The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gypzyonline, 2020-03-23 02:55:30

aw_ปืน เชื้อโรคและเหล็กกล้าpress

More praise for

Guns, Germs, and Steel

หลากหลายคำ�ยกย่องสำ�หรับ

ปืน เชื้อโรคำ เหล็กกล้า




“ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ท่านใดที่ดึงเอาประสบการณ์จากห้องทดลองและภาคสนาม
มาใช้ ทั้งยังขบคิดใคร่ครวญและหยิบยกประเด็นทางสังคมมาอธิบายได้อย่าง
แจ่มชัดมากกว่าจาเร็ด ไดมอนด์ กระท�าในหนังสือ ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้าฯ
อีกแล้ว ในหนังสือน่าทึ่งเล่มนี้ เขาแสดงให้เห็นว่าเราอาจน�าความรู้ทางประวัติศาสตร์
และชีววิทยามาเสริมเติมแต่งซึ่งกันและกันเพื่อสรรค์สร้างความรู้ความเข้าใจสภาวะ
เงื่อนไขของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง”
-เอ็ดเวิร์ด โอ. วิลสัน, ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเพลลิกริโน,
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


“ผลงานการศึกษาประวัติศาสตร์มนุษย์ด้วยแง่มุมทางชีววิทยาซึ่งมีลักษณะสร้างสรรค์
และเอาจริงเอาจังเช่นนี้มักปรากฏเพียงครั้งเดียวในแต่ละชั่วอายุคนเท่านั้น… และ
บัดนี้จ�าต้องจารึกชื่อจาเร็ด ไดมอนด์ เพิ่มไว้อีกท่าน ไดมอนด์น�าความเชี่ยวชาญ
ด้านเทคโนโลยีมาผสมผสานกับประวัติศาสตร์ น�าความเพลิดเพลินจากเกร็ดเล็ก
เกร็ดน้อยมาผสานกับวิสัยทัศน์และกรอบแนวคิดที่กว้างขวาง และน�าแหล่งความรู้
ด้านต่างๆ มาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มี
ผลงานประเภทเดียวกันชิ้นใดมาเทียบเคียงได้ในปีนี้ และในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา”
-มาร์ติน ซีฟฟ์, วอชิงตันไทมส์


“งานชิ้นเยี่ยมนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่อันทรงพลัง โดยน�าความรู้สาขา
ต่างๆ อันได้แก่ มานุษยวิทยา นิเวศวิทยาพฤติกรรม ภาษาศาสตร์ ระบาดวิทยา
โบราณคดี และพัฒนาการด้านเทคโนโลยีมาสังเคราะห์เข้าด้วยกัน”
-พับลิเชอร์ส วีคลีย์ (บทวิจารณ์)


“(จาเร็ด ไดมอนด์) เป็นผู้คงแก่เรียนและมีความรู้กว้างขวาง เขาเขียนหนังสือเล่มนี้
เพื่อสื่อแสดงแนวคิดทางวิทยาศาสตร์โดยใช้ภาษาง่ายๆ โดยส่วนใหญ่ใช้วิธี
ตั้งประเด็นค�าถามที่น่าสนใจส�าหรับผู้ที่ต้องการทราบถึงพัฒนาการของมนุษยชาติ…

ช่วยให้เรามีค�าตอบซึ่งมีความหนักแน่น น่าเชื่อถือ ที่มิได้แฝงไว้ด้วยการเหยียดผิว
และชาติพันธุ์… นับเป็นหนังสือที่น่าสนใจและพิเศษสุด”
-อัลเฟร็ด ดับเบิลยู. ครอสบี้, ลอสแอนเจลิสไทมส์




“มีเสน่ห์ และส�าคัญอย่างยิ่งยวด… ข้อสรุปใดๆ ไม่อาจเทียบเคียงได้กับความ
หลักแหลมลึกซึ้งอย่างใหญ่หลวงของหนังสือเล่มนี้”
-เดวิด บราวน์, วอชิงตันโพสต์ บุ๊กเวิลด์


“ควรค่าแก่ความสนใจของผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ลงลึกถึงระดับพื้นฐาน
ที่สุด นับเป็นผลงานชิ้นส�าคัญแห่งยุคสมัย บทสรุปประวัติศาสตร์มนุษย์ของ
ไดมอนด์ในปัจจุบันทรงอิทธิพลยิ่ง เทียบเคียงได้กับทฤษฎีดาร์วิน”
-โธมัส เอ็ม. ดิสช์, นิวลีดเดอร์


“เป็นหนังสือที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวด... จาเร็ด ไดมอนด์พาเราท่องไปในประวัติศาสตร์โลก
ซึ่งท�าให้เราต้องหวนนึกถึงตัวเราเอง ผู้คนอื่นๆ และที่ทางของเราในโลกแห่งสรรพสิ่ง
ทั้งมวล”
-คริสโตเฟอร์ เอห์เร็ต, ศาสตราภิชานงานวิจัย
มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส


“จาเร็ด ไดมอนด์มีความสามารถอันยอดเยี่ยมในการดึงผลการค้นพบใหม่ๆ
ในศาสตร์หลายๆ สาขาที่มีความแตกต่างกันอย่างยิ่ง ตั้งแต่โบราณคดีไปจนถึง
ระบาดวิทยา มาผสมผสานกันเพื่ออธิบายให้เห็นว่า สังคมมนุษย์ในแต่ละทวีปใน
ช่วงเวลา 13,000 ปีที่ผ่านมา มีวิถีการพัฒนาที่แยกแตกต่างกันออกไปอย่าง
กว้างขวางได้อย่างไร และด้วยสาเหตุใด”
-บรู๊ซ ดี. สมิธ, ผู้อ�านวยการโครงการชีววิทยาโบราณ สถาบันสมิธโซเนียน


“จากค�าถามที่ว่า ‘เหตุใดสังคมมนุษย์ในที่ต่างๆ จึงประสบชะตากรรมที่แตกต่างกัน’
มักได้รับค�าตอบซึ่งเป็นไปในเชิงแบ่งแยกเชื้อชาติหรือเหยียดผิวอยู่เสมอ จาเร็ด
ไดมอนด์ใช้ความสามารถในการจัดการข้อมูลจากสาขาวิชาที่หลากหลาย แสดง และ
ท�าให้เราเชื่อว่าการเป็นหัวหอกเริ่มต้นพัฒนาการได้เร็วกว่าที่อื่น ประกอบกับสภาพ
เงื่อนไขปัจจัยแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น สามารถอธิบายวิถีความเป็นมาใน
ประวัติศาสตร์มนุษย์ได้ วิธีการน�าเสนอที่น่าประทับใจของเขาจะเป็นที่สนใจส�าหรับ
ผู้อ่านอย่างกว้างขวาง”
-ลูก้า คาวัลลี-สฟอร์ซา, ศาสตราจารย์ด้านพันธุกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

èĀÐùĀÜ×òéèúèśāÐòÿãāø
ëĈśČùöÖúāÓöāðòĈśČôÿïĈðăêŠÜÜāðāéòòâāÐāòèĀÐüŚāè

ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์
GUNS, GERMS, AND STEEL The Fates of Human Societies
จาเร็ด ไดมอนด์: เขียน
อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ: แปล
ราคา 585 บาท

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง 2547 โครงการจัดพิมพ์คบไฟ พิมพ์ครั้งที่สอง 2553 โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
พิมพ์ครั้งที่สาม 2555 โครงการจัดพิมพ์คบไฟ พิมพ์ครั้งที่สี่ 2563 สำานักพิมพ์ยิปซี
COPYRIGHT NOTICE EXACTLY AS IN USA EDITION
Copyright © 2017, 1999, 1997 by Jared Diamond.
Published by arrangement with Brockman, Inc.
ALL RIGHTS RESERVED.
Thai translation right © 2020 by Gypsy Publishing Co., Ltd.
© ข้อความและรูปภาพในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำานักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ไดมอนด์, จาเร็ด.
ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ = Guns, germs, and steel the fates of human societies.
--พิมพ์ครั้งที่ 4.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2563.
740 หน้า.
1. ประวัติศาสตร์โลก. 2. ประวัติศาสตร์สังคม. I. อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.
909
ISBN 978-616-301-708-6

บรรณาธิการอำานวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร : วาสนา ชูรัตน์
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา
หัวหน้าฝ่ายพิสูจน์อักษร : สวภัทร เพ็ชรรัตน์
ฝ่ายพิสูจน์อักษร : วนัชพร เขียวชอุ่ม สุธารัตน์ วรรณถาวร
นักศึกษาฝึกงาน : ณัฐพร ชังเจริญ ประภัสสร สุโคตร
ออกแบบปก : Rabbithood Studio
รูปเล่ม : วรินทร์ เกตุรัตน์
ผู้อำานวยการฝ่ายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
จัดพิมพ์โดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำากัด เลขที่ 37/145 รามคำาแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร. 0 2728 0939 ต่อ 108
พิมพ์ที่ : บริษัท ยามากาตะ (ประเทศไทย) จำากัด โทร. 0 2709 6556-66
จัดจำาหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำากัด โทร. 0 2728 0939
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจำานวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สำานักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939

จาเร็ด ไดมอนด์





ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


กับชะตากรรมของสำังคำมมนุษย์
Guns,
Germs, And Steel


The Fates of Human Societies

แดอีซา, คารินิกา, ออมไว, ปารัน, ซาอัวคารี, วีเวอร์

รวมทั้งเพื่อนและครูชาวนิวกินีท่านอื่นๆ ของผม

ซึ่งล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ชั้นเยี่ยม
ในการจัดการสภาพแวดล้อมอันยากเข็ญ

คำ�น�สำ�นักพิมพ์






“การรู้ซึ้งถึงบทเรียนในอดีตก็เพื่ออนาคตของเราเอง” และ “ประวัติศาสตร์โลก
ก็เปรียบได้กับหอมหัวใหญ่! ทว่าการลอกกลีบหัวหอมออกทีละชั้นนั้น
ช่างท้าทาย มีเสน่ห์ และส�าคัญส�าหรับเราในโลกปัจจุบันอย่างยิ่ง” ‘จาเร็ด

ไดมอนด์’ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง และในหนังสือ ปืน
เชื้อโรค เหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ (GUNS, GERMS,
AND STEEL The Fates of Human Societies) เล่มนี้ จาเร็ด

ไดมอนด์ก็ได้ท�าการ ‘ลอกกลีบหัวหอม’ ออกทีละชั้นเพื่อค้นหาความรู้
ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ภายใน
“หนังสือเล่มนี้พยายามจะสรุปประวัติศาสตร์ที่เป็นของทุกคนในช่วง

13,000 ปีที่ผ่านมาอย่างสั้นๆ แรงบันดาลใจส�าคัญส�าหรับผู้เขียนคือค�าถาม
ที่ว่าเหตุใดประวัติศาสตร์ของแต่ละทวีปซึ่งต่างกันจึงเผยตัวในลักษณาการ
ที่แตกต่างกัน หากค�าถามนี้ท�าให้ท่านนึกหวั่นใจเพราะคิดว่าก�าลังจะได้อ่าน
หนังสือต�าราท�านองเหยียดผิวแล้วละก็ โปรดอย่าได้วิตก เพราะท่านจะพบ

ค�าตอบซึ่งไม่เกี่ยวกับความแตกต่างทางชาติพันธุ์เลยแม้แต่น้อย หนังสือ
เล่มนี้เน้นเสาะหาค�าอธิบายที่สามารถให้ความกระจ่างชัดเจนที่สุดและสืบสาว

ย้อนความสัมพันธ์อันเป็นเหตุและผลต่อเนื่องกันในประวัติศาสตร์ ให้
ยาวไกลที่สุดเท่าที่จะท�าได้”
ส�านักพิมพ์ยิปซีมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้น�าเสนอหนังสือ ‘ปืน
เชื้อโรค เหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์’ ฉบับสมบูรณ์เพิ่มเติม

เนื้อหาและบทส่งท้ายใหม่ เพื่อพาท่านผู้อ่านท่องไปในประวัติศาสตร์โลก
ท�าความเข้าใจสังคมมนุษย์ในแต่ละทวีปในช่วงเวลา 13,000 ปีที่ผ่านมา
ตั้งแต่ก�าเนิดจักรวรรดิ ศาสนา ภาษาเขียน พืชผล และอาวุธปืน ด้วย

ค�าอธิบายที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่งเกี่ยวกับพัฒนาการที่แตกต่างหลากหลายของ
สังคมมนุษย์ในทวีปที่แตกต่างกัน ‘จาเร็ด ไดมอนด์’ ได้ใช้ความสามารถ

อันน่าทึ่งของเขาในการน�าความรู้จากหลากหลายสาขามาสังเคราะห์เข้าด้วย
กันได้อย่างยอดเยี่ยม เฉียบคม และเข้าอกเข้าใจ ท�าให้ ‘ปืน เชื้อโรค
เหล็กกล้า’ เป็นหนังสือที่ทรงพลัง น่าอัศจรรย์ใจ ที่จะท�าให้เราได้รู้ซึ้งถึง

บทเรียนในอดีต เพื่ออนาคตของเราเอง


ส�ำนักพิมพ์ยิปซี

คำ�น�ผู้แปล




ความสุขของผู้แปลประการหนึ่งคือการได้เห็นหนังสือที่แปลมีผู้อ่าน

จ�านวนมากและได้ตีพิมพ์ซ�้าหลายครั้ง หนังสือ ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า กับ
ชะตากรรมของสังคมมนุษย์ มอบความปีติสุขแก่ผู้แปลโดยแท้
ส�าหรับในไทย หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2547 และ

ได้ตีพิมพ์อีกสองครั้งหลังจากนั้นโดยส�านักพิมพ์คบไฟ เมื่อได้รับการติดต่อ
จากส�านักพิมพ์ยิปซีเรื่องการพิมพ์ซ�้าอีกเป็นครั้งที่สี่จึงประหลาดใจและ
ดีใจมาก เพราะหนังสือของจาเร็ด ไดมอนด์เล่มนี้ ผู้แปลรักและท�างาน
อย่างหนักขณะที่ในช่วงนั้นเครื่องมือการค้นคว้าหาข้อมูลยังไม่สะดวกเพียง

สัมผัสปลายนิ้วดังเช่นปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในหนังสือเบสต์เซลเลอร์มานานนับตั้งแต่

ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาคภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1997 มีข้อมูลว่าจนถึงปี ค.ศ.
2014 หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 1.5 ล้านเล่มใน 36 ภาษาทั่วโลก
หลังจากได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาสารคดีทั่วไปในปี ค.ศ. 1998 และอีก
หลายรางวัลทั้งก่อนและหลังจากนั้น เป็นหลักประกันความน่าเชื่อถือของ

หนังสือเล่มนี้ในเชิงวิชาการ ส�าหรับตัวผู้เขียนคือจาเร็ด ไดมอนด์ ก็ได้รับ
ค�ายกย่องจากนักวิชาการและบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น บิล เกตส์
ซึ่งยอมรับว่าเป็นแฟนตัวยงของเขา

นอกจากหนังสือ ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้าฯ (ซึ่งว่าด้วยการก่อก�าเนิด
ของสังคมและอารยธรรมมนุษย์) แล้ว ไดมอนด์ยังเขียนหนังสือภาคต่อของ
หนังสือเล่มนี้อีกสองเล่มซึ่งแต่ละเล่มห่างกันนับสิบปีจนนับเป็นชุดไตรภาค

ของเขา ได้แก่ Collapse (ล่มสลาย: ไขปริศนาความล่มจมของสังคมและ
อารยธรรม) และ Upheavals: Turning Points for Nations in
Crisis ที่ส�านักพิมพ์ยิปซีจะจัดพิมพ์ในล�าดับต่อไป

ขอบคุณคุณสุณีย์ วงศ์ไวศยวรรณ ผู้มอบหมายให้แปลหนังสือ
เล่มนี้ตั้งแต่ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ขอบคุณคุณคธาวุฒิ เกนุ้ย แห่งส�านักพิมพ์

ยิปซี ที่เห็นความส�าคัญของหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณคุณสุรชัย พิงชัยภูมิ

บรรณาธิการผู้ละเอียดรอบคอบที่ช่วยปรับปรุงขัดเกลาหนังสือในการตีพิมพ์
ครั้งใหม่นี้ให้ถูกต้องครบถ้วนยิ่งขึ้น ขอบคุณคุณวาสนา ชูรัตน์ ผู้ประสานงาน
คนส�าคัญ และขอถือโอกาสนี้ขอบคุณสัญญา นาวายุทธ บรรณาธิการส่วนตัว

