แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช หน้า : 23 หน้า แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเลขที่ : WI – NUR – ORT - 005 ทบทวน : ทุกปี เรื่อง : แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกข้อสะโพกหัก วันบังคับใช้: 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566 วันที่ปรับปรุง : 24 มกราคม พ.ศ. 2566 แผนก : กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ แผนกที่เกี่ยวข้อง : หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย , หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกหญิง , หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูก ผู้จัดทำ : (นางสุภาวดี อินทร์สวรรค์) ผู้รับผิดชอบ ( นางสายฝน มุสิกาสวัสดิ์ ) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ ผู้อนุมัติ ( นางมารยาท รัตนประทีป ) หัวหน้าพยาบาล
แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก กระดูกสะโพกหรือข้อสะโพก มีลักษณะเป็นข้อที่มีลักษณะเป็น Ball and Socket ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายเป็นประเภท Synovial หรือ Diarthrodial joint ประกอบด้วยหัวกระดูกต้นขา(Femoral head) และเบ้าสะโพก (Acetabulum) อยู่ภายในกระดูกเชิงกรานพื้นผิวของกระดูกทั้ง 2 ด้านจะถูกปกคลุมด้วยกระดูกอ่อน ซึ่งกระดูกอ่อนที่ปกคลุมหัวกระดูกต้นขาจะหนาที่ส่วนยอดและบางลงมาจนถึงขอบส่วนยอดของหัวกระดูกต้นขาทำหน้าที่เป็นข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกราน(Pelvis)และ กระดูกต้นขา ทำหน้าที่งอ เหยียดในเวลานั่ง เดิน ยืนหรือนอน ทำหน้าที่รับน้ำหนักในทุกอิริยาบถของร่างกาย 1. วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการประเมิน วางแผน ดูแลตามปัญหาและความต้องการ ตั้งแต่แรกรับจนจำหน่ายและทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2.เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น และได้รับการแก้ไขได้ทันเวลาไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ 3.เพื่อให้ครอบครัวเข้าใจถึงการดูแลรักษา ติดตามปัญหา ตั้งแต่แรกรับจนจำหน่ายและทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้ 4. เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติการพยาบาลสำหรับการพัฒนาระบบบริการพยาบาล ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 2. ขอบเขต ระเบียบปฏิบัติที่ใช้กับผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชตั้งแต่แรกจนถึงวันจำหน่าย 3. นิยามศัพท์ กระดูกสะโพกหัก เป็นอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการหกล้มเนื่องจากผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมลงของระบบต่างๆ โดยเฉพาะกระดูกที่บางลงและมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ทำให้โครงสร้างของร่างกายไม่แข็งแรง มีความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักได้ง่าย
ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสะโพกหมายถึงผู้ป่วยสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกมี 4 แบบ 1. Dynamic hip screw (DHS) การผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กชนิดมีสกรูร่วมด้วย 2. Proximal femeral nail antirotation (PFNA) เป็นการผ่าตัดใส่แท่งเหล็กชนิดมีสกรูร่วมด้วยโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลผ่าตัดตรงรอยหักเป็น Closed nailing technique 3. Bipolar hemiarthroplastyเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเอาเฉพาะส่วนหัวของกระดูกต้นขา (femur) ออกโดยไม่ต้องเปลี่ยนเบ้าสะโพก (Acetabulum) แล้วใส่ข้อเทียมเฉพาะส่วนที่เป็นหัวกระดูกและส่วนก้านเท่านั้น 4. Total hip replacement หรือ Total hip arthroplasty(THA) เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนทั้งส่วนหัวของกระดูกต้นขาและเบ้าสะโพก 5. การพยาบาล คือ การกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือประกอบด้วย 5.1 การประเมินภาวะสุขภาพ Health Assessments 5.2 การวินิจฉัยการพยาบาล Nursing Process 5.3 การวางแผนการพยาบาล Nursing Plan 5.4 การปฏิบัติการพยาบาล Implement 5.5 การประเมินการพยาบาล Evaluation 4. เอกสารอ้างอิง Reference กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.