ลายวิพากษ
นิ ต ย ส า ร ตี แ ผ่ มุ ม ม อ ง ส ะ ท้ อ น คุ ณ ค่ า แ ว ด ว ง ว ร ร ณ ก ร ร ม
เสน่ห์อาหาร
คาวหวาน
ชวนหลงใหล
เปิดตำรับ
อาหารไทย
จ า ก ก า พ ย์ เ ห่ ช ม
เครื่องคาวหวาน รัชกาลที่ 2
สะท้อนบทบาท ส !าะเมทืภอพน
ศักดิ์แห่งสตรี ทั ว ร์ น ร ก แ ต่ ล ะ ขุ ม ใ น ไ ต ร ภู มิ ฯ
สามารถ Scan เพื่อชม
มั ท น ะ พ า ธ า เนื้อหาเพิ่มเติมได้ในเล่ม
วรรณกรรม
ที่ มี ม า ก ก ว่ า
“ ค ว า ม รั ก ”
ช ม ข บ ว น เ รื อ
ตระการตา
กาพย์เห่เรือ บทกวีอันงดงาม
ว า ด ล า ย ศิ ล ป์ ต า ม ข น บ แ บ บ ไ ท ย
จากวรรณคดี วรรณกรรมแต่ละยุคสมัย
สู่การวิพากษ์สุดปัง สุดแซ่บ เต็มพิกัดสาระ ความรู้
วรรณคดีและวรรณกรรม ล้วนเป็นงานประพันธ์ที่ถูกเรียงร้อยด้วยภาษา วรรณศิลป์ และแนวคิด ผ่านยุคผ่าน
สมัยมานับไม่ถ้วน แต่ละสมัยก็จะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน
ในสมัยแรก จะเป็นสมัยสุโขทัย เป็นยุคสมัยแห่งการคิดค้นภาษาไทยขึ้น สำนวน ภาษาในวรรณคดี ย่อมเป็น
สำนวนโบราณ ยังไม่สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที เนื้อหามักสะท้อนสภาพของสังคมและบ้านเมืองตั้งแต่แรกสร้าง
จนถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่าง ๆ รวมถึงมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่สะท้อนประเด็นต่าง ๆ เช่น ศิลา
จารึก สะท้อนโครงสร้างสังคม ค่านิยม ความเป็นอยู่ของผู้คน สุภาษิตพระร่วง สะท้อนคติโลกและคติธรรม ไตรภูมิ
พระร่วง สะท้อนหลักธรรมะทางพระพุทธศาสนา รวมถึงความเชื่อในภพภูมิ
จนต่อมาในสมัยอยุธยา วรรณคดียังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าไว้ ไม่ต่างจากสมัยสุโขทัย เนื้อยังคงเป็นการ
กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ศาสนา และการสรรเสริญพระมหากษัตริย์ เช่น มหาชาติคำหลวง ลิลิต
โองการแช่งน้ำ เป็นต้น ส่วนตัวบทภาษา เริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น มีทั้งสำนวนไทยและบาลี เนื่องจากบริบททางสังคมยัง
คงมีศาสนาเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนวิถีชีวิต
กระทั่งวรรณคดีได้เดินทางมาถึงยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น ซึ่งคือสมัยรัตนโกสินทร์ ในช่วงตอนต้น
วรรณกรรมจะมีเนื้อหาสนุกสนาน ออกแนวแฟนตาซีเลยก็ว่าได้ สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกช่วงวัย รวมถึงตัวบทยังแฝง
ข้อคิดอันสะท้อนสังคม วรรณศิลป์ มีภาษาที่งดงามและประณีต สามารถอ่านแล้วตีความสิ่งที่กวีสื่อได้ เช่น พระอภัย
มณี วรรณคดีเอกที่เข้าถึงง่าย เนื่องจากเนื้อหาได้สะท้อนคำสอน ค่านิยมชายหญิง บอกเล่าเรื่องราวเหนือจินตการได้
อย่างลึกซึ้งและเห็นภาพ จนทำให้พระอภัยมณีถูกนำเนื้อหามาใส่ไว้ในบทเรียนอยู่เสมอ หรือ กาพย์เห่ชมเครื่องคาว
หวาน ต้นตำรับอาหารไทยที่คนทำครัวหลาย ๆ คนต่างต้องศึกษาเมนูอาหารไว้ เป็นต้น
ในช่วงกลางนั้น อิทธิพลด้านเนื้อหา แนวคิด จากชาติต่าง ๆ เริ่มมีบทบาทในวรรณคดีไทยมากขึ้น การวาง
โครงเรื่อง แนวคิดมีการเปิดกว้างมากขึ้น เช่น มัทนะพาธา ตีแผ่บทเรียนเรื่องความรัก เตือนใจผู้คนได้ทุกยุคสมัย เนื้อ
เรื่องไม่ซับซ้อนเล่าตามลำดับ นิทานเวตาล นิทานธรรมที่สะท้อนสัจธรรม ข้อปริศนาของโลกมนุษย์ แปลจาก
วรรณกรรมสันสกฤต เนื้อเรื่องเริ่มซับซ้อน เพราะเป็นนิทานซ้อนนิทาน ต้องทำความเข้าใจทีละลำดับเรื่อง เป็นต้น
ในช่วงปลาย นับว่าวรรณกรรมเข้าสู่ช่วงอิสระอย่างเต็มที่ วรรณกรรมสามารถเป็นได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าร้อยแก้ว
หรือร้อนกรอง ทุกคนสามารถแต่งวรรณกรรมขึ้นมาได้ งานทุกชิ้นจะไม่นับว่าเป็นวรรณคดีแล้ว
ซึ่งคณะผู้เขียนได้เล็งเห็นความน่าใจและความแปลกใหม่ของประเด็นต่าง ๆ ในวรรณคดีและวรรณกรรมแต่ละ
สมัย ทางคณะผู้เขียนจึงได้หยิบยกแต่ละประเด็นมาจัดทำเป็นนิตยสารที่อัดแน่นไปด้วยสาระความบันเทิง สามารถ
สะท้อนสังคม วัฒนธรรม ความคิด ต่าง ๆ เพื่อทำให้คนที่รักวรรณกรรมได้เสพและสนุกสนานไปกับนิตยสาร “ลาย
วิพากษ์” ที่ไม่ทิ้ง “ลายวรรณกรรม” เล่มนี้
ลายวิพากษจากคณะผู้เขียน
ลายวิพากษ์
CONTENTS
1
2
สะเทือนสามภพ ทัวร์นรกแต่ละ
ขุมในไตรภูมิฯ
แกะศิลาจารึก ! บอกเล่าเหตุการณ์
สังคมวัฒนธรรม ในสมัยสุโขทัย
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่! ลิลิตพระลอ 3
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ
ชมขบวนเรือตระการตา กาพย์เห่เรือ 4
บทกวีอันงดงามวาดลายศิลป์ตามขนบแบบไทย
ความรักล้วนสร้างสิ่งสวยงามเสมอ 5
พระอภัยมณี วรรณคดีสุดอัศจรรย์
หลากความรักในแต่ละรูปแบบ
เสน่ห์อาหารคาวหวานชวนหลงใหล 6
เปิดตำรับอาหารไทย
จากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ในรัชกาลที่ 2
เพลิดเพลินในไพรพนา 7
เล่าเรื่องเงาะป่าแง่มุมความงาม
สะท้อนบทบาทศักดิ์แห่งสตรี มัทนะพาธา 8
วรรณกรรมที่มีมากกว่าความรัก
ไตรภูมิพระร่วง
จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว วรรณคดีสมัยสุโขทัย
ส ะเทือนสามภพ
ทัวร์นรกในไตรภูมิพระร่วง
!
ไตรภูมิพระร่วง หรือ เตภูมิกถา
โดยนรกภูมิ แบ่งออกเป็น 8 ขุมใหญ่ สำหรับลงทัณฑ์สัตว์นรกตาม
เป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ บาปกรรมที่ก่อไว้ ในนรกจะไร้การเมตตา ไร้การปราณี ทุกอย่างเป็น
แต่งในสมัยสุโขทัยประมาณปีพ.ศ. ไปตามเวรกรรมที่เคยกระทำไว้ จะไม่มีการแบ่งฐานะ ชนชั้นใด ๆ ทั้ง
สิ้น
1888 โดยพระราชดำริของพระมหา นรกขุมแรก สัญชีพนรก (ขุมนรกไม่มีวันตาย) นรกขุมนี้มีไว้
ธรรมราชาที่ 1 เนื้อหาได้รวบรวมมา เพื่อลงโทษคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผนังล้อมรอบนรกทำจากเหล็ก
จากคัมภีร์ในศาสนาพุทธ มีเนื้อหาเกี่ยว ร้อนกั้นรอบด้าน มองไปไม่เห็นขอบ มีอาณาเขตกว่างใหญ่ไพศาล
กับโลกสัณฐาน ที่แบ่งเป็น 3 ส่วน และมีไฟลุกโชนไปทั่ว ซึ่งในเปลวไฟนรกยังปรากฏอาวุธต่าง ๆ เช่น
หรือ ไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ หอก ดาบ มีด เพื่อใช้ลงทัณฑ์ สัตว์ในขุมนี้จะวิ่งพล่านอยู่บนไฟนรก
และอรูปภูมิ รวมถึงสะท้อนคติความเชื่อ เมื่อวิ่งแล้วก็จะกระทบกับอาวุธเหล่านั้น จนบาดเจ็บและตาย เมื่อตาย
ของชาวไทย เช่น นรก สวรรค์ การ แล้วก็จะฟื้ นขึ้นมา เพื่อชดใช้กรรมอีกครั้ง ซึ่งนรกขุมนี้ถือว่าโหดมาก
เวียนว่ายตายเกิด ทวีปทั้งสี่ ได้แก่ อุตต
ใครฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจงระวัง !
รกุรุทวี ชมพูทวีป อปรโคยานทวีปและ
ปุพพวิเทหทวีป กัปกลียุค นรกขุมสอง กาฬสุตนรก (ขุมนรกด้ายดำ) นรกขุมนี้มีไว้เพื่อ
วาระสุดท้ายของโลก พระศรีอริยเมตไตรย พระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ ซึ่ง ลงโทษคนที่ลักเล็กขโมยน้อย ฉ้อโกง ซึ่งบทลงโทษนับว่าโหดไม่เบา
หากมองผิวเผินอาจมองว่าไตรภูมิพระร่วง เป็นแค่วรรณคดีที่อัดไปด้วย การแอบจิ๊กของ ฉ้อโกงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เลิกได้คือเลิก! และบท
ความเชื่อเป็นส่วนใหญ่ ไร้ข้อพิสูจน์ แต่แท้จริงแล้ว ไตรภูมิพระร่วงกลับมี ลงโทษ คือ สัตว์ในขุมนี้จะถูกนายนิรยบาลตีเส้นบนเนื้อตัว โดยนายนิ
ประเด็นหนึ่งที่ถูกปลูกฝังให้กับคนไทยเรื่อยมา แม้หลายคนไม่เชื่อ อ้างว่า รยบาลจะนำเส้นเหล็กเผาไฟมานาบเป็นลายบนตัว และจะถูกด้ายดำ
พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ยังแอบกลัว แอบหวั่นใจเล็กน้อยเกี่ยวกับภพนรกภูมิว่ามี ผ่า เลื่อย หรือตัดตามเส้นนั้นจนสัตว์นรกสิ้นใจด้วยความทรมาน
อยู่จริง หรือไม่มีอยู่จริงกันแน่ ? เสมือนปากบอกไม่ แต่ใจก็แอบหวั่น !
นรกภูมิ เป็นดินแดนหนึ่งในกามภพ อยู่ใต้ชมพูทวีปหรือมนุษยโลก
ลงไป และมี 8 ชั้นหรือที่เรียกว่า "ขุม" สำหรับลงทัณฑ์เหล่าคนบาปต่าง
ๆ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งผู้คนก็มักติดตากับภาพพื้นที่แดงฉาน ไฟลุก คนร้อง
โอดโอย น่าเวทนา ซึ่งก็เป็นภาพมโนทัศน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น แต่ก็ทำให้ผู้คน
ตราตรึงในความเชื่อเกี่ยวกับนรกอยู่ไม่น้อย พบเห็นได้จากภาพวาด
จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์ รูปปั้ นต่าง ๆ ในวัด สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับ
อิทธิพลมาจากไตรภูมิพระร่วงส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามชีวิตของคนเรา
มีเกิดก็ต้องมีดับ การที่เราได้ไปทัวร์นรกจากเนื้อหาของไตรภูมิพระร่วงก็
ถือว่าเป็นการพึงระลึกถึงสัจธรรมของชีวิต และเตือนใจไม่ให้สร้างบาป
จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว วรรณคดีสมัยสุโขทัย
นรกขุมสาม สังฆาฏนรก (ขุมนรกตีกระทบ) นรกขุมนี้มีไวเพื่อ นรกขุมเจ็ด มหาตาปนรก (นรกแห่งความร้อนอย่างหนัก)
ลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดในกาม คบชู้ นอกใจคนรัก คนหลายใจ คบซ้อน นรกขุมนี้มีไว้เพื่อลงโทษผู้มัวเมาในอบายมุข เที่ยวราตรี ไม่สนใจ
ซ่อนกิ๊ก จำเป็นต้องเลิกพฤติกรรม เพราะในนรกจะนำคนทำผิดมา การงาน บทลงโทษในนรกขุมนี้ คือ จะมีไฟนรกพุ่งซัดเข้ามาจาก
ลงโทษหมด ไม่ว่าจะกิ๊กเล็ก กิ๊กน้อย เมียหลวง เมียน้อย บ้านเล็ก บ้าน กำแพงนรกรอบด้าน และใจกลางนรกก็จะมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ เมื่อ
ใหญ่ หากกระทำผิดจริงก็โดนลงโทษซึ่งบทลงโทษในนรกขุมนี้ คือ สัตว์นรกหนีไฟที่พุ่งมา โดยปีนขึ้นไปบนเขาก็จะถูกย่างสด และเมื่อ
ภายในนรกจะห้อมล้อมไปด้วยภูเขาเหล็กลูกมหึมา มีไฟลุกท่วมคอยกลิ้ง ร่วงลงมาก็จะถูกอาวุธร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นเสียบตัวตั้งไว้ย่างไฟ
เข้ากระทบกระแทกสัตว์นรกจนเหลวเป็นวุ้นเลือด ผู้วิ่งหนีมิเข้าไปใน นรกขุมแปด อเวจีมหานรก (นรกอันมิขาดสาย)
ระหว่างเขานี้จะถูกนายนิรยบาลไล่แทงไล่ฟันจนตาย นรกขุมนี้มีไว้เพื่อลงโทษผู้ที่ทำร้ายบิดามารดา บุพการี ผู้มีพระคุณ
นรกขุมสี่ โรรุวนรก (ขุมนรกเสียงหวีดร้อง) นรกขุมนี้มีไว้เพื่อ จนกระทั่งการลงมือฆ่า ซึ่งถือว่าเป็นบาปหนักมาก และบทลงโทษใน
ลงโทษผู้ที่โกหก หลอกหลวง พูดจาเสียดสี หยาบคาย ใส่ร้ายคนอื่น นรกขุมนี้ คือ นรกขุมนี้มีกำแพงหกด้านอยู่ขุมเดียว ซึ่งสัตว์นรกจะ
บทลงโทษในนรกขุมนี้ คือ ภายในใจกลางขุมนรก จะมีเหล่าดอกบัว เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เพราะถูกอาวุธร้อนตรึงไว้กับพื้น เป็นท่ายืน
กลีบเป็นเหล็กที่มีไฟลุกโชน สัตว์นรกจะถูกเวรกรรมดลใจให้ดำผุดลงไป กางแขนและขา จากนั้นไฟก็จะลุกท่วมย่างสัตว์นรกตัวนั้น นอกจาก
ในดอกบัวเหล่านั้น จากนั้นกลีบบัวก็จะงับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ศีรษะ นี้นายนิรยบาลยังจะจับสัตว์โยนลงไปย่างในเตาเผาขนาดใหญ่ จน
แขน และขา เมื่องับไว้แล้วก็ไม่ปล่อย ไฟจากบัวก็จะเผาผลาญสัตว์นั้น สัตว์นรกต้องดิ้นทุรนทุราย โอดครวญด้วยความทรมาน
จนกว่าจะตาย เสียงหวีดร้องของสัตว์นรกที่ทนทุกข์ทรมานก็จะดังไปทั่ว special hell โลกันตนรก (นรกที่อยู่สุดโลกจักรวาล) เป็น
ขุมนรก นรกขุมใหญ่ที่อยู่นอกจักรวาล มืดมนไม่มีแสง บริเวณเต็มไปด้วย
นรกขุมห้า มหาโรรุวนรก (ขุมนรกเสียงหวีดร้องอย่างหนัก) นรก ทะเลน้ำกรดเย็น สัตว์นรกที่มาเกิดจะมีรูปร่างสูงใหญ่และมีกงเล็บ
