โครงงานการออกแบบด้วยเทคโนโลยี เรื่อง รถพลังงานแบตเตอรี่ 1. น.ส.ธนัชพร สุปง เลขที่ 1 2. น.ส.พลอยชมภู ชวลิตชีวิน เลขที่ 19 3. ด.ญ.กวินธนิกานต์ ไชยชมภู เลขที่ 24 4. น.ส.อังสุมา เขียวขาว เลขที่ 32 5. น.ส.ภัททิยา อินต๊ะปัญญา เลขที่ 40 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3 เสนอ ครูสุนทรา ธรรมสอน รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ว20218 โครงงานออกแบบด้วยเทคโนโลยี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
ก เรื่อง : รถพลังงานแบตเตอรี่ คณะผู้จัดท า : 1. น.ส.ธนัชพร สุปง เลขที่ 1 2. น.ส.พลอยชมภู ชวลิตชีวิน เลขที่ 19 3. ด.ญ.กวินธนิกานต์ ไชยชมภู เลขที่ 24 4. น.ส.อังสุมา เขียวขาว เลขที่ 32 5. น.ส.ภัททิยา อันต๊ะปัญญา เลขที่ 40 โรงเรียน : สามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย ครูที่ปรึกษา : ครูสุนทรา ธรรมสอน ปีการศึกษา : 2565 บทคัดย่อ โครงงานการออกแบบด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นการศึกษาค้นคว้าและประดิษฐ์ เรื่อง รถพลังงงาน แบตเตอรี่โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปล่อยไอเสีย เพื่อลดการสร้างมลพิษ ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการท างานของมอเตอร์ไฟฟ้าจากรถพลังงานแบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยน พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล เสริมกระบวนการคิดการแก้ปัญหาและทักษะการท างานด้านงาน ประดิษฐ์ครั้งนี้ได้น าความคิดออกมาประดิษฐ์รถพลังงานแบตเตอรี่ ผลการด าเนินการจากผลการตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งาน ผลปรากฏว่าสิ่งที่ ประดิษฐ์ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการศึกษาเรียนรู้เรื่องการออกแบบและเทคโนโลยีและ สามารถน าความรู้มาประดิษฐ์รถพลังงานแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน
ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานเรื่อง รถพลังงานแบตเตอรี่ คณะผู้จัดท าได้ด าเนินการจัดท าเพื่อศึกษาการ ท างานของมอเตอร์ไฟฟ้าจากรถพลังงานแบตเตอรี่ โดยได้รับการสนับสนุนการให้ค าปรึกษาจากคุณครู และได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ปกครองที่ได้ให้ข้อเสนอแนะแนะน าการท าต่างๆ คณะผู้จัดท าหวังว่าโครงงานนี้จะเป็นแนวทางและประโยชน์ต่อผู้ที่พบเห็น และขอขอบคุณทุกท่านดังที่ได้กล่าวถึงมาข้างหน้าและที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี่เป็นอย่างสูง คณะผู้จัดท าโครงงานรถพลังงานแบตเตอรี่
สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ.............................................................................................................. ........ ก ค าน า…………………………………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………….. ค เนื้อหา บทที่ 1 บทน า........................................................................................................... 1 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………. 3 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการ……………………………………………………………………………… 11 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................. 18 บทที่ 5 สรุปและอภิปราย......................................................................................... 19 บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………………….. 20 ภาคผนวก............................................................................................................................. ...... 21
บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา เนื่องด้วยปัจจุบันเกิดปัญหาของภาวะโลกร้อน และมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อโลก ต่อประเทศ และต่อตัวของเราเอง สภาพแวดล้อมที่แย่ลง อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณน้้ามันดิบที่ลดลง รถยนต์ในปัจจุบันใช้เชื่อเพลิงในการขับเคลื่อนยานยนต์ การใช้เชื้อเพลิงท้าให้เกิดการเผา ไหม้จึงท้าให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจ้านวนมาก และเป็นสาเหตุหลักที่ท้าให้เกิดปัญหาของ ภาวะโลกร้อน และท้าให้เกิดมลพิษทางอากาศ และปริมาณน้้ามันดิบที่ลดลงในอนาคตอาจจะมีไม่ เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ ดังนั้นผู้จัดท้าจึงศึกษาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ เพื่อน้าใช้แทนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงใน ปัจจุบัน เพื่อลดปัญหาของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในเกิดภาวะโลกร้อน และ มลพิษทางอากาศ และลดการใช้น้้ามันดิบ วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.เพื่อศึกษาระบบการท้างานของรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ 2.เพื่อลดการใช้น้้ามันดิบ 3.เพื่อลดการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ประโยชน์ของการศึกษา 1.ได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการท้างานของรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ 2.ลดการใช้น้้ามันดิบ 3.ลดมลพิษทางอากาศ ขอบเขตของการศึกษา 1.ขอบเขตของเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นเนื้อหาที่เลือกจากปัญหาในชีวิตประจ้าวันคือ มลพิษทางอากาศที่ พบเจอได้ทุกบริเวณ ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอากาศ 2.สถานที่ที่ใช้ในการศึกษา โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม 3.ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา 1 พฤศจิกายน 2565 ถึง 3 มีนาคม 2565 4.กลุ่มประชากรตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.3โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ้านวน 5 คน