(2561).แนวทางการพัฒนาระบบบริการพยาบาล:Service plan.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์สื่อตะวันจำกัด. จิตติมา บุญเกิด.(2561) การหกล้มในผู้สูงอายุการป้องกันและดูแลรักษาทางเวชศาสตร์ครอบครัว.กรุงเทพฯ:สหมิตรพัฒนาการพิมพ์ (1992) จำกัด. จิตติมา เอกวิโรจนสกุล.(2562).การป้องกันกระดูกหักซ้ำในผู้ป่วยสูงอายุที่เคยกระดูกหักในโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 สุพรรณบุรี.วารสารแพทย์เขต 4-5 ,38 (1), 39-49 วิจิตรา กุสุมภ์และคณะ. (2556) กระบวนการพยาบาลและข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล : การนำไปใช้คลินิก.กรุงเทพฯ.: บพิธการพิมพ์จำกัด. อรพรรณ โตสิงห์. (2559). การพยาบาลผู้ป่วยทางออร์โธปิดิกส์.กรุงเทพฯ:โครงการตำราคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
5. หน้าที่ความรับผิดชอบ 1. พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติตามแนวทางและวางแผนการพยาบาลดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้อย่างถูกต้องไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน 2. พนักงานช่วยเหลือคนไข้ สามารถร่วมช่วยเหลือหรือฟื้นฟูได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 6. เป้าหมาย 1. ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้รับการดูแลตามมาตรฐานแนวทางการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 2. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้ถูกต้อง 7. ตัวชี้วัดตัวชี้วัด ตัวชี้วัดย่อย เป้าหมาย 1.ความปลอดภัยของผู้ป่วย 1 อัตราการปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 2 อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นแผลกดทับ ร้อยละ 100 น้อยกว่าร้อยละ....3.... 2.การบรรเทาจากความทุกข์ทรมาน 1 อัตราการประเมินและได้รับการบรรเทาความเจ็บป่วยเมื่อPain Score ≥ 4 มากกว่าร้อยละ 80 3.การได้รับข้อมูลและการเรียนรู้ 1 ร้อยละของผู้ป่วยหรือญาติได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 2 ร้อยละของผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมเมื่อจำหน่าย ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 4.ความสามารถในการดูแลตนเอง 1 อัตรา Failed Plate ของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 2 อัตราการเกิด Infection Would ของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก น้อยกว่าร้อยละ....... อุบัติการณ์การเกิดเท่ากับ 0 5.อัตราส่วนและความพึงพอใจ 1 อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ มากกว่าร้อยละ 85
แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ระยะแรกรับ พยาบาลวิชาชีพประเมินสภาพ ผู้ป่วยแรกรับ ตามความรุนแรงของ ผู้ป่วยครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ประเมินสภาพร่างกายและเตรียม ความพร้อมทั้งด้านร่างกายและ จิตใจผู้ป่วย 1.1 ประเมินปัญหาและความ ต้องการของผู้ป่วยเบื้องต้นทันทีที่ มาถึงหอผู้ป่วยบนพื้นฐานของ สัมพันธภาพอันดี 1.2 ประเมินความรุนแรง ความ เร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา และ ตัดสินใจให้การพยาบาลเพื่อ บรรเทาความรุนแรงของปัญหา ทันที 1.3 รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ 1. ไม่สุขสบายเนื่องจากปวด สะโพกจากกระดูกสะโพกหัก เพื่อให้ผู้ป่วยสุขสบาย ทุเลาอาการปวดสะโพก 1. ประเมินความเจ็บปวด โดยประเมินPain score visual analog scale และแบบ numeric rating scaleโดยมี คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 10 ซึ่งมีความหมายดังนี้ 0 คะแนน หมายถึง ไม่มีความเจ็บปวด 5 คะแนน หมายถึง มีความ เจ็บปวดในระดับปานกลาง และ 10 คะแนน หมายถึง มี ความเจ็บปวดมาก ประเมินจากการสังเกต และซักถาม รวมทั้งให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา โดยพยาบาลต้อง บันทึกชนิดยาที่ได้รับ ขนาด ปริมาณที่ได้รับ ประเมิน ระดับความง่วงซึมของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง 2. ดูแลจัดท่านอน ให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบาย 3. ดูแลการดึง Skin tractionตามแผนการรักษาของ แพทย์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสุขสบาย ทุเลาอาการปวด สะโพก pain score น้อยกว่า 3
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ความเจ็บป่วย การตรวจร่างกายผล การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และ การประเมินทางการพยาบาลให้ เสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมง หลังรับ ผู้ป่วยใหม่ 1.4 รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อใช้ ในการวางแผนจำหน่าย เช่น การ รับรู้ต่อความเจ็บป่วย ภาวะ สุขภาพ ความเชื่อ เศรษฐานะ แหล่งประโยชน์สุขภาพ เป็นต้น - Counter traction คือ แรงต้านทานทิศทางตรงข้ามกับ แรงดิ่งที่เข้า Traction ไว้ โดยตัวของผู้ป่วยจะต้องไม่ เคลื่อนมาชิดปลายเตียง - Friction คือ แรงเสียดทาน จะทำให้ประสิทธิภาพของ Traction ลดลง จะต้องดูแลให้ปุ่มเชือกอยู่บนลูกลอก น้ำหนักไม่แตะขอบเตียง - Line of pull คือ แนวดึงต้องผ่านตำแหน่งที่มี กระดูกหัก เชือกที่ใช้ถ่วงน้ำหนัก ต้องแขวนลอยอิสระ - Continuous คือ จะต้องดึงตลอดเวลา ไม่ควรเอา น้ำหนักที่ถ่วงออก - Position คือ ให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้เท่าที่จำเป็นและ เป็นไปตามแนวของ Traction 2. ดูแลติดตามประเมินผลอาการปวดภายหลังการให้ยา ระงับปวด โดยยาระงับปวดที่ให้ด้วยการฉีดเข้าทางหลอด เลือดดำ ติดตามอาการปวดภายหลังได้รับยา 15 นาที ยา ระงับปวดที่ให้นอกจากนั้นพยาบาลควรติดตามและสังเกต ปฏิกิริยาภูมิแพ้ ได้แก่อาการ ผื่น คัน บวม หายใจลำบาก เมื่อพบอาการดังกล่าวต้องรายงานให้แพทย์ทราบทันที
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 2. วิตกกังวลเนื่องจากขาด ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตน เมื่อเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล ข้อมูลสนับสนุน - ผู้ ป่ ว ย แ ล ะ ญ า ติ ถ า ม ถึ ง แผนการรักษาและการปฏิบัติ ตนขณะอยู่โรงพยาบาล - สีหน้ามีความกังวล เพื่อให้ผู้ป่วยคลายความ วิตกกังวล 1. สร้างสัมพันธภาพโดยการเข้าไปคุยซักถามและเปิด โอกาสให้ระบายความรู้สึกที่ทำให้ไม่สบายใจและรับฟัง อย่างตั้งใจ ให้เวลารับฟังปัญหาและเปิดโอกาสให้ซักถาม ปัญหาข้อสงสัยและตอบคำถามของผู้ป่วย 2. ประเมินภาวะความวิตกกังวลของผู้ป่วยจากสีหน้า ท่าทางและคำบอกเล่า 3. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ป่วยวิตกกังวลพร้อมเปิดโอกาส ให้ผู้ป่วยซักถามปัญหาจนเข้าใจและให้กำลังใจพูดคุยอย่าง เป็นกันเอง สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยและแนะนำให้พูดคุย กับผู้ป่วยกลุ่มเดียวกัน 4. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบข้อปฏิบัติของ โรงพยาบาลขณะอยู่โรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติ เข้าใจและคลายความกังวล 5. อธิบายถึงโรคสาเหตุแนวทางการรักษาผ่าตัด/ไม่ผ่าตัด ผู้ป่วยคลายความกังวล นอนหลับ พักผ่อนได้
