การศึกษาคนควาดวยตนเอง
(Independent Study)
เรื่อง
แฟร็กทลั (Fractal)
โดย
นายภูชิชย พรหมสิน
รหสั นักศกึ ษา 61131111016
เสนอ
อาจารยชอ เอื้อง อุทิตะสาร
รายงานน้เี ปน สว นหนึง่ ของรายวิชา MAP4405 สัมมนาการศึกษาคณติ ศาสตร
สาขาวชิ าคณิตศาสตร คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ภาคเรยี นที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2564
ก
คํานาํ
รายงานฉบับนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชา MAP4405 สัมมนาการศึกษาคณิตศาสตร เพ่ือเปน
ประโยชนแกนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาคณิตศาสตร มาหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ท่ีจะศึกษา
เก่ยี วกบั แฟรก็ ทลั (Fractal) อันจะนับไดว า เปน องคความรูหรือสาขาวิชาที่คอนขางใหมในโลกของคณิตศาสตร
ซึง่ ผจู ัดทําจัดทาํ ขน้ึ เพือ่ รวบรวมองคค วามรู และนาํ ส่งิ ที่ไดจ ากการศึกษาคนความาประยุกตใชกับการทํางานใน
ฐานะครู นน่ั กค็ ือการนํามาใชป ระโยชนใ นดา นการจดั การเรียนการสอน
ผูจัดทําหวังเปนอยางย่ิงวารายฉบับนี้จะเปนประโยชนแกนักศึกษาวิชาชีพครูสาขาวิชา
คณิตศาสตรทุกคน รวมไปถึงผูท่ีสนใจใฝศึกษาหาความรูเพื่อพัฒนาตนเองอยูเสมอ หากรายงานเลมนี้มี
ขอบกพรอ งประการใด ผูจดั ทําขออภัยไว ณ โอกาสน้ีดว ย
ภชู ชิ ย พรหมสนิ
ผูจัดทาํ
ข
กิตติกรรมประกาศ
รายงานฉบับน้ีสําเร็จและสมบูรณเปนรูปเลม ดวยความกรุณาและเอาใจใสเปนอยางดีจาก
อาจารยชอเอ้ือง อุทิตะสาร ท่ีไดกรุณาใหคําปรึกษาและแนะแนวทางในการทํารายงานการดําเนินการทํา
รายงานในครง้ั น้ีโดยไมมีขอบกพรอ ง รวมทั้งขอเสนอแนะและขอ คิดเห็นตา ง ๆ ตลอดท้งั การตรวจแกไขรายงาน
ฉบับน้ีใหสาํ เร็จสมบรู ณย่งิ ขึ้น ทางคณะผจู ัดทําจงึ ขอขอบพระคุณเปนอยางสงู ไว ณ โอกาสนี้
ขอขอบพระคุณคุณครูทุกทานท่ีไดประสิทธ์ิประสาทวิชาความรู และประสบการณตลอดจนอํานวย
ความสาํ เร็จใหบ ังเกดิ
สดุ ทายน้ี คุณพอ คุณแม และเพื่อน ๆ ท่ีเปนกําลังใจ และใหความชวยเหลือในการเก็บรวบรวมขอมูล
และใหค าํ แนะนําในการทาํ รายงานครง้ั น้ีใหส ําเร็จลุลว งดว ยดตี ลอดมา
ภูชชิ ย พรหมสนิ
ผจู ัดทาํ
สารบัญ
เร่ือง หนา
คํานาํ ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………………………. ข
บทท่ี 1 แฟรก็ ทัลคืออะไรกนั นะ………………………………………………………………………………………………… 1
2
สวนทเ่ี หมอื นกันหรอื คลายกนั ในตัว…………………………………………………………………………………… 6
9
วดั ความยาวของชายฝง ทะเลอังกฤษไดหรือไม……………………………………………………………………… 12
13
แลว แฟรก็ ทลั คืออะไรกันแน… ……………………………………………………………………………………………. 16
บทที่ 2 แฟร็กทัลมีลกั ษณะอยางไร……………………………………………………………………………………………. 21
24
แฟรก็ ทลั ในธรรมชาต…ิ …………………………………………………………………………………………………….. 25
27
แฟรก็ ทัลที่สรางจากรปู เรขาคณิต………………………………………………………………………………………. 29
30
แฟร็กทลั ท่ีเกดิ จากจาํ นวนเชงิ ซอ น……………………………………………………………………………………. 34
36
บทที่ 3 สามเหลีย่ มเซียรพ นิ สกเี ปน ยังไงนะ………………………………………………………………………………. 37
สง่ิ ใดคือสามเหลี่ยมเซียรพินสกี………………………………………………………………………………………… 39
ความสัมพนั ธเ ชงิ ตวั เลขท่ซี อ นอยใู นรปู สามเหลีย่ มเซยี รพ ินสกี………………………………………………
บทที่ 4 แฟรก็ ทัลมีประโยชนแนหรือ…………………………………………………………………………………………
มติ ิแฟรก็ ทัล……………………………………………………………………………………………………………………..
รกั ษาโรคดว ยแฟร็กทลั ………………………………………………………………………………………………………
แฟร็กทลั อนั ชาญฉลาดทีร่ ูทนั เศรษฐกิจ……………………………………………………………………………….
แฟร็กทัลอยูในชีวติ ประจาํ วันของเรา……………………………………………………………………………………
บรรณานกุ รม………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 1 แฟร็กทัลคืออะไรกันนะ
• สว นท่เี หมือนกันหรือคลา ยกนั ในตัว
• วัดความยาวของชายฝงทะเลอังกฤษไดห รอื ไม
• แลว แฟรก็ ทลั คอื อะไรกันแน
2
ใครเคยมองตนไมท ่ีอยไู กล ๆ ในขณะทใ่ี บกาํ ลังรว งหลน ชวงกอนฤดูหนาวบาง สังเกตเห็นก่ิงกานที่งอก
ยาวจากลําตนไดซัดเจนเลยใชไหมย่ิงถาเดินเขาไปใกลตนไม จะย่ิงเห็นก่ิงกานเล็กๆ ยื่นออกมาจากกิ่งกาน
ขนาดใหญมากขึ้นไปอีก และในกิ่งกานเล็ก ๆ ก็ยังมีก่ิงกานท่ีเล็กกวายื่นออกมาอีกมากมาย ตอไปจะมาเรียนรู
โครงสรา งพเิ ศษที่ปรากฏใหเ หน็ ตามตน ไม
สว นท่เี หมือนกนั หรอื คลายกันในตัว
บร็อกโคลีมีประโยชนตอรางกาย กอนจะกินบร็อกโคลีมีใครเคยสังเกตรูปรางของบร็อกโคลีบางไหม
ถาตัดบร็อกโคลีออกมาสวนหน่ึงจะดูคลายกับรูปรางเดิมกอนตัดออกมาก ไมใชแคเพียงบร็อกโคลีเทาน้ัน
ใบเฟร นกเ็ ชนกนั ถาตัดกง่ิ กานสวนหนงึ่ ออกจะพบวา มีรปู รางลักษณะเหมือนใบเฟร น ใบใหญท ั้งใบเชนกนั
ก่ิงกานตนไม บรอ็ กโคลี ใบเฟรน
ภาพ 1 รูปรางของสว นยอ ยเล็ก ๆ ดูคลายกับรปู รางจรงิ แบบยอ สว น
ถาตองการอธิบายใหใครสักคนฟงถึงลักษณะรูปรางของตนไม ใบเฟรน หรือบร็อกโคลี จะอธิบายวา
มลี กั ษณะอยา งไรดี ถา เปน ใบเฟร นหรอื บรอ็ กโคลีอาจบอกวาคลายกบั รูปสามเหล่ียม สวนตนไมมองเห็นเหมือน
เปนเสนมาเช่อื มตอกันหลาย ๆ เสน
แตความจริงแลวรูปรางของใบเฟรนหรือบร็อกโคลีไมใชรูปสามเหล่ียมท่ีเรียนในวิชาคณิตศาสตร
สว นตน ไมกไ็ มใชท้งั เสน ตรงหรอื เสน โคง ใด ๆ เชนกัน
3
ภาพดานบนคือรูปรางท่ีเคยเรียนใน วิชาคณิตศาสตรเรียกวา รูปเรขาคณิต (geometric figure) รูป
สามเหล่ียม รูปส่ีเหล่ียม รูปวงกลม ทรงส่ีหนา ลูกบาศก ทรงกลม และรูปรางแบบอ่ืน ๆ รูปรางและรูปทรง
เหลานห้ี าความยาวพน้ื ที่ และปรมิ าตรไดอ ยา งงา ยดาย
ภาพ 2 รปู เรขาคณิต เรขาคณิต หน่ึงในสาขาของ
วิ ช า ค ณิ ต ศ า ส ต ร ที่ เ ร่ิ ม ต น ใ น อี ยิ ป ต
โบราณ จากการหาพื้นท่ีของท่ีดิน
ซึ่งเรียนรูเกี่ยวกับรูปทรงในธรรมชาติ
และความสัมพันธระหวางรูปรางและ
รปู ทรงตาง ๆ
นน่ั เปน สาเหตทุ ่ีผคู นใชรูปรางและรูปทรงเหลา นีใ้ นการสรางสงิ่ ตาง ๆ ที่จําเปน ในชวี ติ ประจาํ วัน ไมว า
จะเปน เฟอรน เิ จอรหรืออาคารบา นเรอื น
ธรรมชาติไมไดเ ปนระเบยี บเหมือนกับรูปเรขาคณติ เชน เมื่อจะวาดภูเขามักวาดรปู สามเหลีย่ มหรือ
กรวยเหมอื นภาพดา นซา ย แตภูเขาจริง ๆ ท่ีเห็นในธรรมชาตกิ เ็ หมือนกบั บร็อกโคลีและใบเฟรนซึ่งไมม รี ปู รา งท่ี
แนชัด ลําตน ของตน ไมไมไดเ ปนทรงกระบอก และชายฝง ทะเลกไ็ มไดเปน เสน โคงท่ีราบเรียบ
ภาพภเู ขาที่เด็กวาด ภูเขาจริง
ภาพ 3 ภาพภเู ขาทีเ่ ด็กวาดเปนรปู สามเหลย่ี ม แตภ ูเขาจรงิ กลบั มีลักษณะขรุขระกวา นั้น
การจะวดั ขนาดหรอื ความยาวในธรรมชาติโดยใชเครื่องมือที่มนุษยสรางขึ้น จึงเปนไปไดยาก ถึงแมจะ
ใชเ คร่อื งมือท่วี ดั สวนทเี่ ล็กมาก ๆ ได แตบางครัง้ อาจเกดิ สถานการณท ีท่ าํ ใหผลลัพธออกมาแตกตา งกนั ก็ได
4
ดังน้ันจึงพยายามท่ีจะไมอธิบายธรรมชาติดวยเรขาคณิต แตก็ยังมีนักวิชาการบางคนชอบวิเคราะห