สมมติฐานของการศึกษา การเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ช่วยท้าให้ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ซึ่งเป็น สาเหตุหลักที่ท้าให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน และมลพิษทางอากาศ นิยามศัพท์เฉพาะ แบตเตอรี่ หมายถึง อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยเซลล์ไฟฟ้าเคมี ตั้งแต่หนึ่งเซลล์ขึ้นไป โดยแต่ละ เซลล์มีการเชื่อมต่อกันทางไฟฟ้า จึงสามารถเปลี่ยนพลังงานเคมีที่มีสะสมเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ เชื้อเพลิง หมายถึง สิ่งที่ท้าให้ไฟติดได้ง่าย, สิ่งที่ท้าให้เกิดการเผาไหม้, สารที่ท้าปฏิกิริยากับ ออกซิเจนเกิดการลุกไหม้ได้ง่ายในบรรยากาศ และให้ความร้อนที่น้าไปใช้ประโยชน์ได้ น้ ามันดิบ หมายถึง น้้ามันที่สกัดหรือสูบขึ้นมาจากแหล่งก้าเนิด และยังมิได้ท้าให้บริสุทธิ์ หรือยังมิได้น้าไปกลั่นแยกออกเป็นส่วน ๆ ภาวะโลกร้อน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลก และน้้าในมหาสมุทร มลพิษทางอากาศ หมายถึง ภาวะอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติ เป็นเวลานานพอที่จะท้าให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินต่าง อาจเกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัย ในการศึกษาเรื่อง รถไฟฟ้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อน าใช้แทนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงใน ปัจจุบัน เพื่อลดปัญหาของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในเกิดภาวะโลกร้อน และ มลพิษทางอากาศ และลดการใช้น้ ามันดิบ คณะผู้จัดท าได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการท างานของระบบ เครื่องยนต์ไฟฟ้า และลดมลพิษทางอากาศ ลดการใช้น้ ามันดิบ ให้เกิดประโยชน์เสริมสร้างความ สามัคคี ความรับผิดชอบ กระบวนการคิดการแก้ปัญหาและทักษะการท างานด้านงานระบบไฟฟ้า ให้คณะผู้จัดท า ผู้ศึกษาได้ท าการศึกษาค้นคว้าหาความรู้โดยศึกษา ตามหัวเรื่องดังนี้ 2.1 ภาวะโลกร้อน 2.2 ผลกระทบของภาวะโลกร้อน 2.3 แก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ 2.4 รถไฟฟ้า 2.5 เชื้อเพลิงปิโตรเลียม 2.6 สาเหตุการเกิดมลพิษทางอากาศ 2.1 ภาวะโลกร้อน เว็บไซต์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tstj/article/view/12629 ได้กล่าวไว้ว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น สาเหตุหลักเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่ เพิ่มขึ้นจากการท ากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ และหากภาวการณ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มีการ เปลี่ยนแปลงจากแบบจ าลองการคาดคะเนภูมิอากาศในอีก 100 ปี ข้างหน้า ท านายว่าอุณหภูมิโลก เพิ่มขึ้นถึง 2 - 4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ระดับน้ าทะเลสูงขึ้นประมาณ 1 ± 0.5 เมตร ท าให้ผลให้ สิ่งมีชีวิตร้อยละ 18 - 35 จะสูญพันธุ์ไปจากหลักฐานงานวิจัยทั่วโลกในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบของโลกร้อนมีผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในด้าน ผลกระทบต่อสรีรวิทยา ผลกระทบต่อชีวภูมิอากาศวิทยา ผลกระทบต่อการกระจายพันธุ์ของ สิ่งมีชีวิต ดังนั้นหากสถานการณ์โลกร้อนยังไม่ได้รับความสนใจและไม่รับการแก้ไข ภาวะโลกร้อนจะ ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางชีวภาพท าให้เกิดการสูญเสียอย่างมหาศาล
2.2 ผลกระทบของภาวะโลกร้อน เว็บไซต์https://www.greenpeace.org/thailand/explore/protect/climate/impacts กล่าวไว้ว่า ผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้น และผลกระทบในตอนเริ่มต้นจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเล็กน้อยถึง ปานกลาง ระดับน้ าทะเลเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากธารน้ าแข็งที่ก าลังละลาย และอุณหภูมิทั่วโลกที่ก าลัง สูงขึ้นจากการขยายตัวทางความร้อนของน้ าในมหาสมุทร ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมามหาศาล จากชั้นดินเยือกแข็ง และป่าที่ก าลังตาย มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดสภาพอากาศรุนแรง เช่น คลื่น ความร้อน ความแห้งแล้ง และ น้ าท่วม ในปัจจุบันความแห้งแล้งทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าใน 