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ระยะดูแลต่อเนื่อง 1.5 ประเมินความสามารถในการ เคลื่อนไหว การปฏิบัติกิจวัตร ประจำวัน โดยการสอบถาม สังเกต การทำหน้าที่ของอวัยวะสำคัญ เช่น การใช้มือ การลุกนั่ง รวมทั้งความ เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 1.6 ประเมินภาวะแทรกซ้อนที่อาจ เกิดขึ้นจากการนอนนาน เช่น การเกิดแผลกดทับ กล้ามเนื้อลีบ 3. ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติ กิจวัตรประจำวันเนื่องจากการ เคลื่อนไหวผิดปกติจากภาวะ กระดูกสะโพกหัก - ต้องการความช่วยเหลือ แบบทดแทนบางส่วน 4. เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น จากการนอนนาน เช่น การ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วย สามารถปฏิบัติกิจวัตร ประจำวันได้ตาม ความสามารถ เพื่ อ ไม่ ให้ เกิ ด ภ า ว ะ แทรกซ้อนจากการนอน นานเช่น แผลกดทับ 1. จัดเตียงให้เหมาะสมกับผู้ป่วยรวมทั้งตรวจสอบความ สมบูรณ์ ความพร้อมของเตียง ยกราวกั้นเตียงขึ้นทุกครั้ง ภายหลังให้การพยาบาล เพื่อป้องกันการตกเตียง 2. จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น แก้วน้ำ ขวดน้ำ ยาสีฟัน และแปรงสีฟันไว้ใกล้เพื่อสะดวก ในการใช้สอย 3. ดูแลให้ได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเกี่ยวกับการทำความ สะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร การขับถ่าย โดย ให้ความช่วยเหลือในส่วนที่ผู้ป่วย ไม่สามารถปฏิบัติได้เอง 4. กระตุ้นให้ผู้ป่วยปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเท่าที่จะ สามารถปฏิบัติได้ 5. ให้กำลังใจและให้คำชมเชยผู้ป่วยเมื่อผู้ป่วยสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง การป้องกันการเกิดแผลกดทับ 1. ประเมินลักษณะของผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับ ว่ามีรอยแดง รอยถลอก มีแผลหรือมีการหลุดหลุด ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตร ประจำวันได้ตามความสามารถ ผู้ป่วยไม่เกิดแผลกดทับ กล้ามเนื้อ ลีบ หรือข้อยึดติด
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ข้อยึดติด การติดเชื้อใน ระบบ ทางเดินปัสสาวะ และ Hypostatic Pneumonia เกิดแผลกดทับ /เช่นกล้ามเนื้อ ลีบ/ ข้อยึดติด กล้ามเนื้อลีบ/ ข้ อ ยึ ด ติ ด /ติ ด เชื้ อ ใน ระบบทางเดินปัสสาวะ ของผิวหนัง โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูกทุกส่วน 2. ดูแลความสะอาดของผิวหนัง โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณ หลังและก้นกบให้แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ 3. ดูแลให้สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ผ้าปู ที่นอนสะอาดและ ผ้าปูให้เรียบตึง ไม่ควรให้ผิวหนังสัมผัสกับผ้ายางโดยตรง ป้องกันการอับชื้น และป้องกันการเสียดสี 4. ลดแรงกดทับที่บริเวณปุ่มกระดูกต่าง ๆ โดยการกระตุ้น ให้ขยับตัว ยกก้นลอยให้พ้นจากพื้นเตียงหรือช่วยพลิก ตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง 5. ใช้ที่นอนโฟมปูรองนอน เพื่อลดแรงดันที่ผิวหนัง ส่วนต่าง ๆ 6. กระตุ้นให้ผู้ป่วยออกกำลังกายบนเตียงในอวัยวะส่วนที่ ไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวไม่เกิด การกดทับตลอดเวลา การป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อลีบ ข้อยึดติด 1. กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วย ตัวเองเท่าที่จะสามารถปฏิบัติการ
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 2. แนะนำและกระตุ้นให้ออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขา ข้อ สะโพก (ข้างที่ไม่หัก) และข้อเท้า เพื่อให้กล้ามเนื้อ มีการหด คลายตัว เพิ่ม Muscle Tone และความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อ ข้อต่าง ๆ ได้มีการเคลื่อนไหว ซึ่งมี วิธีการปฏิบัติ ดังนี้ - การออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps Setting Exercise) คือ การเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาโดยข้อไม่มีการ เคลื่อนไหว เพื่อให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง สามารถรับ น้ำหนักตัวได้ เมื่อเริ่มหัดเดินและยืน - การออกกำลังข้อสะโพก คือ การยกขาขึ้นแรง ๆ (Straight Leg Raising Exercise) ขณะเดียวกันก็เกร็ง กล้ามเนื้อต้นขาไว้ด้วย เป็นการป้องกันการงอของข้อ สะโพกและทำให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง - การออกกำลังข้อเท้า คือ การให้ผู้ป่วยกระดกข้อเท้าขึ้น ปล่อยข้อเท้าลง หมุนข้อเท้าเข้าด้านใจ และหมุนข้อเท้า ออกด้านนอก เป็นการป้องกันข้อเท้าตก ซึ่งจะทำให้เดิน ไม่ได้
