รัฐชาติสมัยใหม่และสมบรูณาญาสิทธิราชย์ จัดท าโดย นางสาว ณัฐาภรณ์ นวลตา เลขที่ 15 นางสาวอทิพย์ปญา แก้วเรือนมูล เลขที่ 21 นางสาว จิรนันท์ เตจา เลขที่ 22 เสนอ ครูศราวุธเวียงลอ รายงานฉบบัน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชาประวตัิศาสตร์ โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา
ค าน า รายงานการศึกษาคน้ควา้เล่มน้ีจดัทา ข้ึนเพื่อเป็นส่วนหน่ึงของ รายประวตัิศาสตร์ช้นัมธัยมศึกษาปีที่5 เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ในเรื่อง รัฐชาติสมัยใหม่และสมบูรณาญาสิทธิราชย์และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็น ประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดท าหวังว่า รายงานเล่นน้ีจะเป็นประโยชน์กบัผูอ้่าน หรือนกัเรียน นักศึกษา ที่กา ลงัหาขอขอ้มูลเรื่องน้ีอยู่
สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ก สารบัญ ข รัฐสมัยใหม่ 1 อองค์ประกอบรัฐใหม่ 3 รัฐบาล 5 รัฐชาติ 7 ความหมายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 8 ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย 9 พัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศไทย 10
รัฐสมัยใหม่ รัฐสมัยใหม่ (Modern State) เป็นรูปแบบรัฐชนิดหน่ึง ซ่ึงแตกต่างจากรัฐที่มีมาต้งัแต่สมยัโบราณ โดยถือ กา เนิดข้ึนเมื่อราวสองร้อยปีที่ผ่านมาน้ีเอง มีลกัษณะเด่นๆ ที่มีความส าคญั ไดแ้ก่การที่ประเทศ หรือรัฐ (State) มีรัฐบาล (Government) ที่มีศูนย์กลางอ านาจที่มีความแน่นอน เช่น มีเมืองหลวงที่แน่นอน และมี ระบบราชการสมยัใหม่ที่มีความเป็นปึกแผ่น การมีแนวคิดเรื่องอา นาจอธิปไตยที่ชดัเจน ปกคลุมทวั่ดินแดน เป็นนิจนิรันดร์ และธ ารงอยู่เหนืออ านาจอื่นๆ ในประเทศ การมีดินแดนจ านวนหนึ่งที่มีความชัดเจนแน่นอน และการมีประชากรของรัฐจ านวนหนึ่งที่มีความเป็นหนึ่งเดียวและมีส านึกความผูกพันกับรัฐ เป็นต้น อย่างไร ก็ตาม รัฐสมัยใหม่ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่ามีการจัดโครงสร้างภายในของรัฐที่มีความแตกต่างกัน พอสมควร หลกัใหญ่ๆ ก็คือการที่เราควรจะพิจารณาเป็นเบ้ืองตน้เสียก่อนว่าภายในรัฐหน่ึงๆ มีโครงสร้าง ของการใช้อ านาจรัฐแบ่งออกไปในลักษณะใด หากมีการใช้อ านาจอยู่ที่องค์กรเดียว หรือมีศูนย์กลางอ านาจ เดียวในการตรากฎหมายและนโยบายการปกครองประเทศ (All Legal Powers and Policies Flow from One Source) หรือว่าอ านาจบริหารกระจุกตัวอยู่ที่ รัฐบาลแห่งชาติ (Administrative Powers Concentrate in National Government) เราก็มีความนิยมที่จะเรียกการปกครองในรูปแบบรัฐดังกล่าวว่าเป็น “รัฐเดี่ยว” แต่ หากมีศูนยก์ลางอา นาจที่กระจายออกไป และแบ่งออกเป็นหลายช้นั (Multiple Layers of Government) อย่าง เป็นระบบและอย่างชัดเจน เราก็นิยมที่จะเรียกว่าเป็นการจัดรูปแบบรัฐในแบบ “รัฐรวม” • ระบบรัฐเดี่ยว (Unitary State) “รัฐเดี่ยว” เป็นรัฐที่มีศูนย์กลางอ านาจในการตรากฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน และการก าหนด นโยบายในการบริหารประเทศเพียงแห่งเดียว ได้แก่ การมีรัฐบาล และรัฐสภาเดียว โดยภายในระบบ แบบน้ีการใชอ้า นาจและการตดัสินใจต่างๆ ปรากฏว่าไดก้า หนดออกมาจากศูนยก์ลางเป็นส าคญัท้งัน้ี เพื่อท าให้รัฐน้นัมีเอกภาพ และถึงแมว้่ารัฐเดี่ยวอาจจะมีลกัษณะกระจายอา นาจ(Decentralized) ภายใน อยู่ดว้ยก็ตาม แต่รัฐก็เป็นองคก์รผูถ้ืออา นาจสูงสุดไวเ้พียงผูเ้ดยีว ดงัน้นัการจดัต้งัหน่วยงานอื่นข้ึนมา ภายในรัฐก็เพื่อกระจายอา นาจทางการปกครองและการบริหารของตนไปให้ทอ้งถิ่น แต่มิได้เป็นการ สร้างศูนยก์ลางอา นาจใหม่ข้ึนให้มีอา นาจเหนือรัฐ หรือมีอา นาจเสมอเท่ากนักบัรัฐ ดงัน้นัการจดัต้งัหรือ สถาปนาองค์กรปกครอง การเปลี่ยนสถานะและรูปแบบขององค์กรปกครอง การยุบรวมองค์กรปกครอง เข้าด้วยกัน และการยกเลิกองค์กรปกครอง ต่างๆ ล้วนกระท าได้โดยอาศัยอ านาจของรัฐและรัฐบาลกลาง ท้งัสิ้น
