The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการใช้นวัตกรรม แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภูมิรูปวงกลม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by po.orathai, 2021-08-09 05:51:03

รายงานการใช้นวัตกรรมคณิตศาสตร์ ป.6

รายงานการใช้นวัตกรรม แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภูมิรูปวงกลม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

1

ช่ือนวัตกรรม

แบบฝกึ ทกั ษะคณติ ศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภมู ริ ูปวงกลมเพ่อื พัฒนาการเรยี นรู้สาหรบั นักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL

ชอ่ื ผ้สู ร้าง

ชอ่ื นางสาวอรทยั นามสกลุ ห่อทอง ตาแหนง่ ครู

โรงเรียน สายน้าทพิ ย์ เขต/อาเภอ คลองเตย จังหวัด กรงุ เทพมหานคร โทร 02-2582232

มือถอื 093-5658240 E-mail address [email protected]

แนวทางการคิดค้นนวตั กรรม

 แสวงหานวตั กรรม/แบบอย่างทด่ี จี ากแหล่งต่าง ๆ ทีเ่ คยมีผู้สรา้ งหรอื ทาไวแ้ ล้ว แล้วนามาปรับปรุงหรอื พฒั นาใหม่

 การสร้างนวตั กรรมใหม่

ประเภทของนวัตกรรม

 การบริหารจดั การศึกษา  การจดั การเรียนรู้  การนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล

องคป์ ระกอบที่ 1 ด้านความสาคัญของนวัตกรรม

ตัวชว้ี ัดที่ 1 ความเป็นมาและสภาพของปญั หา
คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญย่ิงต่อความสาเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์

ชว่ ยให้มนษุ ยม์ ีความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรค์ คิดอย่างมเี หตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถ วเิ คราะห์ปัญหาหรือ
สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา ได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม และสามารถนาไปใช้ในชวี ิตจรงิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ี คณิตศาสตร์ยงั เป็นเคร่ืองมือใน
การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ
ชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียม กับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึง
จาเป็นต้องมกี ารพฒั นาอยา่ งต่อเนื่อง เพอื่ ให้ทันสมัย และสอดคลอ้ งกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ (สานักวิชาการและมาตรฐาน
การศกึ ษา.2560 : 9)

จากประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์ ในระดับ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสายน้าทิพย์ พบว่า
การจัดการเรียนการสอนยังไม่ประสบความสาเร็จเท่าที่ควร จึงได้ดาเนินการศึกษาและวิเคราะห์คะแนน
แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติข้ันพื้นฐาน (O-NET) พบว่าในปีการศึกษา 2562 รายวิชาคณิตศาสตร์ มี
คะแนนเฉลี่ย ระดับโรงเรียน เท่ากับ 31.26 คะแนนเฉลี่ยระดับสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เท่ากับ 31.60
และคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ เท่ากับ 32.90 ซึ่งค่าเฉลี่ยระดับโรงเรียนอยู่ในระดับที่ต่ากว่า ท้ังระดับเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาและระดับประเทศ เม่ือดาเนินการวิเคราะห์พบว่า สาระที่ต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วน

2

เนื่องจากคะแนนเฉล่ียของโรงเรียนต่ากว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ได้แก่ สาระ การวิเคราะห์ข้อมูลและ
ความน่าจะเป็น , เรขาคณติ , พีชคณติ , การวดั , จานวนและการดาเนินการ และบรู ณาการ
ตารางที่ 1 ขอ้ มลู ทัว่ ไปการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ ัน้ พนื้ ฐาน (O-NET) ปีการศกึ ษา 2562

วิชาคณิตศาสตร์

ระดบั จานวน คะแนน สว่ น คะแนน คะแนน มธั ยฐาน ฐานนยิ ม

ผเู้ ขา้ สอบ เฉลย่ี เบี่ยงเบน สูงสดุ ตา่ สุด

มาตรฐาน

โรงเรยี น 159 31.26 13.93 85 0 30 35

ขนาด 13,1871 34.99 16.79 100 0 30 30

ทตี่ ง้ั 63,935 3.42 18.26 100 0 35 30

จงั หวดั 63,935 38.42 18.26 100 0 35 30

สังกดั 433,351 31.61 14.74 100 0 30 25

ภาค 63,935 38.42 18.26 100 0 35 30

ประเทศ 692,673 32.90 15.82 100 0 30 25

จากตารางท่ี 1 พบวา่ ระดับคะแนนเฉลีย่ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ คณติ ศาสตร์ เทา่ กบั 31.26

สูงกว่า  ต่ากว่า ระดบั ขนาดโรงเรียน เทา่ กบั 3.73

สูงกวา่  ต่ากว่า ระดบั ท่ีตั้ง เท่ากบั 7.16

สงู กวา่  ตา่ กวา่ ระดับจังหวัด เท่ากับ 7.16

สงู กว่า  ตา่ กว่า ระดบั สังกัด เทา่ กบั 0.34

สูงกว่า  ตา่ กวา่ ระดบั ภาค เทา่ กบั 7.16

สงู กวา่  ตา่ กว่า ระดับประเทศ เท่ากบั 1.64

ตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบระดับชาติขัน้ พนื้ ฐาน (O-NET) ค่าสถติ ิแยกตามสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้

คณิตศาสตร์

สาระ ระดบั โรงเรยี น ระดบั สงั กัด ระดบั ประเทศ
บูรณาการ 38.84 37.67 39.22
จานวนและการดาเนินการ 32.97 32.34 33.60

การวดั 33.12 33.55 34.73
เรขาคณิต 20.44 23.13 24.32
พีชคณติ 54.09 56.53 57.46

การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และความน่าจะเป็น 14.88 17.17 18.52

3

จากตารางที่ 2 แสดงวา่ สาระทีค่ วรเรง่ พฒั นาได้แก่ การวิเคราะหข์ อ้ มลู และความน่าจะเป็น ,
เรขาคณิต , พชี คณิต , การวดั , จานวนและการดาเนินการ, บูรณาการ

ตัวช้วี ัดที่ 2 แนวทางการแก้ไขปัญหาและหรือการพฒั นา
จากการดาเนินการศึกษาและวิเคราะห์คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติข้ันพื้นฐาน (O-

NET) พบวา่ ในปกี ารศึกษา 2562 ขา้ งตน้ ผจู้ ัดทา จึงเหน็ ควรในการหาแนวทางพฒั นาการจัดการเรียนการสอน
วิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพต่อนักเรียนมากขึ้น โดยเน้นการจัดการเรียนการสอนท่ีให้ผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบัติด้วยตนเอง ได้เรียนรู้จากพ้ืนฐานความรู้เดิมและต่อยอดไปสู่ความรู้ใหม่ ผู้จัดทาจึงได้เลือกใช้วิธีการ
จัดการเรียนการสอนรูปแบบ CIPPA ซ่ึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้
นกั เรียนไดล้ งมือสรา้ งองคค์ วามรู้ด้วยตนเอง และนาความรทู้ ไี่ ดม้ าสร้างสรรคผ์ ลงานและนาเสนอ

จากเหตุผลดงั กลา่ วขา้ งตน้ ผจู้ ดั ทามีความสนใจพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภูมิ
รปู วงกลม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL

ตัวช้วี ัดท่ี 3 ประโยชน์และความสาคญั
ประโยชน์และความสาคัญของการสร้างและพฒั นานวัตกรรม แบบฝกึ ทกั ษะคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การ

อ่านแผนภมู ริ ปู วงกลม ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL คอื
1. พฒั นานวตั กรรมในการจัดการเรยี นรู้เพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์
ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
2. ยกผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ จากการวเิ คราะห์ผลการทดสอบระดบั ชาติขัน้ พื้นฐาน
(O-NET) ในสาระการวิเคราะห์ขอ้ มูลและความน่าจะเปน็

องคป์ ระกอบท่ี 2 ด้านกระบวนการพฒั นานวัตกรรม

ตัวชว้ี ัดที่ 1 วัตถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายของการพฒั นา

1. วตั ถปุ ระสงคข์ องการพัฒนา

1.1 เพอื่ ยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ด้วยแบบ
ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การอ่านแผนภูมิรูปวงกลม โดยใช้รูปแบบการสอนแบบCIPPA
MODEL

1.2 เพ่ือพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง การอ่านแผนภูมิรูปวงกลม ระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL

4

2. เปา้ หมายของการพฒั นา
2.1 เปา้ หมายเชงิ ปริมาณ
2.1.1 ประชากร
ประชากรทใ่ี ช้ในการศกึ ษาคร้ังนี้คือ นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนสายน้า
ทพิ ย์ จานวน 148 คน ทกี่ าลงั ศึกษาอยู่ในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
2.1.1 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/5 โรงเรียน
สายน้าทิพย์ จานวน 29 คน ที่กาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ได้มาจาก
การสุม่ อย่างง่าย (Simple random sampling) ด้วยการจับฉลากโดยใชห้ ้องเรียนเป็นหนว่ ย
สมุ่
2.2 เป้าหมายเชงิ คณุ ภาพ
2.2.1 นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนรายวิชาคณติ ศาสตร์ตาม
หลกั สูตรสถานศึกษาในระดับ 3 ขั้นปี รอ้ ยละ80 ข้ึนไป
2.2.2 นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 มผี ลการทดสอบระดบั ชาติ (O-NET) ปกี ารศกึ ษา
2563
สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ สาระการวิเคราะหข์ ้อมลู และความนา่ จะเป็น ท่สี งู ขึน้ กวา่
ปกี ารศึกษา 2562