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ระยะก่อนผ่าตัด 1. ประเมินความรู้ ความพร้อมด้าน ร่างกายก่อนผ่าตัด 2. ประเมินความรู้ผู้ดูแล/ ญาติ 5. เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบ ทางเดินปัสสาวะ 6. ญาติและผู้ป่วยขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลผู้ป่วย ก่อนและหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันการเกิดการ ติดเชื้อในระบบทางเดิน ปัสสาวะ - เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับ การผ่าตัด การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 1. ดูแลให้ผู้ป่วยไม่กลั้นปัสสาวะไว้ ควรถ่ายปัสสาวะทุก 4- 6 ชั่วโมง 2. กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ วันละ 1,500 - 2,000 มล. ประเมิน 6-8 แก้ว/วัน 3. รักษาความสะอาดของอวัยสืบพันธุ์ ป้องกันการติดเชื้อ ในระบบทางเดินปัสสาวะ 4. สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพและประเมินอาการไข้ 5. สังเกตอาการปัสสาวะแสบขัด กระปริบกะปรอย ขุ่น มี กลิ่นเหม็น 6. เก็บปัสสาวะส่งตรวจตามแผนการรักษา รายงานแพทย์ เพื่อมีอาการผิดปกติ 1. ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับการผ่าตัด - พยาธิสภาพของโรค การผ่าตัด การใช้ยาระงับความรู้สึก 2. เตรียมความสะอาดร่างกายทั่วไป 3. งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนวันผ่าตัด ผู้ป่วยไม่เกิดการติดเชื้อระบบ ทางเดินปัสสาวะปัสสาวะสีเหลือง ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสิ่งคัดหลั่ง ผู้ป่วยรับทราบแผนการรักษาและ สามารถปฏิบัติตัวก่อนและหลัง ผ่าตัดได้ถูกต้อง ตามเกณฑ์การ ประเมินร้อยละ 80
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ดูแลให้ได้รับสารน้ำและ/หรือ ยา ก่อนการผ่าตัด 4. สอนการบริหารร่างกายและการดูแลตนเองหลังผ่าตัด เพื่อการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพเช่น - การออกกำลังกายกล้ามเนื้อขาทั้ง 2 ข้าง ให้แข็งแรง เพื่อให้การเดินหลังผ่าตัดดีขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว โดยการ เหยียดขาตรง เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา กระดูกขาทั้ง 2 ข้างขึ้นลงได้บ่อย ๆ ทำท่าละ 10 ครั้ง ควรบริหารครั้งละ 10 - 15 นาที - แนะนำการฝึกให้ผู้ป่วยหายใจเข้าลึก ๆ และการไออย่าง มีประสิทธิภาพ 5. ตรวจสอบความพร้อมในเรื่อง - การรับรู้และการยอมรับในการผ่าตัด พร้อมทั้งเซ็นต์ เอกสารการยินยอมผ่าตัด - เตรียมผลการตรวจห้องปฏิบัติการ Film, X-ray, (EKG กรณีอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีโรคประจำตัว) และจอง เลือดตามแผนการรักษา - อุปกรณ์และยาที่ต้องเตรียมไปห้องผ่าตัด
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ระยะหลังผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด 1. ประเมินอาการจากการได้รับ การดมยาสลบ/ยาระงับความรู้สึก ทางไขสันหลัง - ระดับความรู้สึกตัว - สัญญาณชีพ 7. เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับ ยาระงับความรู้สึก - เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับดูแล เฝ้าระวังจาก ภาวะแทรกซ้อนในการ ดมยาระงับความรู้สึก -กรณีมีโรคร่วมต้องส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางประเมิน ความเสี่ยงในการทำผ่าตัด 1. จัดให้ผู้ป่วยนอนราบหนุนขาหมอน 1 ใบ ตะแคงหน้า เพื่อป้องกันการสำลัก ในกรณีได้รับยา ระงับความรู้สึกในท่านอนราบ 8 - 12 ชั่วโมง 2. ประเมินและบันทึกสัญญาณชีพตามมาตรฐานการดูแล หลังผ่าตัด 3. ประเมินsedative score รายงานแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วย มะดับความรู้สึกตัว สัญญาณชีพเมื่อเปลี่ยนแปลง 