โครงสรางซับซอนท่ีคนพบไดในธรรมชาติดวยเรขาคณิต แตสิ่งท่ีนาสนใจมากกวานั้นก็คือพวกเขาใช
กฎทางคณิตศาสตรกับรูปเรขาคณิตอยางงาย เปนเคร่ืองมือในการวิเคราะห ในท่ีสุดพวกเขาคนพบวา
มคี วามเปน ระเบยี บในโครงสรางธรรมชาติที่ดูเหมือนซับซอนและไรระเบียบใด ๆ ลองดูตัวอยางรูปสามเหล่ียม
ทีพ่ วกเขาคนพบดังตอ ไปน้ี
ข้ันตอนแรกคือแบงความยาวแตละดานออกเปน 3 สวน จากนั้น
สรางรูปสามเหลี่ยมดานเทาในสวนที่สอง แลวลบเสนที่เปนฐานของ
1 รปู สามเหลีย่ มนั้นออก
ทาํ ซ้ําขั้นตอนดังกลาว 1 คร้ังจะไดรูปรางตามภาพท่ี 2 และหากทํา
ข้ันตอนเดิมซ้ําอีกคร้ัง รูปรางที่ไดจะออกมาตามภาพ 3 นั่นคือการสรางรูป
สามเหลี่ยมดานเทาขนาดเล็กบนดานของรูปสามเหล่ียมดานเทาขนาดใหญ
2 กวาไปเรอื่ ย ๆ จนเกิดเปนรปู รางใหมขึน้
เมื่อทําข้ันตอนเดิมซ้ําไปเร่ือย ๆ จะเกิดเปนโครงสรางเรขาคณิต
รูปรางคลายเกล็ดหิมะตามภาพดานซายเรียกวา เกล็ดหิมะค็อค
3 (Koch snowflake) เกาะของค็อค (Koch's island) หรือ เสนโคงค็อค
(Koch curve) เพยี งขนั้ ตอนงา ย ๆ แตก ลบั เกิดรูปรา งทด่ี ูซับซอ นข้ึนมาได
นาประหลาดใจใชไหมกับการคนพบโครงสรางท่ีดูซับซอนเหลาน้ี
ตามธรรมชาติทั้ง ๆ ที่สรางข้ึนดวยข้ันตอนงาย ๆ เทาน้ันเอง แตไมใชวา
โครงสรางท้ังหมดในธรรมชาติจะสรางขึ้นมาไดงายดายเชนนี้ มีบางอยาง
4 ในธรรมชาติที่ซับซอนและไรระเบียบกฎเกณฑดวยเชนกัน แตโครงสราง
ธรรมชาติที่ผูคนคนพบกันสวนใหญลวนแตเปนโครงสรางที่สรางขึ้นมาดวย
ขั้นตอนงาย ๆ ซึ่งหมายความวานี่อาจเปนทางลัดไปสูการทําความเขาใจกับ
โครงสรางธรรมชาติกเ็ ปนได
5 ถาพิจารณารูปรางท่ีสรางจากกฎเกณฑใดกฎเกณฑหนึ่งและทําซํ้า
ไปซํ้ามา จะรูไดว า มีสมบตั ิสําคัญอะไรซอนอยู นั่นก็คือไมวาจะดึงภาพเขามา
ภาพ 4 การสราง ดูระยะใกลหรอื ยอขนาดใหเลก็ ลงเพอ่ื พิจารณาสวนใดก็ตาม รูปรา งสวนยอย
เกล็ดหิมะคอ็ ค จะเหมอื นหรือคลา ยกับรูปรางทัง้ หมดของตัวตน แบบ
5
สาเหตทุ ่เี ปนเชนน้ันไมซ ับซอ นเลย เพราะเกดิ จากการทําซ้ําไปซํ้ามา ดังน้ันไมวาจะขยายหรือลดขนาด
ก็พบวาทุกสวนยอยเหมือนกับสวนใหญทั้งหมดของตัวตนแบบ สมบัติเชนน้ีเรียกวา ความคลายในตัว
(self-similarity) คือส่ิงใด ๆ ที่มีสวนยอย ๆ เหมือนกันหรือคลายกันกับสวนใหญทั้งหมด เม่ือขยายดู
ภาพท่ีเกิดจากการทําซํ้าหลายคร้ัง ๆ จะพบวาสวนนั้นจะเหมือนกับสวนในภาพแรกนั่นก็คือภาพรวมท้ังหมด
ของตัวตนแบบ
สมบัติของความคลายในตัวเชนนี้จะเกิดขึ้นในกฎเกณฑที่ซํ้าไปซ้ํามาไมมีที่สิ้นสุด โดยสมบัติท่ี
ซํ้าไปซ้ํามาอยางไมสิ้นสุดนี้เรียกวา การเวียนเกิด (recursion) จึงเรียกโครงสรางท่ีมีความคลายตัวตนแบบ
และมีการเวยี นเกดิ วา โครงสรางแฟรก็ ทลั (fractal structure)
ภาพ 5 การขยายเขา ไปดใู นชองสเ่ี หล่ยี มเพื่อคนหารปู รา งที่คลายคลึงกัน
สวนยอยที่เลือกมาพิจารณาไมจําเปนตองเหมือนกับสวนใหญไปทุกอยางก็ได ขอแคสวนยอยนั้น
มีสมบตั ิเปนรูปรา งแบบเดยี วกันกเ็ รยี กไดวามีความคลายในตัวแลวแฟร็กทัลชนิดน้ีเรียกวา แฟร็กทัลท่ีมีสมบัติ
เสมือนคลา ยในตัว (quasi-self-similarity) แตถา เปน แฟร็กทลั ที่มรี ปู รา งเหมือนกับสวนใหญของตัวตนแบบ
ทุกอยาง เชน เกล็ดหิมะค็อค จะเรียกแฟร็กทัลชนิดนี้วาคือ แฟร็กทัลที่มีสมบัติคลายในตัวอยางสมบูรณ
(exact self-similarity) ตวั อยา งของแฟรก็ ทลั ที่มสี มบัตคิ ลา ยในตวั ท่ีไมสมบูรณก็คือชายฝงทะเลท่ีพบเห็นได
ทั่วไปในธรรมชาติ ตอไปจะขยับเขาไปใกลช ายฝงใหม ากขึ้นเพื่อดูวา มโี ครงสรา งแฟร็กทลั ใดซอ นอยูในน้ัน
6
วดั ความยาวของชายฝง ทะเลองั กฤษไดห รอื ไม
แนวเขตที่แผนดินและทะเลมาบรรจบกันเรียกวา ชายฝงทะเล เคยดูแผนที่ประเทศไทยที่ติดอยู
ในหองเรียนบางไหม จะเห็นชายฝงทะเลตลอดแนวต้ังแตตะวันตกจนถึงตะวันออก วาแตชายฝงทะเลน้ี
จะมคี วามยาวเทา ไรกันนะ
ความจริงแลวคําถามน้ีตองยอนกลับไปท่ีจุดเร่ิมตนของแฟร็กทัลโดย เบอนัว มองแดลโบร
(Benoit Mandelbrot: ค.ศ. 1924-2010) นกั คณติ ศาสตรซ าวฝรัง่ เศส ผูบ ญั ญตั ิคําวา “แฟรก็ ทัล” ขน้ึ มา
เขาใสโจทยงาย ๆ เพ่ือสรางความเขาใจเกี่ยวกับแฟร็กทัลลงใน ความยาวมาตรฐาน
วิทยานิพนธเรขาคณิตแฟร็กทัลในธรรมชาติของเขาดวยโจทยที่วา 320 กโิ ลเมตร
"ชายฝงทะเลอังกฤษยาวเทาไรนะ" เพียงแคมองแวบแรกอาจดูเหมือน
เปนคําถามท่ีไรสาระ แตในโจทยท่ีแสนเรียบงายน้ีกลับมีความหมาย ความยาวมาตรฐาน
ลึกซึ้งซอนอยูกอนอ่ืนมาลองหาความยาวของชายฝงทะเลอังกฤษที่ 40 กโิ ลเมตร
มองแดลโบรถามไววา ความจริงแลวยาวเทาไร โดยใชเสนตรงที่มีความ
ยาว 320 กิโลเมตร และ 40 กิโลเมตรในการวัด หากวาดเสนตรง ภาพ 6 การวัดความยาว
320 กิโลเมตร ลงบนแผนที่เกาะอังกฤษจะใชเสนตรงแค 8 เสนดังภาพ ของชายฝง ทะเลอังกฤษ
ดานขวาบน
ดังน้ันชายฝงทะเลจะมีความยาวประมาณ 2,560 กิโลเมตร
แตหากวาดเสนตรง 40 กิโลเมตรจะวาดลอมประเทศตองใชทั้งหมด
102 เสน และชายฝงทะเลจะยาวประมาณ 4,080 กิโลเมตร น่ันคือความ
ยาวของชายฝงทะเลท่ีวัดโดยใชหนวยเปน 40 กิโลเมตรจะมีความยาว
มากกวาการใชหนวยเปน 320 กโิ ลเมตร
ดังน้ันถาใชหนวยวัดที่มีขนาดเล็กกวาน้ี เชน 1 เซนติเมตรหรือ
1 มิลลิเมตร ชายฝงทะเลจะมีความยาวเทาใด แนนอนวาความยาวที่วัดได
จะเพ่ิมมากข้นึ
เม่ือใชหนวยวัดขนาดใหญ ความยาวจะไดนอยกวาเพราะวัดขาม
แนวโคงตาง ๆไป แตเมื่อใชหนวยวัดขนาดเล็กลงจะยิ่งวัดไดแมแต
ระยะทางท่โี คงหรือเวา ที่หนวยวดั ขนาดใหญกวาทําไมได ความยาวท่ีวัดได
จากหนวยวดั ขนาดเล็ก จงึ มากกวาความยาวทไ่ี ดจ ากหนวยวัดขนาดใหญ
7
แตก็ยังรูสึกแปลก ๆ กับการที่ความยาวเพ่ิมข้ึนเมื่อใชหนวยวัดท่ีละเอียดมากขึ้น แลวความยาว
ที่แทจริงของชายฝงทะเลอังกฤษคือเทาไรกัน พื้นท่ีของเกาะอังกฤษมีขนาดคงท่ีอยูแลว แตทําไมชายฝงทะเล
ทีล่ อ มรอบเกาะจึงมคี วามยาวที่ไมแนนอนเชน นี้
ตอนน้ีพกั เรอื่ งการวดั ความยาวชายฝงทะเลเอาไวกอน แลวมาพิจารณารูปรางของชายฝงกันใหชัดเจน
มากขึน้ หากขึ้นเครื่องบินแลวถายภาพชายฝงทะเล จะไดภาพชายฝงทะเลท่ีขรุขระ คราวน้ีลองข้ึนไปถายภาพ
บนภูเขาซง่ึ เปนจุดทต่ี ่าํ กวา เครอื่ งบินสักเล็กนอยภาพชายฝง ทะเลท่ไี ดจ ะคลา ยกับภาพที่ถา ยจากเคร่ืองบนิ
ภาพ 7 ชายฝง ทะเลที่ไดจ าก ภาพ 8 ชายฝง ทะเลท่ีไดจ าก
การถายภาพบนเครื่องบิน การถายภาพบนภเู ขา
ตอไปลองถายภาพบนเนินเขาใกลกับชายฝงกันดู รูปรางของชายฝงเปนอยางไรบาง ภาพที่ออกมา
เกือบจะเปน เสนตรงเลยทเี ดียว แตน ั่นไมเ ปน ความจริง ภาพของแนวชายฝงจะไมแตกตางจากภาพทางดานบน
2 ภาพท่ีถายไวมากนัก แมจะยืนบนโขดหินแลวถายภาพออกมา ชายฝงทะเลจะยังคงเปนเชนเดิม
ลองพิจารณาภาพดานลาง
ภาพ 9 ชายฝง ทะเลที่ไดจาก ภาพ 10 ชายฝงทะเลทไ่ี ดจาก
การถายภาพบนเนนิ เขา การถา ยภาพบนโขดหนิ
8
ภาพ 11 แนวเขตท่ีนํ้ามาบรรจบกับทราย
ข้ันตอนสุดทายคือภาพถายของแนวเขตท่ีแผนดินมาเจอกับนํ้าทะเล หากขยายภาพถายจะเห็น
กอนหินและทรายเล็ก ๆ ท่ีบรรจบกับทะเลและกอตัวเปนเสนขรุขระข้ึนมา ถาเอาภาพทั้ง 5 ภาพที่ถายจาก
สถานที่ที่ตางกัน โดยตัดออกมาแคสวนยอยที่แผนดินเจอกับทะเล เชื่อวาตองดูไมออกแน ๆ วาถายมาจาก
สถานท่ที คี่ วามสูงตา งกนั เพราะเสน ตา ง ๆ ในภาพมรี ปู รางคดเคยี้ วเหมอื นกนั ไปหมด
นา ท่งึ ใชไหมละ เหมือนกบั ชายฝงทะเลมเี วทมนตรเลย ที่นมี่ คี วามลบั แสนมหศั จรรยซอนอยู ไมวาภาพ
จะถายจากสวนไหน เม่ือขยายภาพออกจะพบวามีรูปรางคลายกับลักษณะสวนใหญของตัวตนแบบ
หมายความวาชายฝง ทะเลมีลักษณะคลายกับเกล็ดหิมะค็อค ซึ่งเปนโครงสรางแฟร็กทัล แตเกล็ดหิมะค็อคจะมี
ความคลายในตัวอยางสมบูรณไปทุกสวน ในขณะที่ชายฝงทะเลแมไมไดคลายกันทุกสวนอยางสมบูรณ
แตก็นับวา เปน โครงสรา งแฟร็กทัลดว ยเชน กัน
สรางแฟร็กทัลสวนใหญในธรรมชาติมีลักษณะคลายกับชายฝงทะเล แมวาจะไมคลายในตัวอยาง
สมบูรณ แตก็ดูคลายในตัวมากจนกระท่ังไมอาจมองเห็นไดดวยตา ดังน้ันถาตองการวัดความยาวของ
ชายฝงทะเลอยางแมนยํา จะตองวัดตามเสนท่ีทรายเม็ดเล็ก ๆ บนชายหาดบรรจบกับน้ําทะเล ซ่ึงผูเชี่ยวชาญ
คนใดกไ็ มมีทางทาํ ได
แลวสรุปวาความยาวที่ไดถูกตองหรือไม ตอนน้ีทุกคนนาจะรูคําตอบของคําถามน้ีแลวตอใหวัดตาม
เสน ทม่ี เี มด็ ทรายทีละเม็ดก็ไมอ าจหาคําตอบท่ีถกู ตองแมนยําได เพราะอาจจะมีบางส่ิงที่เล็กกวาเม็ดทรายอยูใน
นั้นดวย สรปุ แลว ความยาวชายฝงทะเลไมมีทีส่ ิน้ สดุ จึงไมสามารถแสดงคําใด ๆ ได ราวกับวาเปนเวทมนตรของ
แฟรก็ ทลั ชางเปนสงิ่ ทีน่ ามหัศจรรยจ ริง ๆ
9
แลวแฟร็กทัลคืออะไรกนั แน
ในปจจุบัน “แฟร็กทัล (Fractal)” เปนคําท่ีใชในเชิงวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร โดยแฟร็กทัล
ไดถูกคนพบมานาน กอนที่คําวา "แฟร็กทัล" จะถูกบัญญัติขึ้นมาใชเรียกสิ่งเหลาน้ี ในป ค.ศ.1872 คารล
ไวเออรชตรัสส (Karl Weierstrass) ไดยกตัวอยางของฟงกชันท่ีมีคุณสมบัติ "everywhere continuous but
nowhere differentiable" คอื มีความตอเน่ืองท่ีทุกจุด แตไมสามารถหาคาอนุพันธได ตอมาในป ค.ศ. 1904
เฮลเก ฟอน ค็อค (Helge Von Koch) ไดยกตัวอยางทางเรขาคณิต ซึ่งไดรับการเรียกขานในปจจุบันน้ีวา
"เกล็ดหิมะค็อค" (Koch Snowflake) ตอมา เกออรก คันทอร (Georg Cantor) ไดยกตัวอยางเซตยอยของ
จํานวนจริงที่มีคุณสมบัติแฟร็กทัลน้ี อันเปนที่รูจักกันในช่ือ เซตคันทอร หรือ ฝุนคันทอร นอกจากนี้ยังมี
นักคณิตศาสตรอีกหลายคนในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ถึงตนคริสตศตวรรษท่ี 20 เชน อองรี ปวงกาเร
(Henri Poincare), เฟลิกซ คลิน (Felix Klein), ปแอร ฟาตู (Pierre Fatou) และกาสตง จูเลีย (Gaston
Julia) ไดศึกษาฟงกชันวนซ้ํา (Iterated Function) ซ่ึงมีคุณสมบัติความคลายตนเอง (Self-similarity)
ซ่ึงความคลายตนเองเกิดข้ึนเมื่อโครงสรางมีรูปแบบซํ้า ๆ ของภาพท่ีเล็กลง ๆ ท่ียังอยูในตัวมันในมาตราสวน
ท่แี ตกตา งกัน
ภาพ 12 เบอนัว มองเดลโบร จากการศึกษาขอมูลของแฟร็กทัลและการเกิดแฟร็กทัล
(Benoit Mandelbrot) นั้นทําใหทราบวา สิ่งที่เรารูจักกันในนามของ Fractal นั้น ไดถูก
คนพบมานานกอนท่ีคําวา Fractal จะถูกบัญญัติขึ้นมาใชเรียก
ส่ิงเหลานี้ แฟร็กทัลนั้นถูกนําไปประยุกตเพ่ือใชศึกษากับศาสตร
ในหลาย ๆ แขนง ท้ังคณิตศาสตรดนตรี ปรากฏการณธรรมชาติ
รูปทรงทเ่ี กิดจากการสรางของธรรมชาติ จนกระท่ังในป ค.ศ.1960
เบอนวั มองเดลโบร ไดทาํ การศกึ ษาถงึ คณุ สมบัติความคลายตนเอง
นี้ และตีพิมพบทความชื่อ "How Long is the Coast of Britain?
Statistical Self-Similarity and Fractional Dimension"
มองเดลโบรไดเห็นถึงความสัมพันธของผลงานในเร่ืองตาง ๆ
ในอดีต ซึ่งเปนคนละเร่ืองไมมีความสัมพันธกัน เขาจึงไดรวบรวม
แนวความคิดทเ่ี กย่ี วของ และบญั ญตั ิคําวา ‘แฟรก็ ทัล’ ขึ้น
10
นักคณิตศาสตรช่ือ เบอนัว มองเดลโบร (Benoit Mandelbrot) ซึ่งเปนผูใหกําเนิดวิชา
เรขาคณิตเศษสวน (Fractal Geometry) ในราว ค.ศ.1975 ดังน้ันวิชานี้จึงมีอายุประมาณ 40 ป
ซ่ึงนับวานอยมากเมื่อเปรียบเทียบกับคณิตศาสตรแขนงอ่ืน เชน เรขาคณิตที่มีกําเนิดมานับพันป สิ่งที่พบเห็น
ในธรรมชาติจํานวนมากไมสามารถอธิบายไดดวยรูปเรขาคณิตแบบยุคลิด มองเดลโบร เคยกลาววา
กอนเมฆไมใชทรงกลม ภูเขาไมใชรูปกรวย ชายฝงไมใชวงกลม เปลือกไมไมไดราบเรียบ หรือสายฟาแลบไมได
ปรากฏเปน เสนตรง
ชายฝง กอนเมฆ เปลือกไม สายฟาแลบ
ภาพ 13 ตัวอยา งของแฟร็กทัลที่สามารถพบเหน็ ไดท่ัวไป
แฟร็กทัล (Fractal) เปนคําท่ีมีรากศัพทมาจากภาษาละติน คําวา “Fractus” หรือ “Fractum”
ซ่ึงเปนคําท่ีใหความหมายคลายกันกับคําวา Fragmented ในภาษาอังกฤษที่แปลวา “การแยกสวน” หรือ
“แตกหรือเศษสว น” แฟร็กทัลเปนรูปเรขาคณิตที่แตกตางจากเสนตรง รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม ซ่ึงเปนรูป
เรขาคณิตแบบยุคลิด (Euclid) แฟร็กทัลมีสมบัติที่สําคัญซ่ึงเรียกวา มีรูปแบบเหมือนตัวเอง (Self-similar
Pattern) ในระดับที่ตางกัน ซึ่งหมายความวา ถาเราดึงภาพเขามาดูท่ีระยะใกลจะเห็นสวนยอยของภาพมี
รูปรางเหมือนสวนใหญ ใบเฟรนเปนตัวอยางของแฟร็กทัลที่มีสมบัติท่ีเห็นไดชัดเจน ถาขยายภาพของใบเฟรน
จะเห็นแขนงยอยของใบเฟรนมีรูปรางเหมือนตัวเอง สมบัติที่สําคัญของแฟร็กทัลอีกประเด็นหน่ึงคือ มีมิติที่ไม
เปน จาํ นวนเตม็ (Non-integer Dimension) นจี่ ึงเปนทมี่ าของคาํ วาแฟรก็ ทัล
คําวา Fractal น้นั แมจะถกู บญั ญัติขึ้นโดย เบอนัว มองเดลโบร แตก็ไมไดใหนิยามที่ชัดเจนเก่ียวกับคํา
ๆ นี้ ดังนั้นคําจํากัดความของส่ิงท่ีเราเรียกวา แฟร็กทัล นั้นยังคงมีความกํากวมไมชัดเจนอยูในตัวเอง จากการ
รวบรวมขอมูลจะพบวาในหลายการใหคํานิยามน้ันจะมีสาระท่ีคลายกันของหลายนิยาม คือ การทําซ้ํารูปแบบ
หรือกระบวนการเดิม (repeating pattern or process),การทํารูปแบบคลายตนเองขามขนาด
(self-similarity across scales) ,การใชรูปแบบเดิมไมมีที่ส้ินสุด (never ending pattern) ซึ่งเม่ือทําความ
เขาใจแลวจะสามารถสรุปความหมายเบื้องตน ไดวาคือการทําซ้ํารูปแบบหรือกระบวนการเดิมในขนาดตาง ๆ
ของรปู เดมิ ไปเร่ือย ๆ
11
ภาพ 14 การขยายเพ่ือสงั เกตสวนยอ ยของใบเฟร น
เรขาคณติ เศษสวน หรอื เรขาคณติ แบบแฟรก็ ทัล (Fractal geometry) เปนโครงสรา งทางเรขาคณิตที่
เกิดจากการแตกออกหรือแยกออกจากโครงสรางทางเรขาคณิตเดิม โดยสวนท่ีแตกออกมายังมีรูปรางทาง
เรขาคณิตเชนเดิมแตลดขนาดลง ตัวอยางของเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลที่พบในธรรมชาติ เชน เกล็ดหิมะ
กอนเมฆ ชายฝง ทะเล ตนไม ใบไม คลื่นนํ้า และการวางตัวของภูเขา เปนตน เรขาคณิตแบบแฟร็กทัลสามารถ
นํามาใชเปนโครงสรางของสายอากาศได และดวยสมบัติของเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลจะทําใหสามารถเติมเต็ม
พื้นที่วางของสายอากาศ กอใหเกิดประโยชนในการสรางสายอากาศใหมีขนาดเล็กลง นั่นคือสายอากาศที่มี
รปู รางเรขาคณติ แบบแฟร็กทลั จะสามารถเพ่ิมขนาดความยาวทางไฟฟาไดในพ้ืนที่เล็ก ๆ ซ่ึงเหมาะสําหรับใชใน