ตวั ช้วี ัดท่ี 2 หลักการ ทฤษฎี แนวคดิ ในการพัฒนา
1. รปู แบบการเรียนการสอนโดยยดึ ผ้เู รยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง CIPPA MODEL
ภาณพุ งศ์ แสงดี (2558 : ออนไลน์) ไดก้ ลา่ วถึงการเรียนรแู้ บบโมเดลซิปปา (CIPPA MODEL)

ไว้ว่าการเรยี นการสอนโดยยึดผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลาง : โมเดลซิปปา (CIPPA MODEL) หรือรูปแบบการประสาน
ห้าแนวคิด ได้พัฒนาขึ้นโดย ทิศนา แขมมณี รองศาสตราจารย์ประจาคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ซ่งึ ได้พัฒนารูปแบบจากประสบการณ์ในการสอนมากว่า 30 ปี และพบว่าแนวคิดจานวนหนึ่ง
สามารถใช้ได้ผลดีตลอดมา จึงได้นาแนวคิดเหล่านั้นมาประสานกันเกิดเป็นแบบแผนข้ึน แนวคิดดังกล่าว
ได้แก่ แนวคิดการสร้างความรู้ แนวคิดกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ แนวคิดเก่ียวกับความ
พรอ้ มในการเรียนรู้ แนวคิดเก่ียวกบั กระบวนการเรียนรูแ้ ละแนวคิดเกีย่ วกบั การถา่ ยโอนความรู้ เม่ือนาแนวคิด
ดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนพบว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนได้ครบทุก ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน
ร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและสังคม โดยหลักการของโมเดลซิปปา ได้ยึดหลักการเรียนการสอนที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ ในตัวหลักการคือการช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนมี

5

บทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ให้มากท่ีสุด มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและได้เรียนรู้จากกันและกัน มี

การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ ผู้เรียนไดเ้ รียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ร่วมกับ

การผลติ ผลงานซ่ึงมีความคดิ สร้างสรรค์ท่ีหลากหลายและสามารถนาความร้ไู ปใชใ้ นชีวติ ประจาวัน ให้นักเรียน

เป็นผู้สรา้ งองคค์ วามร้ดู ้วยตนเองตามแนวคดิ Constructivism (ทศิ นา แขมมณ,ี 2542 )

แนวคิดท้ัง 5 เป็นท่ีมาของแนวคดิ "CIPPA" ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้
สูงสดุ โดยการให้ผู้เรียนเปน็ ผ้สู ร้างความรู้ด้วยตนเอง จากแนวคิดข้างต้น สรปุ เป็นหลักซิปปา (CIPPA) ไดด้ ังนี้

1. C มาจากคาว่า Construction of knowledge หลกั การสร้างความรู้ หมายถงึ การให้ผเู้ รยี นสร้าง
ความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism ซ่ึงเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นประสบการณ์เฉพาะตนในการสร้าง
ความหมายของสิ่งทีเ่ รยี นรดู้ ้วยตนเอง กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดคี วรเป็นกิจกรรมท่ีชว่ ยใหผ้ ู้เรียนมีโอกาส
สร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ท่ีมีความหมายต่อตนเอง ซ่ึงการที่
ผเู้ รยี นมีโอกาสไดส้ รา้ งความรดู้ ว้ ยตนเองน้ีเปน็ กิจกรรมที่ชว่ ยให้ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมทางสติปญั ญา

2. I มาจากคาว่า Interaction หลักการปฏิสมั พันธ์ หมายถึง การใหผ้ ู้เรียนมปี ฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือ
ส่ิงแวดล้อมรอบตัว ซ่ึงตามทฤษฎี Constructivism และ Cooperative Learning เช่ือว่าการเรียนรู้เป็น
กระบวนการทางสังคมที่บุคคลจะต้องอาศัยและพึ่งพาซ่ึงกันและกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
การอยู่ร่วมกัน กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ท่ดี ีจะต้องเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนไดม้ ีปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคมกับบคุ คล
และแหลง่ ความรูท้ ่ีหลากหลาย ซ่ึงเป็นการชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นมีสว่ นร่วมทางสังคม

3. P มาจากคาว่า Process Learning หลักการเรียนรกู้ ระบวนการ หมายถงึ การเรียนรู้กระบวนการ
ต่างๆ เพราะทักษะกระบวนการเป็นเครื่องมือสาคัญในการเรียนรู้ ซ่ึงมีความสาคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสาระ
(Content) ของการเรยี นรู้ กล่าวคอื กิจกรรมการเรยี นรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนรู้กระบวนการต่างๆ
เช่น กระบวนการคิด กระบวนการทางาน กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการ
กลุม่ ฯลฯ ซ่ึงเป็นทักษะท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวติ และเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจาเปน็ ต้องใชต้ ลอดชีวติ รวมท้ังเปน็ การ
ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนมสี ่วนร่วมทางด้านสติปัญญาอกี ทางหนึง่

4. P มาจากคาวา่ Physical participation / Involvement หลักการมีส่วนรว่ มทางรา่ งกาย หมายถึง
การให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เคล่ือนไหวร่างกาย โดยการทากิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ ซ่ึงเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมี
ส่วนร่วมทางกาย กล่าวคือ การเรียนรู้ตอ้ งอาศัยการเรียนรู้การเคลื่อนไหวทางกายจะช่วยให้ประสาทการรับรู้
"active" และรับรู้ได้ดีดังนั้นในการสอนจึงจาเป็นต้องมีกิจกรรมให้ผู้เรียนต้องเคล่ือนไหวท่ีหลากหลาย และ
เหมาะสมกบั วยั และความสนใจของผเู้ รียน เพอ่ื ช่วยให้ผู้เรยี นมีความพร้อมในการรบั ร้แู ละเรียนรู้

5. A มาจากคาว่า Application หลักการประยุกต์ใช้ความรู้ หมายถึง การนาความรู้ไปประยุกต์ใช้
กลา่ วคือ การนาความรไู้ ปใชใ้ นชีวติ จรงิ หรือการปฏบิ ัตจิ รงิ จะชว่ ยให้ผู้เรยี นได้รบั ประโยชน์จากการเรยี น ทาให้
เกิดการเรียนรเู้ พิม่ เติมขึน้ เรื่อยๆ และเกิดการเรยี นรู้ท่ีลึกซึ้งขนึ้ กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีแตเ่ พียงการสอนเน้ือหา
สาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะทาให้ผู้เรียนขาดการเช่ือมโยงระหว่าง
ทฤษฎกี ับการปฏิบัติ ซ่งึ จะทาให้การเรยี นรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าท่ีควร การจัด กิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรยี นสามารถ

6

นาความรู้ไปประยุกตใ์ ช้นี้ เทา่ กับเป็นการช่วยใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรใู้ นด้านใดด้านหน่ึงหรือ
หลายๆ ด้านแล้วแต่ลักษณะของสาระและกิจกรรมที่จัดนอกจากน้ี การนาความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์ในการ
ดารงชวี ติ เปน็ เปา้ หมายสาคัญของการจัดการศึกษาและการเรยี นการสอน
วัตถุประสงคข์ องรปู แบบ

รูปแบบนมี้ ุ่งพัฒนาผู้เรียนใหเ้ กิดความรู้ ความเข้าใจในเรอื่ งท่เี รียนอย่างแท้จรงิ โดยการให้ผเู้ รยี นสรา้ ง
ความรดู้ ้วยตนเองโดยอาศัยความร่วมมือจากกลมุ่ นอกจากนัน้ ยังช่วยพฒั นาทักษะกระบวนการต่างๆ จานวน
มาก อาทิ กระบวนการคิด กระบวนการกลุม่ การปฏิสมั พันธส์ ังคม และกระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นต้น
กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบ

ซิปปา (CIPPA) เป็นการหลักซง่ึ สามารถนาไปใช้เปน็ หลักในการจัดกจิ กรรมการเรียนรตู้ ่างๆ ให้แก่
ผู้เรียน การจดั กระบวนการเรยี นการสอนตามหลัก “CIPPA” นส้ี ามารถใช้วิธีการและกระบวนการท่ี
หลากหลาย ซงึ่ อาจจดั เปน็ แบบแผนได้หลายรปู แบบ รูปแบบหนึ่งท่ผี ู้เขยี นได้นาเสนอไวแ้ ละได้มกี ารนาไป
ทดลองใช้แล้วไดผ้ ลดี ประกอบด้วยขน้ั ตอนการดาเนนิ การ 7 ข้ันตอนดังน้ี

