The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คเชนทร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chen_6112541, 2021-12-20 01:20:17

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คเชนทร์

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คเชนทร์

ระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น

โรงเรยี นหัวไทร(เรือนประชาบาล)

นายคเชนทร์ ทองโอ
รหสั นกั ศึกษา 6081135055
นกั ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

โรงเรยี นหัวไทร(เรอื นประชาบาล)
สำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษานครศรีธรรมราช เขต 3

ระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น

ระบบดแู ลช่วยเหลือนักเรียน แนวคิดเดิมโรงเรียนเป็นผู้จดั ทำให้การบริการกับนกั เรียนในรูปแบบของ
งานที่ปรึกษาหรืองานแนะแนว แต่ในสภาพปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิ
วัตน์ ส่งผลต่อการปรับตัวของนักเรียน ดังนั้น การบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยครูแนะแนวเปน็
การเฉพาะ หรือครปู ระจำชน้ั จงึ ไม่สามารถแก้ปญั หาได้ทันตอ่ การเปลยี่ นแปลงของสงั คม

จึงมีนโยบายการจัดให้มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมากขึ้น โดยบุคลากรทุกฝ่ายของ
โรงเรียน ตลอดจนผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ความหมายของระบบการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน กรมสุขภาพจิตและกรมสามัญศึกษา กล่าวว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็น
กระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่
ชัดเจน โดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินการ และมีการประสานความร่วมมือ
อยา่ งใกล้ชิดกบั ครูผเู้ กย่ี วขอ้ ง หรอื บุคคลภายนอก รวมทง้ั การสนับสนนุ จากโรงเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้
การดำเนินงานการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ เละเพื่อให้
โรงเรยี น ผู้ปกครอง หนว่ ยงานที่เกยี่ วข้อง หรือชมุ ชน มีการทำงานร่วมกันโดยผา่ นกระบวนการทำงานที่ชัดเจน
พร้อมด้วยหลักฐาน หลักฐานการปฏิบัติงานสามารถตรวจสอบหรือรับการประเมินได้ และการดูแลช่วยเหลือ
ยังรวมถึงการส่งเสริม การป้องกันและการแก้ไขปัญหา โดยมีวิธีการและเครื่องมือสำหรับครูที่ปรึกษาและ
บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และปลอดภัยจาก
สารเสพติด เนื่องจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการพัฒนามาจากการจัดบริการให้การแนะแนวของ
โรงเรียนสำหรับในประเทศไทย วิชาการแนะแนวมีอายุ 88 ปี โดยเริ่มนำเข้าไปใช้ในโรงเรียนเป็นการทดลอง
ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2469 ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วิชาการแนะแนวก็ได้รับการ
ยอมรับวา่ เป็นแขนงวิชาท่ีมีความสำคญั ต่อการพฒั นาบุคคลและประเทศชาตเิ ป็นอย่างมาก ดงั นั้น ความหมาย
ของระบบดแู ลช่วยเหลอื นกั เรยี นจงึ เกย่ี วข้องกบั การแนะแนวโดยมบี ุคคลต่าง ๆ ไดอ้ ธิบายไว้ ดังน้ี

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ให้ความหมายว่า การดูแลช่วยเหลือนักเรียน
หมายถึง กระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบมีขั้นตอน มีที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการ
ดำเนินงานโดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายทั้งภายในและนอกสถานศึกษาอันได้แก่ คณะกรรมการ
สถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร เละทุกคน มีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพ
และหลกั ฐานการทำงานทีต่ รวจสอบได้

กรมสุขภาพจิต ได้ให้ความหมายของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง กระบวนการดำเนินงาน
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอนพร้อมด้วยวิธีการเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็น

บุคลากรหลักในการดำเนินงานดังกล่าวและมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวข้องหรือ
บุคลากรภายนอก รวมท้ังการสนับสนนุ จากโรงเรียน

สำนักวิชาการและมาตรฐาน ได้ให้ความหมาย ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนว่า เป็นกระบวนการ
ดำเนนิ งานดแู ลชว่ ยเหลือนักเรยี นอยา่ งมีขั้นตอน พร้อมด้วยวธิ กี ารและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจนโดยมีครูที่
ปรึกษาเปน็ บคุ ลากรหลักในการดำเนนิ การและมกี ารประสานความชว่ ยเหลืออย่างใกล้ชิดกบั ครูทเ่ี ก่ียวข้องหรือ
บคุ ลากรภายนอก รวมทงั้ การสนับสนนุ จากโรงเรยี น

สรุปได้ว่าระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นกระบวนการทำงานของโรงเรียนที่มีวิธีดำเนินงาน
อย่างเป็นข้นั ตอน โดยมคี รทู ่ปี รกึ ษาเป็นหลักในการดำเนินงานและประสานงานกับผู้ที่เก่ียวข้องท้ังภายในและ
ภายนอกโรงเรียน เพื่อส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาของนักเรียน ช่วยให้นักเรียนได้ดำรงชีวิตอยู่ใน
โรงเรยี น ครอบครัวและสังคมอย่างมคี วามสขุ ตามอตั ภาพของตนเอง

ความสำคัญของดูแลช่วยเหลอื นักเรียน
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นกระบวนการดําเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีขั้นตอนชัดเจน

