วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร Developing Speaking Skills of Mathayomsuksa 4 Students through Communicative Activities รายวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร รหัสวิชา ภาคเรียนที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นางสาวศศิวิมล แพงมา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ที่ ............................................... วันที่...........เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 เรื่อง รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล สิ่งที่ส่งมาด้วย งานวิจัยในชั้นเรียน ข้าพเจ้า นางสาวศศิวิมล แพงมา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ได้ดำเนินการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2566 เรียบร้อยแล้ว จึงขอส่ง เอกสารการดำเนินการดังเอกสารแนบท้ายนี้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา (ลงชื่อ)........................................ผู้บันทึก (นางสาวศศิวิมล แพงมา) (ลงชื่อ).....................................หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ (นางอัจฉรา พวงอก) (ลงชื่อ).....................................หัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ (นางดรุณี เสมอภาค) เสนอเพื่อโปรดพิจารณา...................................................................................................................... อนุญาต ....................................................................................................... ควรพัฒนา/เพิ่มเติม…….............………………………....................................... (นายประภาส สงค์พิมพ์) ผู้อำนวยการโรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร ผู้วิจัย นางสาวศศิวิมล แพงมา โรงเรียน ผักไหมวิทยานุกูบล ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อแก้ไขและ พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ ผู้ร่วมวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย คือ แผนพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร จำนวน 3 แผนการ เรียนรู้ ใช้เวลาแผนละ 4 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง การวิจัยครั้งนี้ใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิง คุณภาพ โดยกลุ่มผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยใช้เทคนิคการสังเกต การจดบันทึกหลัง การสอน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคสามเส้า และนำเสนอข้อมูลโดยการบรรยายเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ในวงจรที่ 1 พบปัญหาในกิจกรรมระหว่างการพูด 2 และกิจกรรมหลังการ พูด นักเรียนส่วนใหญ่ยังออกเสียงคำศัพท์ไม่และยังไม่สามารถใช้โครงสร้างไวยากรณ์ได้ถูกต้อง โดยครู ได้แก้ปัญหาในวงจรที่ 2 ทั้งหมด 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการพูด ครูได้เปิดเสียง เจ้าของภาษาให้นักเรียนฟังและฝึกออกเสียงบ่อยครั้งมากขึ้น ระหว่างนั้น ครูได้สังเกตและแก้ไขการ ออกเสียงของนักเรียนให้ถูกต้อง และหลังจากการสอนโครงสร้างไวยากรณ์ ครูได้ให้นักเรียนฝึกแต่ง ประโยคเพิ่มเติมมากขึ้น ขั้นตอนที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างพูด 2 ครูเพิ่มเวลาในการฝึกฝนการพูดให้ นักเรียนมากขึ้น และทบทวนโครงสร้างไวยากรณ์และในขั้นตอนที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการพูด ครูได้ทบทวนเนื้อหาและคำศัพท์ประจำบทเรียน เพื่อให้นักเรียนได้นำไปใช้ในการทำกิจกรรมการ สื่อสาร ผลการแก้ปัญหาปรากฏว่า นักเรียนสามารถออกเสียงคำศัพท์ได้ถูกต้อง และใช้โครงสร้าง ไวยากรณ์ได้ดียิ่งขึ้น ปัญหาที่พบในวงจรที่ 2 คือ นักเรียนยังไม่สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วและเป็น ธรรมชาติ ครูได้แก้ปัญหาที่พบจากวงจรที่ 2 ในวงจรที่ 3 ในกิจกรรมหลังการพูด โดยการสอนการ ใช้คำเสริมช่วงหยุด และปัญหาที่พบในวงจรที่ 3 คือ ในขั้นกิจกรรมหลังการพูด นักเรียนยังไม่สามารถ แสดงออกทางสีหน้า และทำท่าทางประกอบการพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผู้วิจัยเห็นว่า ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่ผู้วิจัยต้องค้นหาวิธีแก้ไขในการทำวิจัยครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการสื่อสารสามารถพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ดีขึ้นได้ คำสำคัญ: ทักษะการพูด, กิจกรรมการสื่อสาร
1 รายงานวิจัยในชั้นเรียน รายวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร2 รหัสวิชา อ31202 เรื่อง การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร Developing Speaking Skills of Mathayomsuksa 4 Students through Communicative Activities 1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา ในบรรดาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ทักษะการพูดถือเป็นทักษะที่สำคัญในการเรียน ภาษา เนื่องจากมนุษย์พัฒนาทักษะการพูดจากการฟังเสียง คำ วลี และประโยคต่าง ๆ รอบตัว ก่อนที่จะ เริ่มเรียนรู้ทักษะอื่น (Hussain, 2018) ปัจจุบันการพูดภาษาอังกฤษได้กลายเป็นทักษะสำคัญในการ ติดต่อสื่อสาร ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะการทำธุรกิจ กับต่างประเทศ (Rao, 2019) อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่าง คล่องแคล่วสามารถสร้างโอกาสในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น ฉะนั้นแล้ว การพูดภาษาอังกฤษจึงเป็น สัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงความสามารถของบุคคลได้ และกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการใช้ชีวิต (Carmen, 2010) ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญต่อนักเรียนเป็นอย่าง มาก เพื่อทำให้นักเรียนเข้าถึงการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งในชีวิตประจำวันและโลกของการทำงาน (Rahman, 2010) ดังนั้น ครูควรให้ความสำคัญต่อการจัดเตรียมเนื้อหาและกิจกรรมที่ใช้ในการสอน ทักษะการพูดในชั้นเรียน พร้อมทั้งการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะการพูด เพื่อ สร้างผลลัพธ์ที่ตอบสนองความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียน และสร้างความสำเร็จในการเรียนทักษะ การพูด (Qutob, 2018) ผู้วิจัยได้ทำการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนภาษาอังกฤษใน ฐานะภาษาต่างประเทศพบว่า ประเด็นที่หนึ่งคือ การขาดโอกาสในการเรียนรู้และฝึกฝนภาษาอังกฤษใน สภาพแวดล้อมจริง (Wiriyachita, 2002) ด้วยเหตุที่ว่าสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของนักเรียนโดย ส่วนมากมีสื่อการสอนในห้องเรียนเป็นภาษาไทย และครูมิใช่เจ้าของภาษาโดยตรง จึงนำไปสู่การใช้ ภาษาที่ไม่เป็นธรรมชาติ และสร้างความล้มเหลวของการสื่อสารจริงในห้องเรียน อีกทั้งนักเรียนยังได้รับ โอกาสเพียงเล็กน้อยในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกับเจ้าของภาษา ดังนั้นการเข้าถึงภาษาอังกฤษของ นักเรียนจึงค่อนข้างจำกัด (Khamkhien, 2010) และประเด็นที่สองคือ การขาดความชำนาญในการใช้ ภาษาอังกฤษ เนื่องจากขอบเขตของการฝึกทักษะการพูดทำได้เพียงในห้องเรียน ทำให้นักเรียนขาด โอกาสในการนำภาษาไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องยากที่นักเรียนจะเกิดความชำนาญ ในการพูดภาษาอังกฤษ (Dincer, 2017) ประเด็นที่สามคือ การขาดความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ
2 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาษาแม่ในการออกเสียง (Biyaem, 1997 as cited in Rajeevnath, 2015) กิจกรรมการสื่อสาร คือ กิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการพูด โดยนักเรียนสามารถ สื่อสารกับผู้อื่นทั้งในและนอกชั้นเรียนผ่านการรับฟังและการพูดแสดงความคิดเห็นด้วยภาษาอังกฤษ กิจกรรมการสื่อสารมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้นักเรียนสามารถค้นคว้าข้อมูลในภาษาอังกฤษ ก้าวข้าม อุปสรรคทางด้านภาษา ค้นพบตนเอง และเรียนรู้วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถ พัฒนาทักษะการพูดได้อย่างประสิทธิภาพ ดังนั้นลักษณะกิจกรรมการสื่อสารจึงมีลักษณะเน้นให้นักเรียน เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในสภาพการเรียนรู้ที่นักเรียนมีการโต้ตอบแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน มากกว่าการเน้นให้ครูเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมทุกอย่างในชั้นเรียน ตัวอย่างกิจกรรมการสื่อสาร เช่น กิจกรรม Class Survey ที่ให้นักเรียนได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ โดยการสนทนา โต้ตอบกับนักเรียนคนอื่น ๆ ซึ่งกิจกรรมนี้ส่งเสริมทักษะการพูดและความมั่นใจของนักเรียน อีกหนึ่ง กิจกรรมการสื่อสารคือ กิจกรรม Conversation Grid ที่ส่งเสริมให้นักเรียนฝึกฝนและทักษะการพูดและ เพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างทางภาษาผ่านการสนทนาระหว่างกัน (Moss & Ross-Feldman, 2003) ผลจากการวิจัยของ Phansrisuwan, C., & Adipattaranan, N. (2018) ได้พบว่ากิจกรรม การสื่อสารส่งเสริมทักษะการพูดของนักเรียน อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจของนักเรียนได้ในระดับสูง สอดคล้องกับงานวิจัยของ Dewi, Kultsum และ Armadi (2016) ที่ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ กิจกรรมการสื่อสารเพื่อพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียน พบว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง นอกจากนี้กิจกรรมการสื่อสารยังมีผลกระทบเชิงบวกต่อกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งใน ด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมความมั่นใจของนักเรียน และความคล่องแคล่วในการ พูดของนักเรียน อีกทั้งกิจกรรมการสื่อสารยังช่วยลดความตรึงเครียดและความเบื่อหน่ายในการเรียน ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ผลการวิจัยของ Oradee (2013) พบว่ากิจกรรมการสื่อสารช่วยให้นักเรียนมี ทักษะการพูดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนภาษาอังกฤษในฐานะ ภาษาต่างประเทศ และจากผลการวิจัยของ Charina (2013) กิจกรรมการสื่อสารส่งเสริมให้นักเรียนมี การพัฒนาทักษะการพูดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการในด้านการโต้ตอบบท สนทนา ความคล่องแคล่วและความถูกต้องในการใช้ภาษา ซึ่งส่งผลนักเรียนมีความมั่นใจในการใช้ ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น รวมทั้งบรรยากาศในการเรียนรู้ในชั้นเรียนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากนักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กิจกรรมการสื่อสารเป็นการให้นักเรียนได้มี ประสบการณ์ในการใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายอีกด้วย ผู้วิจัยเล็งเห็นปัญหาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยปัญหาที่พบมากที่สุด คือ นักเรียนไม่ สามารถพูดสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้เนื่องจากนักเรียนขาดองค์ความรู้ด้านคำศัพท์ที่หลากหลาย
3 รวมทั้งนักเรียนไม่กล้าที่จะพูดสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษ เนื่องจากนักเรียนขาดความมั่นใจและกลัวที่จะ พูดผิดต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น อีกทั้งนักเรียนมีโอกาสในการพูดสื่อสารโดยภาษาอังกฤษน้อยจึงทำให้ นักเรียนขาดการฝึกฝนทักษะการพูดและไม่คุ้นชินในการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในฐานะ ภาษาต่างประเทศ โดยการดึงรูปแบบการพัฒนาทักษะการพูดโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสารเข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งในกิจกรรมพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อให้นักเรียนเกิด ความกล้าแสดงออก สนุกสนาน ได้ใช้สีหน้า ท่าทางแทนคำพูด มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสารและเกิดความคุ้นชินในการพูดภาษาอังกฤษ รวมทั้งช่วยส่งเสริมทัศนคติและแรงจูงใจที่ดีต่อ การเรียนภาษาอังกฤษในฐานะ ภาษาต่างประเทศมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันอีกด้วย 2. จุดมุ่งหมายของการศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อแก้ไขและ พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ 3. ขอบเขตของการศึกษา 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 2 ห้อง นักเรียนจำนวน 49 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนผักไหม วิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ มีนักเรียนจำนวนทั้งหมด 33 คน โดยคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการสื่อสาร 2.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ การพัฒนาทักษะการพูด 3. ระยะเวลาที่ใช้การทำวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการทำวิจัยทั้งสิ้น 1 ภาคเรียน ปีการศึกษา 2566 โดยเริ่มจากเดือน พฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์2567