ขน้ั ที่ 1 การทบทวนความรเู้ ดิม
ข้นั นเ้ี ป็นการดึงความรู้เดมิ ของผเู้ รียนในเรือ่ งท่จี ะเรียน เพ่ือชว่ ยให้ผู้เรียนมีความพรอ้ มในการ

เชือ่ มโยงความรใู้ หมก่ ับความรู้เดมิ ของตน ซ่ึงผู้สอนอาจใชว้ ธิ กี ารตา่ งๆ ได้อย่างหลากหลาย
ข้นั ที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่
ขนั้ นเี้ ป็นการแสวงหาขอ้ มูลความรใู้ หมข่ องผเู้ รยี นจากแหลง่ ข้อมูลหรือแหล่งความรู้ตา่ งๆ ซ่งึ ครู

อาจจดั เตรียมมาให้ผเู้ รยี นหรอื ใหค้ าแนะนาเก่ียวกบั แหล่งข้อมลู ต่างๆ เพือ่ ให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้
ขนั้ ท่ี 3 การศึกษาทาความเข้าใจขอ้ มลู /ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กบั ความเดมิ
ข้ันนี้เปน็ ขนั้ ท่ผี ้เู รียนจะตอ้ งศกึ ษาและทาความเข้าใจกับข้อมูล/ความรทู้ ่หี ามาได้ ผูเ้ รยี นจะตอ้ ง

สร้างความหมายของขอ้ มลู /ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใชก้ ระบวนการตา่ งๆ ด้วยตนเอง เชน่ ใช้กระบวนการคดิ
และกระบวนการกล่มุ ในการอภปิ รายและสรุปความเข้าใจเกยี่ วกับขอ้ มูลนัน้ ๆ ซึง่ จาเปน็ ตอ้ งอาศยั การเชอื่ มโยง
กบั ความรู้เดิม

ขั้นท่ี 4 การแลกเปลี่ยนความรูค้ วามเขา้ ใจกบั กลมุ่
ขัน้ นเ้ี ปน็ ขนั้ ที่ผเู้ รียนอาศยั กล่มุ เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความร้คู วามเขา้ ใจของตน

รวมทัง้ ขยายความร้คู วามเข้าใจของตนเองให้กวา้ งข้นึ ซ่งึ จะช่วยให้ผเู้ รียนได้แบ่งปันความรคู้ วามเขา้ ใจของตน
แกผ่ อู้ ่นื และไดร้ ับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผอู้ นื่ ไปพร้อมๆ กัน

ขั้นท่ี 5 การสรปุ และจดั ระเบยี บความรู้
ขน้ั นเี้ ป็นขั้นของการสรุปความรทู้ ีไ่ ดร้ ับท้ังหมด ทั้งความร้เู ดิมและความร้ใู หม่ และสิ่งทีเ่ รยี นให้

เป็นระบบระเบยี บเพอื่ ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนจดจาสิ่งท่ีเรียนร้ไู ด้งา่ ย
ขั้นที่ 6 การปฏบิ ัติ และ/หรือการแสดงผลงาน
หากข้อความรูท้ ่ีได้เรยี นรู้มาไม่มีการปฏิบตั ิ ขั้นนัน้ จะเปน็ ขัน้ ทีช่ ่วยให้ผู้เรยี นไดม้ โี อกาส

แสดงผลงานการสร้างความรขู้ องตนเองใหผ้ ู้อนื่ รับรู้ เปน็ การชว่ ยให้ผเู้ รยี นไดต้ อกยา้ หรือตรวจสอบความเขา้ ใจ

7

ของตนเองและชว่ ยส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นใช้ความคิดสรา้ งสรรคแ์ ต่หากต้องมกี ารปฏบิ ัติตามขอ้ ความรู้ทีไ่ ด้ ข้ันนจี้ ะ
เป็นขนั้ ปฏิบตั ิ และมีการแสดงผลงานท่ไี ด้ปฏิบตั ิด้วย

ขั้นท่ี 7 การประยุกตใ์ ช้ความรู้
ข้นั น้ีเปน็ ขน้ั ของการสง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รียนไดฝ้ ึกฝนการนาความรูค้ วามเขา้ ใจของตนไปใชใ้ น

สถานการณต์ ่างๆ ที่หลากหลายเพอ่ื เพมิ่ ความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและความจา
ในเร่ืองนนั้ ๆ

หลังจากการประยุกต์ใช้ในความรู้ อาจจะมกี ารนาเสนอผลงานจากการประยุกต์อกี ครัง้ ก็ได้ หรอื อาจไม่
มกี ารนาเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นามารวมแสดงในข้ันตอนทา้ ยหลังขน้ั การประยกุ ต์ใชก้ ็ไดเ้ ช่นกนั

ขน้ั ตอนตั้งแต่ขัน้ ที่ 1-6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (construction of knowledge) ซงึ่ ครู
สามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (interaction) และฝึกฝนทักษะ
กระบวนการต่างๆ (process learning) อย่างต่อเนื่อง เน่ืองจากขั้นตอนแต่ละขั้นตอนช่วยให้ผู้เรียนได้ทา
กิจกรรมหลากหลายที่มีลักษณะให้ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์ และทาง
สังคม อย่างเหมาะสม ส่วนข้ันตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนท่ีช่วยให้ผู้เรียนนาความรู้ไปใช้ (application) จึงทาให้
เปน็ รูปแบบนีม้ คี ณุ สมบตั ิครบตามหลัก CIPPA
ผลทผ่ี ู้เรยี นจะได้รับจากการเรียนตามรปู แบบ CIPPA MODEL

ผ้เู รียนจะเกิดความเขา้ ใจในสง่ิ ที่เรยี น สามารถอธิบาย ชี้แจง ตอบคาถามไดด้ ี นอกจากน้ันยงั ไดพ้ ัฒนา
ทกั ษะในการคดิ วเิ คราะห์ การคิดสรา้ งสรรค์ การทางานเป็นกลมุ่ การส่อื สาร รวมทั้งเกดิ ความใฝร่ ูด้ ้วย
CIPPA Model นอกจากจะเป็นรูปแบบการจดั การเรียนการสอนแล้ว ยงั สามารถนาไปใช้เปน็ ตวั ชี้วัด หรือเป็น
เคร่ืองตรวจสอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ว่า กิจกรรมนั้นเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือไม่ โดย
นาเอากจิ กรรมในแผนการสอนมาตรวจสอบตามหลัก CIPPAการจดั การเรยี นการสอนแบบCIPPA
การจดั การเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเปน็ ศูนยก์ ลางนนั้ ก็คอื การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเปิดโอกาส
ใหผ้ ู้เรียนมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมน้นั ทั้งทางร่างกาย สตปิ ัญญา สังคมและอารมณ์
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมนั้น มิใช่หมายความแต่เพียงว่าให้ผู้เรียนได้ทา
กิจกรรมอะไรๆ ก็ได้ที่ผู้เรียนชอบ กิจกรรมท่ีครูจัดให้ผู้เรียนจะต้องเป็นกิจกรรมท่ีนาไปสู่การเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์ท่ีตั้งไว้ และเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และ
อารมณ์ จึงจะสามารถทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรไู้ ดด้ ี ดงั นั้นครูที่จะสอนผเู้ รียนโดยยึดผู้เรยี นเปน็ ศูนย์กลาง จึง
จาเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งออกแบบกจิ กรรมการเรียนการสอนใหม้ ีลักษณะดงั นี้

1. เป็นกิจกรรมที่ช่วยใหผ้ ู้เรียนได้มีสว่ นร่วมทางด้านกาย (Physical Participation) คือ เป็นกิจกรรม
ท่ชี ่วยให้ผเู้ รียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย เพ่อื ช่วยให้ประสาทการรับรขู้ องผู้เรียนตนื่ ตัวพรอ้ มท่จี ะรบั ข้อมูล
และการเรยี นรตู้ า่ งๆ ท่ีจะเกดิ ขึ้น การรับร้เู ป็นปัจจยั สาคัญในการเรียนรู้ หากผู้เรยี นไมม่ คี วามพร้อมในการรบั รู้
แม้จะมกี ารให้ความรู้ทด่ี ีๆ ผู้เรียนก็ไมส่ ามารถรบั ได้ ซ่ึงจะเห็นไดจ้ ากเหตุการณ์ทพ่ี บได้เสมอๆ คือ หากผู้เรียน
ตอ้ งนงั่ นานๆ ไม่ช้า ผูเ้ รียนอาจหลับไป หรือคิดไปเรอ่ื งอ่ืนๆ ได้ การเคลื่อนไหวทางกาย มีส่วนช่วยให้ประสาท
รับรู้ตื่นตัว พร้อมที่จะรับและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี ดังน้ันกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียน จึงควรเป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้

8

ผู้เรยี นได้เคล่ือนไหวในลกั ษณะใดลักษณะหน่ึงเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมกบั วัยและระดบั ความสนใจของ
ผเู้ รยี น

2. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Participation) คือเป็น
กิจกรรมท่ีช่วยให้ผูเ้ รยี นเกดิ ความเคลื่อนไหวทางสตปิ ัญญาหรือพดู งา่ ยๆ ว่า เป็นกจิ กรรมที่ทา้ ทายความคดิ ของ
ผู้เรียน ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความจดจ่อในการคิด สนุกที่จะคิด ดังน้ัน กิจกรรมจะมีลักษณะดังกล่าวได้ ก็
จะต้องมีเรื่องให้ผู้เรียนคิด โดยเร่ืองน้ันจะต้องไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปสาหรับผู้เรียน เพราะถ้าง่ายเกินไป
ผู้เรียนก็ไม่จาเป็นต้องใช้ความคิด แต่ถ้ายากเกินไป ผู้เรียนก็จะเกิดความท้อถอยที่จะคิด ดังน้ันครูจึงต้องหา
ประเด็นที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน เพอื่ กระตุน้ ให้ผู้เรียนใช้ความคิดหรือลงมือทาสิ่งใดสิ่ง
หนงึ่

3. เปน็ กิจกรรมทีช่ ว่ ยใหผ้ ู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Participation) คอื เป็นกิจกรรมที่ชว่ ยให้
ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธท์ างสงั คมกับบุคคลหรือส่ิงแวดล้อมรอบตัว เน่ืองจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ท่ีอาศัยรวมกัน
อยู่เป็นหมู่คณะ มนุษย์โดยท่ัวไปจะต้องเรียนรู้ท่ีจะปรับตัวเข้ากับบริบทต่างๆ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมี
ปฏสิ ัมพันธก์ บั ผู้อนื่ จะชว่ ยให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ทางสงั คม ซ่ึงจะสง่ ผลถงึ การเรียนรู้ทางดา้ นอื่นๆ ดว้ ย ดงั น้ัน
กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ดี่ ี จึงควรเปน็ กจิ กรรมทสี่ ง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นรจู้ ากสงิ่ แวดล้อมรอบตวั ด้วย

4. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional Participation) คือ กิจกรรมท่ี
ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรยี น ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้น้ันเกดิ ความหมายต่อตนเอง กิจกรรมท่สี ่งผลต่อ
ความรู้สึกของผู้เรียนน้ัน มักจะเป็นกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับชีวิต ประสบการณ์ และความเป็นจริงของผู้เรียน
จะต้องเป็นสง่ิ ที่เก่ียวข้องกับตัวผ้เู รียนโดยตรงหรือใกลต้ วั ผู้เรยี น

2. การจัดการเรยี นการสอนแบบ Active Learning
ปภาวรา ประเสริฐ (2561 : ออนไลน์) ได้กล่าวถึง การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning

ว่า Active Learning เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ประยุกต์ใชท้ ักษะและเช่ือมโยงองค์ความรู้นาไปปฏบิ ัติเพื่อแก้ไขปญั หาหรือประกอบอาชีพในอนาคตหลักการ
จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นการนาเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนท่ีหลากหลายมาใช้
ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรยี นมีสว่ นร่วมในช้นั เรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน
กับ ผู้เรียนและผู้เรยี นกับผ้สู อน Active Learning จงึ ถอื เป็นการจัดการเรยี นการสอนประเภทหนึ่งท่สี ง่ เสริมให้
ผเู้ รยี นมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลย่ี นแปลงในยุคปัจจบุ ัน

รายละเอยี ดของการจัดการเรยี นการสอนแบบ Active Learning มีดงั น้ี
1. การจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ (Experiential Learning) เป็นการสอนที่ส่งเสริมให้

ผ้เู รียน
เกิดการเรียนรจู้ ากประสบการณ์ท่เี ป็นรูปธรรมเพื่อนาไปส่คู วามรคู้ วามเข้าใจเชิงนามธรรม เหมาะกับรายวชิ าท่ี
เน้นปฏิบัติ หรือเนน้ การฝึกทักษะ สามารถใช้จัดการเรียนการสอนได้ทั้งเปน็ กลุ่ม และเป็นรายบุคคล หลักการ
สอนคือ ผู้สอนวางแผนจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จาเป็นต่อการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อน

9

ความคิด อภิปราย ส่ิงท่ีได้รับจากสถานการณ์ ตัวอย่างเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบเ น้น
ประสบการณ์ ไดแ้ ก่ เทคนคิ การสาธิต และเทคนิคเน้นการฝกึ ปฏิบตั ิ ขัน้ ตอนดังนี้

1.1 เทคนิคการสอนแบบการสาธิต ผสู้ อนวางแผนการสอนและออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดย
แบ่งสัดส่วนเวลาสาหรับการบรรยายเน้ือและการสาธิต พร้อมกบั คัดเลือกวธิ ีการท่ีจะลงมือปฏิบัติให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้ โดยถ้าเป็นกิจกรรมกลุ่มจะต้องมีการวางโครงสร้างการทางานกลุ่ม การแบ่งหน้าท่ีและมีการสลับ
หมุนเวียนกันทุก ครั้ง จากน้ันดาเนินการบรรยายเนื้อหาและสาธิต โดยขณะสาธิตจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ซกั ถาม ผู้สอบแนะนาเทคนิคปลีกย่อย จากน้ันให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติและผู้สอนประเมินผู้เรียนโดยการสังเกต
พร้อมกับให้คาแนะนาในจุดท่ีบกพร่องเป็นรายบุคคลหรือเป็นรายกลุ่ม เม่ือเสร็จสิ้นการปฏิบัติกิจรรม ผู้สอน
และผูเ้ รยี นรว่ มกันอภปิ ราย สรุปผลสิง่ ที่ได้เรียนรจู้ ากการลงมอื ปฏิบัติ

1.2 เทคนคิ การสอนแบบเนน้ ฝกึ ปฏิบัตผิ ้สู อนวางแผนและออกแบบกจิ กรรมที่เนน้ การฝึกทกั ษะ
เชน่ การฝกึ ทกั ษะ โดยจัดกิจกรรมที่กระตุ้นใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ กึ ทกั ษะซ้า ๆ โดยผูส้ อนมีบทบาทให้คาแนะนาอานวย
ความสะดวก กระตุน้ ให้ผ้เู รยี นมีส่วนรว่ มในช้นั เรียน

2. การสอนแบบโครงงาน (Project Based Learning) โดยการสอนแบบโครงงานสามารถจัดเป็น
กจิ กรรมกลุ่มหรือกิจกรรมเดยี่ วก็ได้ ใหพ้ ิจารณาจากความยาก – ง่าย และความเหมาะสมของโจทย์งาน และ
คณุ ลกั ษณะที่ต้องการพฒั นา วางแผนและกาหนดเกณฑอ์ ย่างกว้างๆ แล้วให้นักเรยี นวางแผนดาเนินการ ศกึ ษา
ค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองโดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้ให้คาปรึกษา จากนั้นให้นักเรียนนาเสนอแนวคิด การ
ออกแบบ ช้ินงาน พร้อมให้เหตุผลประกอบจาการค้นคว้า ให้ผู้สอนพิจารณาร่วมกับการอภิปรายในชั้นเรียน
จากนั้นผูเ้ รียน ลงมือปฏิบัติทาช้ืนงาน และส่งความคืบหนา้ ตามกาหนด การประเมินผลจะประเมินตามสภาพ
จริง โดยมีเกณฑ์ การประเมินกาหนดไวล้ ่วงหน้าและแจ้งให้ผ้เู รียนทราบก่อนลงมือทาโครงการและมีการเชิญ
ผทู้ รงคณุ วฒุ ิร่วม ประเมนิ ผล

3. การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning)เป็นการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรยี นเกิด
จากเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนด ด้วยการศึกษาปัญหาที่สมมุติขึ้นจากความจริง แล้วผู้สอนกับผู้เรียน
ร่วมกัน วิเคราะห์ปัญหาเสนอวิธีแก้ปัญหา หลักของการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานคือการเลือกปัญหาที่
สอดคล้องกับ เน้ือหาการสอนและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคาถาม วิเคราะห์ วางแผนกาหนดวิธีแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง โดยผู้สอนมี บทบาทให้คาแนะนาแก่ผู้เรียนขณะลงมือแก้ปัญหา สุดท้ายเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ
แก้ปัญหาผู้สอนและผู้เรียน ร่วมกันสรุปผลการแก้ปัญหา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงส่ิงที่ได้จากการลงมือ
แก้ปัญหา

4. การสอนท่ีเน้นทกั ษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) เปน็ กระบวนการสอนท่ีผู้สอน
ใช้ เทคนิค วิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียน คิดเป็นลาดับขั้นแล้วขยายความคิดต่อเน่ืองจากความคิดเดิม พิจารณา
แยกแยะ อย่างรอบด้าน ด้วยให้เหตุผลและเชื่อมโยงกับความรู้เดิมท่ีมี จนสามารถสร้างส่ิงใหม่หรือตัดสิน
ประเมินหา ข้อสรุปแล้วนาไปแก้ปัญหาอย่างมีหลักการ โดยการสอนที่เน้นกระบวนการคดิ แบ่งออกเป็นการ
สอนที่เน้นทักษะ กระบวนการคิดคานวณและการสอนที่เนน้ กระบวนการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ มีขน้ั ตอนดังน้ี

