ผู้จัดทำ นางสาวกชกร สุทธิรัตน์ 644101007 นางสาวจุฑามาศ เอี่ยมสะอาด 644101008 เสนอ อาจารย์ชวนพิศ อัตเนตร์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย รายงาน การออกแบบสื่อการเรียนการสอน เรื่อง อักษรนำ
ผู้จัดทำ นางสาวกชกร สุทธิรัตน์ 644101007 นางสาวจุฑามาศ เอี่ยมสะอาด 644101008 เสนอ อาจารย์ชวนพิศ อัตเนตร์ รายงาน การออกแบบสื่อการเรียนการสอน เรื่อง อักษรนำ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย
คำ นำ รายงาน เรื่อง อักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งออกแบบการสอนโดยใช้ ADDIE MODEL เล่มนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อออกแบบการเรียน การสอนโดยใช้ ADDIE MODEL เพื่อออกแบบการการเรียนการสอนรวมถึงสื่อประกอบ การสอนต่าง ๆ ให้เหมาะกับผู้เรียน และรายงานเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอักษรนำ ความหมายของการอักษรนำ ลักษณะข้อสังเกตของการอักษรนำ รวมถึงกิจกรรมการเล่น เกมเพื่อสังเกตคำ ศัพท์อักษรนำ คณะผู้จัดทำ ได้เล็งเห็นความสำ คัญของการจัดทำ รายงานเล่มนี้ และเผื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ทำ ความเข้าใจเนื้อหา และได้นำ ไปปรับใช้ คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงาน เล่มนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้เรียนและบุคคลทั่วไปที่สนใจศึกษาเรื่องอักษรนำ ไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดทำ
ทฤษฎีที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน.......................................................5 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 5 1. 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎี ADDIE MODEL.....................................5 2. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทํา.........................................6 2.1) หลักการของสกินเนอร์..................................................................6 2.2) เเนวทางการจัดการเรียนรู้............................................................12 3. สื่อเเละการประยุกต์ใช้ในการสอน..........................................................13 3.1) สื่อ POWERPOINT.....................................................................13 3.2) สื่อทำ มือ (สื่อกระทง).................................................................15 4. หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน...............................................................20 สารบัญ ที่มาเเละความสำ คัญ..............................................................................1 วัตถุประสงค์.........................................................................................1 .วิธีการดำ เนินการ..................................................................................2 ประโยชน์......................................................................................4 เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 1. 2. 3. 4. การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยใช้หลักการออกเเบบการเรียนรู้ของ... 22 บทที่ 3 วิธีการดำ เนินงาน 22 1. ADDIE MODGL บทที่ 4 ข้อเสนอเเนะ 27 ภาคผนวก บรรณานุกรรม
วิชาภาษาไทย เป็นวิชาที่สำ คัญ และเป็นพื้นฐานการเรียนทุกวิชา นักเรียนจะต้อง มีพัฒนาการทางการเรียนครบในทุก ๆ ด้าน จากการเรียนในรายวิชาภาษาไทย และพบ ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่สามารถ จำ แนกคำ ศัพท์ที่เป็นอักษรนได้ เนื่องจาก ขาดความรู้ความเข้าใจหลักการสังเกตคำ ศัพท์อักษรนำ เรื่องอักษรมีความจำ เป็นสืบเนื่องกับเรื่องการอ่านอีกหลายเรื่อง เพราะหากผู้เรียน สังเกตคำ ศพท์อักษรนำ ไม่ได้ นักเรียนอาจจะอ่านออกเสียงคำ ศัพท์ผิด และอาจสับสน ระหว่างคำ อักษรนำ และคำ ควบกล้ำ ดังนั้นคณะผู้จัดทำ จึงได้จัดทำ สื่อการเรียนรู้ที่ใช้ประกอบการสอน เรื่อง อักษรนำ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแบบฝึกเสริมทักษะให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามรถเรียนรู้ได้ ด้วยตัวเองจากการฝึกฝนทำ กิจกรรมในห้องเรียน ทำ ไมต้องเรียนภาษาไทย บทที่ 1 บทนำ วัตถุประสงค์ บอกหลักการอ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ (K) อ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ถูกต้อง (P) บอกกระโยชน์ของการออกเสียงอักษรนำ ได้ (A)
ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา สามารถจัดหาสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ และวัสดุอุปกรณ์ที่รองรับการจัดการ มีแหล่งความรู้ที่เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำ ปรึกษา มีเวลาเพียงพอ มีงบประมาณเพียงพอ 1. คัดเลือกหัวข้อที่สนใจจะทำ โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำ มาเป็นหัวข้อได้นั้น มักจะ ได้มาจากปัญหา คำ ถาม หรือความสนใจในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งข้อมูลที่ เชื่อถือได้ เรียนการสอนได้ วิธีการดำ เนินการ 2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร และ แหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำ ปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้ได้แนวคิดที่ใช้ ในการกำ หนด ขอบเขตของเรื่องที่ต้องการศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวม ทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษา จนสามารถใช้ออกแบบวางแผนดำ เนินการ ทำ รายงานนั้นได้
ศึกษาค้นคว้าเอกสารอ้างอิง และรวบรวมข้อมูลที่ได้จากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อกำ หนดขอบเขตและลักษณะของโครงการที่ต้องการ จะพัฒนา ออกแบบการพัฒนา มีการกำ หนดลักษณะของสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ใช้ใน การเรียนการสอน และวัสดุต่าง ๆ ที่ต้องใช้ กำ หนดตารางการปฏิบัตงานของการจัดทำ เค้าโครงของโครงการลงมือทำ และ สรุปรายงานโครงการ โดยกำ หนดช่วงเวลาอย่างชัดเจน ทำ การพัฒนาสื่อการสอนชนิดต่าง ๆ ในขั้นต้น เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้อง ต้น โดยอาจทำ การพัฒนาส่วนย่อย ๆ บางส่นตามที่ได้ออกแบบไว้แล้ว นำ ผล จากการศึกษาในช่วงนี้ไปปรับปรุงแผนการสอนที่ออกแบบไว้ในครั้งแรกให้ เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เสนอเค้าโครงของรายงาน เรื่อง การอ่านตีความ ต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอ คำ แนะนำ และปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การวางแผนและการดำ เนินงานเป็นไป อย่างเหมาะสม เป็นขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด 3. จัดทำ เค้าโครงที่จะทำ มีรายละเอียดดังนี้
1. ผู้เรียนอธิบายความหมายของอักษรนำ ได้อย่างถูกต้อง 2. ผู้เรียนสามารถบอกหลักการอ่านอักษรนำ ได้อย่างถูกต้อง 3. ผู้เรียนสามารถสังเกตและจำ แนกคำ ศัพท์อักษรนำ ได้ 4. ผู้เรียนสามารถบอกประโยชน์และใช้อักษรนำ ได้อน่างถูกต้อง ประโยชน์ 4. การลงมือทำ เมื่อเค้าโครงของรูปเล่มรายงานได้รับความเห็นชอบจาก อาจารย์ที่ปรึกษาถือว่าโครงการนี้ผ่าน และขั้นตอนต่อไปคือลมือทำ พัฒนา ตาม ขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ เช่น การจัดเตรียมสื่อการสอนต่าง ๆ ให้พร้อมเพื่อ ดำ เนินการทำ รายงานต่อไป ขณะเดียวกันต้องมีการทดสอบ ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข เพื่อพัฒนารายงานเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นนั้น ทำ งาน ได้ถูกต้องตรงกับความต้องการที่ได้ระบุไว้ตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพที่สูง
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องการประยุกต์รูปแบบการสอน ADDIE MODEL และการออกแบบสื่อการสอนการแก้ปัญหาเรื่อง อักษรนำ วิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ศึกษารวบรวมเอกสารและทฤษฎี ต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 ทฤษฎีที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ADDIE MODEL เป็นกระบวนการที่ใช้โดยนักพัฒนาการฝึกอบรม และนักออก แบบการสอน หรือE-LEARNING เพื่อวางแผนและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการออกแบบให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายด้วยการ วิเคราะห์ที่สาเหตุของปัญหา