ผู้มีส่วนส�าคัญยิ่งในการแปลหนังสือเล่มนี้ให้ส�าเร็จสมบูรณ์ขึ้นตั้งแต่การพิมพ์
ครั้งแรก ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่มีส่วนร่วมกันท�าให้สังคมไทยก้าวสู่สังคม
อุดมปัญญาอย่างแท้จริง




อรวรรณ คูหเจริญ นำวำยุทธ

พฤศจิกายน 2562

สำารบัญ




ค�ำน�ำ เหตุใดประวัติศำสตร์โลกจึงเปรียบเสมือนหอมหัวใหญ่ 17

อำรัมภบท ค�ำถำมของยำลี 21
วิถีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน
ในแต่ละภูมิภาคของโลก



ภำคหนึ่ง จำกอีเดนสู่กำฆำมำร์กำ 51
บทที่ 1 ก่อนถึงจุดตั้งต้น 53
เกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละทวีปก่อนถึง 11,000 ปี

ก่อนคริสต์ศักราช
บทที่ 2 การทดลองโดยธรรมชาติในประวัติศาสตร์ 79

สภาพภูมิศาสตร์มีส่วนหล่อหลอมสังคมบริเวณ
หมู่เกาะโพลีนีเซียอย่างไร
บทที่ 3 การปะทะที่กาฆามาร์กา 100
ท�าไมจักรพรรดิอาตาวัลปาแห่งอินคาจึงไม่เป็นฝ่ายที่

จับกุมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งสเปนเป็นเชลย


ภำคสอง จุดเริ่มต้นและกำรขยำยตัวของกำรผลิตอำหำร 121

บทที่ 4 อ�านาจของเกษตรกร 123
รากเหง้าอันเป็นที่มาของปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า
บทที่ 5 ผู้มีอ�านาจและผู้ไร้อ�านาจในประวัติศาสตร์ 135

ความแตกต่างของสภาพภูมิศาสตร์ในยุคเริ่มต้น
การผลิตอาหาร
บทที่ 6 ท�าการเกษตร หรือไม่ท�าการเกษตร 167

สาเหตุที่ท�าให้การผลิตอาหารขยายตัว
บทที่ 7 วิธีผลิตเมล็ดอัลมอนด์ 181
พัฒนาการของพืชเกษตรสมัยโบราณ

บทที่ 8 แอปเปิลหรือคนอินเดียน 205
เหตุใดคนในบางภูมิภาคจึงไม่สามารถเพาะพันธุ์พืชเกษตร
บทที่ 9 ม้าลาย คู่สมรสที่ไร้ความสุข 241

และหลักการอันนา คาเรนินา
เหตุใดจึงไม่อาจน�าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่
มาเป็นสัตว์เลี้ยง

บทที่ 10 ผืนฟ้ากว้างกับแนวการวางตัวของทวีป 267
เหตุใดการผลิตอาหารจึงขยายตัวในอัตราที่แตกต่างกัน
ในแต่ละทวีป



ภำคสำม จำกอำหำร...สู่ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้ำ 291
บทที่ 11 ของขวัญมรณะจากสัตว์เลี้ยง 293

วิวัฒนาการของเชื้อโรค
บทที่ 12 ภาษาเขียน…คัดลอกหรือขอยืม 322
วิวัฒนาการของภาษาเขียน
บทที่ 13 สิ่งประดิษฐ์คือต้นก�าเนิดของความจ�าเป็น 355

วิวัฒนาการของเทคโนโลยี
บทที่ 14 จากสมภาพนิยมสู่สังคมโจราธิปไตย 393
วิวัฒนาการของรัฐและศาสนา



ภำคสี่ ส�ำรวจโลกใน 6 บท 453
บทที่ 15 คนของยาลี 455

ประวัติศาสตร์ออสเตรเลียและนิวกินี
บทที่ 16 แผ่นดินจีนกลายเป็นจีนได้อย่างไร 494
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก

บทที่ 17 เรือเร็วมุ่งสู่โพลีนีเซีย 512
ประวัติศาสตร์การขยายตัวของพวกออสโตรนีเซียน
บทที่ 18 การปะทะกันระหว่างโลกเก่า-โลกใหม่ 541
ประวัติศาสตร์ยูเรเชียและทวีปอเมริกาโดยเปรียบเทียบ

บทที่ 19 แอฟริกากลายเป็นแผ่นดินของคนผิวด�าได้อย่างไร 573

ประวัติศาสตร์ทวีปแอฟริกา
บทที่ 20 คนญี่ปุ่นเป็นใคร 609
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น



บทส่งท้ำย อนำคตของ ‘ประวัติศำสตร์มนุษย์’ ในฐำนะ ‘ศำสตร์’ 642

ปัจฉิมบท ประเทศร�่ำรวยและประเทศยำกจนในทัศนะของ 675
ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า

กิตติกรรมประกำศ 691

หนังสือและเอกสำรประกอบ 693
ที่มำภำพประกอบ 729

ดัชนี 731

ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


กับชะตากรรมของสำังคำมมนุษย์
Guns,
Germs, And Steel


The Fates of Human Societies



คำ�น�สำ�หรับฉบับหนังสำือปกอ่อน



WHY IS WORLD HISTORY
LIKE AN ONION?

เหตุใดประวัติศาสำตร์โลกจึงเปรียบเสำมือน

หอมหัวใหญ่












หนังสือเล่มนี้พยำยำมจะสรุปประวัติศำสตร์ที่เป็นของทุกคนในช่วง
13,000 ปีที่ผ่านมาอย่างสั้นๆ แรงบันดาลใจส�าคัญส�าหรับผู้เขียนคือค�าถาม
ที่ว่าเหตุใดประวัติศาสตร์ของแต่ละทวีปซึ่งต่างกันจึงเผยตัวในลักษณาการ

ที่แตกต่างกัน หากค�าถามนี้ท�าให้ท่านนึกหวั่นใจเพราะคิดว่าก�าลังจะได้อ่าน
หนังสือต�าราท�านองเหยียดผิวแล้วละก็ โปรดอย่าได้วิตก เพราะท่านจะพบ

ค�าตอบซึ่งไม่เกี่ยวกับความแตกต่างทางชาติพันธุ์เลยแม้แต่น้อย หนังสือ
เล่มนี้เน้นเสาะหาค�าอธิบายที่สามารถให้ความกระจ่างชัดเจนที่สุดและสืบสาว
ย้อนความสัมพันธ์อันเป็นเหตุและผลต่อเนื่องกันในประวัติศาสตร์ ให้
ยาวไกลที่สุดเท่าที่จะท�าได้

หนังสือส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกมักมุ่งเน้นที่สังคม
ยุโรป-เอเชียซึ่งเรียกรวมกันว่ายูเรเชีย กับสังคมแอฟริกาเหนือช่วงที่มี
ลายลักษณ์อักษรแล้วเป็นหลัก ส่วนสังคมชนพื้นเมืองในภูมิภาคอื่นของโลก

ไม่ว่าจะเป็นสังคมแถบซับสะฮาราในแอฟริกา ทวีปอเมริกา เกาะต่างๆ
แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทร
แปซิฟิก เหล่านี้มักกล่าวถึงเพียงสังเขปและส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ช่วง

หลังจากที่มีการค้นพบและปกครองโดยชาวยุโรปตะวันตกแล้ว แม้แต่ส่วน
ที่เกี่ยวกับยูเรเชียก็มักกล่าวถึงประวัติศาสตร์ยูเรเชียตะวันตกมากกว่า

ประวัติศาสตร์สังคมจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสังคม
ยูเรเชียตะวันออกอื่นๆ อีกทั้งประวัติศาสตร์ก่อนการบันทึกเป็นลายลักษณ์
อักษรช่วง 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราชก็มักสรุปอย่างย่นย่อทั้งที่มีสัดส่วนถึง
ร้อยละ 99.9 ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติอันยาวนานกว่า 5 ล้านปี

การกล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกโดยเน้นจุดสนใจในวงแคบดังกล่าว
มีข้อด้อย 3 ประการ ประการแรก ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าผู้คนให้
ความสนใจสังคมอื่นๆ นอกเหนือจากสังคมยูเรเชียตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งไปกว่านั้นสังคม ‘อื่นๆ’ ที่ว่านี้รวมกันแล้วถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของ
โลกซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และภาษา
ปัจจุบันบางสังคมก้าวหน้าทัดเทียมกับกลุ่มประเทศที่ทรงพลังอ�านาจทาง

เศรษฐกิจและการเมืองมากที่สุดในโลกแล้ว ในขณะที่อีกหลายสังคมก็ก�าลัง
จะก้าวไปในทิศทางเดียวกัน
ประการที่สอง แม้กระทั่งผู้ที่สนใจประเด็นการก่อตัวของโลกสมัย

ใหม่เป็นพิเศษ ประวัติศาสตร์ซึ่งจ�ากัดวงเพียงพัฒนาการหลังจากการมี
ภาษาเขียนแล้วก็ยังไม่อาจให้ค�าอธิบายและความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอ
เป็นการไม่ถูกต้องที่กล่าวว่าสังคมต่างๆ สมัยโบราณของแต่ละทวีปก็มี
ลักษณะเหมือนกันหมดจนกระทั่งช่วง 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช สังคม

ยูเรเชียตะวันตกก็พลันพัฒนาภาษาเขียนแล้วก้าวล�้าน�าหน้าสังคมอื่นในด้าน
ต่างๆ เป็นครั้งแรก ตามความเป็นจริงเมื่อราว 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
นั้น สังคมยูเรเชียกับสังคมแอฟริกาเหนือบางแห่งไม่เพียงเริ่มใช้ภาษาเขียน

ยุคแรกๆ แล้วเท่านั้น หากแต่ยังเป็นรัฐที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อ�านาจ
มีเมือง มีการใช้เครื่องมือและอาวุธโลหะกันอย่างแพร่หลาย มีการเลี้ยงสัตว์
เป็นพาหนะไว้ใช้ลากสิ่งของและใช้เป็นแรงงานร่วมกับเครื่องกลไก ทั้งยัง

ท�าการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารอีกด้วย ขณะที่ในช่วงเวลา
เดียวกันนั้น ทวีปอื่นๆ ทั้งทวีปหรือเกือบทั้งทวีปยังไม่มีพัฒนาการสิ่งเหล่านี้
เลย ต่อมาแม้มีพัฒนาการบางอย่างปรากฏขึ้นบ้างในบางส่วนของทวีป

อเมริกาและแถบซับสะฮาราบริเวณที่มีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ แต่ก็
เกิดขึ้นในช่วง 5,000 ปีให้หลัง และไม่ปรากฏว่ามีพัฒนาการใดๆ เลยใน
สังคมอะบอริจินแถบทวีปออสเตรเลีย สิ่งเหล่านี้ย�้าเตือนให้เราตระหนักว่า

รากเหง้าของการครอบง�าโลกสมัยใหม่โดยสังคมยูเรเชียตะวันตกนั้นเกิดขึ้น
ก่อนช่วง 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตั้งแต่ครั้งก่อนจะมีตัวหนังสือแล้ว (เมื่อ
พูดถึงการมีอิทธิพลครอบง�าโดยสังคมยูเรเชียตะวันตก ผมหมายถึงทั้งที่
เป็นการครอบง�าโดยตรงจากสังคมยูเรเชียตะวันตกเอง และการครอบง�าโดย

ผ่านสังคมอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลมาอีกทอดหนึ่ง)
ประการที่สาม ประวัติศาสตร์ซึ่งเน้นความส�าคัญของสังคมยูเรเชีย
ตะวันตกเป็นพิเศษมองข้ามค�าถามส�าคัญยิ่งประการหนึ่ง นั่นคือเหตุใดสังคม

เหล่านั้นจึงมีอ�านาจความเข้มแข็งและการคิดค้นสร้างสรรค์เหลื่อมล�้าต่างจาก
สังคมอื่นๆ นัก ค�าตอบที่เราได้รับมักเป็นการหยิบยกตัวแปรใกล้ตัวต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการก�าเนิดของระบบทุนนิยม พาณิชยนิยม การตั้งค�าถามหรือ

สืบค้นข้อมูลแบบเป็นวิทยาศาสตร์ เรื่องของเทคโนโลยี และแม้กระทั่ง
โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนในทวีปอื่นที่ติดต่อสัมพันธ์กับชาวยุโรปตะวันตกมา
อธิบาย แต่เหตุใดเล่าปัจจัยหรือองค์ประกอบของชัยชนะเหล่านั้นจึงเกิด

จ�าเพาะกับยูเรเชียตะวันตก ไม่ปรากฏในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก หรือหากจะ
เกิดขึ้นก็น้อยมาก
องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่ใช่
ค�าอธิบายเบื้องหลังที่แท้จริงว่าเหตุใดระบบทุนนิยมจึงไม่เจริญรุ่งเรืองในกลุ่ม

ชนพื้นเมืองแถบเม็กซิโก พาณิชยนิยมไม่รุ่งเรืองในแถบซับสะฮาราใน
แอฟริกา ท�าไมการแสวงหาค�าตอบแบบวิทยาศาสตร์จึงไม่เกิดขึ้นกว้างขวาง
ในจีน เหตุใดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงไม่แพร่หลายในกลุ่มชน

พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ และท�าไมการแพร่เชื้อโรคจึงไม่ปรากฏในหมู่
ชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย และหากหยิบยกข้ออ้างด้านปัจจัยทาง
วัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละแห่งมาอธิบาย เช่น การที่วิทยาศาสตร์ไม่เจริญ

ในจีนเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อเรื่องลัทธิขงจื๊อ แต่ที่เจริญในแถบ
ยูเรเชียตะวันตกเพราะประชาชนมีประเพณีความเชื่อและวิธีคิดแบบกรีกหรือ
ยิว-คริสเตียน เช่นนี้ก็เท่ากับละเลยและไม่เห็นความจ�าเป็นที่จะต้องมี

ค�าอธิบายเบื้องหลังซึ่งจะให้ความกระจ่างถึงที่สุด อาทิ ค�าอธิบายที่ว่าเหตุใด
ลัทธิขงจื๊อจึงไม่พัฒนาขึ้นในยูเรเชียตะวันตก ในขณะที่ศาสนายิว-คริสเตียน
ไม่ได้พัฒนาขึ้นในจีน เป็นต้น นอกจากนั้นก็เท่ากับเราละเลยข้อเท็จจริง

อย่างหนึ่งด้วยว่าจีนซึ่งมีความเชื่อลัทธิขงจื๊อนั้นเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

มากกว่ายูเรเชียตะวันตกจนถึงประมาณ ค.ศ. 1400 พัฒนาการดังกล่าวจึง
ชะลอตัวลง
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจยูเรเชียตะวันตกอย่างแท้จริง

หากเน้นศึกษาเฉพาะสังคมนี้เพียงสังคมเดียว ค�าถามที่น่าสนใจจึงเกี่ยวข้อง
กับความแตกต่างระหว่างสังคมแถบยูเรเชียกับสังคมภายนอกอื่นๆ การจะ
ตอบค�าถามเหล่านี้ได้จึงจ�าเป็นจะต้องเข้าใจสังคมอื่นๆ เพื่อให้การศึกษา

สังคมยูเรเชียตะวันตกสอดรับกับบริบทที่กว้างขึ้น
ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่าผมก�าลังจะเลือกอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ
ประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ อย่างสุดขั้วด้วยการกล่าวถึงสังคมยูเรเชียตะวันตก
เพียงเล็กน้อยแล้วพูดถึงสังคมส่วนอื่นๆ ในโลกแทน ผมอยากบอกว่าสังคม

ในส่วนอื่นๆ ของโลกนั้นมีอะไรให้เราเรียนรู้ได้อีกมาก เพราะสังคมต่างๆ
มากมายนั้นเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายแม้จะเป็นสังคมที่จ�ากัด
อยู่ภายในอาณาบริเวณเล็กๆ ก็ตาม ผู้อ่านบางท่านอาจเห็นพ้องกับผู้วิจารณ์

หนังสือเล่มนี้ท่านหนึ่งซึ่งกล่าวว่าผมมองโลกเสมือนเป็นหอมหัวใหญ่ที่มีโลก
สมัยใหม่หุ้มห่ออยู่เฉพาะผิวนอก และผมก�าลังลอกกลีบหัวหอมออก
ทีละชั้นเพื่อค้นหาความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ภายใน

ใช่แล้ว อันที่จริงประวัติศาสตร์โลกก็เปรียบได้กับหอมหัวใหญ่! ทว่าการลอก
กลีบหัวหอมออกทีละชั้นนั้นช่างท้าทาย มีเสน่ห์ และส�าคัญส�าหรับเราในโลก
ปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะการรู้ซึ้งถึงบทเรียนในอดีตก็เพื่ออนาคตของเราเอง