ขุมนี้มีไว้เพื่อลงโทษผู้ที่ดื่มของมึนเมาต่างๆ ทั้งเหล้ายาปาปิ้ ง คนที่ชอบ แหลมคมมักจะห้อยหัวจากเพดานเหมือนคางค้าว สัตว์นรกจะไต่ไป
ดื่มหรือสายแอลกอฮอล์ แฮงค์เอาท์ เลิกได้คือเลิก หากไม่เชื่อถึงการมี มาอย่างไร้จุดหมายและเข้าต่อสู้กันเอง เพื่อจับกินเป็นอาหาร จน
อยู่ของนรกภูมิ อย่างน้อยก็ห่วงใยสุขภาพก็ยังดีนะ ซึ่งบทลงโทษของ ตกลงไปในทะเลน้ำกรด น้ำกรดก็จะกัดร่างกายจนแหลกเหลวและได้
นรกขุมนี้ คือ เหล่าดอกบัวที่ขึ้นอยู่ทั่วไปภายในขุมนรกจะมีกลีบเป็นก รับความเจ็บปวดทรมานอย่างมาก
รด มีอาวุธลุกเป็นไฟภายในบัว เช่น แหลน หลาว หอก งอกขึ้นมา โดย เมื่อได้ทัวร์นรกทั้ง 8 ขุม พร้อมกับขุม special Hell แล้ว
ดอกบัวจะไม่งับสัตว์นรกไว้แน่น เพื่อให้สัตว์นรกดิ้นพล่านไปถูกอาวุธที่ หวังว่าทุกคนจะเกรงกลัวต่อการทำบาปมากขึ้น โบราณว่า “ทำชั่ว
งอกขึ้น เมื่อดิ้นไปมาจนตกลงสู่พื้นแล้วจะมีสุนัขร้ายเข้ามากัดทึ้งจน นั้นทำง่าย ทำดีนั้นทำยาก” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริง แต่สิ่งที่ยาก
เหลือแต่กระดูก เสียงหวีดร้องภายในนรกขุมนี้จะหนักกว่าขุมโรรุวมหา และท้าทายนั้น ผลลัพธ์มักจะตอบสนองอย่างคุ้มค่าสำหรับผู้ที่
นรกหลายเท่า พยายามเสมอ เช่นเดียวกับความดีที่จะส่งผลดีให้แก่ผู้กระทำ ฉะนั้น
นรกขุมหก ตาปนรก (นรกแห่งความร้อน) นรกขุมนี้มีไว้เพื่อ เราควรทำแต่คุณงามความดีเข้าไว้ แม้นรกมีอยู่จริง อย่างน้อยก็ได้
ลงโทษคนที่เล่นการพนันต่าง ๆ รวมถึงยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเป็นนิสัย ชดใช้กรรมนิดเดียว แล้วก็ไปเสวยผลบุญ เพราะตามความเชื่อทาง
นอกจากจะสูญเสียเงินทอง ทรัพย์สินแล้ว จิตใจก็จะหมกหมุ่นเกี่ยวกับ ศาสนาพุทธแล้ว บาปก็ส่วนบาป บุญก็ส่วน ทดแทนและหักล้างกัน
การพนัน ชนิดผีพนันเข้าสิงก็ว่าได้ ซึ่งบทลงโทษของนรกขุมนี้ คือ ไม่ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไปพิสูจน์แล้ว อุ๊ย….. ไม่ใช่ๆ มีข้อ
นรกขุมนี้จะไฟลุกท่วม ในไฟมีอาวุธ เช่น หอก แหลน หลาว คอยพุ่งเข้า สันนิษฐานออกมาแล้วว่านรกไม่มีอยู่จริง เราก็ไม่ควรละเลยไป
ทิ่มแทงสัตว์นรกขึ้นตั้งไว้ย่างไฟ เมื่อร่างของสัตว์นรกกรอบหลุดร่วงลง เพราะถึงอย่างไรความดีก็เป็นจิตสำนึกที่เราต้องพึงกระทำอยู่เสมอ
มาก็จะถูกสุนัขขนาดใหญ่ขนาดเท่าช้างวิ่งเข้ามากัดทึ้ง จนเหลือแต่ อาจเป็นความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้จิตใจเรามีความสุข แจ่มใส
กระดูก สัตว์ใดหนีสุนัขได้จะถูกนายนิรยาลจับทิ่มหอกแล้วตั้งขึ้นย่างอีก ไม่ขุ่นมัวได้ เช่น การเผื่อแผ่แบ่งปัน การให้อภัยเมื่อผู้อื่นทำผิด การ
ครั้ง ตั้งมั่นอยู่ในศีลอยู่ธรรม เป็นต้น
ศิลาจารึก
ว ร ร ณ ค ดี ส มั ย สุ โ ข ทั ย
สกยาาลม
บอกเล่าเหตุการณ์ สังคม วัฒนธรรม ในสมัยสุโขทัย
”ภาษาไทย” นับว่าเป็นภาษาประจำชาติไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันถึงการเกิดของภาษาไทย คงไม่พ้นหลักศิลาจารึกหลักที่
1 หรือ จารึกพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นศิลาจารึกชิ้นแรกที่บันทึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยกรุงสุโขทัย ต่อมาก็ถูกค้นพบโดยรัชกาลที่ 4
ณ ปราสาทเมืองสุโขทัย นักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าผู้จารึกคือ พ่อขุนรามคำรามที่ทรงจารึกขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1826 จนกระทั่ง
หลังปีพุทธศักราช 1835 จึงจารึกครบทั้ง 4 ด้าน ภาษาในศิลาจารึกถูกแต่งเป็นร้อยแก้ว รูปแบบการเขียนเป็นประโยคความเดียวที่สื่อความ
หมายตรงตัวและเข้าใจง่าย ในแวดวงวรรณคดี ทางวรรณคดีสโมสรได้ยกย่องให้ศิลาจารึก เป็นวรรณคดีชิ้นแรกของไทย เนื่องจากเป็นหลัก
ฐานทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางภาษาอันเป็นต้นกำเนิดของไทย
สำหรับคอมลัมน์”กาลสยาม” คอลัมน์นี้ แน่นอนว่าเราจะพาทุกคนย้อน Time machine ท่องโลกในสมัยสุโขทัยผ่านศิลาจารึกทั้ง 4 ด้าน
เพื่อได้มองเห็นถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ความเจริญของบ้านเมือง ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม การเมืองการปกครองในกรุงสุโขทัย
ด้านที่ 1 ส่วนแรกจะะเป็นเนื้อหาที่กล่าวถึงพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงโดยคร่าว ๆ
ซึ่งพระองค์ก็ไม่ได้เจาะลึกเป็นประวัติที่ละเอียดยิบ แต่พระองค์ทรงถ่ายทอดออกมาเพียงว่าพระองค์
เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 3 ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับนางเสือง มีพระเชษฐา 2 พระองค์ และ
พระขนิษฐา 2 พระองค์ พระเชษฐาพระองค์แรกสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงยังทรงพระเยาว์
พระเชษฐาพระองค์ที่สองทรงพระนามตามศิลาจารึกว่า "พระยาบานเมือง" ซึ่งได้เสวยราชสมบัติต่อ
จากพระราชบิดา และเมื่อพ่อขุนบานเมืองได้เสด็จสวรรคตแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึงเสวยราชสมบัติ
ต่อมา ตลอดระยะเวลาพระองค์นั้นปรนนิบัติรับใช้ทั้งพระราชบิดา พระราชมารดาและพระเชษฐา
อย่างดีมาโดยตลอด เช่น พระองค์ได้ถวายเนื้อถวายปลา ผลไม้ ของดีต่างๆ แก่พระราชบิดา รวมถึง
การสู้รบจนชนะ ได้ครอบครองเมือง พระองค์ก็ยังนำชัยชนะความสำเร็จต่างๆ มาถวายแก่พระราช
บิดา เป็นต้น ซึ่งส่วนต่อ ๆ มาพระองค์จะเริ่มกล่าวถึงบ้านเมือง ได้แก่ การรบชนะสงคราม
เศรษฐกิจ กฎหมาย
การรบชนะสงคราม พ่อขุนรามคำแหงได้เอาชนะขุนสามชน โดยการออกชนช้างแทน ใน
ขณะไพร่พลก็เตลิดหนีด้วยความกลัวแพ้ จนต่อมาพระองค์ก็ได้รับการสถาปนาชึ้นเป็นพระมหา
กษัตริย์ต่อไป
เศรษฐกิจ ในสมัยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และพ่อขุน ด้านที่ ๑ พระราชประวัติของพ่อขุน
รามคำแหงก็ไม่ได้เก็บภาษีจากประชาชน ทำให้ใครอยากจะขายอะไรก็ขายกันอย่างสบาย ไม่ว่าจะ รามคำแหงและข้อมูลเบื้องต้นในสมัย
เป็นช้าง ม้า เงิน ทอง
สุโขทัย
กฎหมาย จะมีกระดิ่งไว้ให้ประชาชนสั่นให้ร้องทุกข์ เมื่อมีการทะเลาะกันเกิดขึ้นพ่อขุน
รามคำแหงก็จะสอบสวนด้วยความยุติธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่
ก็ตาม และหากเจ้าเมืองไหนอยากจะตั้งเมืองเป็นของตนเอง พ่อขุนรามคำแหงก็ให้ความช่วยเหลือ
อย่างเต็มที่ ไม่มีช้างใกน็ใดห้้าชน้าทงี่ 1ไม่สมีะเทง้ินอนทใอหง้เกร็ใาหเ้หท็นอวง่าขจนนบสธามรรามรถขอตั้งงรเปา็ชนวเมงืศอ์กงไษดั้ตริย์ในสมัยสุโขทัยมี
ความรักและความห่วงใยต่อกันและกันเป็นอย่างมาก รวมถึงพ่อขุนรามคำแหง พระองค์ยังมีความสามารถที่หลาก
หลาย ในการนำพาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าและรุ่งโรจน์ ทั้งการนำชัยชนะมาสู่บ้านเมือง ทั้งการเปิดกว้างด้าน
การค้าขาย จนบ้านเมืองสมัยนั้นมั่งคั่งและอุดมสมบรูณ์อย่างถึงที่สุด รวมถึงช่วยเหลือ มอบความเป็นธรรมแก่
ชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากให้มาร้องทุกข์ เสมือนพระองค์ร่วมสู้ ร่วมแก้ปัญหาเคียงข้างชาวบ้านอยู่เสมอ
จนกล่าวได้ว่าพระองค์นั้นได้ให้ความสำคัญ ตั้งแต่ภายในครอบครัวจนถึงอาณาประชาราษฎร์ก็ว่าได้
พ่อขุนรามคำแหง
ด้านที่ 2 จะเล่าถึงสภาพภูมิประเทศ ประเพณี และการสร้างศาสนสถาน ว ร ร ณ ค ดี ส มั ย สุ โ ข ทั ย
สภาพทางภูมิศาสตร์ ราษฎรเมืองสุโขทัยนี้นิยมปลูกต้นไม้กันมาก มีการปลูกหมาก
ปลูกพลู ต้นมะพร้าว ต้นขนุน ต้นมะม่วง ซึ่งปลูกเต็มไปหมดภายในเมืองสุโขทัย ที่กลางของ
เมืองมีสระน้ำที่ใสสะอาด สามารถใช้ดื่มกินได้ เมืองสุโขทัยล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมืองที่มี
ทั้งหมดสามชั้น ความยาว 9.8 กิโลเมตร มีประตูหลวง 4 ด้านล้อมรอบ
เมืองและมีตระพังเก็บน้ำ ตั้งอยู่กลางเมือง ส่วนบ้านเรือน
ราษฎรก็ก่อสร้างบ้านเรือน งดงามดั่งความตั้งใจของ
พ่อขุนรามคำแหง
ประเพณีและศาสนา ผู้คนในเมืองสุโขทัยนี้ชอบ
ทำบุญทำทาน ถวายสังฆทาน รวมถึงพ่อขุนรามคำแหง
หญิงชาววัง และราษฎรทั้งหญิงชายต่างก็มีความศรัทธาใน
พระพุทธศาสนา จะถือศีลกันเมื่อถึงวันเข้าพรรษา และเมื่อ
ออกพรรษาก็จะมีการทอดกฐิน ถวายสังฆทาน ผู้คนต่างมี
การจัดพานดอกไม้ พานเงิน พานทอง หมอน และเงินอีกสองล้านเบี้ย เพื่อนำถวายกฐิน ด้านที่ 2 สภาพทางภูมิศาสตร์
และสังฆทานที่วัดในป่า นอกจากนี้ตลอดทั้งเมืองจะมีการตีกลอง ละเล่นดนตรี ขับร้อง ประเพณี และการสร้างศาสนสถาน
เพลง ขับทำนองเสนาะกันอย่างสนุกสนาน บรรยายกาศภายในเมืองนั้น ผู้คนจะพาแห่แหน
จนเบียดเสียดกัน เพื่อเข้ามาชมการเล่นเผาเทียนและการเล่นไฟทางประตูใหญ่ทั้งสี่ประตู
ของเมืองด้วย
การสร้างศาสนสถาน กลางเมืองสุโขทัยมีการสร้างวัดขาดเล็กและขนาดใหญ่ที่
ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เล็กและองค์ใหญ่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีพระภิกษุที่มีพรรษาตั้งแต่ห้าพรรษาจำวัดอยู่ มีพระ
เถร พระมหาเถรอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงจะทำการถวายสังฆทานแก่พระมหาเถรสังฆราชในป่าเป็นประจำ
นอกจากนี้บริเวณกลางป่าก็ยังมีการก่อสร้างองค์เจดีย์องค์ใหญ่ที่มีความสวยงามมากที่สุด มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยยืนหัน
พระพักตร์ไปทางด้านตะวันออก ซึ่งองค์นี้เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงสุโขทัย
สำหรับด้านที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบรูณ์ของอาณาจักรที่ละเอียดขึ้น ทั้งต้นน้ำลำธาร ข้าวปลาอาหารล้วนมีอยู่มีกิน
ไม่ขาดสาย รวมถึงพ่อขุนรามคำแหงยังมีการวางผังเมืองในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงต่าง ๆ ป้องกันฤดูแล้งหรือปัญหาทางธรรมชาติ
ต่างๆ ซึ่งทำให้เห็นว่าพระองค์มีความคิดที่ก้าวไกล ไม่ได้มองเห็นความเป็นอยู่ของราษฎรเพียงตื้นเขินเท่านั้น และพ่อขุนรามคำแหง
ยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ราษฎร โดยการเป็นแบบอย่างในการทำบุญทำทานและอุปถัมภ์ศาสนาผ่านการสร้างพระพุทธรูป ศาสนสถาน
ต่าง ๆ และสืบสานประเพณีที่ดีงามของบ้านเมือง ส่วนประชาชนราษฎรก็พร้อมใจปฏิบัติตามอย่างไม่ขาดสาย
ด้านที่ 3 สภาพทางภูมิศาสตร์(ต่อ) ด้านที่ 3 จะเป็นเนื้อหาที่กล่าวถึงสภาพภูมิประเทศต่อเนื่องจากด้านที่ 2 จากนั้นก็จะ
ความเชื่อ ศาสนา เป็นในส่วนเนื้อหาของความเชื่อ ศาสนา และจารึกที่ปรากฏในสมัย
สภาพภูมิศาสตร์ บริเวณทางทิศเหนือมีตลาดในค้าขาย มีพระพุทธรูปปาง
มารวิชัยประดิษฐาน มีปราสาท มีป่าไม้สวนไร่อีกมาหมาย รวมถึงมีบ้านเรือนของ
ราษฎรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณโดยทั่ว ส่วนทางใต้มีกุฏิอารามของพระสงฆ์ มีทำนบ
สำหรับทำชลประทาน มีป่าไม้และลำธารที่ได้ไหลออกมาจากเขาขพุง
ความเชื่อ ชาวเมืองมีความเชื่อต่อภูเขาขพุงว่ามีผีหรือวิญญาณสิงสถิตอยู่ที่เขา
ลูกนี้อำนาจบารมีล้วนมากกว่าผีทุกตนในละแวกนั้น รวมถึงยังมีความเชื่อเพิ่มเติมว่าถ้า
หากเจ้าเมืองสุโขทัยทำการเซ่นไหว้ เคารพบูชาอย่างดีพร้อท ผีในเขาขพุงจะดลบันดาล
ให้บ้านเมืองมั่นคงและเจริญงอกงาม แต่หากเซ่นไหว้ไม่ดี บ้านเมืองก็จะเกิดความ
เดือดร้อนแทน
ว ร ร ณ ค ดี ส มั ย สุ โ ข ทั ย
ศาสนา ในพุทธศักราช 1835 พ่อขุนรามคำแหงครองราชย์สมบัติเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยครบ 14 ปี จึงสั่งให้ช่าง