พร้อมทั้งมีวิธีการและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน คุณภาพ และมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ โดยครู
ประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดําเนินงานและบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและ นอก
สถานศึกษา อันได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร และครูทุกคนมีส่วนร่วม การ
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงหมายรวมถึงการส่งเสริม การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาโดยมีวิธีการและ
เครอื่ งมอื สำหรบั ครทู ่ีปรึกษา และบุคลากรทเ่ี กีย่ วขอ้ ง เพอ่ื ใช้ในการดําเนนิ งานพฒั นานกั เรียนใหม้ ีคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ และปลอดภัยจากสารเสพติด การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ทั้งด้าน
ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตตามที่สังคมมุ่งหวัง โดยผ่าน
กระบวนการทางการศึกษานั้น นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริม สนับสนุนนักเรียนแล้วการป้องกันและ
การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ นักเรียนเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนา เนื่องจาก
สภาพสังคมทเ่ี ปล่ยี นแปลงไปอย่างมากทัง้ ดา้ นการสื่อสารเทคโนโลยีตา่ ง ๆ ซ่งึ นอกจากจะสง่ ผลกระทบต่อผู้คน
ในเชิงบวกแล้วในเชิงลบก็ปรากฏ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของยาเสพติด ปัญหาการแข่งขันใน
รูปแบบต่าง ๆ ปัญหาครอบครัว ซ่ึงกอ่ ใหเ้ กิดความทุกข์ ความวิตกกงั วล ความเครยี ด การปรับตัวท่ไี ม่เหมาะสม
หรืออื่นๆ ที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิต และสุขภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ภาพความสำเร็จที่เกิดจาก
การพัฒนานักเรียนให้เป็นตามความมุ่งหวังนั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกคน
โดยเฉพาะบุคลากร ครูทุกคนในโรงเรียน ซ่งึ มคี รูท่ีปรึกษาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิดด้วยความรัก และเมตตาที่มีต่อศิษย์และภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วนสำคัญต่อ
การพัฒนาคุณภาพชีวติ ของเยาวชนให้เติบโตงอกงามเป็นบคุ คลทีม่ ีคุณคา่ ของสังคมตอ่ ไป

บทบาทของครูที่กล่าวมานั้นเป็นบทบาทที่ได้ปฏิบตั กิ ันอย่างสม่ำเสมอและได้ดำเนนิ การมาแล้วนับแต่
อดีตจนได้รับการยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคล แต่เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยเฉพาะ
การทำงานอย่างมีระบบ ที่มีกระบวนการทำงาน มีหลักฐานการปฏิบัติงาน มีเทคนิค วิธีการหรือการใช้
เคร่ืองมือต่าง ๆ เพ่ือการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแล้วความสำเร็จของงานย่อมเกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพผลดีย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน
หรือสงั คม

สรุปได้ว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นกระบวนการดําเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มี
ขั้นตอนชัดเจน โดยมีวิธีการและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน คุณภาพและมีหลักฐานการทำงาน ที่ตรวจสอบได้
มีครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษา เป็นบุคลากรหลักในการดําเนินงานและบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งใน
และนอกสถานศึกษา อันได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร ตลอดจนครูทุกคน
มีสว่ นร่วมในการดําเนินงานโดยวัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื

1. ให้โรงเรียนมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีกระบวนการ วิธีการและเครือ่ งมือท่ีมีคุณภาพ
มมี าตรฐาน สามารถตรวจสอบได้

2. สง่ เสริมให้ครปู ระจำชนั้ หรือครูท่ีปรึกษา บุคลากรโรงเรียน ผู้ปกครอง ชมุ ชนหน่วยงาน และองค์กร
ภายนอกมีส่วนรว่ มในการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน

3. เพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือส่งเสริมและเป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์
สงั คม สตปิ ัญญา

วตั ถุประสงค์ของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น
1. เพ่ือใหก้ ารดำเนินงานดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี นเป็นไปอยา่ งมรี ะบบมีประสทิ ธภิ าพ
2. เพื่อให้โรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการ

ทำงานร่วมกันโดยผ่านกระบวนการทำงานที่ชัดเจนมีร่องรอยหลักฐานการปฏิบัติงานสามารถตรวจสอบ และ
ประเมนิ ผลได้

ปจั จัยสำคญั ที่มีผลต่อประสิทธภิ าพของการดำเนินงานตามระบบการช่วยเหลอื นักเรียน
1. ผู้บริหารโรงเรียน รวมทั้งผูช้ ่วยบรหิ ารโรงเรียนทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสำคญั ของระบบการดแู ล

ช่วยเหลอื นักเรียน และให้การสนบั สนุนการดำเนินงาน หรอื ร่วมกจิ กรรมตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ
2. ครูทุกคน และผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีความตระหนัก ในความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือ

นักเรียน มีทัศนคตทิ ด่ี ตี อ่ นกั เรียน และมีความสขุ ที่จะพฒั นานกั เรยี นในทกุ ดา้ น

3. คณะกรรมกาหรือคณะทำงานทุกคณะ ต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด และมีการประชุม
ในแต่ละคณะ อยา่ งสม่ำเสมอตามท่ีกำหนด

4. ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักสำคัญในการดำเนินงาน โดยได้รับความร่วมมือจากครูทุกคนใน
โรงเรียน รวมท้งั การสนับสนุนในเรือ่ งต่าง ๆ จากโรงเรียน

5. การอบรมให้ความรู้และทักษะ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้แก่ครูที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องใน
เรอื่ งท่ีเอ้ือประโยชน์ต่อกรดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี นเป็นส่ิงจำเปน็ โดยเฉพาะเร่ืองทักษะการปรึกษาเบื้องต้น และ
แนวทางการแกไ้ ขปัญหาต่างๆของนกั เรียน ซ่ึงโรงเรียนควรดำเนินการอยา่ งตอ่ เนื่องและสม่ำเสมอ