4. สังเกตผู้ป่วยหากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงงศีรษะ หรือถ้ามีอาเจียน ดูแลให้บ้วนปากให้สะอาด ป้องกันการ สำลักลงสู่ปอด 5. สังเกตภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยาระงับความรู้สึก - ประเมินกำลังกล้ามเนื้อและความรู้สึกทั้ง 2 ขา - การขับถ่ายปัสสาวะภายใน 6 - 8 ชั่วโมงหลัง การผ่าตัด - อาการคัน ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ปลอดภัยและไม่ เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับ ยาระงับความรู้สึกตามเกณฑ์การ ประเมินร้อยละ 80
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 2. ประเมินการเสียเลือด/ภาวะ Shock - การเสียเลือด/จำนวนเลือด - สัญญาณชีพ 8. เสี่ยงต่อภาวะเสียเลือด/ ภาวะ Shock จากการผ่าตัด กระดูกสะโพกหัก - เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน ก ารเสี ย เลื อ ด/ภ าว ะ Shock 6. ให้การพยาบาลตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยา ระงับความรู้สึก ทั่วไป ยาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วน 1. ประเมินและบันทึกสัญญาณชีพตามมาตรฐานการดูแล หลังผ่าตัด 2. ดูแลขวดระบายเลือดให้เป็นระบบสุญญากาศ (Close System) 3. สังเกตอาการผิดปกติจากการเสียเลือดหลังผ่าตัดและ จดบันทึกจำนวนเลือดที่ออกจากท่อระบายเลือด ถ้า มากกว่า 200 มล./ชั่วโมงหรือเกิดactive bleedingให้ รายงานแพทย์ 4. ติดตามประเมินภาวะซีด เจาะ Hctตามแผนการรักษา และรายงานแพทย์เมื่อ Hctต่ำกว่า 30% 5. ประเมินระดับความรู้สึกตัวและอาการที่บ่งชี้ภาวะ shock เช่น ซึม ซีด เหงื่ออกตัวเย็น 6. ถ้ามีการเสียเลือดดูแลให้เลือดหรือส่วนประกอบของ เลือดตามแผนการรักษา ไม่เกิดภาวะshock Hct ≥ 30 %
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 3. ประเมินระบบทางเดินหายใจ 9. เสี่ยงต่อการเกิด Pulmonary Embolism - เพื่อเฝ้าระวัง /ประเมิน Pulmonary Embolism 7. สั งเกต อ าก ารข้ างเคี ยงจาก การให้ เลื อ ด ห รือ ส่วนประกอบของเลือดเช่น มีไข้ หนาวสั่น จุดเลือดออก ตามตัว ปัสสาวะเป็นเลือด 8. ติดตามผลเลือดซึ่ง HCT ควร ≥ 30 % 1. ประเมินการหายใจ และบันทึกสัญญาณชีพ 2. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะ Pulmonary Embolism ได้แก่ - หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หายใจเร็วหรือ RR มากกว่า 24 ครั้ง/นาที - เจ็บหน้าอก อาจเป็นมากขึ้นขณะหายใจเข้า - ชีพจรเต้นเร็ว - ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนเช่น สับสน กระสับกระส่าย - ค่า O2 Satuation < 95% - มีจุดเลือดออกเช่นที่หน้าอก รักแร้ - ไอ เสมหะมีลักษณะเป็นฟอง - ผล X – RAY พบ snow stom ผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงของภาวะ หลอดเลือดปอดอุดตัน ผู้ป่วยไม่มี อาการแน่นหน้าอกออหายใจปกติ ระดับ O2 Sat อยู่ในเกณฑ์ปกติ
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 4. ประเมินและป้องกันการ ติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด 10. เสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณ แผลผ่าตัด กระดูกสะโพกหัก - เพื่อเฝ้าระวังและ ป้องกันการติดเชื้อจาก แผลผ่าตัด 3. จัดท่าให้ศีรษะสูงให้ออกซิเจนตามแผนการรักษา 4. ดูแลให้ยาตามแผนการรักษา 5. เตรียมอุปกรณ์ในการช่วยชีวิตขั้นสูงให้พร้อมใช้หาก อาการทรุดลง 1. ประเมินการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด โดยสังเกต ลักษณะ บวม แดง รอบ ๆ แผลและ Discharge ที่ซึมจาก แผลผ่าตัด 2. ดูแล Radivac Drain ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3. Dressing แ ผ ล Off Radivac Drain โด ย ใช้ ห ลั ก Aseptic Technique 4. บันทึกสัญญาณชีพ โดยเฉพาะอุณหภูมิ ถ้ามากกว่า 37.5 องศา ประเมินทุก 4 ชั่วโมง 5. ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของผู้ป่วย 6. แนะนำผู้ป่วยไม่ให้แผลเปียกน้ำ ห้ามแกะเกาแผล 7. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ ตามแผนการรักษาของ แพทย์ 8. ติดตามแผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ CBCดู แผลผ่าตัดสะอาดและแห้งดีไม่มี อาการบวมแดง
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 5. ประเมินและควบคุมอาการปวด 11. ไม่สุขสบายเนื่องจากปวด แผลผ่าตัด - เพื่อบรรเทาอาการปวด - เพื่อให้ผู้ป่วยพักผ่อน ได้ดีขึ้น ผลการจตรวจ WBC ค่าปกติ > 5,000 – 10,000/uL แสดงว่ามีการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด 9. ดูแลผู้ป่วยให้ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และ ส่งเสริมการหายของแผล เช่น เนื้อ นม ไข่ ผักและผลไม้ เป็นต้น 1. ประเมินอาการปวด Pain Scoreของผู้ป่วยโดยใช้การ สอบถามและสังเกตสีหน้า ท่าทางของผู้ป่วย ใช้เครื่องมือ ประเมินความปวด ( Numberic scale ) 2. ดูแลจัดท่านอนในท่าที่สุขสบาย 3. ดูแลให้ได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษาและสังเกต อาการข้างเคียงของยา 4. ถ้าผู้ป่วยได้รับยาบรรเทาอาการปวดในกลุ่มที่มี ส่วนผสมของ0PI0ID ต้องประเมินระดับความง่วงซึม หลังให้ยา 5. ประเมินตำแหน่ง ลักษณะ และระดับความปวดหลัง ได้รับยาบรรเทาปวด ผู้ป่วย ทุ เล าป วด pain score น้อยกว่า 4 หรือไม่ปวดเลย
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) 6. ประเมินปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยง ส่วนปลายของร่างกาย 12. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ หลอดเลือดดำอุดตัน - เพื่อเฝ้าระวัง / ป้องกัน การเกิดภาวะหลอดเลือด ดำอุดตัน 5. ดูแลให้ได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา 6. พูดคุยเบี่ยงเบนความสนใจ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยปฏิบัติ กิจกรรมที่ชื่นชอบและสามารถปฏิบัติได้บนเตียง เช่น การ อ่านหนังสือ การฟังเพลง และการเล่นโทรศัพท์ 6. จัดสิ่งแวดล้มรอบ เตียงให้ สงบ เห มาะแก่การ นอนหลับพักผ่อน 1. ประเมินระดับความเสี่ยงของการเกิด DVT โดยใช้แบบ ประเมิน WELL SCORE 2. ดูแลให้ได้รับสารน้ำเพียงพอ ป้องกันภาวะ dehydration 3. เวลาพลิกตะแคงตัวให้ขาข้างที่ทำผ่าตัดอยู่ในแนวตรง ป้องกันการหลุดของemboli 4. กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกายต้น ขา เกร็งกล้ามเนื้อ และการกระดกข้อเท้าขึ้นลง บ่อยๆรว่วมดัลการกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีearly ambulation 5. กรณีได้รับยาป้องกันการเกิด DVT ประเมินอาการข้าง ผู้ป่วยปลอดภัย Wells Clinical Score น้อยกว่า 3
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ระยะฟื้นฟูสภาพ การเตรียมตัวก่อนกลับบ้าน 1. ประเมินการดูแลอย่างต่อเนื่อง - ประเมินความรู้ ความสามารถใน การปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้าน 13. ผู้ป่วยขาดความรู้ในการ ดูแลตนเองเมื่อกลับไปอยู่บ้าน - เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติ เข้าใจและมีความรู้ใน การดูแลผู้ป่วย เตียงของยา เช่นการมีเลือดออก และติดตามผลการตรวจ ทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด 6. ประเมินภาวะ DVT ได้แก่ ขาบวมตึง ปวดลึกๆใต้น่อง ประเมินชีพจรหลังเท้าและอาการปวดเมื่อกระดกข้อเท้า ขึ้น ขาที่เข่าเหยียดตรง 7. หากสงสัยว่าเกิดภาวะ DVT - งดบริหารขาไว้ก่อนป้องกันการเกิดPE - แนะนำไม่ให้ไขว้ขา - ดูแลให้ได้รับยาป้องกันการเกิด DVT ประเมินอาการข้าง เตียงของยา เช่น การมีเลือดออก และติดตามผลการตรวจ ทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด และจังหวะการเต้นของชีพจร คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสะโพกเมื่อ กลับบ้าน 1. เตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน โดยให้คำแนะนำการ ปฏิบัติตนภายหลังกลับบ้านมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ ผู้ป่วยและญาติสามารถบอกถึง วิธีการดูแลตนเองกได้มากกว่า ร้อยละ 80