ทำกระดานหินไปวางไว้กลางป่าตาล ถ้าเป็นวันพระจะมีพระครู พระเถร พระมหาเถร มานั่งเทศนาธรรมให้กับประชาชน แต่หาก
ไม่ใช่วันพระพ่อขุนรามคำแหงจะขึ้นนั่งแล้วให้ประชาชนหรือเจ้าเมืองอื่นที่เป็นประเทศราชมาปรึกษาหารือได้ กรณีประชาชนนั้น
มีเรื่องทุกข์ใจหรือข้องใจ เมื่อถึงวันพระ พ่อขุนรามคำแหงจะแต่งช้างจูราครี ช้างพระที่นั่งของพระองค์ให้มี
ความสง่างาม เช่น ส่วนงาที่ประดับไปด้วยทอง
จารึกที่ปรากฏในสมัย จารึกที่ปรากฏมีอยู่ด้วยกัน 3 จารึก ได้แก่ จารึกเมืองเชลียง ซึ่งถือว่าเป็นเมืองสำคัญในขณะ
นั้น สร้างไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกที่ถ้ำพระราม และจารึกในถ้ำรัตนธารที่กลางป่าตาล ซึ่งมีศาลาอยู่สองหลัง หลังหนึ่งชื่อ
ศาลาพระมาส อีกศาลาชื่อพุทธศาลา กระดานหินที่ใช้สำหรับแสดงธรรมชื่อว่ามนังศิลาบาตร
ในส่วนด้านที่ 3 เนื้อหาของศิลาจารึกด้านนี้ ได้กล่าวถึงการปรากฏของศิลาจารึกในสมัย สะท้อนให้เห็นวรรณกรรมต่างๆในสมัยนั้น การ
ปฏิบัติสิ่งที่ดีงามในวันทางศาสนา สะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างของพระกษัตริย์ที่ต้องเคร่งครัดทางศาสนา การอธิบายสภาพภูมิประเทศเพิ่ม
เติมในทางทิศเหนือ สะท้อนความเอาใจใส่ของพ่อขุนรามแหงที่มีต่อบ้านเมืองทุกเขตคามอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็น
อิทธิพลความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีของคนไทยที่ปลูกมาฝังมาอย่างช้านาน ปรากฏได้ชัดเจนจากศิลาจารึกด้านนี้ที่กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวกับ
อำนาจบารมีของผีเขาขพุง ผู้คนในสมัยสุโขทัยต่างเคารพบูชาและยึดถืออย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ เช่นเดียวกับปัจจุบันความเชื่อนี้ยังคง
ปรากฏได้ในทุกภูมิภาคของไทยเรื่อยมา โดยคนไทยยังคงเชื่อว่าผีมีอยู่ทุกที่ มีการกราบไหว้สักการะ เช่นเดียวกับสมัยสุโขทัย อาจมีเพียงแค่
รูปแบบการบูชาสักการะที่ปรับเปลี่ยนไปตามความเจริญของสังคมเท่านั้น เช่น มีการก่อตั้งศาลที่แข็งแรงและใหญ่โต เพื่อสักการะบูชา
ด้านที่ 4 จะเล่าถึงพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงและการก่อสร้างศาสนาเพิ่มเติม
รวมถึงช่วงเวลาที่กำเนิดอีกษรไทยและอาณาเขตของกรุงสุโขทัย
ประวัติ พ่อขุนรามคำแหงเป็นบุตรชายของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เจ้าเมืองศรีสัช
ชนาลัยสุโขทัย ซึ่งปกครองพวกมา กาว ลาว ไทยชาวอู ชาวของ
ศาสนสถาน พุทธศักราช 1828 พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุที่มีการฝังไว้
ออกมาให้หมด แล้วทำพิธีบูชาใหม่อีกครั้งแล้วจึงนำไปฝังลงที่กลางเมืองศรีสัชชนาลัย แล้ว
ก่อเจดีย์เหนือบริเวณที่ฝังพระธาตุ แล้วสร้างกำแพงหินล้อมรอบพระมหาธาตุ
ระยะเวลาการกำเนิดอักษรไทย โบราณกาลของประเทศนั้นยังไม่มีอักษรไทย จน
กระทั่งพุทธศักราช 1821 พ่อขุนรามคำแหงได้คิดใคร่ครวญอยู่ในใจ แล้วพระองค์ก็ตัดสินใจ
ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมาใช้ พ่อขุนรามคำแหงนั้นเป็นท้าว เป็นเจ้าเมืองแก่ชาวไทยทั้งหลาย
ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่สั่งสอนคนทั่วไปให้รู้บุญรู้บาป แต่คนไทยนั้นกลับมีความรู้ เฉลียวฉลาด
มาก รวมถึงมีความกล้าหาญตนไม่มีใครจะเทียบไม่ได้
ด้านที่ 4 พระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง อาณาเขต อาณาเขตของเมืองสุโขทัยกว้างขวางมาก เพราะสามารถปราบ
(เพิ่มเติม) การก่อสร้างศาสนสถาน(เพิ่มเติม) ข้าศึกได้มากทางด้านตะวันออกมีพื้นที่ถึงเมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองลุม
ระยะเวลาการกำเนิดอักษรไทย และอาณาเขต เมืองจาบาย ทางทิศใต้ที่จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร สุพรรณบุรี ราชบุรี
เพชรบุรีถึงนครศรีธรรมราชและชายฝั่ งทะเล ทางด้านตะวันตกจะอยู่ถึงเมืองหงสาวดี
ทิศเหนือจะอยู่ถึงจังหวัดน่าน หลวงพระบาง
ในด้านที่ 4 ก็จะเป็นส่วนสุดท้ายที่ทวนประวัติของพ่อขุนรามคำแหงอีกครั้ง จากนั้นก็จะกล่าวถึงการสร้างศาสนสถานเพิ่มเติม ลักษณะ
ของอาณาเขตของกรุงสุโขทัย และระยะเวลาการกำเนิดอักษรไทยที่นำมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งจากศิลาจากรึกทั้ง 4 ด้าน สะท้อนให้เห็นถึงความ
เจริญของงามทางธรรมชาติของไทยเป็นอย่างมาก ประเทศไทยมีอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบรูณ์มาเสมอ รวมถึงค่านิยม จารีต ประเพณี คนไทย
ก็ล้วนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยสุโขทัยล้วนแทรกซึมผ่านทางวิถีชีวิตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ในปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม เนื่องจากความเจริญและอารยธรรมของชาติตะวันล้วนมีอิทธิพล
มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนในสังคมไทยก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมอันดีงามที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้คงอยู่เสมออาจมีการปรับเปลี่ยนไป
บ้างตามกาลเวลาและยุคสมัย แต่อย่างไรก็ตามคุณค่าของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อย่าง “ศิลาจารึก” ยังคงเป็นหลักฐานชิ้นเอกในการ
เล่าถึงจุดเริ่มต้นของอาณาจักรไทย ต้นกำเนิดแห่งภาษา ความอุดมสมบรูณ์ที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน และความภาคภูมิใจของผู้ก่อตั้งอยู่
เสมอ
ลิลิตพระลอ
วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !!
ลิลิตพระลอ เป็นลิลิตโศกนาฏกรรมความรัก ที่แต่งขึ้นอย่างประณีตงดงามประกอบด้วย ร่าย
สุภาพ, ร่ายสอดสร้อย, โคลงสองสุภาพ, โคลงสามสุภาพ และ โคลงสี่สุภาพ สลับกันตามจังหวะ ลีลา และ
เนื้อหาของเรื่อง มีความไพเราะของถ้อยคำ และเต็มไปด้วยสุนทรียศาสตร์ พรรณนาเรื่องด้วยอารมณ์ที่หลาก
หลาย ใช้กวีโวหารอย่างยอดเยี่ยมในการบรรยายเนื้อเรื่องที่มีฉากอย่างมากมาย หลากหลายอารมณ์ โดยมีแก่น
เรื่องแบบรักโศกหรือโศกนาฏกรรม พร้อมทั้งยังแฝงแง่คิดเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิต นอกจากนี้ ลิลิตพระลอยัง
เคยถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากนักวรรณคดีบางกลุ่ม เนื่องจากเชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่มอมเมาทางโลกีย์ มี
บทอัศจรรย์ระหว่างตัวละครที่พบอยู่มาก เช่น บทอัศจรรย์ในน้ำและบนบกระหว่างนายแก้วกับนางรื่น นาย
ขวัญกับนางโรย พี่เลี้ยงคนสนิทของพระลอและพระเพื่อนพระแพง หรือแม้กระทั่งบทอัศจรรย์ของพระลอและ
พระเพื่อนพระแพงก็ด้วย แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง นับว่าตัวบทนั้นมีการถ่ายทอดออกมาอย่างเผ็ดร้อนในด้าน
เนื้อหาอยู่จริง แต่ก็สร้างความงดงามอย่างลึกซึ้งในด้านภาษาและวรรณศิลป์ในขณะเดียวกัน
ส่วนในเรื่องของผู้แต่งและปีที่แต่งนั้น ไม่ปรากฏหลักการหรือข้อความ
ระบุที่ชัดเจน แต่อาจอาศัยเนื้อเรื่องที่ระบุถึงสงครามระหว่างไทยและเชียงใหม่
มาเป็นจุดอ้างอิง ซึ่งเดิมนั้นเชื่อว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน จนเป็นที่ถกเถียงกันมาจวบจน
ปัจจุบัน และนักวิจารณ์วรรณคดีส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ลิลิตพระลอถูกแต่ง
ขึ้นในสมัยอยุธยาอย่างแน่นอน
เรื่องราวของความรักที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมของผู้บูชาในรักแท้
ในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตพระลอ สำหรับคอลัมน์นี้เราจะหยิบยกเอาประเด็นที่นับ
ว่ามีอิทธิพลต่อผู้คนอย่างมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็คือ ประเด็น
ความเชื่อและไสยศาสตร์ที่ปรากฏในเรื่องมาสะท้อนและวิพากษ์ให้เห็นถึง
คุณค่าและวรรณศิลป์ หากใครพร้อมแล้ว จงอย่ากระพริบตา!!
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !! วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น
ลิลิตพระลอ
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ!!
หากจะพูดถึงวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอในประเด็นไสยศาสตร์ ตัวละครที่สามารถ
สะท้อนประเด็นนี้คงเป็น “ปู่เจ้าสมิงพราย” เทพเจ้าแห่งอาคมและขุนเขา โดย
ปู่เจ้าสมิงพรายมีบทบาทคือ เป็นผู้ที่คอยทำมนต์มหาเสน่ห์ให้พระลอหลงรักพระ
เพื่อนพระแพง รวมถึงการทำเสน่ห์ยาแฝดใส่พระลอ วิธีการทำเสน่ห์ของปู่เจ้านั้น
ด้วยความรูปงามของพระลอ จึงทำให้พระเพื่อน พระแพงหลงเสน่ห์พระลอ แต่การ
ทำเสน่ห์ใส่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ มักเป็นไปได้ยาก เพราะราชวงศ์นั้นเป็นสมมุติเทพ
จึงมีเทวดาประจำเมืองคอยปกปักรักษา หากจะทำขึ้นมาให้ได้ จำเป็นต้องหาครู
อาคมมือชั้นครูมาทำจึงจะสำเร็จ ซึ่งนางทั้งสองจึงไปขอความช่วยเหลือจาก
ปู่เจ้าสมิงพรายให้ทำเสน่ห์ใส่พระลอ
ผู้ประพันธ์ได้พรรณนาถึงปู่เจ้าสมิงพรายประกอบพิธีไสยศาสตร์ ดังตัวอย่างใน
เรื่องลิลิตพระลอ ดังนี้
ร่าย 117 เฉียวฉิวถึงที่อยู่ ปู่เอาไม้เลี้ยงไม้ไล่ ไม้ไผ่ไขว่ลูกลม เขียนพระตนกลมอยู่กลาง เขียนสองนางข้างแลองค์ สองอนงค์กอดรูป
ท้าว โนมน้าวชักชวนมา ยันต์มายารายรอบ รายขอบทั้งสี่คู่ ปู่ชุบณมนต์เมิลไม้ ยางใหญ่ได้เจ็ดอ้อม ปูปั่ นมือตีค้อม ยอดตั้งติดดิน
ร่าย 131 ปู่ก็เอาธงสามชาย รายยันต์มากกว่าเก่า เขียนพระลอเจ้าอยู่กลาง เขียนสองนางแนบสองข้าง กอดเจ้าช้างรัดรึง ชักทึง
ท้าวชวนเต้า แล้วปู่เป่าตะเคียนใหญ่ เก้าอ้อมใช่สามาญ ปลายไม้กรานก้มลง ปู่เอาธงปักผลักขึ้น ต้นไม้ฟื้ นฟั่ น ใบไม้สั่นฟฟัด
ลัดลุกขึ้นยืนตรง ลมลิ่วธงทัด พัดถูกธงททาว ลมสร้าวเสียวเฉียวฉิว ปลิวกระพือยาหยูก ถูกพระองค์ท่านไท้ ถนัดดังสองนางไล้
ลูบให้แลเห็น องค์นา ฯ
ร่าย 144 ปู่รำพึงถึงเทพดา หากันมาแต่ป่า มาแต่ท่าแต่นํ้า มาแต่ถํ้าคูหา ทุกทิศมานั่งเฝ้า พระปู่เจ้าทุกตำบล
ตนบริพารทุกหมู่ ตรวจตราอยู่ทุกแห่ง ปู่แต่งพระพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร บริพารภูตปิศาจ ดา
เดียรดาษมหิมา นายกคนแลคน ตนเทพยผู้ห้าวท้าวผู้หาญ เรืองฤทธิ์ชาญเหลือหลาย ตั้งเปนนายเปนมุล ตัว
ขุนให้ขี่ช้าง บ้างขี่เสือขี่สีห์ บ้างขี่หมีขี่หมู บ้างขี่งูขี่เงือก ขี่ม้าเผือกผันผาย บ้างขี่ควายขี่แรด แผดร้องก้องน่า
กลัว ภูตแปรตัวหลายหลาก แปรเปนกากภาษา เปนหัวกาหัวแร้ง แสร้งเปนหัวเสือหัวช้าง เปนหัวกวางหัวฉมัน
ตัวต่างกันพันลึก ลคึกกุมอาวุธ เครื่องจะยุทธยงยิ่ง เต้นโลดวิ่งระเบง คุกเครงเสียงคะครื้น พื้นไม้ไล่หินผา
ดาษดากันผาดเผ้ง รเร้งร้องก้องกู่เกรียง เสียงสเทือนธรณี เทียบพลผีเสร็จสรรพ ปู่ก็บังคับทุกประการ จึ่ง
บอกสารอันจะใช้ ให้ทั้งยามนต์ดล บอกทั้งกลอันจะทำ ให้ยายำเขาเผือด มนตราเหือดหายศักดิ์ ให้อารักษ์เขา
หนี ผีเขาแพ้แล้วไส้ กูจึงจะใช้สลาเหิร เดิรเวหาไปสู่ เชิญพระภูธรท้าว ชักมาสู่สองหย้าว อย่าคล้าคำกู สั่งนี้
ดังนั้นจะเห็นว่าลักษณะของไสยศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลจากเขมรมาอย่างมาก ในยุคนี้จะมี
ลักษณะเด่นที่ต่างไปจากเดิม
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !! วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น
ลิลิตพระลอ
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ!!