• ระบบรัฐรวม (Federal State) หากจะกล่าวโดยทวั่ ไปแลว้รัฐรวมมีอยู่ดว้ยกนัหลายรูปแบบ รัฐรวมในสมยัโบราณอาจเป็นรัฐรวมที่มี ประมุขร่วมกัน เช่น การที่เจ้าหญิงของรัฐหนึ่งอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอีกรัฐหนึ่ง ก็น ามาซึ่งการยอมรับว่า เจา้ชายองคน์ ้ีเป็นประมุขของรัฐท้งัสองในระยะเวลาต่อมา ซ่ึงเหตุการณ์ทา นองเช่นน้ีเคยเกิดข้ึนโดยทวั่ ไปใน ยุโรป นอกจากน้ีรัฐรวมสมยัโบราณอาจมีลกัษณะเป็นรัฐรวม เพราะว่ามีองคก์รทางการเมืองบางประการ ร่วมกนัระหว่างรัฐต่างๆ การมีองคก์รทางการเมืองร่วมกนัน้ีมกัเกิดข้ึนภายหลงัจากไดม้ีการยอมรับประมุข ร่วมกันแล้ว เช่น การมีรัฐบาลร่วมกัน การมีรัฐสภาร่วมกัน รวมไปถึงการมีนโยบายต่างประเทศ และ นโยบายดา้นการทหารร่วมกนัเป็นตน้ตวัอย่างของรัฐรวมแบบน้ีไดแ้ก่ออสเตรีย-ฮังการีในช่วงก่อนปี 1981 รูปแบบของรัฐรวมในสมัยโบราณอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า เครือจักรภพ หรือ Commonwealth เป็นการ รวมตัวกันแบบหลวมๆ และมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากรัฐจักรวรรดิของอังกฤษ ในช่วง ค.ศ. 1920 เป็นต้นมา ที่เรียกว่า “The British Commonwealth of Nations” ซึ่งรัฐสมาชิกในเครือจักรภพได้ให้การ ยอมรับสมเด็จพระราชินีอังกฤษว่าเป็นประมุขของรัฐตน หรือยอมรับว่าเป็นประมุขของเครือจักรภพ แต่ ประมุขใน Commonwealth น้ีก็มิไดบ้ทบาททางการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นการยกย่องให้เกียรติในงานพิธี ต่างๆ เท่าน้นั ส่วนรัฐรวมในระบบสมัยใหม่ที่ด ารงอยู่ในปัจจุบัน ปรากฏว่ามีรูปแบบที่พบเห็นได้ชัดเจนใน สองรูปแบบ ได้แก่ แบบสมาพันธรัฐ (Confederation) และสหพันธรัฐ (Federation)
องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ รัฐหน่ึงๆ จะมีความเป็นรัฐสมยัใหม่ที่สมบูรณ์ได้จะตอ้งมีองคป์ระกอบครบท้งั4 ประการคือ ประชาชน เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของรัฐ กล่าวคือ รัฐทุกรัฐจะตอ้งมีประชาชนอาศยัอยู่จึงจะเป็นรัฐข้ึนมาได้ความ เจริญกา้วหนา้หรือตกต่า เสื่อมโทรมของรัฐน้ันส่วนใหญ่ข้ึนอยู่กบั ประชาชนของรัฐน้นัๆ นั่นเอง ดงัน้นั ทรัพยากรมนุษยจ์ึงเป็นสิ่งที่มีค่าการที่ประชาชนมีคุณภาพสูงคือ สุขภาพอนามยัดีมีความรู้สูง มีระเบียบ วินยัดีก็จะสามารถพฒันาประเทศให้กา้วไปสู่ความเจริญกา้วหนา้ไดถ้ึงแมท้รัพยากรจะไม่ค่อยเอ้ืออา นวยก็ ตาม ท้งัน้ีจา นวนประชากรก็เป็นส่วนหน่ึงที่แสดงถึงความเป็นมหาอา นาจเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มี ปะชากรกว่าพนัลา้นคน แต่บางคร้ังมหาอา นาจก็อาจจะมีประชากรจา นวนน้อยแต่มีคุณภาพสูง และการที่ เราจะวางกฎเกณฑ์ที่แน่นอนได้ว่ารัฐหนึ่งๆ ควรมีประชาสักเท่าไร คงจะกระท าไม่ได้ เพียงแต่อนุมานไว้ว่ามี จ านวนประชากรเพียงพอที่สามารถปกครองตัวเองได้ก็เป็นรัฐได้ในทางกฎหมายน้นั ประชาชนของรัฐใดก็ จะมีสัญชาติ (Nationality) ของรัฐน้นั ส่วนชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในรัฐอื่นเรียกว่าคนต่างด้าว (Alien) คน