จำเร็ด ไดมอนด์

อารัมภบท



YALI’S QUESTION

คำ�ถามของยาลี











เรำทรำบกันดีว่ำประวัติศำสตร์ของคนแต่ละกลุ่มในส่วนต่ำงๆ ของโลก

ด�าเนินไปในวิถีทางที่ต่างกันมาก ช่วงเวลา 13,000 ปีนับตั้งแต่สิ้นยุคน�้าแข็ง
ครั้งสุดท้าย โลกบางส่วนพัฒนาไปสู่สังคมอุตสาหกรรมที่มีภาษาเขียนและ
มีเครื่องมือโลหะ ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ยังคงเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ไม่รู้

หนังสือและบางสังคมเป็นสังคมดั้งเดิมที่ด�ารงชีวิตด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์
โดยใช้อาวุธหิน สิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันในประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ส่งอิทธิพล
เนิ่นนานมายังสังคมสมัยใหม่ ทั้งนี้เพราะสังคมผู้รู้หนังสือที่ใช้อาวุธโลหะ

กลายเป็นสังคมที่สามารถพิชิตหรือแม้แต่ท�าลายล้างสังคมอื่นๆ ได้อย่าง
ราบคาบ ทว่าทั้งที่ถือว่าความแตกต่างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สุด
ของประวัติศาสตร์โลก แต่เหตุผลเบื้องหลังก็ยังไม่กระจ่างชัดและเป็นที่

ถกเถียงกันตราบจนปัจจุบัน มีผู้ตั้งค�าถามน่าสนเท่ห์ถึงสาเหตุของความ
แตกต่างดังกล่าวกับผมด้วยท่าทีง่ายๆ ฉันมิตรเมื่อ 25 ปีมาแล้ว
กรกฎาคม ค.ศ. 1972 ผมเดินเล่นตามชายหาดบนเกาะนิวกินีซึ่ง
ผมใช้ศึกษาพัฒนาการของนกในฐานะนักชีววิทยาอยู่ในเวลานั้น ผมได้ยิน

ชื่อนักการเมืองท้องถิ่นผู้มีชื่อเสียงที่ชื่อ ‘ยาลี’ มาก่อนแล้วและทราบด้วยว่า
เขาเดินทางมาท่องเที่ยวแถบนั้นพอดี วันนั้นยาลีกับผมบังเอิญมุ่งหน้า
ไปทางเดียวกัน เขาเดินตามผมมาจนทัน เราเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ราวสัก

ชั่วโมงหนึ่งเห็นจะได้

22 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ยาลีเต็มไปด้วยพลังและบุคลิกอันโดดเด่น ดวงตาเป็นประกาย

เขาเล่าเรื่องตัวเองอย่างมั่นใจ แต่ก็ตั้งค�าถามมากมายและนิ่งฟังค�าตอบอย่าง
สนอกสนใจ การสนทนาของเราเริ่มจากประเด็นที่ค้างคาใจชาวนิวกินี
ทุกคนในเวลานั้นคือเรื่องพัฒนาการทางการเมืองที่ก�าลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ขณะนั้นประเทศปาปัวนิวกินีของยาลีในปัจจุบันยังมีสภาพเป็นดินแดน
ในอาณัติของสหประชาชาติภายใต้การก�ากับของออสเตรเลีย ความคิดเรื่อง
การได้รับเอกราชดูจะเป็นเรื่องยาวไกล ยาลีอธิบายให้ผมฟังเกี่ยวกับบทบาท

ของเขาในการเตรียมชาวพื้นเมืองให้พร้อมส�าหรับการปกครองตนเอง
จากนั้นยาลีก็เปลี่ยนเรื่องและเริ่มซักถามผม เขาไม่เคยเดินทางออก
นอกประเทศและได้รับการศึกษาเพียงชั้นมัธยม แต่ความใคร่รู้ของเขาดูจะ
ไม่มีวันหมดสิ้น ตอนแรกเขาอยากทราบเรื่องงานวิจัยเรื่องนกของผมใน

นิวกินี (รวมถึงรายได้จากงานนี้) ผมอธิบายให้เขาฟังว่านกนานาชนิดเข้ามา
อาศัยในนิวกินีได้อย่างไรในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมา จากนั้นเขาก็ถามผมว่า

บรรพบุรุษของเขามาอยู่ที่นิวกินีได้อย่างไรในช่วงหมื่นปีที่แล้ว และชาวยุโรป
ผิวขาวเข้ามายึดครองนิวกินีได้อย่างไรในช่วง 200 ปีมานี้
การสนทนายังคงด�าเนินไปฉันมิตร แม้ความตึงเครียดระหว่างสอง
สังคมที่ยาลีกับผมเป็นตัวแทนเริ่มจะปรากฏจนเรารู้สึกได้ เมื่อสองศตวรรษ

ที่แล้วชาวนิวกินีทุกคนยังคง ‘ด�ารงชีวิตแบบยุคหิน’ หมายความว่าพวกเขา
มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ท�าจากหินเช่นเดียวกับที่ยุโรปเคยใช้และถูกแทนที่ด้วย
เครื่องมือโลหะเมื่อหลายพันปีก่อน พวกเขายังคงอาศัยในสังคมหมู่บ้านโดย

ปราศจากการปกครองแบบจัดตั้งรวมศูนย์ใดๆ เมื่อคนผิวขาวมาถึง เอาการ
ปกครองแบบรวมศูนย์มาใช้พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งชาวนิวกินีก็
รับรู้คุณค่าของมันทันที เช่น ขวานเหล็ก ไม้ขีดไฟ ยารักษาโรค ไปจนถึง

เสื้อผ้า น�้าอัดลม และร่ม ชาวนิวกินีเรียกของเหล่านี้รวมๆ กันว่า ‘สินค้า’
นักล่าอาณานิคมผิวขาวจ�านวนมาก (ซึ่งถูกเรียกว่า ‘เจ้านาย’ มา
จนถึงปี ค.ศ. 1972) ดูหมิ่นชาวนิวกินีอย่างเปิดเผยว่าเป็นพวก ‘ป่าเถื่อน’

แม้แต่คนผิวขาวที่ต�่าต้อยที่สุดก็ยังมีมาตรฐานความเป็นอยู่ดีกว่าชาวนิวกินี
และดีกว่านักการเมืองที่มีคุณลักษณะพิเศษเช่นยาลีมาก แน่ละ ยาลีเคย
ตั้งค�าถามเหล่านี้กับคนขาวมาแล้วหลายคนเช่นที่ก�าลังท�ากับผมอยู่ในเวลานี้

ค�ำถำมของยำลี 23


และผมก็เคยตั้งค�าถามกับชาวนิวกินีจ�านวนมากเช่นกัน ทั้งเขาและผมต่าง

รู้ดีว่าอย่างน้อยชาวนิวกินีโดยทั่วไปก็ฉลาดพอๆ กับชาวยุโรป สิ่งเหล่านี้
คงค้างคาใจยาลีมาก่อนแล้วในตอนที่เขาถามผมพร้อมสายตาคมกล้าว่า
“ท�าไมพวกคนขาวอย่างคุณจึงพัฒนาสินค้าได้มากมายแล้วส่งมานิวกินี ใน

ขณะที่พวกเราคนผิวด�ามีสินค้าของตัวเองไม่กี่อย่างเท่านั้น”
นั่นเป็นค�าถามง่ายๆ ตรงใจซึ่งกลั่นจากประสบการณ์ของยาลี และ
นั่นก็เป็นความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงในวิถีการด�าเนินชีวิตระหว่างชาว

นิวกินีกับชาวยุโรปหรืออเมริกันส่วนใหญ่ การเปรียบเทียบความแตกต่าง
ดังกล่าวยังเป็นเกณฑ์วัดวิถีการด�าเนินชีวิตของผู้คนส่วนอื่นๆ ของโลกได้
เป็นอย่างดี ความไม่เสมอภาคน่าจะมีสาเหตุความเป็นมาที่ส�าคัญทีเดียว
แต่ค�าถามง่ายๆ ของยาลีนี่แหละเป็นค�าถามซึ่งตอบได้ยากมาก ผม

ตอบไม่ได้ในตอนนั้น แม้แต่นักประวัติศาสตร์ผู้คร�่าหวอดก็ยังไม่มีค�าตอบ
ที่เห็นพ้องต้องกันหมด และนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยังไม่เคยแม้แต่

ตั้งค�าถามข้อนี้ด้วยซ�้า ช่วงเวลาหลายปีหลังการสนทนาครั้งนั้นผมได้แต่
ศึกษาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับแง่มุมอื่นๆ ด้านภาษา ประวัติศาสตร์ และ
วิวัฒนาการของมนุษย์ แต่หนังสือเล่มนี้ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ 25 ปีให้หลังก�าลัง
พยายามจะตอบค�าถามของยาลี



แม้ว่ายาลีเพียงตั้งค�าถามเจาะจงถึงการใช้ชีวิตที่ต่างกันระหว่างชาวนิวกินีกับ
ชาวยุโรป แต่ก็อาจขยายความไปถึงข้อแตกต่างด้านอื่นๆ ในโลกสมัยใหม่

ด้วย ผู้คนกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีถิ่นก�าเนิดแถบยูเรเชีย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยใน
ทวีปยุโรปและเอเชียตะวันออกรวมทั้งผู้ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในทวีป
อเมริกาเหนือ ปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มคนที่สามารถครอบง�าโลกสมัยใหม่

ด้วยอ�านาจและฐานะอันมั่งคั่ง ส่วนคนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน
ส่วนใหญ่ซึ่งแม้จะประกาศเอกราชและพ้นจากสภาพอาณานิคมของชาวยุโรป
แล้ว แต่ยังคงไร้พลังอ�านาจและความมั่งคั่ง ไม่ต่างจากชนกลุ่มอื่นๆ เช่น

ชาวอะบอริจินซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย ชนเผ่าต่างๆ ในอเมริกา
และแอฟริกาตอนใต้ที่กลายเป็นกลุ่มชนซึ่งสิ้นไร้แม้กระทั่งที่ดินซึ่งเคยเป็น
ของตนเอง ผู้ถูกเข่นฆ่า ปราบปราม หรือกระทั่งก�าจัดอย่างถอนราก

24 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ถอนโคนด้วยน�้ามือของนักล่าอาณานิคมชาวตะวันตก

ด้วยเหตุนี้เราอาจจะต้องตั้งค�าถามถึงความไม่เสมอภาคในโลกสมัย
ใหม่กันใหม่ อาทิ เหตุใดอ�านาจและความมั่งคั่งจึงกระจายตัวในลักษณะที่
เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่รูปแบบอื่น ตัวอย่างเช่น เหตุใดชนพื้นเมืองของ

อเมริกา แอฟริกา หรือชาวอะบอริจินในออสเตรเลียจึงไม่เป็นฝ่ายเข่นฆ่า
ปราบปราม หรือก�าจัดชาวยุโรปหรือชาวเอเชียบ้าง
เราอาจย้อนค�าถามนี้ไปอีกขั้นหนึ่ง ช่วงปี ค.ศ. 1500 เมื่อยุโรปแผ่

อาณานิคมไปทั่วโลกในยุคแรก ชนชาติต่างๆ ในหลายทวีปล้วนมีเทคโนโลยี
และองค์กรทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมากอยู่แล้ว ดินแดนในยุโรป
เอเชีย และแอฟริกาเหนือจ�านวนมากเป็นที่ตั้งของรัฐหรือจักรวรรดิที่มี
เครื่องมือท�าด้วยเหล็ก บางสังคมก้าวย่างสู่สังคมอุตสาหกรรม แต่

ขณะเดียวกันชนพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ในทวีปอเมริกา 2 เผ่าคือแอซเท็กและ
อินคายังปกครองจักรวรรดิของตนด้วยอาวุธและเครื่องมือยุคหิน ดินแดน

แถบซับสะฮาราในแอฟริกาแบ่งแยกออกเป็นรัฐและสังคมผู้ปกครองเล็กๆ
โดยมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ท�าจากเหล็ก ส่วนชนเผ่าอื่นๆ ส่วนใหญ่ทั้งใน
ออสเตรเลียและนิวกินี ในหมู่เกาะต่างๆ แถบมหาสมุทรแปซิฟิก ทวีป
อเมริกา และบางส่วนในแอฟริกาแถบซับสะฮารายังมีวิถีชีวิตแบบชุมชน

เกษตร หรือแม้แต่ด�ารงชีวิตด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ (hunter-
gatherer) ด้วยเครื่องมือหิน
แน่นอนว่าความแตกต่างทางเทคโนโลยีและทางการเมืองช่วงปี ค.ศ.

1500 ถือเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในโลกสมัยใหม่
จักรวรรดิใดที่มีอาวุธที่หลอมจากเหล็กย่อมมีชัยชนะหรือก�าจัดชนเผ่าที่มี
เพียงหินหรือไม้เป็นอาวุธได้แน่นอน แต่ถ้าเช่นนั้นแล้ว โลกกลายมามีสภาพ

ดังเช่นปี ค.ศ. 1500 ได้อย่างไร
เราควรย้อนค�าถามไปอีกขั้นหนึ่งโดยพิจารณาจากหลักฐานทาง
โบราณคดี ก่อนหน้ายุคน�้าแข็งครั้งสุดท้ายตอนปลายหรือประมาณ 11,000 ปี

ก่อนคริสต์ศักราช มนุษย์ในทุกทวีปทั่วโลกยังคงใช้ชีวิตด้วยการเก็บของป่า
ล่าสัตว์เหมือนๆ กัน การพัฒนาในอัตราต่างกันในช่วงตั้งแต่ 11,000 ปีก่อน
คริสต์ศักราชจนถึงปี ค.ศ. 1500 นั่นเองที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทั้ง

ค�ำถำมของยำลี 25


ทางเทคโนโลยีและทางการเมือง ช่วงปี ค.ศ. 1500 ในขณะที่ชาวอะบอริจิน

ในออสเตรเลียและชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกายังด�ารงชีวิตด้วยการเก็บ
ของป่าล่าสัตว์อยู่นั้น ชนส่วนใหญ่ในยูเรเชียและอีกหลายเผ่าในทวีปอเมริกา
และแถบซับสะฮาราในแอฟริกาต่างพัฒนาการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ การ

หลอมโลหะ และเริ่มจัดตั้งองค์กรทางการเมืองที่ซับซ้อนขึ้นแล้วอย่างค่อย
เป็นค่อยไป ในหลายภูมิภาคของยูเรเชียและภูมิภาคหนึ่งของทวีปอเมริกา
เริ่มพัฒนาตัวอักษรขึ้นใช้เป็นของตนเองแล้ว อย่างไรก็ดี พัฒนาการต่างๆ

ดังกล่าวถือก�าเนิดเป็นครั้งแรกแถบยูเรเชีย ตัวอย่างเช่น การผลิตเครื่องมือ
สัมฤทธิ์จ�านวนมากแถบเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ที่เพิ่งเริ่มขึ้นช่วงหลาย
ศตวรรษก่อนปี ค.ศ. 1500 นั้น อันที่จริงเคยเกิดขึ้นตั้งแต่ 4,000 กว่าปี
ก่อนหน้านั้นแล้วในยูเรเชีย เทคโนโลยีเครื่องมือหินของชนเผ่าในแคว้น

แทสมาเนียที่นักส�ารวจชาวยุโรปค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1642 ยัง
เรียบง่ายกว่าเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายในหลายส่วนของยุโรปช่วงปลาย

ยุคหินเก่าหลายหมื่นปีก่อนหน้านั้นเสียอีก
ด้วยเหตุนี้เราอาจตั้งค�าถามเรื่องความไม่เท่าเทียมในโลกสมัยใหม่
ดังนี้: เหตุใดพัฒนาการของมนุษย์ในต่างทวีปจึงเป็นไปในอัตราที่ต่างกัน
อัตราที่แตกต่างชนิดเทียบไม่ติดดังกล่าวถือเป็นแบบแผนที่พบได้กว้างขวาง

ทั่วไปมากที่สุดของประวัติศาสตร์และถือเป็นประเด็นส�าคัญในหนังสือเล่มนี้
ขณะที่หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นที่ยุคประวัติศาสตร์และยุคก่อน
ประวัติศาสตร์ แต่ประเด็นส�าคัญมิได้อยู่ที่ความสนใจเชิงวิชาการเท่านั้น

หากรวมถึงการให้ความส�าคัญในทางการเมืองและน�ามาใช้ได้จริงด้วย
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์คือสิ่ง
ก�าหนดรูปโฉมของโลกสมัยใหม่ โดยผ่านการต่อสู้ โรคระบาด และการฆ่า

ล้างเผ่าพันธุ์ ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลสะเทือนเป็นวงกว้างและสืบเนื่อง
นานหลายศตวรรษ ทั้งยังส่งผลต่อหลายพื้นที่ซึ่งยังเป็นปัญหาในปัจจุบัน
ตัวอย่างคือหลายประเทศในแอฟริกายังต้องต่อสู้กับหลายสิ่งอัน

เป็นมรดกตกค้างมาแต่ยุคอาณานิคม ส่วนภูมิภาคอื่นๆ สงครามกลางเมือง
และสงครามกองโจรที่ชนพื้นเมืองต่อต้านรัฐบาลซึ่งสืบทอดอ�านาจจาก
ผู้รุกรานในอดีตยังคงเกิดขึ้นทั่วไป ไม่ว่าในแถบอเมริกากลาง เม็กซิโก เปรู

26 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


นิวแคลิโดเนีย อดีตสหภาพโซเวียต รวมทั้งหลายส่วนของประเทศ

อินโดนีเซีย ส่วนชนพื้นเมืองในที่อื่นๆ เช่น ชนพื้นเมืองฮาวาย ชาวอะบอริจิน
ในออสเตรเลีย ชนพื้นเมืองแถบไซบีเรีย ชาวอินเดียนแดงในสหรัฐอเมริกา
แคนาดา บราซิล อาร์เจนตินา และชิลี ต่างมีจ�านวนประชากรลดลงมากจาก

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และโรคภัยที่รับมาจากผู้รุกรานและผู้สืบทอด แม้ปัจจุบัน
ชนเผ่าเหล่านี้ไร้พลังอ�านาจที่จะท�าสงครามกลางเมือง แต่พวกเขาก็ยังคง
ยืนหยัดและร่วมเรียกร้องสิทธิของตนเพิ่มขึ้น

นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางการเมืองในปัจจุบัน
จากการปะทะระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ในอดีตแล้ว ผลกระทบอีกด้านหนึ่ง
ก็คือภาษา โดยเฉพาะภาษาในโลกสมัยใหม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันกว่า 6,000
ภาษาก�าลังค่อยๆ สูญหายและถูกแทนที่ด้วยภาษาอังกฤษ จีน รัสเซีย และ

ภาษาอื่นๆ เพียงไม่กี่ภาษาที่มีผู้พูดเพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ร้อย
ปีมานี้ ปัญหาในโลกสมัยใหม่อันเป็นผลมาจากวิถีทางในประวัติศาสตร์ที่

แตกต่างกันเหล่านี้เองคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในค�าถามของยาลี


ก่อนจะตอบค�าถามของยาลี เราควรพิจารณาข้อท้วงติงบางข้อก่อนจะ
อภิปรายถกเถียงกันต่อ มีบางท่านรู้สึกไม่พอใจที่มีการตั้งค�าถามนั้นและยก

เป็นข้อท้วงติง ซึ่งน่าจะเกิดจากเหตุผลหลายประการ
ข้อท้วงติงประการหนึ่งก็คือ ถ้าเราอธิบายให้ชัดเจนว่าคนบางกลุ่ม
เข้าปกครองหรือใช้อิทธิพลครอบง�าคนกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างไร นั่นจะ

ไม่เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการครอบง�านั้นๆ หรือ และในเมื่อเรา
ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลที่เกิดขึ้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเปลี่ยนแปลงผลของ
การกระท�าในอดีตซึ่งต่อเนื่องมาจนปัจจุบันใช่หรือไม่ ข้อโต้แย้งดังกล่าว

จึงตกอยู่ในกระแสแนวโน้มทั่วไปที่มักสับสน โดยน�าเอาการอธิบายสาเหตุ
ของการกระท�าไปปะปนกับการให้ความชอบธรรมหรือยอมรับผลพวงที่
เกิดขึ้น การน�าค�าอธิบายทางประวัติศาสตร์ไปใช้ประโยชน์นั้นเป็นปัญหา

อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับตัวค�าอธิบายนั้นเอง ความเข้าใจ
ประวัติศาสตร์ควรถูกใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา
มากกว่าเพื่อให้เกิดผลกระทบแบบเดิมซ�้าแล้วซ�้าเล่าหรือโดยถาวร นั่นคือ

ค�ำถำมของยำลี 27


เหตุผลที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดบรรดานักจิตวิทยาจึงพยายามจะเข้าใจและ

รู้ซึ้งถึงจิตใจของฆาตกรหรือพวกที่ชอบข่มขืน เหตุใดนักประวัติศาสตร์สังคม
จึงพยายามท�าความเข้าใจการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และเหตุใดแพทย์จึงพยายาม
ท�าความเข้าใจสาเหตุที่ท�าให้มนุษย์เจ็บไข้ด้วยโรคภัยต่างๆ การสืบค้นเพื่อ

แสวงหาความจริงดังกล่าวมิได้กระท�าไปเพื่อหาข้อแก้ตัวให้การฆาตกรรม
การข่มขืนกระท�าช�าเรา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือความป่วยไข้แต่อย่างใด
หากเป็นความพยายามที่จะเข้าใจสาเหตุของการกระท�าซึ่งจะส่งผลต่อเนื่อง

กันเป็นลูกโซ่ เพื่อจะได้ยุติการกระท�าหรือขัดขวางท�าลายห่วงโซ่นั้นๆ
ประการที่สอง ใช่หรือไม่ว่าค�าถามของยาลีนั้นสื่อความหมายโดย
นัยถึงมุมมองทางประวัติศาสตร์แบบที่มียุโรปเป็นศูนย์กลาง การแสดงความ
รุ่งเรืองของชาวยุโรปตะวันตก การครอบง�าส่วนอื่นๆ ของโลกด้วยความ

ยิ่งใหญ่ของยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาที่ปกครองโดยชาวยุโรป ความ
ยิ่งใหญ่ดังกล่าวมิใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ศตวรรษและก�าลังจะ

เลือนหายไปอยู่เบื้องหลังญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งก�าลังจะผงาด
ขึ้นมาแทนที่หรอกหรือ อันที่จริงส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงผู้คน
หลากหลายเชื้อชาติมากกว่าจะกล่าวถึงเฉพาะชาวยุโรป และแทนที่จะ
มุ่งเน้นเฉพาะปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวยุโรปกับคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ชาวยุโรป

เราก็จะส�ารวจดูปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรกลุ่มต่างๆ ที่ไม่ใช่ชาวยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิสัมพันธ์ของคนบริเวณซับสะฮาราในแอฟริกา เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย และนิวกินีกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมในแถบ

นั้นๆ และแทนที่จะยกย่องประชากรที่มีรากเหง้าจากยุโรปตะวันตก เรากลับ
จะท�าให้เห็นว่าองค์ประกอบพื้นฐานส�าคัญที่สุดของอารยธรรมตะวันตกนั้น
แท้จริงแล้วส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มคนที่อาศัยในดินแดนอื่นๆ แล้ว

จึงน�าเข้ามายังยุโรปตะวันตกในภายหลัง
ประการที่สาม ค�าพูดในท�านอง ‘อารยธรรม’ และ ‘ความเจริญ
รุ่งเรืองของอารยธรรม’ นั้นจูงใจให้รู้สึกว่าอารยธรรมเป็นสิ่งดีงาม ชนเผ่าที่

ใช้ชีวิตเก็บของป่าล่าสัตว์นั้นช่างทุกข์เข็ญ และประวัติศาสตร์ช่วง 13,000 ปี
ที่ผ่านมาเป็นความก้าวหน้าที่น�าไปสู่ความสุขอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ แต่เป็น
เช่นนั้นจริงหรือ อันที่จริงผมไม่คิดว่ารัฐที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้วจะ ‘ดี’

28 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


กว่าชนเผ่าที่ยังมีวิถีชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์ การละทิ้งวิถีชีวิตแบบนั้นแล้ว

หันมามีชีวิตในยุคเหล็กสื่อแสดง ‘ความก้าวหน้า’ หรือการท�าเช่นนั้นจะท�าให้
มนุษย์มีความสุขเพิ่มขึ้นแต่ประการใด ส�าหรับตัวผมซึ่งใช้ชีวิตระหว่าง
เมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกากับหมู่บ้านเล็กๆ ในนิวกินีมาโดยตลอดคิดว่าพร

ที่อารยธรรมประทานแก่เรานั้นมีสองด้าน ตัวอย่างเช่น เมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้
ชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์ คนในรัฐสมัยใหม่ที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้วย่อม
มีบริการสาธารณสุขดีกว่า มีอัตราการเสียชีวิตจากการถูกฆ่าต�่ากว่า และ

มีอายุยืนกว่า แต่ขณะเดียวกันก็มีการเกื้อกูลทางสังคมทั้งจากเพื่อนฝูงและ
ญาติพี่น้องตามแบบครอบครัวขยายน้อยลง แรงจูงใจที่ผมพยายามสืบค้น
ให้ล่วงรู้ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ในสังคมมนุษย์แบบต่างๆ จึงไม่ได้ท�า
ไปเพื่อเชิดชูสังคมแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ หากเพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่

เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อย่างแจ่มชัด



เพียงเพื่อจะตอบค�าถามของยาลี จ�าเป็นต้องเขียนหนังสือขึ้นใหม่อีกเล่มหนึ่ง
เชียวหรือ เราต่างรู้ค�าตอบกันดีอยู่แล้วมิใช่หรือ และถ้ารู้แล้ว ค�าตอบนั้น
คืออะไร
บางทีค�าอธิบายที่พบบ่อยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องความแตกต่างทาง

ชีวภาพระหว่างผู้คนต่างเชื้อชาติทั้งที่เห็นได้ชัดจากภายนอกและที่แฝงเร้นอยู่
ภายใน ช่วงเวลาหลายศตวรรษหลังปี ค.ศ. 1500 นักส�ารวจชาวยุโรปซึ่ง
ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างผู้คนทั่วโลกในด้านเทคโนโลยีและองค์กร

ทางสังคมจึงสรุปว่าความแตกต่างเหล่านั้นเป็นความสามารถที่ติดตัวมาแต่
ก�าเนิด ต่อเมื่อมีการยอมรับนับถือทฤษฎีดาร์วินอย่างแพร่หลาย ค�าอธิบาย
ต่างๆ จึงเปลี่ยนไปใช้แนวคิดว่าด้วยการคัดเลือกตามธรรมชาติและทฤษฎี

วิวัฒนาการเป็นหลัก ชนเผ่าพื้นเมืองที่ใช้เทคโนโลยีดั้งเดิมจึงกลายเป็น
มนุษย์ที่วิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษรูปร่างคล้ายลิง การที่นักล่าอาณานิคม
จากสังคมที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้วเข้ายึดครองพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองจึง

เป็นตัวอย่างที่เน้นย�้าว่าผู้ที่แข็งแรงกว่าคือผู้ที่อยู่รอด และเมื่อวิชาพันธุกรรม
ศาสตร์พัฒนารุ่งเรืองขึ้นในเวลาต่อมา ค�าอธิบายก็เปลี่ยนรูปใหม่อีกครั้งโดย
ใช้ศัพท์แสงทางพันธุวิทยาเข้ามาแทนที่ ชาวยุโรปคือผู้มีลักษณะทาง

ค�ำถำมของยำลี 29


พันธุกรรมที่ฉลาดกว่าชาวแอฟริกัน และยิ่งฉลาดกว่าชาวอะบอริจินใน

ออสเตรเลียมาก
ปัจจุบันแม้หลายส่วนในสังคมตะวันตกไม่ยอมรับลัทธิเหยียดผิว
กันแล้ว แต่ชาวตะวันตกหลายคน (และอาจจะเป็นคนส่วนใหญ่) ก็ยังคง

ยอมรับค�าอธิบายที่แฝงลัทธิเหยียดผิว ไม่ว่าจะในแง่ตัวบุคคลหรือโดย
จิตใต้ส�านึกก็ตาม ในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศยังยอมรับ
ค�าอธิบายดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยไม่รู้สึกผิดหรือต้องขออภัยแต่ประการ

ใด แม้กระทั่งคนอเมริกัน ยุโรป หรือออสเตรเลียผิวขาวที่ได้รับการศึกษา
มาเป็นอย่างดีก็เถอะ เมื่อหยิบยกประเด็นชนเผ่าอะบอริจินในออสเตรเลีย
ขึ้นมา เป็นต้องสรุปว่าชาวอะบอริจินมีลักษณะบางอย่างที่ล้าหลังแฝงอยู่
ทั้งสิ้น ชาวอะบอริจินนั้นดูแตกต่างจากคนผิวขาวอย่างแน่นอน ปัจจุบัน

แม้แต่ลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอะบอริจินในยุคล่าอาณานิคมก็ยังพบ
ว่าตนเองยากที่จะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีในสังคมชาวออสเตรเลียซึ่งเป็น

คนผิวขาว
ข้ออ้างที่ใช้กันโดยทั่วไปก็คือ: ผู้อพยพผิวขาวที่เข้ามาอยู่ใน
ออสเตรเลียได้สถาปนาอ�านาจรัฐแบบรวมศูนย์ เป็นประชาธิปไตย มีการ
พัฒนาอุตสาหกรรม และเป็นรัฐของผู้รู้หนังสือ โดยใช้เครื่องมือโลหะและ

ยังชีพจากอาหารที่ผลิตเอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษ
ที่ได้ปกครองอาณานิคมในทวีปออสเตรเลีย ขณะที่ชาวอะบอริจินยังชีพด้วย
การเก็บของป่าล่าสัตว์มานานไม่ต�่ากว่า 40,000 ปีโดยปราศจากอาวุธโลหะ

ตัวอย่างคนสองกลุ่มนี้ถือเป็นการทดลองที่แสดงพัฒนาการของมนุษย์ได้
อย่างชัดเจน ในสภาพแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวแปรเพียงอย่าง
เดียวคือมนุษย์ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เท่านั้น สิ่งที่จะต้องพิสูจน์

ให้เห็นกันต่อไปก็คือ ‘ความแตกต่างระหว่างสังคมชาวออสเตรเลียที่เป็น
พวกอะบอริจินกับสังคมตะวันตกนั้นเกิดจากความแตกต่างระหว่างตัวผู้คน
เหล่านั้นจริงหรือ’

เหตุผลที่คัดค้านการอธิบายแบบเหยียดผิวดังกล่าวไม่ได้เป็น
เพียงเพราะว่านั่นเป็นข้ออ้างที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งเท่านั้น หากมันยังเป็น
ค�าอธิบายที่ผิดอีกด้วย ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันเลยว่าความแตกต่างเรื่อง

30 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


เชาวน์ปัญญามนุษย์เป็นสิ่งเดียวกับความแตกต่างทางเทคโนโลยี อันที่จริง

โดยทั่วไปแล้วผู้คนกลุ่มต่างๆ ใน ‘ยุคหิน’ สมัยใหม่อาจจะฉลาดกว่าและ
ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนในประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมเลย แม้ว่านั่นจะเป็น
เรื่องที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง แต่เราจะเห็นได้จากบทที่ 15 ว่าผู้อพยพ

ผิวขาวที่เข้ามาในออสเตรเลียไม่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างสรรค์
สังคมของผู้รู้หนังสือที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมและมีคุณค่าอื่นใดดังที่
กล่าวอ้างข้างต้นเลย ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นพวกที่เพิ่งเลิกใช้

เทคโนโลยีดั้งเดิมมาไม่นานอย่างเช่นพวกอะบอริจินในออสเตรเลียและนิวกินี
นี่แหละที่สามารถใช้เทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรมได้อย่างแคล่วคล่องใน
ชีวิตประจ�าวันเมื่อพวกเขาได้รับโอกาสเต็มที่
นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความคิดและการเรียนรู้ของมนุษย์พยายาม

อย่างยิ่งที่จะศึกษาค้นคว้าข้อแตกต่างด้านระดับสติปัญญาหรือไอคิวของ
มนุษย์ซึ่งมีถิ่นก�าเนิดจากภูมิภาคต่างๆ ของโลกแต่มาอาศัยในประเทศ

เดียวกัน หลายทศวรรษมาแล้วที่บรรดานักจิตวิทยาชาวอเมริกันผิวขาว
จ�านวนมากพยายามแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันที่สืบเชื้อสายมาจากชาว
แอฟริกันผิวด�าเป็นพวกที่ฉลาดน้อยกว่าชาวอเมริกันหรือพวกที่สืบเชื้อสาย
มาจากชาวผิวขาวในยุโรปโดยก�าเนิด อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการเปรียบเทียบ

กลุ่มคนที่มีความแตกต่างกันมากทั้งด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมและโอกาส
ทางการศึกษา ข้อเท็จจริงดังกล่าวท�าให้ความพยายามที่จะยืนยันสมมติฐาน
ที่ว่าความแตกต่างทางสติปัญญาเป็นต้นเหตุของความแตกต่างทางเทคโนโลยี

ยิ่งยากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะประการแรก แม้กระทั่งศักยภาพการเรียนรู้ใน
วัยผู้ใหญ่ของเราเองก็ยังได้อิทธิพลมาจากประสบการณ์และสภาพแวดล้อม
ทางสังคมในวัยเด็ก จึงยากที่จะบอกได้ว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมซึ่ง

มีมาแต่ก�าเนิดจะมีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ได้อย่างไร ประการ
ที่สอง การทดสอบระดับสติปัญญา (เช่น การทดสอบไอคิว) มีแนวโน้มจะ
วัดการเรียนรู้ในเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่การวัดระดับสติปัญญาโดยก�าเนิดอย่าง

แท้จริง สภาพแวดล้อมทางสังคมและการเรียนรู้ในวัยเด็กจึงล้วนมีผลต่อ
การทดสอบไอคิวทั้งสิ้น นักจิตวิทยาในปัจจุบันจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าระดับ
สติปัญญาจากการทดสอบไอคิวของคนผิวสีเป็นผลจากความบกพร่องทาง

ค�ำถำมของยำลี 31


พันธุกรรม

ทัศนะของผมในเรื่องนี้ได้จากการใช้ชีวิตท�างานร่วมกับชาวนิวกินี
ในสังคมของพวกเขามานาน 33 ปี นับตั้งแต่ได้เริ่มท�างานกับชาวนิวกินีเป็น
ครั้งแรก ผมก็ประทับใจแล้วว่าชาวนิวกินีโดยทั่วไปเป็นคนฉลาด ตื่นตัว

กล้าแสดงออก และสนอกสนใจผู้คนหรือสิ่งของรอบๆ ตัวมากกว่าชาว
อเมริกันหรือชาวยุโรปโดยทั่วไปเสียอีก งานบางอย่างที่อาจสะท้อนการท�างาน
ของสมอง อย่างเช่นความสามารถในการนึกจินตนาการสภาพแวดล้อม

ที่ไม่คุ้นเคยคร่าวๆ ในสมอง พวกเขาช�านาญด้านนี้กว่าชาวตะวันตกเป็น
อย่างมาก แต่แน่นอนว่าชาวนิวกินีย่อมท�างานที่ชาวตะวันตกได้รับการฝึกฝน
อบรมให้ท�ามาตั้งแต่เด็กได้แย่มาก ดังนั้น เวลาที่ชาวนิวกินีจากชนบท
ห่างไกลที่ไม่เคยเรียนในโรงเรียนมาก่อนเดินทางเข้าเมือง พวกเขาก็ย่อมจะ

ดูงี่เง่าในสายตาของชาวตะวันตก แต่ในทางกลับกัน ผมรู้สึกได้ในทันทีว่า
ผมดูงี่เง่าแค่ไหนในสายตาของชาวนิวกินีในตอนที่ผมอยู่ในป่ากับพวกเขา

แค่เรื่องง่ายๆ ก็ท�าไม่เป็น (อย่างเช่นการเดินตามเส้นทางเดินป่า หรือการ
สร้างที่พักหลบฝนง่ายๆ) ซึ่งชาวนิวกินีท�ากันมาตั้งแต่เด็ก
มีเหตุผลง่ายๆ สองข้อที่อาจช่วยยืนยันความรู้สึกของผมที่ว่าชาว
นิวกินีฉลาดกว่าชาวตะวันตกนั้นน่าจะถูกต้อง ข้อแรก ชาวยุโรปใช้เวลา

หลายพันปีในสังคมที่มีผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น มีทั้งรัฐบาลกลาง
ต�ารวจ และศาลสถิตยุติธรรม ในสังคมดังกล่าว โรคระบาดที่ติดต่อในกลุ่ม
ประชากรที่หนาแน่น (เช่น ไข้ทรพิษ) เป็นสาเหตุหลักที่ท�าให้ผู้คนล้มตาย

จ�านวนมาก ในขณะที่การฆาตกรรมและการท�าสงครามเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ชาวยุโรปที่รอดจากโรคร้ายนี้ได้ก็มักจะไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงอื่นๆ และ
ภูมิต้านทานดังกล่าวก็ถูกถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม ปัจจุบันนี้เด็กทารก

ชาวตะวันตกส่วนใหญ่มักรอดชีวิตจากโรคติดต่อร้ายแรง และสามารถ
ถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้ไม่ว่าจะมีสติปัญญาหรือ
ลักษณะทางพันธุกรรมแบบใดก็ตาม แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวนิวกินีอาศัย

อยู่ในสังคมที่มีประชากรน้อยจนเชื้อโรคติดต่อร้ายแรงไม่สามารถระบาดได้
แต่ชาวนิวกินีดั้งเดิมกลับมีอัตราการตายจากการถูกฆ่า การท�าสงคราม
ระหว่างเผ่าที่เกิดขึ้นซ�้าซาก อุบัติเหตุ และปัญหาจากการเสาะหาอาหาร

32 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


มากกว่า

คนที่ฉลาดกว่าย่อมจะหลีกเลี่ยงสาเหตุการเสียชีวิตในสังคมนิวกินี
แบบดั้งเดิมได้มากกว่า ซึ่งต่างจากการเสียชีวิตด้วยโรคระบาดในสังคมชาว
ยุโรปโบราณที่ไม่เกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญาแต่เกี่ยวข้องกับความต้านทาน

โรคที่แฝงอยู่ในลักษณะทางพันธุกรรมและระบบเคมีในร่างกายมนุษย์
มากกว่า ตัวอย่างก็คือ คนที่มีเลือดกรุ๊ปบี หรือโอ มีภูมิต้านทานโรค
ไข้ทรพิษสูงกว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ ดังนั้น การคัดเลือกตามธรรมชาติใน

สังคมนิวกินีก็น่าจะเลือกสรรลักษณะทางพันธุกรรมที่ฉลาดไว้ได้มากกว่า
สังคมที่มีประชากรหนาแน่นกว่าและมีระบบการเมืองที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งใน
สังคมแบบหลังนี้การคัดเลือกตามธรรมชาติก็จะเลือกสรรระบบเคมีของ
ร่างกายที่เข้มแข็งไว้มากกว่า

นอกจากเหตุผลทางพันธุกรรมแล้ว ยังมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ชี้ให้
เห็นว่าเหตุใดชาวนิวกินีจึงน่าจะฉลาดกว่าชาวตะวันตก เด็กชาวยุโรปและ

อเมริกันสมัยใหม่เสียเวลากับเรื่องบันเทิงทางโทรทัศน์ วิทยุ และภาพยนตร์
อย่างมาก ครัวเรือนชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละราว 7
ชั่วโมง ตรงกันข้าม เด็กชาวนิวกินีดั้งเดิมไม่มีโอกาสได้รับความบันเทิงที่ถูก
ป้อนโดยไม่มีโอกาสตอบโต้แบบนั้น จึงต้องใช้เวลาช่วงที่ตื่นเกือบทั้งหมด

ท�าสิ่งโน้นสิ่งนี้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยสนทนา เล่นกับเด็กหรือ
ผู้ใหญ่คนอื่นๆ การศึกษาพัฒนาการเด็กเกือบทั้งหมดให้ความส�าคัญกับ
บทบาทของสิ่งเร้าและกิจกรรมวัยเด็กที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง และ

ย�้าว่าพัฒนาการทางสมองจะไม่เติบโตเต็มที่ถ้าสิ่งกระตุ้นในวัยเด็กน้อยกว่า
ที่ควร แน่นอนนั่นย่อมมีส่วนช่วยให้องค์ประกอบที่ไม่ใช่พันธุกรรมดังกล่าว
ส่งเสริมให้สมองของชาวนิวกินีโดยเฉลี่ยพัฒนาและท�าหน้าที่ดีกว่าสมองของ

ชาวตะวันตก
ศักยภาพทางสมองของชาวนิวกินีจึงน่าจะเหนือกว่าชาวตะวันตกเมื่อ
มองในแง่พันธุกรรม และอีกด้านหนึ่งพวกเขาก็รอดพ้นจากสาเหตุความ

บกพร่องของพัฒนาการทางสมองได้ดีกว่าชาวตะวันตกดังที่เด็กในประเทศ
อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ประสบอยู่ในเวลานี้อย่างแน่นอน ถึงตอนนี้ยังไม่มี
อะไรบ่งชี้ถึงความเสียเปรียบหรือข้อด้อยของชาวนิวกินีที่จะใช้เป็นค�าตอบ

ค�ำถำมของยำลี 33


ส�าหรับค�าถามของยาลีได้เลย ปัจจัยด้านการพัฒนาทางพันธุกรรมและ

พัฒนาการในวัยเด็กดังกล่าวนอกจากจะช่วยแยกแยะความแตกต่างระหว่าง
ชาวนิวกินีกับชาวตะวันตกแล้ว ยังใช้แยกแยะความแตกต่างระหว่างคนใน
สังคมแบบเก็บของป่าล่าสัตว์กับสังคมที่ใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมออกจาก

สังคมที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยทั่วไปได้ด้วย แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจมี
ผู้ตั้งสมมติฐานแบบเหยียดผิวขึ้นมาอีก เช่น เหตุใดชาวยุโรปซึ่งมีข้อด้อย
ทางพันธุกรรมและข้อด้อยทางพัฒนาการทางสมอง (ในคนยุโรปสมัยใหม่)

จึงมีสินค้ามากกว่า และเหตุใดชาวนิวกินีจึงมีเทคโนโลยีล้าหลังกว่า ทั้งที่
น่าจะฉลาดกว่าชาวตะวันตกตามความเชื่อของผม

การอธิบายโดยอ้างเหตุผลทางพันธุกรรมไม่ใช่ค�าตอบที่เป็นไปได้เพียงอย่าง

เดียวส�าหรับค�าถามของยาลี ค�าตอบอีกข้อหนึ่งที่นิยมกันในหมู่ชาวยุโรป
เหนือคือการอ้างเรื่องผลกระทบอันเกิดจากสิ่งเร้าทางธรรมชาติ ได้แก่ สภาพ

อากาศที่หนาวเย็นของชาวตะวันตกเปรียบเทียบกับสภาพอากาศร้อนชื้นแบบ
เขตร้อนที่มีอิทธิพลต่อพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ บางที
สภาพอากาศของประเทศในเขตเส้นรุ้งหรือละติจูดใกล้ขั้วโลกที่เปลี่ยนแปลง
ค่อนข้างมากในแต่ละฤดูกาลอาจท�าให้ผู้คนเขตนี้ต้องเผชิญสิ่งท้าทายที่

หลากหลายกว่าคนในเขตร้อนซึ่งความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละ
ฤดูค่อนข้างคงที่ บางทีสภาพอากาศที่หนาวเย็นคงบังคับให้มนุษย์ต้อง
ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอด เพราะต้องสร้างบ้านที่

อบอุ่นกว่า ท�าเสื้อผ้าอุ่นๆ มาสวมใส่ ในขณะที่มนุษย์ในเขตร้อนใช้ชีวิตโดย
สร้างบ้านแบบง่ายๆ และไม่จ�าเป็นต้องใส่เสื้อผ้าก็ยังได้ หรืออาจเปลี่ยน
ข้อโต้แย้งนี้ใหม่ (ซึ่งน�าไปสู่ข้อสรุปเดิม) โดยอ้างว่า สภาพอากาศที่มี

ฤดูหนาวยาวนานในเขตเส้นรุ้งใกล้ขั้วโลกช่วยให้มนุษย์มีเวลาอยู่บ้านเพื่อ
ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น
แม้ว่าอรรถาธิบายแบบนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในช่วง

เวลาหนึ่ง แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักในเวลาต่อมาด้วยเหตุที่เราจะทราบกัน
ต่อไป ผู้คนบริเวณยุโรปเหนือไม่ได้ก่อคุณูปการส�าคัญอันเป็นพื้นฐานการ
ก่อเกิดอารยธรรมยูเรเชียแต่อย่างใดเลยจนกระทั่งช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา

34 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


นี้เอง จึงถือได้ว่าชาวยุโรปเหนือโชคดีมากที่อาศัยอยู่ในสภาพภูมิประเทศ

เช่นนั้นแล้วยังได้รับเอาความเจริญก้าวหน้าหลายด้าน (ไม่ว่าจะเป็นความ
ก้าวหน้าทางการเกษตร ยานพาหนะ ตัวอักษร หรือการหล่อโลหะ) ที่พัฒนา
ขึ้นจากเขตอบอุ่นกว่าของยูเรเชียมาใช้ได้อีก ในส่วนของอเมริกาหรือ

โลกใหม่ สภาพภูมิประเทศอันหนาวเย็นในเขตเส้นรุ้งใกล้ขั้วโลกยิ่งไม่ก่อให้
เกิดความก้าวหน้าใดๆ สังคมเพียงแห่งเดียวในอเมริกาที่พัฒนาตัวอักษรได้
ก็คือสังคมแถบเม็กซิโกซึ่งอยู่ใต้เส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์* (Tropic of

Cancer) เครื่องดินเผาเก่าแก่ที่สุดในเขตโลกใหม่ก็พบบริเวณอเมริกาใต้
ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร ความก้าวหน้าด้านงานศิลปะและดาราศาสตร์
อันเป็นผลการคิดค้นของสังคมมายาในเขตยูคาตันและกัวเตมาลาซึ่งอยู่ใน
เขตร้อนในช่วงราวพันปีแรกของคริสตกาลนั้นนับได้ว่าเป็นความเจริญ

ก้าวหน้าที่สุดของสังคมในโลกใหม่เลยทีเดียว
ค�าตอบแบบที่สามส�าหรับค�าถามของยาลีให้ความส�าคัญกับบริเวณ

ที่ราบลุ่มแม่น�้าตามหุบเขาที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิอากาศแห้งซึ่งเป็นเขต
การเกษตรที่ให้ผลผลิตสูงและต้องพึ่งพาระบบชลประทานขนาดใหญ่
ซึ่งหมายถึงต้องมีระบบราชการแบบรวมศูนย์ด้วย ค�าอธิบายข้อนี้มาจาก
ข้อเท็จจริงที่ว่าอาณาจักรหรือจักรวรรดิกับระบบการเขียนอันเป็นที่รู้จักกันดี

ในยุคแรกๆ นั้นเกิดขึ้นบริเวณลุ่มน�้าไทกริส-ยูเฟรติสที่เรียกว่าดินแดน
พระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) และที่ราบลุ่ม
แม่น�้าไนล์ของอียิปต์ ระบบการควบคุมน�้าบริเวณอื่นๆ ของโลกนั้นดูเหมือน

ว่าสัมพันธ์กับสถาบันทางการเมืองแบบรวมศูนย์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
ที่ราบลุ่มแม่น�้าสินธุในอนุทวีปอินเดีย ที่ราบลุ่มแม่น�้าเหลืองและแยงซีใน
จีน ที่ราบลุ่มมายาแถบเมโสอเมริกา และทะเลทรายตามแนวฝั่งทะเลเปรู

เป็นต้น
______________________

*เส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) คือ เส้นแบ่งเขตภูมิอากาศของ
เขตร้อน (Tropical Zone) เส้นนี้จะอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรที่ละติจูด 23.5 องศาเหนือ
ซึ่งคู่กับเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (Tropic of Capricorn) ซึ่งเป็นเส้นรุ้งที่อยู่ใต้
เส้นศูนย์สูตรที่ละติจูด 23.5 องศาใต้ เขตร้อนซึ่งเป็นเขตที่รับพลังงานจากดวงอาทิตย์
มากกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกคือพื้นที่ที่อยู่ในแนวระนาบของเส้นสองเส้นนี้-บ.ก.

ค�ำถำมของยำลี 35


อย่างไรก็ดี มีการศึกษาทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าระบบ

ชลประทานที่ซับซ้อนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเกิดระบบการปกครอง
แบบรวมศูนย์ หากแต่เกิดขึ้นภายหลังการปกครองแบบรวมศูนย์นานมาก
นั่นคือการรวมศูนย์อ�านาจทางการเมืองเกิดขึ้นก่อนแล้วด้วยเหตุผลอย่างใด

อย่างหนึ่ง จากนั้นการก่อสร้างระบบการชลประทานแบบซับซ้อนจึงเกิดขึ้น
ตามมา อีกทั้งพัฒนาการส�าคัญๆ ของโลกซึ่งเกิดขึ้นก่อนจะมีการรวมศูนย์
อ�านาจทางการเมืองในที่ใดที่หนึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบชลประทานจาก

แม่น�้าในที่ราบหุบเขาหรือระบบชลประทานขนาดใหญ่แต่อย่างใด ตัวอย่าง
เช่น บริเวณดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์นั้น การผลิตอาหาร
และวิถีชีวิตแบบหมู่บ้านเกิดขึ้นครั้งแรกแถบเนินเขาและเทือกเขา ไม่ใช่แถบ
ลุ่มแม่น�้าระหว่างหุบเขา บริเวณลุ่มแม่น�้าไนล์ก็ไม่มีความก้าวหน้าทาง

วัฒนธรรมใดๆ เกิดขึ้นเลยในช่วง 3,000 ปีหลังจากการผลิตอาหารระดับ
หมู่บ้านเริ่มรุ่งเรืองขึ้นแล้วตามเนินเขาในดินแดนพระจันทร์เสี้ยวฯ ส่วน

บริเวณที่ราบลุ่มน�้าตามหุบเขาแถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกานั้น
แม้ช่วยหล่อเลี้ยงระบบการเกษตรแบบชลประทานและสังคมที่ซับซ้อน
ได้ก็จริง แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากมีผู้น�าพัฒนาการใหม่ๆ เข้ามาจากเม็กซิโก
แล้ว ส่วนบริเวณหุบเขาที่มีแม่น�้าพาดผ่านบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของ

ออสเตรเลียก็เป็นที่อยู่ของสังคมชนเผ่าที่ยังไม่ได้ท�าการเกษตรเลย
ยังมีค�าอธิบายอีกประการหนึ่งที่อ้างถึงปัจจัยเฉพาะหน้า
(immediate factors) ที่ท�าให้ชาวยุโรปคร่าชีวิตหรือมีชัยเหนือผู้คน

กลุ่มอื่นๆ ปัจจัยดังกล่าวได้แก่ อาวุธปืน โรคติดต่อ และเครื่องมือโลหะ
รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นๆ การอธิบายเช่นนี้นับว่ามาถูกทางแล้ว
เพราะปัจจัยเหล่านี้มีส่วนโดยตรงที่ท�าให้ชาวยุโรปประสบชัยชนะ แต่

สมมติฐานดังกล่าวก็ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ เพราะยังคงเป็นค�าอธิบาย
ขั้นแรก (proximate explanation) ที่ชี้ให้เห็นเพียงสาเหตุเฉพาะหน้า
(immediate causes) เท่านั้น ยังชวนให้ค้นหาสาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริง

(ultimate causes) ต่อไปอีกว่าเหตุใดจึงเป็นชาวยุโรป ไม่ใช่ชาวแอฟริกัน
หรือชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาที่เป็นผู้ครอบครอง ปืน เชื้อโรคร้าย และ
เหล็กกล้าอันน�าไปสู่ชัยชนะ

36 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ขณะที่พอจะทราบสาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริงบางอย่างที่ท�าให้ยุโรป

พิชิตโลกใหม่ได้แล้ว แต่กรณีแอฟริกาก็ยังเป็นปริศนาข้อใหญ่อยู่นั่นเอง
แอฟริกาเป็นทวีปซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ก�าลังจะพัฒนาเป็นมนุษย์ (protohuman)
พัฒนาตนเองเป็นระยะเวลายาวนาน เป็นดินแดนที่อาจเป็นแหล่งก�าเนิด

มนุษย์สมัยใหม่ และเป็นแหล่งที่โรคร้าย เช่น มาลาเรีย หรือไข้เหลือง
คร่าชีวิตนักส�ารวจชาวยุโรปจ�านวนมาก ถ้าการเริ่มต้นก่อนนานๆ คือความ
ได้เปรียบแล้ว เหตุใดปืนและเหล็กกล้าจึงไม่เกิดขึ้นที่แอฟริกาแล้วช่วยให้

ชาวแอฟริกันและโรคร้ายเอาชนะทวีปยุโรปได้เล่า และจะอธิบายอย่างไร
ส�าหรับกรณีที่ชาวอะบอริจินในทวีปออสเตรเลียยังไม่ผ่านขั้นตอนการด�ารง
ชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์กับเครื่องมือหินด้วยซ�้า
หลายค�าถามที่ผุดขึ้นจากการเปรียบเทียบสังคมมนุษย์ในภูมิภาค

ต่างๆ ทั่วโลกเป็นค�าถามที่นักประวัติศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ให้ความสนใจ
อย่างมาก ตัวอย่างซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและทันสมัยก็คือหนังสือชุด Study

of History (การศึกษาประวัติศาสตร์) จ�านวน 12 เล่มที่เขียนโดยอาร์โนลด์
ทอยน์บี เขาสนใจศึกษาพลวัตภายในสังคมที่มีอารยธรรมก้าวหน้า 23 แห่ง
เป็นพิเศษ จากจ�านวนนี้มี 22 แห่งเป็นอารยธรรมที่มีภาษาเขียน และ
19 แห่งตั้งอยู่บริเวณยูเรเชีย แต่เขาไม่ค่อยให้ความส�าคัญกับการศึกษา

อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์และสังคมเรียบง่ายที่ไม่มีภาษาเขียนเท่าใดนัก
แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วรากเหง้าของความไม่เสมอภาคในโลกสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้น
ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ด้วยเหตุนี้ทอยน์บีจึงไม่ได้แตะต้องค�าถาม

ของยาลี อีกทั้งไม่เข้าใจแบบแผนของประวัติศาสตร์อย่างกว้างที่สุดดังเช่น
ที่ผมมองอยู่ในเวลานี้ ส่วนผลงานอื่นๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลกก็
เช่นเดียวกัน คือมีแนวโน้มให้ความส�าคัญกับสังคมก้าวหน้าในยูเรเชียที่มี

ภาษาเขียนในช่วงเวลาราว 5,000 ปีมานี้เอง ทั้งยังสรุปถึงอารยธรรมของ
ชนเผ่าพื้นเมืองของอเมริกาในยุคก่อนการค้นพบของโคลัมบัสไว้คร่าวๆ และ
ยิ่งพูดถึงส่วนอื่นๆ ของโลกไว้ย่นย่อกว่านั้นอีก ยกเว้นเพียงส่วนที่กล่าวถึง

ปฏิสัมพันธ์ของสังคมเหล่านั้นกับอารยธรรมของยูเรเชียเท่านั้น นับตั้งแต่งาน
ของทอยน์บีเป็นต้นมา การสังเคราะห์ความเป็นมาของประวัติศาสตร์อย่าง
เป็นเหตุเป็นผลแบบนี้ดูจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่นัก

ค�ำถำมของยำลี 37


เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ

ส�าหรับผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ก็มักสังเคราะห์แต่ผลงานเฉพาะสาขา
วิชาของตน แม้จะเป็นการสังเคราะห์ภาพรวมในระดับโลกก็ตาม แต่อย่างไร
ก็ดี ผลงานของนักวิชาการเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

ผลงานของนักภูมิศาสตร์นิเวศ (ecological geographers)
นักมานุษยวิทยาทางวัฒนธรรม (cultural anthropologists) นักชีววิทยา
ที่ศึกษาการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ หรือนักวิชาการที่ศึกษาผลกระทบของการ

เกิดโรคภัยไข้เจ็บในเชิงประวัติศาสตร์ การศึกษาเหล่านี้ให้ความส�าคัญกับ
ส่วนย่อยแต่ละส่วนของภาพปริศนาใหญ่อันเดียวกัน แต่ก็ยังเป็นส่วนเสี้ยว
เล็กๆ ของการสังเคราะห์ภาพรวมทั้งหมดซึ่งเป็นสิ่งจ�าเป็นแต่กลับยังไม่มี
ผู้ใดท�าไว้เลย

ด้วยเหตุนี้เราจึงยังไม่มีค�าตอบอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปที่
สามารถตอบค�าถามของยาลีได้อย่างแท้จริง ในแง่หนึ่ง ค�าอธิบายขั้นแรกก็

ชัดเจนแล้วว่าคนบางกลุ่มพัฒนาอาวุธปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า และปัจจัย
อื่นๆ เพื่อให้ตนมีอ�านาจทางเศรษฐกิจและการเมืองก่อนคนกลุ่มอื่นๆ
ในขณะที่คนบางกลุ่มไม่ได้พัฒนาปัจจัยเชิงอ�านาจเหล่านี้เลย แต่อีกแง่หนึ่ง
ค�าอธิบายสาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริงกลับยังไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งนัก เช่น

ไม่สามารถอธิบายว่าเหตุใดเครื่องมือสัมฤทธิ์จึงปรากฏขึ้นในดินแดนบางแห่ง
ของยูเรเชียตั้งแต่ยุคแรกๆ แต่เพิ่งเกิดขึ้นในแถบโลกใหม่เมื่อไม่นานมานี้
และยังเกิดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ อีกทั้งยังไม่เคยปรากฏขึ้นในชุมชนชาว

อะบอริจินในทวีปออสเตรเลียเลย เป็นต้น
การขาดค�าอธิบายสาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริงเช่นนี้จึงส่งผลให้เกิด
ช่องว่างทางปัญญาอย่างยิ่ง เนื่องจากเราไม่สามารถอธิบายแบบแผนที่กว้าง

ที่สุดของประวัติศาสตร์ได้อย่างกระจ่างชัด และที่ส�าคัญไปกว่านั้นคือการเกิด
ช่องว่างทางศีลธรรมที่ยังไม่อาจเติมเต็มได้ในปัจจุบัน ทุกผู้คน (ไม่ว่าจะเป็น
พวกเหยียดผิวหรือไม่) คงตระหนักดีว่าผู้คนแต่ละกลุ่ม แต่ละเผ่าพันธุ์

ประสบความส�าเร็จในประวัติศาสตร์แตกต่างกัน สหรัฐอเมริกายุคใหม่คือ
สังคมที่สร้างขึ้นโดยชาวยุโรปที่พิชิตและยึดครองดินแดนของชาวอเมริกัน
พื้นเมือง และหลอมรวมลูกหลานชาวแอฟริกันผิวด�าแถบซับสะฮารา

38 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ที่ถูกจับเป็นทาสหลายล้านคนเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในขณะที่ยุโรป

ยุคใหม่กลับไม่ใช่สังคมที่สร้างขึ้นโดยชาวแอฟริกันผิวด�าจากซับสะฮาราที่
น�าชาวอเมริกันพื้นเมืองมาเป็นทาสแต่อย่างใด
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่เสมอภาคกันอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ได้เกิด

สภาพการณ์ท�านองที่ว่า ร้อยละ 51 ของทวีปอเมริกา ออสเตรเลีย และ
แอฟริกาถูกครอบครองโดยชาวยุโรป ขณะที่ร้อยละ 49 ของทวีปยุโรปถูก
ครอบครองโดยชาวอเมริกันพื้นเมือง ชาวอะบอริจินจากออสเตรเลีย หรือ

ชาวแอฟริกัน โลกยุคสมัยใหม่ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาจากผลลัพธ์ที่ไม่เสมอ
ภาคกันตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้จึงต้องการค�าอธิบายที่หนักแน่นและไม่อาจ
คัดง้าง เป็นค�าอธิบายที่ลงลึกยิ่งกว่าเป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่บอกเล่า
ว่าใครชนะสงครามครั้งไหน หรือประดิษฐ์คิดค้นอะไรมาบ้างเมื่อไม่กี่พันปี

ที่ผ่านมา
เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลที่จะทึกทักว่าแบบแผนของ

ประวัติศาสตร์นั้นสะท้อนความแตกต่างระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว
โดยธรรมชาติ แน่นอนเราต่างถูกสอนกันมาว่าการพูดเช่นนี้ไม่สุภาพเมื่อพูด
ในที่สาธารณะ เราได้อ่านงานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นที่อ้างอิงความ
แตกต่างโดยก�าเนิดเหล่านี้ และเราก็อ่านพบข้อโต้แย้งว่าผลการศึกษา

เหล่านั้นมีข้อผิดพลาด เราพบเห็นในชีวิตประจ�าวันว่าคนที่ถูกพิชิตจ�านวน
หนึ่งยังคงมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นไร้แม้กาลเวลาผ่านมานานหลายร้อยปีหลังจาก
ถูกพิชิตหรือถูกน�ามาเป็นทาสแล้ว มีคนบอกด้วยว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความ

บกพร่องในเชิงชีววิทยาใดๆ เลย หากเป็นเรื่องความเสียเปรียบทางสังคม
และการด้อยโอกาสต่างหาก
อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงสงสัยและเต็มไปด้วยค�าถาม เรายังคงมอง

เห็นสถานภาพที่แตกต่างอย่างเด่นชัดระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ตลอดมา เรา
ได้รับการยืนยันว่าค�าอธิบายทางชีววิทยาที่ดูเหมือนโปร่งใสไม่มีอคติซึ่ง
พูดถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เสมอภาคในโลกเช่นช่วงปี ค.ศ. 1500

นั้นไม่ถูกต้อง แต่เราก็ไม่ได้รับค�าบอกเล่าว่าค�าอธิบายที่ถูกต้องนั้นเป็น
เช่นไร ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้รับค�าอธิบายถึงแบบแผนทางประวัติศาสตร์ที่
ครอบคลุมกว้างขวาง กอปรด้วยรายละเอียดน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของ

ค�ำถำมของยำลี 39


ทุกฝ่ายแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ยังคงกังขาอยู่นั่นเองว่าค�าอธิบายเชิงชีววิทยา

เกี่ยวกับชาติพันธุ์มนุษย์นั้นยังน่าจะถูกต้องอยู่หรือไม่ นี่คือประเด็นส�าคัญ
ที่ท�าให้ผมต้องเขียนหนังสือเล่มนี้



ผู้เขียนหนังสือหลายๆ คนมักได้รับค�าขอจากผู้สื่อข่าวให้สรุปหนังสือเล่ม
ใหญ่ของตนให้เหลือเพียงประโยคเดียว ส�าหรับหนังสือเล่มนี้ นี่คือประโยค
ดังกล่าว “ประวัติศาสตร์ของผู้คนกลุ่มต่างๆ ด�าเนินไปในแนวทางที่ต่างกัน

อันมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมของผู้คนแต่ละกลุ่ม โดย
มิได้เป็นความแตกต่างทางชีววิทยาแต่อย่างใด”
จะว่าไปแล้วแนวคิดที่ว่าภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิศาสตร์
ชีวภาพมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางสังคมนั้นเป็นแนวคิดเก่าแก่ที่เกิดขึ้นนาน

แล้ว แต่กระนั้นนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันก็ยังไม่ให้ความส�าคัญต่อทัศนะ
ดังกล่าวเท่าใดนัก โดยมองเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ตื้นเขิน หรือกระทั่งเย้ยหยัน

ว่าเป็นนิยัตินิยมสภาพแวดล้อม (environmental determinism) เอะอะ
อะไรก็อ้างสิ่งแวดล้อมเป็นตัวก�าหนดไปเสียทั้งหมด หรืออีกกลุ่มหนึ่งก็เห็น
ว่าความพยายามจะท�าความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของโลกในภาพ
รวมนั้นยากเกินไป แต่กระนั้นก็เห็นชัดว่าภูมิศาสตร์มีผลกระทบบางประการ

ต่อประวัติศาสตร์ ค�าถามจึงอยู่ที่ว่ามันส่งผลมากน้อยเพียงไร และ
ภูมิศาสตร์ใช้อธิบายแบบแผนโดยรวมของประวัติศาสตร์ได้หรือไม่
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพิจารณาปัญหาเหล่านี้ เพราะข้อมูลใหม่ๆ

ทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ดูเหมือนก้าวไปไกลจากประวัติศาสตร์มนุษย์
เหลือเกิน วิทยาการดังกล่าวได้แก่พันธุศาสตร์ (genetics) ชีววิทยาโมเลกุล
(molecular biology) และภูมิศาสตร์ชีวภาพ (biogeography) ที่

ประยุกต์ใช้ในการศึกษาพืชที่มนุษย์น�ามาปลูกและสายพันธุ์ดั้งเดิมของมัน
รวมทั้งวิชานิเวศวิทยาพฤติกรรม (behavioral ecology) ที่ประยุกต์ใช้
ศึกษาสัตว์เลี้ยงของมนุษย์และสายพันธุ์ดั้งเดิม ชีววิทยาโมเลกุลศึกษา

เกี่ยวกับเชื้อจุลินทรีย์ที่ท�าให้เกิดโรคแก่มนุษย์หรือสัตว์ (germs) ระบาด
วิทยา (epidemiology) ที่ศึกษาโรคที่เกิดกับมนุษย์ พันธุกรรมมนุษย์
ภาษาศาสตร์ และการศึกษาโบราณคดีในทวีปและเกาะส�าคัญๆ รวมทั้งการ

40 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเทคโนโลยี ภาษาเขียน และองค์กร

ทางการเมืองด้วย
ความหลากหลายของสาขาวิชาเหล่านี้สร้างปัญหาแก่ผู้ที่พยายามจะ
เขียนหนังสือสักเล่มเพื่อตอบค�าถามของยาลีหลายประการ ผู้เขียนจะต้องมี

ความรู้ความช�านาญในสาขาวิชาดังกล่าวทั้งหมดเพื่อให้สามารถสังเคราะห์
ความรู้ทั้งหลายเข้าด้วยกัน ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้คือประวัติศาสตร์
แต่แนวทางหลักที่ใช้ศึกษาเป็นวิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการหรือ

แนวทางการศึกษาของศาสตร์หลายๆ สาขาที่ศึกษาประวัติศาสตร์ความ
เป็นมาด้านต่างๆ (historical sciences) เช่น ชีววิทยาและธรณีวิทยา
วิวัฒนาการ เป็นต้น ผู้เขียนจะต้องเข้าใจสังคมต่างๆ โดยผ่านประสบการณ์
ตรงตั้งแต่สังคมแบบเก็บของป่าล่าสัตว์ไปจนถึงยุคอวกาศสมัยใหม่

ดูเหมือนข้อเรียกร้องเหล่านี้จ�าเป็นจะต้องเป็นผลงานที่ใช้ผู้เขียน
หลายคน แต่แนวทางดังกล่าวคงจะล้มเหลวเสียตั้งแต่แรกเนื่องจากแก่นของ

ปัญหานี้อยู่ที่ความพยายามจะพัฒนาบทสังเคราะห์ที่มีเอกภาพขึ้นสักชิ้นหนึ่ง
เมื่อพิจารณาในจุดนี้จึงจ�าเป็นจะต้องใช้ผู้เขียนเพียงคนเดียวแม้จะต้องเผชิญ
กับความยากล�าบากดังกล่าวก็ตาม และผู้เขียนคนนี้ก็จะต้องผจญกับความ
เหนื่อยยากแสนสาหัสในอันที่จะต้องผสมผสานเนื้อหาสาระและวัตถุดิบจาก

หลากหลายสาขาวิชา และจะต้องได้รับค�าแนะน�าจากเพื่อนร่วมงานจ�านวน
มาก แต่นั่นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
จากภูมิหลังท�าให้ผมมีโอกาสเรียนรู้สาขาวิชาที่หลากหลายเหล่านี้

ตั้งแต่ก่อนที่ยาลีจะตั้งค�าถามนี้เมื่อปี ค.ศ. 1972 เสียอีก มารดาผมเป็น
ครูและนักภาษาศาสตร์ ส่วนบิดาของผมก็เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน
พันธุศาสตร์โรคที่เกิดกับเด็ก เนื่องจากเห็นตัวอย่างจากคุณพ่อ ผมจึง

เข้าเรียนโดยหวังจะเป็นแพทย์ตามรอยท่าน ผมยังเป็นนักดูนกตัวยงมาตั้งแต่
อายุเพียง 7 ขวบ นั่นจึงเป็นก้าวแรกที่ท�าให้ผมสามารถเปลี่ยนแนวการเรียน
ปีสุดท้ายในระดับปริญญาตรีจากเป้าหมายการเป็นแพทย์มาเป็นการท�าวิจัย

ทางชีววิทยาแทนอย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ศึกษาในระดับ
ปริญญาตรี ผมได้เรียนวิชาหลักๆ ด้านภาษาหลายภาษา รวมทั้งวิชาประวัติ-
ศาสตร์และภาษาเขียนด้วย แม้ภายหลังเมื่อผมตัดสินใจเรียนปริญญาเอก

ค�ำถำมของยำลี 41


ด้านสรีรวิทยาแล้ว ในปีแรกผมก็เกือบเลิกเรียนกลางคันเพื่อผันตัวมาเป็น

นักภาษาศาสตร์
เมื่อส�าเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1961 ผมท�างานวิจัย
2 สาขา คือ สรีรศาสตร์โมเลกุล (molecular physiology) และชีววิทยา

วิวัฒนาการ (evolutionary biology) กับภูมิศาสตร์ชีวภาพ (bioge-
ography) วิชาชีววิทยาวิวัฒนาการเอื้อต่อเป้าหมายในการเขียนหนังสือ
เล่มนี้เป็นอย่างมากโดยที่ผมไม่เคยคาดหวังมาก่อน เพราะเป็นศาสตร์ที่

ศึกษาความเป็นมาตั้งแต่อดีต ต้องน�าวิธีการศึกษาหลายๆ อย่างในห้อง
ทดลองทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ประสบการณ์ดังกล่าวช่วย
ให้ปัญหาที่ยากล�าบากในการน�าแนวทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับประวัติศาสตร์
มนุษย์เป็นเรื่องง่ายและคุ้นเคยส�าหรับผมเป็นอย่างดี การที่ผมอาศัยอยู่ใน

ยุโรปช่วงปี ค.ศ. 1958–1962 ท่ามกลางเพื่อนชาวยุโรปที่ประสบความ
บอบช�้าในชีวิตจากประวัติศาสตร์ยุโรปช่วงศตวรรษที่ 20 ท�าให้ผมเริ่ม

ครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ว่ามีความเชื่อมโยง
เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร
ช่วงการท�างานภาคสนามราว 33 ปีที่ผ่านมาในฐานะนักชีววิทยา
วิวัฒนาการท�าให้ผมมีโอกาสได้ติดต่อสัมพันธ์กับสังคมมนุษย์หลากหลาย

กลุ่มอย่างใกล้ชิด ผมเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านวิวัฒนาการของนก ผมได้
ศึกษาวิจัยในหลายพื้นที่ ทั้งอเมริกาใต้ แอฟริกาตอนใต้ อินโดนีเซีย
ออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นิวกินี จากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ

ชนพื้นเมืองในสถานที่เหล่านั้นท�าให้ผมคุ้นเคยกับสังคมมนุษย์ที่ใช้
เทคโนโลยียุคแรกเริ่มเป็นอย่างดี นับตั้งแต่สังคมมนุษย์แบบเก็บของป่า
ล่าสัตว์ไปจนถึงพวกที่ท�าการเกษตร และชาวประมงที่เพิ่งเลิกใช้เครื่องมือหิน

เมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้น สิ่งที่คนในยุครู้หนังสืออาจจะเห็นว่าเป็นวิถีชีวิตที่
แปลกและดูจะเป็นวิถีชีวิตแบบยุคก่อนประวัติศาสตร์อันไกลโพ้นนั้น ส�าหรับ
ผมแล้วสิ่งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีสีสันและมีชีวิตชีวาที่สุดเลยทีเดียว

นิวกินีซึ่งเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ บนโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ แต่ก็เป็น
เสี้ยวเล็กๆ ที่รวบรวมความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์เอาไว้มากมาย
บรรดาภาษาสมัยใหม่ที่มีอยู่ในโลกทั้งสิ้นราว 6,000 ภาษานั้นพบในนิวกินี

42 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ถึง 1,000 ภาษา จากการศึกษาเรื่องนกในประเทศนิวกินี ผมมีโอกาสศึกษา

เรื่องภาษาซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากจ�าเป็นจะต้องรู้ชื่อ
นกชนิดพันธุ์ต่างๆ ในภาษาท้องถิ่นเกือบ 100 ภาษาจากภาษานับพันใน
นิวกินี

นอกจากนั้นความสนใจของผมยังมีที่มาจากหนังสือเล่มล่าสุดที่ผม
เขียนขึ้นนั่นคือ ลิงชิมแปนซีตัวที่สาม (The Third Chimpanzee)
บทที่ 14 ของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งใช้ชื่อตอนว่า ‘ผู้พิชิตโดยบังเอิญ’ นั้น

พยายามจะท�าความเข้าใจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าระหว่างชาว
ยุโรปกับชาวอเมริกันพื้นเมือง หลังจากที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้จบลง ผม
ตระหนักว่าการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กลุ่มต่างๆ หลายๆ ครั้งในยุคใหม่
หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ต่างก็ก่อให้เกิดค�าถามแบบเดียวกันทั้งสิ้น ผม

มองว่าปัญหาที่ผมหยิบยกขึ้นในบทที่ 14 นั้นคือแก่นของค�าถามที่ยาลีถาม
ผมในปี ค.ศ. 1972 นั่นเอง แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในส่วนของโลกที่ต่าง

ออกไปก็ตาม และท้ายที่สุด ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนหลายๆ คน ผม
จึงพยายามจะตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของยาลีและของผมเองอย่าง
ดีที่สุด



บทต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ภาค ภาคหนึ่งใช้ชื่อว่า ‘จาก
อีเดนสู่กาฆามาร์กา’ ประกอบด้วย 3 บท บทที่ 1 เป็นการท่องเที่ยวชม
วิวัฒนาการและประวัติศาสตร์มนุษย์นับตั้งแต่การถือก�าเนิดจากวานรราว

7 ล้านปีก่อนมาจนถึงปลายยุคน�้าแข็งครั้งสุดท้ายเมื่อราว 13,000 ปีมาแล้ว
เราจะติดตามร่องรอยการแพร่กระจายของมนุษย์ที่เป็นบรรพบุรุษของเราจาก
ถิ่นก�าเนิดในทวีปแอฟริกาไปยังทวีปอื่นๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจสภาพที่เป็นอยู่

ของโลกก่อนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ อันน�าไปสู่ยุค ‘การก่อก�าเนิดแห่ง
อารยธรรม’ ได้ดีขึ้น โดยจะพบว่าพัฒนาการของมนุษย์ในบางทวีปนั้นได้
เริ่มออกน�าหน้าพัฒนาการด้านต่างๆ ก่อนทวีปอื่นๆ

บทที่ 2 จะเตรียมพร้อมให้เราส�ารวจผลกระทบอันเกิดจาก
สภาพแวดล้อมของแต่ละทวีปในประวัติศาสตร์ช่วง 13,000 ปีที่ผ่านมา โดย
จะตรวจสอบผลกระทบทางสภาพแวดล้อมของเกาะต่างๆ ในประวัติศาสตร์

ค�ำถำมของยำลี 43


ช่วงสั้นๆ และพื้นที่เล็กๆ จ�านวนหนึ่งโดยสรุป เมื่อบรรพบุรุษชาวโพลีนีเซีย

ได้ขยายตัวเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อราว 3,200 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้พบ
เกาะหลายแห่งซึ่งมีสภาพแวดล้อมต่างจากที่อยู่เดิมของตนมาก ในเวลา
ไม่กี่พันปี สังคมโพลีนีเซียรุ่นบรรพบุรุษซึ่งมีเพียงแห่งเดียวได้กระจายตัว

ออกไปตามเกาะต่างๆ และให้ก�าเนิดสังคมรุ่นลูกรุ่นหลานที่มีความแตกต่าง
หลากหลายอีกมากมาย นับตั้งแต่สังคมชนเผ่าแบบเก็บของป่าล่าสัตว์ไป
จนถึงสังคมยุคจักรวรรดินิยมแรกเริ่ม การแพร่กระจายตัวในลักษณะ

ดังกล่าวสามารถใช้เป็นแบบจ�าลองการแพร่กระจายของสังคมมนุษย์ในหลาย
ทวีปตั้งแต่ตอนสิ้นสุดยุคน�้าแข็งครั้งสุดท้ายที่ใช้เวลานานกว่า ในอาณา
บริเวณที่กว้างกว่า จนกลายเป็นสังคมเผ่าแบบเก็บของป่าล่าสัตว์และ
จักรวรรดิซึ่งมีลักษณะแตกต่างหลากหลาย

บทที่ 3 จะน�าเสนอภาพการปะทะกันระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ จาก
หลายทวีป โดยจะเล่าผ่านประจักษ์พยานบุคคลร่วมสมัยที่เล่าถึงเหตุการณ์

การเผชิญหน้าที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือเหตุการณ์การ
จับกุมจักรพรรดิองค์สุดท้ายของชนเผ่าอินคา คือจักรพรรดิอาตาวัลปาพร้อม
กองทัพทั้งหมดของพระองค์ โดยฝีมือของฟรานซิสโก ปิซาโรกับกองก�าลัง
ผู้พิชิต (conquistadores) ขนาดเล็กที่เมืองกาฆามาร์กาในเปรู เรา

สามารถจ�าแนกให้เห็นปัจจัยชั้นต้นหลายๆ ปัจจัยที่เรียงร้อยเข้าด้วยกันที่
ช่วยอธิบายให้เห็นได้ว่าเหตุใดปิซาโรจึงจับกุมจักรพรรดิอาตาวัลปาได้ อัน
เป็นปัจจัยชุดเดียวกับที่ช่วยให้ชาวยุโรปมีชัยเหนือสังคมชาวอเมริกันพื้นเมือง

อื่นๆ ด้วย ปัจจัยดังกล่าวได้แก่ เชื้อโรคที่มาพร้อมกับชาวสเปน ม้า การ
รู้หนังสือ องค์กรทางการเมือง และเทคโนโลยี (โดยเฉพาะเรือและอาวุธ)
การวิเคราะห์ถึงสาเหตุเบื้องต้น (proximate causes) เหล่านี้เป็นส่วน

ที่ง่ายที่สุดของหนังสือเล่มนี้ แต่ส่วนที่ยากที่สุดก็คือการชี้ให้เห็นสาเหตุ
เบื้องหลังที่แท้จริง (ultimate causes) อันน�าไปสู่สาเหตุเบื้องต้นซึ่งน�า
ไปสู่ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ (แทนที่จะเป็นผลในทางตรงข้าม

คือการที่อาตาวัลปาเดินทางไปยังมาดริดและเข้าจับกุมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1
ของสเปน)
ภาคสองใช้ชื่อว่า ‘จุดเริ่มต้นและการขยายตัวของการผลิตอาหาร’

44 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ประกอบด้วยบทที่ 4–10 จะกล่าวถึงสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นกลุ่มสาเหตุเบื้องหลัง

ที่แท้จริง (constellation of ultimate causes) ที่ส�าคัญที่สุด บทที่ 4
จะร่างภาพให้เห็นคร่าวๆ ว่าการผลิตอาหาร (หมายถึงการที่มีอาหารเพิ่ม
ขึ้นมาจากการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ โดยเข้ามาแทนการล่าสัตว์และ

การเก็บหาของป่ามาเป็นอาหาร) นั้น ถึงที่สุดแล้วได้น�าไปสู่ปัจจัยเบื้องต้น
(immediate factors) ที่ช่วยให้ปิซาโรได้รับชัยชนะ แต่การผลิตอาหาร
ที่เพิ่มสูงขึ้นนี้มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของโลกดังที่เราจะได้

เห็นจากบทที่ 5 โดยพบว่าผู้คนในบางส่วนของโลกได้พัฒนาการผลิตอาหาร
ขึ้นด้วยตนเอง บางกลุ่มสามารถผลิตอาหารได้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
โดยสืบทอดมาจากสังคมศูนย์กลางที่เป็นอิสระหลายๆ สังคม ในขณะที่
บางกลุ่มนอกจากจะไม่ได้พัฒนาการผลิตอาหารด้วยตนเองหรือรับแบบอย่าง

มาจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ยังใช้ชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์มา
กระทั่งถึงยุคสมัยใหม่ด้วย บทที่ 6 จะส�ารวจค้นหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ

เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์มาเป็นการผลิตอาหารซึ่งเกิดขึ้น
ในบางพื้นที่ ในขณะที่บางแห่งกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง
บทที่ 7, 8 และ 9 จะแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรและคนเลี้ยงสัตว์
รุ่นแรกๆ น�าพืชและสัตว์ป่ามาเพาะเลี้ยงตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้

อย่างไรทั้งที่คนเหล่านี้ไม่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ของพืชและสัตว์ป่าที่คนน�ามาเพาะเลี้ยงในแต่ละ
ท้องถิ่นซึ่งมีวิวัฒนาการมายาวไกลนั้นจะช่วยอธิบายว่าเหตุใดจึงมีพื้นที่เพียง

ไม่กี่แห่งที่กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารซึ่งมีลักษณะเป็นเอกเทศ และ
เหตุใดการผลิตอาหารจึงเกิดในบางพื้นที่และเกิดขึ้นก่อนแหล่งอื่นๆ ในเวลา
ต่อมาการผลิตอาหารได้แพร่หลายจากแหล่งก�าเนิดเพียงไม่กี่แห่งตอนเริ่ม

แรกอย่างรวดเร็วในพื้นที่บางแห่ง ในขณะที่บางพื้นที่กลับล่าช้ามาก ปัจจัย
หลักที่ท�าให้อัตราการแพร่กระจายดังกล่าวไม่เท่าเทียมกันมีสาเหตุมาจาก
แนวการวางตัวของทวีป โดยยูเรเชียตั้งอยู่ในแนวตะวันตก–ตะวันออก และ

ทวีปอเมริกากับทวีปแอฟริกาวางตัวในแนวเหนือ–ใต้ (บทที่ 10)
ด้วยเหตุนี้ บทที่ 3 จึงเป็นการร่างภาพคร่าวๆ ให้เห็นปัจจัย
เบื้องต้นที่ท�าให้ชาวยุโรปมีชัยชนะเหนือชาวอเมริกันพื้นเมือง และบทที่ 4

ค�ำถำมของยำลี 45


จะชี้ให้เห็นพัฒนาการของปัจจัยเหล่านั้นซึ่งเกิดจากสาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริง

ซึ่งก็คือการผลิตอาหารนั่นเอง ภาคสาม (‘จากอาหาร...สู่ปืน เชื้อโรค และ
เหล็กกล้า’, บทที่ 11–14) จะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุเบื้องหลัง
ที่แท้จริงกับสาเหตุเบื้องต้นอย่างละเอียด โดยเริ่มจากวิวัฒนาการของเชื้อโรค

ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในบริเวณที่มีประชากรมนุษย์อยู่อาศัยกัน
หนาแน่น (บทที่ 11) ชาวอเมริกันพื้นเมืองและคนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่
แถบยูเรเชียต้องถูกคร่าชีวิตไปด้วยเชื้อโรคซึ่งแพร่ระบาดมาจากชาวยูเรเชีย

มากเสียยิ่งกว่าการเสียชีวิตจากอาวุธปืนหรืออาวุธเหล็กเสียอีก ในทางกลับ
กัน ในบริเวณโลกใหม่กลับมีเชื้อโรคที่อันตรายพอจะคร่าชีวิตชาวยุโรปได้
น้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เหตุใดเล่าการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคจึงด�าเนินไป
อย่างไม่เสมอภาคเช่นนี้ ส�าหรับกรณีนี้ ผลการศึกษาทางชีววิทยาโมเลกุล

เมื่อไม่นานมานี้เริ่มบ่งชี้ให้เห็นความเกี่ยวพันระหว่างเชื้อโรคกับการผลิต
อาหารที่เฟื่องฟูขึ้นในยูเรเชียสูงกว่าแถบทวีปอเมริกามาก

ยังมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกันระหว่างการผลิต
อาหารกับการมีภาษาเขียนอีกด้วย ดังจะเห็นความเป็นไปได้ในกรณีการ
คิดค้นภาษาเขียนที่ส�าคัญที่สุดในช่วงไม่กี่พันปีที่ผ่านมา (บทที่ 12) ภาษา
เขียนก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์มนุษย์และเกิดขึ้น

บริเวณที่เริ่มมีการผลิตอาหารขึ้นเป็นแห่งแรกๆ ส่วนสังคมอื่นๆ ที่มีภาษา
เขียนมักเกิดจากการแพร่กระจายระบบภาษาเขียนที่มีอยู่แต่เดิมหรือเกิดจาก
การเผยแพร่แนวคิดเรื่องตัวอักษรจากพื้นที่ศูนย์กลางภาษาเขียนเดิมๆ

ดังนั้น ส�าหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกแล้ว ปรากฏการณ์เรื่องภาษาเขียน
จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งส�าหรับใช้ศึกษากลุ่มปัจจัยที่เป็นสาเหตุส�าคัญอื่นๆ นั่น
คือปัจจัยด้านผลกระทบของสภาพภูมิศาสตร์ที่มีต่อความยากง่ายในการ

กระจายตัวของแนวความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์
สิ่งที่เกิดขึ้นกับภาษาเขียนก็เป็นไปในท�านองเดียวกับเทคโนโลยี
(บทที่ 13) ค�าถามส�าคัญอย่างหนึ่งก็คือ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีนั้นขึ้นอยู่

กับความเป็นอัจฉริยะของนักประดิษฐ์ที่เป็นบุคคลหายากกับต้องอาศัยปัจจัย
ทางวัฒนธรรมที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่างเช่นนั้นหรือ นี่เป็นเสมือน
สิ่งท้าทายในการท�าความเข้าใจแบบแผนของประวัติศาสตร์โลก อันที่จริงเรา

46 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


จะเห็นได้ (แม้จะดูขัดแย้งกันเอง) ว่าการมีปัจจัยทางวัฒนธรรมจ�านวนมาก

จะยิ่งท�าให้เราเข้าใจแบบแผนของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นทั่วโลกง่ายขึ้น จากการ
ช่วยให้เกษตรกรผลิตอาหารส่วนเกิน การผลิตอาหารก็เอื้อให้สังคมการ
เกษตรนั้นๆ อุ้มชูช่างฝีมืออาชีพแบบเต็มเวลาโดยไม่ต้องผลิตอาหารเองและ

มีเวลาพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
นอกจากอาลักษณ์จารึกหนังสือและนักประดิษฐ์แล้ว การผลิต
อาหารก็ยังช่วยให้เกษตรกรส่งเสริมเลี้ยงดูนักการเมืองด้วย (บทที่ 14) กลุ่ม

คนที่ท�าหน้าที่ออกเก็บของป่าล่าสัตว์ต่างมีความส�าคัญพอๆ กัน พวกเขา
มีอาณาเขตทางการเมืองจ�ากัดเฉพาะดินแดนของตน การสร้างพันธมิตรก็
เปลี่ยนขั้วไปมากับกลุ่มพวกเก็บของป่าล่าสัตว์ในบริเวณใกล้เคียง แต่เมื่อ
ประชากรมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปคือมีผู้ท�าหน้าที่ผลิตอาหารและจ�านวน

ประชากรเพิ่มขึ้น อยู่อาศัยกันหนาแน่นขึ้น และตั้งหลักแหล่งเป็นที่เป็นทาง
มากขึ้นก็เริ่มมีต�าแหน่งอาชีพใหม่ๆ ในสังคมเพิ่มขึ้น อันได้แก่ ต�าแหน่ง

หัวหน้าเผ่า กษัตริย์ และข้าราชการ ระบบดังกล่าวจึงจ�าเป็นอย่างยิ่ง ไม่
เพียงเพื่อให้สามารถปกครองดูแลอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มีประชากรจ�านวน
มาก แต่ยังต้องท�าหน้าที่ดูแลกองทหาร ส่งกองก�าลังออกส�ารวจพื้นที่ใหม่ๆ
และท�าสงครามช่วงชิงพื้นที่และทรัพยากรกับสังคมอื่นๆ ด้วย

ภาคสี่ (‘ส�ารวจโลกใน 6 บท’ บทที่ 15–20) จะน�าสิ่งที่เรียนรู้จาก
บทต่างๆ ในภาคสองและสามมาประยุกต์ใช้และวิเคราะห์แต่ละทวีปและเกาะ
ส�าคัญบางแห่ง บทที่ 15 จะตรวจสอบประวัติศาสตร์ของทวีปออสเตรเลีย

และเกาะนิวกินีซึ่งเคยรวมเป็นทวีปเดียวกัน ในกรณีของออสเตรเลียซึ่งเป็น
ถิ่นที่อยู่ของสังคมมนุษย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก เทคโนโลยีที่ใช้ก็มีลักษณะ
พื้นฐานเรียบง่ายที่สุด และเป็นทวีปเดียวที่การผลิตอาหารไม่ได้พัฒนาขึ้น

ด้วยตัวเอง จึงเป็นสถานที่ซึ่งช่วยให้เราสามารถทดสอบทฤษฎีส�าคัญๆ เกี่ยว
กับความแตกต่างระหว่างทวีปภายในสังคมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เราจะดูว่า
เหตุใดชาวออสเตรเลียที่เป็นชาวอะบอริจินพื้นเมืองจึงยังคงวิถีชีวิตแบบ

เก็บของป่าล่าสัตว์ ทั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่ในเกาะนิวกินีซึ่งอยู่ใกล้เคียงได้
แปรเปลี่ยนวิถีการด�าเนินชีวิตไปเป็นผู้ผลิตอาหารกันเกือบหมดแล้ว
บทที่ 16 และ 17 จะรวบรวมพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน

ค�ำถำมของยำลี 47


ออสเตรเลียและนิวกินีเข้าด้วยกัน เพื่อพิจารณาในแง่มุมของทั้งภูมิภาคโดย

รวมบนผืนแผ่นดินใหญ่แถบเอเชียตะวันออกทั้งหมดและหมู่เกาะแปซิฟิก
การถือก�าเนิดของการผลิตอาหารในจีนก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากร
มนุษย์หรือการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางวัฒนธรรม (หรือทั้งสองอย่าง) ใน

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ครั้งส�าคัญๆ หลายครั้ง ความเปลี่ยนแปลงส�าคัญครั้ง
หนึ่งที่เกิดขึ้นในจีนคือการสร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและการเมือง
แบบจีนที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงครั้งส�าคัญอีกประการ

หนึ่งได้แก่การที่เกษตรกรชาวจีนทางตอนใต้เข้าไปแทนที่ชนพื้นเมืองที่มี
วิถีชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์เกือบตลอดทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ และการขยายตัวของพวกออสโตรนีเซียนซึ่งเข้าแทนที่ชนพื้นเมือง
ที่เก็บของป่าล่าสัตว์ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียรวมถึงหมู่เกาะโพลีนีเซีย

ที่ไกลที่สุด แต่ไม่อาจครอบครองออสเตรเลียและส่วนใหญ่ของนิวกินีได้
ส�าหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์โลกแล้ว การปะทะกันระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ

ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกนั้นมีความส�าคัญอย่างยิ่งยวดเนื่องจากท�าให้
ก่อเกิดเป็นประเทศอันเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรถึง 1 ใน 3 ของโลกสมัย
ใหม่และเป็นอาณาบริเวณที่อ�านาจทางเศรษฐกิจมีพลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยัง
เป็นตัวแบบที่ชัดเจนในการท�าความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษย์กลุ่มต่างๆ

ในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลกได้เป็นอย่างดี
บทที่ 18 จะย้อนดูปัญหาที่เกริ่นไว้ในบทที่ 3 คือการปะทะกัน
ระหว่างชาวยุโรปและชาวอเมริกันพื้นเมือง บทสรุปของประวัติศาสตร์โลก

ใหม่และประวัติศาสตร์ยูเรเชียตะวันตกในช่วง 13,000 ปีที่ผ่านมาจะท�าให้
เราเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าการที่ทวีปยุโรปสามารถพิชิตทวีปอเมริกาได้นั้น
เป็นเพียงการลงเอยและการบรรจบกันของวิถีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์

อันยาวนานที่แยกต่างหากจากกันเกือบสิ้นเชิง ความแตกต่างระหว่างวิถีความ
เป็นมาทั้งสองแบบจะยืนยันได้จากหลักฐานความแตกต่างระหว่างทวีป ทั้ง
ในแง่ของพืชและสัตว์ที่น�ามาเพาะเลี้ยง เชื้อโรค ช่วงเวลาการตั้งถิ่นฐาน แนว

การวางตัวของทวีป และปัญหาอุปสรรคทางนิเวศวิทยาในแต่ละทวีป
ท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์ของทวีปแอฟริกาแถบซับสะฮารา (บทที่
19) จะชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงและความแตกต่างอย่างน่าแปลกใจกับ

48 ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า


ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของโลกใหม่ ปัจจัยที่ท�าให้ชาวยุโรปต้องต่อสู้

ขัดแย้งกับชาวแอฟริกันก็เป็นปัจจัยอย่างเดียวกับที่ท�าให้เกิดความขัดแย้ง
ระหว่างชาวยุโรปกับชาวอเมริกันพื้นเมือง แต่แอฟริกาก็แตกต่างจากอเมริกา
ในประเด็นเหล่านี้ทุกข้อ ผลก็คือชัยชนะของชาวยุโรปไม่ได้ท�าให้ชาวยุโรป

ตั้งถิ่นฐานแถบซับสะฮาราของแอฟริกายาวนานกระทั่งปัจจุบันเหมือนเช่นใน
ทวีปอเมริกา ยกเว้นก็แต่ตอนใต้สุดของทวีปเท่านั้น ที่ส�าคัญยิ่งประการหนึ่ง
ก็คือการเปลี่ยนแปลงลักษณะกลุ่มประชากรซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางภายใน

ทวีปแอฟริกา นั่นก็คือการขยายตัวของชนเผ่าบันตูซึ่งเกิดจากสาเหตุหลาย
อย่างเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นที่กาฆามาร์กา เอเชียตะวันออก หมู่เกาะแปซิฟิก
และในออสเตรเลียและนิวกินี
ผมไม่ได้บอกว่าทุกบทดังกล่าวจะสามารถอธิบายประวัติศาสตร์ของ

ทุกทวีปในช่วง 13,000 ปีได้สมบูรณ์ครบถ้วนทั้งหมด แน่นอนว่าคงเป็นไป
ไม่ได้ที่จะท�าเช่นนั้นด้วยหนังสือเพียงเล่มเดียว แม้ว่าเราจะเข้าใจค�าตอบ

ทุกข้อหมดแล้ว (ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น) อย่างดีที่สุดหนังสือเล่มนี้ก็คง
ท�าได้แค่การจ�าแนกแยกแยะให้เห็นกลุ่มของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมหลายๆ
แบบ ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยตอบค�าถามของยาลีได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ต้อง
ตระหนักด้วยว่าปัจจัยเหล่านั้นชี้ให้เห็นว่ายังมีสิ่งที่น่าจะอธิบายได้หลงเหลือ

อยู่อีก ซึ่งคงเป็นภารกิจที่ต้องท�าความเข้าใจกันต่อไปในอนาคต
ในบทส่งท้ายซึ่งใช้หัวข้อว่า ‘อนาคตของ ‘ประวัติศาสตร์มนุษย์’
ในฐานะ ‘ศาสตร์’’ นั้นจะเป็นการน�าส่วนที่ยังไม่อาจอธิบายได้มาแสดงไว้

อันได้แก่ ปัญหาความแตกต่างระหว่างส่วนต่างๆ ของยูเรเชีย บทบาท
ของปัจจัยทางวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม และบทบาท
ของปัจเจกบุคคลทั้งหลาย บางทีปัญหาใหญ่ที่สุดที่ยังแก้ไม่ได้ก็คือการท�า

ให้ประวัติศาสตร์มนุษย์ (human history) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับประวัติ
ความเป็นมา (historical science) เช่นเดียวกับศาสตร์เกี่ยวกับประวัติ
ความเป็นมาด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ตระหนักรับรู้แล้ว เช่น ชีววิทยาวิวัฒนาการ

ธรณีวิทยา และกาลวิทยา (climatology-สภาพอากาศวิทยา) การศึกษา
ประวัติความเป็นมาของมนุษย์แม้ท�าได้ยากและมีปัญหาอุปสรรคมาก แต่
ศาสตร์ที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาต่างๆ ดังที่เอ่ยชื่อมาแล้วนั้นก็ต้องเผชิญ

ค�ำถำมของยำลี 49


ปัญหาที่ท้าทายเช่นเดียวกัน ดังนั้น วิธีการศึกษาต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นใช้ใน

สาขาวิชาเหล่านั้น บางอย่างก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์
มนุษย์ด้วย
ถึงอย่างไรผมก็หวังว่าจะท�าให้ผู้อ่านเชื่อได้ว่าประวัติศาสตร์

ไม่ใช่ ‘แค่เอาข้อเท็จจริงมาวางต่อๆ เข้าด้วยกัน’ อย่างที่พวกชอบถากถาง
มักพูดกัน ทว่าแบบแผนทางประวัติศาสตร์ที่กว้างขวางครอบคลุมนั้นมีอยู่
จริง และการค้นหาค�าอธิบายนั้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และมีเสน่ห์ในตัว

ของมันเอง


Click to View FlipBook Version