ถือเป็นรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุด สำ หรับการออกแบบ การเรียนการสอน 5 ขั้นตอนเชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันและแบบจำ ลองสามารถปรับให้ เข้ากับทุกสภาพแวดล้อม และได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าอย่างเหลือเชื่อสำ หรับการ ออกแบบการสอนที่ขับซ้อนและมีขนาดใหญ่ระบบการเรียนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ก็คือ การวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การนำ ไปใช้ และสุดท้ายคือการ ประมวลผล ซึ่งในการออกแบบนี้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบและมี ประสิทธิภาพอีกด้วย 2.1.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎี ADDIE MODEL
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ เป็นหนึ่งในทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ที่คิดค้น ขึ้นโดย สกินเนอร์ (B. F. SKINNER) การเรียนรู้ตามแนวคิดของสกินเนอร์ เกิดจาก การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองเช่นเดียวกัน แต่สกินเนอร์ให้ความสำ คัญ ต่อการตอบสนองมากกว่าสิ่งเร้า จึงมีคนเรียกว่าเป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบ TYPE R นอกจากนี้สกินเนอร์ให้ความสำ คัญต่อการเสริมแรง (REINFORCEMENT) ว่ามีผล ทำ ให้เกิดการเรียนรู้ที่คงทนถาวรยิ่งขึ้นด้วย สกินเนอร์ได้สรุปไว้ว่า อัตราการเกิด พฤติกรรมหรือการตอบสนองขึ้นอยู่กับผลของการกระทำ คือ การเสริมแรง หรือการ ลงโทษ ทั้งทางบวกและทางลบ 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทํา แนวคิดสำ คัญ “การให้รางวัลหรือการลงโทษอย่างเหมาะสม จะสามารถทำ ให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการได้”
2.2.1 หลักการของ สกินเนอร์ ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทําเชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลจะแปรเปลี่ยน ไปตามผลกรรมที่ ได้รับจากสภาพแวดล้อม ผลกรรม ผลกรรม มี 2 ประเภท คือ 1) ผลกรรมที่ทําให้พฤติกรรมที่บุคคลกระทําอยู่นั้นมีอัตราการกระทําเพิ่มมากขึ้น เรียก ผลกรรมประเภทนี้ว่า ตัวเสริมแรง (REINFORCER) เช่น เงิน ขนม คําชม และ คะแนน 2) ผลกรรมที่ทําให้พฤติกรรมที่บุคคลกระทําอยู่นั้นมีอัตราการกระทําลดลงหรือยุติลง เรียกผลกรรมประเภทน้ีว่า ตัวลงโทษ (PUNISHER) เช่น การจ่ายค่าปรับ การตี การ ดุว่า
การเสริมแรง หมายถึง การทําให้ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้นโดยการให้ผลกรรมที่ ผู้ได้รับพึงพอใจ การเสริมแรงสามารถทําได้ใน 2 ลักษณะ คือ 1) การเสริมแรงทางบวก (POSITIVE REINFORCEMENT) หมายถึง การทําให้ความถี่ ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มสิ่งที่บุคคลพึงพอใจเป็นผลกรรม เช่น การให้คําชมเมื่อ นักเรียนแต่งกายถูกระเบียบ 2) การเสริมแรงทางบวก (NEGATIVE REINFORCEMENT) หมายถึง การทําให้ ความถี่ของ พฤติกรรมเพิ่มขึ้นโดยการถอดถอนสิ่งเร้าที่บุคคลไม่พึงพอใจออกไป เช่น นักเรียนห้องที่ไม่ทําผิดระเบียบ เลยในรอบ 1 เดือนจะไม่ต้องทําเวรเก็บขยะรอบบริเวณ โรงเรียนในรอบเดือนถัดไป การเสริมแรง ตารางการเสริมแรง การเสริมแรง สามารถทําได้ใน 2 ลักษณะ คือ 1) การเสริมแรงแบบทุกครั้ง (CONTINUOUS REINFORCEMENT) หมายถึง การให้การเสริมแรงทุกครั้งที่มีพฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น การให้การเสริม แบบนี้จะทําให้พฤติกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีจุดอ่อนที่เมื่อหยุดให้การ เสริมแรงพฤติกรรม จะลดลงอย่างรวดเร็ว 2) การเสริมแรงแบบครั้งคราว (INTERMITTENT REINFORCEMENT) หมายถึง การให้การเสริมแรงเป็นบางครั้งเมื่อมีพฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น ซึ่งแบ่ง ออกเป็น 4 แบบ คือ