บทบาทหน้าท่ขี องหน่วยงานและบคุ ลากรทีเ่ ก่ยี วข้อง
การดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นระบบที่มีกระบวนการดําเนินงานที่ชัดเจน ประกอบด้วย การรู้จัก

นักเรียนเป็นรายบคุ คล การคัดกรองนกั เรียน การส่งเสริมพัฒนานักเรียน การป้องกันและแก้ไข และการส่งตอ่
ดังนัน้ จึงต้องอาศยั ความรว่ มมือจากบคุ คลและหน่วยงานที่เกย่ี วข้องในการดาํ เนินงาน ดงั น้ี

1. สำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยงานกลางที่มีบทบาทหน้าที่ในการ
กำหนดนโยบายการดําเนินงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติ คือ
สถานศึกษา สามารถดําเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสานกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บทบาทหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและหน่วยงานที่รับผิดชอบในสำนักงาน
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่งเสริมสนับสนุนให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีระบบติดตาม ประเมินผล และรายงานความก้าวหน้า
อยา่ งต่อเนอ่ื ง

2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและส่งเสริมระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนของโรงเรียนภายในสังกัด รวมทั้งการประสาน ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งบทบาทหน้าท่ี
ประกอบด้วย การนํานโยบายการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนให้
สถานศึกษาสามารถดําเนินงานได้อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อร่วมมือกันดูแลช่วยเหลือนักเรียน ติดตาม ประเมินผล และรายงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนใน
สถานศึกษา

3. สถานศึกษา เป็นสถาบันที่ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ ที่จะทำให้การดําเนินงานตามระบบการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนประสบผลสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน คณะกรรมการ
สถานศึกษาข้ันพืน้ ฐาน และบคุ ลากรอน่ื ๆ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ในฐานะท่ผี บู้ รหิ ารสถานศึกษา เป็นผู้นําสูงสุด
ในสถานศึกษา สามารถบริหารจัดการและให้ความสำคัญในการดําเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ให้ประสบผลสำเร็จ จึงควรมีบทบาทในด้านบรหิ ารจดั การให้มีระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียนในสถานศึกษา

ให้ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ประสานงานระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานและบุคคลภายนอก เช่น
ผู้ปกครอง เครือข่ายผู้ปกครอง องค์กรต่าง ๆ สาธารณสุข โรงพยาบาล สถานีตำรวจ และดูแลกำกับ นิเทศ
ตดิ ตาม ประเมนิ ผล สนับสนนุ และใหข้ วัญกําลังใจในการดําเนินงาน ครปู ระจำชนั้ หรือครูท่ีปรึกษา เป็นผู้ท่ีอยู่
ใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุดและเป็นบุคลากรหลักในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีบทบาทหน้าที่ในการรู้จัก
นักเรยี นเป็นรายบคุ คล คัดกรองจําแนกกลุม่ นกั เรียน จัดกิจกรรมตา่ ง ๆ เพื่อสง่ เสรมิ พฒั นา จดั กจิ กรรมป้องกัน
แกไ้ ข ช่วยเหลือ ส่งต่อและรายงานผล ครูประจำวิชาหรอื ครทู ัว่ ไป ครูทุกคนเปน็ ผูม้ ีบทบาทสำคัญในการพัฒนา
ผู้เรียน ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร มีหน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้และดูแลช่วยเหลือนักเรียน
จึงมีบทบาทหน้าท่ีในการดูแลและให้คำปรึกษาเบ้ืองต้นแกน่ ักเรยี น ครแู นะแนว เปน็ บุคคลท่ีมีความรับผิดชอบ
ต่อการจัดระบบงานแนะแนวซึ่งมีความสัมพันธ์กับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จึงมีบทบาทในการ
สนับสนุนครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษา ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จัดกิจกรรม ส่งเสริม และพัฒนา
จัดกิจกรรมป้องกัน แก้ไข ช่วยเหลือ ครูหัวหน้าระดับชั้น มีบทบาทหน้าที่ในการติดตาม กำกับ การดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนของครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษา และประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องนักเรียน เป็นบุคคลที่มี
บทบาทสำคัญในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้งเป็นผู้รับการช่วยเหลือและให้ความช่ว ยเหลือแก่
สถานศึกษา เพื่อให้ดําเนินงานระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีบทบาทหน้าท่ี
ในการสนบั สนุนการดําเนินงาน โดยการให้ความร่วมมือกบั คณะกรรมการนักเรยี น และทางโรงเรยี น ปฏบิ ัติตน
เป็นแบบอยา่ งทีด่ ี

4. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นองค์คณะบุคลที่ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานซึ่งมี
บทบาทในการสนับสนุนด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการให้คำปรึกษาในการดําเนินงาน เสนอแนะ
แนวทางในการส่งเสรมิ พัฒนา แก้ไข

5. ผู้ปกครองและชุมชน เป็นบุคคล และกลุ่มบุคลที่อยู่ใกล้ชิดกับนักเรียนในพื้นที่มากที่สุดที่จะให้
การเอาใจใส่ดูแลนักเรียนได้อย่างดี ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ปกครองหรือเครือข่ายผู้ปกครอง ชมรม สมาคม
ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชน ผู้ปกครองหรือเครือข่ายผู้ปกครอง เป็นบุคคล และคณะบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับ
นักเรียน จึงมีบทบาทหน้าที่ในการอบรมดูแลและเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงชีวิตครอบครัวมีความรัก
ความเข้าใจ และให้ความอบอุ่น สนบั สนนุ ให้ความรว่ มมือ วางแผนร่วมกับสถานศึกษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริม พัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหานักเรียน โดยการจัดสภาพแวดล้อม
ประสบการณ์ให้นักเรียนได้สัมผัสกับตัวอย่างที่ดี สนับสนุนให้นักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
ตามความสนใจและศักยภาพ ชุมชน เป็นสังคมที่มีอิทธิพลต่อค่านิยมและพฤติกรรมของเด็ก บุคคลทุกคนใน
ชุมชนมีสว่ นรว่ มในการดแู ลช่วยเหลือ สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นได้พัฒนาตนในแนวทางท่เี หมาะสมจึงมีบทบาทในการ
สนับสนุนการดําเนินงาน โดยการจัดสภาพแวดล้อมของชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียนช่วยสอดส่องดูแล
นักเรียน เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดี สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมของ
สถานศกึ ษา

6. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียนการดําเนินงานการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนให้
ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและบรรลุผลจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคมและ
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีคุณภาพ การประสานงาน
และการสรา้ งความรว่ มมือรว่ มใจในการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน จึงเปน็ สิ่งสำคญั ซง่ึ สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษา
และสถานศึกษา ควรประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมสุขภาพจิต ศูนย์อนามัยเขต
สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น การปกครองพิเศษ
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคม สื่อมวลชน สำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ องค์กรเอกชน องค์กรอิสระ ซึ่งมีความสามารถให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือได้ รายละเอียด
ดงั นี้

6.1 ให้คำปรกึ ษาแนะนําเก่ยี วกบั พฤติกรรมและพฒั นาการของเด็กวยั ตา่ ง ๆ
6.2 สอดสอ่ งดแู ลให้ความช่วยเหลือเยาวชนทง้ั ดา้ นความปลอดภัย และการแก้ปัญหาพฤติกรรม
6.3 ร่วมมือกับสถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริม นักเรียนให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของ
แต่ละบคุ คล
6.4 เป็นแหล่งการเรียนรู้และฝึกงาน เพิ่มพูนประสบการณ์แก่นักเรียนตามความรู้ ความสามารถ
ความสนใจและความถนดั
6.5 ติดตามผล สะท้อนปัญหา และแสดงความคิดเห็นที่เป็นโยชน์ต่อการดำเนินการดูแลช่วยเหลือ
นกั เรียน
6.6 ให้ความร่วมมือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสารสนเทศที่เป็นประโยชน์และ
น่าสนใจ
6.7 ให้การสนับสนุนและเป็นเครือข่ายในการพัฒนาขยายผลการดําเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน
อยา่ งต่อเน่อื ง

กระบวนการและข้ันตอนของระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี น
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบมี

ขั้นตอน มีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ดำเนินงาน ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา อันได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน
ผู้บริหาร และครูทุกคนมีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพ และมีหลักฐานการทำงานที่
ตรวจสอบได้ กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ
ดังนี้

1. การรู้จักนกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล
2. การคดั กรองนกั เรยี น
3. การพัฒนาและส่งเสริมนกั เรยี น
4. การป้องกนั และแกไ้ ขปญั หา
5. การสง่ ต่อ
1. การรูจ้ กั นกั เรียนเปน็ รายบุคคล
ด้วยความหลากหลายของนักเรียน และนักเรียนแต่ละคนซึ่งมีพื้นฐานความเป็นมาของชีวิตที่
แตกต่างกันผ่านการหล่อหลอมให้เกิดพฤตกิ รรมในหลายลกั ษณะทั้งด้านบวกและดา้ นลบ ดังนั้น การรู้ข้อมูลที่
จำเป็น เกี่ยวกับตัวนักเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ครู อาจารย์ มีความเข้าใจนักเรียนมากขึ้นสามารถ
วิเคราะห์เพื่อการคัดกรองนักเรียนและนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ส่งเสริม การป้องกัน และแก้ไขปัญหา
ของนักเรียนได้อย่างถูกทางซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากเครื่องมือ และวิธีการที่หลากหลายตาม
หลักวิชาการมิใช่การใช้ความรู้สึก หรือการคาดเดาโดยเฉพะในการแก้ไขปัญหานักเรียนซึ่งจะทำให้ไม่เกิด
ข้อผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียน โดยการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งครูที่ปรึกษาควรมีข้อมูลพื้นฐาน
เกยี่ วกบั นกั เรยี นอย่างนอ้ ย 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ
1. ด้านความสามารถ ไดแ้ ก่

1. ด้านการเรยี น
2. ดา้ นความสามารถอ่ืน ๆ
2. ดา้ นสุขภาพ ได้แก่
1. ด้านร่างกาย
2. ด้านจติ ใจ - พฤติกรรม
3. ดา้ นครอบครัว ไดแ้ ก่
1. ด้านเศรษฐกจิ
2. ด้านการคุม้ ครองนักเรยี น
4. ดา้ นอนื่ ๆ ท่คี รพู บเพม่ิ เตมิ ซ่ึงมีความสำคญั หรือเกยี่ วข้องกบั การดูแลชว่ ยนักเรียน
โดยครูที่ปรึกษาควรใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลนักเรียนที่ครอบคลุมทั้งด้าน
ความสามารถ ด้านสุขภาพ และด้านครอบครัว ซึ่งเครื่องมือและวิธีการที่สำคัญ คือ ระเบียนสะสม
แบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (The Strength and Difficulties Questionnaire: SDQ) วิธีการและเครื่องมือ
อื่น ๆ เช่นการสัมภาษณ์นักเรียน การศึกษาจากแฟ้มสะสมผลงาน การเยี่ยมบ้าน การศึกษาข้อมูลจากแบบ
บนั ทึกการตรวจสขุ ภาพดว้ ยตนเอง ซ่งึ จัดทำโดยกรมอามยั เปน็ ต้น