4 4. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยพิจารณาโดยใช้เนื้อหาจากแหล่งเรียนรู้ที่มีความ สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้ 4.1 Unit: Places Topic: Travel Around the World Sub-topic: Weather จำนวน 1 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมง 4.2 Unit: Personality Traits Topic: Physical Characteristics จำนวน 1 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมง 4.3 Unit: People Topic: Activities and Friends จำนวน 1 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมง 4. นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะการพูด หมายถึง ความสามารถในการพูดบรรยายอธิบาย เปรียบเทียบ และสรุป ใจความสําคัญเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ และเรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัวอย่างคล่องแคล่ว พร้อมทั้งให้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบโดยการเลือกใช้คํา ภาษา น้ําเสียง และกิริยาท่าทางที่เหมาะสมกับระดับของ บุคคล โอกาส และสถานที่ตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา โดยมีขั้นตอนการจัด กิจกรรมทักษะการพูดดังต่อไปนี้ 1.1 ขั้นก่อนการพูด (Pre-speaking) เป็นขั้นตอนที่ครูใช้วิดีโอเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน อธิบาย คำศัพท์โดยใช้กลวิธีที่หลากหลาย เช่น การใช้จินตภาพ (Using Imagery) การใช้สีหน้าท่าทาง (Use of nonverbal means) จากนั้นอธิบายโครงสร้างไวยากรณ์ และอธิบายบทความโดยใช้รูปภาพ วิดีโอ และ เสียงเจ้าของภาษาประกอบการอธิบาย 1.2 ขั้นปฏิบัติการพูด 1 (While-speaking 1) เป็นขั้นที่มุ่งเน้นการพัฒนาความคล่องแคล่ว และความเข้าใจในการใช้ภาษาของนักเรียน ด้วยการทำกิจกรรมตอบคำถามเกี่ยวกับการระบุหัวข้อเรื่อง (topic) และตอบคำถามเกี่ยวกับใจความสำคัญ (main idea) 1.3 ขั้นปฏิบัติการพูด 2 (While-speaking 2) เป็นขั้นที่มุ่งเน้นการพัฒนาความคล่องแคล่ว และความเข้าใจในภาษาของนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะการพูดผ่านรูปแบบกิจกรรมที่ ครูกำหนด
5 1.4 ขั้นหลังการพูด (Post-speaking) เป็นขั้นที่นักเรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการพูด เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจวัตรประจำวัน ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว และกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้น ๆ ประกอบอย่างเหมาะสมผ่านการทำกิจกรรมการพูดนำเสนอ (Prepared Talks and Presentations) กิจกรรมเล่าเรื่อง (Storytelling) หรือกิจกรรมการอภิปราย (Discussion) 2. กิจกรรมการสื่อสาร หมายถึง กิจกรรมที่นักเรียนมีพูดนำเสนอหรือพูดแสดงความคิดเห็น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการคิด ทักษะทางสังคม รวมไปถึงทักษะการสื่อสาร เพื่อนำมาพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนในขั้นการจัดการเรียนรู้ 2.1 กิจกรรมการสนทนา (Dialogues) เป็นกิจกรรมที่นักเรียนสามารถนำบทสนทนาที่มีอยู่ ในหนังสือเรียนหรือบทสนทนาที่นักเรียนเขียนขึ้นเองมาพูดพร้อมทั้งใช้ท่าทางเพื่อสื่อความหมายหน้าชั้น เรียน โดยครูต้องให้เวลานักเรียนในการฝึกฝนการสนทนาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติในการใช้ภาษาที่ มากขึ้น 2.2 กิจกรรมการจำลองสถานการณ์และการแสดงบทบาทสมมติ (Simulation and Role-Playing) เป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันด้วยวิธีการที่หลายหลาย โดย นักเรียนจินตนาการตนเองในสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้นอกชั้นเรียนและสื่อสารข้อมูลระหว่างกันให้ เข้ากับบทบาทหรือสถานการณ์ที่กำหนดไว้2.3 กิจกรรมการพูดนำเสนอ (Prepared Talks and Presentations) เป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้มีการเตรียมตัวในการพูดนำเสนอหัวข้อที่นักเรียนให้ความ สนใจ โดยครูต้องให้นักเรียนมีเวลาในการฝึกฝนการนำเสนอเพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการพูด ของตนโดยไม่ต้องใช้โน้ตย่อในการช่วยจดจำเนื้อหาที่จะนำเสนอ
6 5. รูปแบบการศึกษาค้นคว้า/แบบแผนการศึกษาวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดย ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามรูปแบบวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ภาพประกอบ 1 แสดงวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนจำนวน 3 วงจร 5.1 ขั้นวางแผน (Plan) ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาการพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียน และดำเนินการจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดย การใช้กิจกรรมการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 แผน และจัดหาเครื่องมือที่ใช้ใน การสังเกตเพื่อใช้ในการวิจัย 5.2 ขั้นปฏิบัติตามแผน (Action) เป็นขั้นตอนที่ลงมือดำเนินการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 แผนที่เตรียมไว้ซึ่งเมื่อจบแต่ละแผนก็จะเริ่มขั้นตอนที่หนึ่งอีกครั้ง 5.3 ขั้นสังเกต (Observation) ขั้นนี้ผู้วิจัยใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ กำหนดไว้ได้แก่การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง โดยผู้วิจัยทำการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในขณะที่ ทำกิจกรรม พฤติกรรมการพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียน และการจดบันทึกหลังการสอน 5.4 ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ(Reflection) ขั้นนี้เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากขั้นการ สังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง การจดบันทึกข้อมูลหลังการสอน การสะท้อนผลจากผู้นิเทศการสอน และ นักเรียน มาวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพปัญหาพร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นจากการเรียน เพื่อปรับปรุงคุณภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้โดยการใช้กิจกรรมการสื่อสารในวงจรต่อไป R P O A วงจรที่ 2 R P O A วงจรที่ 1 R P O A วงจรที่ 3