ต่างดา้วเหล่าน้ีตอ้งปฏิบตัิตามกฎหมายของรัฐที่ตนไปอาศยัอยู่ดว้ยอน่ึงมีขอ้สังเกตในกรณีที่ราชอาณาจกัร ไทยมีการกา หนดเรื่องเช้ือชาติ(Race) เกี่ยวกบั ประชาชนชาวไทย หรือที่เรียกว่าเช้ือชาติไทย (Thai Race) ท้งั ที่โดยทวั่ ไปความหมายชองเช้ือชาติน้นัเป็นเกณฑใ์นการแบ่งมนุษยชาติตามผิวพรรณซ่ึงมีผิวขาวผิวเหลือง ผิดด า หรือแบ่งเกณฑ์ตามเผ่าพันธุ์เป็นคอเคซอยด์ มองโกลอยด์ และนิกรอยด์ ดินแดนที่แน่นอน เป็นความคิดใหม่เนื่องจากไดม้ีการประดิษฐ์เครื่องมือในการชงั่ตวงวดัที่ทนัสมยัข้ึน และเป็นสาเหตุใหญ่ มากสาเหตุหน่ึงของสงครามและการปะทะกนัดินแดนที่แน่นอนน้ีมีพ้ืนดิน น่านน้า ท้งัอาณาเขตในแม่น้า ทะเลสาบ และอาณาเขตใตท้ะเล นอกจากน้ียงัรวมถึงขอบเขตของทอ้งฟ้าที่อยู่เหนืออาณาเขตของพ้ืนดินและ ทอ้งน้า ท้งัหมดอีกดว้ยอาณาเขตบนพ้ืนดินน้ันตามหลกัการสากลแลว้มกัยึดเอาพรมแดนธรรมชาติเช่น เทือกเขาแม่น้า เป็นเกณฑ์ส าหรับในที่ราบก็จะมีการปักเขตแดนอย่างชดัเจน ส่วนอาณาเขตในทอ้งทะเลน้นั เดิมทีตามหลักสากลจะยึดถือเอาว่าอาณาเขตของรัฐที่เรียกว่าเขตอธิปไตยน้นันบัจากชายฝั่งออกไปในทะเล 3 ไมล์ ซึ่งจัดว่าปลอดภัยจากวิถีของกระสุนปื นใหญ่ของเรือรบสมัยก่อน ต่อมาเนื่องจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอาวุธปื นใหญ่ยิงได้ไกลกว่า 3 ไมล์ ท าให้มีการก าหนดอาณาเขตทางท้องทะเลใหม่
เป็น 12 ไมล์ แต่ปัจจุบันแทบไม่มีความหมาย เพราะเทคโนโลยีทางอาวุธประเภทขีปนาวุธสามารถยิงไปได้ ไกลมากจึงไดเ้ปลี่ยนไปพิจารณาทางเศรษฐกิจแทน เนื่องจากทอ้งทะเลน้นัเป็นแหล่งที่มงั่คงั่ดว้ย ทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสัตวน์ ้า และแหล่งแร่อาทิน้า มนัทองคา ยูเรเนียม ต่อมาได้มีการตกลงกัน ท าอนุสัญญา (Convention) พ.ศ.2535 ในการประชุมนานาชาติที่จดัข้ึนโดยองคก์ารสหประชาชาติแต่กว่าจะ มีผลบังคับใช้ โดยการที่มีประเทศให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ ก็เป็นปี พ.ศ.2537 หลักการส าคัญ คือ ทุก ประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกบัทอ้งทะเลจะมีอาณาเขตที่มีอา นาจอธิปไตยอย่างเต็มที่นบัจากชายฝั่งออกไป 12 ไมล์ส่วนเขตเศรษฐกิจจ าเพาะ คือ เขตที่รัฐเจ้าของจะมีสิทธิอธิปไตยออกไป 200 ไมล์ เรียกว่า เขต เศรษฐกิจจ าเพาะ (Exclusive Economic Zone) ถือเป็นเขตแดนที่รัฐเจา้ของมีสิทธิในทรัพยากรท้งัมวลใน ทะเล บรรดาเรือของรัฐอื่นสามารถที่จะแล่นผ่านได้แต่ตอ้งไม่ทา การจบัสัตวน์ ้า หรือท ากิจกรรมทางธุรกิจ ใดๆ ท้งัสิ้น แตใ่นทางปฏิบตัิการวดัพ้ืนที่แบบน้ีย่อมทา ให้มีอาณาเขตที่ทบักนัอยู่เป็นส่วนใหญ่ที่ต้งัและ สภาพภูมิอากาศก็มีความส าคญัต่อประเทศน้นัๆ เช่น ประเทศเยอมนัน้ีที่ไม่พรมแดนธรรมชาติทา ให้ กลายเป็นประเทศที่นิยมการทหาร รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติก็มีความส าคัญไม่แพ้กัน
รัฐบาล องค์การหรือสถาบันทางการเมือง ที่สามารถจัดระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ และรักษาความสงบในการอยู่ ร่วมกนัของประชาชน ท้งัยงัเป็นตวัแทนของประชาชน ทา การทุกอย่างในนามของประชาชนกลุ่มน้นั ใน อาณาเขตนั่นเองการที่มีรัฐบาลข้ึนไดน้ ้นัจา เป็นจะตอ้งไดร้ับความยินยอมจากประชาชน รัฐบาลจะยืนยงอยู่ ได้ก็ด้วยการสนองความต้องการของประชาชน สามารถรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ให้ความยุติธรรม ต่อประชาชน ป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น โดยประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากรและปฏิบัติตาม กฎหมายของรัฐบาลที่บัญญัติออกมา