10

4.1 การสอนที่เน้นกระบวนการคิดคานวณ เริ่มจากผู้สอนทบทวนเน้ือหาเดิม โดยแสดงวิธีการคิด
คานวณเป็นลาดับข้ัน จากนั้นกาหนดโจทย์ให้ผู้เรียนฝึกคิด วิเคราะห์ เป็นลาดับขั้น เน้นการฝึกคานวณซ้ากับ
โจทย์ใหม่ และสุดท้ายผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปขั้นตอนการคิด การประเมินผลการเรียนรู้ประเมินจาก
ขนั้ ตอนกระบวนการคิดเป็นลาดับขัน้ ที่นกั ศึกษาแสดงไว้ในการแกโ้ จทยค์ านวณ

4.2 การสอนที่เน้นกระบวนการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ จากอภิปรายและแสดงความคดิ เห็น เป็นหวั ใจ
สาคัญของการสอนที่เนน้ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยเริ่มจากผู้สอนกระต้นุ ผเู้ รยี นเกิดคาถามหรือ
ต้ังคาถาม จากน้ันผู้สอนโน้มน้าว สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนขยายความคิดและเช่ือมโยงองค์ความรู้ จากนั้น
เปิด โอกาสให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น อภิปรายในชั้นเรียน โดยผู้สอนมีบทบาทช่วยช้ีแนะและสรุป
ความ ตามหลกั การ สุดทา้ ยให้ผู้เรียนพัฒนาชิ้นงาน หรอื ทาแบบฝึกหดั เพื่อประเมนิ ผลการเรียนรู้

จากแนวคดิ ขา้ งต้น ผ้จู ดั ทาจงึ ได้นาแนวคิด รูปแบบการจัดการเรียนการสอน แบบ CIPPA MODEL
มาใช้จดั การเรยี นการสอน โดยมแี บบฝกึ ทกั ษะคณิตศาสตร์ เรือ่ งการอา่ นแผนภมู ิรูปวงกลมเปน็ สอ่ื ในการจัด
การเรียนรู้ใหแ้ ก่นกั เรียน

ตวั ชี้วัดที่ 3 การออกแบบและแนวทางการพัฒนา

ขน้ั ตอนในการออกแบบและพฒั นานวัตกรรม เป็นดังน้ี

1. ศกึ ษาผลการวเิ คราะห์คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติข้นั พ้ืนฐาน (O-NET) ของนักเรยี น
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 ปีการศกึ ษา 2562 ของโรงเรยี นสายนา้ ทิพย์

2. วิเคราะห์มาตรฐาน และตัวชี้วัดรายวชิ าคณิตศาสตร์ทคี่ วรได้รบั การพัฒนาเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น

3. ศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง เพื่อใช้ในการสร้างนวัตกรรม และการจัดทา
แผนการจดั การเรยี นรเู้ พ่อื ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชว้ี ดั ทเ่ี หมาะสมกับวัยของผเู้ รียน

4. ดาเนินการจัดทาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภูมิรูปวงกลม และแผนการ
จดั การเรยี นรู้

5. นาแบบทดสอบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภูมิรูปวงกลมไปให้ผู้เชี่ยวชาญ
ประเมินค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) กบั ตัวชว้ี ัดของการเรียนรู้

6. ปรับปรุงแก้ไข ตามข้อเสนอแนะทไ่ี ด้รับจากผู้เช่ยี วชาญเพอื่ ให้ไดน้ วตั กรรมที่มคี วามสมบูรณ์
7. นานวัตกรรม แบบฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ เรื่อง การอ่านแผนภมู ิรปู วงกลม ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 ไปใช้ใน
การจัดการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL

11

ตวั ช้วี ดั ที่ 4 การมีสว่ นรว่ มในการพฒั นา
การสร้างนวัตกรรม แบบฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ เร่ือง การอา่ นแผนภูมิรูปวงกลม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มี

การรว่ มมือในการสร้างนวตั กรรม จากคณะผบู้ รหิ าร คณะครกู ลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ และนักเรียน
ดงั ตารางที่ 3

ตารางที่ 3 การมีส่วนร่วมในการพัฒนานวตั กรรม

ขนั้ ตอนการพัฒนานวตั กรรม ผมู้ ีส่วนเกีย่ วขอ้ ง หมายเหตุ

ประชมุ วางแผนและเตรียมการ - คณะผบู้ รหิ าร

- คณะครูกลุ่มสาระการ

เรียนรู้คณติ ศาสตร์

- ผจู้ ดั ทา

การวเิ คราะหข์ ้อมูล และศกึ ษาผลการวิเคราะห์ - คณะครกู ลุ่มสาระการ

คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาติขน้ั เรียนรู้คณติ ศาสตร์

พน้ื ฐาน (O-NET) - ผจู้ ัดทา

ศกึ ษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎที เ่ี กี่ยวข้อง เพื่อ - ผู้จัดทา

ใช้ในการสร้างนวตั กรรม และการจัดทาแผนการ

จัดการเรียนรู้

จดั ทาแบบฝกึ ทักษะคณติ ศาสตร์ เร่อื ง การอา่ น - ผู้จดั ทา

แผนภมู ิรูปวงกลม ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6

นาแบบทดสอบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง - ผเู้ ชยี่ วชาญ
ก า ร อ่ า น แ ผ น ภู มิ รู ป ว ง ก ล ม ไ ป ใ ห้ ผู้ เ ช่ี ย ว ช า ญ - ผู้จัดทา
ประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) กับตัวชี้วัด
ของการเรยี นรู้
ปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรม

นานวตั กรรม แบบฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ เรื่อง - ผ้จู ัดทา นักเรยี นมีส่วนร่วม
การอ่านแผนภมู ิรปู วงกลม ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 - นกั เรียน ในการจัดการเรยี น
ไปใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน โดยใชร้ ปู แบบ การสอน
การสอนแบบ CIPPA MODEL

12

ตัวช้วี ัดท่ี 5 การนาไปใช้

การพฒั นานวตั กรรม แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอา่ นแผนภูมิรูปวงกลมเพือ่ พัฒนาการเรียนรู้
สาหรับนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบ CIPPA MODEL มีข้นั ตอนในการนาไปใช้
ดงั น้ี

1. ครผู ู้สอนศกึ ษาคมู่ อื ครู
2. นกั เรียนศกึ ษาคู่มอื นกั เรยี น
3. นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเพ่ือทดสอบระดับความรูก้ อ่ นการเรยี น
4. ครูและนักเรยี น ร่วมกนั จัดการเรยี นรู้ ตามแผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 8 เรอื่ ง
แผนภมู ิรปู วงกลม

4.1 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอ่ื ง ทบทวนการอ่านแผนภูมิแท่งเปรยี บเทียบ
ครูผสู้ อนจัดการเรียนรู้รปู แบบ CIPPA MODEL โดยให้ผู้เรียนรว่ มกันศกึ ษาและแลกเปล่ียน

ความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ดว้ ยใบความรูท้ ่ี 1 เรอื่ ง ทบทวนการอา่ นแผนภมู ิแทง่ เปรียบเทียบ และใหผ้ ู้เรยี นได้
ลงมือปฏบิ ัติ แบบฝึกทกั ษะท่ี 1 เร่ือง ทบทวนการอ่านแผนภมู ิแทง่ เปรียบเทียบ

4.2 แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2 เรอื่ ง ทบทวนโจทย์ปัญหาเกีย่ วกับร้อยละ
ครูผสู้ อนจดั การเรียนรรู้ ปู แบบ CIPPA MODEL โดยให้ผู้เรียนรว่ มกันศกึ ษาและแลกเปลี่ยน

ความร้คู วามเข้าใจกับกลุ่ม ดว้ ยใบความรู้ท่ี 2 เร่อื ง ทบทวนโจทย์ปัญหาเกีย่ วกับร้อยละ และให้ผู้เรียนไดล้ งมือ
ปฏิบตั ิ แบบฝึกทักษะที่ 2 เรื่อง โจทย์ปญั หาเกีย่ วกบั รอ้ ยละ

4.3 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 3 เรือ่ ง การอ่านแผนภูมิรูปวงกลม 1
ครผู ูส้ อนจัดการเรียนรู้รปู แบบ CIPPA MODEL โดยใหผ้ ู้เรียนรว่ มกนั ศึกษาและแลกเปลีย่ น

ความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ดว้ ยใบความรู้ท่ี 3 เรื่อง การอ่านแผนภูมริ ูปวงกลม 1 และใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมือปฏบิ ตั ิ
แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 3 เรอื่ ง การอา่ นแผนภูมิรปู วงกลม 1

นักเรียนรว่ มการวางแผนสร้างสรรค์ช้ินงานจากการเรียนรูแ้ ละลงมอื ปฏิบัติ
4.4 แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 4 เรอ่ื ง การอา่ นแผนภูมริ ูปวงกลม 2

ครผู ู้สอนจัดการเรียนรูร้ ูปแบบ CIPPA MODEL โดยให้ผู้เรียนรว่ มกนั ศึกษาและแลกเปลี่ยน
ความร้คู วามเข้าใจกบั กลมุ่ ดว้ ยใบความรทู้ ่ี 4 เรื่อง การอ่านแผนภมู ิรูปวงกลม 2 และใหผ้ ู้เรียนได้ลงมือปฏบิ ัติ
แบบฝึกทกั ษะที่ 4 เร่อื ง การอา่ นแผนภมู ิรปู วงกลม 2 และ แบบฝึกทักษะท่ี 5 เรื่อง การอ่านแผนภมู ริ ูป
วงกลม 3

นักเรียนแต่ละกลมุ่ นาเสนอชน้ิ งานสร้างสรรค์ที่ไดด้ าเนินการสรา้ งสรรค์จากการไดเ้ รียนรู้
5. หลงั การจดั การเรยี นรู้ ครบตามแผนการจัดการเรียนร้แู ล้ว นกั เรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี น
6. นาผลคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทยี บ เพ่ือ
หาความกา้ วหนา้

13

ตัวชีว้ ัดที่ 6 การประเมินและการปรบั ปรงุ
การสร้างนวตั กรรมแบบฝกึ ทกั ษะคณติ ศาสตร์ เร่ืองการอ่านแผนภูมริ ูปวงกลมเพือ่ พฒั นาการเรยี นรู้

สาหรบั นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL ผ้จู ดั ทา ไดด้ าเนินการ
สรา้ งเคร่ืองมอื เพอื่ ใชใ้ นการประเมินคุณภาพนวัตกรรม ดงั นี้

1. แบบประเมนิ นวตั กรรม แบบฝกึ ทักษะคณิตศาสตร์ เร่ืองการอ่านแผนภูมิรูปวงกลมเพอื่ พฒั นาการ
เรยี นรู้สาหรับนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โดยใช้รปู แบบการสอนแบบ CIPPA MODEL ผู้จัดทาได้นา แบบ
ฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ เร่ืองการอ่านแผนภูมิรปู วงกลมเพ่ือพฒั นาการเรยี นรสู้ าหรบั นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี
6 โดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบ CIPPA MODEL ไปให้ ครูในกลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ จานวน 3 ทา่ น
ประเมินคุณภาพของ แบบฝึกทักษะ และนาผลทีไ่ ดจ้ ากการประเมนิ คณุ ภาพมาปรบั ปรงุ และพฒั นากอ่ นการ
นาไปใชจ้ ริง

2. แบบประเมินความสอดคลอ้ งระหวา่ งแบบทดสอบกับตวั ชี้วดั /ผลการเรยี นรูก้ ลมุ่ สาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ผู้จัดทาได้นาแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรียนไปให้ครู
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ จานวน 3 ท่าน ประเมนิ ความสอดคลอ้ ง แลว้ นาผลท่ไี ดจ้ ากการประเมนิ ไป
ปรบั ปรุงและพัฒนาก่อนนาไปทดสอบจรงิ กับนักเรียน

องค์ประกอบท่ี 3 ด้านผลที่เกดิ จากการดาเนนิ งานตามนวตั กรรม

3.1 ผลที่เกิดขึน้ กับสถานศกึ ษาและผู้บรหิ าร

ตัวช้วี ัดท่ี 1 มีข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษา

จากการวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาคณิตศาสตร์ ปี

การศึกษา 2563 ระดบั สถานศึกษา ได้ผลดงั ตารางท่ี 4

ตารางท่ี 4 ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 รายวชิ าคณติ ศาสตร์ ปีการศึกษา 2563

ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6

วิชา จานวนนักเรียนทไ่ี ด้ผลการเรยี นรู้(คน) จานวนนกั เรียนที่ได้ รอ้ ยละนกั เรยี นที่ได้
ระดับ 3 ข้ึนไป (คน) ระดับ 3 ข้ึนไป

0 1 1.5 2 2.5 3 3.5 4

คณิตศาสตร์ - - - - 21 34 23 70 127 85.82

จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 มผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรายวชิ าคณิตศาสตร์
ระดบั 3 ขนึ้ ไป สงู กว่าร้อยละ 80 ซ่งึ เปน็ ไปตามวตั ถุประสงคท์ ่ีคาดหวังไว้

14

ตารางที่ 5 ผลการทดสอบการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐานระดบั ชาติ (O-NET) วิชาคณติ ศาสตร์ แยกตามสาระการเรยี นรู้

สาระ ระดบั โรงเรียน ระดับโรงเรยี น
ปีการศกึ ษา2562 ปีการศึกษา
บรู ณาการ
จานวนและพีชคณติ 38.84 2563
การวัดและเรขาคณิต 43.53 21.43
สถิตแิ ละความนา่ จะเป็น 26.78 31.6
14.88 28.94
15.58

จากตารางที่ 5 พบว่า ผลการทดสอบการศึกษาขั้นพน้ื ฐานระดับชาติ (O-NET) วชิ าคณิตศาสตร์ แยกตาม
สาระการเรยี นรู้ ในสาระสถิติและความน่าจะเปน็ ปีการศกึ ษา 2563 มีผลการทดสอบท่ีสงู ขึน้ กวา่ ปีการศกึ ษา
2562 เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีคาดหวงั ไว้

ซง่ึ ขอ้ มลู ดงั กล่าวไดถ้ ูกจัดทาข้ึน เพอ่ื จดั ทารายงานการประเมินคณุ ภาพภายในสถานศึกษา ปี
การศึกษา 2563 และมกี ารเผยแพรข่ ้อมูลลงเว็บไซตข์ องโรงเรยี น

ตัวช้ีวัดที่ 2 มีการดาเนนิ งานอย่างเป็นระบบ

การพฒั นานวัตกรรม แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรอื่ งการอ่านแผนภมู ิรปู วงกลมเพอ่ื พัฒนาการเรยี นรู้

สาหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รปู แบบการสอนแบบ CIPPA MODEL มีข้ันตอนและระยะเวลา

ดัง ตารางท่ี 6

ตารางท่ี 6 ขัน้ ตอนในการดาเนนิ การสรา้ งนวัตกรรม

ขั้นตอนการดาเนินการ ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ

1. ประชมุ วางแผนเตรยี มการ 4 – 5 ม.ค. 64 - คณะผู้บริหาร

- คณะครกู ลุ่มสาระการเรียนรู้

คณติ ศาสตร์

- ผจู้ ัดทา

2.วเิ คราะห์และศึกษาผลการทดสอบ 4 – 5 ม.ค. 64 - คณะครกู ลมุ่ สาระการเรยี นรู้

การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานระดับชาติ (O-NET) วชิ า คณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์ ปกี ารศกึ ษา 2562 - ผจู้ ัดทา

3.วิเคราะหส์ ภาพปัญหาและจัดลาดบั 4 – 5 ม.ค. 64 - คณะครูกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคญั ของปญั หาทตี่ อ้ งเร่งพัฒนา คณติ ศาสตร์

- ผจู้ ัดทา

15

4.วิเคราะหม์ าตรฐานและตวั ชี้วัดรายวิชา 4 – 5 ม.ค. 64 - คณะครกู ลุม่ สาระการเรยี นรู้
คณิตศาสตร์ ระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 คณติ ศาสตร์
จากหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน 6 – 8 ม.ค. 64 - ผจู้ ัดทา
2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560) 13 – 25 ม.ค. 64
5.ศกึ ษาหลักการ แนวคิดและทฤษฎีที่ 13 – 25 ม.ค. 64 - ผจู้ ัดทา
เก่ียวข้องเพอ่ื ใช้ในการสร้างนวัตกรรม
6. ดาเนินการสร้างและพฒั นานวัตกรรม แบบ 26 – 29 ม.ค. 64 - ผจู้ ัดทา
ฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ เรอื่ งการอา่ นแผนภมู ิ
รปู วงกลม ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 8 – 12 ก.พ. 64 - รองผอู้ านวยการ
7.ดาเนินการออกแบบและสรา้ งแผนการ - หวั หนา้ กลุ่มสาระฯ
จัดการเรยี นรู้ แบบ CIPPA MODEL แลว้ - ผูจ้ ัดทา
นาไปใหห้ วั หน้ากลุ่มสาระฯ และรอง
ผู้อานวยการโรงเรียนตรวจ กอ่ นนาไปใช้สอน - ผจู้ ัดทา
8.สรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการ - ผู้เช่ียวชาญ
เรียนก่อนเรยี นและหลังเรยี น แลว้ นาไปให้
ผู้เช่ยี วชาญหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับ - ผจู้ ัดทา
ตวั ช้วี ัดการเรียนรู้ - นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
9.ดาเนนิ การจัดการเรยี นการสอนตาม 6/5
แผนการจดั การเรยี นร้โู ดยใชน้ วตั กรรม แบบ
ฝกึ ทักษะคณติ ศาสตร์ เรือ่ งการอา่ นแผนภูมิ
รูปวงกลมเพ่ือพัฒนาการเรยี นรสู้ าหรบั
นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยใชร้ ูปแบบ
การสอนแบบ CIPPA MODEL

10.คณะผบู้ รหิ ารโรงเรียนและหัวหน้ากลุม่ 8 – 12 ก.พ. 64 - คณะผู้บริหาร
สาระฯ กากบั ดแู ล และนิเทศการตดิ ตามการ 21 – 25 เม.ย. 64 - หวั หน้ากลุม่ สาระฯ
จดั การเรียนรู้ - ผ้จู ัดทา
11.นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรยี นช้นั 1 – 15 พ.ค. 64
ประถมศึกษาปที ี่ 6 มาวเิ คราะหเ์ พ่ือนามาใช้ 1 ก.ค. 64 - ผู้จดั ทา
พฒั นารูปแบบการสอนใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมาก - ผู้จัดทา
ข้ึน
12.จดั ทารายงานผลการใชน้ วตั กรรม
13.เผยแพร่ผลงาน

16

ตัวช้ีวัดที่ 3 การมเี ครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษา
โรงเรียนสายน้าทิพย์ ใช้กระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) ในการสร้างและพัฒนา

นวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ เพ่ือใหค้ รผู ู้สอนได้ดาเนินการสรา้ งนวตั กรรมทส่ี ามารถพฒั นาการเรยี นรเู้ พือ่ ผ้เู รยี น
อย่างมีประสิทธิภาพท่ีสุด ตรงกับปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับผู้เรียนมากท่ีสุด ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับ
ผ้เู รียน ครผู ู้สอนใช้ชมุ ชนแห่งการเรียนรู้แลกเปล่ียนประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาการ
จัดการเรยี นการสอนให้ดขี ึน้ ต่อไป

ตัวชี้วัดท่ี 4 การยอมรับต่อสถานศกึ ษา
โรงเรียนสายน้าทิพย์ สนับสนุนและส่งเสริมให้ครูผู้สอนดาเนินการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น

สาคัญ ผู้เรยี นได้ลงมือปฏิบัติจรงิ ตามมาตรฐานและตัวชว้ี ัดของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน และ
สนับสนุนให้ครูผู้สอนสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้หรือ PLC เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดกับผู้เรียนได้อย่างตรงจุด เสริมสร้างการพัฒนานวัตกรรม
เพ่ือการเรียนรู้ ผู้จัดทาจึงได้ดาเนินการสร้างและพัฒนานวัตกรรม แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เร่ืองการอ่าน
แผนภูมิรูปวงกลมเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ
CIPPA MODEL โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้มาช่วยในการพัฒนานวัตกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่าย
บรหิ าร คณะครูและบุคลากรทางการศกึ ษาจากภายในโรงเรียนเป็นอยา่ งดี

3.2 ผลทเี่ กดิ ขึน้ กับครูผู้สอน
ตัวชว้ี ัดที่ 1 การออกแบบการจัดการเรยี นรู้

1. ผู้บริหารประชุม คณะครู และบคุ ลากรทางการศึกษาเพอื่ สร้างความตระหนกั ถึงความสาคญั ของ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ
เพ่ือยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใหส้ ูงขึน้ อย่างสม่าเสมอ

2. ครใู นกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ รว่ มกันศึกษาและวิเคราะห์ผลการทดสอบ
การศึกษาข้ันพื้นฐานระดับชาติ (O-NET) ปีการศึกษา 2562 ในภาพรวมระดับประเทศ เขตพื้นที่การศึกษา
และโรงเรยี น

3. ครใู นกลมุ่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตรร์ ่วมกันวเิ คราะหส์ ภาพปัญหา และจดั ลาดับความสาคัญ
ของปญั หาทต่ี ้องเร่งพัฒนาเรง่ ดว่ น

4. วเิ คราะหม์ าตรฐานและตวั ช้ีวัดรายวิชาคณติ ศาสตร์ ระดับช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 จากหลกั สูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560)

5. ศึกษาหลกั การ แนวคดิ และทฤษฎที ่เี กีย่ วกับวิธกี ารจดั การเรยี นร้แู บบ CIPPA MODEL
6. ออกแบบแบบฝึกทกั ษะเรอื่ งการอ่านแผนภมู ริ ปู วงกลม
7. ออกแบบแผนจดั การเรียนร้แู บบ CIPPA MODEL

17

ตัวช้วี ดั ท่ี 2 การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ รายวิชาคณิตศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง แผนภูมิรูปวงกลม ผู้จัดทาได้

ดาเนินการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ดังนี้
1. ครผู ้สู อนศกึ ษาคู่มือครู
2. นกั เรยี นศึกษาคมู่ อื นักเรียน
3. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเพอ่ื ทดสอบระดับความร้กู ่อนการเรยี น
4. ครแู ละนกั เรยี น ร่วมกนั จดั การเรียนรู้ ตามแผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 8 เรอื่ ง

แผนภมู ิรปู วงกลม
4.1 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 เรื่อง ทบทวนการอา่ นแผนภมู ิแทง่ เปรยี บเทียบ
ครผู สู้ อนจดั การเรยี นรู้รูปแบบ CIPPA MODEL โดยใหผ้ ู้เรยี นร่วมกันศึกษาและแลกเปลย่ี น

ความรคู้ วามเข้าใจกบั กลุม่ ดว้ ยใบความรู้ที่ 1 เรื่อง ทบทวนการอ่านแผนภูมแิ ทง่ เปรียบเทยี บ และให้ผูเ้ รยี นได้
ลงมอื ปฏบิ ัติ แบบฝึกทักษะท่ี 1 เรอ่ื ง ทบทวนการอ่านแผนภมู แิ ท่งเปรยี บเทียบ

4.2 แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง ทบทวนโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรอ้ ยละ
ครผู สู้ อนจดั การเรยี นรรู้ ปู แบบ CIPPA MODEL โดยใหผ้ ู้เรยี นรว่ มกันศึกษาและแลกเปลีย่ น

ความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ดว้ ยใบความร้ทู ่ี 2 เรือ่ ง ทบทวนโจทย์ปัญหาเกีย่ วกบั รอ้ ยละ และใหผ้ ู้เรียนไดล้ งมอื
ปฏบิ ัติ แบบฝกึ ทักษะท่ี 2 เร่อื ง โจทย์ปัญหาเกย่ี วกบั รอ้ ยละ

4.3 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 3 เรือ่ ง การอ่านแผนภูมริ ปู วงกลม 1
ครูผ้สู อนจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบ CIPPA MODEL โดยให้ผู้เรยี นรว่ มกันศกึ ษาและแลกเปลยี่ น

ความรู้ความเข้าใจกับกลมุ่ ด้วยใบความรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง การอ่านแผนภมู ิรูปวงกลม 1 และให้ผูเ้ รียนไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ิ
แบบฝึกทกั ษะที่ 3 เร่อื ง การอา่ นแผนภมู ริ ูปวงกลม 1

นกั เรียนรว่ มการวางแผนสรา้ งสรรค์ช้นิ งานจากการเรยี นรู้และลงมือปฏิบัติ
4.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรอ่ื ง การอ่านแผนภมู ริ ปู วงกลม 2

ครผู สู้ อนจัดการเรียนรู้รปู แบบ CIPPA MODEL โดยใหผ้ ู้เรียนร่วมกันศึกษาและแลกเปลี่ยน
ความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ด้วยใบความรูท้ ี่ 4 เร่อื ง การอา่ นแผนภูมริ ูปวงกลม 2 และให้ผ้เู รียนได้ลงมือปฏิบตั ิ
แบบฝึกทักษะท่ี 4 เร่อื ง การอ่านแผนภูมริ ปู วงกลม 2 และ แบบฝกึ ทักษะที่ 5 เรอ่ื ง การอ่านแผนภมู ิรปู
วงกลม 3

นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอชิ้นงานสรา้ งสรรคท์ ีไ่ ดด้ าเนินการสรา้ งสรรค์จากการไดเ้ รียนรู้
5. หลงั การจัดการเรยี นรู้ ครบตามแผนการจัดการเรียนร้แู ล้ว นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน
6. นาผลคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน กอ่ นเรยี นและหลังเรียนมาเปรยี บเทยี บ เพ่ือ
หาความกา้ วหนา้

18

ตัวชี้วัดท่ี 3 การพัฒนาส่ือการเรียนรู้
จากผลคะแนนความก้าวหนา้ ของนกั เรียน หลังจากการจัดการเรียนการสอน ดว้ ยนวัตกรรมแบบฝึก

ทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการอ่านแผนภมู ริ ปู วงกลมเพือ่ พฒั นาการเรยี นรู้สาหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ CIPPA MODEL ผู้จดั ทาไดน้ าขอ้ มูลมาใช้ในการวเิ คราะห์ เพ่ือพฒั นานวตั กรรมให้
มปี ระสิทธิภาพ ดงั นี้

1. กาหนดสภาพปัญหาท่ีต้องการพัฒนา
2. กาหนดวัตถุประสงคข์ องการสร้างนวตั กรรม
3. ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี ที่ชว่ ยในการพฒั นาหรอื แก้ไขปัญหาทีต่ ้องการพัฒนา
4. สร้างนวัตกรรม
5. ใชน้ วตั กรรม
6. ประเมนิ ผลการใชน้ วตั กรรม
7. ปรับปรงุ และพฒั นานวตั กรรม
8. เผยแพรน่ วตั กรรม

ตัวช้ีวัดท่ี 4 การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผลการจดั การเรียนรู้ โดยใชน้ วัตกรรม แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรือ่ งการอ่าน

แผนภมู ริ ูปวงกลมเพ่ือพฒั นาการเรียนรูส้ าหรับนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ

CIPPA MODEL มีวิธีการวัดและประเมินผล ดงั ตารางที่ 7

ตารางท่ี 7 การวดั และประเมินผล แผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่อง การแผนภูมิรปู วงกลม

สง่ิ ท่วี ัด / ประเมนิ ผล วธิ ีวดั ผล เคร่ืองมอื วดั ผล การประเมินผล
ด้านความรู้
การทาแบบฝึกทักษะ แบบฝกึ ทกั ษะ นักเรียนทาถกู ตอ้ งไม่

1.อธบิ ายเก่ยี วกับการอ่านแผนภมู แิ ท่ง ตา่ กว่าร้อยละ 60

ของคะแนนท้ังหมด

ด้านทักษะ การทาแบบฝกึ ทกั ษะ แบบฝึกทักษะ นักเรียนทกุ คนทา

1. อ่านข้อมูลจากแผนภมู ิแทง่ และเขยี น ถกู ต้องไม่ต่ากวา่ ร้อย

แสดงการตอบคาถาม ละ 60 ของคะแนน

ท้งั หมด

ด้านคุณลักษณะ การเข้าเรยี น การแต่ง แบบประเมนิ นักเรียนผ่านเกณฑก์ าร

1. ใฝ่เรยี นรู้ กาย และการสง่ งานท่ี พฤติกรรมในการ ประเมนิ ในระดับดขี ึ้น

2. มงุ่ มน่ั ในการทางาน ไดร้ ับ เรยี นการสอน ไป

19

เกณฑ์การประเมินผล และการประเมินผล

1.เกณฑ์การประเมินผลดา้ นความรู้

เครื่องมือวัด รอ้ ยละของคะแนน เกณฑ์
ผา่ น
แบบฝึกทกั ษะ ถูกตอ้ งร้อยละ 60 ขน้ึ ไป ไมผ่ า่ น
ถกู ต้องตา่ กวา่ ร้อยละ 60 ข้นึ ไป
เกณฑ์
2.เกณฑก์ ารประเมินผล ด้านทกั ษะ/กระบวนการ ผ่าน
ไม่ผ่าน
เคร่ืองมือวัด ร้อยละของคะแนน

แบบฝึกทักษะ ถูกตอ้ งรอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป
ถูกตอ้ งต่ากวา่ ร้อยละ 60 ขน้ึ ไป

3.เกณฑ์การประเมินผลด้านคุณลกั ษณะ

เกณฑก์ าร 4 ระดบั คะแนน 1
ประเมินผล (ดีมาก) 32 (ควรปรับปรุง)
(ด)ี (พอใช)้ ไมต่ ั้งใจเรยี นเวลาครู
สอนและไมม่ ี
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ต้งั ใจเรียนเวลาครู ต้ังใจเรยี นเวลาครู ต้ังใจเรียนเวลาครูสอน ปฏสิ ัมพันธ์กบั ครู
ส่งงานลา่ ช้าไมค่ รบถ้วน
สอนและมี สอนและมีปฏิสัมพนั ธ์ แต่ไมม่ ปี ฏสิ มั พนั ธ์กบั สมบูรณ์

ปฏสิ ัมพันธ์กับครู กบั ครบู า้ งบางครั้ง ครู

2. มุ่งมั่นใน ส่งงานครบถว้ น สง่ งานตามเวลานัด สง่ งานล่าชา้ กวา่

การทางาน สมบรู ณแ์ ละตรง หมายแต่ต้องมกี าร กาหนด

ตามเวลานดั หมาย ตักเตอื น

เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ/ระดบั คุณภาพดา้ นคณุ ลักษณะ

คะแนน 7– 8 หมายถงึ ดีมาก คะแนน 5 – 6 หมายถงึ ดี

คะแนน 3 – 4 หมายถงึ พอใช้ คะแนน 0 – 2 หมายถงึ ควรปรับปรงุ

3.3 ผลทีเ่ กดิ ข้นึ กบั ผู้เรียน
ตวั ชว้ี ัดท่ี 1 ผเู้ รยี นมคี ะแนนผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติขัน้ พืน้ ฐาน (O-NET) แต่ละวชิ าผา่ น
เกณฑเ์ พิม่ ขึน้

ผลการทดสอบการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานระดบั ชาติ (O-NET)วิชาคณิตศาสตร์ แยกเปน็ สาระการเรยี นรูด้ ัง
ตารางท่ี 8

20

ตารางท่ี 8 ผลการทดสอบการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานระดบั ชาติ (O-NET) วิชาคณิตศาสตร์ แยกตามสาระการเรยี นรู้

สาระ ระดบั โรงเรยี น ระดับโรงเรียน

ปีการศึกษา2562 ปกี ารศึกษา 2563

บูรณาการ 38.84 21.43

จานวนและพชี คณติ 43.53 31.6

การวัดและเรขาคณิต 26.78 28.94

การวเิ คราะหข์ ้อมลู และความนา่ จะเปน็ 14.88 15.58

จากตารางที่ 8 พบว่า ผลการทดสอบการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานระดบั ชาติ (O-NET) วชิ าคณิตศาสตร์ แยก

ตามสาระการเรยี นรู้ ในสาระสถติ ิและความนา่ จะเป็น ปกี ารศึกษา 2563 มีผลการทดสอบทสี่ ูงข้นึ กว่า ปี

การศึกษา 2562 เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีคาดหวงั ไว้

จากการวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวชิ าคณติ ศาสตร์ ปี

การศกึ ษา 2563 ระดบั สถานศกึ ษา ได้ผลดงั ตารางที่ 9

ตารางท่ี 9 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2563

วิชา ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จานวนนกั เรยี นทไี่ ด้ ร้อยละนักเรียนทไ่ี ด้
จานวนนักเรยี นทไ่ี ดผ้ ลการเรียนรู้(คน) ระดับ 3 ขึ้นไป (คน) ระดบั 3 ข้นึ ไป
0 1 1.5 2 2.5 3 3.5 4

คณิตศาสตร์ - - - - 21 34 23 70 127 85.82

จากตารางท่ี 9 พบวา่ นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนรายวชิ าคณิตศาสตร์

ระดับ 3 ขน้ึ ไป สงู กวา่ ร้อยละ 80 ซงึ่ เป็นไปตามวัตถปุ ระสงค์ทค่ี าดหวงั ไว้

21

บรรณานกุ รม

ดวงเดอื น อ่อนน่วม และพรทิพย์ ยาวะประภาษ. (2563). หนงั สอื เรยี นรายวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ 6. (พิมพ์ครงั้ ที่ 1). กรุงเทพฯ. สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ.

ปภาวรา ประเสริฐ. (2561). การจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning. สืบคน้ เม่ือ 6 มกราคม
2564 จาก https://www.sesao30.go.th/module/view.php?acafile=5dc3e29c7ee16_แนว
ทางการจดั การเรยี นการสอนแบบ_Active_Learning1.pdf.

ภาณพุ งศ์ แสงดี. (2558). การเรยี นรูแ้ บบโมเดลซปิ ปา (CIPPA MODEL). สืบคน้ เม่อื 25 ธันวาคม 2563.
จาก https://www.gotoknow.org/posts/135072.

สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา . (2560). ตัวชวี้ ัดและสาระแกนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร(์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560). สืบคน้ เม่อื 24 ธนั วาคม 2563. จากhttp://sknpeo.go.th/
home/ datas/file/1562129459.pdf

อัธพล เอ้อื เจรญิ กิจการ. (2561). แบบฝกึ เสรมิ เข้มทกั ษะและการคิด คณิตศาสตร์ ป.6. นนทบรุ ี ไอดีซี

22

ภาคผนวก ก
แบบฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง การอ่านแผนภูมริ ูปวงกลม

23

ภาคผนวก ข
แผนการจดั การเรยี นรู้
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 8 แผนภมู ิรปู วงกลม

24

ภาคผนวก ค
ภาพกิจกรรมการจดั การเรยี นรู้และผลงานนกั เรยี น

25

ภาพกจิ กรรม

ภาพการประชุมวางแผน ศกึ ษาและวเิ คราะห์คะแนนแบบทดสอบทางการศกึ ษาแหง่ ชาตขิ นั้ พ้ืนฐาน(O-NET)

26

นกั เรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

27

ภาพกิจกรรม การจดั การเรยี นการสอน

28

ภาพกิจกรรม การจดั การเรยี นการสอน

29

ภาพกิจกรรม การจดั การเรยี นการสอน

30

ภาพกิจกรรม การจดั การเรยี นการสอน

31

นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรยี น

32

ตวั อย่าง ช้นิ งานสรา้ งสรรค์จากแบบฝกึ ทกั ษะคณติ ศาสตรข์ องนักเรยี น

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44


Click to View FlipBook Version