การควบคุมการเจรญิ เติบโตและการตอบสนองของพชื
กรดแอบไซซิก (abscisic acid):เป็นฮอรโ์ มนพืชทพ่ี บมากในใบที่แก่จัด ตา เมล็ด ในผล
ทกุ ระยะ และบริเวณหมวกราก สภาวะขาดน้ำกระตุ้นใหพ้ ืชสร้างกรดแอบไซซิกไดม้ ากขึน้ กรดแอบ
ไซซกิ สามารถลำเลียงไปตามท่อลำเลียงและเนื้อเยื่อทม่ี ีชีวติ ของพชื กระตุ้นการหลดุ รว่ งของใบและ
ผลท่แี กจ่ ัด ยับยง้ั การเจริญและการยืดตวั ของเซลล์ ยับยั้งการเจริญของตาและยอดพชื
การตอบสนองต่อการสัมผสั (thigmotropism): เช่น เมอื่ ใชม้ อื แตะท่ีตน้ ไมยราบเบา ๆ ใบ
ของตน้ ไมยราบจะหุบอย่างรวดเร็ว หรือตน้ กาบหอยแครง ซงึ่ เปน็ พชื กนิ แมลง เมื่อแมลงบินมา
เกาะที่ใบของมนั ใบจะหุบทันทีและแมลงจะถูกยอ่ ยเป็นอาหาร โดยนำ้ ยอ่ ยท่พี ชื ปลอ่ ยออกมาทันที
การตอบสนองทางเคม(ี chemotropism): เปน็ การตอบสนองของพืชโดยการเจริญเข้าหาหรือ
หนี จากสารเคมีบางอย่างท่เี ปน็ สงิ่ เรา้ เชน่ การงอกของหลอดละอองเรณูไปยังรังไขข่ องพืชโดยมี
สารเคมบี างอยา่ งเปน็ สิง่ เร้า
การเบนเนือ่ งจากความโนม้ ถว่ ง (gravitropism): เป็นการตอบสนองของพืชต่อความโน้มถว่ ง
มสี าเหตมุ าจากการเจรญิ เติบโต แบง่ เป็น 2 แบบ ได้แก่ การเคลื่อนไหวเขา้ หาแรงโน้มถ่วงของ
โลก (positive gravitropism) รากของพืชจะเจริญไปในทศิ เดยี วกบั แรงโนม้ ถ่วงของโลก
การเคลือ่ นไหวหนีแรงโนม้ ถว่ งของโลก (negative gravitropism) ลำต้นของพชื จะเจริญ
ไปในทศิ ตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอ
การเบนเนอื่ งจากแสง (Phototropism): เป็นการเบนของพชื โดยมแี สงซึ่งเป็นส่ิงเร้า
ภายนอก มกั พบไดก้ บั พชื ทีป่ ลูกในรม่ ซึ่งสามารถจำแนกไดส้ องประเภท คือ การเบนเข้าหาแสง
(Positive phototropism) – ปลายยอดของพชื จะพยายามเบนเข้าหาแสง การเบนออกจาก
แสง (Negative phototropism) – รากของพืชจะพยายามงอกไปยังทิศทางทไี่ ม่มแี สง
จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin): เปน็ ฮอร์โมนพืชท่ีมีโครงสร้างโมเลกุลขนาดใหญ่ ควบคุมการ
เจรญิ เตบิ โตและมีอิทธิพลตอ่ กระบวนการทางพฒั นาการรวมทง้ั การยืดของข้อ การงอก การพักตวั
การออกดอก การแสดงเพศ การชักนำการสรา้ งเอนไซม์ รวมท้ังการชราของดอกและผล กระต้นุ การ
ตดิ ผล ในพชื หลายชนิด เช่น ส้ม มะเขอื เทศ องนุ่ การไดร้ บั จบิ เบอเรลลนิ ชว่ ยให้เกิดการติดผล
โดยไม่ตอ้ งผสมเกสรได้ กระตุ้นการงอกของเมลด็ แสงสีแดงกระตุ้นการงอกของเมล็ดได้โดย
กระต้นุ ใหม้ ีการสรา้ งจบิ เบอเรลลินมากขึน้
ไซโทไคนนิ (Cytokinin): เป็นกลมุ่ ของสารควบคุมการเจริญเตบิ โตทีม่ บี ทบาทสำคัญในการ
ควบคมุ การแบง่ เซลล์ การขยายตวั และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์พืช มีผลต่อการขม่ ของตายอด
การเจริญของตาขา้ ง และการชราของใบการออกฤทธิข์ องสารกล่มุ น้ีคน้ พบในนำ้ มะพร้าวเม่อื พ.ศ.
2483 โดย Folke Skoog
ทรอพซิ มึ (Tropism): เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพชื เพอื่ ใหส้ ามารถมีชีวิตอยใู่ น
สภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ ได้ โดยอาจเป็นการเคลอ่ื นไหวหรือการเจริญเตบิ โตเพ่ือตอบสนองสงิ่ เรา้
ภายนอก โดยมีการเคลื่อนไหวที่สมั พันธ์กบั ตำแหนง่ ของส่งิ เร้าภายนอก เชน่ อาจเบนเข้าหาสง่ิ เร้า
(Positive tropism) หรืออาจจะเบนออกจากสิ่งเร้า (Negative tropism) กไ็ ด้
นูเทชัน (nutation): เปน็ การเคลื่อนไหวของการหมนุ แกว่งของยอดพชื ขณะทม่ี กี าร
เจริญเตบิ โต จะเกิดท่ปี ลายยอดอนั เนอื่ งมาจากปลายยอดมกี ารแบง่ เซลล์สองด้านของลำต้นไม่
เท่ากนั จะเหน็ ได้ชดั เจนเมื่อพืชพันหลัก
แนสตกิ มูฟเมนต์ (nastic movement): เปน็ การตอบสนองของพชื ท่ีทศิ ทางของการ
เคลอ่ื นไหวของพชื ไม่ถูกกำหนด โดยทศิ ทางของปจั จัยภายนอกทม่ี ากระตุ้น เช่น การหุบและการบาน
ของดอก เป็นต้น ปัจจยั ภายนอกทสี่ ำคัญ ได้แก่ แสงและ อุณหภมู ิ และกลไกการตอบสนองของพชื
อาจเกดิ ได้จากการเจริญเติบโตที่แตกต่างกนั ของสว่ นต่างๆ หรืออาจเกิดจากการ เปล่ียนแปลงความ
เต่งของเซลลพ์ ิเศษ
บราสสโิ นสเตอรอยด์ (Brassinosteroids; BR): เป็นสารกลุ่มสเตียรอยด์ท่อี อกฤทธ์ติ อ่
การเจริญเตบิ โตของพืชได้หลากหลาย พบครง้ั แรกในละอองเรณขู องพชื ตระกูลผักกาด ในปัจจุบนั
พบสารกลมุ่ น้แี ล้วมากกวา่ 60 ชนดิ นอกจากนน้ั BR ยังมโี ครงสรา้ งคล้ายฮอร์โมนท่คี วบคุมการ
ลอกคราบของแมลง และสามารถออกฤทธิ์เป็นสารต่อต้านการลอกคราบได้
พลั ไวนสั (pulvinus): ซึ่งเป็นเซลลข์ นาดใหญ่และผนังบางมคี วามไวสงู ตอ่ สิ่งเรา้ ท่ีมากระตุน้
ทำให้ แรงดัน เตง่ ในเซลล์พัลไวนัสลดลงอย่างรวดเรว็ เซลลจ์ ะสูญเสยี น้ำให้แกเ่ ซลลข์ า้ งเคยี งใบ
จะหุบลงทันที หลังจากทิง้ ไว้สักครู่หนึง่ น้ำจากเซลล์ข้างเคยี งจะแพรเ่ ข้ามาในเซลล์พลั ไวนสั ใหม่ ทำ
ให้แรงดันเต่งเพิม่ ขึน้ และกางใบออกตามเดมิ
แรงดนั เตง่ (turgor pressure): คือแรงดันทเี่ กิดขน้ึ ภายในเซลล์ เกิดข้ึนเน่อื งมาจากนำ้
ออสโมซสิ เขา้ ไปภายในเซลลแ์ ล้วดันให้เซลล์แตง่ หรือบวมขึน้ มา เมื่อนำ้ เขา้ ไปภายในเซลล์มาก
เกนิ ไปในกรณีทเ่ี ป็นเซลล์สัตว์อาจเกดิ การแตกได้ แต่หากเปน็ เซลลพ์ ืชมกั จะไม่มีการแตกของเซลล์
เนอ่ื งจากมีผนังเซลล์คงรูปรา่ งไว้ โดยท่จี ดุ สมดุลของการแพร่พบว่า แรงดันออสโมตกิ ของ
สารละลาย = แรงดนั แตง่ สูงสดุ
สตริโกแลกโทน (strigolactone): เกี่ยวข้องกับการยับย้ังการเจริญของตาข้าง ในปจั จบุ ัน
มนุษย์ยังสามารถสงั เคราะหส์ ารทม่ี ีสมบัติคลา้ ยฮอร์โมนพชื เพื่อนำมาใช้ประโยชนท์ าง
การเกษตรอีกดว้ ย
การพักตัวของเมลด็ (seed Dormancy): หมายถึง สภาพที่เอมบรโิ อในเมล็ดสามารถคง
สภาพและมีชีวติ อยไู่ ดโ้ ดยไมเ่ กดิ การงอก
สว่ นสารควบคุมการเจริญเติบโตพืช (Plant Growth Pegurator) เปน็ การสังเคราะห์
ขน้ึ มาโดยมนษุ ย์ สารชนิดนี้เป็นสารอนิ ทรยี ์ มีสูตรโครงสรา้ งประกอบดว้ ย คารบ์ อน (C)
ออกซิเจน (O) และไฮโดรเจน (H) เป็นหลัก โดยมกี ารจัดแบง่ กลุ่มไว้ 7 กลุ่ม
ออกซนิ (Auxin): เปน็ ฮอร์โมนที่พืชสร้างจากกลุ่มเซลล์เนอ้ื เย่ือเจริญบริเวณยอดอ่อนและราก
อ่อนแลว้ แพร่ไปยังเซลล์อ่ืน – แพร่จากยอดลงสตู่ ้น – หนแี สงไปยงั ดา้ นทม่ี ืดกวา่ - ช่วยให้
เจริญเติบโต แต่ยบั ยั้งการแตกของตาดา้ นข้าง - กระตนุ้ การออกดอก และการกระตุ้นให้ ovary
>>> fruit ( ไม่มีเมลด็ ) โดยไมต่ ้องผสมพันธ์ุ
เอทลิ นี (ethylene): เปน็ ฮอร์โมนพืช ซึ่งผลิตขึ้นมาขณะท่ีเซลลก์ ำลงั มเี มแทบอลิซมึ ตามปกติ
เอทิลีนทำหนา้ ท่กี ระต้นุ การหายใจ เรง่ เมแทบอลิซมึ ทำใหผ้ ลไม้สุก กระตุน้ การออกดอกของพืช
พวกสบั ประรด กระตุ้นการหลดุ ร่วงของใบ เรง่ การงอกของเมลด็ เรง่ การไหลของน้ำยางพารา
ฮอรโ์ มนพืช (Plant Hormone): เป็นสารทพ่ี ชื หรือต้นไมผ้ ลิตมาเองตามธรรมชาติ ผลติ
ข้นึ ณ จุดใดจดุ หนง่ึ แลว้ เคล่อื นยา้ ยไปยังส่วนต่างๆ และมีอิทธพิ ลต่อขบวนการเตบิ โต การตดิ
ดอกออกผล การพัฒนาของผล การสุกแกไ่ ปจนส้ินอายไุ ขของตน้ ไม้
ฮที ชอ็ คโปรตนี (heat shock protein): เป็นแชเพอโรนโปรตีน (chaperone
protein) ทค่ี วบคุมการจัดรูปร่างของโปรตีนอืน่ ๆ (protein folding) พบในของเหลว
ภายในเซลลย์ ูแครโิ อต (eukaryotic cytosol) มากถึง 1 - 2% ของโปรตนี ภายในเซลล์
หนา้ ทข่ี อง Hsp90 เทา่ ที่คน้ พบ คือ ควบคุมโปรตีนท่ที ำหนา้ ทค่ี ัดลอกดีเอ็นเอ
(transcription factors) และโปรตนี ที่สง่ สัญญาณภายในเซลล์ (signaling
proteins) ให้อยู่ในรปู ท่ที ำงานได้ และป้องกนั การเกาะกลุ่มของโปรตีน (protein
aggregation)