7 6. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรม การสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จํานวน 3 แผน ใช้เวลาแผนละ 4 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง 7. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรม การสื่อสาร 2. เลือกเนื้อหาจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ Unit: Places Topic: Travel Around the World Sub-topic: Weather, Unit: Personality Traits Topic: Physical Characteristics และ Unit: Relationship Topic: Activities and Friends ของระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อนำมาใช้ในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้และออกแบบกิจกรรมตามจุดประสงค์ การเรียนรู้และมาตรฐานตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 3. วิเคราะห์เนื้อหาและกิจกรรมซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาตาม Unit/Topic ที่กำหนดไว้ดังนี้ 3.1 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการ สื่อสาร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 3 แผน โดยใช้เวลาสอน แผนละ 4 ชั่วโมง 3.2 นำแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการ สื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 3 แผน เสนอหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้หัวหน้า กลุ่มบริหารงานวิชาการ และผู้อำนวยการโรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและ ความสอดคล้องของเนื้อหา 3.3 แก้ไข ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดย การใช้กิจกรรมการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ตามข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระ การเรียนรู้หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ และผู้อำนวยการโรงเรียนผักไหมวิทยานุกูล แล้วจึงจัดพิมพ์ ฉบับจริงเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 8. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยโดยการใช้กิจกรรม การสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ผู้วิจัยทำการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ณ โรงเรียน ผักไหมวิทยานุกูล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566
8 เป็นเวลา 1 ภาคเรียน 2 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หน่วยละ 4 ชั่วโมง รวมเวลา 12 ชั่วโมงโดยมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้ วงจรที่ 1 แผนการสอนที่ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้เก็บข้อมูล ผู้ให้ข้อมูล ระยะเวลาดำเนินการ แผนที่ 1 1. การสังเกตแบบ ไม่มีโครงสร้าง 2. การจดบันทึกข้อมูล หลังการสอน ผู้วิจัย นักเรียนและผู้วิจัย สอนจนจบแต่ละแผน การสะท้อนผลการดำเนินการสอนตามแผนที่ 1 โดยเป็นการสะท้อนข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวม ข้อมูลทั้ง 2 เทคนิค ทั้งนี้เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสอน เพื่อวางแผนแก้ปัญหาใน วงจรที่ 2 วงจรที่ 2 แผนการสอนที่ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้เก็บข้อมูล ผู้ให้ข้อมูล ระยะเวลาดำเนินการ แผนที่ 2 1. การสังเกตแบบ ไม่มีโครงสร้าง 2. การจดบันทึกข้อมูล หลังการสอน ผู้วิจัย นักเรียนและผู้วิจัย สอนจนจบแต่ละแผน การสะท้อนผลการดำเนินการสอนตามแผนที่ 2 โดยเป็นการสะท้อนข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวม ข้อมูลทั้ง 2 เทคนิค ทั้งนี้เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสอน เพื่อวางแผนแก้ปัญหาใน วงจรที่ 3
9 วงจรที่ 3 แผนการสอนที่ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้เก็บข้อมูล ผู้ให้ข้อมูล ระยะเวลาดำเนินการ แผนที่ 3 1. การสังเกตแบบ ไม่มีโครงสร้าง 2. การจดบันทึกข้อมูล หลังการสอน ผู้วิจัย นักเรียนและผู้วิจัย สอนจนจบแต่ละแผน การสะท้อนผลการดำเนินการสอนตามแผนที่ 3 โดยเป็นการสะท้อนข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวม ข้อมูลทั้ง 2 เทคนิค ทั้งนี้เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสอน 9. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตแบบ ไม่มีโครงสร้าง การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง และการสะท้อนผลจากผู้นิเทศการสอน ทั้งหมดมา วิเคราะห์โดยใช้เทคนิคสามเส้า (Triangulation) คือการนำข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบความเหมือน ความคล้ายคลึง ความขัดแย้ง หรือความแตกต่าง แล้วร่วมวิเคราะห์ วิจารณ์ หาข้อสรุป แล้วจึงเขียนบรรยายสรุปแบบพรรณนา วิเคราะห์ตามรูปแบบของการวิจัยปฏิบัติการ และ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลตามรูปแบบ ของวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อรับรู้สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นใน ขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมแต่ละวงจรว่าปฏิบัติได้ เหมาะสมหรือไม่เพียงใด มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ เพื่อเป็น แนวทางในการพิจารณาหาวิธีที่จะแก้ไข วางแผนดำเนินการในวงจรต่อไป 10. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละวงจรดังนี้ วงจรที่ 1 สะท้อนผลการปฏิบัติในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 Unit: Places Topic: Travel Around the World Sub-topic: Weather ขั้นกิจกรรมก่อนการพูด (Pre-speaking) ครูนำนักเรียนเข้าสู่บทเรียนโดยการเปิดวิดีโอเกี่ยวกับสภาพอากาศ ที่เชื่อมโยง กับเนื้อหาที่นักเรียนกำลังจะเรียน แล้วถามคำถามเพื่อให้นักเรียนทราบว่ากำลังจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับ อะไร หลังจากนั้นครูได้สอนคำศัพท์ประจำบทเรียน โดยการเปิดเสียงเจ้าของภาษาให้นักเรียนฟังแล้วให้ นักเรียนออกเสียงตาม จากนั้นครูได้ใช้เทคนิคการให้ความหมายศัพท์ Visual images (รูปภาพและ วิดีโอ) และเทคนิค Explaining และ Describing เพื่ออธิบายความหมายของคำศัพท์ให้นักเรียนฟัง
10 หลังจากนั้นจึงอธิบายรูปแบบไวยากรณ์และหลักการใช้Present Continuous Tense แบบ Deductive พร้อมยกตัวอย่างและอธิบายโครงสร้างประโยคโดยการใช้ภาพประกอบเพื่อให้นักเรียน เข้าใจและจดจำโครงสร้างได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นครูได้สอนและอธิบายเนื้อหาโดยใช้คำถาม Yes/No Questions เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และทดสอบความเข้าใจควบคู่ไปด้วย จากการสังเกตแบบไม่มีโครงสร้างพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถออกเสียง คำศัพท์ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง เพราะคำศัพท์ส่วนใหญ่ นักเรียนเพิ่งเคยรู้จักเป็น ครั้งแรก แต่หลังจากที่ครูเปิดเสียงคำศัพท์ให้ฟังและให้ออกเสียงตามบ่อยขึ้น นักเรียนก็สามารถออก เสียงคำศัพท์ได้ดีมากยิ่งขึ้น และจากการที่ครูได้ให้นักเรียนฝึกการใช้ Present Continuous Tense มากขึ้น ก็ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์และนำไปใช้ได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่ยังมี นักเรียนบางส่วนที่เลือกใช้คำกริยาผิดบริบท ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในวงจรต่อไป ขั้นตอนที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการพูด (While-Speaking 2) ในขั้นตอนการจัดกิจกรรมระหว่างการพูด 2 (While-Speaking 2) คือ กิจกรรม Cocktail Party ในกิจกรรมนี้ ครูได้ให้นักเรียนจินตนาการว่านักเรียนกำลังไปเที่ยว ณ สถานที่แห่งหนึ่ง และสภาพอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วให้จับคู่สนทนาถามตอบกัน โดยนักเรียนหนึ่งคน จะต้อง เลือกเพื่อนเพื่อสนทนาจำนวน 3 คน ซึ่งก่อนการเริ่มกิจกรรมครูได้ให้เวลานักเรียนในการฝึกฝนการพูด และทบทวนลักษณะโครงสร้างไวยากรณ์อีกครั้ง เพื่อทบทวนให้นักเรียนและให้นำไปใช้ในการทำ กิจกรรมได้ จากการสังเกตแบบไม่มีโครงสร้างโดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย พบว่า นักเรียนส่วน ใหญ่ให้ความร่วมมือและมีความกระตือรือร้นกับการทำกิจกรรม Cocktail Party เป็นอย่างดี เนื่องจาก นักเรียนจะได้เลือกคู่สนทนาเอง แต่ยังมีนักเรียนส่วนน้อยที่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวพูดผิด ครูจึงพยายาม กระตุ้นให้นักเรียนกล้าที่จะพูด และคอยทบทวนโครงสร้างไวยากรณ์เมื่อมีนักเรียนใช้ผิด หรือบางคนที่ เกิดความสับสน ขั้นตอนที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการพูด (Post-speaking) กิจกรรมในขั้นตอนนี้ คือ กิจกรรม What’s the weather like? โดยครูให้ นักเรียนทำการสนทนา (Dialogues) โดยครูได้กำหนดสถาการณ์และให้นักเรียนจับคู่เพื่อสนทนา เกี่ยวกับสถานการณ์นั้น ๆ โดยก่อนจะเริ่มทำกิจกรรมครูได้แนะนำ และได้เชื่อมโยงไปถึงเนื้อหาและ คำศัพท์ประจำบทเรียน เพื่อให้นักเรียนได้นำไปใช้ในการทำกิจกรรมการสนทนาของตนเอง จากการจดบันทึกหลังการสอนพบว่านักเรียนจำนวนทั้งหมด 33 คน ได้คะแนน จากการทำกิจกรรมจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า นักเรียนได้ 8 คะแนน จำนวน 6 คน 7 คะแนน จำนวน 8 คน 6 คะแนน จำนวน 8 คน และ 5 คะแนน จำนวน 11 คน ผลปรากฎว่ามีนักเรียนที่มี คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์อยู่จำนวน 19 คน
11 สอดคล้องกับการสังเกตโดยผู้วิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถพูดสนทนา เกี่ยวกับสภาพอากาศในขณะนั้น กิจกรรมที่ตนกำลังทำ และสถานที่ที่ตนกำลังอยู่ได้ มีการพูดนำเสนอ ตาม Guideline ที่ครูได้พาซ้อมพูดภายในห้อง และใช้โครงสร้างภาษาได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว และเป็นธรรมชาติ นักเรียนยังคงพูดและหยุดเป็นระยะ ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในวงจรต่อไป ปัญหาท้ายวงจร นักเรียนส่วนมากไม่สามารถออกเสียงคำศัพท์ได้ถูกต้อง ขาดความมั่นใจในการพูด ไม่สามารถให้เหตุผลประกอบอย่างสั้น ๆ ได้หลากหลาย ส่งผลให้ในบางครั้ง ไม่สามารถสื่อความหมายได้ อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่ผิด ๆ ถูก ๆ และไม่สามารถจดจำวิธีการ ออกเสียงคำศัพท์ที่ชัดเจนได้ ทำให้ขาดความลื่นไหลในการพูด โดยเฉพาะในกิจกรรมการสนทนา (Dialogues) ขั้น Post-Speaking วงจรที่ 2 สะท้อนผลการปฏิบัติในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 2 Unit: Personality Traits Topic: Physical Characteristics การแก้ไขปัญหาจากวงจรที่ 1 ผู้วิจัยได้แก้ปัญหาที่พบในวงจรที่ 1 โดยผู้วิจัยได้ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมใน วงจรที่ 2 โดยเพิ่มการสอนการออกเสียงคำศัพท์ให้มากขึ้น โดยครูได้เปิดเสียงเจ้าของภาษาให้นักเรียน ฟัง และฝึกออกเสียงตามบ่อยครั้งมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนคุ้นชินกับวิธีการออกเสียงคำศัพท์นั้น ๆ ระหว่างนั้น ครูได้สังเกตวิธีการออกเสียงคำศัพท์ของนักเรียนแต่ละคน และได้แก้ไขให้นักเรียนฝึกออก เสียงให้ถูกต้อง ก่อนที่จะอธิบายความหมายคำศัพท์ ในขั้นถัดมา ครูได้สอนโครงสร้างไวยากรณ์เรื่อง Adjectives to describe people แล้วให้นักเรียนฝึกแต่งประโยคเพิ่มเติม เพื่อทดสอบความเข้าใจและ ฝึกให้นักเรียนได้ใช้โครงสร้างไวยากรณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ครูได้นำเอากิจกรรมการจำลอง สถานการณ์และการแสดงบทบาทสมมติ (Simulation and Role-Playing) มาใช้ในขั้น Postspeaking ซึ่งช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันให้เข้ากับบทบาทหรือ สถานการณ์ที่กำหนดไว้ผลการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนจำนวน 33 คน ได้คะแนนจากการทำกิจกรรม จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า นักเรียนได้ 8 คะแนน จำนวน 8 คน 7 คะแนน จำนวน 10 คน 6 คะแนน จำนวน 9 คน และ 5 คะแนน จำนวน 6 คน ผลปรากฎว่ามีนักเรียนที่มีคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์อยู่ จำนวน 15 คน ปัญหาท้ายวงจร นักเรียนส่วนมากยังพูดแบบใช้วิธีการท่องจำ ขาดความคล่องแคล่วนในการใช้ ภาษาเพื่อการสื่อสาร เนื่องจากยังไม่สามารถจดจำบทบาทหรือสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้ นอกจากนี้ ยัง มีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงเขินขายต่อการออกมาพูดหน้าชั้นเรียน
12 วงจรที่ 3 สะท้อนผลการปฏิบัติในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 3 Unit: People Topic: Activities and Friends การแก้ไขปัญหาจากวงจรที่ 2 ผู้วิจัยได้แก้ปัญหาที่พบในวงจรที่ 2 โดยผู้วิจัยได้ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมใน วงจรที่ 3 โดยได้เพิ่มการสอนกลวิธีการพูดเข้าไป เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปปรับใช้ระหว่างการพูดได้ โดยได้สอนการใช้คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) ซึ่งเป็นกลวิธีการพูดที่นักเรียนสามารถใช้ได้เมื่อไม่มี ความมั่นใจหรือลังเลในสิ่งที่ตนกำลังพูด เช่น Well.. Umm… และ you know… นอกจากนี้ยังได้นำเอา กิจกรรมการพูดนำเสนอ (Prepared Talks and Presentations) มาใช้ในขั้น Post-speaking เพื่อ แก้ปัญหาที่นักเรียนขาดความคล่องแคล่วในการพูด และเพื่อเป็นการเพิ่มระยะเวลาการฝึกซ้อมพูด นำเสนอ ซึ่งมีส่วนช่วยให้นักเรียนเกิดการเตรียมพร้อม และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการพูดให้กับ นักเรียนได้ ผลจากจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนจำนวนทั้งหมด 33 คน ได้คะแนนจากการทำกิจกรรมจาก คะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า นักเรียนได้ 8 คะแนน จำนวน 16 คน 7 คะแนน จำนวน 8 คน 6 คะแนน จำนวน 5 คน และ 5 คะแนน จำนวน 4 คน ผลปรากฎว่ามีนักเรียนที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์อยู่ จำนวน 24 คน สอดคล้องกับการสังเกตแบบไม่มีโครงสร้างของผู้วิจัย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 มีความพยายามในการสื่อสาร และพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของตน เมื่อต้องพูดนำเสนอ นักเรียน สามารถออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างชัดเจน และใช้โครงสร้างไวยากรณ์ได้ถูกต้อง มีความสามารถในการ ออกแบบวิดีโอบล็อก และพยายามที่จะใช้คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) เมื่อนึกคำที่จะต้องพูดต่อไม่ ออก ส่งผลให้การพูดของนักเรียนมีความคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะยังไม่สามารถแสดงออกต่างสีหน้า และทำท่าทางประกอบการ พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ปัญหาท้ายวงจร ผลจากการจดบันทึกหลังสอน และการสังเกตแบบไม่มีโครสร้าง พบว่า ยังมีปัญหาใหม่ที่ พบในขั้นกิจกรรมหลังการพูด (Post-speaking) โดยนักเรียนหลายคนยังไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้า และทำท่าทางประกอบการพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้การพูดของนักเรียนยังคงเป็นการถ่ายวิดีโอ บล็อกที่เหมือนการพูดนำเสนองาน ไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่ควรมากนัก และยังไม่มีท่าทางประกอบที่ เหมาะสมกับเรื่องนั้น ๆ ทำให้นักเรียนหลายคนได้คะแนนจากการทำท่าทางประกอบการพูดน้อย ผู้วิจัย เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ผู้วิจัยต้องค้นหาวิธีแก้ไขในการวิจัยครั้งต่อไป
13 11. สรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยขอนำเสนอการสรุปผลการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร ใน ลักษณะของวงจรแก้ปัญหาดังนี้ วงจรที่ 1 พบปัญหาในขั้นกิจกรรมระหว่างการพูด (While-Speaking 2) นักเรียนส่วนมากยังไม่ กล้าพูดเพราะกลัวพูดผิด และในขั้นกิจกรรมหลังการพูด (Post-speaking) ที่นักเรียนส่วนมากไม่สามารถออก เสียงคำศัพท์ได้ถูกต้อง ไม่สามารถให้เหตุผลประกอบอย่างสั้น ๆ ได้หลากหลาย ส่งผลให้ในบางครั้ง ไม่สามารถ สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่ผิด ๆ ถูก ๆ และไม่สามารถจดจำ วิธีการออกเสียงคำศัพท์ที่ชัดเจนได้ จึงทำให้นักเรียนจำนวน 9 คน พูดสนทนาเกี่ยวกับสภาพอากาศไม่ผ่านเกณฑ์ วงจรที่ 2 ได้ทำการแก้ไขปัญหาจากวงจรที่ 1 โดยการปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมในวงจรที่ 2 โดย เพิ่มการสอนการออกเสียงคำศัพท์ให้มากขึ้น ครูได้เปิดเสียงเจ้าของภาษาให้นักเรียนฟัง และฝึกออกเสียงตาม บ่อยครั้งมากขึ้น ในขั้นถัดมา ครูได้สอนโครงสร้างไวยากรณ์เรื่อง Adjectives to describe people แล้วให้ นักเรียนฝึกแต่งประโยคเพิ่มเติม เพื่อทดสอบความเข้าใจและฝึกให้นักเรียนได้ใช้โครงสร้างไวยากรณ์ใน สถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ครูได้นำเอากิจกรรมการจำลองสถานการณ์และการแสดงบทบาทสมมติ (Simulation and Role-Playing) มาใช้ในขั้น Post-speaking ซึ่งช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้สื่อสารและ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันให้เข้ากับบทบาทหรือสถานการณ์ที่กำหนดไว้ ผลการแก้ปัญหาพบว่า นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์และออกเสียงคำศัพท์ได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถนำโครงสร้างไวยากรณ์มาใช้ในการทำกิจกรรมในขั้น Post-speaking ได้ดีมาก ยิ่งขึ้น ปัญหาที่พบในวงจรที่ 2 คือ นักเรียนส่วนมากยังพูดแบบใช้วิธีการท่องจำ ขาดความคล่องแคล่วนใน การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร เนื่องจากยังไม่สามารถจดจำบทบาทหรือสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้ นอกจากนี้ ยังมี นักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงเขินขายต่อการออกมาพูดหน้าชั้นเรียน วงจรที่ 3 ได้ทำการแก้ไขปัญหาจากวงจรที่ 2 ในขั้นกิจกรรมหลังการพูด (Post-speaking) โดย ผู้วิจัยได้เพิ่มการสอนกลวิธีการพูดเข้าไป เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปปรับใช้ระหว่างการพูดได้ ซึ่งเป็นกลวิธีการ พูดที่นักเรียนสามารถใช้ได้เมื่อไม่มีความมั่นใจหรือลังเลในสิ่งที่ตนกำลังพูด นอกจากนี้ยังได้นำเอากิจกรรมการพูด นำเสนอ (Prepared Talks and Presentations) มาใช้ในขั้น Post-speaking เพื่อแก้ปัญหาที่นักเรียนขาด ความคล่องแคล่วในการพูด และเพื่อเป็นการเพิ่มระยะเวลาการฝึกซ้อมพูดนำเสนอ ซึ่งมีส่วนช่วยให้นักเรียนเกิด การเตรียมพร้อม และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการพูดให้กับนักเรียนได้ ผลการแก้ปัญหาพบว่า นักเรียนมีความพยายามในการสื่อสาร และพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของ ตน เมื่อต้องพูดนำเสนอ นักเรียนสามารถออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างชัดเจน และใช้โครงสร้างไวยากรณ์ได้ถูกต้อง และพยายามที่จะใช้คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) เมื่อนึกคำที่จะต้องพูดต่อไม่ออก ส่งผลให้การพูดของ นักเรียนมีความคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น
14 ปัญหาที่พบในวงจรที่ 3 คือ นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะยังไม่ สามารถแสดงออกต่างสีหน้า และทำท่าทางประกอบการพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขใน การทำวิจัยครั้งต่อไป 12. อภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยขอนำเสนอการอภิปรายในส่วนของความสำเร็จในการแก้ปัญหา 2 วงจร มี 2 ประเด็นดังนี้ วงจรที่ 2 นักเรียนสามารถพูดสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันให้เข้ากับบทบาทหรือ สถานการณ์ที่กำหนดไว้ได้ เนื่องจากในขั้นการสอนคำศัพท์ ครูได้เปิดเสียงเจ้าของภาษาให้นักเรียนฟัง และฝึก ออกเสียงตามบ่อยครั้งมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนคุ้นชินกับวิธีการออกเสียงคำศัพท์ ระหว่างนั้น ครูได้สังเกตวิธีการ ออกเสียงคำศัพท์ของนักเรียนแต่ละคน และได้แก้ไขให้นักเรียนฝึกออกเสียงให้ถูกต้อง ก่อนจะอธิบายความหมาย ของคำศัพท์ นอกจากนี้ ครูได้สอนโครงสร้างไวยากรณ์เรื่อง Adjectives to describe people แล้วให้นักเรียน ฝึกแต่งประโยคเพิ่มเติม เพื่อทดสอบความเข้าใจและฝึกให้นักเรียนได้ใช้โครงสร้างไวยากรณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ ผลจากการให้นักเรียนฝึกการออกเสียงบ่อยขึ้น ทำให้นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์และออกเสียงได้ใกล้เคียงกับ เจ้าของภาษามากขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการฝึกแต่งประโยคโดยใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่ได้เรียนมา ก็ช่วยให้ นักเรียนสามารถสื่อสารได้ดีและตรงสถานการณ์มากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ผลการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนจำนวน 33 คน ได้คะแนนจากการทำกิจกรรมจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า นักเรียนได้ 8 คะแนน จำนวน 8 คน 7 คะแนน จำนวน 10 คน 6 คะแนน จำนวน 9 คน และ 5 คะแนน จำนวน 6 คน ผลปรากฎว่ามีนักเรียนที่มี คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์อยู่จำนวน 15 คน นั่นแสดงให้เห็นว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถพูดในการจำลอง สถานการณ์และการแสดงบทบาทสมมติ (Simulation and Role-Playing) ได้มีการออกเสียงคำศัพท์ได้ถูกต้อง และใช้ประโยคได้ถูกต้องตามโครงสร้างไวยากรณ์ ทั้งนี้เป็นเพราะนักเรียนฝึกการออกเสียงบ่อยขึ้น ทำให้นักเรียน สามารถจดจำคำศัพท์และออกเสียงได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาและใช้โครงสร้างไวยากรณ์ Adjectives to describe people ได้ถูกต้อง วงจรที่ 3 ในขั้นกิจกรรมหลังการพูด (Post-speaking) นักเรียนสามารถพูดนำเสนอเกี่ยวกับ สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ทำในวันหยุด ในกิจกรรมการพูดนำเสนอ (Prepared Talks and Presentations) ได้เนื่องจากครูได้เพิ่มการสอนการใช้คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) ซึ่งเป็นกลวิธีการพูดที่ นักเรียนสามารถใช้ได้เมื่อไม่มีความมั่นใจหรือลังเลในสิ่งที่ตนกำลังพูด เช่น Well.. Umm… และ you know… หลังากที่ครูได้อธิบายการใช้คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) ครูได้ให้นักเรียนลองฝึกการใช้กลวิธีการพูดนี้ เพื่อให้คุ้นชินกับการใช้คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) ผลจากการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนพยายามที่จะใช้ คำเสริมช่วงหยุด (Pause Fillers) เมื่อนึกคำที่จะต้องพูดต่อไม่ออก สามารถพูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมที่ทำในวันหยุด มีความพยายามในการสื่อสาร และพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของตน หลังจากจัด กิจกรรมพบว่า นักเรียนจำนวนทั้งหมด 33 คน ได้คะแนนจากการทำกิจกรรมจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า นักเรียนได้ 8 คะแนน จำนวน 16 คน 7 คะแนน จำนวน 8 คน 6 คะแนน จำนวน 5 คน และ 5 คะแนน จำนวน 4 คน ผลปรากฏว่ามีนักเรียนที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลงานการวิจัยของ
15 Dewi, Kultsum และ Armadi (2016) ที่พบว่า กิจกรรมการสื่อสารมีผลกระทบเชิงบวกต่อกระบวนการเรียน การสอนพิจารณาได้จากคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะการพูดหลังเรียนที่สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อีกทั้งกิจกรรม การสื่อสารยังเสริมสร้างให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นและแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งยังกระตุ้นให้นักเรียนมี ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน สร้างความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษอีกด้วย นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ Charina (2013) ที่พบว่า ทักษะการพูดของนักเรียนมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังการเรียนโดยใช้ กิจกรรมการสื่อสาร ในด้านความคล่องแคล่วงในการพูด ความถูกต้องในการพูด ความมั่นใจในการพูด และการ ร่วมมือในการทำกิจกรรมในชั้นเรียน อีกทั้งกิจกรรมการสื่อสารยังทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนดีขึ้นและเปิดโอกาส ให้นักเรียนฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษและมีประสบการณ์ในการใช้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการสังเกตบ่งชี้ให้เห็นว่านักเรียน ในกลุ่มตัวอย่างมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้นและกล้าที่จะลองถูกลองผิดในการใช้ภาษา นักเรียน กล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษต่อหน้าครูและเพื่อนร่วมชั้นมากขึ้น โดยผลการวิจัยแนะนำว่ากิจกรรมการสื่อสารนั้น เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อนักเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดโดยการใช้กิจกรรมการสื่อสาร สามารถพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ดีขึ้นได้จริง 13. ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 การนำกลวิธีการพูดเรื่องการใช้ท่าทาง (Using Mime or Gesture) ไปใช้ในการช่วยให้ นักเรียนรู้จักการใช้อวัจนภาษาเข้ามาช่วยในการสื่อสาร ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น 1.2 การเลือกเนื้อหาของบทเรียนมีส่วนช่วยในการดึงดูดความสนใจของนักเรียน โดยอาจเลือก เนื้อหาที่ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่นักเรียนให้ความสนใจ 1.3 ในขั้นตอนการทำกิจกรรม ครูควรเน้นย้ำและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความมั่นใจในการพูด 2. ข้อเสนอแนะในการทาการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษากิจกรรมการสื่อสารในการแก้ปัญหาการไม่รู้คำศัพท์ของนักเรียน 2.2 ควรมีการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสื่อสารร่วมกับการจัดการ เรียนการสอนในทักษะอื่น เช่น ทักษะการฟัง ทักษะการเขียน
16 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา ต่างประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. Bailey, K. M. (2005). Practical English language teaching speaking. Boston, MA: McGrawHill. Burns, A., & Goh, C. M. (2012). Teaching speaking: A holistic approach. Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press. Bygate, M. (1987). Speaking. Oxford, United Kingdom: Oxford University Press. Carmen, R. (2010). Spoken English: Flourish your language. Maharashtra, India: Abhishek Typesetters and Publishers. Christine, E., & Debbie, C. (2007). Teaching speaking and listening. Bristol, United Kingdom: Portishead Press. Dewi, R. S., Kultsum, U., & Armadi, A. (2016). Using Communicative Games in Improving Students’ Speaking Skills. English Language Teaching, 10, 63-71. https://doi.org/10.5539/elt.v10n1p63 Dincer, A. (2017). EFL learners' beliefs about speaking English and being a good speaker: A metaphor analysis. Universal Journal of Educational Research 5, 5(1), 104- 112. doi:10.13189/ujer.2017.050113 Djigunovi, J. M., & Krajnovi, M. M. (2015). Early learning and teaching of English. Bristol, United Kingdom: Multilingual Matters. Garfield, S. (2010). Get seen: Online video secrets to building your business. New Jersey, United State of America: John Wiley & Sons, Inc. Hamanto, B., Indiastuti, I. R., & Rahmawati, A. (2018). The use of vlogging to improve the students’ speaking skill. Jurmas: Jurnal Mahasiswa Universitas Muhammadiyah Ponorogo, 2(1), 87-95. doi:10.24269/ed.v2i1.96 Hartati, E., & Valimbo, I. A. (2018). Vlog to improve students speaking skill: A classroom action research. Jurnal Universitas Mercu Buana Yogyakarta, 1(1), 91-97. Retrieved from http://ejurnal.mercubuana-yogya.ac.id/index.php /Prosiding_KoPeN/article/view/890
17 Hosni, S. A. (2014). Speaking difficulties encountered by young EFL learners. International Journal on Studies in English Language and Literature, 2(6), 22- 30. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/2703406 28_Speaking_Difficulties_Encountered_by_Young_EFL_Learners Hussain, S. (2017). Teaching speaking skills in communication classroom. International Journal of Media, Journalism and Mass Communications, 3(3), 14-21. doi:10.20431/2454-9479.0303003 Khamkhien, A. (2010). Teaching English speaking and English speaking tests in Thai context. English Language Teaching, 3(1), 184-190. doi:10.5539/elt.v3n1p184 Moss, D., & Ross-Feldman, L. (2003). Second-language acquisition in adults: From research to practice. Retrieved January 4, 2021, from http://www.cal.org/caela/esl_resources /digests/ Oradee, Thanyalak. (2013). Developing Speaking Skills Using Three Communicative Activities (Discussion, Problem-Solving, andRole-Playing). International Journal of Social Science and Humanity. 533-535. 10.7763/IJSSH.2012.V2.164. Qutob, M. M. (2018). The relationship between EFL learners' satisfaction within the classroom environment and their speaking skills. English Language Teaching, 11(7), 116-124. doi:10.5539/elt.v11n7p116 Rahman, M. (2010) Teaching oral communication skills: A task-based approach. ESP World, 9(1), 1-11. Retrieved from https://www.semanticscholar.org/paper/ Teaching-Oral-Communication-Skills%3A-A-Task-based-Rahman Rajeevnath, R. (2015). English language education in Thailand and AEC 2015. Rangsit Journal of Educational Studies, 2(1), 28-36. doi:10.14456/rjes.2015.3 Rao, P. S. (2019). The importance of speaking skills in English classrooms. Alford Council of International English & Literature Journal, 2(2), 6-18. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/334283040_THE_IMPORTANCE_OF_ SPEAKING_SKILLS_IN_ENGLISH_CLASSROOMS Wiriyachitra, A. (2002). English-language teaching and learning in Thailand in this decade. Thai TESOL Focus, 15(1), 4-9. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/242127244_English_Language_Teach ing_and_Learning_in_Thailand_in_this_Decade