1.ระเบยี นสะสม
ระเบยี นสะสมเปน็ เครอื่ งมือในรูปแบบของเอกสารเพ่อื การเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกย่ี วกับตัวนกั เรียนโดย
นักเรียนเป็นผู้กรอกข้อมูล และครูที่ปรึกษานำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาพิจารณา ทำความรู้จักนักเรียนเบื้องต้น
หากข้อมูลไม่เพียงพอหรือมีข้อสงสัยบางประการก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสอบถาม
จากนักเรยี นโดยตรง สอบถามจากครูอ่นื ๆ หรือเพือ่ น ๆ ของนกั เรยี น เป็นตน้ รวมท้ังการใช้เคร่ืองมือทดสอบ
ต่าง ๆ หากครูที่ปรึกษาดำเนินการได้ โดยรูปแบบและรายละเอียดในระเบียนสะสมของแต่ละโรงเรียน
ความแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละโรงเรียน แต่อย่างน้อยควรครอบคลุมข้อมูลทั้งด้าน
การเรียน ด้านสุขภาพ และด้านครอบครัว ระเบียนสะสมเป็นข้อมูลส่วนตัวนักเรียนจึงต้องเป็นความลับและ
เก็บไว้อย่างดี มิให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเด็กอื่น ๆ มารื้อค้นได้ หากเป็นไปได้ควรเก็บไว้กับครูที่ปรึกษาและมีตู้เกบ็
ระเบียนสะสมให้เรียบร้อย ควรเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปีการศึกษา หรือ 6 ปีการศึกษา
และส่งต่อระเบียนไปยังครูที่ปรึกษาคนใหม่ในปีการศึกษาหรืออาจจัดครูที่ปรึกษาต่อไป ตามดูแลนักเรียน
อยา่ งต่อเนื่องจนจบมัธยมศึกษาในแตล่ ะตอนหรอื จนจบ 6 ปกี ารศึกษาก็ได้
2. แบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) (โรงเรียนอาจนำเครื่องมืออื่นมาใช้แทนได้) แบบประเมิน
พฤติกรรมเด็กไม่ได้เป็นแบบวัดหรือแบบทดสอบแต่เป็นเครื่องมือส ำหรับการคัดนักเรียนด้านพฤติกรรม
การปรับตัวที่มีผลเกี่ยวเนื่องกับสภาพจิตใจ ซึ่งจะช่วยให้ครูที่ปรึกษาพิจารณานักเรียนด้านสุขภาพจิตมากขึ้น
แบบประเมินพฤติกรรมเด็กเป็นเครื่องมือที่กรมสุขภาพเป็นผู้จัดทำโดยพัฒนาจาก The Strength and
Difficulties Questionnaire (SDQ) ประเทศเยอรมนี ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรป
เพราะ มคี วามเชอื่ ม่นั และความเทย่ี งตรง จำนวนขอ้ ไม่มากนักคณะผูจ้ ัดทำของกรมสุขภาพจิต โดยแพทย์หญิง
พรรณพิม ล่อตระกูล เป็นหัวหน้า คณะได้ทำการวจิ ัยเพ่ือวิเคราะห์ค่าความเช่ือมั่นและความเท่ียงตรงของแบบ
ประเมนิ และหาเกณฑม์ าตรฐาน (norm) ของเดก็ ไทย แบบประเมนิ พฤตกิ รรมเด็กมี 3 ชดุ คือ
- ชดุ ที่ครเู ป็นผ้ปู ระเมนิ เดก็
- ชุดท่ีพอ่ แม่ผูป้ กครองเป็นผู้ประเมินเดก็
- ชุดทเ่ี ด็กประเมนิ ตนเอง
ทงั้ 3 ชดุ มเี นอ้ื หาและจำนวนข้อ 25 ข้อ เทา่ กนั ทางโรงเรียนอาจเลือกใชช้ ุดทีน่ ักเรยี นประเมินตนเอง
ชุดเดียวหรือใช้ควบคู่กับชุดที่ครูเป็นผู้ประเมินเพื่อความแม่นยำขึ้น โดยระยะเวลาที่ประเมินไม่ควรห่างจาก
นักเรียนประเมินตนเองเกิน 1 เดือนซึ่งหากเป็นไปได้ควรใช้แบบประเมินทั้ง 3 ชุดพร้อมกันเพื่อตรวจสอบ
ความถูกตอ้ งของผลที่ออกมา

3. วิธีการและเครือ่ งมืออน่ื ๆ
ในกรณีที่ข้อมูลของนักเรียนจากระเบียนสะสมและแบบประเมินพฤติกรรมเด็กไม่เพียงพอหรือเกิด
กรณที ่ีจำเป็นต้องมขี ้อมูลเพิ่มเติม ครูทีป่ รกึ ษาอาจใชว้ ิธีการและเคร่ืองมืออื่น ๆเพม่ิ เช่น การสังเกตพฤติกรรม
อืน่ ๆ ใหห้ ้องเรียน การสมั ภาษณ์ และการเย่ยี มบ้านนักเรยี น เป็นตน้
2. การคดั กรองนักเรียน
การคัดกรองนักเรียนเป็นการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนเพือ่ การจัดกลุ่มนักเรียนซึ่งจะประโยชน์
อย่างยิ่งในการหาวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ตรงกับสภาพปัญหา และความต้องการ
จำเป็น ด้วยความรวดเร็ว และถกู ตอ้ งแมน่ ยำการดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี น โดยการแบง่ นักเรยี นเปน็ 4 กล่มุ ดังน้ี
1. กลุ่มปกติ คือ นักเรียนทีไ่ ด้รับการวิเคราะหข์ ้อมูลตา่ ง ๆ ตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียนอย่ใู น
เกณฑ์ของกลุม่ ปกติ ซง่ึ ควรได้รบั การสร้างเสริมภมู คิ ุ้มกัน และการสง่ เสริมพฒั นา
2. กลุ่มเสี่ยง คือ นักเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์การคัดกรอง ซึ่งของโรงเรียนต้องให้
การป้องกนั และแกไ้ ขตามกรณี
3. กลุ่มมีปัญหา คือ นักเรียนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มมีปัญหาตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียน
ซ่ึงโรงเรยี นต้องชว่ ยเหลือ และแก้ปญั หาโดยเร่งด่วน
4. กลุ่มพิเศษ คือ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ มีความเป็นอัจฉริยะแสดงออกซึ่งความสามารถ
อันโดดเด่นด้านใดด้านหนึ่งหรือหลา ยด้านอย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเทียบกับผู้มีอายุในระดับเดียว กั น
สภาพแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งโรงเรียนต้องให้การส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพความสามารถพิเศษน้ัน
จนถงึ ขั้นสงู สดุ
การจัดกลุ่มนักเรียน มีประโยชน์ต่อครูท่ีปรึกษาในการหาวิธีการเพื่อดูแลช่วยเหลื อนักเรียน
ได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาให้ตรงกับปัญหาของนักเรียนยิ่งขึ้น และมีความรวดเร็วในการแก้ไข
ปัญหา เพราะ มีข้อมูลของนักเรียนในดา้ นต่าง ๆ ซงึ่ หากครูท่ีปรกึ ษาไม่ได้คัดกรองนักเรยี นเพื่อการจัดกลุ่มแล้ว
ความชัดเจนในเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหานักเรียนจะมีน้อยลง มีผลต่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือ
ซ่ึงบางกรณีจำเปน็ ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน ผลการคัดกรองนักเรยี น ครปู รึกษาจำเปน็ ตอ้ งระมัดระวงั อย่างยิ่งท่ีจะ
ไม่ทำให้นักเรียนรับรู้ได้ว่าตนถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหา ซึ่งมีความแตกต่างจากกลุ่มปกติ โดยเฉพาะ
นักเรียนวัยรุ่นท่ีมีความไวต่อการรับรู้ (sensitive) แม้ว่านักเรียนจะรู้ตัวดีว่าขณะนี้ตนมีพฤติกรรมอย่างไรหรอื
ประสบกับปัญหาใดก็ตาม และเพื่อป้องกันการล้อเลียนในหมูเ่ พื่อนอีกดว้ ย ดังนั้น ครูที่ปรึกษาต้องเก็บผลการ
คัดกรองเป็นความลับ นอกจากนี้ครูที่ปรึกษามีการประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อการช่วยเหลือนักเรียนก็ควร
ระมัดระวัง การสื่อสารที่ทำให้ผู้ปกครองเกิดความรู้สึกว่าบุตรหลานของตนถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ผิดจากเพื่อน
นักเรียนอื่น ๆ ซึ่งอาจมีผลเสียต่อนักเรียนในภายหลังได้ แนวทางการวิเคราะหข์ ้อมูลเพื่อการคดั กรองนักเรยี น
การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการคัดกรองกเรียนนั้นให้อยู่ในดุลพินิจของครูที่ปรึกษาแล ะยึดถือเกณฑ์การคัด

กรองนักเรียนของโรงเรียนเป็นหลักด้วย ดังนั้น โรงเรียนควรมีการประชุมครู เพื่อการพิจารณาเกณฑ์การจัด
กลุ่มนักเรียนร่วมกันเพื่อให้มีมาตรฐานหรือแนวทางการคัดกรองนักเรียนที่เหมือนกัน เป็นที่ยอมรับของครูใน
โรงเรียน รวมทั้งให้มีการกำหนดเกณฑ์ว่าความรุนแรงหรือความถี่ของพฤติกรรมเท่าใดจึงจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง/
มปี ญั หา

3. การสง่ เสริมพฒั นานักเรียน
การส่งเสริมพัฒนานักเรียนเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเรียนกลุ่มปกติ
หรือกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหา กลุ่มความสามารถพิเศษ ให้มีคุณภาพมากขึ้นได้พัฒนาเต็มศักยภาพมีความภูมิใจใน
ตนเองในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มปกติและกลุ่มพิเศษกลายเป็นนักเรียนกลุ่มเส่ยี ง
และเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหา กลับมาเป็นนักเรียนกลุ่มปกติและมีคุณภาพตามมาตรฐานที่
โรงเรียนหรอื ชุมชนคาดหวังตอ่ ไป
การสง่ เสริมพัฒนานักเรยี นมีหลายวธิ ีท่โี รงเรยี นสามารถพจิ ารณาไดแ้ ต่มีกิจกรรมหลักสำคัญที่โรงเรียน
ตอ้ งการดำเนนิ การ คอื
1. การจดั กจิ กรรมโฮมรมู (Home room)
2. การจดั ประชุมผ้ปู กครองชัน้ เรียน ( Classroom meeting )
3. การจดั กจิ กรรมเสรมิ สร้างทกั ษะการดำรงชวี ิต และกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน
4. การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา
ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนครูควรให้ความเอาใจใส่กับนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกั นแต่สำหรับ
นักเรียนกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหานั้น จำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และหาวิธีการ
ช่วยเหลือทั้งการป้องกัน และการแก้ไขปัญหา โดยไม่ปล่อยปละละเลยนักเรียนจนกลายเป็นปัญหาของสังคม
การสร้างภูมคิ ุ้มกัน การป้องกัน และแก้ไขปัญหาของนกั เรียนจึงเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่าอยา่ งมาก
ในการพัฒนาให้นกั เรียนเตบิ โตเปน็ บคุ คลทม่ี คี ณุ ภาพของสังคมต่อไป
การป้องกัน และแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนนั้นมีหลายเทคนิควิธีการแต่สิ่งที่ครูที่ปรึกษาจำเป็นต้อง
ดำเนินการมอี ย่างน้อย 2 ประการ คือ
1. การใหค้ ำปรกึ ษาเบอื้ งตน้
2. การจดั กิจกรรมเพือ่ ป้องกนั และแก้ไขปัญหา