การเสริมแรงตามชว่งเวลาที่แน่นอน เป็นการให้การเสริมแรงโดยผู้ให้การเสริมแรงมีการกําหนดช่วงเวลาที่แน่นอน เมื่อ ครบช่วงเวลาที่กําหนดและบุคคลมีการแสดงพฤติกรรมเป้าหมาย ผู้ให้การเสริมแรงก็จะ ให้การเสริมแรง การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน เป็นการให้การเสริมแรงโดยผู้ให้การเสริมแรงมีการกําหนดช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน เมื่อ ครบช่วงเวลาที่กําหนดและบุคคลมีการแสดงพฤติกรรมเป้าหมาย ผู้ให้การเสริมแรงก็จะ ให้ การเสริมแรงกําหนดไว้ การเสริมแรงตามจํานวนครั้ง/จํานวนงานที่แน่นอน เป็นการให้การเสริมแรงเมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมายครบจํานวนครั้งที่ การเสริมแรงตามจํานวนครั้ง/จํานวนงานที่ไม่แน่นอน เป็นการให้การเสริมแรงโดยที่ผู้ให้การเสริมแรงกําหนดจํานวนครั้งของการเกิ พฤติกรรมต่อการให้การเสริมแรง 1 ครั้งไม่เท่ากัน เช่น อาจกําหนดให้การเสริมแรงเมื่อ บุคคลกระทํา พฤติกรรมครบ 3 ครั้ง 5 ครั้ง 4 ครั้ง 7 ครั้ง เป็นต้น
การลงโทษ การลงโทษ คือ การให้ผลกรรมหลังจากที่บุคคลแสดงพฤติกรรม แล้วทําให้ความถี่ ของการกระทําพฤติกรรมนั้นลดลงหรือยุติการทําพฤติกรรมนั้น การแต่งพฤติกรรม พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็นพฤติกรรมที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรม ย่อยๆที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ นักจิตวิทยาได้นําหลักการเสริมแรงไปประยุกต์เพื่อสร้าง พฤติกรรมใหม่ที่ซับซ้อนโดย การแบ่งพฤติกรรมทตี่ ้องการสร้างออกเป็นพฤติกรรมย่อย ๆ และให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมย่อย ๆ นั้น เป็นขั้นตอนไปตามลําดับ การแต่งพฤติกรรม เป็นวิธีการสร้างพฤติกรรมใหม่โดยการการแบ่งพฤติกรรม ที่ ต้องการเป็นพฤติกรรมย่อย ๆ จากนั้นให้การเสริมแรงพฤติกรรมย่อย ๆ นั้นทีละขั้นจาก พฤติกรรมที่ ง่าย ๆ ไปสู่พฤติกรรมที่ยากและซับซ้อนขึ้นตามลําดับ เช่น การฝึกตี เทนนิส และการฝึกสัตว์ในการแสดง ละครสัตว์ (เสือกระโดดลอดห่วงไฟ) กล่าวโดยสรุปว่า การแต่งพฤติกรรม เป็นการเสริมสร้างให้เกิดพฤติกรรมใหม่โดยใช้ วิธีการ เสริมแรงกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมทีละเล็กทลีะน้อย จนกระทั่งเกิดพฤติกรรมตาม ต้องการ
การหยุดยั้ง พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้เงื่อนไขแบบการกระทําที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว อาจ ลบเลือนไปถ้าทําพฤติกรรมนั้นแล้วไม่ได้รับผลกรรมที่พึงพอใจเช่นที่เคยได้รับ หลายๆ ครั้ง การหยุดยั้ง หมายถึง การยุติการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมที่เคย ได้รับการเสริมแรง และมีผลทําให้พฤติกรรมนั้นค่อย ๆ ลดลงและหายไปในที่สุด การคืนสภาพเดิม การกลับคืนสภาพเดิม หมายถึง การกลับคืนมาของพฤติกรรมที่เคยหยุดยั้งไป เมื่อกลับมาอยู่ในสภาพการณ์เดิมโดยไม่ได้ให้การเสริมแรง
ตามแนวคิดของการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทําเชื่อว่า การเสริมแรงเป็นปัจจัย สําคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้นครูสามารถประยุกต์หลัก การเสริมแรงมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้โดยมีหลักการดังนี้ 1) ครูจะต้องระบุพฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการให้นักเรียนกระทําได้อย่างชัดเจนก่อน และทราบว่าตัวเสริมแรงของนักเรียนคืออะไร 2) ในการเริ่มต้นของการจัดสถานการณ์ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่น้ัน ครู ควรใช้การเสริมแรงแบบทุกครั้ง เพื่อให้การเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อ พฤติกรรมนั้นคงตัวแล้วจึงเปลี่ยนเป็นการให้เสริมแรงแบบครั้งคราว 3) การจัดสภาพการณ์ให้นักเรียนเรียนรู้พฤติกรรมที่ซับซ้อน ครูควรใช้หลักการแต่ง พฤติกรรม (SHAPING) โดยการแบ่งพฤติกรรมที่ต้องการสร้างออกเป็นพฤติกรรมย่อย ๆ และ ให้การ เสริมแรงต่อพฤติกรรมย่อย ๆ นั้นเป็นขั้นตอนไปตามลําดับ 4) ครูควรจะค่อยลดการให้ตัวเสริมแรงที่เป็นสิ่งจูงใจภายนอก และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน เป็นการให้ตัวเสริมแรงที่เป็นแรงจูงใจภายใน เช่น ความภาคภูมิใจในตนเอง 5) ครูพึงระวังและสังเกตการกระทําบางอย่างของตนที่อาจเป็นแรงเสริมพฤติกรรมที่ไม่ พึงประสงคข์องนักเรียนบางคนได้โดยที่ครูไม่ได้ตั้งใจ 6) ครูพึงตระหนักว่าการลงโทษเป็นการลดหรือการหยุดยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เพียงชั่วคราวเท่านั้น การลงโทษนอกจากจะสร้างความเครียดแล้ว ยังอาจทําให้เกิดพฤติกรรม อื่นที่ไม่ พึงประสงค์ตามมาได้ 2.2.2 แนวทางการจัดการเรียนรู้