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) - ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะแทรกซ้อน/การกลับเป็นซ้ำ - ขาข้างที่ทำผ่าตัดต้องอยู่ในท่ากางเสมอ - บริหารกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง นอนตะแคงไปทางขา ข้างดี และต้องมีหมอนรองระหว่างขาให้ข้อสะโพกข้างที่ ทำผ่าตัดกางประมาณ 30 องศาตลอดเวลา - การลงจากเตียงให้เคลื่อนตัวมาทางขาข้างดีให้ใกล้ขอบ เตียงมากสุด โดยขาข้างที่ทำผ่าตัดอยู่ในท่ากางขาตลอด ใช้ข้อศอกและมือยันที่นอนแล้วลุกขึ้นนั่งพร้อมกับหมุนตัว ห้อยขาข้างเตียง - การขึ้นเตียงให้ใช้ขาข้างดีขึ้นก่อน แล้วตามด้วยขาข้างทำ ผ่าตัด - การขึ้นลงทางลาด ถ้าจำเป็นต้องเดินขึ้นให้เอนตัวมาทาง ด้านหลัง การเดินลงสามารถทรงตัวได้ตามปกติ - การขึ้นลงบันได ใช้ขาข้างดีนำขึ้นแล้วก้าวขาที่ทำผ่าตัด ตามไปพักไว้ที่บันไดข้างเดียวกัน แล้วจึงก้าวนำต่อไปโดย ขาข้างที่ดี - การลงใช้ขาข้างที่ทำผ่าตัดนำลงมาก่อน - ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินไปเพราะจะทำให้
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ข้อสะโพกและข้อเข่ารับน้ำหนักมากเกินไป อาจเกิดการ เสื่อมและหลวมของข้อสะโพกเทียมเร็วกว่ากำหนด - ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งไม่ควรซื้อยามา รับประทานเอง - ควรมาพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดข้อ สะโพกมาก และไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ มีไข้ แผล บวม แดง ร้อนมีน้ำเหลืองซึม - เมื่อมีอาการไม่สบายควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เช่น ฟันผุ ไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่าใส่ข้อ เทียมมา - มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง แม้ไม่มีอาการผิดปกติ ข้อห้ามปฏิบัติ - ห้ามทำกิจกรรมใดๆที่ต้องงอสะโพกมากกว่า 90 องศา (มากกว่าท่านั่งปกติบนเก้าอี้ที่มีพนักพิง) โดยห้ามนั่งไขว่ ห้าง ห้ามนั่งเก้าอี้ที่มีระดับต่ำกว่าสะโพก ห้ามไขว้ขาหรือ บิดขาเข้าด้านในห้ามนั่งยองๆ ควรใช้ส้วมชักโครก อาจ ปรับเปลี่ยนได้เมื่อมีกิจกรรมใดๆที่ไม่แน่ใจหรือสงสัยควร
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) ปรึกษาแพทย์ 2. สอนสาธิตวิธีการปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดแก่ผู้ป่วย โดย วางแผนร่วมกันในทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น กายภาพบำบัด และนัดหมายฝึกการดูแลผู้ป่วยร่วมกับผู้ป่วยและญาติ 3. แนะนำการจัดเตรียมสถานที่สิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่นนอนเตียงหรือแคร่ที่สูง ใช้ชักโครก หรือเก้าอี้คร่อม ส้วม ห้องน้ำควรมีราวจับ ไม่กีดขวางเวลาทำกิจกรรม ต่างๆ เพื่อป้องกันการลื่นล้ม 4. แนะนำการดูแลแผลผ่าตัด ระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ สังเกตอาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์ ปวดสะโพกมาก แผลอักเสบบวมแดง บวมผิดรูป 5. เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย 6. ติดต่อประสานพยาบาลเยี่ยมบ้านจากเวชกรรมสังคม ส่งข้อมูลการเยี่ยมบ้านในระบบ smart coc การนัดตรวจ หลังผ่าตัดหลังผ่าตัด 6 เดือน, 1 ปี พยาบาลเยี่ยมติดตามผู้ป่วย/ประสานการเยี่ยมผู้ป่วยและ นำผลการดูแลรักษาแจ้งทีมสหสาขาวิชาชีพ
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่2) การวางแผนการ พยาบาล (มาตรฐานที่3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11) การประเมินผล (มาตรฐานที่6) - ทบทวนการปฏิบัติตัว - ประเมินสภาพสิ่งแวดล้อม ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ - ทบทวนเรื่องการใช้ยา ผลลัพธ์โดยรวม 1.ผู้ป่วยมีความพร้อมต่อการผ่าตัด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และส่วนรวม 2.ผู้ป่วยได้รับการดูแล การพยาบาลตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยกระดูกต้นขาส่วนกลางหัก 3.ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด