ถ อ ด บ ท เ รี ย น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ห ลั ก สู ต ร ต้ า น ทุ จ ริ ต ศึ ก ษ า “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง ส า ว อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง 1
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ก คำนำ เอกสารเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการนำเสนอกิจกรรมถอดบทเรียน Best practice หลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษา ซึ่งผู้จัดทำได้นำเสนอแรงบันดาลใจ ความจำเป็น ปัญหาหรือความต้องการที่จะทำผลงาน แนวคิด หลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลงานหรือนวัตกรรม สามารถอ้างอิงแนวคิด หลักการทฤษฎี รูปแบบ วิธีการ ที่ นำมาใช้ในการออกแบบผลงานหรือนวัตกรรม ขั้นตอนกระบวนการ ในการดำเนินการตามโครงการโรงเรียน สุจริต ผู้จัดทำขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ที่กรุณาชี้แนะแนวทางและช่วย ให้คำปรึกษาในการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงคณะครู ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดทำนวัตกรรมในครั้งนี้ จน ประสบผลสำเร็จ หวังอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้คงเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านหรือได้ศึกษา หากพบข้อบกพร่อง ส่วนใดในเอกสารเล่มนี้ ผู้จัดทำขอน้อมรับและจะนำไปปรับปรุงพัฒนาให้เรียบร้อยสมบูรณ์ต่อไป นางอัลดา กุลาสา
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ข สารบัญ เนื้อหา คำนำ ..............................................................................................................................................................ก สารบัญ ...........................................................................................................................................................ข ข้อมูลทั่วไป .....................................................................................................................................................๑ ๑. ความสำคัญของผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)...................................................๒ ๑.๑ เหตุผลที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ความจำเป็น ปัญหาหรือความต้องการ................................................๒ ๑.๒ แนวคิด หลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลงานหรือนวัตกรรม................................................................๒ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model ......................................................................................................๕ ๒. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของผลงาน / นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ...................................................๘ ๒.๑ จุดประสงค์ของผลงาน/นวัตกรรม.......................................................................................................๘ ๒.๒ เป้าหมาย............................................................................................................................................๙ ๓. กระบวนการผลิตชิ้นงานหรือขั้นตอนการดำเนินงาน.................................................................................๙ ๓.๑ กระบวนการออกแบบผลงาน ..............................................................................................................๙ ๓.๒ การดำเนินงานตามกิจกรรม .............................................................................................................๑๐ ๔. ผลการดำเนินการ ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ..............................................................................๑๑ ๕. ปัจจัยความสำเร็จ....................................................................................................................................๑๕ ๖. บทเรียนที่ได้รับ.......................................................................................................................................๑๕ ๗. การเผยแพร่ / การได้รับการยอมรับ / รางวัลที่ได้รับ ..............................................................................๑๖ ๘. ข้อเสนอแนะ...........................................................................................................................................๑๘ ภาคผนวก ก. แผนการจัดการเรียนรู้........................................................................................................๑๙ ภาคผนวก ข. แบบประเมินความพึงพอใจ................................................................................................๒๔ ภาคผนวก ค . ภาพถ่าย...........................................................................................................................๒๖
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑ แบบรายงานผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) รู้คิด รู้เท่าทัน รู้ป้องกันการทุจริต ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model ข้อมูลทั่วไป ชื่อผลงาน รู้คิด รู้เท่าทัน รู้ป้องกันการทุจริต ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model เจ้าของผลงาน นางอัลดา กุลาสา โรงเรียน ชุมชนบ้านป่าแดง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต ๒ โทรศัพท์ ๐๙๔-๒๗๔๕๑๗๑ E – mail chpd.๐๙๔๒๗๔๕๑๗๑@gmail.com ประเภทผลงาน ครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา/ผู้รับผิดชอบโครงการ ผลงานสอดคล้องกับคุณลักษณะโรงเรียนสุจริต ทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์ สุจริต อยู่อย่างพอเพียง จิตสาธารณะ ✓
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒ กิจกรรมถอดบทเรียน Best Practice รู้คิด รู้เท่าทัน รู้ป้องกันการทุจริต ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model ๑. ความสำคัญของผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ๑.๑ เหตุผลที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ความจำเป็น ปัญหาหรือความต้องการ การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ ๒๑ เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสภาพการเรียนการ สอนในห้องเรียนปัจจุบันนั้น ครูผู้สอนมักพบปัญหาเกี่ยวกับนักเรียนที่มีความแตกต่างกันในด้านการเรียนรู้ซึ่ง แบ่งได้เป็น ๒ กรณี คือ กรณีที่นักเรียนมีความกระตือรือร้นสูงมาก และอีกกรณีหนึ่งคือนักเรียนมีความ กระตือรือร้นต่ำหรือไม่มีความกระตือรือร้นเลยปัญหาของนักเรียนทั้ง ๒ กรณี ล้วนส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการ เรียนรู้ เพราะนักเรียนที่มีความกระตือรือร้นสูงมากอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลจนกลายเป็นความเครียด แต่ หากมีความกระตือรือร้นต่ำก็จะทำให้นักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญของ ครูผู้สอนที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิด ความต้องการที่จะเรียนรู้ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ กล่าวได้ว่า นักเรียนที่มี แรงจูงใจในการเรียนรู้สูงจะมีโอกาสได้รับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในระดับสูงเช่นกัน การสร้างเสริมแรงจูงใจในการเรียนนับเป็นเรื่องที่ต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับองค์ประกอบต่างๆ ทั้งในด้านบรรยากาศการเรียน บุคลิกภาพและวิธีการสอนของครู เนื้อหาสาระของบทเรียน รวมไปถึงความ สนใจของตัวนักเรียนเอง กลวิธีในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนว่าจะต้องสร้างเจตคติที่ดีและทำให้นักเรียนเห็น ความสำคัญของบทเรียน โดยวิธีการสอนจะต้องมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชีวิตจริง อีกทั้งครูผู้สอน จะต้องอธิบายให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนกับสภาพความเป็นจริงในสังคม เพื่อให้ผู้เรียน สนใจ ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทั้งยังปลูกฝังความรู้ที่ได้ให้ยั่งยืนอีกด้วย หลักสูตรทุจริตศึกษา เป็นหลักสูตรที่ออกแบบขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และปลูกฝังให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ทั้งหมด ๔ หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ ๑.) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม ๒.) ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ๓.) STORNG : จิตพอเพียงต้านทุจริต ๔.) พลเมืองกับ ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเริ่มปลูกฝังผู้เรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัย จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งนักเรียนมีจะ ความรู้สึกว่า การทุจริตเป็นเรื่องที่ไกลตัว และไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และ เพิกเฉยต่อการทุจริต แต่ในความเป็นจริง เรื่องของการทุจริตนั้นมีอยู่ในชีวิตประจำวันของนักเรียน เพียงแต่ ไม่ได้รับการทำความเข้าใจที่ถูกต้องว่าสิ่งใดคือการทุจริต สิ่งใดคือการปฏิบัติโดยปกติ ดังนั้นการนำเนื้อหาตาม หลักสูตรทุจริตศึกษามาสอนในชั้นเรียน ต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และ สามารถที่จะสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองตามทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ อีกด้วย ๑.๒ แนวคิด หลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลงานหรือนวัตกรรม จากความสำคัญข้างต้น ได้มีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้ ผู้เรียนได้เกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ควบคู่กับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๓ กระบวนการจัดการเรียนรู้ PIES Model มีการพัฒนาโดยใช้กระบวนการ Professional Learning Community (PLC) ของครูผู้สอน ๓ วิชาหลัก ได้แก่ วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์ เพื่อ ร่วมกันแก้ปัญหาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการทดสอบระดับชาติต่ำกว่าระดับประเทศ โดยมีนำ ทฤษฎีระบบกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา และได้ร่วมกันนำเสนอแนวคิด ทฤษฎี ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งได้มีการกำหนดรูปแบบการแก้ไขปัญหา คือ พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้เกิดความรู้ที่ยั่งยืน และสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเองได้ การจัดศึกษาและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่อง มิใช่การจดจำเนื้อหาวิชา เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริงและลงมือ ปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงและต่อยอดความรู้นั้นได้ด้วยตนเอง ผู้สอนต้องสามารถสร้างและออกแบบ สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศเกื้อหนุนและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย การเชื่อมโยงความรู้ หรือแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชนและสังคมโดยรวม จัดการเรียนรู้ผ่านบริบทความเป็นจริง และการสร้างโอกาส ให้ผู้เรียนได้เข้าถึงสื่อเทคโนโลยี เครื่องมือ และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สามารถสร้างคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนระหว่างครูผู้สอน (PLC) และได้ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และทฤษฎีทางการ ศึกษาที่พัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ดังนี้ ๑. ทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ๒. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม ๓. หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยหลักการสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมคือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ภายใต้แนวคิด ที่ว่าความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะเกิดขึ้นและสร้างขึ้นโดยผู้เรียน เอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning by doing) จะได้ผลดีถ้าหา กว่าผู้เรียนเข้าใจในตนเอง มองเห็นความสำคัญในสิ่งที่เรียนรู้และสามารถเชื่อมโยงความรู้ระหว่างความรู้ใหม่ กับความรู้เก่า(รู้ว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบ้าง) และสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาซึ่งทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ ประสบการณ์และบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๔ ภาพประกอบ ๑ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผลที่ได้จากการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิซึม ๑. ผู้เรียนลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning are active) ความสำคัญของการเรียนตามแนว ทฤษฎี คอนสตรัคติวิสซึม เป็นกระบวนการ ที่ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลใหม่กับประสบการณ์ที่มีมาก่อนหรือ ความรู้เดิมของผู้เรียน และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ แนวคิดที่หลากหลายเป็นสิ่งที่มีค่าและจำเป็น (Multiple perspective are valued and necessary) ตามแนวทางทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม ซึ่งผู้เรียนจะต้องสร้าง แนวคิดของตนเอง แนวคิดนี้จำเป็นต้องประกอบด้วยแนวคิดที่หลากหลายและกว้างขวาง อาจมาจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ โดยที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ เช่น ครู กลุ่มเพื่อน นักเขียน และหนังสือ เป็นต้น ๒. การเรียนรู้ควรสนับสนุนการร่วมมือกันไม่ใช่การแข่งขัน (Learning should support collaboration , not competition) จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดที่หลากหลายนั้น เป็นการทำให้ผู้เรียนตก ผลึกและกลั่นกรองสิ่งที่สร้างขึ้นแทนความรู้ภายในสมอง มาเป็นคำพูดที่ใช้ในการสนทนาที่แสดงออกมา ภายนอกที่เป็นรูปธรรม และส่งเสริมการสังเคราะห์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ และการสร้างความหมายใน การเรียนรู้ของตนเอง ดังนั้น สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่จัดให้มีการร่วมมือกันจะเป็นการส่งเสริมการสร้าง ความรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นจำเป็นต่อการเรียนรู้ ๓. ให้ความสำคัญกับการควบคุมตนเองตามระดับของผู้เรียน (Focuses control at the leaner level) ถ้าผู้เรียนลงมือกระทำในบริบทการเรียนรู้ โดยการร่วมมือกับผู้เรียนคนอื่น และผู้สอน และ จำเป็นต้องควบคุมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าการที่เรียนในลักษณะที่เป็นผู้รับฟัง (Passive listening) จากการบรรยายของผู้สอน นี่แสดงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน ๔. นำเสนอประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตรงกับสภาพที่เป็นจริงหรือประสบการณ์การเรียนรู้ใน ชีวิตจริง (Provides authentic,real-world learning experiences) ความรู้ที่ถูกแยกออกจากบริบทใน สภาพจริงในระหว่างการสอนสิ่งที่เรียนเป็นสิ่งที่ไม่ใช่สภาพจริงนั้น มักจะเป็น สิ่งที่ไม่มีความหมายต่อผู้เรียน มากนัก แต่สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม ที่จัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ ในสถานการณ์ต่างๆที่อยู่ในบริบทของสภาพจริง ดังนั้นประสบการณ์ การเรียนรู้ที่ประยุกต์ไปสู่ปัญหาในชีวิต จริง (Real world problems)จะช่วยสร้างการเชื่อมโยงที่แข็งแกร่ง และส่งผลให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์สิ่งที่ ได้เรียนไปสู่สถานการณ์ใหม่ในสภาพชีวิตจริงได้ ประสบการณ์ใหม่ / ความรู้ใหม่ + ประสบการณ์เดิม / ความรู้เดิม = องค์ความรู้ใหม่
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๕ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model ภาพประกอบ ๒ รูปแบบการเรียนรู้แบบ PIES Model กระบวนการจัดการเรียนรู้ PIES Model เป็นกระบวนการที่เน้นใช้ความรู้ ทักษะ ทัศนคติของตนที่ มีอยู่ในขณะนั้นไปช่วยตีความเรื่องที่เรียนรู้ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่าน สร้าง สมมติฐานเกี่ยวกับความหมายของข้อความไว้ล่วงหน้า ทั้งจากประสบการณ์เดิมของตน และจากบริบทของ เนื้อหาและภาษา เมื่ออ่านเนื้อหาต่อไป ความหมายของข้อความจะสะท้อนกลับมายังผู้อ่านเพื่อให้รู้ว่าการ ตีความในขั้นต้นของผู้อ่านนั้นถูกต้องหรือไม่มากน้อยเพียงใด จากนั้นผู้อ่านอาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การตีความของตนใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น หรือในกรณีการตีความขั้นต้นถูกต้องแล้ว ก็จะเก็บสะสม ข้อมูลนั้นไว้เพื่อการตีความในครั้งต่อไป สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และมีกระบวนการคิดเป็นของ ตนเอง มีการใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการต่อยอดความรู้เดิม โดยมีกระบวนการ ดังนี้ ๑. P (Previous Knowledge) : ความรู้เดิม เป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้ทบทวนว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องมากน้อยเพียงใด เป็นการ นำความรู้เดิมมาใช้ เพราะการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้พื้นฐานและประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งขั้นนี้เป็นการเตรียมนักเรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ การบูรณาการระหว่าง ความรู้พื้นฐาน และเรื่องที่นักเรียนจะเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนสามารถสร้างความหมายของสิ่งที่เรียนรู้ ได้ นักเรียนควรได้รับการกระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม โดยนำทฤษฎีประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่า ด้วยหลักการนำความรู้พื้นฐาน ความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเรียนการสอน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๖ ๒. I (Interested) : ความสนใจ เป็นขั้นตอนที่นักเรียนจะต้องค้นหาความสนใจในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงต้องการรู้อะไรจาก จาก หัวข้อเรื่อง ซึ่งคำถามที่นักเรียนสร้างขึ้นก่อนการเรียนรู้ ถือเป็นการตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ และเป็นการ คาดหวังว่าจะพบอะไรในเรื่องที่เรียนรู้บ้าง ๓. E (Educated) : ความรู้ที่ได้ เป็นขั้นตอนหลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนั้น ๆ แล้ว ทำการสำรวจว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างจาก เรื่องที่เรียนรู้ โดยนักเรียนจะหาคำตอบให้กับคำถามที่ตั้งไว้ในขั้นความสนใจ ๔. S (Summarize) : การสรุปความ เป็นขั้นการเขียนสรุปความรู้หลังการเรียนรู้ ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายวิธี โดยวิธีที่นิยมมากคือ การเขียนแผนผัง เพราะจะช่วยให้นักเรียนเรียงลำดับขั้นตอนของข้อมูล สร้างความรู้ และเก็บสาระสำคัญจาก เรื่องที่อ่านได้ การนำนวัตกรรมมามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ได้กำหนดเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ด้านองค์ ความรู้ทักษะกระบวนการตามมาตรฐาน ตัวชี้วัดของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อนำมาเขียนแผนการจัดการ เรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model ซึ่งมีขั้นตอนการนำกิจกรรมไปใช้ แบ่งได้เป็น ๔ ระยะ คือ ขั้นเตรียมการสอน ขั้นจัดกิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ขั้นจัดกิจกรรมระหว่างการเรียนรู้ และขั้นจัดกิจกรรม หลังการเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ PIES Model ไปใช้ได้อย่างเกิด ประสิทธิภาพ ภาพประกอบ ๓ ขั้นตอนการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ PIES Model มาใช้ในการจัดการ เรียนการสอน ๑. การเตรียมการสอน ๑.๑ ครูกำหนดหัวข้อเรื่อง เลือกเนื้อหา สาระ บทความบางตอนจากหนังสือ ตำรา แหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่สอน วิเคราะห์วัตถุประสงค์การเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับชั้นและ ระดับความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน ๑.๒ เตรียมแผนการจัดการเรียนรู้ และออกแบบให้กิจกรรมมีความน่าสนใจ ให้เหมาะสมกับ เนื้อหาที่เรียน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๗ ๑.๓ เตรียมสื่อ ใบความรู้ และใบงาน PIES สำหรับนักเรียน ๒. การจัดกิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ๒.๑ ทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อทำการเก็บคะแนนก่อนการเรียนรู้ ๒.๒ นำเข้าสู่บทเรียน ครูจัดกิจกรรมกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยใช้รูปภาพ เรื่องราว เพลง สื่อเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่หัวข้อเรื่อง ๒.๓ ครูบอกหัวข้อเรื่องกับนักเรียน พร้อมกระตุ้นความรู้พื้นฐาน ให้นักเรียนระดมสมองและ อภิปรายร่วมกัน ว่านักเรียนมีความรู้อะไรเกี่ยวกับหัวข้อนี้บ้าง หลังจากการระดมความคิดและการอภิปราย นักเรียนจะจดบันทึกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับหัวข้อนี้ลงในช่อง P (ความรู้เดิม) ๒.๔ นักเรียนสร้างคำถาม จากความสนใจในเรื่องที่อยากเรียนรู้จากหัวข้อ และเขียนลงในช่อง I (ความสนใจ) ซึ่งคำถามนี้อาจได้มาจากการอภิปรายร่วมกัน หรือเป็นคำถามที่ได้จากการพิจารณาหัวข้อและ คาดว่าจะพบในการเรียนรู้ นักเรียนจะสามารถกำหนดขอบเขตของจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้อย่างอิสระ ๓. การจัดกิจกรรมระหว่างการเรียนรู้ ๓.๑ การเรียนรู้จะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกครูจะทำเป็นสอน หรือให้ศึกษาจากใบ ความรู้ และส่วนที่สอง นักเรียนจะศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการค้นหาความรู้นอกจากใบงาน หรือที่ครูสอน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการค้นหาความรู้จากภายนอก ซึ่งในขณะที่เรียนรู้ นักเรียนจะต้องตรวจสอบ ความเข้าใจของตนเอง และจดบันทึกข้อมูลใหม่ ในช่อง E (ความรู้ที่ได้) โดยตรวจคำตอบของคำถามที่เขียนไว้ ในช่อง I (ความสนใจ) ๓.๒ ขณะที่เรียนรู้ หากค้นพบข้อมูลใหม่ๆ สามารถที่จะเพิ่มเติมคำถามลงในช่อง I (ความ สนใจ) ได้ วิธีนี้นักเรียนจะมีการคิดอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่าน และอาจสร้างคำถามเพิ่มเติมเพื่อเป็น แนวทางในการต่อยอดความรู้เดิม ๔. การจัดกิจกรรมหลังการเรียนรู้ ๔.๑ นักเรียนอภิปรายถึงสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ คำถามที่เกิดขึ้นก่อนการเรียนรู้และหลังจาก ได้เรียนรู้จะถูกตรวจสอบอีกครั้ง หากบางคำตอบไม่สามารถตอบได้ นักเรียนสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีก ครั้ง ๔.๒ นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาสรุปความ โดยเลือกวิธีการที่เหมาะสมในแต่ละเนื้อหา เช่น การ สรุปความโดยใช้แผนผังความคิด การสรุปความโดยให้นักเรียนได้อภิปรายความรู้ที่ได้ หรือการสรุปความโดย การนำเสนองานหน้าชั้นเรียน ๔.๓ ให้นักเรียนได้นำเสนอความรู้ที่สรุปได้ บางเนื้อหาอาจสามารถบูรณาการให้นักเรียนสร้าง และออกแบบชิ้นงานหรือนวัตกรรมได้ ๔.๔ ทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อทำการเก็บคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้ PIES Model
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๘ ๒. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของผลงาน / นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ การดำเนินการพัฒนานวัตกรรม ได้มีการตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยนำทฤษฎีระบบ (System Appoach) มาใช้ในการดำเนินงานในส่วนของการวิเคราะห์สภาพปัญหา วิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า ซึ่งนำไปสู่การ วางแผน กำหนดทิศทาง และกำหนดวัตถุประสงค์ ของการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารทรัพยากร อย่างคุ้มค่า เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ดังภาพประกอบ ภาพประกอบ ๔ การนำทฤษฎีระบบ มาใช้ในการพัฒนานวัตกรรม จากภาพประกอบ ๔ ได้นำทฤษฎีระบบมาใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า เพื่อนำสู่การตั้งเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้ ๒.๑ จุดประสงค์ของผลงาน/นวัตกรรม ผลของการพัฒนานวัตกรรมทำให้ได้สิ่งต่อไปนี้ ๑. เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้รายวิชาการป้องกันการทุจริตของนักเรียนโรงเรียน ชุมชนบ้านป่าแดง ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ๒. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ต่อการจัดการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ในรายวิชาป้องกันการทุจริต โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบ PIES Model ๓. เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ให้ เกิดทักษะกระบวนการ คิด คุณธรรมจริยธรรมอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองตามทักษะตามศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจัยนำเข้า (Input) ๑. นักเรียน ๒. ครู ๓. รูปแบบการสอน ๔. สื่อการเรียนการสอน ๕. หลักสูตรต้านทุจริต ศึกษา กระบวนการ (Process) ผลผลิต (Output) ผลลัพธ์ (Outcome) การจัดการเรียนรู้ รายวิชาป้องกันการ ทุจริต โดยใช้ รูปแบบการจัดการ เรียนการสอนแบบ PIES Model ๑. นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ตามโครงการโรงเรียน สุจริต ๒. ครูมีรูปแบบการสอนที่นำมาใช้ ในการจัดการเรียนรู้ตเพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการคิดของ นักเรียน นักเรียนโรงเรียนชุมชน บ้านป่าแดงเกิดทักษะ กระบวนการคิด อย่างมี คุณธรรมในเชิงประจักษ์ และสามารถสร้างองค์ ความรู้ได้ด้วยตนเองตาม ทักษะตามศตวรรษที่ ๒๑ ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๙ ๒.๒ เป้าหมาย ๒.๒.๑ เชิงปริมาณ ๒.๒.๑. นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒๔ คน มีผลการเรียนรู้รายวิชา ป้องกันการทุจริต สูงกว่าร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ๒.๒.๒ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒๔ คน มีผลการประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาป้องกันการทุจริต โดยใช้ รูปแบบการเรียนการสอน PIES Model ค่าเฉลี่ยสูงกว่า ๔.๕๐ ขึ้นไป ๒.๒.๒ เชิงคุณภาพ ๑) นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง เกิดทักษะกระบวนการคิด ตามคุณลักษณะ โรงเรียนสุจริต ๒) เกิดเครือข่ายครูผู้บริหารบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดงรวมทั้ง ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน องค์กรสถาบันในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตและพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ๓. กระบวนการผลิตชิ้นงานหรือขั้นตอนการดำเนินงาน การดำเนินงานพัฒนานวัตกรรม ได้มีการนำวงจรเดรมมิ่ง (PDCA) มาใช้เพื่อการดำเนินงานอย่างเป็น ระบบ และมีประสิทธิภาพ ๓.๑ กระบวนการออกแบบผลงาน ภาพประกอบ ๕ กระบวนการพัฒนานวัตกรรม ๑. ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในกลุ่ม PLC โดยนำ ทฤษฎีระบบ มาใช้ ๒. ศึกษาเอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ๓. ออกแบบนวัตกรรมโดยนำทฤษฎีคอนสตรัคติวิท เป็นทฤษฎีหลัก ๔. จัดทำแผนการเรียนรู้ตามรูปแบบ PIES Model PLAN DO CHECK ACT การจัดการเรียนรู้รายวิชาการป้องกันการทุจริต โดยใช้รูปแบบการสอน PIES Model ๑. วิเคราะห์ผลการจัดการเรียนรู้ ๒. ประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ๓. สะท้อนผลการดำเนินงาน ๑. ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนการสอน ๒. เผยแพร่ผลงาน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๐ ๓.๒ การดำเนินงานตามกิจกรรม กระบวนการผลิตชิ้นงาน/นวัตกรรม ใช้วงจรการบริหารงานคุณภาพ (PDCA) เป็นกระบวนการหลัก ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงาน และมีผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อเป้าหมายและการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ดังนี้ PLAN ๑. ดำเนินการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์สาเหตุของสภาพปัญหาเนื่องจากผลการ เพื่อ หาวิธีแก้ปัญหาร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม PLC โดยมีการนำทฤษฎีระบบ (System Approach) มาใช้ในการช่วย กำหนดทิศทางในการดำเนินการ เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ๒. ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และทฤษฎีทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหา และความ ต้องการที่อยากให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่าง เหมาะสม ๓. ออกแบบนวัตกรรม โดยใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิซ เป็นแนวความคิดหลัก จึงได้กระบวนการ จัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนของ PIES Model ๔. วิเคราะห์หลักสูตรเกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา และกำหนดหน่วยการเรียนรู้ ๕. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ PIES Model โดยมีการร่วมมือกับสมาชิกในกลุ่ม PLC เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทห้องเรียน และเนื้อหาวิชาในรายวิชาต้านทุจริตศึกษา DO ๑. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบจากสมาชิกในกลุ่ม มาใช้จัดกระบวนการเรียน การสอน โดยมีขั้นตอนในการจัดกิจกรรม ดังนี้ ๑.๑ ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ PIES Model ๑.๒ ทำแบบทดสอบก่อนเรียน ๑.๓ จัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ PIES Model ๑.๓.๑ ทบทวนความรู้เดิม ๑.๓.๒ จัดกิจกรรมโดยใช้สื่อที่หลากหลาย อาทิ วิดีโอ นิทาน เป็นต้น ๑.๓.๓ สรุปความรู้และนำไปผลิตเป็นชิ้นงาน อาทิ หนังสั้น สมุดเล่มเล็ก แผนภาพ ความคิด ๑.๔ ทำแบบทดสอบหลังเรียน CHECK ๑. ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้แบบประเมินความพึง พอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ PIES MODEL ๒. นำผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์ผลการจัดการเรียนรู้เพื่อประเมินผล การใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ PIES Model
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๑ ๓. สะท้อนผลการดำเนินงาน (AAR) หลังจากการนำแผนการจัดการเรียนรู้ PIES Model ไปใช้ ในการจัดการเรียนการสอน ร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม PLC ACT ๑. นำผลการจัดกิจกรรมและข้อเสนอแนะจากการสะท้อนการดำเนินงาน มาปรับปรุงแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อให้ได้รูปแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ๒. ขยายผลสู่คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนและภายนอก โดยสามารถนำรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ PIES Model ไปบูรณาการกับรายวิชาอื่นๆ ได้ ๓.๔ การใช้ทรัพยากรและงบประมาณ การพัฒนานวัตกรรม ได้นำทฤษฎีระบบ (System Appoach) มาใช้ในการดำเนินงานในส่วน ของการวิเคราะห์สภาพปัญหา วิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า ซึ่งนำไปสู่การวางแผน กำหนดทิศทาง และกำหนด วัตถุประสงค์ ของการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารทรัพยากร ที่เป็นปัจจัยหลักทั้ง ๔ ด้าน (๔M) คือ คน เงิน วัตถุดิบ และการจัดการ ให้เกิดความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างมากที่สุด ๔. ผลการดำเนินการ ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ๔.๑ เชิงปริมาณ ๔.๑.๑ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒๔ คน มีผลการเรียนรู้รายวิชา ป้องกันการทุจริต ร้อยละ ๘๙.๔๕ ระดับชั้น จำนวน นักเรียน ระดับการประเมิน ระดับ๓ขึ้นไปคิด ๔ ๓.๕ ๓ ๒.๕ ๒ ๑.๕ ๑ เป็นร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ๒๓ ๑๑ ๓ ๗ - ๒ - - ๙๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ๑๙ ๘ ๓ ๖ ๒ - - - ๘๙ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ๑๗ ๑๐ ๒ ๒ ๑ ๒ - - ๘๒ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ๒๗ ๑๗ ๕ ๓ ๒ - - - ๙๓ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ๑๙ ๓ ๑๐ ๕ ๑ - - - ๙๕ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ๑๙ ๘ ๔ ๕ ๒ - - - ๘๙ รวม ๑๒๔ ๕๗ ๒๗ ๒๘ ๘ ๔ ๐ ๐ ๘๙.๙๙ ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลการเรียนรู้หลังการใช้นวัตกรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๖ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ ผลปรากฎดังตาราง ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ค่าเฉลี่ยผลการเรียนรู้ ๗๘.๕๙ ๘๕.๔๔ ๘๙.๙๙ จากตาราง พบว่า นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ โรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดงมีค่าเฉลี่ยผล การเรียนรู้หลังการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ PIES Model ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๓ เท่ากับ ร้อยละ
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๒ ๗๕.๕๙ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๔ เท่ากับ ร้อยละ ๘๕.๔๔ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ เท่ากับ ร้อยละ ๘๙.๙๙ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ถึงปีการศึกษา ๒๕๖๕ จะเห็นได้ว่า ค่าเฉลี่ยผลการ เรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปีการศึกษา ๔.๑.๒. นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒๔ คน มีผลการประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาป้องกันการทุจริต โดยใช้รูปแบบ การเรียนการสอน PIES Model ค่าเฉลี่ย ๔.๗๐ ในระดับดีมาก รายการ การประเมิน x̅ S.D. แปลผล ๑. นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น ๔.๕๗ ๐.๓๖ พึงพอใจมากที่สุด ๒. สื่อการสอนน่าสนใจ ๔.๗๕ ๐.๓๙ พึงพอใจมากที่สุด ๓. นักเรียนช่วยกันทำงานกลุ่ม ๔.๔๙ ๐.๓๔ พึงพอใจมาก ๔. คุณครูสอนสนุก และเข้าใจง่าย ๔.๘๖ ๐.๔๑ พึงพอใจมากที่สุด ๕. นักเรียนชื่นชอบการเรียนวิชาการป้องกันการทุจริต ๔.๘๖ ๐.๔๑ พึงพอใจมากที่สุด รวม ๔.๗๐ ๐.๓๘ พึงพอใจมากที่สุด จากตาราง ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ที่มีต่อการใช้ รูปแบบการเรียนรู้แบบ PIES Model พบว่านักเรียน มีความพึงพอใจมากที่สุด (x̅ = ๔.๗๐) ต่อการนำรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ไปใช้ในการสอนรายวิชาป้องกันการทุจริต ของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง ๔.๒ เชิงคุณภาพ ๔.๒.๑) นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง เกิดทักษะกระบวนการคิด ตามคุณลักษณะ ตามโรงเรียนสุจริต ๕ ประการ โดยนักเรียนได้ผ่านการเรียนรู้บ่มเพาะ จิตสํานึกด้วยกระบวนการ/วิธีการ เรียนรู้ที่หลากหลายจากการจัดการเรียนรู้ โดยการปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ ด้วยนวัตกรรม Best practice ของ ครู เช่น “การเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมตามหลักสูตรทุจริตศึกษาโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES MODEL” “หนูน้อยจิตอาสา” “ภาพยนตร์สั้นส่งเสริมคุณธรรม” เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาโรงเรียน สุจริตด้านการปลูกฝังค่านิยม ความซื่อสัตย์ สุจริตให้เป็นวิถีชีวิตในโรงเรียนและชุมชน การผลิตภาพยนตร์สั้นส่งเสริมคุณธรรม เป็นผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษา โดยใช้รูปแบบ PIES Model ที่นักเรียนได้มีการนำเสนอความรู้ผ่านการเขียนบทภาพยนตร์ และ ร่วมกันผลิตภาพยนตร์สั้น เข้าร่วมการประกวดกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ต้านทุจริต โครงการโรงเรียนสุจริต ประจำปี ๒๕๖๕ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ๔.๒.๒) เกิดเครือข่ายครูผู้บริหารบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดงรวมทั้ง ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน องค์กรสถาบันในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตและพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง รวมทั้งผู้ปกครองนักเรียนชุมชนองค์กร สถาบันในท้องถิ่นใน การมีส่วนร่วมป้องกันการทุจริตซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นภาคีหุ้นส่วนในการพัฒนา คุณลักษณะโรงเรียนสุจริต ๕ ประการให้กับนักเรียน ภาคีหุ้นส่วนมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมิน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๓ ประสิทธิผลโครงการโรงเรียนสุจริต แบบแผนที่ผลลัพธ์ (Outcome mapping) โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนด วิสัยทัศน์ร่วมกัน การติดตามโครงการ และการประเมินผลโครงการ ซึ่งกระบวนการแผนที่ผลลัพธ์ ช่วยให้ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เกิดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เกิดความตระหนักเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต มี ระเบียบวินัยพอเพียงและมีจิตสาธารณะมากขึ้น สอดคล้องกับปฏิญญาโรงเรียนสุจริตด้านการสร้างเครือข่าย ระหว่างโรงเรียนและชุมชน นำเสนอโครงการโรงเรียนสุจริต ในการประชุมผู้ปกครอง เพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมกับการวางแผน ร่วมการแลกเปลี่ยนรู้การจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมกับสถานศึกษาอื่น สอคดล้องกับคุณลักษณะ ๕ ประการของโครงการโรงเรียนสุจริต คุณลักษณะ กิจกรรมที่สอดคล้อง ผลที่เกิดขึ้น ๑. ทักษะกระบวนการคิด - การคิดวางแผน - การคิดแก้ปัญหา - การคิดเชื่อมโยงความรู้เพื่อหาคำตอบ - การผลิตภาพยนตร์สั้นส่งเสริม คุณธรรม นักเรียนมีความสามารถในการจำแนก เปรียบเทียบ ให้เหตุผล มีวิจารณญาณ แก้ปัญหาและสร้างสรรค์ได้ว่าสิ่งใดควร ประพฤติปฏิบัติ และไม่ควรประพฤติ ปฏิบัติ ไม่ให้เกิดการการกระทำใดๆ เพื่อ ตนเอง หรือผู้อื่นให้ได้รับผลประโยชน์ที่ ไม่มีสิทธิ์จะได้รับโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์ ๒. มีวินัย - การเข้าเรียน - การเคารพกฎ และกติกาในห้องเรียน นักเรียนมีจิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ ของตนเองและปฏิบัติตามข้อตกลงของ ห้องเรียน โรงเรียนและยอมรับผลที่เกิด จากการปฏิบัติเคารพสิทธิของผู้อื่นและ เป็นพลเมืองที่ดีของชุมชน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๔ กิจกรรมที่สอดคล้องกับปฏิญญาโรงเรียนสุจริต ได้แก่ ปฏิญญา กิจกรรมที่สอดคล้อง ผลที่เกิดขึ้น ๑. การปลูกฝัง - ให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับการต้านการ ทุจริต ผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้PIES MODEL นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ ส่งผลต่อการแสดงออกทาง พฤติกรรมที่ดีขึ้น และมีการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ สิ่งที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้องจากสถานการณ์การ ทุจริตในระดับโรงเรียน ชุมชน และประเทศได้ ซึ่งเป็นผลจากการ ปลูกฝังและให้ความรู้ผ่านรูปแบบ การจัดการเรียนการสอน PIES Model ๒. การป้องกัน - กิจกรรมพูดคุย ระดมสมอง แลกเปลี่ยน วิธีการแก้ไขปัญหาทุจริต นักเรียนรู้เท่าทันและสามารถ ป้องกันตัวจากการทุจริต เพื่อไม่ให้ กลายเป็นผู้ถูกประทำ หรือแม้แต่ เพื่อไม่ให้ตนเองกระทำการที่เป็น การทุจริตโดยไม่รู้ตัว จากการ พูดคุยและระดมสมอง จะช่วยทำ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตใน มุมมองของผู้อื่น เพื่อให้รู้ทัน และ ป้องกันการทุจริตอย่างรอบด้าน ๓. การมีส่วนร่วม - การประชาสัมพันธ์ ผ่านทางจดหมายข่าว เฟสบุ๊ค ไลน์ และเว็บไซต์โรงเรียน - แลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมกับโรงเรียนใน ศูนย์เครือข่าย และในสำนักงานเขตพื้นที่ นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ได้ ตระหนักถึงความสำคัญของการ ต่อต้านการทุจริต จากการมีส่วน ร่วมในการรับรู้กิจกรรมในโรงเรียน ผ่านทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการเผยแพร่การจัดกิจกรรมใน โรงเรียน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๕ ๕. ปัจจัยความสำเร็จ ๑. preparation : ครูควรเตรียมเนื้อหา สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมเพื่อสะดวกและง่ายต่อการ หยิบใช้ ให้ครบตามจำนวนนักเรียน และ ควรเสนอแนะแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อฝึกให้นักเรียนได้ แสวงหาความรู้ ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างพอเพียง เช่น ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่สามารถสืบค้นข้อมูลทาง ระบบอินเทอร์เน็ต ห้องสมุด หนังสือเรียน เป็นต้น ๒. explanation : ก่อนการจัดการเรียนรู้ ครูควรอธิบายขั้นตอนการเรียนรู้ และชี้แจง แนะนำ ข้อตกลง ข้อปฏิบัติ และเกณฑ์ต่าง ๆ ในการเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าใจก่อนจัดการเรียนรู้ เพราะถ้านักเรียนไม่ เข้าใจ อาจส่งผลต่อเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมได้ ๓. active learning : ควรจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ให้นักเรียนมีส่วน ร่วมในกิจกรรมให้มากที่สุด และทั่วถึงทุกคน โดยให้นักเรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการต่าง ๆ ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ เพื่อให้สามารถค้นพบความรู้ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเอง ๔. assertiveness : ควรกระตุ้นให้เด็กกล้าแสดงออก และแสดงความคิดเห็นออกมา แม้ว่าจะเป็น ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หรือไม่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การอภิปรายและการสรุปที่ถูกต้อง ๕. supervision : ควรมีการนิเทศ ติดตาม จากครูในกลุ่ม PLC และผู้บริหาร เพื่อให้ข้อเสนอแนะใน การปรับปรุงการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ๖. บทเรียนที่ได้รับ สิ่งที่ค้นพบจากกการพัฒนาผลงาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model เมื่อใช้ควบคู่กับการใช้สื่อเทคโนโลยีที่น่าสนใจจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเนื้อหา และมีส่วน ร่วมในการทำกิจกรรม จะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน มีการเชื่อมโยงประสบการณ์ในชีวิตจริง กับ ความรู้จากการเรียนรู้
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๖ ๗. การเผยแพร่ / การได้รับการยอมรับ / รางวัลที่ได้รับ ๑. การประชาสัมพันธ์ ผ่านทางจดหมายข่าว เฟสบุ๊ค ไลน์ และเว็บไซต์โรงเรียน ๒. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ การประกวดนวัตกรรมเพื่อการศึกษา (Innovation For Thai Education : IFTE) ซึ่งเป็นการเข้าร่วมโครงการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวด \ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ PIES Model เอกสารประกอบรางวัล
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๗ ๓.รางวัลชนะเลิศ การประกวดถอดบทเรียน Best practice ประเภท ครูผู้สอน การจัดการเรียนการ สอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ประจำปี ๒๕๖๕ ๔. รางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ประจำปี ๒๕๖๕
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๘ ๕. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ กิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ต้านทุจริต ประจำปี ๒๕๖๕ ๖. เกียรติบัตรเข้าร่วมการนำเสนอผลงาน กิจกรรมนวัตกรรมการใช้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี ๒๕๖๕ ๘. ข้อเสนอแนะ ๘.๑ การนำนวัตกรรมต้านทุจริต โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ PIES Model ไปใช้ ผู้สอนควรมีการ วิเคราะห์ขอบเขตเนื้อหาในหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อใช้ในการกำหนดเนื้อหาการสอนในแต่ละชั่วโมง ๘.๒ การจัดการเรียนรู้แบบ PIES Model ป็นการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเนื้อหาที่มีเนื้อหา ค่อนข้างกว้าง สามารถที่จะต่อยอดความรู้ จากการถามคำถามที่เกิดจากความสนใจ ควรมีช่องทางให้นักเรียน ได้ศึกษาเพิ่มเติม นอกเหนือจากใบงาน และวิดีโอที่เตรียมไว้
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๑๙ ภาคผนวก ก. แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยใช้รูปแบบ PIES Model รายวิชา ส ๑๕๒๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ฯ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๒ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน วันที่.......................................... ******************************************************************************* ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม ๑.๒ ตระหนักและเห็นความสำคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ๒.๒ นักเรียนสามารถบอกสาเหตุการเกิดของผลประโยชน์ทับซ้อนในโรงเรียนได้ ๒.๓ นักเรียนสามารถบอกแนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในโรงเรียนได ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ผลประโยชน์ทับซ้อน คือ ผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งทำให้ตัดสินใจได้ยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเป็นธรรมและ ปราศจากอคติการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการใดๆตามอำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับเข้าไปมี ส่วนได้เสียกับกิจกรรมหรือการดำเนินการที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง ทำให้การใช้อำนาจ หน้าที่เป็นไปโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาครัฐสาเหตุการเกิด ผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดจากเจ้าหน้าที่ ของรัฐมีบทบาทที่ขัดแย้งกัน ๒ บทบาท ได้แก่ บทบาทที่ ๑ คือบทบาทที่ตัดสินใจตามหน้าที่ความรับผิดชอบ บทบาทที่ ๒ คือบทบาทที่ตัดสินใจตามผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้วจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจตามหน้าที่ทำให้เกิดปัญหาหรือความผิดได้ รูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อน รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน แบ่งออกเป็น ๗ รูปแบบ ได้แก่ ๑. การรับผลประโยชน์ต ่างๆ คือ การรับสินบนหรือผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสม ๒. การทำธุรกิจกับตัวเองหรือเป็นคู่สัญญา ๓. การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๐ ๔. การทำงานพิเศษ เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจที่เป็นการแข่งขันกับ หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณะที่ตนสังกัด ๕. การรับรู้ข้อมูลภายใน คือ สถานการณ์ที่ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะใช้ประโยชน์จาก การรู้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ของธุรกิจส่วนตัว ๖. การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานเพื่อประโยชน์ของธุรกิจส่วนตัว ๗. การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ของธุรกิจส่วนตัว ๓.๒ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด ๓.๓ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๑. ซื่อสัตย์สุจริต ๒. มีจิตสาธารณะ ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ขั้นตอนการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ ๑ ๑. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ๒. ให้นักเรียนดูคลิปสั้น เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องราวของครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ให้เฉลยข้อสอบกับนักเรียนที่เรียนพิเศษกับตนเอง ทำให้นักเรียนคนนั้นได้คะแนนสูง ๓. ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเรื่องที่เกิดขึ้นจากการดูคลิปวิดีโอตามประเด็นต่อไปนี้แล้วให้ นักเรียนบันทึกลงในช่อง P (Previous Knowledge) ๓.๑ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น (นักเรียนคนหนึ่งได้คะแนนสูงจนน่าตกใจ เพราะเรียนพิเศษกับครู) ๓.๒ คุณครูสาวทำอย่างไร ถึงทำให้นักเรียนได้คะแนนสูง (ให้เฉลยข้อสอบกับเด็กตอนที่เรียนพิเศษ) ๓.๓ นักเรียนคิดว่าการกระทำของคุณครูถูกหรือผิด (ผิด เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นครู) ๓.๔ นักเรียนคิดว่าในคลิปวิดีโอนี้ มีเหตุการณ์ใดที่เป็นการทุจริตบ้าง (ครูชาร์จแบตโทรศัพท์, ครูเอาข้อสอบให้นักเรียนที่เรียนพิเศษ) ๓.๕ ผลสรุปการกระทำของคุณครูเป็นอย่างไร (คุณครูถูกผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกไปตักเตือนเพื่อไมให้ทำอีก) ๔. ครูให้นักเรียนได้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยากรู้เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วบันทึกลงใน ช่อง I (Interested) ๕. ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๑ ๖. ครูอธิบายความหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน สาเหตุ และรูปแบบการเกิด ผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วให้นักเรียนบันทึกความรู้ที่ได้ ลงในช่อง E (Educated) ๕. ครูมอบหมายให้นักเรียนเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (S) ชั่วโมงที่ ๒ ๑. ครูยกตัวอย่างรูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนภายในโรงเรียน เช่น ครูสั่งให้นักเรียนไปซื้อ ของสำหรับทำงานประดิษฐ์ในวิชาของตนเองโดยของชิ้นนั้นหาซื้อได้ที่ร้านค้าของตนเองเท่านั้น บทบาทที่ ๑ คือ สั่งงานตามหน้าที่ของครู บทบาทที่ ๒ คือ ต้องการหารายได้เข้ากิจการของตัวเอง ผลประโยชน์ทับซ้อน คือครูได้รับผลประโยชน์จากการสั่งให้นักเรียนซื้อของที่ร้านค้า ของตนเอง ๒. ครูให้นักเรียนช่วยกันหารูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนภายในโรงเรียน พร้อมกับการหา แนวทางป้องกัน แล้วเขียนเหตุการณ์นั้นลงในใบงาน เรื่อง บทบาทที่ขัดแย้ง ๓. มอบหมายให้นักเรียนร่วมกันผลิตภาพยนตร์สั้น เกี่ยวกับ หัวข้อ ผลประโยชน์ทับซ้อน ๔. ร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้ในการเรียนรู้เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ๔.๒ สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้ ๑) คลิปสั้นเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน https://www.youtube.com/watch?v=gkbhP๒๐kZII&t=๒๗s ๒) ใบความรู้เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน ๓) ใบงาน เรื่อง บทบาทที่ขัดแย้ง ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วิธีการประเมิน ๑) ตรวจผลงานการทำผังมโนทัศน์เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน ๒) ตรวจผลงานการทำใบงาน เรื่อง บทบาทที่ขัดแย้ง ๓) ประเมินชิ้นงานภาพยนต์สั้น ๕.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ๑) แบบประเมินผังมโนทัศน์เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน ๒) ใบงาน เรื่อง บทบาทที่ขัดแย้ง ๓) แบบประเมินการผลิตภาพยนต์สั้น ๕.๓ เกณฑ์การตัดสิน ๑) นักเรียนผ่านการประเมิน ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ๒) นักเรียนมีส่วนร่วมในการผลิตภาพยนตร์สั้น ร้อยละ ๑๐๐
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๒ ใบกิจกรรม PIES Model
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๓ บันทึกหลังแผน
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๔ ภาคผนวก ข. แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ PIES Model โรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต ๒ -------------------------------------------------------------------------------- คำชี้แจง ให้ทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความพึงพอใจดังนี้ รายการ การประเมิน ๑. ห้องเรียนมีสีสันสดใส น่าเรียน ๒. สื่อการสอนน่าสนใจ ๓. นักเรียนช่วยกันทำงานกลุ่ม ๔. คุณครูสอนสนุก และเข้าใจง่าย ๕. นักเรียนชื่นชอบการเรียนวิชาการป้องกันการทุจิต เรียนกับคุณครู แล้วเป็นยังไงบ้างเอ่ย ?
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๕ แบบประเมินความพึงพอใจของครู ผู้บริหารสถานศึกษา ต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้แบบ PIES Model โรงเรียนชุมชนบ้านป่าแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต ๒ คำชี้แจง ให้ทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความพึงพอใจดังนี้ ๕ : มากที่สุด ๔ : มาก ๓ : ปานกลาง ๒ : น้อย ๑ : น้อยที่สุด กิจกรรม ความพึงพอใจ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ครูมีการเตรียมการสอน ๒. การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอื้อต่อการเรียนการสอน ๓. เนื้อหาที่สอนทันสมัยนำไปใช้ได้จริง ๔. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน ๕. กิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนการสอน ๖. ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และรายบุคคล ๗. ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และร่วมกันอภิปราย ๘. กิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ ๙. ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา ๑๐. ครูใช้วิธีการสอนและใช้สื่ออย่างหลากหลาย รวมคะแนน รวมทั้งหมด สรุปผลการประเมิน ๕๐ - ๔๑ ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ๔๐ - ๓๑ ระดับความพึงพอใจมาก ๓๐ – ๒๑ ระดับความพึงพอใจปานกลาง ๒๐ - ๑๑ ระดับความพึงพอใจน้อย น้อยกว่า ๑๐ ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๖ ภาคผนวก ค . ภาพถ่าย
ถ อ ด บ ท เ รี ย น “B e s t p r a c t i c e ป ร ะ เ ภ ท ค รู ผู้ ส อ น ” น า ง อั ล ด า กุ ล า ส า ต ำ แ ห น่ ง ค รู ค ศ . ๑ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น บ้ า น ป่ า แ ด ง ๒๗