30 ปี ที่ผ่านมา 2 เท่า ผลกระทบรุนแรงในระดับภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ในยุโรป จะเกิดน้ าท่วมจากแม่น้ า เพิ่มขึ้นในพื้นที่ส่วนมากของทวีป และตามพื้นที่ชายฝั่งจะเสี่ยงต่อน้ าท่วม การกัดเซาะ และการสูญเสีย พื้นที่ในทะเลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ระบบทางธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ธารน้ าแข็ง ปะการัง ป่าชายเลน ระบบ นิเวศของทวีปอาร์กติก ระบบนิเวศของเทือกเขาสูง ป่าสนแถบหนาว ป่าเขตร้อน เขตลุ่มน้ าในทุ่งหญ้า และ เขตทุ่งหญ้าในท้องถิ่น จะถูกคุกคามอย่างรุนแรง สัตว์สายพันธุ์ต่างๆ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้น และเกิดความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบที่รุนแรงกว่าจะตกอยู่กับประเทศ ยากจน ได้แก่ ประเทศที่ก าลังพัฒนาของทวีปแอฟริกา เอเชีย และ มหาสมุทรแปซิฟิค ที่มี ความสามารถน้อยที่สุดในการป้องกันตนเองจากระดับทะเลที่สูงขึ้น การแพร่กระจายของเชื้อโรค และ ผลผลิตภาคเกษตรที่ต่ าลง ภาวะโลกร้อนทุกระดับจะท าให้ประเทศที่ก าลังพัฒนาทุกข์ทรมานมากที่สุด ผลกระทบร้ายแรงในระยะยาวหากโลกร้อนยังด าเนินต่อไปพืดน้ าแข็งบนเกาะกรีนแลนด์และทวีปแอน ตาร์กติกาก าลังละลาย หากไม่ควบคุม ความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจุดชนวนให้ เกิดการละลายของพืดน้ าแข็งทั้งหมดในเกาะกรีนแลนด์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งจะท าให้ ระดับน้ าทะเลเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 7 เมตรเป็นเวลาหลายทศวรรษ มีหลักฐานใหม่ที่แสดงว่าอัตราของการ ไหลลงต่ าของน้ าแข็งในทวีปแอนตาร์กติกาแสดงถึงภาวะเสี่ยงที่จะละลายทั้งหมด กระแสน้ าอุ่นใน มหาสมุทรแอตแลนติกที่ไหลช้าลง เปลี่ยนทิศทาง หรือ หยุดไหล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างสูงในยุโรป และท าให้ระบบการไหลเวียนของมหาสมุทรผิดปกติหายนะจากการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างมหาศาล จากมหาสมุทร ซึ่งท าให้ก๊าซมีเทนในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 2.3 แก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ เว็บไซต์https://th.wikipedia.org/wiki กล่าวไว้ว่า การเกิดผลกระทบของปรากฏการณ์ เรือนกระจกดังกล่าวไม่เป็นที่ถกเถียงกันแต่อย่างใด เพราะโดยธรรมชาติแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นนั้น จะมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอยู่ที่ 33 องศาเซลเซียส อยู่แล้ว ซึ่งถ้าไม่มี มนุษย์ก็จะอยู่อาศัย ไม่ได้ ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ว่าความแรงของปรากฏการณ์เรือนกระจกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อกิจกรรมของมนุษย์ไปเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศแก๊สเรือนกระจกหลักบน โลกคือ ไอระเหยของน้ า ซึ่งเป็นต้นเหตุท าให้เกิดภาวะโลกร้อนมากถึงประมาณ 30-60% (ไม่รวมก้อน เมฆ) คาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวการอีกประมาณ 9–26% แก๊สมีเทน (CH4 ) เป็นตัวการ 4–9% และ โอโซนอีก 3–7% ซึ่งหากนับโมเลกุลต่อโมเลกุล แก๊สมีเทนมีผลต่อปรากฏการณ์เรือนกระจกมากกว่า คาร์บอนไดออกไซด์ แต่ความเข้มข้นน้อยกว่ามาก ดังนั้นแรงการแผ่ความร้อนจึงมีสัดส่วนประมาณ หนึ่งในสี่ของคาร์บอนไดออกไซด์ และยังมีแก๊สอื่นอีกที่เกิดตามธรรมชาติแต่มีปริมาณน้อยมาก หนึ่งใน
นั้นคือ ไนตรัสออกไซด์(N2O) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการท ากิจกรรมของมนุษย์ เช่นเกษตรกรรม ความเข้มใน บรรยากาศของ CO2 และ CH4 เพิ่มขึ้น 31% และ 149 % ตามล าดับนับจากการเริ่มต้นของยุคการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงประมาณ พ.ศ. 2290 (ประมาณปลายรัชสมัยพระบรมโกศฯ) เป็นต้นมา ระดับอุณหภูมิเหล่านี้สูงกว่าอุณหภูมิของโลกที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในช่วง 650,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่มี ข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่ได้มาจากแกนน้ าแข็งที่เจาะมาได้ และจากหลักฐานทางธรณีวิทยาด้านอื่นก็ท าให้ เชื่อว่าค่าของ CO2 ที่สูงในระดับใกล้เคียงกันดังกล่าวเป็นมาประมาณ 20 ล้านปีแล้ว การเผาผลาญ เชื้อเพลิงซากดึกด าบรรพ์หรือเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil fuel) มีส่วนเพิ่ม CO2 ในบรรยากาศประมาณ 3 ใน 4 ของปริมาณ CO2 ทั้งหมดจากกิจกรรมมนุษย์ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนที่เหลือเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะการท าลายป่าเป็นส่วนใหญ่ ความเข้มของปริมาณ CO2 ที่เจือปน ในบรรยากาศปัจจุบันมีประมาณ 383 ส่วนในล้านส่วนโดยปริมาตร (ppm) ประมาณว่าปริมาณ CO2 ในอนาคตจะสูงขึ้นอีกจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอัตรา การเพิ่มขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและการพัฒนาของตัวธรรมชาติเอง แต่อาจขึ้นอยู่กับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก รายงานพิเศษว่าด้วยการจ าลองการปลดปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ (Special Report on Emissions Scenarios) ของ IPCC ได้จ าลองว่าปริมาณ CO2 ในอนาคตจะมีค่าอยู่ระหว่าง 541 ถึง 970 ส่วนในล้านส่วน ในราวปี พ.