การออกแบบสายอากาศเสนลวดและสายอากาศแพทชแบบไมโครสตริป นอกจากสายอากาศแฟร็กทัลจะมี
ขนาดเล็กลงจากโครงสรางเดมิ แลว ยังสามารถสรา งเปน สายอากาศทใี่ ชง านไดหลายความถี่ดว ย
บทท่ี 2 แฟร็กทัลมีลกั ษณะอยา งไร
• แฟรก็ ทัลในธรรมชาติ
• แฟรก็ ทัลทส่ี รา งจากรปู เรขาคณติ
• แฟร็กทัลที่เกิดจากจาํ นวนเชิงซอน
13
แฟรก็ ทลั ในธรรมชาติ
แฟร็กทัลเปนรูปแบบที่พบไดท่ัวไปในธรรมชาติ เชน ตนไม ใบไม เกล็ดหิมะ สายฟาแลบ เทือกเขา
ชายฝง แมน ํา้ หลอดเลอื ดในรางกายมนุษย และอีกมากมาย จนเปนท่ีกลาวกันวาธรรมชาติเปนนักออกแบบท่ีดี
เลศิ ทีส่ ดุ เชน ทาํ ใหพ ืชไดร บั ประโยชนสงู สดุ จากแสงอาทิตย ชวยใหห ัวใจและหลอดเลอื ดลาํ เลยี งออกซิเจนไปสู
สวนตา งๆ ของรางกายไดอ ยา งมีประสิทธิภาพทส่ี ุด
กิ่งกานตนไม ใบเฟรน เกลด็ หมิ ะ
ชายฝง ทะเล บรอ็ กโคลี สายฟา แลบ
ภาพ 15 แฟรก็ ทลั ในธรรมชาติ
มาถึงตอนนี้ทุกคนก็ไดรูสมบัติอันนาทึ่งของแฟร็กทัล คําวาแฟร็กทัลมาจากรากศัพทภาษาละติน
“frangere” มีความหมายวา 'แตก' และคําวา “fractus” ซ่ึงมีความหมายวา ไมวาสวนใดจะแตกหักไป
แตล ักษณะโดยรวมของสวนท่ีเหลอื จะยังคงรปู รา งเดิม
ส่ิงที่พบเห็นในธรรมชาติจํานวนมากไมสามารถอธิบายไดดวยเรขาคณิตแบบยุคลิดของกรีกโบราณ
แตเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลทําได อยางท่ีเคยกลาวไวในหัวขอสวนที่เหมือนกันหรือคลายกันในตัว
วาปรากฏการณทางธรรมชาติท่ีซับซอนท่ีสุดคือแฟร็กทัลท่ีไมใชรูปเรขาคณิตทั่วไป เชน รูปสามเหลี่ยม
รูปสเ่ี หล่ียมจัตุรัส ทรงกลม และกรวย
14
นอกจากน้ีแลวยังคนพบแฟร็กทัลไดในปอดซึ่งเปนอวัยวะท่ีชวยในการหายใจของมนุษยดวย
หลอดเลือดแดงที่เขาสูปอดของมนุษยถูกแบงยอยและกอตัวเปนเสนเลือดเล็ก ๆ โครงสรางของแฟร็กทัลน้ี
ถูกออกแบบมาเพ่ือชวยใหหัวใจและหลอดเลือดลําเลียงแกสออกซิเจนไปสูสวนตาง ๆ ของรางกายไดอยาง
มีประสิทธิภาพท่ีสุดในพ้ืนที่ผิวท่ีขนาดใหญขึ้นอยางไมมีท่ีสิ้นสุด ในขณะที่ปริมาตรจะคอย ๆ ลดลง
ซง่ึ เปนสมบัตเิ ฉพาะของแฟร็กทลั นัน่ เอง
ภาพ 16 แฟรก็ ทลั ในปอดมนุษย
สมบัติน้ีทําใหปริมาณแกสออกซิเจนที่เขาสูปอดของส่ิงมีชีวิตจําพวกสัตวแปรผันตรงกับพ้ืนที่ผิวของ
หลอดเลือด เปน เรือ่ งนามหศั จรรยทไี่ ดคน พบขอเท็จจริงทางคณิตศาสตรท ี่ซอนอยใู นปอดของเรา
หลอดเลือดเกือบทุกเสนในรางกายลวนมีรูปแบบแฟร็กทัลน้ี เพื่อสงแกสออกซิเจนและสารอาหาร
ไปยังทุกสวนของรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพ ส่ิงที่นาสนใจยิ่งกวาคือ หลอดเลือดในรางกายกระจายไป
ทุกที่ตั้งแตศีรษะจนถึงปลายเทา ดังนั้นปริมาณเลือดจึงดูเหมือนจะเยอะมากเลยใชไหม แตจริง ๆ แลว
ตอ งขอบคณุ โครงสรางแฟร็กทลั ที่ทาํ ใหปริมาณเลือดไมไดเยอะมากขนาดน้นั
ไมเพียงแตในสัตว โครงสรางของใบเฟรนและบร็อกโคลีก็เปนเชนนั้น ใบเฟรนมีลักษณะเหมือน
รูปสามเหลี่ยม แตถาพิจารณาดูใหดีๆ จะเห็นกานใบเล็กๆ หลาย ๆ กาน ไลจากปลายยอดที่มีขนาดเล็กที่สุด
เรียงลงมาจนมีขนาดใหญขึ้นเร่ือย ๆ ที่ดานลางสุด ทําใหเห็นวาแตละกานมีลักษณะคลายกับใบเฟนท้ังใบ
ซึ่งคลายกับรูปสามเหล่ยี ม
15
ภาพ 17 แฟรก็ ทัลในใบเฟร น
นอกจากนี้ยังพบกับโครงสรา งแฟร็กทัลอันงดงามไดร อบตวั เรา เชน โครงสรา งเกลด็ หิมะ การไหลของ
แมน ้ําที่ไหลจากตนน้ําสูปลายน้ํา เทือกเขาอันนาเกรงขาม กอนเมฆท่ดี ูหนานุม และสมองทเ่ี ต็มไปดว ยรอยหยกั
เล็ก ๆ ดงั นั้นการที่ไดร ูจักแฟร็กทัลทาํ ใหอธิบายสมบัติเฉพาะของธรรมชาตอิ ันซับซอ นได
16
แฟรก็ ทลั ท่ีสรางจากรปู เรขาคณิต
นอกจากแฟร็กทัลท่ีเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติแลว มนุษยยังสามารถสรางแฟร็กทัลไดจากรูปเรขาคณิต
ดวย เชน สรางจากสวนของเสนตรง รูปสามเหล่ียม หรือแมกระทั่งสรางจากรูปลูกบาศก โดยใชกระบวนการ
งาย ๆ กับรูปเรขาคณิตเหลานี้ซ้ํา ๆ กันเปนจํานวนครั้งไมจํากัด ก็จะไดแฟร็กทัลที่มีรูปแบบท่ีซับซอนและ
นา สนใจ
Fractal Geometry เปน รปู แบบของรูปทรงเราขาคณิตท่ีเกิดจากกระบวนการ Fractal เปนสวนหน่ึง
ที่ผูศ ึกษาคิดวามีความสาํ คัญกบั การศกึ ษาคร้ังน้เี นอื่ งจากความหมายท่ีไมชัดเจนและมีการตีความท่ีหลากหลาย
ของ Fractal เพือ่ ใหเขาใจความหมายของ Fractal น้ัน เราอาจจะตองศึกษาความหมายผานกระบวนการเกิด
Fractal Geometry เพ่ือสรุปนิยามท่ีชัดเจนของ Fractal โดยศึกษาจากตัวอยางรูปแบบท่ีเปนทั้งงาน 2 มิติ
และงาน 3 มติ ิ
กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบท่ี 1
กรณศี ึกษาแบบแรกเปน งาน 2 มติ ิ ทีม่ ีลักษณะของ Fractal แบบรปู ทรงสามเหล่ียมโดยเกดิ จากกการ
แบงตัวออกภายในรูปทรงเดิมซาํ้ รปู แบบเดมิ ไปเร่ือย ๆ
ภาพ 18 รปู แบบแฟร็กทัลแบบรปู สามเหล่ียม
จากภาพจะเห็นไดวา เม่ือแบงตัวออกคร้ังท่ี 1 แลวจะทําใหเห็นผลลัพธที่ไดคลายกับรูปทรงเดิม
ของตัวเองแตอยูในขนาดท่ีเล็กกวา การแบงตัวครั้งท่ี 2 ก็คือการเอาวิธีการแบงตัวของครั้งแรกมาใชกับ
ขนาดท่ีเล็กกวา ในทุกผลลัพธที่ไดจากการแบงตัวคร้ังท่ี 1 ในขั้นตอนการแบงตัวคร้ังท่ี 3 จะใชวิธีการเดียวกัน
กับที่การแบงตัวคร้ังที่ 2 ทํากับการแบงตัวคร้ังท่ี 1 และในขั้นตอนที่ 4 ก็จะใชวิธีการเดียวกันกับท่ีการแบงตัว
ครง้ั ท่ี 3 ทํากบั การแบง ตวั คร้งั ที่ 2 เชนเดียวกนั
17
กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบท่ี 2
กรณีศึกษาแบบที่ 2 เปนงาน 2 มิติ ทีม่ ลี ักษณะของ Fractal แบบรปู ทรงแตกก่งิ โดยเกดิ จากการแตก
ตัวออกจากรูปทรงเดมิ เปน 2 ช้ิน ซ้าํ กนั ไปเรื่อย ๆ
ภาพ 19 รปู แบบแฟรก็ ทลั แบบรูปแตกกิ่ง
จากภาพจะเห็นไดวา ขั้นตอนการแตกตัวออกคร้ังที่ 1 คือ การเอาตัวตั้งตนมาลดขนาดและแทนที่
ลงไปแลว จะทาํ ใหเหน็ ผลลัพธที่ไดค ลา ยกบั รูปทรงเดมิ ของตวั เอง แตอยูในขนาดที่เล็กกวา การแตกตัวคร้ังท่ี 2
จะใชวิธีการเดียวกันกับท่ีการแตกตัวครั้งที่ 1 ทํากับตัวต้ังตน ในข้ันตอนการแตกตัวคร้ังท่ี 3 และครั้งที่ 4
ก็จะใชวธิ ีการทซ่ี ้าํ ในข้นั ตอนแรกเหมอื นกัน
กรณีศกึ ษาการเกิด Fractal แบบท่ี 3
กรณีศึกษาแบบที่ 3 เปนงาน 3 มิติ ท่ีมีลักษณะของ Fractal แบบรูปทรงลูกบาศกลบมุมโดยเกิดจาก
การแบงรูปสี่เหลี่ยมทรงลูกบาศกกออกเปน 8 กอน (แบงครึ่งออกจะได 4 สวนในแตละดาน) จากน้ัน
ลบมมุ ท่ีอยูดานขวาบนออก และทาํ ซ้ําขนั้ ตอนดังกลาวไปเร่อื ย ๆ
ภาพ 20 รปู แบบแฟร็กทลั แบบรปู ทรงลูกบาศกล บมุม
18
จากภาพจะพบวาการเกิด Fractal แบบน้ี เกิดจากการหาสวนท่ีคลายกับตัวต้ังตนเพื่อทําซํ้าขบวนการ
ตัวผลลัพธที่ไดมาไมไดมีรูปทรงคลายกันอยาชัดเจนกับตัวต้ังตน แตมีรองรอยที่คลายกัน คือ เหลือสวนท่ีเปน
เปน มมุ ดา นขวาบนเหลอื อยเู หมอื นกัน จงึ นาํ กระบวนการมาทําการทาํ ซํา้
กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบที่ 4
กรณีศึกษาแบบที่ 4 เปนงาน 2 มิติ ท่ีมีลักษณะของ Fractal แบบรูป Dragon curve โดยเกิดจาก