อ านาจอธิปไตย เป็นอ านาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งก็คือ การแสดงออกซึ่งเอกราชของประเทศหนึ่งๆ ที่สามารถจะ เป็นตัวของตัวเองในการก าหนดนโยบายของตนเองและน านโยบายของตนออกมาบังคับใช้ได้เต็มที่ โดยไม่ ต้องตกอยู่ใต้ค าบัญชาของประเทศอื่นใด อ านาจอธิปไตยเป็นแนวคิดทางกฎหมาย ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น อ านาจอธิปไตยภายในและอ านาจอธิปไตยภายนอก กล่าวคือ อ านาจอธิปไตยภายในเป็นอ านาจที่ออก กฎหมายและรักษากฎหมาย ตลอดจนบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนอ านาจอธิปไตยภายนอก คือ อ านาจที่ประเทศจะด าเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ รวมท้งัอา นาจที่จะประกาศสงครามและทา สนธิสัญญาสันติภาพ อาจกล่าวอีกนยัหน่ึงก็ไดว้่า เอกราช ก็คืออา นาจอธิปไตยภายนอกนนเอง ั่หากถามว่า “อา นาจอธิปไตยเป็นของใคร” ปัจจุบนัดูเหมือนจะเห็นพอ้งตอ้งกนัโดยทวั่ ไปว่าอา นาจอธิปไตยเป็นของ ประชาชน ส าหรับประเทศไทยน้นัรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกัรไทย พ.ศ.2540ระบุไวช้ดัเจนใน มาตรา 3 ว่า อ านาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใชอ้า นาจน้นัทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อ านาจออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ • อา นาจนิติบญัญตัิคืออา นาจในการออกกฎหมายไวใ้ชใ้นการปกครองประเทศ ตามหลกัโดยทวั่ ไป แล้ว คือ รัฐสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซ่ึงประชาชนไดเ้ลือกต้งัเขา้มาทา หน้าที่แทน ประชาชนในการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และเพื่อน ามาซึ่งความกิน ดีอยู่ดีของประชาชนตลอดจนความมนั่คงของประเทศ ประกอบกบัมีวุฒิสภาคอยพิจารณาให้ความ เห็นชอบ และให้ค าแนะน าในเรื่องของการออกกฎหมายต่างๆ
• อา นาจบริหารคืออา นาจซ่ึงคณะรัฐมนตรีและขา้ราชการท้งัหลายใชใ้นการบริหาร ปกครอง ประเทศ ตามกฎหมายซึ่งฝ่ ายนิติบัญญัติได้ตราออกมา • อ านาจตุลาการ หรือ อ านาจศาล มีอ านาจตัดสินคดีขัดแย้งต่างๆ ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือบุคคล กับรัฐตามกฎหมายที่ฝ่ ายนิติบัญญัติได้ตราออกมาก หรือในบางกรณีของประเทศ ยังสามารถ พิจารณาได้ด้วยว่ากฎหมายที่ฝ่ ายนิติบัญญัติตราออกมาขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอ านาจ สูงสุดของประเทศหรือไม่ สรุปค าจ ากัดความของรัฐสมัยใหม่ คือ “ชุมชนของมนุษย์จ านวนหนึ่งที่ครอบครองดินแดนที่มีอาณาเขต แน่นอน รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลมิได้อยู่ในอ านาจควบคุมของรัฐอื่นๆ สามารถที่จะ ปกครอง และด าเนินกิจการภายในของรัฐตลอดจนท าการติดต่อกับรัฐอื่นๆ ได้โดยอิสระ
รัฐชาติ รัฐชาติ (อังกฤษ: nation state) หรือเดิมเรียก รัฐประชาชาติ (อังกฤษ: national state) เป็นหน่วยทางการเมือง ที่รัฐและชาติได้สอดคล้องกัน[1][2][3][4] มันเป็นแนวคิดที่แน่นอนกว่า “ประเทศ” เนื่องจากประเทศน้นัไม่ จ าเป็นต้องมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอ านาจเหนือกว่า ชาติ ในความหมายของเช้ือชาติเดียวกนัอาจรวมถึงการพลดัถิ่นหรือผูล้้ีภยัที่อาศยัอยู่ภายนอกรัฐชาติบาง ประเทศในความหมายน้ีไม่มีสถานะที่ชาติพนัธุ์มีอา นาจเหนือกว่า ในความหมายทวั่ ไปส่วนใหญ่รัฐชาติเป็น เพียงประเทศที่มีอ านาจอธิปไตยหรือเขตปกครองขนาดใหญ่ รัฐชาติอาจถูกเปรียบเทียบกับ • รัฐหลายชนชาติ(Multinational state) ที่ซึ่งไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ๆ เลยที่มีอ านาจครอบง า (รัฐ ดงักล่าวอาจจะถือไดว้่าเป็นรัฐพหุวฒันธรรมที่ข้ึนอยู่กบัระดับของการกลืนกลายทางวฒันธรรมของ กลุ่มต่าง ๆ) • นครรัฐ(City-state) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า “ชาติ” ในความหมายของ “ประเทศอธิปไตยใหญ่”และ อาจจะหรือไม่ก็ถูกครอบงา โดยท้งัหมดหรือส่วนหน่ึงของ”ชาติ” เดียวในความหมายของเช้ือชาติ เดียวกัน • จักรวรรดิ(empire) ซึ่งประกอบไปด้วยหลายประเทศ (อาจจะไม่ใช่รัฐอธิปไตย) และชาติที่อยู่ภายใต้ พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวหรือรัฐบาลที่ปกครองอยู่ • สมาพันธรัฐ(confederation) สหพันธ์ของรัฐอธิปไตย ซึ่งอาจจะรวมหรือไม่รวมถึงรัฐชาติก็ได้ • สหพันธรัฐ(federated state) ซึ่งอาจจะเป็นหรือไม่ใช่รัฐชาติก็ได้ และปกครองตนเองได้แค่เพียง บางส่วนภายในสหพันธ์ที่ใหญ่กว่า (ตัวอย่างเช่น รัฐชายแดนของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาได้ถูก วาดเส้นตามเส้นแบ่งแยกทางชาติพันธุ์แต่ในสหรัฐกลับไม่ใช่ บทความน้ีไดก้ล่าวถึงคา จา กดัความที่เฉพาะเจาะจงมากข้ึนของรัฐชาติในฐานะประเทศอธิปไตยทวั่ ไปซ่ึงถูก ครอบง าโดยชาติพันธุ์โดยเฉพาะ
ความหมายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (อังกฤษ: Absolute Monarchy) คือ ระบอบการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองและ มีสิทธ์ิขาดในการบริหารประเทศในระบอบการปกครองน้ีกษตัริยก์ ็คือกฎหมายกล่าวคือ ที่มาของกฎหมาย ท้งัปวงอยู่ที่กษตัริย์คา สั่งความตอ้งการต่าง ๆ ลว้นมีผลเป็นกฎหมาย[1]กษตัริยม์ ีอา นาจในการปกครอง แผ่นดินและพลเมืองโดยอิสระ โดยไม่มีกฎหมายหรือองค์กรตามกฎหมายใด ๆ จะห้ามปรามได้ แม้องค์กร ทางศาสนาอาจทดัทานกษตัริยจ์ากการกระทา บางอย่างและองคร์ัฏฐาธิปัตย์(กษตัริย)์น้นัจะถูกคาดหวงัว่าจะ ปฏิบตัิตามธรรมเนียม แตใ่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยน์ ้ัน ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด ๆ ที่จะอยู่ เหนือกว่าคา ช้ีขาดของรัฏฐาธิปัตย์ตามทฤษฎีพลเมืองน้นัระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม์อบความไวว้างใจ ท้งัหมดให้กบัพระเจา้แผ่นดินที่ดีพร้อมทางสายเลือดและไดร้บัการเล้ียงดูฝึกฝนมาอย่างดีต้งัแต่เกิด ในทาง ทฤษฎีกษตัริยใ์นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยจ์ะมีอา นาจท้งัหมดเหนือประชาชนและแผ่นดิน รวมท้งั เหนืออภิชนและบางคร้ังก็เหนือคณะสงฆด์ว้ย ส่วนในทางปฏิบตัิกษตัริยใ์นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มกัจะถูกจา กดัอา นาจโดยทวั่ ไปโดยกลุ่มที่กล่าวมาหรือกลุ่มอื่น กษตัริยบ์างพระองค์ (เช่นจักรวรรดิเยอรมนี ค.ศ. 1871-1918) มีรัฐสภาที่ไม่มีอ านาจหรือเป็นเพียงสัญลักษณ์และมีองค์กรบริหารอื่นๆ ที่กษัตริย์สามารถ เปลี่ยนแปลงหรือยุบเลิกได้ตามต้องการ แม้จะมีผลเท่ากับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่โดยทางเทคนิค ที่เป็นไปได้แล้ว นี่คือราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) เนื่องจากการมีอยู่ของ รัฐธรรมนูญและกฎหมายพ้ืนฐานของประเทศ ประเทศที่ใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน คือ ซาอุดิอาระเบีย บรูไน โอมาน สวาซิแลนด์ กาตาร์ รวมท้งันครรัฐวาติกนั ด้วย