ศ. 2643 ด้วยปริมาณ ส ารองของเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงมีเพียงพอในการสร้างสภาวะนั้น และยังสามารถเพิ่มปริมาณขึ้นได้ อีกเมื่อเลยปี 2643 ไปแล้ว ถ้าเรายังคงใช้ถ่านหิน น้ ามันดิน น้ ามันดินในทราย หรือมีเทน ก้อน (methaneclathratesmethane clathrates) เป็นแก๊สมีเทนที่ฝังตัวในผลึกน้ าแข็งในสัดส่วน โมเลกุลมีเทน:โมเลกุลน้ า = 1 : 5.75 เกิดใต้ท้องมหาสมุทรที่ลึกมาก ต่อไป การเกิดก๊าซแต่ละชนิดพบได้ดังนี้คือ 1.ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลกสูงสุด (ร้อยละ 75) และเป็น ตัวการที่ท าให้เกิดการสะสมพลังงานความร้อนในชั้นบรรยากาศมากที่สุด คาร์บอนไดออกไซด์มีอายุ อยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 200 ปี โดยมีแหล่งก าเนิดใน ธรรมชาติจากการระเบิดของภูเขาไฟและ การย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ขณะที่ในปัจจุบันนี้ มนุษย์กลายมาเป็นตัวการหลักในการสร้างและ ปลดปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาไม้เชื้อเพลิงฟอซซิลต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ ามัน ก๊าซ ธรรมชาติรวมถึงการตัดไม้ท าลายป่า ซึ่งมีส่วนต่อการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 1 ใน 3 ของ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ทั้งหมด 2.ก๊าซมีเทน เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากเป็นล าดับที่ 2 (ร้อยละ 16) เป็นก๊าซในธรรมชาติที่เกิดจากย่อยสลายของเสียต่างๆ แต่มีเทนร้อยละ 60 ในชั้น บรรยากาศเกิด จากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การก าจัดขยะด้วยวิธีการฝังกลบ การเผาไม้เชื้อเพลิง ใน การท าเกษตรกรรม โดยเฉพาะฟาร์มปศุสัตว์ทั้งหลาย มีเทนสามารถคงอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกได้ราว 12 ปี ซึ่งถือว่ามีอายุสั้นที่สุดในบรรดากลุ่ม ก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด แต่มีเทนมีคุณสมบัติในการกัก เก็บความร้อนได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 84 เท่า
3.ไนตรัสออกไซด์ เป็นก๊าซที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภาวะเรือนกระจกได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 260 เท่า รวมถึงการมีอายุเกินหนึ่งศตวรรษในชั้นบรรยากาศโลก ไนตรัสออกไซด์เป็นก๊าซในธรรมชาติ โดยมีแหล่งก าเนิดจากแบคทีเรียต่างๆ ทั้งจาก แบคทีเรียในดินและในมหาสมุทร รวมถึงการย่อยสลาย ของอินทรียวัตถุ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ รวมถึงการเผา เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและ เชื้อเพลิงต่างๆ เป็นกิจกรรมหลักของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการ ปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่ชั้น บรรยากาศโลก 4.กลุ่มก๊าซฟลูออริเนต กลุ่มก๊าซฟลูออริเนตประกอบไปด้วยไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เพอร์ฟลูออโร คาร์บอน (PFCs) ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) รวมถึงสารซี เอฟซี(CFCs) ที่เกิดจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ก๊าซเหล่านี้มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนได้ ดีกว่า คาร์บอนไดออกไซด์หลายพันเท่าและอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ตั้งแต่ 100 ถึง 50,000 ปีกลุ่มก๊าซ ฟลูออริเนตมาจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยถูกใช้เป็นสารท าความเย็น ตัวท าละลายและสารตั้ง ต้นในการผลิต รวมถึงผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการต่างๆ นอกจากการเป็นตัวการในการก่อให้เกิด ภาวะเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนแล้ว สารซีเอฟซียัง เป็นก๊าซที่เข้าท าลายโอโซนในชั้นสตราโทส เฟียร์ (Stratosphere) ก่อให้เกิดรูรั่วในชั้นบรรยากาศโลกส่งผลให้รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตสามารถส่องผ่านลง มายังพื้นผิวโลกได้มากขึ้นอีกด้วย 5.ไอน้ า เป็นก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมให้ผลกระทบจากก๊าซเรือน กระจกชนิดอื่น รุนแรงยิ่งขึ้น ไอน้ ามีปริมาณเพิ่มขึ้น หากบรรยากาศโลกอบอุ่นขึ้น 6.โอโซนบนภาคพื้นดิน เกิดจากปฏิกิริยาโฟโตเคมิคัล (Photochemical Reaction) ระหว่าง ไนโตรเจน ออกไซด์ (NOx) ที่อยู่ในไอเสียของเครื่องยนต์ หรือไอเสียจากโรงงาน สารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และรังสีอัลตราไวโอเลต ก่อให้เกิดโอโซนในระดับต่ า ซึ่งมี คุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกและถือเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นอัตรายต่อสิ่งมีชีวิต