การสรา งเสน ตงั้ จากขนาดเทากันกนั 2 เสน จากนน้ั ทําการคัดลอกตัวเองและหมุน 90 องศา มาตอกับตัวตั้งตน
ท่ีจุดปลาย นําผลลัพธท่ีไดทั้งหมดมาทําการคัดลอกและหมุน 90 องศาอีกครั้ง และนํามาตอที่จดปลาย นํา
ผลลัพธที่ไดครัง้ น้ีมาทําซํ้าไปเร่อื ย ๆ
ภาพ 21 รูปแบบแฟร็กทลั แบบรูป Dragon curve
19
จากภาพจะพบวาการเกิด Fractal แบบน้ี ไมไดมีเร่ืองของการเปลี่ยนขนาดตัวต้ังตนเขามาเก่ียวของ
ขนาดทีใ่ หญขน้ึ เกิดจากกระบวนการทาํ ซํ้าไปเรื่อย ๆ โดยผลลัพธสดุ ทายแทบไมสามารถมองเห็นความคลายกัน
กบั ตวั ต้งั ตน ถาไมไดม องผา นกระบวนการ จะเห็นความคลายตัวเองเฉพาะผลลพั ธทอี่ ยตู ดิ กนั เทานั้น
จากการศึกษาอาจจะยังไมสามารถสรุปความหมายท่ีชัดเจนของ Fractal ได แตสามารถทําใหเขาใจ
ความหมายผานกระบวนการเกิดของ Fractal กลาวคือ แทจริงแลว Fractal ไมใชรูปทรงแตเปนกระบวนการ
การทําช้ํากฎหรอื กระบวนการกอ นหนาใหไ ดผ ลลัพธเพื่อนําผลลัพธท่ไี ดไ ปสูตวั ตงั้ ตน ทจ่ี ะใชกับกระบวนการเดิม
ไปเร่ือย ๆ
PROCESS / RULE SEED
กระบวนการ ตัวต้ังตน /ผลลัพธ
ภาพ 22 ไดอะแกรมของกระบวนการ Fractal
ตัวอยา งแฟรก็ ทัลทีส่ รางจากรูปเรขาคณิต
เสนโคงวอนค็อด (Von Koch Curve)
ซึ่งสรางไดโดยการแบงสวนของเสนตรงออกเปน
สามสว นเทา กัน ลบสวนท่ีอยูตรงกลางออก แลวแทน
สวนท่ีถูกลบออกดวยดานสองดานท่ียาวเทากับ
ความยาวของสวนท่ีถูกลบออก ทํากระบวนการ
เดียวกันนี้กับสวนของเสนตรงทุกเสนท่ีไดจากการทํา
ในรอบกอนหนา
ภาพ 23 เสนโคง วอนค็อด
20
สามเหล่ียมเซียรพินสกี (Sierpinski ภาพ 24 สามเหลีย่ มเซยี รพนิ สกี
Triangle) ซ่ึงสรางไดโดยการเช่ือมจุดกึ่งกลาง
ของแตละดานของรูปสามเหล่ียม ทําใหเกิดรูป
สามเหล่ียมดานเทาใหมส่ีรูป ทํากระบวนการ
เดิมน้ีกับรูปสามเหลี่ยมใหมที่อยูตรงมุมท้ังสาม
ของรูปสามเหล่ียมใหญ โดยไมสนใจรูป
สามเหลี่ยมใหมท่ีอยูตรงกลาง ทําซํ้าเชนน้ี
ตอไปเรื่อย ๆ ดงั ในรปู จะไดแฟร็กทลั ทมี่ ีลักษณะ
ซบั ซอ นและสวยงาม
น่เี ปนเพยี งบางตัวอยา งของแฟรก็ ทัลทส่ี รางจากรปู เรขาคณติ นอกจากนยี้ ังมีแฟร็กทลั อีกจํานวนมากที่
สรางจากรูปเรขาคณิต สาํ หรับผูที่รจู กั คนั ทอรเ ซต (Cantor set) ก็จะเหน็ วา คนั ทอรเ ซตเปน ตวั อยา งของ
แฟรก็ ทลั ท่สี รางจากสว นของเสนตรงเชน กนั
ภาพ 25 คันทอรเซต
21
แฟรก็ ทลั ทเ่ี กดิ จากจํานวนเชิงซอน
เราสามารถสรางแฟร็กทลั จากฟง กช นั คณิตศาสตรง า ย ๆ ได โดยการคาํ นวณคาของฟงกชันซํา้ ๆ กัน
แบบเวยี นเกดิ ในที่นจ้ี ะเนนเฉพาะแฟร็กทัลทีเ่ กดิ จากฟง กชนั พหนุ ามที่กาํ หนด โดยให
f ( z=) z2 + c
เม่ือ z และ c เปนจาํ นวนเชิงซอน โดยเร่ิมจากการเลือกจาํ นวนเชิงซอ น z0 หาคา ของฟงกช ันท่ี z0
โดยแทนคา z ดว ย z0 จะได f ( z0 ) ทําตอ ไปโดยแทน z ดวย f ( z0 ) จะได f ( f ( z0 )) ถา ทาํ ตอไปอกี
โดยแทน z ดว ย f ( f ( z0 )) จะได f ( f ( f ( z0 ))) ทําซํ้าเชน น้ตี อ ไปเร่ือย ๆ จะไดลาํ ดับของจํานวน
เชงิ ซอ น
z0 , f ( z0 ), f ( f ( z0 )), f ( f ( f ( z0 ))),...
ซง่ึ ถาเขยี นในรูปความสมั พนั ธเวียนเกิด จะได
zn+=1 zn2 + c
เมื่อ n เปนจาํ นวนเต็มท่ีไมเปนลบ จะได
=z1 ( z0 )2 +=c f ( z0 )
z=2 ( z1 )2 +=c
=z3 ( z2 )2 +=c f ( f (z0 ))
f ( f ( f (z0 )))
เราเรยี กลําดบั ของจํานวนเชิงซอน z0 , z1, z2 , z3 ,วา วงโคจรของ z0
ตัวอยา ง เมื่อ c =−0.4 + 0.6i และ z=0 0.5 + i จะได
z1 =(0.5 + i )2 − 0.4 + 0.6i =−1.15 + 1.6i
z2 =(−1.15 + 1.6i )2 − 0.4 + 0.6i =−1.6375 + 3.08i
z3 =(−1.6375 + 3.08i )2 − 0.4 + 0.6i =−7.205 + 10.687i
22
จเู ลยี เซต (Julia set)
ในลาํ ดบั แรกเราจะใหน ยิ ามของฟล ดจูเลียเซต (Filled Julia set) ซ่ึงแทนดวย K, สว นจูเลยี เซตคอื
ขอบ (Boundary) ของเซต Kc
สาํ หรับจาํ นวนเชงิ ซอน C แตละจํานวนทเ่ี ปน คา คงตัว เลอื ก z0 ในระนาบเชิงซอนใหเปน จดุ เรม่ิ ตน
หาวงโคจรของ z0 ทเ่ี กิดจากการใชฟง ก็ชนั f ( z=) z2 + c ซ้ําๆ กนั ถาวงโคจรของ z0 อยูใ กลกัน ไมลู
ออกสอู นนั ต แลว z0 เปนสมาชกิ ของ Kc ในกรณนี จ้ี ะกําหนดสดี าํ ใหแ กจ ุด z0 แตถ าวงโคจรของ z0 ลูออกสู
อนันต แสดงวา z0 ไมเ ปนสมาชิกของ Kc ในกรณนี จ้ี ะกําหนดสขี าวใหแกจุด z0 เพ่อื ความละเอียดและ
สวยงาม อาจกาํ หนดสีใหแตกตา งกัน ซ่งึ ข้นึ อยูกบั ความเร็วทีว่ งโคจรนัน้ ลอู อกสูอ นันต
คําถามคอื จะรูไ ดอยางไรวาเม่ือใดวงโคจรจะลูออกสอู นนั ต มีทฤษฎีที่สามารถพสิ จู นไดไมยากวา ถามี
j ซง่ึ ทาํ ให z0 > max{ c ,2}แลว สมาชกิ ของวงโคจรถัดไปจาก z j จะหา งไกลจากจุดกําเนดิ ออกไปเร่ือย ๆ
และลอู อกสูอนนั ต ดงั นนั้ ในกรณีท่ี c ≤ 2 เราเพยี งตรวจสอบวา มี j ท่ีทาํ ให z j > 2 หรอื ไม ถามี j แสดง
วา วงโคจรของ z0 ลอู อกสอู นนั ต
ภาพ 26 สีดําคือฟล ดจ ูเลียเซต เมือ่ c =−0.4 + 0.6i
จากตัวอยางขา งบน จะเหน็ วา c ≈ 0.7211 และ z2 ≈ 3.4882 ซ่ึงมคี ามากกวา 2 ดังนน้ั วงโคจร
ของ z0 จะลูออกสอู นันต น่นั คือ z=0 0.5 + i เปนสมาชิกของเซต Kc เม่ือ c =−0.4 + 0.6i จะเหน็ วา
แตล ะ c ทีต่ า งกนั จะไดเซต Kc ท่ีตา งกนั ดงั นั้นจึงมีจูเลียเซตเปนจาํ นวนอนันต
23
แมนเดลบรอตเซต (Mandelbrot set)
แมนเดลบรอตเซต คือเซตของจดุ ในระนาบเชงิ ซอนท่เี กิดจากฟงกช ัน
zn+=1 zn2 + c
เชน กนั แตตา งกนั ตรงทก่ี ารสรางแมนเดลบรอตเซต จะเร่ิมตนจาก z0 ท่ีเปนจุดกําเนดิ เสมอ สวน c จะ
แปรเปลยี่ นไปในระนาบเชิงซอน ดงั น้ัน แมนเดลบรอตเซต คอื เซตของจาํ นวนเชงิ ซอ น c ท้ังหลายท่ีมีผลทาํ ให
วงโคจรของ z0 = 0 ไมลอู อกสอู นนั ต ในกรณีนจี้ ะกําหนดสดี ําใหจุด c และกาํ หนดสขี าวใหจดุ c ท่ที ําใหวง
โคจรของ z0 = 0ลอู อกสูอนันต หรือจะกาํ หนดสีอน่ื ๆ เพื่อความสวยงามกไ็ ด และจะกาํ หนดสใี ดข้นึ อยูกับวา
วงโคจรน้นั ลูอ อกสูอนนั ตเ รว็ หรือชาเพยี งใด
ภาพ 27 สดี าํ คือแมนเดลบรอตเซต
บทที่ 3 สามเหล่ียมเซียรพ นิ สกีเปน ยังไงนะ
• สิ่งใดคอื สามเหลยี่ มเซยี รพนิ สกี
• ความสมั พันธเ ชงิ ตัวเลขท่ซี อนอยูในรูปสามเหล่ยี ม
เซียรพนิ สกี
25
ส่งิ ใดคอื สามเหล่ียมเซยี รพนิ สกี
รูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี (Sierpinski Triangle) เปนแฟร็กทัลประเภทหน่ึงของรูปเรขาคณิต ไดรับ
การต้ังช่ือครั้งแรกในป ค.ศ. 1970 โดยนักคณิตศาสตรชื่อ เบอนัว มองเดลโบร (Benoit Mandelbrot)
สรางขึ้นโดยกระบวนการทําซ้ํา โดยจะเร่ิมจากรูปสามเหลี่ยมดานเทาหน่ึงรูป และครั้งตอไปจะใชรูปท่ีเกิดข้ึน
เปนรูปใหมท่ีจะสรางตอไป โครงสรางที่ซับซอนดังกลาวมีความนาสนใจ ดวยความงดงามที่มีอานุภาพ
สมบัติทางคณิตศาสตรและความสัมพันธเชิงตัวเลขที่ซอนอยูในโครงสรางน้ี ปรากฏใหเห็นมากมาย
อยางนาอัศจรรย มกี ระบวนการสรา ง ดังนี้
1. เร่มิ จากรปู สามเหลี่ยมดา นเทา 1 รปู
2. ลดมาตราสว นของความยาวดา นลงครึง่ หน่งึ
3. ทําสาํ เนา 3 รูป
4. ตดิ รปู ทส่ี าํ เนาไว ซ่งึ มีขนาดเล็กลง 3 รปู ไวท ่ีมุมของรูปสามเหล่ียมเดิม
5. จดั รูปสํานา 3 รูป (ดังขอ 4) ไวดวยกันใหเ ปน รูปเดยี ว
6. จากขอ 5 ดาํ เนนิ การซ้าํ ต้ังแตกระบวนการในขอ 2 ลงมา
โดยมแี ผนผังทแี่ สดงการสรางดงั น้ี
ภาพ 28 กระบวนการสรา งรูปสามเหลี่ยมเซยี รพ นิ สกี (Sierpinski Triangle)
เม่ือดาํ เนินการตามกระบวนการดงั กลา ว โดยใชโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad (GSP)
แลว จะไดรูปสามเหลยี่ มเซียรพนิ สกี (Sierpinski Triangle) มีลกั ษณะ ดงั ตอไปนี้
26
ภาพ 29 การสรา งรูปสามเหลี่ยมเซยี รพ ินสกี (Sierpinski Triangle) ขนั้ ท่ี 0 ถึง ขัน้ ท่ี 5 ตามลําดบั
โดยการทาํ กระบวนการขา งตนซํ้าแลว ซ้ําอกี โดยแตละครัง้ จะใชรปู ท่เี กดิ ขน้ึ เปนรปู ใหมท่ีจะสรางตอไป
โครงสรางท่ีซับซอนนาต่ืนตาตื่นใจดวยความงามที่มีอานุภาพและสมบัติทางคณิตศาสตรจะเร่ิมปรากฏออกมา
จากกระบวนการสรางรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี (Sierpinski Triangle) ขางตน จะเห็นวาผูเรียน
ไดใ ชกระบวนการทางวิศวกรรมสรางแบบรูปที่มีคุณสมบัติคลายตนเอง (Self-similarity) เพ่ือศึกษาสมบัติทาง
คณติ ศาสตรและความสัมพนั ธเ ชิงตัวเลขท่ีซอนอยใู นโครงสรา งน้ี
27
ความสัมพนั ธเ ชงิ ตวั เลขที่ซอ นอยใู นรปู สามเหลี่ยมเซยี รพินสกี
ความสัมพนั ธเชิงตัวเลขท่ีนา สนใจหลายเรอื่ งสามารถสาํ รวจและคนหา ทาํ ใหอยูในรูปทั่วไป (General
Form) ไดโ ดยใหน กั เรียนใชรูปสามเหลย่ี มเซียรพ นิ สกที ่สี รางขนึ้ โดยใชโปรแกรม The Geometer's
Sketchpad (GSP) บางเรอ่ื งไดใหไวใ นตารางตอไปน้ี
ตาราง 1 ความสัมพันธเ ชิงตัวเลขในรปู สามเหล่ียมเซยี รพินสกี
รูปสามเหล่ียมเซียรพนิ สกี 012345 n
ขั้นท่ี
จํานวนรูปสามเหล่ียมสที ึบ 1 3 9 27 81 243 3n
จาํ นวนรปู สามเหลย่ี มสขี าว 0 1 4 13 40 121 3n − 1
2
จํานวนจุดยอดมมุ ของรูปสามเหลี่ยมสีทึบ an−1 + 3n
3 6 15 42 123 366 (a0 = 3)
จาํ นวนจุดยอดมมุ ของรปู สามเหลย่ี มสขี าว 0 3 12 39 120 363 3 3n − 1
2
อตั ราสว นระหวา งจํานวนรูปสามเหล่ียมสีทึบ 3n
4
( )กับจํานวนรูปสามเหลี่ยมท้ังหมด
1 3 9 27 81 243
4 16 64 256 1024
3n
3 9 27 81 243 2
2 4 8 16 32
เสนรอบรปู รอบ ๆ รปู สามเหลีย่ มสีทบึ ( )1
ตัวอยา ง การหาพจนทวั่ ไปของลาํ ดับของจาํ นวนรปู สามเหลย่ี มสที ึบ
ลําดับของจํานวนรปู สามเหล่ยี มสีทึบในรูปสามเหลยี่ มเซยี รพินสกี คือ 1, 3, 9, 27, 81, 243 , ...
เราจะหาพจนทว่ั ไปของลําดับ 1, 3, 9, 27, 81, 243, … ไดดงั นี้
กาํ หนดให n แทน จาํ นวนขนั้ ของการสรางรูปสามเหลี่ยมเซียรพนิ สกี และ
an แทน พจนท่ี n ของลําดับของจาํ นวนรปู สามเหลี่ยมสีทบึ
จากลําดับ 1, 3, 9, 27, 81, 243, … เราจะไดวา
28
a0 = 1= 30
a1 = 3= 31
a2 = 9= 32
a=3 27= 33
a4= 81= 34
a=5 24=3 35
an = 3n
ดังน้ัน ลําดับ 1, 3, 9, 27, 81, 243, … นี้ จะมีพจนท่ัวไป คือ an = 3n เราจึงไดวา จํานวนรูป
สามเหลี่ยมสที บึ ในรปู สามเหล่ยี มเซียรพินสกี คือ an = 3n เมื่อ n แทน จํานวนขั้นของการสรางรูปลามเหลี่ยม
เซยี รพนิ สกี
ในสภาพท่ีกําหนดใด ๆ ข้ันตอนถัดไปจะมีรูปสามเหล่ียมเปนสามเทาของช้ินสวนรูปสามเหล่ียมเสมอ
ดงั นั้นรูปจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แตสภาพที่จํากัด ภาพท่ียอสวนยังจะอยูเหมือนภาพทั้งภาพแนนอน ภาพ
ในอุดมคติเชนนี้คือส่ิงท่ีเปนรูปธรรม ภาพท่ีดีที่สุดที่สามารถแสดงไดคือ ขั้นตอนจํากัดบางขั้น ซึ่งผูสอนอาจ
เช่ือมโยงใหผูเรียนเกิดมโนทัศนทางคณิตศาสตร เรื่องลําดับจํากัด (Finite Sequence) และลําดับอนันต
(Infinite Sequence)
บทท่ี 4 แฟร็กทัลมีประโยชนแ นหรอื
• มติ แิ ฟร็กทัล
• รักษาโรคดวยแฟรก็ ทัล
• แฟร็กทัลอนั ชาญฉลาดทรี่ ูทันเศรษฐกิจ
• แฟร็กทัลอยูในชวี ิตประจาํ วันของเรา
30
มิติแฟร็กทัล
แฟร็กทัลที่เต็มไปดวยสมบัติอันนามหัศจรรยดูเหมือนในนั้นจะมีมิติพิเศษซอนอยูดวย มาดูดีกวา
วาส่ิงที่คาดเดาไวถูกตองหรือไม ในทางคณิตศาสตรไมวาความยาวของเสนตรง 1 มิติจะยาวเทาใดก็ไมอาจ
เติมเต็มระนาบ 2 มติ หิ รอื ปริภูมิ 3 มติ ไิ ด แตเสน โคงในเกล็ดหิมะค็อคซ่ึงลอมรอบพ้ืนที่อันจํากัด และความยาว
รอบรปู ท่ีไมส ้นิ สุดคอนขา งแตกตางจากเสนตรง 1 มิติ พิจารณาจากภาพสวนยอ ยของเกลด็ หิมะค็อคใกล ๆ
ภาพ 30 สว นขยายของเกลด็ หมิ ะค็อด
ไมวาจะขยายภาพเพ่ือใหเห็นในระยะใกลแคไหน เกล็ดหิมะค็อคจะยังคงขรุขระเชนเดิมเสมอ
ซ่งึ หมายความวาเสนโคง น้ไี มใ ชเสนตรง 1 มติ ทิ ั่วไป ถาอยางน้ันจะเปน 2 มิติใชหรือไม แตเทาที่พิจารณาดูแลว
ก็ไมใชรูปรางในระนาบจึงไมอาจเรียกวา 2 มิติได เพราะความยาวอันไมมีที่สิ้นสุดจึงมีขนาดใหญกวา 1 มิติ
ท่วั ไป แตโ ดนจาํ กดั ขนาดพื้นท่ี ทาํ ใหต องอยูใน 2 มติ ิ
ดังนัน้ มองแดลโบรจึงสรางแนวคิดของมิติใหมท่ีเรียกวามิติก่ึงกลางระหวางมิติท่ี 1 และมิติท่ี 2 นั่นคือ
มิติทศนิยม (decimal dimension) ซึ่งไมวาจะหยิบยกสวนใดสวนหน่ึงของเสนโคงค็อคหรือชายฝงทะเล
ที่มีขนาดเล็กมากเพียงใด ก็ไมสามารถวัดความยาวได แตมีความแตกตางเล็กนอยในความขรุขระ ระดับของ
ความขรขุ ระนสี้ ามารถเกดิ มิตทิ ่แี ตกตางกนั ขึ้นมา ตอ ไปมาเรียนรูเกี่ยวกบั การปรากฏข้ึนของมิติใหมกัน
ภาพดานลางสรางข้ึนโดยการเพ่ิมความยาวดานของรูปสี่เหล่ียมจัตุรัสใหเปน 2 เทาของรูปสี่เหลี่ยม
จัตรุ สั เดมิ ความยาวรอบรูปของรปู สี่เหลย่ี มจตั รุ ัสใหมเพม่ิ ขน้ึ เปน 2 เทา ในขณะทพี่ น้ื ทเี่ พิ่มข้ึนเปน 4 เทา
ภาพ 31 พ้นื ทขี่ องรปู ส่เี หลี่ยมท่ีเกดิ จากการเพิ่มความยาวดาน
31
คราวนี้มาเพ่ิมความยาวดานของลูกบาศกใหเปน 2 เทา ความยาวดานของลูกบาศกใหมเพ่ิมขึ้นเปน
2 เทา พ้ืนที่ผิวเพ่ิมข้ึนเปน 4 เทาเชนเดียวกับกรณีกอนหนาน้ี แตปริมาตรของลูกบาศกเพิ่มข้ึนจากเดิมถึง
8 เทา
ภาพ 32 ปริมาตรของลูกบาศกท่ีเกดิ จากการเพิ่มความยาวดาน
ในกรณีนี้ 2 มาจาก 2 ×1 =21 เทา 2 × 2 =21 หรือ 4 เทา 2 × 2 × 2 =23 หรือาสังเกตไดวา
จํานวน 1, 2 และ 3 นีเ้ ปน มติ ิท่ี 1 คือเสน มิติที่ 2 คอื ระนาบ และมิตทิ ่ี 3 คือพ้ืนท่ี เพราะความยาวท้ังหมดของ
ดานเปน 1 มิติ ความยาวจึงเพ่ิมเปน 21เทา พ้ืนที่เปน 2 มิติ จึงเพ่ิมเปน 22 เทา และปริมาตรเปน 3 มิติ
จึงเพมิ่ เปน 23 เทา
เฟลิกซ เฮาสดอฟฟ (Felix Hausdorff: ค.ศ. 1868-1942) นักคณิตศาสตรชาวเยอรมันใช
ขอเท็จจริงน้ีอธิบายวา เมื่อขยายรูปรางข้ึน x เทา ปริมาณเกิดการเปล่ียนแปลงเปน x n เทา จะเรียกมิติของ
รูปรางนั้นวา n มิติ และเรียกมิติเชนนี้วา มิติเฮาสดอฟฟ (Hausdorff dimension) ตามคํานิยามของ
มิติของเฮาสดอรฟ เสนโคงหรือเสนตรงปกติและรูปรางจะถือวาเปน 1 มิติและ 2 มิติตามลําดับ แตรูปราง
แฟร็กทลั ไมม ีทางจะปรากฏเปนมติ ทิ ี่เปนจํานวนเตม็ ได
ถาอยางนั้นแฟร็กทัลจะปรากฏขึ้นในมิติใด ดูตัวอยางรูปรางงาย ๆ ของแฟร็กทัล น่ันก็คือเกล็ดหิมะ
ค็อคซ่ึงสรางข้ึนมาโดยใชเสนตรง ตามกฎนี้จะทําใหคิดไดวามันคือ 1 มิติ ตอไปจะขยายเกล็ดหิมะค็อคเปน
3 เทาอยางทเี่ คยทํากบั ลกู บาศกท ี่ไดยกตวั อยา งไป
ในตอนนี้หากพยายามจะวัดความยาวดานของเกล็ดหิมะค็อคถือวาเปนเรื่องที่ไรความหมายไปเลย
เพราะไมวา จะกอนหรือหลงั ขยายภาพ ความยาวดา นของเกล็ดหิมะนีก้ ไ็ มม ีที่สิน้ สุดอยูแลว
แฟร็กทัลเหลาน้ีไมไดสรางขึ้นไดแคในระนาบสองมิติเทานั้น แตยังพบปรากฏการณท่ีคลายกันน้ี
จากทรงสี่หนาและทรงหกหนาอีกดวย โดยทําซํ้าวิธีการเดียวกันกับรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกีในแตละหนา
เพื่อสรางพีระมิดเซยี รพินสกี
32
ภาพ 33 แฟร็กทลั ทเ่ี กิดจากการสรา งดว ยวิธกี ารเดียวกบั สามเหล่ียมเซยี รพ นิ สกี
นอกจากนี้ยังสรางฟองนํ้าเมงเงอร (Menger sponge) ไดโดยการแบงแตละหนาของลูกบาศก
ออกเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก 9 รูปเทา ๆ กัน และเมื่อนําลูกบาศกขนาดเล็กที่อยูตรงกลางของ
แตละหนาซึ่งมี 6 ลูก และลูกบาศกที่อยูตรงกลางภายในอีก 1 ลูก รวม 7 ลูกออก จะทําใหลูกบาศกใหญ
ถูกแบงออกเปนลูกบาศกเล็กจํานวน 27 ลูก ฟองน้ําเมงเงอรเปนรูปทรงที่สรางข้ึนโดย คารล เมงเงอร (Kar
Menger: ค.ศ. 1902-1985) นักคณติ ศาสตรซ าวออสเตรยี ลองดภู าพในวา มสี วนใดขาดหายไป
ภาพ 34 ฟองน้าํ เมงเงอร (Menger sponge)
จํานวนทรงสี่หนาของพีระมิดเซียรพินสกีและจํานวนลูกบาศกของฟองนํ้าเมงเงอรเพิ่มข้ึนอยางไมมี
ท่ีสิ้นสุด อีกทั้งพ้ืนที่ผิวก็เพิ่มขึ้นอยางไมมีที่ส้ินสุดอีกดวย แตพื้นที่วางภายในยังคงขยายตัวตอเนื่องอยูใน
ขอบเขตของทรงสห่ี นาและลกู บาศก ซ่งึ หมายความวา พ้นื ทผี่ ิวจะเพิ่มข้ึนอยางไมมีที่ส้ินสุด ขณะที่ปริมาตรใกล
จะมีคาเปน 0 ซงึ่ เปน ปรากฏการณที่พบไดเ ฉพาะในแฟรก็ ทัลเทานน้ั
ภาพ 35 การสรา งฟองนํ้าเมงเงอร
33
คราวนี้จะมาดูฟองนํ้าเมงเงอรซ่ึงเปนรูปราง 3 มิติที่ไดกลาวถึงวิธีการสรางแบบคราว ๆ ไปแลว
เมื่อแบงแตละหนาของลูกบาศกออกเปน 9 สวน ดังนั้นจะไดลูกบาศกขนาดเล็ก 27 ลูก เราจะนําลูกตรงกลาง
ของแตละหนา ออกท้งั หมด 6 ลกู รวมถึงลูกท่ีอยตู รงกลางลกู บาศกอ กี 1 ลูก รวมทั้งหมด 7 ลกู
จากนน้ั ทาํ ซํ้าขน้ั ตอนเดิมไปเรอ่ื ย ๆ จํานวนลกู บาศกข นาดเล็กจะเพิ่มขึ้นเร่ือย ๆ ขณะเดียวกันพ้ืนที่ผิว
และพน้ื ที่วา งภายในลกู บาศกก็จะเพ่ิมมากข้ึนไปดวย จนสุดทายปรมิ าตรของลูกบาศกจ ะมีคา เขา ใกล 0
แมภายนอกจะดูเปนรูปทรง 3 มิติ แตถาปริมาตรเขาใกล 0 จึงทําใหรูปทรงน้ี ไมอาจเรียกไดวาเปน
3 มิติ และภาพรวมยงั ไมใ ชเสนโคงท่ีราบเรียบหรือพ้ืนผิวเรียบ ดังนั้นก็ไมใช 2 มิติอีกดวย สรุปฟองนํ้าเมงเงอร
มกี ่ีมติ กิ นั แน มาลองใชว ธิ ีการเดยี วกนั ทเี่ คยใชในเกล็ดหมิ ะคอ็ คดู
ภาพ 36 สว นขยายของฟองนํ้าเมงเงอร
เมอื่ ขยายภาพฟองน้าํ เมงเงอรเ ปน 3 เทา แลว สงั เกตสว นท่เี ปน ลูกบาศกในวงกลม จะเห็นวาในวงกลม
จะมีลูกบาศกสีชมพูอยู 20 ลูก น่ันคือพื้นท่ีผิวของฟองน้ําเมงเงอรเพิ่มขึ้น 20 เทา ถาหาไดวาตองมี 3 กี่ตัว
ท่ีคูณกันแลวได 20 คําตอบน้ันก็คือมิติของฟองนํ้าเมงเงอร เนื่องจาก 3× 3 =9 และ 3× 3× 3 =27 มิติ
ฟองนํ้าเมงเงอรจึงเปนจํานวนที่อยูระหวางจํานวนเฉพาะ 2 กับ 3 และเพราะวา 32.73 ≈ 20 ดังน้ันฟองนํ้า
เมงเงอรจ ึงมีมติ เิ ปน 2.73
ตามคํานิยามของมิติเฮาสดอฟฟแสดงใหเห็นวาแฟร็กทัลเปนมิติทศนิยม กรณีเสนโคงแฟร็กทัลที่
เติมเต็มดานจะปรากฏอยูระหวางมิติท่ี 1 หรือมิติท่ี 2 ขึ้นอยูกับวาจะโคงเพียงใด ย่ิงเสนโคงแฟร็กทัลใกลเคียง
กับเสนตรงมากเทา ไรกย็ ่งิ เขาใกล 1 มติ ิมากเทาน้ัน แตถาโคงมากขึ้นเร่ือย ๆ จนเกือบเต็ม จะไดแฟร็กทัลที่เขา
ใกล 2 มิติ
34
รักษาโรคดว ยแฟร็กทลั
ก า ร ท่ี มิ ติ แ ฟ ร็ ก ทั ล เ ป น มิ ติ ท ศ นิ ย ม มี
ความสําคัญมากเลยหรือ คําตอบคือ ใชแลว มิติ
ทศนิยมน้ีมีประโยชนในหลากหลายดาน เพราะตอนน้ี
กําลังมีการทําวิจัยเพ่ือวินิจฉัยและรักษาโรคของมนุษย
โดยใชแ ฟร็กทลั ทีม่ ีมติ ิทศนยิ ม
โรคพารคินสัน (Parkinson's disease) เปน
ภาพ 37 ผูปวยโรคพารคนิ สัน หน่ึงในโรคที่สําคัญที่เกิดขึ้นในผูสูงอายุ เชนเดียวกับ
โรคสมองเสื่อมโดยมีสัดสวนผูสูงอายุที่อายุ 60 ปข้ึนไป
ไปซ่ึงปวยเปนโรคน้ีอยูประมาณ 1 ใน 1,000 คน การสังเกตอาการในระยะแรกเปนสิ่งสําคัญ แตเนื่องจาก
อาการปรากฏอยา งชา ๆ จึงไมร ูวา จะปวยเปนโรคนี้ตอนไหน
อาการของผูปวยโรคน้ีคือกาวขาลําบากหรือกาวเทาส้ัน ๆ และมีการทรงตัวท่ีไมดี แตเม่ือลองสังเกต
และวิเคราะหการเดินที่ผิดปกติของผูปวยอยูสัก 2-3 นาที ผลลัพธที่ปรากฏคลายคลึงกับการเดินตลอดทั้งวัน
นน่ั คอื มีรปู แบบของแฟรก็ ทัลซอนอยูใ นนน้ั
การปรากฏตัวของรูปแบบแฟร็กทัลเหลาน้ีในรางกายมนุษยไมไดมีเพียงแคการเดินท่ีผิดปกติของ
โรคพารคินสันเทานั้น แตยังรวมถึงอัตราการเตนของหัวใจท่ีผิดปกติหรือคล่ืนสมองของผูปวยที่มีภาวะซึมเศรา
หรือภาวะสมองเสื่อม ดังน้ันนักวิทยาศาสตรจึงสังเกตเห็นโรคน้ีลวงหนาและเร่ิมมองหาวิธีใชแฟร็กทัลใน
การรกั ษา มาดูกันดีกวา วาพวกเขาใชวธิ ใี ดในการรกั ษา
มีการพัฒนาอุปกรณท่ีติดเซ็นเซอรไวกับรางกายผูปวยโรคพารคินสัน เพื่อรวบรวมขอมูลเก่ียวกับ
ความเร็วกบั ทา ทางการเดนิ แลววิเคราะหดวยคอมพิวเตอร จนไดเห็นผลลัพธของมิติแฟร็กทัลของผูปวยวาเปน
มิติท่ี 1.48 และสําหรับคนปกติจะอยูท่ีประมาณ 1.3 ตัวเลขเหลาน้ีใชระบุขอบเขตอาการของผูปวยวาอยูใน
ขั้นใดและใชสําหรับปรบั เปลย่ี นยา ซ่ึงจะชวยลดผลขา งเคยี งของการใชย า
นอกจากนอ้ี ตั ราการเตน ของหวั ใจยังดงึ ดูดความสนใจของนักวิจัยแฟร็กทัลดวยคนสุขภาพดีดูเหมือนมี
อัตราการเตนของหัวใจปกติ แตในความเปนจริงย่ิงเปนคนสุขภาพดี ย่ิงมีอัตราการเตนของหัวใจผิดปกติ
เหมือนกับรูปแบบของความอลวนยังไงละ
35
ดงั นัน้ อัตราการเตนของหัวใจตามลักษณะของโรคหัวใจท่ีปรากฏออกมาจึงเปนมิติแฟร็กทัลและทําให
เกดิ คาตาง ๆ ตามมา เชนเดียวกับการศึกษาวิจัยโรคพารคินสันในตอนนี้ นักวิจัยจึงพยายามศึกษาคนควาวิจัย
มิตแิ ฟรก็ ทลั ของผปู ว ยโรคหวั ใจเพ่ือนํามาใชใ นการวินจิ ฉยั และรักษาอาการปวยของผูปวย
แฟร็กทัลยังใชในการรักษาอาการปวยทางจิต เชน ภาวะซึมเศราและภาวะสมองเส่ือมภาวะสมอง
เส่ือมสามารถแบงออกเปน 2 ประเภทข้ึนอยูกับสาเหตุ แนนอนวาการรักษาก็ยอมตางกันไปดวย แตหากวัด
คล่ืนสมองของผูท่ีมีภาวะสมองเสื่อมจะพบรูปแบบแฟร็กทัลไดหลากหลายมากขึ้นอยูกับประเภทของภาวะ
สมองเสื่อม แมผลลัพธนั้นจะมีสวนชวยในการรักษาได แตถึงอยางน้ันก็ยังวิเคราะหไดยากวาเปนภาวะสมอง
เสอื่ มประเภทใดและยากตอการรกั ษาไดท ันทวงที
งานวิจัยเกี่ยวกับการหาสัญญาณแฟร็กทัลในรางกายมนุษยและใชเพื่อการพัฒนาทางการแพทยได
ดําเนินการมานานกวา 30 ปแลว แตยังมีอีกหลากหลายสวนงานท่ีใชประโยชนจากแฟร็กทัลได ไมมีอะไร
เหมาะสมกบั รา งกายอนั ลึกลับของมนุษยไดด ีเทาแฟร็กทัลอีกแลว
36
แฟร็กทัลอนั ชาญฉลาดท่รี ูทนั เศรษฐกิจ
"วันน้ีหุนก็ตกอีกแลว" หรือ "ราคาน้ํามันดิบระหวางประเทศสูงขึ้นอีกแลว" เคยไดยินผูใหญพูดถึง
เร่ืองนี้ในหนังสือพิมพหรือในขาวบางไหม ฟงดูเหมือนจะเปนเร่ืองยากใชไหม แตขอมูลเหลาน้ีมีอิทธิพลตอ
การใชช ีวติ มากเลยนะ เพราะฉะนัน้ รไู วก็ดี รูเร่ืองแฟรกทัลก็เหมือนลํ้าหนาคนอื่นไปหน่ึงกาว ราคาหุน วัตถุดิบ
หรือนาํ้ มันดบิ ลว นแลว แตเ กีย่ วขอ งกบั แฟรก็ ทลั
มองแดลโบรซ่ึงเปนผูสรางแฟร็กทัลก็ยังเปนนักเศรษฐศาสตรอีกดวย เขาพบวาราคาหุนและวัตถุดิบ
มสี มบตั ขิ องแฟร็กทลั ซึ่งหมายความวา ราคาหนุ หรือราคาสนิ คาโภคภณั ฑไดรบั ผลกระทบจากราคากอ นหนา
นอกจากนี้ยังหมายความวา รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงราคาในระหวางวัน จะมีลักษณะคลายกับ
รปู แบบของการเปลีย่ นแปลงราคาในชวงเดอื นหรือป
ในความเปนจริงเอดการ ปเตอรส (Edgar Peters) ซ่ึงเคยทํางานกับบริษัทลงทุนสหรัฐฯ สรุปแลว
แมวาราคาหนุ จะทะยานอยางดุเดือด วิเคราะหไดโดยใชรูปแบบท่ีเหมาะสม Panagora Asset Management
ไดวิเคราะหดัชนีราคาหุนในนิวยอรกโดยใชขอมูลตั้งแต ป ค.ศ. 1928-1989 ทําใหเราไดเห็นวาดัชนีหุนมี
รปู แบบทีแ่ นน อนและเปนมิติแฟร็กทลั 2.33 มติ ิ
ภาพ 38 กราฟแสดงการเปล่ยี นแปลงของดชั นหี นุ ประเทศเกาหลชี ว งหลังป ค.ศ. 1980
โดยใชแฟรก็ ทลั มาวเิ คราะหเสนที่มีลักษณะผดิ ปกติ
37
แฟรก็ ทลั อยูในชวี ิตประจาํ วันของเรา
ในชีวิตประจําวันยังมีการใชรูปทรงเรขาคณิตแฟร็กทัลมากมาย ไมวาจะเปนเสื้อกันหนาวขนหาน
ท่ีสวมใสกันในฤดูหนาว เพราะขนหานมีโครงสรางแฟร็กทัลอยู และโครงสรางแฟร็กทัลของขนหานน้ีเอง
ทีส่ ามารถกกั เก็บความอบอุนได
มีการใชประโยชนจากแฟร็กทัลในหลายวิชา เชน ทางการแพทย ท่ีตองตรวจวิเคราะหอวัยวะ
ในรางกายท่ีผิดปกติ เชน ปอดหรือกอนเนื้อราย ซ่ึงสวนใหญจะเปนรูปเหมือนแฟร็กทัล ทําใหสามารถวินิจฉัย
และรักษาโรคได ทางดาราศาสตรใชแฟร็กทัลศึกษาโครงสรางของจักรวาล ทางอุตุนิยมวิทยาใชแฟร็กทัลใน
การพยากรณอ ากาศ และทางเศรษฐศาสตรการเงิน ใชแฟรก็ ทลั ในการวิเคราะหตลาดหุน เปนตน
ภาพ 39 สรา งจากคอมพวิ เตอร หลงั จากที่มีการคน พบแฟร็กทลั ไดไมนาน การใชประโยชน
โดยใชแฟรก็ ทลั จากแฟร็กทัลไดพัฒนาไปอยางรวดเร็ว ในที่น้ีจะยกตัวอยางการใช
แฟร็กทัลในวงการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในชีวิตประจําวัน
นักออกแบบกราฟฟกใชแฟร็กทัลในการสรางภาพเสมือนจริง
เพ่ือใชในวงการภาพยนตรและเกมคอมพิวเตอร โดยใชหลักการ
ในทํานองเดียวกับการสรางแฟร็กทัลจากรูปเรขาคณิต คือเร่ิมจาก
รูปเรขาคณิตงาย ๆ แลวกระทําการอยางใดอยางหน่ึงซ้ํา ๆ กัน
จนไดเปนภาพท่ีซับซอน ภาพทิวทัศนหรือภาพของสิ่งที่ไมมีในชีวิต
จรงิ สามารถสรา งไดจ ากแฟรก็ ทลั ภาพภเู ขา น้าํ และเมฆ
Star Trek II - The Wrath of Khan เปนภาพยนตรเรื่องแรกท่ีสรางภาพโดยใชแฟร็กทัล นอกจากนี้
การเก็บขอมูลในคอมพิวเตอรก็ใชประโยชนจากแฟร็กทัลในการบีบอัดขอมูลภาพใหเหลือนอย ซ่ึงทําให
ประหยัดเวลาและพ้ืนท่ีในการเก็บบันทึกขอมูล นอกจากน้ีในภาพยนตรยังสามารถแสดงภาพภูมิประเทศ
อันขรุขระไดเหมือนจริงโดยใชทฤษฎีแฟร็กทัล ดาวเคราะหท่ีปรากฏในภาพยนตรเร่ือง Star Wars: The
Return of the Jedi ถือเปน แฟร็กทลั ที่ยอดเย่ียมท่สี รางข้ึนจากคอมพิวเตอรก ราฟก
ปจจุบันนักวิทยาศาสตรและวิศวกรไดคิดคนเทคโนโลยีใหม ๆ ในป ค.ศ. 2002 บริษัท Fractal
Antenna Systems, Inc. ในประเทศสหรัฐอเมริกา ไดจดสิทธิบัตรเสาอากาศสําหรับระบบส่ือสารไรสาย โดย
วัสดุทใ่ี ชร บั สง สญั ญาณมีรูปรา งเหมือนแฟร็กทัล ทําใหวัสดุมีขนาดเล็กกะทัดรัดและเบา แตมีความยาวของเสน
รอบรูปคอ นขางสูง ซง่ึ ชวยใหการรับสง สญั ญาณมีประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
38
ภาพ 40 ตัวอยา งของแฟร็กทัลบนเสาอากาศ
ที่สําคญั คือรปู ของแฟรก็ ทัลเปนศิลปะที่สวยงาม ศิลปน จาํ นวนมากสรางผลงานโดยใชแฟร็กทัล เชน
M.c. Escher ท่สี รางภาพเทสเซเลชนั (Tesselation) แบบแฟร็กทัล หรอื Roger Johnston ท่ีสรางภาพ
ดอกบวั (Water Lilies)
ภาพ 41 "Circle Limit III" ภาพ 42 "Water Lilies"
ผลงานเทสเซเลชน่ั ของ M.C. Escher ของ Roger Johnston
39
บรรณานกุ รม
ทวิช กองพลิ า. (2558). เรขาคณติ กับสถาปต ยกรรม : การแปลงความสมั พันธทางเรขาคณิตสกู ารออกแบบ
สถาปต ยกรรม (ปริญญานพิ นธมหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรงุ เทพมหานคร.
ปยะวัฒน ศรสี ังวาลย. (2560, พฤษภาคม-สิงหาคม). ความงามทางคณติ ศาสตรก ับสะเตม็ ศึกษา: Sierpinski
Triangle Aesthetic in Mathematics along with STEM Education: Sierpinski Triangle.
วารสารคณติ ศาสตร MJ-MATh, 62(692), 69-79.
พงศธร มหาวจิ ิตร. (2552). ผลการจัดกจิ กรรมโครงงานคณิตศาสตรภ ายใตสิง่ แวดลอ มในชีวติ ประจําวนั ที่มีตอ
ความสามารถในการทาํ โครงงานและความสนใจในการเรยี นวิชาคณิตศาสตรข องนักเรียน
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 5 (ปรญิ ญานิพนธมหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพมหานคร.
มาโนช ประชา. (2554). การประยุกตใชแ ฟรก็ ทลั ไดเมนชนั เพอ่ื หาคณุ สมบัติของรปู ภาพสาํ หรับระบบ CBIR
(ปริญญานิพนธมหาบณั ฑิต). มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุร,ี ปทมุ ธาน.ี
ศภุ ณฐั ชยั ดี. (2557). คณติ ศาสตรในธรรมชาติ รปู เรขาคณิตสาทิสรปู . เอกสารประกอบการสอนเสรมิ
โครงการหองเรียนพิเศษวทิ ยศาสตร- คณิตศาสตร ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรยี นสุรศักติมนตรี,
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม, เชยี งใหม.
สมพร สตู นิ นั ทโ อภาส. (2561, มกราคม-กุมภาพนั ธ). แฟร็กทัลกับระบบพลวัต : กรงุ เทพฯ จมนํ้าเพราะงูเขยี ว
ตวั เดยี ว. นิตยสาร สสวท., 46(210), 16-21.
สนั ติรักษ ประเสริฐสขุ . (2547, มกราคม). เรขาคณติ เศษสวนในสถาปตยกรรมและผังเมือง. วารสารวิจยั และ
สาระสถาปตยกรรมและการผังเมอื ง, 1(2), 155-170.
โอ ฮเยจอ็ ง. (2563). ทฤษฎคี วามอลวนและแฟร็กทัล : เกงคณติ ดว ยตัวเองจนคุณครตู กใจ[Mastering
Elementary Math : The Chaos and Fratal] (พิมพครงั้ ที่ 1) (ธชั ชา ธีรปกรณชยั ). นานมีบุคส :
กรงุ เทพมหานคร,(2020)
Ankit G., Akshat A. & Ashish N. (2014). A Review on Natural Phenomenon of Fractal
Geometry. International Journal of Computer Applications, 86, 1-7.
Patuano A. & Tara A. (2020). Fractal Geometry for Landscape Architecture: Review of
Methodologies and Interpretations. Journal of Digital Landscape Architecture, 5,
72-80.
Sala N. (2006). Fractal geometry and architecture: some interesting connections. Eco-
Architecture: Harmonisation between Architecture and Nature, 86, 163-173.