2.3.1 สื่อ POWERPOINT สื่อ POWERPOINT หมายถึง เป็นสื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่ง ใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำ เสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือ องค์ความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด โดยใช้โปรมแกรม POWERPOINT นำ เสนอรูปภาพเพื่ิอใช้สอนนักเรียน เหตุผลที่ใช้สื่อ POWERPOINT มาใช้ในการเรียนการสอนเพราะเป็นสื่อที่ประหยัดทันสมัย และสะดวกในการนำ เสนอรูปภาพให้นักเรียนได้รับชม 2.3 สื่อและการประยุกต์ใช้ในการสอน
ใช้สอนในขั้นนำ โดยการใช้โปรแกรม POWERPOLNT นำ เสนอรูปภาพและอ่านข้อความ ใต้ภาพเป็นคู่ ๆ เพื่อให้นักเรียนร่วมกันสังเกตว่าข้อความใต้ภาพแต่ละคู่อ่านออกเสียง แตกต่างกันอย่างไร ประยุกใช้ในการสอน นอน หนอน นม ขนม
2.3.2 สื่อทำ มือ (สื่อกระทง) สื่อทำ มือ หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ พาหะ หรือเป็นช่อง ทางในการถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียน และทำ ให้ผู้เรียน เรียนรู้ตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ไว้โดยสื่อที่ทำ คือสื่อกระทงและบัตรคำ ศัพท์เพื่อใช้สอน เหตุผลที่เลือกใช้สื่อทำ มือมาใช้ในการเรียนการสอนเพราะเป็นสื่อที่ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านของ จริงเกิดการสัมผัส เกิดความสมจริง โดยการเรียนรู้ที่เด็กได้จับต้องสื่อจริง ๆ จะทำ ให้ พัฒนาการเรียนรู้ได้เป็นอย่าง
ใช้สอนในขั้นสอนและขั้นสรุป โดยสอนเป็นรูปแบบเกมเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจ การเรียนรู้ และมีส่วนร่วมภายใต้บรรยากาศที่สนุกสนาน โดยผู้สอนนำ สื่อกระทง มาใช้ ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและ สอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการ เล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกม และสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ใน การเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอนดังนี้ มาใช้ในการเล่นเกมและสอน ดังนี้ ประยุกใช้ในการสอน
อักษรนำ 2 พยางค์ ออกเสียง 2 พยางค์ พยางค์หน้าเป็น "อะ" ครึ่งเสียง พยางค์ หลังออกเสียง "ห นำ "เช่น ตลาด อ่านว่า ตะ-หลาด, ขนม อ่านว่า ขะ-หนม อักษรนำ 1 พยางค์ ออกเสียงร่วมกันสนิทเป็น 1 พยางค์ ไม่ออกเสียงพยัญชนะตัว หน้า นิยมเรียกกันว่า ห นำ และ อ นำ เช่นคำ ว่า หมอ หมา หรือ อย่า อย่าง มีตัว "ห" ปรากฎอยู่ในคำ หรือ "ห" นำ ต่ำ เดี่ยว ไม่มีตัว "ห" ปรากฏในคำ หรือคำ ที่มีอักษรสูงหรือกลางนำ ต่ำ เดี่ยว คำ ที่มี อ นำ ยคำ ที่มี อ นำ ย มีอยู่ 4 คำ ได้แก่ อย่า อยู่ อย่าง อยาก คือ พยัญชนะ 2 ตัวที่เขียนเรียงกัน ประสมสระเดียวกัน โดยที่พยัญชนะตัวหลังจะ อ่านออกเสียงตามเสียงวรรณยุกต์พยัญชนะตัวหน้า ทำ ให้เราเรียกพยัญชนะตัวแรกว่าอักษรนำ ซึ่งอาจออกเสียงได้หลัก ๆ ดังนี้ วิธีสังเกตและอ่านคำ ที่มีอักษรนำ คำ ที่มี ห นำ พยัญชนะตัวหลังเป็น ง ญ น ม ย ร ล ว ให้ออกเสียงพยางค์เดียว ใช้เสียง วรรณยุกต์ตามตัว หตัวอย่างคำ ศัพท์ ห นำ เช่น เหงาหงอย, หญ้า, เหนือ, หม่นหมอง, หยด, หรูหรา, หลวม, ไหว้ คำ ที่พยัญชนะตัวหน้าเป็น อักษรสูง หรือ อักษรกลาง และมีพยัญชนะตัวหลังเป็น ง ญ น ม ย ร ล ว ให้ออกเสียงเป็นอักษรนำ 2 พยางค์ โดยพยางค์หน้าออกเสียง อะ ครึ่งเสียง ตัวอย่างคำ ศัพท์ เช่น ตลาด อ่านว่าตะ-หลาด, ขนม อ่านว่า ขะ-สลาย อ่านว่า สะหลาย เนื้อหาเรื่อง อักษรนำ อักษรนำ
อักษรนำ มีความแตกต่างจากอักษรควบแท้ โดยที่คำ ควบกล้ำ แท้จะออกเสียงกล้ำ กัน สนิทเป็นหนึ่งพยางค์ และอักษรควบจะเป็น ร ล หรือ ว เท่านั้น เช่นสลาย อ่านว่า สะ-หลาย (อักษรนำ )คลอง อ่านว่า คลอง (อักษรควบแท้) อักษรนำ มีความแตกต่างจากอักษรควบไม่แท้ โดยที่คำ ควบกล้ำ ไม่แท้จะออกเสียง เฉพาะพยัญชนะตัวแรกหรือออกเสียงเป็นอย่างอื่น เช่นอย่าง อ่านว่า หย่าง (อักษร นำ ) จริง อ่านว่า จิง (อักษรควบไม่แท้ ออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวแรก) ทราย อ่านว่าซาย (อักษรควบไม่แท้ ทร ออกเสียงเป็น ซ) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ใช้พินทุจุดบอกคำ อ่านออกเสียงไว้ ข้างใต้ตัวอักษรสำ หรับอักษรนำ เช่นจรวด (จะหรวด) และคำ ควบกล้ำ แท้ เช่น ปลอบ ปลอบ หรือ กว่า เป็นต้น วิธีสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับอักษรนำ
2.4 หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็น เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการ ติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำ ให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำ รงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีตลอดจนนำ ไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำ ค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติ ไทยตลอดไป 2.4.1ทำ ไมต้องเรียนภาษาไทย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำ หนดมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย จำ นวน 5 มาตรฐาน ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาใน การดำ เนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่อง ราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์รรณคดี และวรรณกรรมไทย อย่างเห็น คุณค่าและนำ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
บทที่ 3 วิธีการดำ เนินการสอน 1. หลักการออกเเบบกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยใช้หลักการออกเเบบกระบวนการเรียนรู้ ADDIE Model มีขั้นตอนดังนี้ 1.1 การวิเคราะห์ มีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติดังนี้ 1) การวิเคราะห์ปัญหาเเละความต้องการในการเรียนการสอน นักเรียนไม่เข้าใจเเละไม่สามารถบอกความหมายของคำ ที่มีอักษรนำ เเละอ่านคำ ที่มีอักษรนำ ไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการ เเละความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวกับอักษรนำ ดังนั้นจึงได้ทำ เรื่อง อักษรนำ ขึ้นมาเพื่อเป็นเเบบฝึกเสริมทักษะช่วยเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้า ใจเเละอ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ เพระผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเเละเป็นกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้ผู้เรียน ได้ฝึกฝน ในเรื่องเรื่องของอักษรนำ รายวิชาภาษาไทย 2) การวิเคราะห์ระบบ สิ่งเเวดล้อม เเละสภาพขององค์กร เพื่อพิจารณาถึงทรัพยากร เเละอุปสรรค์ต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนเรื่อง อักษรนำ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 พบว่ามีเด็กที่อ่านคำ ที่มีอักษร นำ ไม่ได้เป็นจำ นวนมาก เเละเนื่องจากปัจจุบันมีสถานการณ์การเเพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เข้ามาส่ง ผลกระทบต่อการเรียนการสอน จึงได้มีการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การเรียนการสอนดำ เนิน ไปอย่างปกติ จึงมีการวางเเผนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเป็นรูปเเบบของการเรียนออนไลน์ จากการเรียนในรูปเเบบไลน์ทำ ให้เด็กไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเเละผู้สอนมากนัก ผู้สอนจึงได้ใช้วิธีการ สอนรูปเเบบเกม เเละใช้สื่อกระทงเป็นสื่อทำ มือที่เข้ามาช่วยในการสอนเรื่อง อักษรนำ เพื่อให้ผู้เรียนได้มี พัฒนาการทางด้านการอ่านคำ เเละมีความกระตือรือร้นต่อเรื่องที่เรียนมากขึ้น โดยการสอนนี้ทำ ให้นักเรียน ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในห้อง เเละได้เรียนรู้ด้วยตนเอง การสอนเพื่อเเก้ปัญหาการอ่านของผู้เรียน โดยคณะผู้จัดทำ มีวิธีการดำ เนินงานตามขั้นตอนการออกเเบบกระบวนการเรียนรู้ADDIE Model ดังนี้
เนื่องจากผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในช่วงวัยที่ผ่านการเรียนรู้มาเเล้ว เเต่ยังมี ปัญหาด้านการอ่านอยู่ อาจเกิดจากผู้เรียนไม่ค่อยสนใจหรือไม่มีสมาธิกับการอ่านหนังสือมากนัก ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องมีวิธีสร้างเเรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจในเนื้อหาที่เรียน โดยการนำ สื่อที่ผู้เรียนสนใจ เข้ามาใช้ใน การจัดการเรียนการสอนเเละต้องคำ นึงถึงความเเตกต่างทางด้านอุปกรณ์ของเเต่ละสถานศึกษา ความพร้อมของอุปกรณ์ เเละขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ใช้ในการเรียนการสอน 3) ศึกษาลักษณะของกลุ่มประชากร เนื่องจากเนื้อหาที่จะนำ มาสอนเป็นเรื่องเกี่ยวกับอักษรนำ ดังนั้นจึงต้องศึกษาหลักสูตรเเกนกลาง การศึกษาขั้นฐาน