การใช้ผีในทางไสยศาสตร์ ปู่เจ้าสมิงพราย เนื่องจากเป็นผู้ปราดเปรื่องเรื่องวิชาอาคมแล้ว ปู่เจ้าสมิงพรายยังเป็นเทพเจ้าแห่ง
ขุนเขาด้วย ภูติผีปีศาจในป่าล้วนเกรงกลัวต่ออำนาจบารมี ซึ่งการใช้ภูติผีของปู่เจ้าสมิงนั้นได้เกิดขึ้นในตอนที่ปู่เจ้าสมิงพรายพ่าย
ต่อวิชาอาคมหมอสิทธิไชย จึงใช้วิธีในระดับรุนแรงขึ้น โดยการเรียกภูติผี อาราธนาเทพยดา ทั้งในป่า ในน้ำ ในถ้ำทั่วทุกทิศ รวม
ทั้งเจ้าปู่ทุกถิ่น บริวาร พระพนัสบดี พหรมยักษ์ ปิศาจมากมาก เทวดาชั้นผู้ใหญ่ขี่ช้าง ขี่เสือ สี่ราชสีห์ ขี่หมี ขี่หมู ขี่งู ขี่เงือก ขี่ม้า
เผือก ควายขี่แรด ร้องดังกึกก้องโกลาหล ภูตผีต่างมากันหชมากหน้าหลายตา เช่น ภูตผีที่มีหัวเป็นกา หัวเป็นแร้ง แปลงกายเป็น
เสือ เป็นช้าง เป็นกวาง ในมือก็ถืออาวุธอย่างครบครัน
ร่าย 149 ผียยุ่งรบกัน ครรชิตฤทธิราวี ผีทุ่มผีไล่แทง รบแรงผันเผ็งแผด ผีเจ้าแจดจ้าย
จ้าย ร้องเร่งพลคลํ่าคลาย ผาดผ้ายรุกราญ ฯ
ผีก็รบกันยุ่ง ชุลมุน ผีได้ไล่แทงกัน รบกันอย่างดุเดือด แต่ผีฝั่ งพระลอก็พ่ายแพ้ ให้แกผี
ฝังปู่สมิงพราย
ร่าย 150 ผีบันดาลไฟคคลุ้ม ให้ควันกลุ้มเวหา ด้วยแรงยาแรงมนต์ ผีแดนทนทานยาก
จึ่งฝากข่าวแก่ลม กึกก้องอมพรมี่ ลัดพลัดปรี่ปรึงมา บอกแก่เทพดาเสื้อเมือง ฟ้าหล้า
เหลืองอุบาทว์ อากาศคลุ้มเปนควัน ฟ้าเครงครรชิตผ่า ใจเมืองบ้าดังจะผก หัวอกเมือง
ดังจะพัง เทพดาฟังฟฟั่ น ตกใจสั่นระรัว กลัวฤทธิ์พระปู่ ผู้มีเดชเกรียงไกร หมอสิทธิไชย
เล็งเห็น ทีนี้เข็ญเกิดใหญ่ ปู่หมอใคร่ใจดู ครูกูชี้ให้เห็น อันเปนนั้นปรตยักษ์ ด้วยสิทธิ
ศักดิ์ผีสาง จึ่งทูลแด่ออกนางชนนี ฟังคดีอัศจรรย์ ว่าจะกันกันบได้ ให้มาเห็นเข็ญปลาด
ทุกประการนาฎพิลาป สองมือทาบตีอกไห้ ใครจักช่วยเจ้าได้ ลูกแก้วกับตน แม่เฮย
จอมใจแม่ฮา ฯ
ผีของฝ่ายปู่เจ้าบันดาลให้มีไฟโหม ควันคลุ้ง จนผีฝ่ายพระลอทนไม่ได้ รีบหนีไป ได้
แต่ฝากให้ลมช่วยบอกข่าวแก่พระเสื้อเมืองว่าแย่แล้ว อาการอย่างนี้ “ใจเมืองบ้าดังจะผก
หัวอกเมืองดังจะพัง เทพดาฟังฟั่ น ตกใจสั่นระรัว” สู้ไม่ได้ หมอสิทธิไชยเห็นแล้วก็รู้แน่ว่า
แพ้เด็ดขาด จึงทูลพระแม่เจ้านางนาฏบุญเหลือ
ร่าย 155 ผีภายในแล่นออก แลนา ผีภายนอกแล่นเข้า แลนา เทพดาปู่เจ้าสั่ง แลนา มาทำดั่งปู่สอน แลนา ให้ย่อหย่อนทุกสิ่ง
แลนา จึ่งให้สารไปกล่าว แลนา จึ่งให้ข่าวไปถึง แลนา สมึงพรายผู้เถ้า แลนา ปู่เจ้าฟังแล้วไส้ แลนา ปู่จึ่งใช้สลาเหิร แลนา เดิรเวหา
ไปสู่ แลนา ตกลงอยู่รคน แลนา ปนหมากเสวยท้านไท้ แลนา ครั้นท่านได้หยิบเสวย แลนา บนานเลยลอราช แลนา ใจจะขาดรอน
รอน แลนา ถึงสายสมรพี่น้อง คิดบลุเลยข้อง ขุ่นแค้นอาดูร ฯ
ปู่เจ้าสมิงพรายใช้ผีจากทุกสารทิศ ไปกำราบผีทางฝ่ายเมืองสรวง นอกจากนี้ปู่เจ้ายังส่ง "สลาเหิร"ไปที่หมากให้พระลอใช้เสวย
เมื่อพระลอได้เสวยจึงมีอาการร้อนรน ปานใจจะขาด พระลอได้รีบไปหาพระเพื่อนพระแพงบุกป่าฝ่าดงจนได้เจอ “ไก่แก้ว” สัตว์วิเศษ
อีกหนึ่งอย่างของปู่เจ้าสมิงพรายในการนำทางพระลอไปพบพระเพื่อนพระแพง
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !! ลิลิตพระลอ วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ!!
เป็นถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ คำสำหรับเสกที่พึงจะรู้ ควรจะรู้ มาจากศัพท์ "เวท"
(หมายถึง ความรู้, ความรู้ทางศาสนา; คาถาอาคม) และ "มนต์", "มนตร์" (หมายถึง
คำศักดิ์สิทธิ์, คำสำหรับสวดเพื่อเป็นสิริมงคล) เวทมนตร์ เป็นศาสตร์แห่ง ความเชื่อ
ที่ว่าด้วยอำนาจที่เหนือการพิสูจน์ เป็นพลังอันเกิดจากการบริกรรมคาถาด้วยความ
สงบทางจิต มีผลทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดไปจากปกติ เช่น ฟ้าผ่า
ไฟลุก เป็นต้น แต่เวทมนต์ในเรื่องลิลิตพระลอนี้มีลักษณะเป็นการหายตัว การแปลง
กายเป็นสัตว์หรือคนในรูปต่าง ๆของปู่เจ้าสมิงพราย โดยตัวบทบรรยายดังนี้
ร่าย 72 ตามกันไปบหึง ถึงตีนเขาแต่ล่าง แลลิงค่างบ่างชนี ผีผิ่วร้องน่ากลัว หัวหูพองอยู่คคร้าม เสือสางด้ามด้อม
ทาง แรดควายขวางขวัดอยู่ หมู่กระทิงเที่ยวป่า วัวลานล่าเลมไพร หมู่หมีไปคคล้าย นางช้างผ้ายคคลํ่า บรู้กี่ส่ำตาม
สาร งูพพานพิษกล้า งูเหลือมคว้ารัดควาย เยียงผาผายปีนป่าย ฝ่ายช้างพังเซราซรึก สัตว์พันฦกพันลาย หมอมิ
กลัวกลายจรคล่าย เข้าป่าไปคลายคล้าย ด่วนดั้นโดยทาง
ร่าย 73 เอนดูสองนางตกใจกลัว รรัวหัวอกสั่น ลั่นททึกท
ทาว สราวตามหมอผะผํ้า เห็นแนวนํ้าบางบึง ชรทึง
ธารห้วยหนอง จรเข้มองแฝงฝั่ ง สรพรั่งหัวขึ้นขวักไขว่ ช้างนํ้าไล่แทงเงา เงือกเอาคนใต้น้ำ กล่ำตากระเหลือก
กระเกลือกกลอกตากลม ผมกระหวัดจำตาย ฝ่ายหนปลายไม้แมก ฟังเสียงแสรกเง้างูด ทิ้งทูดบ่นพพึมเสียง
เค้ากู่เคียงคู่ร้อง ก้องดงดุจตระหวาด ผาดฟังตกใจกลัว หมอเถ้าหัวไปพลาง โลมสองนางอย่าตกใจ บเปนใด
ดอกนะแม่ กระแหน่นี้นะเจ้า พระปู่เราหากทำเอง หมอมิกลัวเกรงสักสิ่ง ขับช้างวิ่งขึ้นเขา เคร่ากันไปบหึง ถับ
ถึงแต่ตีนเขา หมอเถ้าลงจากช้าง ไว้สองนางอยู่แต่ไกล หมอจึ่งเข้าไปสู่ ปู่เจ้าปู่สมิงพราย ถงถวายกรกราบ
ไหว้ บอกว่าพระหลานไท้ เพื่อนท้าวแพงทอง ฯ
สองบทนี้หมอใหญ่พาสองพี่เลี้ยงมาถึงตีนเขาที่ปู่เจ
้าสมิงพรายพำนักอยู่ ซึ่งมีสิงสาราสัตว์เผ่นพ่านไปทั่ว
เห็นแล้วต้องสะพรึงกลัว เช่น งูเหลือมกำลังรัดควาย เป็นต้น พอถึงบึงก็เห็นจระเข้ และช้างน้ำไล่แทงงา
เงือกกำลังสมสู่กับคนใต้น้ำ ดูแล้วน่ากลัวยิ่งนัก และหมอใหญ่บอกสองพี่เลี้ยงว่าไม่ต้องกลัวไม่เป็นอะไร
หรอก ปู่เจ้าสมิงพรายดลให้เห็น
ร่าย 78 ตามองเสือบพรับ เห็นเสือกลับเป็นแมว แถวจราศศุภลักษณ์ มลักเห็นโฉมปู่เจ้า แปรรูปเถ้าหงอกสกาว คิ้วขาว
ขนตาเผือก กลับตระเลือกเป็นบ่าว พึงมล่าวโฉมกล้องแกล้ง งามอรรแถ้งโถงเถง ทรงลักเลงเสสรวล สคราญครวญ
งามถนัด รบัดเป็นกลางแก่ ตระแหน่รูปลักษณดี มีมารยาทเสี่ยมสาร สองถวายสการบูชา อันแต่งมาทุกสิ่ง จึ่งทูลสาร
สองไท้ สองราชก้มกราบไหว้ พระบาทเจ้ากูมา ฯ
บทนี้กล่าวถึงรูปร่างของปู่เจ้าสมิงพราย ท่านแสดงเร
ิ่มจากเสือ กลายเป็นแมว แล้วการเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี
แล้วผมก็หงอก คิ้วขาวขนตาเผือก แล้วก็กลับมาเป็นหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาหล่อเหลา แล้วก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มใหญ่
วัยกลางคน ดังจากที่กล่าวมาปู่เจ้าสมิงพรายมีรูปพรรณสัณฐานในรูปต่างๆตามแต่ท่านจะดลใจ จะแปลงเป็นเสือ
ก็ได้ เป็นแมวก็ดี เป็นหนุ่มวัยรุ่นสุดหล่อ หรือเป็นชายแก่ผมหงอกก็ทำได้
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !! วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น
ลิลิตพระลอ
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ!!
การเสี่ยงทายคือ ทำนายโชคหรือการตกลงใจในการกระทำอย่างใดอย่าง หนึ่งโดยใช้ฉลากหรือวิธีการอื่น เช่น โยน
หัว โยนก้อย เป็นต้น ซึ่งในเรื่องลิลิตพระลอของเรานี้ก็มีการเสี่ยงทายอยู่หนึ่งตอน คือ พระลอเสี่ยงทายแม่น้ำกาหลง มี
เนื้อเรื่อง ดังนี้
โคลงสี่
โคลงสอง
296 มากูจะเสี่ยงน้ำ นองไป ปรี่นา 300 ลูกตายก็ตายแล้ว เจ็บบเห็นหน้าแก้ว
น้ำชื่อกาหลงไหล เชี่ยวแท้ เกิดเกล้ากูมา ฯ
ผิวกูจะคลาไคล บรอด คืนนา 301 น้ำตาไหลหลั่งไห้ เป็นเลือดตกอกไหม้
น้ำจุ่งเวียนวนแม้ รอดไส้จงไหล ฯ ออกท้าวฤาเห็น ลูกเลย ฯ
302 ลางเข็ญเห็นแหล่งน้ำ อกลูกเพี้ยงผกขว้ำ
297 ครั้นวางพระโอษฐ์น้ำ เวียนวน อยู่นา ออกท้าวใจบุญ ลูกเอย ฯ
303 เป็นขุนยศยิ่งฟ้า ฤาบาปจำหว้ายหล้า
เห็นแก่ตาแดงกล เลือดย้อม
หล่มหล้มตนเดียว ฯ
หฤทัยรทดทน ทุกข์ใหญ่ หลวงนา 304 จะเหลียวเหลียวบได้ เหยียบแผ่นดินผิดไส้
ถนัดดั่งไม้ร้อยอ้อม เท่าท้าวทับทรวง ฯ อยู่เต็มบาทา พระเอย ฯ
298 บให้คนรู้เรื่อง ฝืนใจ อยู่นา บทนี้กล่าวถึงการเสี่ยงทายแม่น้ำกาหลง กล่าวได้ว่า
ขึ้นจากสรงเสด็จใน อาสน์ไท้ พระลอกำลังจะไปเสี่ยงทายหรือทำนายโชคชะตากับแม่น้ำ
ยังสุวรรณพระพลาไชย ใดดั่ง นี้นา ลูกเอย หทฯี่าชื่กอนว่้าำกวนาหแลลงะเแปห็่นงสนีี้เลืหอาดกนย้่อำไมหเลกิเดชี่เยหวตดุีเภก็ทว่ภาัจยะอัรนอตดรไาปย
ปิดม่านละห้อยไห้ ออกท้าวบุญเหลือ
299 ระตายจงลูกได้ เห็นผี ท่านนา เมื่อพระลออธิษฐานและวางขันลง ครั้นจบคำอธิษฐาน
ผีลูกตายกษัตรีย์ แม่ได้ แม่น้ำกาหลงไหลวนเป็นสีเลือด พระทัยเป็นทุกข์ใหญ่หลวง
เผาศพลูกอย่ามี อุจาด ราแม่ ดั่งถูกไม้ใหญ่ทับทรวง ทรงปิดความไว้ไม่ให้ใครรู้เรื่อง
ฤาบร้างเผาผีไท้ บร้างได้เผาผี ลูกเลย ฯ กลับเข้าในพลับพลาปิดม่านร่ำไห้ แม้สิ้นพระชนม์ขอให้พระ
ชนนีได้ถวายพระเพลิง ทรงดำริว่าเป็นถึงกษัตริย์มีเมือง
ต่างๆ มาห้อมล้อมเข้าเฝ้า บัดนี้มาอยู่กลางป่าเขาอย่าง
เดียวดาย พระชนนีจักมิได้เห็นพระพักตร์แล้ว พระลอเป็น
ทุกข์อย่างมากแต่ก็แสร้งทำหน้าชื่น เปิดม่านเรียกพี่เลี้ยง
ให้เล็ดลอดไปดูต้นทางอย่างระแวดระวัง พี่เลี้ยงรับสารแล้ว
รีบไป เอาสินจ้างให้ชาวบ้านผูกมิตรไว้ เพื่อเข้าไปดูทางใน
อุทยาน เห็นถนัดทั้งประตูวัง แลตำหนักพระเพื่อนพระแพง
กลับออกมามิให้ใครเห็น เข้าเฝ้าเขียนแผนที่ถวายพระลอ
โดยละเอียด
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !! วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น
ลิลิตพระลอ
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ!!
1.การทำเสน่ห์ยาแฝด 2.การใช้ผีในทางไสยศาสตร์
ในเรื่องลิลิตพระลอมีตัวละครที่มีบทบาทในการทำ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการใช้ผีในทางไสยศาสตร์ก็
เสน่ห์ยาแฝด คือ ปู่เจ้าสมิงพราย เจ้าอาคมแห่งป่าเขา ยังคงเป็นปู่เจ้าสมิงพราย แต่ในเนื้อเรื่องยังพบว่ามี
ได้ทำเสน่ห์ใส่พระลอ เพราะปู่เจ้าสมิงพรายได้เล็งเห็นว่า “หมอสิทธิไชย” ผู้ช่วยในการป้องกันมนต์คาถาจาก
พระเพื่อน พระแพงและพระลอมีชะตากรรมที่ต้องชดใช้ ปู่เจ้าสมิงพราย และแก้การทำเสน่ห์ต่าง ๆ ของ
ร่วมกัน จึงยอมทำเสน่ห์ให้ ซึ่งปู่เจ้าสมิงพรายก็ถือว่าเป็น ปู่เจ้าสมิงพรายด้วย แต่ท้ายที่สุดก็ต้านวิชาอาคม
ตัวแทนของฝ่ายอธรรม เป็นผู้ฝึกวิชาด้านไสยเวทย์ ทำ และการส่งภูของปู่เจ้าสมิงพรายไม่ได้ จนพระลอ
เสน่ห์อาคมใส่ผู้คน ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี รวมถึงพระเพื่อน ต้องเผชิญหน้าและรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ในภายหลัง
พระแพงที่ใช้เสน่ห์เล่ห์กลช่วงชิงพระลอ ก็ถือว่าร่วมเป็น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการส่งภูตผีของปู่เจ้าสมิงพรายไป
ฝ่ายอธรรมไปด้วย เนื่องจากทั้งสองเลือกจะทำเสน่ห์ ทำลายผีบ้านผีเมืองที่คุ้มครองพระลอ เพื่อตอบ
ยาแฝดใส่พระลอมากกว่าการพิสูจน์ตนให้อีกฝ่ายเห็น ซึ่ง สนองความต้องการของพระเพื่อนพระแพงนั้นย่อม
หากเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ลิลิตพระลอ ล้วนมีเค้าโครง เป็นสิ่งที่ผิดบาปมาก เพราะการบูชาความรักที่ถูกที่
เรื่องจริงในการแต่งขึ้น ปู่เจ้าสมิงพรายจึงเป็นข้อ ควรย่อมไม่ทำร้ายคนที่รักด้วยวิธีทางไสยศาสตร์เช่น
สันนิษฐานว่าอาจ มีตัวตนอยู่จริงก็ได้ ซึ่งไสยศาสตร์ใน นี้ รวมถึงยังเป็นการเบียดเบียนวิญญาณคนตายอีก
การทำเสน่ห์ยาแฝดก็ยังยากจะพิสูจน์ในโลกปัจจุบันเช่น ด้วย จนอาจกลายเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมที่ไม่
กันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าได้ว่าความเชื่อเหล่านี้จะไม่มีอยู่ สิ้นสุดระหว่างพระเพื่อนพระแพงและพระลอต่อไป
จริงและหายไปจากสังคมได้ เพราะความรัก ความหลง ด้วย ซึ่งหากเชื่อมโยงกับปัจจุบัน การส่งภูตผีไป
ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้มนุษย์ขวนขวายนำสิ่งที่ปรารถนา ลงมือทำบางอย่าง ย่อมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ในโลก
มาไว้ครอบครองเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ไสยศาสตร์ ปัจจุบันที่พิสูจน์หลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้น
ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบัน การทำเสน่ห์ยาแฝดหรือ เหตุของปัญหาที่เกิดจากความรัก ความหลง ย่อมมี
เมตตามหาเสน่ห์ที่มีปรากฏในวรรณคดี ยังส่งผลกระทบ อานุภาพรุนแรงกว่า ในปัจจุบันอาจเปลี่ยนแปลง
ต่อความเชื่อของผู้คนบางส่วนที่สนใจและศรัทธาใน จากการส่งภูตผี เป็นการส่งคนไปทำร้ายและลงมือ
ไสยศาสตร์อีกด้วย เช่น ทำแทน จนเกิดเป็นข่าวครึกโครมต่าง ๆ ในโลกยุค
- มีพระอาจารย์หรือผู้ที่ศึกษาทางไสยเวทย์หลายๆคน ปัจจุบันเสมอ เช่น ข่าวเมียหลวงได้ส่งคนไปสาด
ได้อ้างถึงการสืบทอดวิชาอาคมมาจากปู่เจ้าสมิงพราย น้ำกรดใส่เมียน้อยหรือข่าวจ้างวานคนฆ่าชู้ เพื่อ
- มีการเปิดตำหนักบูชารูปปั้ นองค์ปู่เจ้าสมิงพราย และ กำจัดเสี้ยนหนามในความรัก
รับสักยันต์ลงมนต์คาถาจากผู้มีวิชาอาคมที่ได้รับการ
สืบทอดมาจากปู่เจ้าสมิงพราย
- การสร้างเครื่องของขลังต่าง ๆ จนกลายเป็นกิจการ
ยอดนิยมในสังคมไทย เช่น ตะกร้ออาคมและสลาเหิน ที่
ในปัจจุบันมีประยุกต์สร้างเป็นลูกอมโลหะ เชื่อว่ามีคุณ
วิเศษเรื่องเมตตามหาเสน่ห์ เพียงแค่พกติดตัว
เชื่อไม่เชื่อ ห้ามหลบหลู่ !! วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น
ลิลิตพระลอ
แฝงความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ซ่อนเร้นสิ่งลี้ลับ!!
3. การใช้เวทมนตร์และความเชื่อในการเสี่ยงทาย
สำหรับการใช้เวทมนตร์คาถาของปู่เจ้าสมิงพรายในเรื่องลิลิตพระลอ ล้วนเป็นสิ่งอัศจรรย์แปลกตามากใน
เรื่อง ทั้งการแปลงกายตามใจนึก หรือดลบันดาลภาพนิมิตต่าง ๆ แก่พระเพื่อนพระแพง ซึ่งหากเชื่อมโยงใน
ปัจจุบัน การใช้เวทมนตร์สร้างภาพดลบันดาลต่าง ๆ ล้วนเป็นเพียงความเชื่อในทางไสยศาสตร์เท่านั้น เพราะ
การใช้เวทมนตร์วิเศษยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้จริง แต่ก็ยังมีหลายผู้คนที่เชื่อว่าผู้ที่สามารถเสกสิ่งของ
หรือแสดงภาพนิมิตให้เห็นได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ล้วนเป็นผู้วิเศษไม่ต่างจากปู่เจ้าสมิงพราย แต่แท้จริงแล้วอาจมี
เบื้องหลังอาจมีการจัดฉากการแสดงขึ้น เพื่อให้ไวต่อดวงตาที่จับจ้องทัน ซึ่งจะเรียกว่า “มายากล” เท่านั้น
ไม่ใช่อำนาจเหนือธรรมชาติของผู้วิเศษแต่อย่างใด
ในด้านของความเชื่อเรื่องเสี่ยงทายที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง คือ พระลอได้เสี่ยงทายต่อแม่น้ำกาหลง แล้ว
แม่น้ำก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด ตามความเชื่อแล้วพระลออาจดวงชะตาขาด หรือได้รับเคราะห์หนัก ซึ่งหาก
เชื่อมโยงกับปัจจุบันแล้ว การเสี่ยงทายถือว่าเป็นสิ่งที่ชักนำและขับเคลื่อนต่อผู้คนในปัจจุบันเช่นเดียวกัน และ
ไม่ต่างจากพระลอ เพราะความเชื่อเรื่องโชคลาง การเสี่ยงทาย เป็นสิ่งที่ปลูกฝังในสังคมไทยมาเนิ่นนาน รวม
ถึงปรากฏในวรรณกรรม วรรณคดีหลาย ๆ เรื่อง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยากจะพิสูจน์เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความเชื่อ
ของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งหากได้เสี่ยงทายแล้ว ผลที่ได้รับ อาจปรากฏเป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งไม่ดีก็ไม่ควรปักใจเชื่อ
อย่างทันที เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และโชคลาง ในแง่ของความเชื่อของคนไทย
ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาเนิ่นนานและแฝงในบทวรรณกรรมต่างๆ เพื่อให้ความ
บันเทิงและแสดงถึงลีลาวรรณศิลป์เท่านั้น ผู้คนจึงได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจาก
วรรณกรรมและงานประพันธ์ต่าง ๆ ด้วย แต่อย่างไรก็ตามสำหรับโลกยุคปัจจุบัน
สิ่งเหล่านี้ยังถือว่าเป็นเพียงความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ อาจเป็นเพราะความเจริญที่
เข้ามามากขึ้น รวมถึงมีวิทยาการที่สามารถพิสูจน์สิ่งต่างๆ ได้จริง จึงทำให้
ไสยศาสตร์มีเพียงบางกลุ่มคนเท่านั้นที่เชื่อและศรัทธาเท่านั้น ซึ่งในวรรณคดีเรื่อง
ลิลิตพระลอ ได้แสดงวรรณศิลป์ผ่านประเด็นการใช้ไสยเวทย์ของปู่เจ้าสมิงพราย
และหมอสิทธิไชย รวมถึงการเสี่ยงทายของพระลอ จึงมีความละเมียดละไมใน
ภาษามาก เนื่องด้วยกวีอาจได้รับอิทธิพลความเชื่อด้านไสยศาสตร์หรือ
ประสบการณ์ที่พบเห็น ในยุคสมัยนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
เนื้อหาขึ้นก็ได้ รวมถึงบริบททางสังคมของสมัยกวีและสมัยปัจจุบันก็แตกต่างกัน
ทำให้ความเชื่อย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ
วรรณคดีสมัยอยุธยา
กาพย์เห่เรือ เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง แต่งไว้สำหรับขับร้องเห่ในกระบวนเรือ โดยมีทำนองเห่ที่สอดคล้องกับ
จังหวะการพายของฝีพาย ว่าช้า หรือเร็ว มักจะมีพนักงานขับเห่หนึ่งคนเป็นต้นเสียง และฝีพายคอยร้องขับตามจังหวะ
พร้อมกับการให้จังหวะจากพนักงานประจำเรือแต่ละลำ
กาพย์เห่เรือนั้น ใช้คำประพันธ์ 2 ชนิดด้วยกัน นั่นคือ กาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ เรียงร้อยกันในลักษณะที่
เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง โดยมักขึ้นต้นด้วยโคลง 1 บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี เรื่อยไป จนจบตอนหนึ่งๆ เมื่อจะขึ้นตอน
ใหม่ ก็จะยกโคลงสี่สุภาพมาอีกหนึ่งบท แล้วตามด้วยกาพย์จนจบตอน เช่นนี้สลับกันไป
กาพย์เห่เรือที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในเวลานี้ คือ กาพย์เห่เรือในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย ทรงแต่งไว้ 2 เรื่อง คือบทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ และชมนก มีลักษณะเป็นเหมือน
นิราศกับอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องกากี สันนิษฐานกันว่ากาพย์เห่เรือ เดิมคงจะแต่งเพื่อขับเห่กันเมื่อเดินทางไกลในแม่น้ำ
ลำคลอง แต่ในภายหลังคงมีแต่เจ้านายหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง และสุดท้ายมีใช้แต่ในกระบวนเรือของพระเจ้าแผ่นดิน
เท่านั้น
กาพย์เห่เรือไม่สู้จะนิยมประพันธ์กันมากนัก เนื่องจากถือเป็นคำประพันธ์สำหรับใช้ในพิธีการ คือ ในกระบวนเรือหลวง
หรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ไม่นิยมใช้ในพิธีหรือสถานการณ์อื่นใด การแต่งกาพย์เห่เรือจึงมักแต่งขึ้นสำหรับที่จะใช้
เห่เรือจริงๆ ซึ่งในแต่ละรัชกาล มีการเห่เรือเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
วรรณคดีสมัยอยุธยา
สรุปกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ ากุ้ง เชิญลงเรือเลย
กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ ากุ้ง แบ่ง ขอรับ
ออกเป็ น 2 ตอน และแบ่ง
ตามช่วงเวลา ดังนี้
ตอนที่ 1 : บทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ ชมนก
ตอนที่ 2 : บทเห่ครวญ (กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า
เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว คือ คร่ำครวญคิดถึงพระสนมของพระบิดา อัน
เป็นเหตุให้โดนพระราชอาญาจนถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา)
ช่วงเช้า : กาพย์เห่เรือ ชมเรือ กล่าวถึงเรือ 14 ลำ มีโคลงสี่สุภาพ 1 บท แต่งเป็น
เกริ่นเห่ เพื่อบอกว่าเรือพระมหากษัตริย์กำลังจะเสด็จด้วยขบวนพระยุหยาตราทาง
ชลมารค ต่อมาคือกาพย์ยานี 11 เล่าถึงความงามของเรือแต่ละลำ ได้แก่
เรือพระที่นั่ง (เรือต้น/เรือกิ่ง) คือ เรือที่มีพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์
ประทับอยู่ โดยมี 4 ลำและเรือสุวรรณหงส์อยู่ในกระบวนเรือด้วย
ตัวอย่าง : “สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”
เรือเหล่าแสนยากร (เรือรูปสัตว์) คือ เรือที่มีหัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ แม้ไม่ได้วิจิตร
งดงามเหมือนเรือต้น แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ เช่น เรือคชสีห์ เรือเลียงผา เรือม้า
เรือสิงห์ เรืออินทรี ฯลฯ
ตัวอย่าง : “เลียงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี
นาวาหน้าอินทรี มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม”
ช่วงสาย : กาพย์เห่เรือ ชมปลา เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์เห่เรือ 14 บท
กล่าวถึงปลา 15 ชนิด (มีเฉพาะปลาน้ำจืด) ได้แก่ ปลากระแห ปลากราย ปลาแก้มช้ำ
ปลาคางเบือน ปลาชะแวง ปลาทุก ปลานวลจันทร์ ปลาน้ำเงิน ปลาแปบ ปลาตะเพียน
ทอง ปลาแมลงภู่ (ปลาชะโด) ปลาสร้อย ปลาเสือ ปลาหวีเกศ และปลาหางไก่
การชมปลาในที่นี้จะแต่งคล้ายกับนิราศ เพราะนำความงดงามของปลามาแต่งรวมกับ
อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อนางอันเป็นที่รักของกวี
ตัวอย่าง : “นวลจันทร์เป็นนวลจริง เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา
คางเบือนเบือนหน้ามา ไม่งามเท่าเจ้าเบือนชาย”
นวลจันทร์ในที่นี้คือชื่อปลา และคำว่า นวลอีกความหมายหนึ่ง คือ สีนวลเหมือนเปลือกไข่
ส่วนประโยค ‘เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา’ หมายถึงผิวของเจ้านั้นนวลงดงามยิ่งกว่าสีนวลของ
ปลา ส่วนปลาคางเบือนที่ดูหน้าบึ้งนั้น เหมือนตอนที่นางอันเป็นที่รักงอน แต่ถึงยังไงนางก็
ยังสวยงามกว่า
วรรณคดีสมัยอยุธยา
ช่วงบ่าย : กาพย์เห่เรือ ชมไม้ เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท กาพย์ยานี 12 บท โดย
มีการชมไม้ 15 ชนิด ได้แก่ แก้ว จวง จิก จำปา แต้ว บุนนาค ประยงค์ พิกุล
พุดจีบ พุทธชาด ลำดวน สาวหยุด สุกรม มะลิวัลย์ นางแย้ม
ตัวอย่าง : “ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร
คิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม”
บทนี้เป็นการเปรียบเทียบรอยยิ้มของนางอันเป็นที่รักกับพวงดอกนางแย้มว่า เมื่อ
เห็นดอกนางแย้มบานสะพรั่งงดงาม ก็นึกถึงยามที่ได้เห็นรอยยิ้มของนาง
ช่วงเย็น : กาพย์เห่เรือ ชมนก เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท และ
กาพย์ยานี 12 บท สาเหตุที่เลือกชมนกในช่วงเย็นเพราะเป็นช่วงที่
นกบินกลับรังพอดี โดยชมนก 10 ชนิด ได้แก่ นกไก่ฟ้า นกแขก
เต้า นกดุเหว่า นกนางนวล นกโนรี นกสร้อยทอง/ขุนทอง นก
สัตวา นกสาลิกา นกแก้ว นกยูง
ตัวอย่าง : “นางนวลนวลน่ารัก ไม่นวลพักตร์เหมือนทรามสงวน
แก้วพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟ้าหน้าใยยอง”
ท่อนนี้นำชื่อนกนางนวลกับคำว่า นวล ที่แปลว่านางอันเป็นที่รักมา
ไว้ในวรรคเดียวกันเพื่อเล่นคำ ส่วนการใช้คำว่า ดั่ง เป็นการอุปมา
ว่า นางเป็นคนที่ผิวนวลและสวยเหมือนนางฟ้าเลยทีเดียว
ช่วงดึก : กาพย์เห่เรือ เห่ครวญ ประกอบด้วยโครงสี่สุภาพ 2 บท
(เริ่มต้นและปิดท้ายอย่างละบท) และกาพย์ยานีอีก 8 บท กล่าวถึง
ความรัก ความคิดถึงที่มีต่อนางสนม
ตัวอย่าง :“ งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยิ้มแย้มพราย งามคำหวานลานใจถวิล”
บทนี้กล่าวถึงความงามของนางสนม ที่งามดั่งภาพวาด อีกทั้ง
มารยาท บุคลิกการเดิน รอยยิ้มและคำพูดต่าง ๆ ก็ยังงดงามด้วย
เช่นกัน
พระอภัยมณี
มุมมองของความรัก
-ความรักในครอบครัว-
-ความรักระหว่างมิตรภาพ-
-ความรักที่มีมากกว่าสองคน-
-ความรักและความห่วงใยของศิษย์กับอาจารย์ -
ผู้ประพันธ์ : สุนทรภู่
Story of love
มาทำความรู้จักสินสมุทร
สินสมุทรมีลักษณะรูปร่าง เหมือนพระอภัยมณีแต่มีตาสีแดง และมีเขี้ยวเหมือน
นางผีเสื้อสมุทร อีกทั้ง มีพละกําลังมากมายดัง พญาช้างพลายเลย พระอภัยมณี
นั้นเป็นผู้เลี้ยงดู สินสมุทร เพราะเห็นว่าเป็นเลือด เนื้อเชื้อไขของตนเอง คอย
เลี้ยงดูสินสมุทรอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นอกจากนี้พระอภัยมณียังไม่ เคยดุด่าสิน
สมุทรเหมือนนางผีเสื้อสมุทร จึงทําให้สินสมุทรมีความรักพระอภัยมณีมากกว่านาง
ผีเสื้อสมุทร ดังคําประพันธ์ที่ว่า
''ฝ่ายกุมารสินสมุทรสุดสวาท ไม่ห่างบาทบิดอัชฌาสัย
ความรักพ่อยิ่งกว่าแม่มาแต่ไร ด้วยมิได้ขู่เข็ญเช่นมารดา”
ในเรื่องของความรักในครอบครัว ทุกคนก็จะทราบกันดีว่าครอบครัวของพระอภัยมณี
มีหลายคน ทุกคนก็จะมีความรักความสัมพันธ์ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จะขอยก
ตัวอย่างความรัก ในครอบครัวสินสมุทรที่มีต่อพ่อกับแม่ มาให้ทุกคนได้เห็นและได้อ่าน
กัน
แม้จะรักพ่อมากกว่า แต่แม่ก็คือแม่
แม้สินสมุทรจะรักพระอภัยมณีมากกว่า ถึงอย่างไรนางผีเสื้อสมุทรก็ถือว่าเป็นแม่
สินสมุทรจึงเลือกอ้อนวอนให้แม่กลับไปด้วยความสงสารและกตัญญู ดังคำประพันธ์ที่
ว่า
"สินสมุทรสุดแสนสงสารแม่ ชำเลืองแลดูหน้าน้ำตาไหล
จึงกราบกรานมารดาแล้วว่าไป จะเข้าใกล้ทูนหัวลูกกลัวนัก
เมื่อวานนี้ตีข้าน้อยไปหรือ ระบมมือเหมือนกระดูกลูกจะหัก
ซึ่งรักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก มิใช่จักลืมคุณกรุณา
ถึงตัวไปใจลูกยังผูกคิด พอปลดปลิดเรื่องธุระจะมาหา
อย่ากริ้วโกรธโปรดปรานเถิดมารดา ไปไสยาอยู่ในถ้ำให้สำราญ"
จะเห็นได้ว่า ถ้ามองจากมุมสินสมุทร ความอัปลักษณ์กลายเป็นคุณลักษณะสำคัญที่
ทำให้นางผีเสื้อสมุทรไม่ใช่แม่ที่ตนรู้จักและไม่ใช่แม่ที่ตนอยากจะให้เป็น ณ ช่วงเวลาของ
การลังเล ไม่รู้จะรักหรือเกลียดแม่ดี แม่ผีเสื้อของสินสมุทรนั้น ไม่ใช่ว่าสินสมุทรจะไม่รัก
ถึงแม้จะรักพ่อมากกว่าก็ตาม เพราะสินสมุทรก็อดร้องไห้ เสียใจไม่ได้ เวลาแม่ถูกทำร้าย
Story of love
มุมมองความรักที่มีมากกว่าสองคน
เรื่องมีอยู่ว่า.... พระอภัยมณีเป่าปีให้คนทั้งหมดฟัง ทั้งหมดเคลิบเคลิ้มตาม
เพลงปีจนหลับไปเพลงปีดังไปถึงนางผีเสื้อสมุทรที่อาศัยอยู่ในทะเล เมื่อตาม
เสียงปี่ มาพบพระอภัยมณีก็หลงรัก จึงลักพาตัวพระอภัยมณีไปอยู่กับนางบน
เกาะ แล้วจำแลงร่างเป็นหญิงสาวสวยงาม แม้พระอภัยรู้อยู่ว่านั่นคือนางยักษ์
แต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ทั้งสองอยู่กินกันมาจนนางผีเสื้อให้กำเนิดบุตร
ชายคนหนึ่งชื่อว่า สินสมุทร
"พระพลิกฟื้ นตื่นสมประดีได้ ในฤทัยหมกมุ่นให้ขุ่นหมอง
แลเขม้นเห็นนางนวลละออง เคียงประคองอยู่บนแท่นแผ่นศิลา
นิ่งพินิจพิศดูรู้ว่ายักษ์ ด้วยแววจักษุหายทั้งซ้ายขวา
ยิ่งชิงชังคั่งแค้นแน่นอุรา จะใคร่ด่าให้ระยำด้วยคำพาล
แล้วคิดกลับดับเดือดให้เหือดหาย จึงอุบายวิงวอนด้วยอ่อนหวาน
นี่แน่นางอสุรีขินีมาร ไม่ต้องการที่จะแกล้งมาแปลงกาย"
วันหนึ่งสินสมุทรออกไปเที่ยวเล่นเจอพ่อเงือกแม่เงือก จึงจับตัวมาให้พระ
อภัยมณีดู พ่อเงือกแม่เงือกวอนขอ ชีวิตโดยเสนอจะพาพระอภัยมณีหนี พระอภัย
มณีจึงออกอุบายให้นางผีเสื้อสมุทรไปถือศีลบนเขาสามวัน ระหว่างนั้นพ่อเงือก แม่
เงือกพาพระอภัยและสินสมุทรหนีมาเกือบจะถึงเกาะแก้วพิสดารแล้ว แต่นางผีเสื้อ
สมุทรรู้ตัวติดตามมาทัน จับพ่อเงือก แม่เงือกฆ่าเสีย นางเงือกผู้ลูกพาพระอภัยกับ
สินสมุทรหนีไปจนถึงเกาะแก้วพิสดารได้สำเร็จ ซึ่งบนเกาะนี้มีพระฤษีมีฤทธิ์มาก
นางผีเสื้อจึงไม่กล้าทำอะไร ทั้งหมดอาศัยอยู่บนเกาะแก้วพิสดาร พระอภัยมณีได้
นางเงือกเป็นภรรยา
"ถึงต่างชาติวาสนาได้มาพบ ก็ควรคบเคียงชมประสมสอง
เจ้าโฉมงามทรามสงวนนวลละออง อย่าขัดข้องคิดหมางระคางใจ
ประเวณีมีทั่วทุกตัวสัตว์ ไม่จำกัดห้ามปรามตามวิสัย
นาคมนุษย์ครุฑาสุราลัย สุดแต่ใจปรองดองจะครองกัน"
ซึ่งจากที่กล่าวมานั้น เป็นมุมมองของความรัก ของนางผีเสื้อสมุทร พระอภัยมณีและนางเงือก
ซึ่งถ้าหากจะกล่าวว่า รักทั้งสามคนนี้ใครเป็นคนผิด คนถูก คงสรุปแน่ชัดไม่ได้ เพราะความรักนั้นไม่มีข้อ
จำกัด จึงทำให้รู้ได้ว่า "เมื่อมีความรัก ควรมีสติ ไม่หลงมัวในความใคร่ ใช้เหตุผล ความคิด ความรู้สึก
ของเราเพื่อที่จะไม่ให้เกิดรักที่มีมากกว่าสองคน ซึ่งตอนจบอาจจจะไม่สวยเสมอไป"
Story of love
มุมมองความรักของมิตรภาพ
มุมมองความรักระหว่างมิตรภาพ จะเห็นได้ว่าวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีมีมุมมองความรัก
ที่หลากหลายมิติที่แตกต่างกัน มีอีกหนึ่งมุมมองความรักที่ โดดเด่นและน่าสนใจอีกมุมมองคือ ความ
รักระหว่างมิตรภาพของ สุดสาคร เสาวคนธ์ และ หัสไชย ซึ่งแสดงถึงความเป็นมิตรภาพร่วมแรง
ร่วมใจกัน ตามหาพระอภัยมณีไปกับสุดสาคร ช่วยเหลือกัน และกันเป็นทั้งพี่ทั้งน้องและมิตรภาพที่ดี
ตอนที่สุดสาครตามพระอภัยมณี สุดสาครออกเดินทางตามหาพระอภัยมณีจนไปถึงเมือง
การะเวก ระหว่างทางถูกชีเปลือยหลอกขโมยไม้เท้าและม้านิลมังกรไป แต่พระฤๅษีมาช่วยไว้ เมื่อได้
ไม้เท้าและม้านิลมังกรคืนมาได้ ก็เข้าเมืองการะเวก กษัตริย์เจ้าเมืองรักใคร่เอ็นดูสุดสาคร จึงเลี้ยงดู
เป็นโอรสบุญธรรมอยู่ด้วยกันกับนางเสาวคนธ์และหัสไชยพระธิดาและพระโอรสจนเติบใหญ่
สุดสาครคิดออกตามหาพ่อ เจ้าเมืองการเวกจึงจัดกองเรือให้ โดยมีนางเสาวคนธ์และหัสไชย
ติดตามไปด้วยเพราะความผูกพันไม่ยอมให้สุดสาครไปคนเดียว โดยตัวบทที่ว่า
"พลางสวมสอดกอดสองพระน้องแก้ว แม้ไปแล้วพี่จะนึกรำลึกถึง
ไม่รู้เรื่องเมืองผลึกยังลึกซึ้ง เมื่อไรจึงจะได้มาเห็นหน้ากัน
พระพี่น้องสองกุมารสงสารพี่ ร้ายหรือดีก็ไม่แจ้งกันแสงศัลย์
สะอื้นพลางทางว่าถ้าเช่นนั้น ไปด้วยกันฉันไม่อยู่ในบูรี"
ทำให้เห็นว่า นางเสาวคนธ์และหัสไขย รักและผูกพันกับสุดสาครแค่ไหนไม่ว่าทางข้างหน้าที่
สุดสาครจะไป จะดีหรือร้ายก็ขอติดตามไปด้วยโดยไม่คิดถึงความลำบากที่ทั้งสองคนจะเจอ
"สุดสาครอ่อนหวานประทานโทษ ตามจะโปรดชุบย้อมกระหม่อมฉัน
แล้วปลอบน้องสองราอย่าจาบัลย์ สองสามวันพี่ยาจะมาวัง
นางว่าชะพระพี่ช่างขี้ปด เขารู้หมดมิใช่ว่าเป็นบ้าหลัง
ไม่ทูลลาพาไปก็ไม่ฟัง นางเฝ้านั่งบ่นว่าแล้วจาบัลย์
สุดสาครอ่อนใจอาลัยน้อง จึงทูลสองกษัตรานราสรรค์
พระน้องรักจักใคร่ไปด้วยกัน ให้หม่อมฉันทูลลาฝาธุลี ฯ "
Story of love
มุมมองความรักความห่วงใยระหว่างอาจารย์กับศิษย์
โดยในเรื่องพระโยคีและสุดสาครนั้นถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่แนบชิดสนิทสนมกันเป็น
อย่างมากเลย เป็นทั้งอาจารย์กับลูกศิษย์ เป็นทั้งตากับหลาน สามารถเรียกได้ว่า
"เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว" ในเรื่องได้ปรากฏการที่แสดงออกถึงความรักความห่วงใยที่พระโยคีมี
ต่อสุดสาคร ในตอนที่สุดสาครนั้นหลงกลลวงของชีเปลือยเจ้าเล่ห์ ที่ได้คิดจะเอาไม้เท้าและม้านิล
มังกรของสุดสาครไป จนโดนทำร้ายผลักตกลงไปในเหวจนสลบไปในที่สุด ฝ่ายพระโยคีนั้นด้วย
ความรักความห่วงใยที่มีต่อศิษย์หรือหลานของตนก็ไม่รอช้าที่จะติดตามไปช่วยในทันทีพร้อมได้
มอบคำสอนให้กับสุดสาครไว้ด้วย ดังที่ตัวบทในตอนหนึ่งกล่าวว่า
บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน บิดามารดารักมักเป็นผล
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
จงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด
พอเสร็จคำสำแดงแจ้งคดี รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี
รูปโยคีหายวับไปกับตา ฯ
ปลายจวัก วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน กล่าวถึงลักษณะเด่นและ
เสน่ห์ของอาหารไทยโบราณชนิดต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความ
ประณีตในวัฒนธรรมด้านอาหารของคนไทย กล่าวถึง
อาหารคาวทั้ง 15 ชนิด คือ แกงมัสมั่นไก่ ยำใหญ่ ตับ
เหล็กลวก หมูแนม ก้อยกุ้ง แกงเทโพ น้ำยา แกงอ่อม
ข้าวหุงเครื่องเทศ แกงคั่วส้ม พล่าเนื้อ
ล่าเตียง หรุ่ม ไตปลา แสร้งว่า
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานเป็นบทพระราชนิพนธ์ใน เห่ชมเครื่องหวาน มีเครื่องหวานหลากหลายชนิด
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงพระ ได้แก่ ข้าวเหนียว สังขยาหน้าไข่ ซ่าหริ่ม ลำเจียก มัศกอด
ราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งมีฝี ลุดตี่ ขนมจีบ ขนมเทียน ทองหยิบ ขนมผิง รังไร ทอง
พระหัตถ์ในการแต่งเครื่องเสวย เป็นผลงานในสมัยรัตนโกสินทร์ หยอด ทองม้วน จ่ามงกุฎ บัวลอย ช่อม่วง และฝอยทอง
ตอนต้นที่มีลักษณะการแต่งเป็นกาพย์ผสมกับโคลงสี่สุภาพ และ บทเห่ชมเครื่องคาว
มีความงามทางภาษา
โดยกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานประกอบด้วยบทเห่ทั้งหมด ไม่เพียงแต่จะเอ่ยเพียงชื่ออาหารที่เป็นที่นิยมในกรุง
๕ บท ได้แก่ รัตนโกสินทร์เท่านั้น แต่ยังบอกลักษณะที่ควรจะเป็นของ
- บทเห่ชมเครื่องคาว อาหารชนิดนั้นไว้ ดังคำประพันธ์ที่ว่า
- บทเห่ชมผลไม้ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
- บทเห่ชมเครื่องหวาน ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
- บทเห่ครวญเข้ากับงานนักขัตฤกษ์
- บทเห่เจ้าเซ็น มัสมั่น เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากของไทยและก็
แต่เรายกมาแค่ 3 บทคือ บทเห่ชมเครื่องคาว บทเห่ชม ดังไปถึงต่างประเทศด้วยรสชาติที่หวานเค็มมันและ
เครื่องหวาน และบทเห่ชมผลไม้ กลมกล่อมโดยรสชาติของแกงมัสมั่นจะมีรสชาติเผ็ดร้อนและ
กลิ่นหอมจากยี่หร่าถ้าใครได้ลิ้มลองรสชาติของแกงนี้ก็จะ
หลงใหลในเมนูนี้เป็นอย่างมาก
ปลายจวัก วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น ลำเจียก ชื่อขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย โหยไห้หาบุหงางาม
ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
ข้าวหุง ปรุงด้วยเครื่องเทศมีรสพิเศษเพราะใส่ลูก มัศกอด กอดอย่างไร น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กระวานลงไปและเครื่องเทศนี้ทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้นซึ่ง กอดเคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง
ข้าวหุงสื่อถึงข้าวหมกในปัจจุบัน
ลุดตี่ นี้น่าชม แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาหน้าไก่แกง แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้เห็นภาพความวิจิตร
งดงามของศิลปะอาหารชาววังที่อยู่คู่กับกุลสตรี สยาม ซึ่ง
ความงามของอาหารไม่เพียงแต่ความงามที่ปรากฏแก่สายตาม
เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงสุนทรีย์แห่งรสชาติ ซึ่งในปัจจุบัน
ตำรับอาหารคาวหวานและผลไม้ชนิดต่าง ๆ ก็ยังเป็นที่รู้จักกัน
ดีในสังคมไทยจวบจนมาถึงทุกวันนี้
ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย บทเห่ชมผลไม้
รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ
บทเห่ชมผลไม้ เริ่มด้วยการชมผลชิดแช่อิ่ม และพรรณนาถึงผล
ก้อยกุ้ง ปรุงเสร็จแล้วจะมีกลิ่นหอมรสชาติผู้ประพันธ์เปรียบ ไม้ชนิดต่างๆ ได้แก่ ลูกตาล ลูกจากลอยแก้ว มะปราง มะม่วงหมอน
ราวกับอาหารทิพย์บนสวรรค์เมื่อสัมผัสถูกลิ้นมีความอร่อยจนแทบ ทอง มะม่วงอกร่อง ลิ้นจี่ พลับจีนกวน น้ำตาล น้อยหน่า ผลเกด
ขาดใจ ก้อยกุ้งเป็นเมนูยอดนิยมของชาวอีสานโดยจะนำกุ้งฝอยมา ทับทิม ทุเรียน ลางสาด เงาะ และผลสละ ดังนี้
ปรุงรส เหมือนยำกุ้งเต้น มีรสที่แซ่บเกินกว่าจะบรรยาย
ผลชิดแช่อิ่มอบ หอมตรลบล้ำเหลือหวาน
บทเห่ชมเครื่องหวาน รสไหนไม่เปรียบปาน หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ
เครื่องหวาน ที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสาน ตาลเฉาะเหมาะใจจริง รสเย็นยิ่งยิ่งเย็นใจ
ในด้านวัฒนธรรมอาหารของไทย กับหลายเชื้อชาติตั้งแต่ครั้ง คิดความยามพิสมัย หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น
สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุง ผลจากเจ้าลอยแก้ว บอกความแล้วจากจำเป็น
รัตนโกสินทร์ ดังนี้ จากช้ำน้ำตากระเด็น เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง
หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง ปรางอิ่มอาบซาบนาสา
หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา
คิดความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร
ศาสตร์และศิลปะแห่งอาหารชาววัง ได้ถูกนำออกมาเผยแพร่ให้
ประชาชนทั่วไปได้ทราบจากบทเห่ชมผลไม้ซึ่งได้พรรณนา ถึง
ศิลปะในการแกะ ปอก คว้านผลไม้ได้อย่างวิจิตร งดงาม ของ
กุลสตรีไทยที่ไม่มีหญิงชนชาติใดเหมือน
ปลายจวัก วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
4 สูตรเด็ดปรุงอาหารผ่านมือเรา อาหารสะท้อนสังคม
แสร้งว่า ในบทประพันธ์ได้สะท้อนให้เห็นความเจริญอย่างเต็มตัวของสมัย
เป็นอาหารประเภทยำ วิธีทำให้นำกุ้งชีแฮ้ ย่างไฟอ่อน ๆ รัตนโกสินทร์ เพราะแต่ละเมนูอาหารได้สะท้อนถึงารติดต่อค้าขายกับ
ให้สุกโดยทั่ว จากนั้นบอกเปลือกแล้วเอาเส้นดำที่หลังกุ้ง ชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีน ชาวอินเดีย หรือชาวเปอร์เซีย ทำให้มีการ
ออก นำน้ำมะนาวหรือมะกรูดผสมกับเกลือป่นผสมให้เข้า แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกิน เช่น อาหารของชาวอินเดีย
กัน แล้วเทลงในถ้วยกุ้งคลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยตะไคร้หั่น “ลุดตี่” มีลักษณะเป็นแผ่นทำจากข้าวเจ้าที่โม่ใหม่ๆ โดยนำไข่ไก่มาตี
ซอยหัวหอมเล็ก ซอยขิงอ่อน ซอยต้นหอม ผักชี พริกแดง ผสมกับแป้งข้าวเจ้า แล้วผสมด้วยสีเหลืองที่ได้จากหญ้าฝรั่นหรือขมิ้น
พริกเหลืองหั่น จากนั้นก็โรยอาหารและคลุกเคล้าให้เข้า ผง เสร็จแล้วตักแป้งหยอดลงกระทะแผ่ให้เป็นแผ่นกลม เมื่อแป้งสุก
กัน แสร้งว่าสามารถรับประทานพร้อมกับผักเคียงได้ เช่น จะมีสีเหลืองนวลก็นำมารับประทานกับแกงไก่
แตงกวา มะเขือ
รสชาติถูกปาก รสวรรณศิลป์ถูกใจ
ล่าเตียง
เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งของไทย วิธีทำ คือนำรากผักชี การเล่นเสียงพยัญชนะและการเล่นเสียงวรรณยุกต์
กระเทียม พริกไทยที่บดแล้วนำผัดจนหอม จากนั้นก็ใส่ ในตัวบทกวีสามารถใช้กลวิธีการเล่นเสียงพยัญชนะและการเล่นเสียง
หอมแดง หมูบด กุ้งแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล วรรณยุกต์ได้อย่างไพเราะเหมาะสม ช่วยให้บทประพันธ์เกิดความ
ผัดจนแห้งแล้วใส่ถั่วลิสงคั่วบดตักใส่จาน ตีไข่ไก่ ๑ ฟอง คล้องจองไพเราะสละสลวยมากขึ้น เช่น เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่ม
ไข่เป็ด ๓ ฟอง จนเข้ากัน ใช้นิ้วจุ่มไข่ โรยไข่ในกระทะให้ เร้าคือไฟฟอน เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
เป็นรูปตารางสี่เหลี่ยม ลอกใส่จาน วางพริกชี้ฟ้าแดงหั่น
เป็นเส้นยาวบนแผ่นไข่ วางทับด้วยผักชี ใส่ไส้ที่ผัดไว้ห่อ การใช้โวหารเปรียบเทียบหรืออุปมา เป็นกลวิธีที่ช่วยให้ผู้อ่านเกิด
เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ เกิดจินตภาพ ทำให้มีความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น เช่น ทับทิมพริ้ม
ตาตรู ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย สุกแสงแดงจักย้อย อย่างแหวนก้อย
จ่ามงกุฎ แก้วตาชาย
เป็นสุดยอดขนมไทยที่ผู้คนต่างร่ำลือกันว่ายากมากเพราะ
ต้องใช้มือกวาดเมล็ด วิธีทำคือ นำเมล็ดแตงโมลงใน การใช้โวหารเกินจริงหรืออติพจน์ เป็นกลวิธีที่ช่วยเน้นย้ำความ
กระทะทองเหลืองหรือกระทะทั่วไปก็ได้ จากนั้นก็ยกที่ตั้ง หมายของข้อความหรือบทประพันธ์ ดังที่กวีแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงฝีมือ
บนเตาไฟแล้วพรมน้ำเชื่อมให้ทั่ว จนผิวเมล็ดแตงโมงอก การปรุงอาหารที่เป็นเลิศ ยากจะหาใครเทียบได้ เช่น ก้อยกุ้งปรุง
ขึ้นเป็นหนามพราว จากนั้นเอาไปติดประดับรอบ ๆ ตัว ประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบ
ขนม ที่ต้องทำฐานเป็นถ้วยขนมก่อน โดยตัวขนมนั้นปั้ น ทันขวัญ
ขนมจากแป้งสาลีและไข่แดง ปั้ นเป็นทองเอกกลม ๆ วาง
ตรงกลาง ใช้มีดปลายแหลมผ่าเป็น ๖ พู เหมือนเม็ด การใช้คำที่มีความหมายหลายนัย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความ
มะยม แล้วป้ั นเป็นก้อนเล็กๆ วางบนยอดขนม ใช้ทองคา สามารถในการใช้ภาษาแสดงถึงสติปัญญาและความรุ่มรวยทางภาษา
เปลวตัด เป็นสี่เหล่ียมเล็กๆ ติดตรงยอดมองเห็นเหมือน เช่น ผักชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องหรือโฉมไห ผักหวานซ่านทรวงใน
มงกุฎ ใคร่ครวญรักผักหวานนาง
ช่อม่วง ผักหวานนาง ความหมายแรก หมายถึง ชื่อผักชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ
เป็นขนมไทยที่ต้องใช้ฝีมือในการทำอย่างมาก วิธีทำ คือ ผักหวาน ส่วนความหมายที่สอง กวีเปรียบความหวานในกายคนรัก
ผสมแป้งกับน้ำดอกอัญชัน คนในกระทะทองเหลืองด้วย เหมือนกับความหวานของผักหวาน จนเสมือนผักที่หวานขึ้นมาโดยนาง
ไฟอ่อน ๆ เมื่อสุกแล้วให้นำมานวดและแบ่งเป็นก้อน อันเป็นที่รัก
ก่อนจะนำแป้งมาแผ่ตักไส้ที่มีส่วนผสมของถั่วนึ่งบดกับ
ฟักผสมน้ำตาลทรายและเกลือ จากนั้นก็นำคนในกระทะ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน แสดงให้
ทองเหลืองและทิ้งให้เย็นห่อแป้งให้มิด พอเย็นได้ที่แล้วให้ เห็นถึงความงามในวัฒนธรรมด้าน
ใช้ที่หนีบขนมมาจับจีบให้เป็นกลีบดอกไม้และนำไปนึ่งจน อาหารการกินของคนไทยที่มีความ
สุก แล้วใช้หัวกะทิพรมไม่ให้ติดกัน ประณีต ทำให้อาหารแต่ละชนิดมี
ลักษณะเด่นที่ต่างกันออกไปโดยทำให้
เราเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีแค่อาหาร
คาวที่มีเสน่ห์แต่ยังมีของหวานและผล
ไม้ไทยที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน
พนาพาสุข
เงาะป่า
เ ง า ะ ป่ า เป็นพระราชนิพนธ์บทละครใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้
รับการยกย่องว่าเป็นวรรณคดีเรื่องเอกของ
ไทยที่จัดเข้าลักษณะวรรณคดีโศกนาฏกรรม
แบบตะวันตก ทรงพระราชนิพนธ์ในช่วงที่ทรง
พักฟื้ นจากการประชวรด้วยพระโรคมาเลเรีย
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) โดย
ใช้เวลาทรงนิพนธ์ 8 วัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
ให้เกิดความเพลิดเพลินพระราชหฤทัยใน
ระหว่างการพักฟื้ น จากการประชวร
พระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่า เป็นเรื่องที่แสดงให้
เห็นพระอัจฉริยภาพทางศิลปะทั้งในด้านวรรณศิลป์
นาฏศิลป์ และคีตศิลป์ ลักษณะคำประพันธ์เป็นบท
ละครรำ นอกจากนี้ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยว
กับ “รูปพวกเงาะโดยสังเขป” ความรู้เกี่ยวกับรูป
ร่างหน้าตา นิสัยใจคอ และสภาพชีวิตความเป็นอยู่
ของพวกเงาะ เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยสาระ มีแนวคิด
สำคัญที่เป็นสากลคือ เรื่องของความรัก ซึ่งเป็น
ความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของ
มวลมนุษย์ชาติ ทุกภาษาและทุกชนชั้น
ชมความงามของธรรมชาติ วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
เพลิดเพลินในไพรพนา
เ ล่ า เ รื่ อ ง เ ง า ะ ป่ า แ ง่ มุ ม ค ว า ม ง า ม
วรรณคดีเรื่องเงาะป่านั้นมีเรื่องราวที่น่า นอกจากนี้ยังมีตอนที่ซมพลาได้ไปเที่ยว
สนใจเยอะแยะมากมาย ซึ่งในประเด็นของ ชมธรรมาติ เที่ยวชมสัตว์ในป่า หลังจากใน
การชมความงามก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจ คืนที่ซมพลานั้นนอนไม่หลับมีความว้าวุ่น
การชมความงามของธรรมชาติ ตอนที่นาง ใจและตื่ นเต้นที่จะได้ไปเจอกับนางลำหับ
มือซังและนางวังคอน ซึ่งก็อกหักจากซม ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ ดังคำประพันธ์ที่ว่า
พลาและฮเนา เมื่อทั้งสองเป็นทุกข์กันหนัก
มากก็ได้ชวนกันไปเที่ยวชมป่า ชมดอกไม้ ดวงปะยงลงอับลับไศล
เพื่ อที่จะได้รู้สึกดีและผ่อนคลายจากความ อรุณไขขาวกระจ่างกลางเวหา
ทุกข์นั้นได้บ้าง ดังคำประพันธ์ที่ว่า อุไทยส่องแสงทองรองเรืองตา
เลียบเดินตามเนินแนวภูผา ปักษาแซ่ร้องจากรังเรียง
ชมพฤกษาซ้อนซับสลับสี มานุคไพรไขขันสนั่นก้อง
บ้างแดงดำคล้ำเข้มเขียวขจี ดุเหว่าร้องไพเราะห์เสนาะเสียง
ท่วงทีเอนชายหลายกระบวน เรไรหมู่ภู่แมลงหวี่มีสำเนียง
กล้วยไม้ชายผ้าษีดาห้อย เสนาะเพียงขับขานบรรสานพิณ
ช้องนางย้อยยวนอารมณ์เมื่ อลมหวน
เขี้ยวกระแตกลิ่นตระหลบมาอบอวน จากเรื่องราวและบทประพันธ์ที่ได้ยกมา
ยังเชิญชวนให้สบายคลายกระมล ก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครมีความผูกพัน
ตามซอกผาน่าชมดังพรมลาด กับธรรมชาติเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
เปนดอกดาดแลไปไม่เห็นต้น สิงสาลาสัตว์ หรือพฤกษาป่าไม้ ซึ่งนับ
ล้วนเล็กเล็กหลายเหล่าเข้าแกมปน ได้ว่า เป็นสิ่งที่สวยงามสร้างความหลง
เหมือนอย่างคนปลูกอัดจัดลวดลาย ใหลให้กับตัวละครในเรื่อง รวมถึงเป็นที่
ทั้งสองนางต่างคนค่อยเลือกคัด พึ่งเมื่อยามทุกข์ร้อนใจ ที่หลายคนอาจ
อย่างละดอกได้เปนมัดยังเหลือหลาย จะรู้จักกันในคำว่า "ธรรมชาติบำบัด"
เที่ยวเสาะหาดอกแปลกเดินแยกย้าย
สองโฉมฉายชื่นอารมณ์ชมสำราญ
ชมความงามของสองหนุ่ม ซมพลาและฮเนา วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
เพลิดเพลินในไพรพนา
เ ล่ า เ รื่ อ ง เ ง า ะ ป่ า แ ง่ มุ ม ค ว า ม ง า ม
พู ดถึงความงามของสองหนุ่มใน โดยบทกลอนนี้ เป็นการพรรณนารูป-
เรื่องนั่นก็คือ ซมพลาและฮเนา โดย ร่างของ ซมพลา ชมพลาเป็นเงาะหนุ่ม
บทละครเรื่องเงาะป่าถือเป็นวรรณคดี รูปร่างใหญ่ล่ำสันสมชายมีกำลังมาก
ไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่กล่าวถึง แข็งแรงและกล้าหาญ มีความสามารถ
ชนเผ่าเงาะและตัวละครทุกตัวในเรื่อง ในการล่าสัตว์ และอีกหนึ่งตัวละครเอก
สร้างขึ้นอย่างสมจริง ทั้งรูปร่างหน้าตา ฝ่ายชายที่มีความสง่างามไม่แพ้กันที่มี
การแต่งกาย และวิถีชีวิตอีกหลายอย่าง การพรรณนาถึง นั่นก็คือ ฮเนา โดยบท
และในเรื่องมีการพรรณนาถึงรูปร่าง พรรณนาถึงรูปร่างของฮเนา ทำให้เรา
หน้าตาของตัวละครเอกฝ่ายชายของเรา ได้รู้ถึงรูปร่างของฮเนา ฮเนาเป็นเงาะที่
นั่นคือ ซมพลา และ ฮเนา ดังบทกลอน รูปร่างงดงามเห็นจากตอนที่จะเข้าพิธี
ที่ว่า แต่งงานกับนางลำหับทะนงตน ฮเนา
รู้ตัวว่าตนเองเป็นที่สนใจของสาวเงาะ
มาจะกล่าวบทไป จึงค่อนข้างที่จะทะนงตน ดังบทกลอน
ถึงเงาะดอลซมพลาเป็นหนุ่มใหญ่ ที่ว่า
มีกำลังวังชาว่องไว ผ้าห้อยปล่อยกระจาย
ขึ้นต้นไม้แกล้วกล้าเหมือนวานร แต่ใจชายยังริ้วริ้ว
หกคะเมนเอนหงายกายห้อยโหน
โจมกระโจนร่ายไม้ไม่หยุดหย่อน นุ่งโมรีสีแดงฉูดฉาด
ขาวม้าเขียวคาดเข้าไว้ออกติ้ว
ล่ำสันสมชายทั้งกายกร
เหมือนภมรหมุนคว้างกลางมรคา ลมพัดสบัดต้องฟ้องปลิว
หญิงฤๅจะไม่ลิ่วติดคิ้วพรู
อกไหล่ผายผงาด
องอาจไม่มีใครคู่
วาดแขนกรีดกรายซ้ายขวา
ทั้งปากทั้งตาเป็นเชิงเจ้าชู้
หนุ่มหนุ่มด้วยกันไม่ขันสู้
ลาหลีกลู่หลบละลาน
ชมความงามของนางลำหับ วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
เพลิดเพลินในไพรพนา
เ ล่ า เ รื่ อ ง เ ง า ะ ป่ า แ ง่ มุ ม ค ว า ม ง า ม
นางสำหับ เป็นตัวเอกฝ่ายหญิง มีรูปโฉมงดงามตามรูปแบบของชาวเงาะ ซึ่งความงามของนางลำหับนับ
ว่าไม่ได้มีความงามเหมือนนางวรรณคดีคนอื่น ๆ ผิวพรรณย่อมเปนผิวออกแทน ผมหยิก ไม่ได้ขาวผ่อง
หรือผมตรงสลวย นับว่านางลำหับ เป็นนางวรรณคดีอีกหนึ่งคนที่ผู้แต่งสร้างขึ้น เพื่อเปิดมุมมองความ
งามที่หลากหลาย ไม่จำเจแค่ความงามตามความนิยม แต่สิ่งหนึ่งที่นางลำหับมีเหมือนกับนางในวรรณคดี
คนอื่น ๆ คือนางลำหับมีกริยามารยาทเรียบร้อย ประพฤติดี ยึดมั่นในจารีตประเพณีและความบริสุทธิ์ของ
ผู้หญิง รวมถึงมีน้ำเสียงที่ไพเราะยามขับร้องโดยบทชมโฉมบุคลิกลักษณะของลำหับเห็นได้ชัดที่สุด คือ
ตอนแต่งกายเข้าพิธีแต่งงานกับฮเนา อารมณ์รักของฮเนาที่รู้จักใช้ถ้อยคำชมโฉม ดังบทกลอนที่ว่า
พิศพักตร์เพียงประยงเมื่ อทรงกลด จะเห็นได้ว่านางลำหับมีรูปโฉมที่งดงาม ใบหน้าคล้าย
ลออหมดมิได้มีรอยผีไฝ กับดอกประยงค์ยามแรกแย้ม นัยน์ตาก็ดำขลับลุ่ม
ลึก ริมฝีปากหรือใบหูก็สวยงามติดตา เรือนผมม้วน
เนตรคมขำดำดังเซดสลักใจ ขมวดกันอย่างสม่ำเสมอ ผมแต่ละเส้นมีสีอ่อนดำ
แลวิไลปากหูดูติดตา แวววาว ส่วนรูปร่างก็เหมือนนางกินรีในป่าหิมพานต์
เล็บก็แดงเหมือนกับว่าตั้งใจย้อมสี หน้าอกเต่งตึง
เรือนผมกลมขมวดเสมอสม่ำ เป็นทรง สะโพกผายกำลังพอดี ขาและเท้าล้วนเรียว
เส้นอ่อนดำดูอร่ามงามนักหนา สวย ทุกส่วนของร่างกายนั้นดูนิ่มนวลละมุนไปทั้ง
หมดเมื่อฮเนายิ่งเพ่งพิจารณก็ยิ่งรู้สึกเสน่หา จน
กรกรายคล้ายนางกินรา อยากจะลองสัมผัสนางลำหับ แค่นึกถึงก็รู้สึกอิ่มอก
นขาฝ่าแดงดังแกล้งย้อม อิ่มใจเป็นอย่างมาก พูดแล้วฮเนาก็ยิ้มแย้มพอใจอยู่
อุระรัดครัดเคร่งตูมเต่งตั้ง อย่างนั้น
ตะโพกผายพอกำลังไม่อ้วนผอม
ลำขาบาทาก็เรียวพร้อม
งามละม่อมประมวลสิ้นทั้งอินทรีย์
ชมความงามของสองสาว นางมือซังและนางวังคอน วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
เพลิดเพลินในไพรพนา
เ ล่ า เ รื่ อ ง เ ง า ะ ป่ า แ ง่ มุ ม ค ว า ม ง า ม
มาพูดถึงตัวละครเงาะสาวทั้ง 2 คน คือ นางมือซัง และนางวังคอน
ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมานาน ไปไหนไปกันทำอะไรด้วยกัน ทั้งสอง
มีรูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้น มีผิวดำเงาสวยงาม มีวันหนึ่งในขณะที่ 2
สาวกำลังเล่นกันในป่า อย่างสนุกสนาน ฮเนาก็ไปเห็นและได้แอบชม
ความงามของทั้งสอง ดังตัวบทต่อไปนี้
พิศโฉมประโลมลานสวาดิ
งามปลาดเล็งเล่ห์รูปเลขา
จริตงอนอ้อนแอ้นทั้งกายา
ดังกินรารำร่อนอ่อนเอวองค์
ชิงข้าโยนโอนกายคล้ายโผผิน
ขยับบินเหมือนนกวิหคหงษ์
เสียวสวาดิวายจิตรพิศงวยงง
ตลึงหลงแลนางไม่วางตา
จะเห็นได้ว่า ฮเนา ละสายตา จากมือซังและวังคอนไม่ได้เลย เพราะ
ความสวยงาม แต่นางทั้งสองนั้น ก็ยังไม่สามารถใช้ความสวยนั้น
ให้ ฮเนารักนางทั้งสองได้เพราะ ฮเนานั้นรักนางลำหับ จึงทำให้เรารู้
ว่า ต่อให้เราสวยเราดีขนาดไหน ถ้าเขาไม่รักคือไม่รัก เราก็ต้องรัก
ตัวเองดูแลตัวเองให้ดีที่สุด
กล้วยไม้ หรือ เอื้อง เป็นพืชดอกที่มีความหลากหลาย ช้องนาง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Thunbergia erecta)
มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง สายพันธุ์ของกล้วยไม้ที่ขึ้นและเติบโต เป็นพืชในวงศ์เหงือกปลาหมอ (Acanthaceae) จัด
ในป่าเรียกว่า กล้วยไม้ป่า กล้วยไม้จัดอยุ่ในกลุ่มพืชใบ เป็นพืชล้มลุกหลายฤดูและเป็นพืชท้องถิ่นในแอฟริกา
เลี้ยงเดี่ยว อยู่ในวงศ์ Orchidaceae สามารถแบ่งตาม ตะวันตกและเอเชีย ช้องนาง เป็นไม้พุ่มเล็ก แตกกิ่ง
ลักษณะการเติบโตได้ 2 ชนิด คือ กล้วยไม้อากาศ และ ก้านมาก สูงประมาณ 6 ฟุต ใบคล้ายใบแก้ว ใบมน
กล้วยไม้ดิน เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะ ปลายแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว ออกเป็นคู่ ๆ ตามกิ่ง
ดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุ ดอกเป็นรูปแตร ปลายดอกผายออกเป็น 5 แฉก ใน
การใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความ ดอกตรงกลางมีตาสีเหลือง ดอกสีม่วง และยังมีชนิด
สำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำ ดอกสีขาวเรียกว่าช้องนางขาว ดอกยาวประมาณ 2
รายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูก นิ้ว เป็นไม้ที่ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและในที่ร่มรำไร ช้อง
เลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยง นางเป็นไม้ประดับที่ให้ดอกสีม่วงหรือสีขาวสวยงาม
เนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้วยไม้ เลี้ยงต้นกล้วยไม้จน กระทั่งให้ ตลอดทั้งปี แต่ดอกบอบบาง ถ้าเด็ดจากต้นจะเหี่ยว
ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง เฉาเร็ว ถ้าอยู่กับต้นจะบานได้นานราวสองวัน
เขี้ยวกระแต มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Psilanthus bengalensis (Roem. & Schult) J. Leroy จัดอยู่ใน
วงศ์ RUBIACEAE มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย ลักษณะทั่วไปของเขี้ยวกระแตเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่ง
ก้านสาขาออกเป็นจำนวนมาก มีพื้นผิวขรุขระ แต่กรอบและหักง่าย ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวเรียงตรงข้ามกันเป็น
คู่ๆ มีรูปไข่และปลายใบแหลม มีสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเป็นดอกสีขาวออกดอกตามซอกใบและปลายกิ่ง โคลน
กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 4 กลีบ ดอกจะบานและส่งกลิ่มหอมช่วงกลางคืน สามารถ
ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ผู้คนนิยมปลูกเขี้ยวกระแตไว้บริเวณบ้าน เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่ปลูกได้ทุกที่ มีกลิ่น
หอม มีความสวยงาม และสามารถนำไปไหว้พระแทนดอกไม้อื่นได้
ธาพะนท
บทบาทแห่งอิสตรี
มัทนะพาธา
กระจกสะท้อนสังคม วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
สะท้อศักดนิ์แห่บงสตทรี บาท มัทนะพาธา
มัทนะพาธา
มัทนะพาธาเป็นวรรณคดีประเภทหนึ่งที่
วรรณกรรมที่มีมากกว่าความรัก นอกจากจะมีตัวบทที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและ
เป็นการแสดงความสมารถทางด้านภาษาของกวีแล้ว
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเป็นสื่อในการถ่ายทอดจินตนาการ เจตคติ รวมทั้ง
ความคิดและความเชื่อของกวีต่อสังคม พร้อมทั้งเป็น
มัทนะพาธา เป็นบทละครพูดคำฉันท์ 5 องก์ โดย วรรณคดีที่ทรงคุณค่าในหลาย ๆ ด้าน ทั้งคุณค่าด้าน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ วรรณศิลป์ ด้านวิถีชีวิต ด้านความรัก ด้านความ
ในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระราช ซื่อสัตย์ รวมถึงด้านของสถานภาพและบทบาทของผู้
นิพนธ์ขึ้นทั้งหมดด้วยพระองค์เองโดยไม่ได้อิงเนื้อหามา หญิง ที่เราได้ทำการศึกษาเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาและ
จากที่อื่น ทรงพระราชนิพนธ์ทั้งเริ่มและจบลงในปีพุทศัก คุณค่าของวรรณคดีเรื่อง มัทนะพาธา อย่างลึกซึ้ง
ราช 2466 เล่าเรื่องว่าด้วยตำนานเกี่ยวกับดอกกุหลาบ
และความเจ็บปวดจากความรัก
มัทนะพาธา เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจาก
วรรณคดีสโมสรในด้านเป็นยอดบทละครพูดคำฉันท์ และ
ยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทย
ควรอ่าน ประเภทบันเทิงคดีอีกด้วย
กระจกสะท้อนสังคม วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
บทบาทหน้าที่ของการเป็นลูกที่ปรากฎในวรรณคดี นอกจากนี้ นางมัทนายังมีบทบาทการเป็นลูกใน
เรื่องโดยการปรนนิบัติดูแลผู้มีพระคุณอีกด้วย เช่นใน
เรื่องมัทนะพาธา จะเห็นได้จากตัวละครนางมัทนา ในเรื่อง ตอนที่นางมัทนาถูกสุเทษณ์สาปลงไปเป็นต้นกุหลาบใน
ป่าหิมะวัน เมื่อพระกาละทรรศินมาเห็นทราบว่า ต้น
ความกตัญญูต่อบิดามารดา และการปรนนิบัติดูแลผู้มี กุหลาบนั้นเป็นนางมัทนา จึงขุดต้นกุหลาบไปปลูกไว้
ใกล้อาศรมและดูแลดังเช่นลูกของตนเอง และในคืนวัน
พระคุณ ดังเช่น ความตัญญูของนางมัทนาต่อพระบิดใน เพ็ญนางมัทนาก็จะทำหน้าที่ลูกที่ดีด้วยการปรนนิบัติ
พระกาละทรรศิน เช่น การทำอาหาร ดังความว่า
ตอนที่มายาวิน กล่าวถึงอดีตชาติของนางมัทนาและสุ
เทษณ์ว่า เมื่อครั้งนั้นสุเทษณ์ยกทัพไปตีเมืองของท้าวสุ
ราษฎร์ บิดาของนางมัทนา จนแตกย่อยยับแล้วรับสั่งให้
ประหารชีวิตท้าวสุราษฎร์ แต่หากนางมัทนายอมเป็น
บาทบริจาริกาของพระองค์ก็จะงดโทษให้ นางจึงยินยอม ...ธิดาช่างบำเรอจิต บิดาให้ฤดีเย็น
ประดิษฐ์โภชนาเช่น บเคยลิ้ม ณ ก่อนกาล
ถวายตัวไถ่โทษให้พระบิดา ดังความว่า จะกินเค็มฤกินมัน ก็พลันสมมะโนมาลย์
จะชอบเปรี้ยวฤชอบหวาน ก็ปรุงรสบผิดใจ...
...แต่หากธิดามา และประนอมมโนฉันท์
ยอมเป็นวะธูบาท บริจาริกานันท์
ไถโทษะชีวัน ก็จะงดพระอาญา
ฝ่ายนางก็ยอมตาม วรราชะบัญชา สถานภาพและบทบาทของการเป็นลูกที่ดีดังเช่น
นางมัทนาที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการแสดงถึง
พ่อรอดพระชนมา ก็เพราะลูกสิภักดี บทบาทหน้าที่ของลูกผู้หญิงที่ดีที่ควรพึงปฏิบัติต่อ
บุพการีและผู้มีพระคุณ
...ครั้งนี้แหละสุดแสน จะประดักประเดิดนัก
เพราะว่าบิดารัก จะบรอดพระชนมา
จึ่งยอมถวายตัว และก็ไถ่พระโทษา
ขององค์ชนกนา- ถะบต้องมลายชนม์
จากความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความกตัญญู
ของนางมัทนาที่มีต่อพระบิดา ซึ่งแสดงให้เห็นถึง
บทบาทของความเป็นลูกที่ดีที่ยอมสละตัวเพื่อไถ่โทษให้
พระบิดา แม้จะกระทำด้วยความจำใจก็ตาม แต่นางก็
ยอมแลกทุกอย่างได้เพราะความรักและความกตัญญู
ของผู้เป็นลูก
กระจกสะท้อนสังคม วรรณคดีสมัยรัตนโกสิทร์ตอนกลาง
บทบาทหน้าที่ของการเป็นภรรยาที่ปรากฎใน ถ้าสุเทษณ์จะให้นางไปเป็นบาทบริจาริกานั้น เกรงว่าจะ
วรรณคดีเรื่องมัทนะพาธา จะเห็นได้จากตัวละครนาง ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะหญิงนั้นถ้ามีสามี 2 คน
มัทนา ในเรื่องความจงรักภักดีต่อสามีการปรนนิบัติ ใครเขาจะชื่นชม นางมัทนาจึงขอรักษาความซื่อสัตย์ใน
ดูแลสามี และความซื่อสัตย์ในความรักที่มีต่อสามี ดัง ความรักที่มีต่อสามีและธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามไว้ต่อ
เช่น ความจงรักภักดีต่อสามีของนางมัทนาที่ปรากฏใน ไป ดังความว่า
ตอนที่ท้าวชัยเสนและนางมัทนากระทำพิธีอภิเษกสมรส
กัน และได้มีการกล่าวคำปฏิญาณต่อกัน โดยนางมัทนา อันจะทรงพระกรุณา ณข้าฉะนั้น,
ก็ให้คำปฏิญาณว่า นางจะมอบดวงใจถวายแด่ท้าวชัย เป็นพระคุณดนุจะพรร- ณะนาบได้;
เสน เพื่อเป็นภรรยาที่ดีและจะจงรักภักดีต่อพระองค์ หากจะมีวิถิถนัด บขัดหทัย,
ตลอดไป ดังความว่า ทั้งจะใช้ณธุระใด บมีระอา,
แต่จะโปรดดนุและให้ คระไลนภา
ข้ามะทะนา วนิดายอม มอบฤดิน้อม ณพระทรงชัย เป็นพระบาทะบริจา- ริกาฉะนี้
เป็นวระราช มหิษีใฝ่ ภักดิณไท้ บมิลดลา. เกรงจะผิดพระนิติธรร- มะอันนะรี
เสพย์กะสองบุรุษะมี ฤใครจะชม
บทบาทหน้าที่ของการเ"ป็นภรรยาที่ดีของนางมัทนา ฐะเดชอุดม
ในเรื่องการปรนนิบัติดูแลสา
มี ยังปรากฎในตอนที่ท้าว อันพระองค์อะมระเศรษ ยะนาริทราม
ชัยเสกับนางมัทนาประทับอยู่บนพลับพลา และท้าวชัย จึ่งมิควรจะอภิรม ดำรง ณ ความ
เสนก็กล่าวว่านางเป็นผู้ที่ทำให้พระองค์มีความสุขนาง ข้าทำนูลวะจะนะตรง นะเทวะไท
มัทนาจึงกล่าวตอบว่า สิ่งที่นางปรนนิบัติต่อท้าวชัยเสน สัตยะธรรมะคะติงาม
นั้นยังน้อยเกินไป นางนั้นยินดีที่จะปรนนิบัติให้ดีขึ้นกว่านี้
เพื่อให้ท้าวชัยเสนมีความสุข ดังความว่า สถานภาพและบทบาทของการเป็นภรรยาที่ได้
กล่าวมาข้างต้นนั้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของ
อ้าทูลกระหม่อมปียะมหา สุระราชะสามีบ การเป็นภรรยาที่พึงปฏิบัติต่อสามีของตนเอง
ข้าบาทบำเรอพระบทะศรี ละก็ยังมิเพียงพอ สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงที่ปรากฏในวรรณคดี
อยากมีกำลังพิริยะอีก พละไซร้จะได้ก่อ เรื่องมัทนะพาธา ทั้งสถานภาพและบทบาทของการเป็น
การอื่นบำเรอพระบทะต่อ บมิให้ระคายเคือง ลูก และสถานภาพและบทบาทของการเป็นภรรยาของ
นางมัทนาแสดงให้เห็นว่านางมัทนาพยายามนำเสนอ
นอกจากนี้ ยังปรากฎบทบาทหน้าที่ของการเป็น บทบาทสำคัญของลูกและภรรยาที่ควรมีคือ การเป็นลูก
ภรรยาของนางมัทนาในเรื่องความซื่อสัตย์ในความรักที่ ที่กตัญญูต่อบิดามารดา และการเป็นภรรยาที่ชื่อสัตย์
มีต่อสามี ดังปรากฎในตอนที่นางมัทนาทำพิธีบวงสรวง ต่อสามี โดยสะท้อนให้เห็นว่า ผู้หญิงที่ดีนั้นจะต้องทำ
บูชาเพื่อขอให้สุเทษณ์เสด็จลงมา เมื่อสุเทษณ์เสด็จลงมา หน้าที่และบทบาทของตนเองให้เหมาะสมกับสถานภาพที่
แล้วก็ได้กล่าวว่าจะให้นางมัทนาไปเป็นบาทบริจาริกา เป็นอยู่ตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้
ของพระองค์ แต่นางมัทนาได้ปฏิเสธและกล่าวว่า
เอกสารอ้างอิง
กิตติพงษ์ วงศ์ทิพย์. (2562). พระอภัยมณีตอนพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร: การ
เปรียบเทียบ การดัดแปลงเนื้อหาและตัวละคร ของวรรณคดีฉบับการ์ตูนกับ
วรรณคดีในหนังสือเรียน วรรณคดีวิจักษ์. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2564,
จากHTTPS://SO03.TCITHAIJO.ORE/INDEX.PHP/JHUMANS/
ARTICLE/DOWNLOAD/186552/131095/
ธวัชชัย ดุลยสุจริต,อ่านมาแล้วเล่า 'ศึกผีเดือดในเรื่องพระลอ',เขียนเมื่อ 24 พฤศจิกายน
2551, ค้นวันที่ 25 สิงหาคม 2564 จาก HTTPS://WWW.GOTOKNOW.ORG
/POSTS/148770
บางเบา ธีม.การทำเสน่ห์,เขียนเมื่อ วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2563, ค้นหาวันที่ 25 สิงหาคม
2564 จาก HTTPS://PHRALAW.BLOGSPOT.COM/2020/03/BLOG-POST
43.HTM
พัดทอส. (1). ความน่าสนใจในพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่า. วรรณวิทัศน์, 3, 31-50.
HTTPS://DOI.ORG/10.14456/VANNAVIDAS.2003.2
มะกอกน้อย, บทที่สี่: ยาเสน่ห์ในลิลิตพระลอ. HTTPS://MAYAKARN.WORDPRESS.
COM. 2017. ค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2564 แหล่งที่มา :
HTTPS://MAYAKARN.WORDPRESS.COM/2017/03/21
วชิรญาณ. (2507). พระอภัยมณี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2564, จาก HTTPS://
VAJIRAYANA.ORG
วชิรญาณ. (2555). ไตรภูมิกถาฉบับถอดความ. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2564, จาก HTTPS://
VAJIRAYANA.ORG
วชิรญาณ. (2456). เงาะป่า. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2564, จาก HTTPS://VAJIRAYANA.
ORG.
วิกิพีเดีย. (2564). กล้วยไม้. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2564, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/กล้วยไม้
วิกิพีเดีย. (2564). ช้องนาง. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2564, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ช้องนาง
สวีสอง. (2556). เขี้ยวกระแตไม้ดอกหอม. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2564, จาก
https://www.komchadluek.net/news/158435
สุวดี ภู่ประดิษฐ์, และสุมาลี วีระวงศ์. (2388). พระอภัยมณี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน
2564,จาก HTTPS://WWW.SAC.OR.TH/DATABASES/THAILITDIR
/DETAIL.PHP?META ID=170
อรวีร์ พุฒินาถ. (2556). การวิเคราะห์ละครเรื่องเงาะป่า. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2564 จาก
HTTPS://WWW.GOTOKNOW.ORG
คณะลายวิพากษ์
ผู้จัดทำ
นางสาวจิรภิญญา คงเจริญ รหัสนักศึกษา 633080173-0 เลขที่ 3
เลขที่ 7
นายภูริกุลกฤษณะ มาสาลีทวีโชติ รหัสนักศึกษา 633080181-1 เลขที่ 9
เลขที่ 11
นางสาวลัดดาวรรณ คาดสนิท รหัสนักศึกษา 633080184-5 เลขที่ 15
เลขที่ 21
นางสาวศศิมา เพ็ชรจันศรี รหัสนักศึกษา 633080197-9
นายเชษฐา อำภาคำ รหัสนักศึกษา 633080486-9
นางสาวพรนภา พิมพ์พงษ์ต้อน รหัสนักศึกษา 633080499-0
perspective from
literature