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย ประเทศไทยเคยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์มีอ านาจสิทธิ์ เด็ดขาดใน การปกครองแผ่นดิน ดังค ากล่าวที่ว่า “พระบรมราชานุภาพของพระเจา้แผ่นดิน กรุงสยามน้ีไม่ไดป้รากฏ ในกฎหมายอนัหน่ึงอนั ใด ดว้ยเหตุที่ถือว่าเป็นที่ลน้พน้ ไม่มีขอ้สั่งอนั ใดจะเป็นผูบ้งัคบัขดัขวางได้ใน ทัศนะของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชยข์องไทยน้ัน ไม่ไดเ้ป็นระบอบที่มีมาแต่สมยัโบราณ แต่เพิ่งมีมาในสมยัรัชกาลที่ 5 เนื่องจากในรัชกาลน้ีพระองคท์รงรวบอา นาจจากเหล่าขุนนางขา้ราชการ ที่เคยมีอ านาจและบทบาท มากก่อนหนา้น้ัน มาไวท้ ี่ศูนยก์ลางการปกครองคือ ตวัพระองค์และพระประยูรญาติทา ให้ พระมหากษตัริยท์รงดา รงสถานะเป็นท้งัประมุขของรัฐและประมุขของฝ่ายบริหารอย่างแทจ้ริง เท่ากบั ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยข์องไทยมีเพียง 3รัชกาลเท่าน้นัคือรัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 6 และรัชกาล ที่ 7 ในกรณีพิจารณาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยน์ ้ัน เราจะละเลยไม่พิจารณาสถาบนัพระมหากษตัริยใ์น สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียมิได้ ไม่ว่าด้านพระราชกรณียกิจซึ่งได้ทรงประกอบเพื่อประเทศชาติและ ประชาชนหรือในด้านแนวความคิดทางการเมืองและการปกครอง ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ พระราชอาณาจกัร ท้งัน้ีเพราะการศึกษาประวตัิศาสตร์แห่งสถาบนัน้ีจะทา ให้เราทราบประวตัิความ เป็นมาและความเป็นไปของสถาบนัแห่งน้ีในอนาคตไดด้ีข้ึน ดงัคา พงัเพยที่ว่า “อดีตเป็นเครื่องช้ี ปัจจุบันและอนาคต”
พัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศไทย การเมืองการปกครองในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้บริหารสูงสุดที่จะก าหนด รูปแบบและโครงสร้างการปกครองเพื่อปกครองดูแลราษฎรให้เกิดความสงบเรียบร้อยอยู่ภายใต้พระราช อ านาจอันเด็ดขาด โดยแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ลักษณะ คือ การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนทอ้งถิ่น โดยการบริหารราชการส่วนทอ้งถิ่นน้ัน จะเกิดข้ึนหลงัสุดในสมยัรัชกาลที่5 ซ่ึงการบริหารส่วนภูมิภาคจะเริ่มตน้ ในสมยัพระเจา้อู่ทองแห่งกรุงศรี อยุธยา กล่าวคือ การบริหารส่วนกลางหรือส่วนราชธานีจะมีการปกครองแบบ “จตุสดมภ์” ที่มี 4 หน่วยงาน หลัก คือ กรมเมือง (เวียง) กรมวัง กรมคลัง กรมนา โดยมีขุนนางเป็นผู้บริหารควบคุมดูแลในต าแหน่ง “เสนาบดี” ที่มีหน้าที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของภารกิจ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ไดท้รงปรับปรุงและเพมิ่เติมหน่วยงานอีก2 หน่วยงาน คือกรมพระกลาโหมและกรมมหาดไทย โดย ผูบ้ริหารมีตา แหน่ง “อคัรมหาเสนาบดี” ซ่ึงอา นาจมากกว่า “เสนาบดีจตุสดมภ”์ดงัน้นัหน่วยงานการบริหาร ส่วนกลางจึงมี 6 หน่วยงาน และเป็นหน่วยงานหลักของการบริหารราชการส่วนกลางตลอดมาจนถึงสมัย รัชกาลที่5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงไดท้รงปฏิรูปการปกครองส่วนกลางโดยเพิ่มหน่วยงานมากข้ึน เนื่องจากความเจริญของบา้นเมืองที่ขยายตวัทา ให้เกิดภารกิจการงานแบบใหม่เกิดข้ึนมากมาย โดยทรงโปรด ให้ปรับหน่วยงานเดิม 6 หน่วยงานเพิ่มเติมอีก6 หน่วยงาน รวมเป็น 12 หน่วยงาน และเปลี่ยนชื่อจากกรม เป็น “กระทรวง” ส่วนต าแหน่งผู้บริหารทุกกระทรวงมีฐานะเท่าเทียมกันคือต าแหน่ง “เสนาบดี” อันเป็น รากฐานของการพัฒนามาเป็นกระทรวงต่าง ๆ ในปัจจุบันและต าแหน่งเสนาบดีก็เปลี่ยนชื่อเป็น “รัฐมนตรี” โครงสร้างการปกครองส่วนกลาง คือ “กระทรวง” จึงเป็นการบริหารหลักในการปกครองและการพัฒนา ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักบริหารที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณ และคุณูปการต่อราชอาณาจักรสยามอย่างสูง ยิ่งส าหรับการบริหารและการปกครองส่วนภูมิภาค ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหลวงกับหัวเมือง จะมี ลักษณะโครงสร้างของอ านาจแบบหลวมไม่กระชับที่จะผูกพันให้เกิดความจงรักภักดีอย่างแน่นแฟ้น ตลอดไป การที่หัวเมืองต่าง ๆ ยอมอยู่ใตอ้า นาจน้นัข้ึนอยู่กบัพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษตัริยท์ ี่ทรง มีพระปรีชาสามารถในการรบและมีพระบารมีมากพอที่จะยึดเหนี่ยวความสัมพนัธ์น้นัได้จึงมีลกัษณะอา นาจ กระจายเป็นการยอมรับอา นาจชวั่คราว ดงัน้นัเมื่อมีการผลดัเปลี่ยนแผ่นดินจึงตอ้งมีการดื่ม น้า พระพิพฒัน์สัตยาเพื่อแสดงความจงรักภกัดีทุกคร้ัง สงครามปราบปรามระหว่างหัวเมืองที่กบฏหรือแข็ง ขอ้จึงเกิดข้ึนทุกยุคทุกสมยัซ่ึงรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคในระยะแรกจะมีการแบ่งหัวเมืองออกเป็น 3
ลกัษณะคือ หัวเมืองลูกหลวง (เมืองหนา้ด่าน) หรือหัวเมืองช้นั ใน เมืองพระยามหานครหรือหัวเมืองช้นันอก และหัวเมืองประเทศราช ส าหรับหัวเมืองลูกหลวงจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเมืองหลวงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น สมัยกรุงสุโขทัย เมืองลูกหลวง ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองก าแพงเพชร เมืองสองแคว (พิษณุโลก) และเมืองสระหลวง (พิจิตร) หรือสมัยกรุงศรีอยุธยา และเมืองลูกหลวง ได้แก่ เมืองลพบุรี พระประแดง (สมุทรปราการ) เมืองนครนายก และเมืองสระหลวง (พิจิตร) ความส าคัญของเมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้า ด่าน คือเป็นเมืองที่เมืองหลวงส่งเช้ือพระวงศไ์ปปกครองเป็นส่วนใหญ่และเป็นจุดป้องกันข้าศึกก่อนที่ กองทพัศตัรูจะเขา้มาตีถึงเมืองหลวง ส าหรับเมืองพระยามหานครหรือหัวเมืองช้นันอกเป็นเมืองที่อยู่กระจาย ตามภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีเจา้เมืองเป็นคนในทอ้งถิ่นน้นัๆ ฐานะความส าคญัของหัวเมืองข้ึนอยู่กบัจา นวนของ พลเมืองว่าเป็นเมืองขนาดใด จึงแบ่งเป็น หัวเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี เช่น หัวเมืองเอกที่เป็นเมืองขนาด ใหญ่ไดแ้ก่เมืองพิษณุโลกเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองนครราชสีมา เป็นตน้ท้งัน้ีอา นาจของเจา้เมืองจะ มีอ านาจในการเก็บภาษีผลผลิตต่าง ๆ และแบ่งเข้าสู่เมืองหลวงตามก าหนด เรียกว่า “ระบบกินเมือง” รวมท้งั มีอา นาจในการปกครองคนไดร้ับอาญาสิทธ์ิสามารถสั่งประหารชีวิตคนได้เช่น กรณีเจา้เมือง นครศรีธรรมราช สั่งประหารศรีปราชญ์เป็นตน้ ส่วนเมืองประเทศราชซ่ึงเป็นเมืองต่างชาติต่างภาษาที่ยอม อ่อนน้อมหรือเมืองหลวงไปตีมาได้ก็ยังคงมีอ านาจปกครองตนเอง แต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ตามกา หนด รวมท้งัตอ้งนา กองกา ลงัมาช่วยรบเมื่อเมืองหลวงเกิดศึกสงครามดว้ยการปกครองลกัษณะ ดงักล่าวน้ีมีมาจนถึงสมยักรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 5 ได้ทรงปฏิรูปการปกครอง ส่วนภูมิภาค เพื่อให้เมืองหลวงมีอ านาจสามารถควบคุมหัวเมืองไดอ้ย่างกระชบั ใกลช้ิดมากยิ่งข้ึน เพราะ อนัตรายที่จะเกิดข้ึนจากลทัธิล่าอาณานิคมตะวนัตกจึงยกเลิกระบบการปกครองแบบเดิมที่เป็น “ระบบกิน เมือง” และได้มีการตรากฎหมายเพื่อรวมอ านาจการปกครองส่วนภูมิภาคเข้าสู่ส่วนกลาง 4 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ข้อบังคับลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.117 ข้อบังคับ ลักษณะปกครองมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ร.ศ.119 และข้อบังคับลักษณะปกครองท้องที่ 7 หัวเมืองอิสลาม ปักษใ์ต้ร.ศ.120โดยกฎหมายเหล่าน้ีมีผลทา ให้การจดัการปกครองหัวเมืองมีหน่วยราชการบงัคบับญัชาที่ เป็นระเบียบเดียวกนัทวั่ราชอาณาจกัรเรียกว่า “ระบบมณฑลเทศาภิบาล” โดยมีโครงสร้างบริหารต้งัแต่ มณฑลเมือง (จงัหวดั)อา เภอ ตา บลและหมู่บา้น โดยมีขุนนางหรือขา้ราชการมีอา นาจหนา้ที่บริหารลดหลนั่ ลงไป รวมท้งัการยุบประเทศราช เช่น หวัเมืองลา้นนาและบางส่วนของหัวเมืองลา้นชา้งคือบริเวณภาค อีสานให้เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบมณฑลเทศาภิบาล และส่งข้าหลวงไปปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด มีการส ารวจ ส ามะโนครัว ราษฎรลาว ผู้ไทย เขมร ส่วยและรวบรวมเข้าเป็นคน “สัญชาติไทยในบังคับสยาม” ในส่วนการ ประกาศใช้ข้อบังคับลักษณะปกครองท้องที่ 7 หัวเมืองอิสลามปักษ์ใต้ ร.ศ.120 ก็ท าให้เมืองยะลา เมือง ปัตตานีและเมืองนราธิวาส ได้เข้ามารวมเป็นมณฑลปัตตานีและรวมอยู่ภายในราชอาณาจักรสยามเช่นกัน
ผลการปฏิรูปน้ีไดเ้กิดปฏิกิริยาต่อตา้นเกิดข้ึนในทอ้งที่ต่าง ๆ เรียกว่า “กบฏผูม้ีบุญ” ไดแ้ก่กบฏเง้ียวเมือง แพร่ กบฏผีบุญภาคอีสาน และกบฏพระยาแขกเจ็ดหัวเมือง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางก็สามารถ ปราบปรามได้ส าเร็จท าให้การปฏิรูปการปกครองในส่วนภูมิภาค ในระบบมณฑลเทศาภิบาลน้ีสามารถรวม อ านาจเข้าสู่รัฐบาลกลาง (Centralization of Power) และสร้างความเป็นเอกภาพของชาติสยาม (National Unity) ได้ สามารถสร้างเสถียรภาพให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอ านาจสูงสุดเด็ดขาด ต่อมาในสมัย รัชกาลที่ 7 มีการยกเลิกการปกครองแบบเทศาภิบาลและยกฐานะ “เมือง” เป็นจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการ จงัหวดัเป็นผูบ้ริหารปกครองดูแลบา บดัทุกขบ์า รุงสุขในฐานะผูแ้ทน จากกระทรวงมหาดไทย รวมท้งัดูแล รับผิดชอบในส่วน อา เภอ ตา บลและหมู่บา้น ในขณะเดียวกนั ในสมยัรัชกาลที่5ก็มีการริเริ่มการกระจาย อา นาจส่วนทอ้งถิ่นเป็นคร้ังแรกที่เรียกว่าระบบสุขาภิบาล และต่อมาจะพัฒนาเป็นเทศบาล องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนต าบล (อบต.)การสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อมีการปฏิวัติยึดอ านาจจากรัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2475 แล้ว ในทางนิตินัย พระราชอ านาจที่เคยมีมาอย่างล้นพ้นได้ถูกจ ากัดลง ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ
บรรณานุกรม https://www.baanjomyut.com/library_2/extension1/the_idea_that_the_state/04.html#google_vignette https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0 %B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8% B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0 %B8%A2%E0%B9%8C http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9 %E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0% B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A %E0%B8%A2%E0%B9%8C_(%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0 %B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5_%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8% 8A%E0%B8%99%E0%B8%B0)