำงานอะไรให้รู้จักประมาณว่าทำได้ หรือไม่ ไม่ทะเยอทะยานในสิ่งที่เกินกำลังของตน ๕) ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ คำนึงถึงเวลาที่เหมาะสมต่อการกระทำนั้น ๖) ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือ รู้จักวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่ เพื่อปรับตัวให้คล้อยตาม กับสังคมส่วนรวม ๗) ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคล คือ รู้จักบุคลากรในสถานที่ทำงาน พิจารณาได้ว่า
๒๙ ควรมอบหมายงานให้ใครปฏิบัติ ๖. สังคหวัตถุ ๔ คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ให้สามัคคี กัน ประกอบด้วย ๑) ทาน คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วย สิ่งของตลอดจนการให้ความรู้และคำแนะนำสั่งสอน ๒) ปิยวาจา คือ วาจาเป็นที่รัก ฟังแล้วปลื้มปีติ เป็นคำกล่าวที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน สมานสามัคคีเกิดไมตรี และความรักใคร่นับถือ ๓) อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ระมัดระวังให้การกระทำแต่สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ๔) สมานัตตตา คือ การทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอ การวางตัวให้ เหมาะสมกับฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ๗. หลักธรรมที่ใช้ยึดถือในการควบคุมการใช้อำนาจของผู้บริหาร ผู้บริหารเป็นผู้มีอำนาจ ในการให้คุณให้โทษแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา การพิจารณาความดีความชอบ ปลด ย้าย ให้ออก การเลื่อน ตำแหน่ง ถ้าผู้บริหารไม่มีอคติ ตั้งมั่นในความถูกต้องตามหลักธรรม ดังต่อไปนี้ ๑) หิริ ได้แก่ ความละอายใจ ละอายต่อการกระทำชั่ว ๒) โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป ความชั่ว ๓) ขันติ ความอดทน อดกลั้นที่จะไม่กระทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ๔) โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม รักษาอากัปกริยาให้เหมาะสม ๘. การพัฒนาจรรยาบรรณสำหรับนักบริหาร การพัฒนาจรรยาบรรณแก่นักบริหารทุกระดับขององค์การนั้น สามารถกระทำได้ หลากหลายวิธี โดยอาจจะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือใช้แบบบูรณาการ ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดอ่อนจุดแข็ง แตกต่างกันไป สำหรับการพัฒนาจรรยาบรรณสำหรับนักบริหารนั้น มีนักวิชาการต่าง ๆ ได้เสนอ วิธีการที่สำคัญและมีความหลากหลายไว้ ดังนี้ ธีรรัตน์ กิจจารักษ์ (๒๕๔๒) ได้อธิบายหลักสำคัญที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาจรรยาบรรณ สำหรับนักบริหาร คือ ๑. ต้องศรัทธาต่อหน้าที่การเป็นนักบริหาร เพราะคนเรามิใช่ว่าจะสามารถเป็นนักบริหาร กันได้ทุกคนการเป็นนักบริหารที่ดีนั้น เราต้องสั่งสมความรู้ความสามารถและประสบการณ์เป็น ระยะเวลายาวนาน ประการหนึ่ง ประการต่อมาคือ จะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมที่สูงส่ง และต้อง สูงกว่าผู้ใต้บังคับบัญชา ประการสุดท้ายคือ จะต้องมีศรัทธาและใจรักในการเป็นนักบริหาร เพราะถ้ามี
๓๐ ศรัทธาและใจรักแล้วจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่น เห็นคุณค่าและมีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น การทำงานก็ จะเกิดความสุข ความเพลิดเพลินกับงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ๒. ต้องอุทิศตนเพื่องานและหน่วยงาน เมื่อนักบริหารมีความรักความศรัทธาต่อการเป็น นักบริหารแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการทำงานด้วยความวิริยะอุสาหะ อุทิศ เสียสละตนเพื่อการทำงานทั้ง ในเวลาราชการหรืออาจในช่วงนอกเวลาราชการ สร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของต่อหน่วยงาน เพราะจะทำให้เกิดความรักและหวงแหนหน่วยงาน มีความเสียสละอุทิศตนอย่างเต็มที่ต่อหน่วยงานที่ ตนรับผิดชอบ ๓. ต้องทำงานเพื่องาน นักบริหารที่ดีจะต้องทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเกินสิทธิที่ ตนเองจะพึงมีพึงไต้ ต้องคิดเสมอว่า "คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน " หมายความว่า ผลที่ปรากฏสู่ สาธารณะจะเป็นเครื่องบ่งบอกคุณค่าของนักบริหาร การเป็นนักบริหารหน่วยงานนั้นหากปฏิบัติงาน เพื่อหวังความดีความชอบอันเกิดฐานะของตนแล้วจะทำให้การทำงานเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จน ละเลยที่จะรับผิดชอบต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน หน่วยงานอาจเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น กันและมีแต่ความอิจฉาริษยาซึ่งกันและกันได้ ๔. ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวผู้ใต้บังคับบัญชา นักบริหารต้องเชื่อว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคน มีคุณธรรมจริยธรรมเสมือนตนเอง เป็นผู้ที่จะสามารถอบรมสั่งสอนได้ นักบริหารต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนมีความสำคัญเหมือนกันหมด เพียงแต่อาจทำหน้าที่และมีความรับผิดชอบ แตกต่างกัน นักบริหารต้องรู้จักพิจารณาใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ส่งเสริม สนับสนุนการทำงานให้ดี อยู่เสมอ บำรุงขวัญกำลังใจ และพิจารณาความดีความชอบด้วยความเป็นธรรม ๕. ต้องรักความดี เชื่อมั่นในหลักการความดี นักบริหารที่ดีต้องศรัทธาในความดี และ เชื่อมั่นว่าทำดีได้รับผลที่ดี แม้ผลดีอาจจะยังไม่เกิดแก่ตน หากแต่เกิดแก่ผู้อื่นและสังคมประเทศชาติ ก็ ยังนับว่าเป็นเรื่องดี นักบริหารต้องเป็นตัวแทนแห่งความดี ต้องหมั่นควบคุมกาย วาจาด้วยศีล ควบคุม ใจด้วยสมาธิ และความคุมความคิดเห็นด้วยปัญญา นักบริหารต้องมีความละอายและสะดุ้งกลัวต่อการ กระทำความผิดทุกชนิด และต้องหลีกห่างจากอบายมุขทุกชนิด ๖. ต้องมีพรหมวิหารธรรม คือ ธรรมสำหรับผู้เป็นใหญ่ นักบริหารมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง ผู้ใต้บังคับบัญชาให้อยู่เย็นเป็นสุขมีความมั่นคงปลอดภัยกับสถานะตำแหน่งการงาน มีขวัญและ กำลังใจในการทำงาน นักบริหารต้องมีหลักพรหมวิหารคือ เมตตา คือ ความรักความปรารถาดีมีไมตรี จิตต่อผู้ใต้บังคับบัญชา กรุณา คือ ความรู้สึกหวั่นไหวเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาประสบความทุกข์ ความ ยุ่งยากลำบาก มุทิตา คือ ความเบิกบาน พลอยยินดีเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาประสบความสุข ความสำเร็จ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว อุเบกขา คือ ความมีใจเที่ยงตรง มีความยุติธรรม มีความหนักแน่นมั่นคง สม่ำเสมอ เมื่อนักบริหารยึดหลักพรหมวิหารเป็นแนวประพฤติแล้วผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมเกิดความรัก ความเคารพ ยกย่องพร้อมจะเสียสละทำงานให้เกิดผลสำเร็จตามที่ต้องการ
๓๑ ๗. ต้องมีจิตสำนึกและบริหารด้วยการใช้หลักธรรมาธิปไตย อุดมการณ์ในการปฏิบัติการ ตามแนวนี้คือการใช้หลักการแห่งความถูกต้องมากว่าความถูกใจ หลักความถูกต้องคือความเป็นธรรม ในสังคม การจะปฏิบัติงานใด ๆ ต้องคำนึงถึงหลักธรรมเป็นใหญ่ (ธรรมาธิปไตย) คือ ยึดหลักการเป็น ตัวตั้ง ไม่ยึดหลักของตน (อัตตาธิปไตย) เป็นตัวตั้ง เพราะอาจทำให้เกิดอคติขึ้นในการทำงาน หรือหาก จะยึดหลักมวลชนเป็นใหญ่ (โลกาธิปไตย) ก็จะก่อให้เกิดการบริหารที่เข้าลักษณะพวกมากลากไปการ ทำงานอาจเกิดความเสียหายได้งานอาจมีอุปสรรคที่ทำให้สำเร็จช้าหรืออาจล้มเหลวได้ ๘. ต้องยึดหลักคารวธรรม ในการเป็นนักบริหารที่ดีจะต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่น ยินดีน้อมรับรับฟังคำวิจารณ์และข้อเสนอแนะจากผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยใจเป็นธรรม และเคารพ ต่อความคิดเห็น หากมีข้อเสนอแนะใดที่เป็นประโยชน์ก็นำมาปฏิบัติปรับปรุง เพราะการรู้จักรับฟัง ความคิดเห็นผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ถือเป็นการให้เกียรติและให้การยอมรับนับถือไปในตัว ผู้ใต้บังคับบัญชาจะรู้สึกภูมิใจและจะเกิดแนวความคิดที่สร้างสรรค์อยู่ตลอด อันเป็นส่วนหนึ่งในการ เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ๙. ต้องยึดหลักการเป็นผู้ให้ นักบริหารจะต้องเสียสละโดยมีประเภทของการเสียสละหรือ การเป็นผู้ให้ คือ ๙.๑ ให้ความรักความปรารถนาดี คือ ต้องเป็นผู้ให้ความรักและความหวังดีต่อ ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่เสมอ ๙.๒ ให้วัตถุสิ่งของ อันเป็นการสงเคราะห์แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ให้ปัจจัยสี่ เครื่องจำเป็นในการอยู่อาศัย มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค รวมสิ่งของอื่น ๆ ที่เห็นว่า เหมาะสมกับฐานะและความเป็นอยู่ ๙.๓ ให้ความรู้ นักบริหารต้องถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับงานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น มีการปฐมนิเทศ มีการสอนงาน มีการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะในการทำงานระหว่างบุคลากรรุ่น เก่ากับรุ่นใหม่เป็นต้น เพื่อสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ ๙.๔ ให้อภัย นักบริหารต้องมีใจที่ยุติธรรม เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดพลาดต้อง รู้จักให้อภัย และพร้อมกับการให้โอกาสในการแก้ไขความผิดพลาด เพราะไม่มีใครที่ไม่เคยผิดพลาด หากแต่เมื่อผิดพลาดแล้ว ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว นักบริหารจึงไม่ควรลุแก่อำนาจในเรื่องนี้ หลัก ๙ ประการ ดังกล่าวมา เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์จรรยาบรรณของนักบริหาร นักบริหารก็จะได้รับการยกย่องเคารพนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชาและสังคมทั่วไป เพราะได้ประพฤติ ปฏิบัติตามทำนองคลองธรรมที่ดี ในทางตรงกันข้าม หากนักบริหารไม่มีหลักยึดในการประพฤติปฏิบัติ ที่ดี ก่อจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อหน่วยงานเป็นส่วนรวมได้ เช่น มักจะเกิดกรณีเสียหายในเรื่องความ ประพฤติและการปฏิบัติงานของนักบริหารและบุคลากรในหน่วยงานอยู่เนือง ๆ
๓๒ ส่วน ไตรรัตน์ โภคพลากรณ์ (๒๕๕๗) ได้อธิบายถึงการพัฒนาจรรยาบรรณของผู้บริหาร โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ ๑. การให้การศึกษาและการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความรู้และตระหนักถึงภยันตราย ที่มา คุกคามรวมถึงกระแส และแนวคิดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ถ้าผู้ใดไม่สามารถปรับตัวได้ ทันและสอดคล้องกับบริบทแล้ว ก็ยากที่จะทานกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่มาเน้นการบริการแบบ ลูกค้าเป็นศูนย์กลางได้ นอกจากนี้แล้ว ควรจะมีการสื่อสารให้ทั่วถึงจนเกิดความเข้าใจร่วมกัน และเกิดการ ยอมรับเมื่อมีการนำไปปฏิบัติ ๒. การมีส่วนร่วม การเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำจรรยาบรรณ ถือว่าเป็น กลยุทธ์ ที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการบริหารยุคใหม่ เพราะการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมเท่ากับ ยอมรับในความเป็นมนุษย์ และเห็นคุณค่าของบุคลากรในองค์การ เมื่อมีการนำไปปฏิบัติ ก็จะทำให้ เกิดการยอมรับและเกิดการรวมพลัง เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ๓. การอำนวยความสะดวกและการให้การสนับสนุน อาจจะกระทำได้โดยการให้ คำปรึกษาและข้อคิดเห็นต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดผลในการปฏิบัติเมื่อมีการนำ จรรยาบรรณมาใช้ นอกจากนี้แล้ว บุคลากรผู้ใดในองค์การหากมีการปฏิบัติตาม ก็ควรได้รับการสนับสนุนให้ เป็น Mr. Ethics ๔. การเจรจา ถือเป็นกิจกรรมสำคัญประการหนึ่ง ที่ขอแยกต่างหากจากการสื่อสาร เพราะในการจัดทำจรรยาบรรณและมีการนำไปใช้นั้น อาจไปกระทบกระทั่งผู้หนึ่งผู้ใดหรือบุคคลบาง กลุ่มก็จำเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองและชี้แนะหนทางที่ถูกที่ควร โดยยึดมั่นว่าในการเจรจาที่ดีนั้นควร ยึดหลักที่เรียกว่า Win-Win คือทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข ๕. การให้รางวัล ตามทฤษฎีแรงจูงใจนั้น มนุษย์มีความต้องการและคาดหวังรางวัล การ ให้รางวัลในลักษณะและรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นเงินหรือไม่ใช่เงินรวมถึงลักษณะงานและ สภาพแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็นที่นักบริหารหน่วยงานต้องตระหนักและกำหนดให้มีขึ้นเพื่อสร้างขวัญและ กำลังใจเพื่อให้เกิดความพึงพอใจและเกิดพฤตินิสัยที่พึงประสงค์อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่ถาวรต่อไป ๖. การลงโทษ ก็คือการว่ากล่าวตักเตือน อันเป็นวิธีการสุดท้ายที่ควรนำมาใช้ เพราะเป็น การใช้ไม้แข็งที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ละเมิด และตัวผู้สั่งลงโทษเอง รวมถึงองค์การ ควรจะใช้มาตรการ ดังกล่าวข้างต้นมาก่อน การลงโทษควรให้ถูกคน กาลเทศะ และถูกกรณี การลงโทษควรยึดหลัก "Red Hot Stove" กล่าวคือ ควรจะต้องแจ้งให้ทุกคนรับรู้ถึงผลการกระทำต่าง ๆ เมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืน จรรยาบรรณ ควรลงโทษอย่างเสมอหน้ากัน และเหมาะสมกับความผิด
๓๓ ดังนั้นการพัฒนาจรรยาบรรณสำหรับนักบริหาร ควรเป็นลักษณะขั้นตอนจากเบาไปหา หนัก และควรมีมีความยืดหยุ่นในการพัฒนาจรรยาบรรณ เพราะบริบทขององค์การต่าง ๆ วิชาชีพต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกันทั้งด้านภารกิจ โครงสร้าง รวมทั้งวัฒนธรรมองค์การ นักบริหารที่ดีจึงต้อง พิจารณาในการพัฒนาจรรยาบรรณของหน่วยงานนั้น ๆ อย่างเหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพของงานและ ศักดิ์ศรีของผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพนั้น นอกจากนี้ นิยพรรณ วรรณศิริ(๒๕๓๙) ยังได้เสนอแนวทางการพัฒนาจรรยาบรรณ สำหรับนักบริหารหน่วยงานไว้ ดังนี้ ๑. การจัดให้มีองค์กรควบคุม และประเมินผลงานให้ทั่วถึง การประเมินผลงานต้องทำ ตลอดเวลาในขณะที่ทำงานตามโครงการหรือแม้แต่ตลอดระยะเวลาของการประกอบการในวิชาชีพ อุตสาหกรรมและบริการ ๒. ปลูกฝังจิตสำนึกอย่างจริงจัง โดยการจัดการฝึกอบรมเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา ๓. ปิดช่องว่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ความสัมพันธ์ต้องใกล้ชิดกันถึงขนาดนั่งดื่มและ รับประทานอาหารด้วยกันได้เป็นบางครั้ง ๔. ให้มีอนาคตในการทำงาน เช่นดูแลสวัสดิการของผู้ทำงานและครอบครัวให้ดีและได้ มาตรฐานเลื่อนขั้นด้วยความยุติธรรม ๕. สร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับค่าครองชีพเสมอ ๖. สร้างความรักความผูกพันในอาชีพการงนให้บุคลากรในหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างการ ทำงานให้มีประสิทธิภาพ ๗. อย่าปล่อยให้บุคลากรในหน่วยงานมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอบายมุข ๘. ให้ท่องจำกฎ จรรยาบรรณก่อนปฏิบัติงานทุกเช้า ๙. ให้สังคมโดยรอบหรือชาวบ้านได้รับรู้กฎจรรยาบรรณในวิชาชีพด้วยจะได้ช่วย ตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานให้เกิดการมีจรรยาบรรณ ๑๐. เมื่อทำผิดสมาคมและสถาบันวิชาชีพต้องกำหนดโทษอย่างชัดเจนและเด็ดขาด แนวทางการพัฒนาจรรยาบรรณดังกล่าวเป็นการพัฒนาจรรยาบรรณเพื่อแก้ปัญหาการ ประพฤติผิดจรรยาบรรณ อีกทั้งยังเป็นการส่งสริมจรรยาบรรณแก่วิชาชีพที่มีกรอบของจรรยาบรรณ เป็นหลักควบคุมอีกด้วย การพัฒนาจรรยาบรรณตามที่กล่าวมาทั้งหมด หากนำไปเปรียบเทียบกับศีลธรรมว่าสิ่งใด เป็นเครื่องมือในการควบคุมความประพฤติปฏิบัติตนของคนมากกว่ากัน จะพบว่า จรรยาบรรณจะ ผูกมัดผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ อย่างเข้มข้นกว่าศีลธรรมของศาสนา กล่าวคือศีลธรรมของศาสนายึดถือ กันโดยสมัครใจตามขีดขั้นของศรัทธาของตน ส่วนจรรยาบรรณมีผลผูกมัดผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ยิ่ง กว่าคือมีผลผูกมัดให้ต้องปฏิบัติตาม โดยมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตน และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
๓๔ เป็นเดิมพัน อย่างไรก็ดีจรรยาบรรณก็ยังมีประกาศิตหย่อนกว่าวินัยซึ่งจรรยาบรรณมีประกาศิตบังคับ ในระดับ "พึง" ส่วนวินัยมีประกาศิตบังคับในระดับ "ต้อง" ๙. บทสรุป นักบริหาร หรือผู้บังคับบัญชา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญขององค์การ จะต้องเป็นผู้ที่ ประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและของหน่วยงาน จึงจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองสู่ องค์การของตน นักบริหารจำเป็นจะต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องกับความ ต้องการของสังคม รวมทั้งยังเป็นผู้มีส่วนในการขับเคลื่อนให้เกิดจรรยาบรรณของบุคลากรใน หน่วยงานเพื่อเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานให้เป็นที่ยอรับและทรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่ง วิชาชีพ จรรยาบรรณ หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันดีงาม ซึ่งกำหนดไว้เป็นมาตรฐานและเป็น หลักยึดถือในกลุ่มอาชีพของตน หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จรรยาบรรณเป็นกรอบหรือแนวทาง ปฏิบัติซึ่งเป็นศีลธรรมสำหรับวิชาชีพ ส่วนจรรยาบรรณของนักบริหารที่เป็นกลาง ๆ โดยไม่เจาะจงว่า เป็นนักบริหารสาขาหรือวิชาชีพด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะหมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นหลัก แห่งความดีที่ นักบริหารสร้างขึ้นและยึดปฏิบัติในการประกอบอาชีพของตนเองเพื่อรักษาและส่งเสริม เกียรติคุณศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพให้ดีขึ้น เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือ ศรัทธาของสังคม จรรยาบรรณมีความสำคัญต่อการประกอบการงานหรือการประกอบอาชีพสาขาต่าง ๆ เพราะจรรยาบรรณจะช่วยควบคุมความประพฤติหรือพฤติกรรมของสมาชิกหรือผู้ประกอบการแต่ละ คนในกลุ่มอาชีพนั้น ๆ ให้อยู่ในกรอบที่วิชาชีพของตนได้กำหนดไว้ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามค่านิยม วิถีชีวิตแห่งการประพฤติของสังคมนั้น ๆ รวมทั้งมีผลทำให้กลุ่มวิชาชีพมีความสมัครสมานสามัคคีกัน ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น จรรยาบรรณยังช่วยให้การบริการต่อผู้อื่นของ ผู้ปฏิบัติงานหรือกลุ่มผู้ประกอบการเป็นไปอย่างมีคุณธรรม ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการเลือก ปฏิบัติหรือเลือกที่รักมักที่ชักหรือเห็นแก่ได้อย่างผิดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมด้วย ส่วนประโยชน์ของจรรยาบรรณนั้น ได้แก่ จรรยาบรรณจะมีประโยชน์และมีความสำคัญ ต่อการดำรงชีพของมนุษย์หรือคนที่ประกอบอาชีพในสาขาวิชาต่าง ๆ ๓ ด้าน คือ ด้านการควบคุม ด้านการส่งเสริมวิชาชีพ และด้านการควบคุมตามกฎหมาย การพัฒนาจรรยาบรรณเป็นภารกิจที่จำเป็นของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้นผู้บริหารทุกระดับ ควรมีแนวทางในการพัฒนาจรรยาบรรณอันจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ มีความต่อเนื่องและ เป็นพฤติกรรมที่ถาวร โดยการพัฒนาจรรยาบรรณต้องเริ่มจากการพัฒนาจากภายในคือการเสริมสร้าง การเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม มีหลักการประพฤติคุณงามความดีในจิตใจและแสดงออกทางการ
๓๕ กระทำ นอกจากนี้การพัฒนาจรรยาบรรณต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการช่วยกันกำหนด และสร้างกรอบของจรรยาบรรณ มีการจูงใจให้ยอมรับและปฏิบัติตามจรรยาบรรณด้วยวิธีการให้ รางวัลเมื่อมีพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อจรรยาบรรณ หรือการลงโทษเมื่อมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืน จรรยาบรรณ
๓๖ บรรณานุกรม “ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556”. ราชกิจจานุเบกษา 130 (4 ตุลาคม 2556): ๗๓-๗๔ “ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2550”. ราช กิจจานุเบกษา 124 (27 เมษายน 2550): 51. ครูแมนสรวง.จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา 9 ประการ. [ออนไลน์], แหล่งที่มา https:// mansuang1978.wordpress.com/2014/03/07/บทความ-เรื่อง-จรรยาบรรณ/ [1๐ มกราคม ๒๕๖๗]. คำรณ ล้อมในเมือง. คู่มือฝึกปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน เล่ม 1-2. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์, ๒๕๔๗. จรัส ตั้งโซ๊ะ. จรรยาบรรณผู้บริหาร. [ออนไลน์], แหล่งที่มา:https://www.gotoknow.org/posts/ 210499 [1๐ มกราคม ๒๕๖๗]. จำนง กมลศิลป์. “การบริหารจัดการการจัดการศึกษาอาชีพของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด”. วารสารมหาวิทยาลัยมหามกุฏ ราชวิทยาลัย วิทยาเขต ร้อยเอ็ด. ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๖๑): 147-๑๕๖. จำเริญรัตน์ เจือจันทร์. จริยศาสตร์ : ทฤษฎีจริยธรรมสำหรับนักบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๘. ไตรรัตน์ โภคพลากรณ์. “ทำไมต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์”. Journal of HRintelligence, ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (มกราคม-พฤษภาคม 2557): 9-10. ไตรรัตน์ โภคพลากรณ์. พฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ. นนทบุรี: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช, 2557. ธีรรัตน์ กิจจารักษ์. คุณธรรมสําหรับผู้บริหาร. เพชรบูรณ์: สถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์, 2542. นคร พันธุ์ณรงค์. การเตรียมความพร้อมของครผ้สอนส่การปฏิรปการศึกษาปี 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, 2550. นิยพรรณ วรรณศิริ. “การพัฒนาจรรยาบรรณในวิชาชีพ”. วารสารสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์. ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2539):58-77
๓๗ บุญเลิศ จุลเกียรติ. คุณธรรมจริยธรรมกับการปฏิบัติงาน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www. gotoknow.org posts [1๐ มกราคม ๒๕๖๗]. ประภาศรี สีหอำไพ. พื้นฐานการศึกษาทางศาสนา และจริยธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. ปราชญา กล้าผจัญ และพอตา บุตรสุทธิวงศ์. การบริหารทรัพยากรมนษย์. กรุงเทพมหานคร: ก. พล (1966), 2550. ปรีดาวรรณ วิชาธิคุณ และคณะ. “การประยุกต์ใช้หลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณตาม หลักไตรสิกขาสู่ความเป็นผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ”. วารสารมหาจุฬานาครทร รศน์. ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๖ (มิถุนายน ๒๕๖๔): 30-31 วิกิพีเดีย. ทศพิธราชธรรม. [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/ [1๐ มกราคม ๒๕๖๗]. ศุภมาส วิสัชนาม. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ บริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี, ๒๕๖๐. สฎายุ ธีระวณิชตระกูล. การบริหารงานบุคคลทางการศึกษา. ชลบุรี: โรงพิมพเก็ทกู๊ดครีเอชั่น, 2553 สมศักดิ์ คงเที่ยงและอัญชลี โพธิ์ทอง. การบริหารบุคลากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2542. สุมน อมรวิวัฒน. การเสริมสร้างศีลธรรมในสถานศึกษา จริยธรรมกับการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2530. สุรศักดิ์ หลาบมาลา. “การศึกษาของสวิตเซอร์แลนด์: ระบบการศึกษาและระบบบริหารการศึกษา ทั่วไป”. วารสารการศึกษาไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ ๑๑ (สิงหาคม ๒๕๔๘): ๑๓ อมรา เล็กเริงสินธุ. คุณธรรมจริยธรรมสําหรับผู้บริหาร. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์ สถาบัน ราชภัฏสวนดุสิต, 2552. อมรา เล็กเริงสินธุ์. คุณธรรมจริยธรรมสำหรับผู้บริหาร. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต , 2542. เอกพันธ์ ปัตถาวะโร. จรรยาบรรณวิชาชีพ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.aekapan. blogspot.com [1๐ มกราคม ๒๕๖๗].
๓๘