การสง่ ตอ่ นกั เรียน
ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาของนักเรียน โดยครูที่ปรึกษาอาจมีกรณีที่บางปัญหามีความยากต่อ

การช่วยเหลือหรือช่วยเหลือแล้วนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้น ก็ควรดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญต่อไป
เพื่อให้ปัญหาของนักเรยี นได้รับการช่วยเหลอื อย่างถูกทาง และรวดเร็วข้ึนหากปล่อยให้เป็นบทบาทหน้าท่ีของ

ครูที่ปรึกษาหรือครูคนใดคนหนึ่งลำพังความยุ่งยากของปัญหาอาจมีมากขึ้น หรือลุกลามกลายเป็นปัญหา
ใหญ่โตจนยากต่อการแก้ไข ซึง่ ครทู ี่ปรึกษาสามารถดำเนินการไดต้ ้ังแต่กระบวนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
หรือการคดั กรองนกั เรียนกไ็ ด้ ท้งั นข้ี ึ้นอยกู่ ับลกั ษณะปัญหาของนักเรยี นในแต่ละกรณี

การส่งต่อแบ่งเปน็ 2 แบบ คอื
1. การส่งต่อภายในครูที่ปรึกษาส่งต่อไปยังครูที่สามารถให้การช่วยเหลือนักเรียนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ลกั ษณะปัญหา เชน่ ส่งต่อครแู นะแนว ครพู ยาบาล ครูประจำวิชาหรอื ฝา่ ยปกครอง
2. การส่งต่อภายนอก ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครอง เป็นผู้ดำเนินการสง่ ต่อไปยังผู้เชีย่ วชาญภายนอก
หากพจิ ารณาเห็นวา่ เป็นกรณปี ญั หาทีม่ ีความยากเกินกวา่ ศกั ยภาพของโรงเรียนจะดูแลชว่ ยเหลือได้
แนวทางในการพิจารณาในการส่งต่อโดยครูที่ปรึกษา การส่งนักเรียนไปพบครูอื่น ๆ เพื่อให้การ
ชว่ ยเหลอื ต่อไป มีแนวทางการพิจารณาในการสง่ ต่อสำหรบั ครูท่ปี รึกษา ดังนี้
1. นักเรียนมีพฤติกรรมคงเดิมหรือไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงแม้ว่าครูที่ปรึกษาจะดำเนินการช่วยเหลือด้วย
วิธีการใด ๆ
2. นักเรียนไม่ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือของครูที่ปรึกษา เช่น นัดให้มาพบแล้วไม่มาตามนัด
อย่เู สมอ ใหท้ ำกิจกรรมเพอื่ การชว่ ยเหลือกไ็ ม่ยนิ ดรี ่วมกจิ กรรมใด ๆ ทัง้ สน้ิ
3. ปญั หาของนกั เรยี นที่เป็นเร่อื งเฉพาะดา้ น เช่น เก่ียวข้องกับความรู้สึก ความซับซ้อนของสภาพจิตใจ
ที่จำเป็นต้องให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด และได้รับการบำบัดทางจิตวิทยา ควรพิจารณาส่งต่อให้ผู้มีความรู้
เฉพาะทางเพ่อื ดำเนนิ การให้ความช่วยเหลือต่อไป
แนวดำเนินการสง่ ต่อนักเรยี น
1. ครูทป่ี รึกษาประสานงานกับครทู จี่ ะช่วยเหลือนักเรียนตอ่ เพื่อให้ทราบลว่ งหนา้
2. สรุปข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและวิธีการช่วยเหลือที่ผ่านมา
รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นจากการช่วยเหลือนั้นให้ผู้ที่รับการช่วยเหลือนักเรี ยน มีแบบบันทึกส่งต่อ
หรือแบบประสานงานขอความรว่ มมือจากผู้เกี่ยวข้อง
3. ครูที่ปรึกษาควรชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการส่งต่อโดยใช้คำพูดที่สร้างสรรค์
ระมัดระวังมิให้นักเรียนเกิดความรู้สึกผิด กังวลหรือโกรธ เป็นต้น แต่ให้นักเรียนมีความรู้สึกที่ดีจากการส่งต่อ
และยินดไี ปพบครูทีช่ ่วยเหลอื ตามแตก่ รณีที่ครทู ี่ปรึกษาพจิ ารณาว่าเหมาะสม
4. ครูทีป่ รึกษานัดวนั เวลาสถานทนี่ ดั พบกบั ครูทรี่ ับชว่ ยเหลอื นักเรียนและส่งต่อให้เรียบร้อย

กระบวนการและขน้ั ตอนการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียนของสถานศึกษา
สงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
1. การรู้จกั นกั เรยี นเป็นรายบุคคล

2. การคัดกรองนักเรยี น

กล่มุ พเิ ศษ กลุ่มปกติ กล่มุ เส่ยี ง กลมุ่ มีปญั หา

3. การส่งเสริมและพฒั นานกั เรยี น 4. การป้องกนั และการแกป้ ัญหานักเรยี น

ดขี น้ึ พฤติกรรม
ดขี ้ึนหรอื ไม่

ไม่ดขี ึ้น

5. การสง่ ตอ่
ภายใน : ครแู นะแนว ครูพยาบาล

ครูประจำวชิ า ครฝู ่ายปกครอง
ภายนอก : ผู้เชย่ี วชาญเฉพาะด้าน

ประโยชน์และคณุ คา่ ของระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน
1. นกั เรียนได้รับการดูแลชว่ ยเหลืออยา่ งท่ัวถงึ และตรงตามสภาพปญั หา
2. สัมพนั ธภาพระหวา่ งครูกับนักเรยี นเป็นไปดว้ ยดีและอบอุ่น
3. นักเรียนรู้จักตนเอง ควบคุมตนเองได้ มีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่งจะเป็นรากฐาน

ในการพฒั นาความเก่ง (IQ) คณุ ธรรมจริยธรรม (MQ) และความม่งุ ม่นั ที่จะเอาชนะอุปสรรค (AQ)
4. นักเรยี นเรียนรู้อย่างมีความสุขและได้รับการสง่ เสริมพัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างรอบด้าน
5. ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพนักเรียนอย่างเข้มแข็งจริงจังด้วย ความเสียสละ

เอาใจใส่

สรปุ สาระสำคญั ระบบดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน

ขนั้ ตอน วตั ถปุ ระสงค์ วธิ กี าร/เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ น ผลที่ไดจ้ ากการ
การดำเนนิ งาน ดำเนินงานใน
กระบวนการและขน้ั ตอน 1. เพ่อื ให้การดำเนนิ งาน แต่ละขัน้ ตอน
การดำเนนิ งานระบบดแู ล ดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี น เคร่อื งมือที่ใช้ในการ 1. นกั เรียนไดร้ ับการดแู ล
ช่วยเหลอื นักเรียนของ เป็นไปอย่างมรี ะบบมี ดำเนินงาน ชว่ ยเหลอื อยา่ งทัว่ ถึงและ
สถานศึกษา สังกดั ประสิทธิภาพ 1. ระเบยี นสะสม ตรงตามสภาพปญั หา
สำนกั งานคณะกรรมการ 2. เพือ่ ใหโ้ รงเรียน 2. แบบประเมินพฤตกิ รรม 2. สมั พนั ธภาพระหวา่ งครู
การศึกษาข้ันพน้ื ฐาน กรรมการสถานศกึ ษา เด็ก (The Strength and กับนักเรยี นเปน็ ไปด้วยดี
1. การรูจ้ ักนักเรยี นเปน็ ผู้ปกครอง ชุมชน องคก์ ร Difficulties Questionnaire: และอบอนุ่
รายบคุ คล และหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ ง SDQ) 3. นกั เรียนรจู้ ักตนเอง
2. การคัดกรองนักเรยี น มกี ารทำงานร่วมกันโดย 3. การสัมภาษณ์นกั เรียน ควบคมุ ตนเองได้ มีการ
3. การพัฒนาและสง่ เสริม ผ่านกระบวนการทำงานที่ 4. การศึกษาจากแฟ้ม พัฒนาความฉลาดทาง
นกั เรียน ชดั เจนมรี ่องรอยหลักฐาน สะสมผลงาน อารมณ์ (EQ) ซง่ึ จะเป็น
4. การปอ้ งกันและแก้ไข การปฏิบัติงานสามารถ 5.การเย่ียมบ้าน รากฐานในการพฒั นา
ปญั หา ตรวจสอบและประเมนิ ผล 6.การศกึ ษาข้อมลู จาก ความเกง่ (IQ) คุณธรรม
5. การสง่ ต่อ ได้ แบบบนั ทกึ การตรวจ จรยิ ธรรม (MQ) และ
สขุ ภาพ ความม่งุ มั่นทีจ่ ะเอาชนะ
อุปสรรค (AQ)
4. นักเรียนเรยี นรูอ้ ย่างมี
ความสุขและไดร้ ับการ
สง่ เสริมพฒั นาเต็มตาม
ศักยภาพอย่างรอบด้าน
5. ผูเ้ กีย่ วข้องมีสว่ นร่วมใน
การพัฒนาคุณภาพ
นักเรยี นอยา่ งเขม้ แขง็
จรงิ จังดว้ ยความเสยี สละ
เอาใจใส่

บรรณานกุ รม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2547). การดําเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์องค์กรรบั ส่งสนิ ค้าและพัสดุภัณฑ.์

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2554). คู่มือครูท่ีปรึกษาระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรยี น. กรงุ เทพฯ: ยูเรนัสอิมเมจกรุป๊ .

โรงเรียนมหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์ สังกัด สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
สมุทรปราการ เขต 1. (ม.ป.ป.). คมู่ อื ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น. สมทุ รปราการ. สืบค้น
เ ม ื ่ อ 1 2 ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 4 จ า ก : https://www.mkj.ac.th/wp-content/uploads/
2018/06/%E0B8%A5.pdf.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.(2546). การบริหาร
จัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการในโครงการวิจัยและพัฒนา
นวัตกรรมแลกเป้า สพฐ. ปีงบประมาณ 2561. (2561). รูปแบบการจัดระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงด้วยกิจกรรมครูคู่สัญญา ของโรงเรียนคีรีราษฎร์พัฒนา .
นครศรีธรรมราช.สืบค้นเมื่อ 1 2 กรกฎาคม 2564 จาก : http://www.ska2.go.th/
reis/data/research/25620912_105213_3793.pdf.

สำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน. (2549). แนวทางการดาเนินระบบการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนสาหรับโรงเรียนขนาดเล็ก. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตร แห่งประเทศไทย จํากดั .


Click to View FlipBook Version