พุทธศักราช 2551 วิชาภาษาไทย เพื่อพิจารณาว่าการอ่านคำ ที่มีอักษรนำ อยู่ในมา ตราฐานเเละตัวชี้วัดใดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากการพิจารณาพบว่าเนื้อหาเรื่อง อักษรนำ อยู่ในมาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำ ไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำ เนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4) วิเคราะห์เป้าหมายเเละจุดประสงค์ว่าเป็นการเรียนรู้ในลักษณะใด - การจัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 1.2 การออกเเบบ มีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติดังนี้ 1) กำ หนดเป้าหมาย จุดประสงค์ที่สามารถสังเกตได้วัดได้ - บอกหลักการอ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ (K) - อ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ถูกต้อง (P) - บอกประโยชน์ของการออกเสียงอักษรนำ ได้ (A)
2) การจัดลำ ดับเป้าหมายเเละจุดประสงค์ให้ง่ายต่อการเรียนเเละปฏิบัติ จุดประสงค์การเรียนรู้ คือ - บอกหลักการอ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ (K) - อ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้ถูกต้อง (P) - บอกประโยชน์ของการออกเสียงอักษรนำ ได้ (A) ลำ ดับเเรก คือการอธิบายความหมายหรือหลักการให้ผู้เรียนเข้าใจก่อน เมื่อผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจเเล้วผู้เรียนจะบอกหลักการอ่านคำ ที่มีอักษรนำ ได้เเละเมื่อผู้เรียนเข้าใจหลักการของคำ ที่ มีอักษรนำ เเล้วก็จะสามารถอ่านคำ ได้ถูกต้องเเละบอกประโยชน์ของการอ่านออกเสียงอักษรนำ 3) การวางเเผนการสอน (ทฤษฎีสกินเนอร์) ขั้นนำ (10) นาที 1. ผู้สอนให้นักเรียนดูภาพและอ่านข้อความใต้ภาพเป็นคู่ ๆ โดยมีคำ ว่า นอน กับ หนอน นม กับ ขนม 2. ให้นักเรียนร่วมกันสังเกตว่าคำ แต่ละคู่ออกเสียงแตกต่างกันอย่างไร และบอกนักเรียน ว่าวันนี้จะ เรียนเรื่องอักษรนำ พร้อมบอกจุดประสงค์การเรียนรู้ และเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน (40) นาที 1. ผู้สอนใช้ทฤษฎีสกินเนอร์ (การเสริมเเรง)เข้ามาประยุกต์ใช้กับการสอน 2. ครูใช้สื่อกระทงในการสอนโดยแบ่งกลุ่มนักเรียน 5 กลุ่ม และแจกฐานกระทงให้นักเรียน ทุกคน 3. เเจกกระดาษสีเขียวรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กให้นักเรียนคนละ 5 แผ่น เพื่อทำ กลีบ กระทง 4. ให้นักเรียนเขียนเลข 5 10 15 20 25 ลงในกระดาษและสอนนักเรียนทำ กลีบกระทง แต่ละกลุ่มออกมาเขียนคำ ศัพท์หน้าห้องซึ่งมี 5 ชุด ชุดละ 1 กลุ่มไม่ซ้ำ กัน (คำ ศัพท์ อักษรนำ ) 5. ครูแจกกลีบกระทงเพิ่มให้แต่ละกลุ่มกลุ่มละ 5 กลีบ ซึ่งในกลีบจะมีคำ ศัพท์ อยู่เช่นกัน แต่ ข้างใน กลีบกระทงของครูจะไม่มีคะแนนข้างใน (ไม่ใช่คำ อักษรนำ ) 6. ให้แต่ละกลุ่มนำ กลีบกระทงมากองคละกัน (กลุ่มใครกลุ่มมัน) ครูให้สัญญาณ 5 ครั้งซึ่ง แต่ละครั้งให้แต่ละคนหยิบกลีบกระทงที่กองคละอยู่ให้ไวที่สุด 7. เมื่อทำ ครบ 5 ครั้ง ให้แต่ละคนแกะกลีบกระทงออกเพื่อรวมคะแนนจากตัวเลขที่เขียนไว้ด้าน ในเเละใครได้คะแนนเยอะสุดจะได้รับคะแนนพิเศษจากครู 2 คะแนน (การให้คะแนนเป็นการ เสริมแรง)
ขั้นสรุป (10) นาที 1. ครูให้แต่ละกลุ่มอ่านคำ ศัพท์จากลีบกระทงในกลุ่มของตนเองและบอกหลักการอ่านคำ ที่เป็นอักษร นำ ให้นักเรียนทุกกลุ่มสังเกตคำ ศัพท์บนกลีบกระทงของนักเรียน (คำ อักษรนำ ) และคำ ศัพท์บน กลีบ กระทงที่ครูแจก (ไม่ใช่คำ อักษรนำ ) 2. สรุปร่วมกันว่าแตกต่างกันอย่างไร พร้อมบอกประโยชน์ของอักษรนำ และประกอบกระทงให้ สวยงาม การพัฒนาการ มีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติดังนี้ - การสร้างสื่อ/กิจกรรมการเรียนการสอนตามที่ได้ออกเเบบไว้ - การทดสอบสื่อ/กิจกรรมการเรียนการสอนกับกลุ่มเป้าหมาย - การปรับปรุงสื่อ/กิจกรรมการเรียนการสอน การนำ ไปใช้ กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ คือ การเผยเเพร่สื่อ กิจกรรมหรือโปรเเกรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ - Youtube เผยเเพร่คลิปการสอนทำ สื่อที่ใช้ในประกอบการสอน - Facebook มีการเผยเเพร่ สไลด์ประกอบการสอน สื่อ PowerPoint สื่อทำ มือ (สื่อกระทง) การคัดเลือกสื่อการสอน สื่อที่ใช้ในชั้นเรียน 1. 2. การประเมินกิจกรรม กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้เเก่ การสร้างเครื่องมือเพื่อประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนตามวัตถุประสงค์ที่กำ หนดไว้ - สร้างเเบบประเมินสังเกตพฤติกรรมผู้เรียนระหว่างทำ กิจกรรมการเรียนการสอน
เเบบสังเกตประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียน
เนื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่รุนแรง ส่งผลให้ทุกภาคส่วนที่ต้องจัดกิจกรรม ร่วมกันกับคนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร รวมไปถึงสถานศึกษา ทำ ให้ โรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนรูปแบบเดิมในชั้นเรียนได้ จึงทำ ให้บุคลากรทางการ ศึกษาต้องปรับเปลี่ยนวิธีที่ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้การเรียนการสอนยังคงดำ เนินไปได้ อย่างต่อเนื่องและเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดลดลงไปจนทำ ให้สามารถกลับมาเรียนในชั้น เรียนได้ปกติแล้วนั้น พบว่าเด็กให้ความสนใจกับการเรียนลดน้อยลงผู้สอนจึงต้องแก้ปัญหา โดยการปรับการเรียนการสอนใหม่คิดสื่ิอการสอนที่สร้างสรรค์ และควรมีเทคนิคการสอนที่ สนุกสนาน เพื่อให้การเรียนการสอนไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และยังได้ความสนุกควบคู่กับได้ ความรู้ทำ ให้เกิดการเรียนการสอนผ่านการทำ กิจกรรมต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ได้ และที่สำ คัญ ที่สุดคือการผลิตสื่อการสอนที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมได้นั้นส่งผลดีมาก ๆ เพราะว่าสื่อทำ มือยังคงถือเป็นสื่อที่ทำ ง่าย จับต้องได้ และเข้าถึงผู้เรียนได้ง่ายกว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นผู้สอนควรพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และรูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้สอน ต้องการ บทที่ 4 ข้อเสนอแนะ
เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสอนมีการพัฒนาอย่าง ก้าวกระโดด ช่วยอำ นวยความสะดวกแก่บุคคลากรทางการศึกษา กระตุ้นความสนใจของผูเเรียน และช่วยให้การจัดการเรียนการ สอน สะดวก และเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่การใช้สื่ออนไลน์ก็ไม่ได้ช่วย ให้การเรียนการสอนพัฒนาขึ้นอย่าง 100 % ดังนั้นก็ต้องยังคงไม่ทิ้ง รูปแบบการสอนแบบเดิมคือการผลิตสื่อทำ มือ ที่เป็นสื่อที่ผู้เรียนจับ ต้องได้และน่าสนใจ โดยผู้จัดทำ ได้ออกแบบสื่อที่ใช้ในการพัฒนาการ สอนครั้งนี้ 2 รูปแบบ คือ สื่อทำ มือ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อ พัฒนาการเรียนการสอนให้ผู้เรียนอย่างเต็มรูปแบบ ภาคผนวก สื่อที่ใช้ในชั้นเรียน สื่อรูปภาพ จากโปรมแกรม POWERPOINT สื่อกระทง (สื่อทำ มือ)
ภาคผนวก สื่อรูปภาพ จากโปรมแกรม PowerPoint นอน หนอน นม ขนม
ภาคผนวก สื่อกระทง (สื่อทำ มือ)
บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. ก กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กลัญญู เพชราภรณ์. (2563). ทฤษฎีการเรียนรู้. ค้นเมื่อ ตุลาคม 25, 2566, จาก HTTPS://ELEDU.SSRU.AC.TH/KALANYOO_PE/PLUGINFILE.PHP/ กำ ชัย ทองหล่อ. (2537). หนังสือเรียน หลักภาษา. (พิมพ์ครั้งที่9). กรุงเทพฯ: สำ นักพิมพ์รวมสาส์น. กฤษฎา กาญจนวงศ์. (2566). กระบวนการการจัดการเรียนรู้ด้วยเกม. ค้นเมื่อ ตุลาคม 25, 2566, จาก จาก HTTPS://BSRU.NET มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2565). เอกสารและการศึกษาที่เกี่ยวข้อง. ค้นเมื่อ ตุลาคม 26, 2566, จาก HTTPS://ARCHIVE.LIB.CMU.AC.TH/FULL/T/2555/EDSP30755KW_CH2.PDF ลักษมณ มั่งคล้าย และคณะ. (ม.ป.ป.). รายงานวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำ ที่มีอักษรนำ . คณะ คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์. สุรีย์รัตน์ เมธสุทธิ์. 2544. การเปลี่ยนแปลงของคำ ที่มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรนำ . วิทยานิพนธ์ปริญา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร. อมรรัตน์ อนุศาสน์. (ม.ป.ป.). วิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำ อักษรนำ ของนักเรียนขั้น ประ ประถมศึกษาปีที่ ๒. สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำ แพงเพชร เขต 2