2.4 รถไฟฟ้า เว็บไซต์https://www.thaiauto.or.th/2012/th/services/ev/pdf/ev-Intro.pdf กล่าวไว้ว่า ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) เป็นยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ท างานร่วมกับ มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อน และสามารถแบ่งตาม ฟังก์ชันการท างานของมอเตอร์ไฟฟ้าได้ 3 ประเภท ดังนี้1.Micro Hybrid (Start & Stop, S&S) 2.Mild Hybrid (MHEV) 3.Full Hybrid (FHEV) ยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นยานยนต์มีลักษณะการ ท างานและชิ้นส่วนต่างๆ คล้ายกับยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด แต่มีระบบ ประจุไฟฟ้าจากภายนอกเพิ่มเติมเข้ามา เนื่องจากยานยนต์ ประเภทนี้สามารถประจุไฟฟ้าจากภายนอกได้ จึงท าให้ยานยนต์ประเภทนี้มีความสามารถขับขี่โดย ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ระยะทาง มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด แต่เนื่องจากแบตเตอรี่มี ขนาดใหญ่ท าให้มีราคาสูงกว่ายานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) เป็นยาน ยนต์ที่ใช้มอเตอร์ ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ท าให้ส่วนมากมีแบตเตอรี่ที่มีขนาด ใหญ่มากกว่า ยานยนต์ไฟฟ้าชนิดอื่น และเนื่องจากมีความกังวลถึง ระยะทางใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการประจุ ไฟฟ้า 1 ครั้ง ท าให้ผู้ผลิตรถยนต์บางรายติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพื่อเพิ่มระยะทางใน การใช้งาน โดยเครื่องยนต์ดังกล่าวมีหน้าที่ปั่นไฟเพื่อประจุไฟฟ้าสู่ แบตเตอรี่เพียงเท่านั้น ยานยนต์ไฟฟ้าเซลล์ เชื้อเพลิง (FCEV)ยานยนต์ชนิดนี้ใช้มอเตอร์เป็น ก าลังหลักในการขับเคลื่อนเช่นเดียวกับยานยนต์ ไฟฟ้าแบตเตอรี่ แต่ แหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้านั้นต่างกัน เนื่องจากยานยนต์ชนิดนี้กัก เก็บพลังงาน อยู่ในรูปของก๊าซไฮโดรเจน และเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้า ก๊าซไฮโดรเจนจะถูกน าไปท า ปฏิกิริยา กับก๊าซออกซิเจนใน อากาศ ที่เซลล์เชื้อเพลิง โดยยานยนต์ชนิดนี้จะไม่ก่อมลพิษทาง อากาศเนื่องจาก เมื่อยานยนต์ใช้พลังงานจะปล่อยน้ าออกสู่ บรรยากาศเท่านั้น โดยยานยนต์ประเภทนี้อยู่ในขั้นการวิจัย ยังไม่ถูก ผลิตออกมาจ าหน่ายในเชิงพาณิชย์ 2.5 เชื้อเพลิงปิโตรเลียม เว็บไซต์ https://www.uac.co.th/th/knowledge-sharing/343/petroleum ปิโตรเลียม (Petroleum) คือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยค าว่า Petroleum มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ซึ่งเป็นการผสมค าระหว่างค าว่า "เพตรา" (Petra) ที่ แปลว่า "หิน" และ "โอเลียม" (Oleum) ที่แปลว่า "น้ ามัน" Petroleum จึงมีความหมายรวมกันว่า "น้ ามันจากหิน" ปิโตรเลียมประกอบด้วยธาตุองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ไฮโดรเจนและคาร์บอน รวมถึง ธาตุอื่น ๆ เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน ก ามะถัน ปะปนอยู่เล็กน้อย โดยปิโตรเลียมสามารถอยู่ในรูปของ ของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของปิโตรเลียมเอง และเมื่อน ามากลั่น จะได้เป็น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ก๊าซหุงต้ม น้ ามันเบนซิน น้ ามันก๊าด น้ ามันดีเซล น้ ามันเตา ยางมะตอย เป็นต้น ปิโตรเลียมเกิดจากการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์ใต้ทะเลลึก โดยเฉพาะแพลงก์ตอน สัตว์ และ
สาหร่ายที่เกิดการเน่าเปื่อย ผุพัง และย่อยสลายกลายเป็นอินทรียสารที่สะสมรวมตัวกับตะกอนต่าง ๆ จนเกิดเป็นชั้นตะกอนหนาแน่น ซึ่งจมตัวลงจากแรงกดทับของชั้นการสะสมต่าง ๆ และการ เปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลกภายใต้ความร้อนและความดันอันมหาศาลที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา หลายล้านปีในชั้นหินใต้พื้นผิวโลกจนแปรสภาพกลายเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในรูปของแข็ง ของเหลว และก๊าซที่สะสมตัวอยู่ตามช่องว่าง รอยแยก และรูพรุนของชั้นหิน ก่อนจะมีการน าปิโตรเลียมไปใช้ประโยชน์ในรูปของก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ ามันดิบ หรือ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้นั้นจะต้องมีการน าปิโตรเลียมจากแท่นหลุมผลิตมาผ่านกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ ปิโตรเลียมที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ ก่อนจะส่งต่อไปยังสถานีแยกปิโตรเลียมเพื่อแปรสภาพ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ส าเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะสมต่อการน าไปใช้ประโยชน์ โดยกระบวนการผลิต ปิโตรเลียมมีดังนี้ 1.การแยก (Separation) เป็นการแยกเอาน้ า ก๊าซ และสารปนเปื้อนอื่น ๆ ออกจากกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีแยกแบบการ กลั่นล าดับส่วน (Fractional Distillation) ที่อาศัยความแตกต่างของจุดเดือดของสารประกอบแต่ละ ชนิดที่อยู่ในน้ ามันดิบภายใต้การให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 368-385 องศาเซลเซียส ซึ่งสารประกอบบาง ชนิดจะกลายเป็นไอลอยขึ้นไปยอด (ด้านบนหอกลั่น) และบางชนิดจะควบแน่นเป็นของเหลวตกลงบน ถาดรองรับในแต่ละช่วงของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ แล้วจึงน าไปเก็บแยกตามประเภทเพื่อน าไปใช้ต่อไป 2.การเปลี่ยนโครงสร้าง (Conversion) เป็นการใช้วิธีทางเคมีหลากหลายรูปแบบเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ อาจยังมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการ จึงต้องน ามาผ่านกระบวนการเพื่อให้มีคุณภาพที่ดีและ เหมาะแก่การน าไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ 3.การปรับคุณภาพ (Treating) เป็นการก าจัดสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งปนเปื้อนออกจากผลิตภัณฑ์หลังกระบวนการเปลี่ยนแปลง โครงสร้าง ซึ่งสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวอาจเป็นสารจ าพวกก ามะถัน ไนโตรเจน และออกซิเจน โดยจะใช้ วิธีการฟอกด้วยไฮโดรเจน การแยกก๊าซออกจากน้ ามัน หรือฟอกด้วยโซดาไฟเพื่อเป็นการก าจัดสารนั้น ๆ ออก 4.การผสม (Blending) เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการน าผลิตภัณฑ์ที่ได้มาเติมหรือผสมสารต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ส าเร็จรูป ตามที่ต้องการ เช่น การผสมน้ ามันเบนซินเพื่อเพิ่มเลขออกเทน หรือการผสมน้ ามันเตาเพื่อให้ได้ความ หนืดตามที่ต้องการ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีดังนี้ 1.น้ ามันดิบ (Crude Oil) น้ ามันดิบ คือ ปิโตรเลียมที่อยู่ในรูปของเหลวสีด าหรือสีน้ าตาล กลิ่นคล้ายน้ ามันเชื้อเพลิงส าเร็จรูป มี องค์ประกอบส่วนใหญ่คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดระเหยง่าย สามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด ตาม คุณสมบัติและชนิดของไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบอยู่ คือ น้ ามันดิบฐานพาราฟิน น้ ามันดิบฐานแนฟทีน
และน้ ามันดิบฐานผสม โดยเมื่อผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว จะได้เป็นผลิตภัณฑ์น้ ามันต่าง ๆ เช่น น้ ามันก๊าด ยางมะตอย หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถน าไปใช้เป็นเชื้อเพลิงส าหรับเครื่องยนต์ รถยนต์ เครื่องบิน เครื่องบินไอพ่น เตาเผา และเตาอบ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นส่วนผสมของสีทาบ้าน น้ ามัน ชักเงา น้ ายาท าความสะอาด ยาฆ่าแมลง เป็นต้น 2.ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ก๊าซธรรมชาติ คือ ปิโตรเลียมที่อยู่ในสถานะก๊าซ ประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนราวร้อยละ 95 โดยมีองค์ประกอบหลัก คือ ก๊าซมีเทน ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 70 รวมถึงไนโตรเจนและ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปะปนอยู่เล็กน้อย ก๊าซธรรมชาติสามารถน ามาใช้เป็นเชื้อเพลิงและน ามาเป็น วัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตลอดจนใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นวัตถุดิบส าหรับ การผลิตปุ๋ย และเชื้อเพลิงหุงต้ม เชื้อเพลิงรถโดยสาร (NGV) และส่งเข้าโรงกลั่นเพื่อกลั่นเป็นน้ ามัน เบนซินแก๊สธรรมชาติ 2.6 สาเหตุการเกิดมลพิษทางอากาศ เว็บไซต์ http://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/Web กล่าวไว้ว่า ยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เป็นแหล่งก่อปัญหาอากาศเสียมากที่สุด สารที่ออกจาก รถยนต์ที่ ส าคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และของก ามะถัน สารพวก ไฮโดรคาร์บอนนั้น ประมาณ 55 % ออกมาจากทอไอเสีย 25 % ออกมาจากห้องเพลา ข้อเหวี่ยง และ อีก 20 % เกิดจากการระเหยในคาร์บูเรเตอร์ และถังเชื้อเพลิง ออกไซด์ของไนโตรเจนคือ ไนตริกออก ไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และไน ตรัสออกไซด์ (N2O) เกือบทั้งหมดออกมาจากท่อไอ เสีย เป็นพิษต่อมนุษย์โดยตรง นอกจากนี้สารตะกั่วในน้ ามันเบนซินชนิดซุปเปอร์ยังเพิ่มปริมาณตะกั่ว ในอากาศอีกด้วยควันไฟและก๊าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมจากโรงงานผลิตสารเคมี ได้แก่ โรงกลั่น น้ ามัน โรงผลิตไฟฟ้า โรงงานท าเบียร์ โรงงาน สุรา โรงงานน้ าตาล โรงงานกระดาษ โรงงานถลุงแร่ โรงงานย้อมผ้า โรงงานท าแก้ว โรงงานผลิตหลอดไฟ โรงงานผลิตปุ๋ย และโรงงานผลิตกรดพลังงานที่ เกิดจากสารเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ ามัน ก๊าซธรรมชาติ ท าให้เพิ่มสาร ต่าง ๆ ในอากาศ อาทิ สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ออกไซด์ของไนโตรเจน และ ก ามะถันในบรรยากาศแหล่งก าเนิดฝุ่นละออง ได้แก่ บริเวณที่ก าลังก่อสร้าง โรงงานท าปูนซีเมนต์ โรงงาน โม่หิน โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตโซดาไฟ เหมืองแร่ เตาเผาถ่าน โรงค้าถ่าน เมรุเผาศพ แหล่งหมักหมมของสิ่งปฏิกูล ได้แก่ เศษอาหาร และขยะ มูลฝอย ควันไฟจากการเผาป่า เผาไร่นา และจากบุหรี่ การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดละออง กัมมันตรังสีการตรวจและรักษาทางรังสีวิทยา การใช้เรดิโอไอโซโทป ที่ขาดมาตรการที่ถูกต้องในการ ป้องกันสภาวะอากาศเสีย อากาศเสียที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟป่า กัมมันตรังสีที่เกิดตามธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
ความเป็นพิษเนื่องจากสาเหตุข้อนี้ค่อนข้าง น้อยมาก เนื่องจากต้นก าเนิดอยู่ไกล จึงเข้าสู่สภาวะ แวดล้อมของมนุษย์และสัตว์ได้น้อย
บทที่ 3 วัสดุอุปกรณ์และวิธีการด าเนินการ การศึกษาโครงงานเรื่อง ที่ใส่แปรงสีฟันจากของเหลือใช้ ผู้จัดท าได้ศึกษาด าเนินการตามล าดับดังนี้ 3.1 เครื่องมือที่ใช่ในการด าเนินงาน 3.1.1 วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการด าเนินงาน 3.2 วิธีการด าเนินงาน ขั้นตอนจัดท าชิ้นงาน 3.1 เครื่องมือที่ใช่ในการด าเนินงาน 3.1.1 วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการด าเนินงาน ภาพที่1 ขวดน้ า ภาพที่ 2 ฝาขวดน้ า ภาพที่ 3 ถ่านไฟฉาย ภาพที่ 4 มอเตอร์
ภาพที่ 5 ไม้เสียบลูกชิ้น ภาพที่ 6 ไส้ปากกา 3.2 วิธีการด าเนินงาน ขั้นตอนจัดท าชิ้นงาน ขั้นตอนที่ 1. เตรียมวัสดุ-อุปกรณ์ส าหรับด าเนินการประกอบรถพลังงานแบตเตอรี่ ภาพที่ 7 ภาพขั้นตอนการเตรียมวัสดุอุปกรณ์
ขั้นตอนที่ 2. น าปืนกาวมาติดรอบๆฝาขวดน้ า ภาพที่ 8 ขั้นตอนการเตรียมล้อของรถ ขั้นตอนที่ 3. น าฝาขวดน้ าที่น าปืนกาวใส่รอบๆแล้วน ามาเจาะรู ภาพที่ 9 ขั้นตอนการเจาะรู
ขั้นตอนที่ 4. เจาะรูขวดน้ า จ านวน 4 รู ภาพที่ 10 ขั้นตอนการเจาะรูขวดน้ า ขั้นตอนที่ 5. น าไม้เสียบลูกชิ้นมาเสียบกับฝาขวดน้ าที่เจาะรูไว้ และติดกาวร้อน ภาพที่ 11 ขั้นตอนการประกอบล้อและเพลา
ขั้นตอนที่ 6. น าปลายไม้อีกด้านสอดเข้ารูที่เจาะไว้บนขวดน้ า ตัดปลายไม้ส่วนเกินออก และติดกาว ภาพที่ 12 ขั้นตอนการน าล้อและมาเพลามาประกอบกับตัวรถ ขั้นตอนที่ 7. เมื่อประกอบเสร็จแล้วจึงท าการจัดข้างบนขวดน้ าออกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภาพที่ 13 ขั้นตอนการตัดขวดน้ า
ขั้นตอนที่ 8. เจาะรูขวดน้ าและน ามอเตอร์มาติด น าไส้ปากกามาพันกับเทป และน ามาเสียบที่มอเตอร์ ภาพที่ 13 ขั้นตอนการติดมอเตอร์ ขั้นตอนที่ 9. น าหนังยางมาคล้องกับล้อและไส้ปากกา ภาพที่ 14 ขั้นตอนการน าหนังยางมาคล้อง
ขั้นตอนที่ 10. น าแบตเตอรี่มาติดและท าการต่อระบบไฟ gxHovyogliH0 ภาพที่ 15 ขั้นตอนการติดแบตเตอรี่และต่อสายไฟ ภาพที่ 16 เสร็จสมบูรณ์
บทที่ 4 ผลการศึกษาและอภิปรายผลศึกษา ในการจัดท าโครงงานการออกแบบและเทคโนโลยีเชิงบูรณาการ เรื่อง โครงงานประดิษฐ์ รถพลังงานแบตเตอรี่ มีผลการด าเนินงานดังนี้ 4.1 ผลการศึกษา งานประดิษฐ์ในครั้งนี้ท าให้ผู้จัดท าโครงงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับการท ารถพลังงานแบตเตอรี่ จึงสามารถท ารถพลังงานแบตเตอรี่ได้ส าเร็จและท าให้มีความภูมิใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สามารถท าให้มีนิสัยรักษาดูแลสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังสร้างรายได้ให้กับผู้จัดท า โครงงาน และสามารถใช้ความรู้ที่ได้จากการประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นในครั้งนี้ไปเผยแพร่ให้กับผู้สนใจได้ 4.2 อภิปรายผลการศึกษา จากการท ารถพลังงานแบตเตอรี่นั้น ออกมารูปทรงและสามารถใช้งานได้จริงตามต้องการ ท า ใ ห้ มี ค ว า ม ภู มิใ จ ใ น ก า ร อ นุ รั ก ษ์ สิ่ง แ ว ด ล้ อ ม ก า ร ใ ช้ เ ว ล า ว่ าง ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ ซึ่งคณะผู้จัดท าและเพื่อนๆได้ทดลองใช้งานแล้วพบว่ารถพลังงานแบตเตอรี่มีประโยชน์และยังสร้าง รายได้ให้แก่ผู้จัดท าเพราะท าง่ายและวัสดุหาได้ง่าย ตัวอย่างผลงาน
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา จากการท าโครงงานการประดิษฐ์รถพลังงานแบตเตอรี่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ คือ เพื่อศึกษาระบบรถพลังงานแบตเตอรี่ ลดการใช้น ามันดิบ ลดการเผาไหม้ เพื่อให้คณะผู้จัดท าได้ศึกษา ความรู้เกี่ยวกับการท างานของมอเตอร์ และวงจรไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื อเชื อเพลิง ในการ ขับเคลื่อน และน าวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ความ รับผิดชอบ กระบวนการคิดการแก้ปัญหา และทักษะการท างานด้านงานช่างไฟฟ้าให้แก่คณะผู้จัดท า ประโยชน์ของการศึกษา 1.ได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการท างานของรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ 2.ลดการใช้น ามันดิบ 3.ลดมลพิษทางอากาศ ข้อเสนอแนะ ในการท าการประดิษฐ์ ควรเลือกการประดิษฐ์ที่ง่ายต่อการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ และควรลด ต้นทุนในการใช้จ่ายในการซื ออุกรณ์ลงให้มากกว่านี
บรรณานุกรม Gracz Natural Plant Fiber Product. “ภาวะโลกร้อน”. <https://gracz.co.th/blog/post/planet-global-warming>2565 ศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา. “ภาวะเรือนกระจก”. <http://climate.tmd.go.th/content/article/10>2563 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา. “รถยนไฟฟ้า”. <https://sciplanet.org/content/8804>2564 พลังวาฬบางอย่าง. “น ้ามันดิบ”. <https://www.whaleenergystation.com>2563 วิกิพีเดีย. “เชื อเพลิง”. <https://th.wikipedia.org/wiki>2565.
ภาคผนวก วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการด าเนินงานทั้งหมด วิธีการด าเนินงาน ขั้นตอนจัดท าชิ้นงาน ขั้นตอนที่ 1. เตรียมวัสดุ-อุปกรณ์ส าหรับด าเนินการประกอบรถพลังงานแบตเตอรี่ ภาพที่ 7 ภาพขั้นตอนการเตรียมวัสดุอุปกรณ์
ขั้นตอนที่ 2. น าปืนกาวมาติดรอบๆฝาขวดน้ า ภาพที่ 8 ขั้นตอนการเตรียมล้อของรถ ขั้นตอนที่ 3. น าฝาขวดน้ าที่น าปืนกาวใส่รอบๆแล้วน ามาเจาะรู ภาพที่ 9 ขั้นตอนการเจาะรู
ขั้นตอนที่ 4. เจาะรูขวดน้ า จ านวน 4 รู ภาพที่ 10 ขั้นตอนการเจาะรูขวดน้ า ขั้นตอนที่ 5. น าไม้เสียบลูกชิ้นมาเสียบกับฝาขวดน้ าที่เจาะรูไว้ และติดกาวร้อน ภาพที่ 11 ขั้นตอนการประกอบล้อและเพลา
ขั้นตอนที่ 6. น าปลายไม้อีกด้านสอดเข้ารูที่เจาะไว้บนขวดน้ า ตัดปลายไม้ส่วนเกินออก และติดกาว ภาพที่ 12 ขั้นตอนการน าล้อและมาเพลามาประกอบกับตัวรถ ขั้นตอนที่ 7. เมื่อประกอบเสร็จแล้วจึงท าการจัดข้างบนขวดน้ าออกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภาพที่ 13 ขั้นตอนการตัดขวดน้ า
ขั้นตอนที่ 8. เจาะรูขวดน้ าและน ามอเตอร์มาติด น าไส้ปากกามาพันกับเทป และน ามาเสียบที่มอเตอร์ ภาพที่ 13 ขั้นตอนการติดมอเตอร์ ขั้นตอนที่ 9. น าหนังยางมาคล้องกับล้อและไส้ปากกา ภาพที่ 14 ขั้นตอนการน าหนังยางมาคล้อง
ขั้นตอนที่ 10. น าแบตเตอรี่มาติดและท าการต่อระบบไฟ gxHovyogliH0 ภาพที่ 15 ขั้นตอนการติดแบตเตอรี่และต่อสายไฟ ภาพผลงาน โครงงานรถพลังงานแบตเตอรี่
รูปสมาชิกกับชิ ้นงาน
ประวัติผู้จัดท า ชื่อ – นามสกุล เด็กหญิงธนัชพร สุปง วัน เดือน ปี สถานที่เกิด 10 ธันวาคม 2550 ต าบลเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประวัติการศึกษา ระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พ.ศ. 2557 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก าลังศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
ชื่อ – นามสกุล นางสาวพลอยชมพู ชวลิตชีวิน วัน เดือน ปี สถานที่เกิด 15 มกราคม 2551 ต าบลเวียง อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประวัติการศึกษา ระดับประถมศึกษา โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม พ.ศ. 2557 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก าลังศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
ชื่อ – นามสกุล เด็กหญิงกวินธนิกานต์ ไชยชมภู วัน เดือน ปี สถานที่เกิด 24 มิถุนายน 2551 ต าบลแม่กรณ์ อ าเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ประวัติการศึกษา ระดับประถมศึกษา โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม พ.ศ. 2557 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก าลังศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
ชื่อ – นามสกุล นางสาวอังสุมา เขียวขาว วัน เดือน ปี สถานที่เกิด 5 มิถุนายน 2550 ต าบลธารทอง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย ประวัติการศึกษา ระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พ.ศ. 2557 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก าลังศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
ชื่อ – นามสกุล นางสาวภัททิยา อินต๊ะปัญญา วัน เดือน ปี สถานที่เกิด 10 มกราคม 2550 ต าบลเวียง อ าเภอเชียงค า จังหวัดพะเยา ประวัติการศึกษา ระดับประถมศึกษา โรงเรียนปิยมิตรวิทยา พ.ศ. 2557 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก าลังศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย