The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือแนะนำวิธีการใช้งานเครื่องแก้ว และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เบื่องต้น โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boataq888, 2021-10-17 07:45:25

เครื่องแก้วและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์

คู่มือแนะนำวิธีการใช้งานเครื่องแก้ว และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เบื่องต้น โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

Keywords: การใช้งานเครื่องแก้ว,วิธีการใช้งานอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์,วิธีการใช้งานเครื่องแก้ว,บีกเกอร์,หลอดทอดลอง,กรวยกรอง,เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์,เครื่องแก้วและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์

สมาชกิ ในกลมุ่

1. นางสาวกัณฐกิ า เอกสนั รหัสนักศกึ ษา 61814501002
2. นางสาวปภาวนิ แสงนวล รหัสนักศกึ ษา 61814501004
3. นางสาวมตุ ฐติ า แสงวงค์ รหัสนักศึกษา 61814501008
4. นางสาวสนุ ทรีย์ ผิวเหลือง รหัสนกั ศึกษา 61814501011
5. นายวรายสุ ศรีกาพล รหัสนักศกึ ษา 61814501012
6. นางสาวชลธชิ าธาร เนตร์วงศ์ รหสั นกั ศึกษา 61814501014
7. นางสาวอรปวณี ์ พลิ าภ รหสั นักศกึ ษา 61814501015
8. นายสุรพร ศรสี ุระ รหสั นกั ศกึ ษา 61814501017
9. นางสาวสนิ ธ์ุสุดา พันธุโพธ์ รหสั นกั ศึกษา 61814501021

หอ้ ง 1 ชนั้ ปที ี่ 4 สาขาวทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไป คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ้ ยเอ็ด

คำนำ

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
ร หั ส วิ ช า SGE4122 นั ก ศึ ก ษ า ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฏ ร้ อ ย เ อ็ ด
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์ทั่วไป ชน้ั ปที ี่ 4 เพ่ือศกึ ษาความรู้เกย่ี วกบั เครื่องแก้ว
และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โดยผู้จัดทาได้ร่วมกันศึกษาหาข้อมูลจาก
แหล่งต่าง ๆ และจัดทาออกมาในรูปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-Book) เพื่อเป็นการนาความรู้ท่ีได้จากการศึกษาทาออกมาเป็นชิ้นงาน
และนาไปใช้ประโยชนใ์ นด้านการเรยี นการสอนต่อไป

ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่าหนังสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์สาหรับผู้ท่ี
สนใจ หรือกาลังศึกษาข้อมูลในเร่ืองน้ีอยู่ หากมีข้อผิดพลาดประการใน
ผู้จัดทาต้องของอภัยมา ณ ที่น้ีด้วย และขอน้อมรับคาติชมเพ่ือนาไป
ปรบั ปรงุ ให้ดขี นึ้ ในครั้งถัดไป

คณะผ้จู าทา
นักศึกษาวทิ ยาศาสตร์ทว่ั ไป ช้นั ปีที่ 4
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ้ ยเอ้ด

เรื่อง สำรบัญ หน้ำ

เครอ่ื งแก้ว 1
➢ กระบอกตวง (Cylinder) 4
➢ กรวยกรอง (Funnel) 6
➢ จานเพาะเชือ้ (Petri dish) 7
➢ บกี เกอร์ (Beaker) 10
➢ ปเิ ปตต์ (Pipette) 16
➢ หลอดทดลอง (Test Tube) 18
➢ บวิ เรต (Burette) 22
➢ ขวดหาความถว่ งจาเพาะ (Pycnometer) 24
➢ กระจกนาฬกิ า (Watch grass) 25
➢ ขวดก้นกลม (Round Bottom Flask) 28
➢ ขวดวดั ปริมาตร (Volumetric flask) 31
➢ แท่งแก้วสามเหลีย่ ม (Spreader) 32
➢ ขวดรูปชมพู่ (Erlenmeyer flask)

เรื่อง สำรบัญ หน้ำ

เครื่องแก้ว 33
➢ แทง่ แกว้ คนสาร (Glass Rod) 36
➢ หลอดหยด (Dropper) 38
➢ โถดดู ความช้ืน (Desiccator) 41
➢ กรวยแยกสาร (Separatory funnel) 43
➢ กรวยอิมออฟฟ (Imhoff cone)

เรื่อง สำรบัญ หน้ำ

เครื่องมือทางวทิ ยาศาสตร์ 45
➢ เครอ่ื งช่ังดิจิตอล (Balance) 47
➢ กล้องจุลทรรศน์ (Microscope) 49
➢ PH Meter 52
➢ เตาให้ความรอ้ น (Hotplate) 53
➢ หมอ้ นึ่งฆ่าเช้ือ (Autoclave) 56
➢ เครอ่ื งกวนแบบให้ความร้อน (Hotplate Magnetic
Stirrer) 57
➢ เครอ่ื งวัดคา่ การดูดกลืนแสง (Spectrophotometer) 59
➢ เครือ่ งผสมสารในหลอดทดลอง (Vortex mixer ) 61
➢ เครือ่ งเขย่าสาร (Shaker)

เครื่องแกว้

กระบอกตวง (Cylinder)

กระบอกตวง (Cylinder) เป็นอุปกรณ์ใช้สาหรับวัดปริมาตรของเหลว
หรือใช้ตวงสาร ให้มีปริมาตรตามที่ต้องการปริมาตรสารที่ได้จากการวัดด้วย
กระบอกตวงเปน็ การประมาณการ

กระบอกตวงมีท้ังแบบท่ีทาด้วยแก้วและทาด้วยพลาสติก มีหลายขนาดให้
เลือกใช้ตั้งแต่ 5 ml. จนถึง 2,000 ml. โดยท่ีกระบอกตวงขนาดเล็กจะวัด
ปรมิ าตรได้เท่ยี งตรงมากกวา่ ขนาดใหญ่

1

เครอื่ งแกว้
วิธกี ารใช้กระบอกตวงในการตวงสาร

1. เทสารละลายท่ีอยู่ในบีกเกอร์ (Beaker) ลงไปในกระบอกตวง
(Cylinder) จนส่วนโค้งเว้าต่าสุดอยู่ต่ากว่าหรือใกล้ขีดบอก
ปรมิ าตรมากท่สี ดุ

อ่านปรมิ าตรของเหลวให้ถูกวธิ ี
หลกั การ

ต้องให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับโค้งต่าสุดหรือสูงสุดของ
ของเหลวและต้องอ่านค่า “ประมาณ” ทศนิยมเพิ่มเข้าไปอีก
1 ตาแหน่ง จากระดบั ความละเอียดที่สดุ ของอุปกรณ์เสมอ
2. ใช้หลอดหยด (Dropper) ช่วยในการปรับปริมาตรให้ส่วน

โคง้ เว้าตา่ สุดของสารละลายอยตู่ รงกบั ขีดบอกปริมาตร

2

เครื่องแกว้
วธิ กี ารใชก้ ระบอกตวงในการตวงสาร

3. อ่านปริมาตรของของสารละลายในกระบอกตวง (Cylinder)
ทาได้โดยการต้องให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับโค้งต่าสุดหรือ
สงู สดุ ของเหลว

4. การเทสารทาได้โดยเอียงกระบอกตวงให้แตะกบั ปากของบีกเกอร์
(Beaker) ที่รองรบั

ข้อควรระวัง

1. ไมค่ วรเทสว่ นท่เี หลอื กลบั คนื ภาชนะเดิม
2. ในการอ่านปริมาตร ควรท่ีจะให้ระดับสายตาอยู่ในแนวเดียวกัน

กับสว่ นโคง้ เว้าตา่ สดุ และสงุ สดุ เสมอเพ่ือจะใหไ้ ดค้ ่าที่ถูกต้อง

3

เครือ่ งแกว้

กรวยกรอง (Funnel)

กรวยกรองเป็นอุปกรณ์ท่ีใช้คู่กบั กระดาษกรอง (Filter Paper)
ในการแยกของแข็งออกจากของเหลวและมักจะใช้สาหรับสวมบิวเรตต์
เม่ือจะเทสารละลายลงในบิวเรตต์

4

เครื่องแก้ว

วิธีการใชง้ านกรวยกรอง
(Funnel)

1. นากรวยกรองวางต้ังไว้บนภาชนะใส่สาร
2. พับกระดาษกรองเปน็ รปู กรวยแล้วสวมลงในกรวยกรอง
วิธีพบั กระดาษกรอง

3. ในกรวยนาภาชนะใส่ของเหลวท่ีมีสารเป็นของแข็งผงเล็กๆ หรือตะกอน
ท่ผี สมอยูแ่ ลว้ เทลงกรวยกระดาษกรองเพอื่ เอาสารที่เป็นของเหลวไหลลง
ภาชนะใส่สาร หรอื จะใช้เป็นกรวยกรอกของเหลวลงภาชนะก็ได้

5

เคร่ืองแกว้

จานเพาะเชือ้ (Petri dish)

วธิ ีการใชง้ าน

ใช้สาหรับเทอาหารเพาะเลี้ยงเช้ือในการทดลองด้านจุลชีววิทยา
ทาให้มีบรเิ วณผวิ หน้าจานมพี นื้ ทเ่ี หมาะกบั การแยกเช้ือ โดยนิยมในการเท
อาหารเลยี้ งเชื้อชนิดแข็ง

6

เครื่องแก้ว

บีกเกอร์ (Beaker)

วธิ ีการใชง้ าน

บีกเกอร์เป็นแก้วใส ใช้สาหรับบรรจุสารที่มีปริมาณมาก
โ ด ย จ ะ มี ขี ด บ อ ก ป ริ ม า ต ร ซ่ึ ง เ ป็ น ค่ า โ ด ย ป ร ะ ม า ณ เ ท่ า น้ั น
เพ่ือละลายสารหรือทาปฏิกิริยาเคมี และสามารถเทสารออกได้
งา่ ยทางปากบกี เกอร์

7

เคร่ืองแกว้

ส่วนประกอบและรายละเอียดทีป่ รากฏบนบกี เกอร์

1. ขดี บอกปริมาตร
2. ปากบกี เกอร์
3. บรษิ ัทผผู้ ลติ
4. ขนาดของบีกเกอร์
5. ทีต่ ิดฉลาก
6. ประเทศผผู้ ลติ
7. ค่าปริมาตรโดยประมาณ

ข้ันตอนการเทสารจากบีกเกอร์

ข้ันตอนการเทสารจากบีกเกอรล์ งในภาชนะโดยใช้บกี เกอร์
1. เลือกขนาดของบีกเกอร์ให้เหมาะสมกับงาน โดยคานึงถึงปริมาณ

ของเหลวทีบ่ รรจุ
2. จบั แท่งแก้วเอยี ง 45° ใกลก้ บั ปากบกี เกอร์ที่ใชเ้ ป็นภาชนะรองรบั
3. เอียงบีกเกอร์เทสารจากบีกเกอร์ให้ของเหลวไหลตามแท่งแก้วลงสู่

บกี เกอรท์ ่ีใช้เป็นภาชนะรองรับ

8

เครื่องแก้ว
ประโยชน์ของบีกเกอร์

1. ใชส้ าหรับใหค้ วามร้อนสารละลายท่มี ีปรมิ าณมาก ๆ
2. ใช้สาหรับเตรียมสารละลายต่าง ๆ
3. ใชส้ าหรับตกตะกอน

ขอ้ ควรระวงั

บีกเกอร์ที่ใช้สาหรับการต้มสารละลายตอ้ งเปน็ บีกเกอรท์ ที่ นไฟ

9

เคร่อื งแก้ว

ปิเปตต์ (Pipette)
ชนดิ ของปเิ ปตต์

1. ปเิ ปตต์แบบปรมิ าตร (Volumetric pipette)
ปิเปตต์ชนิดนี้ใช้วัดปริมาตรที่กาหนดเพียงปริมาตรเดียว ไม่มีขีด

แบ่งส่วนย่อย มีลักษณะเป็นกระเปาะอยู่ตรงกลางมีขีดบอกปริมาตรอยู่
เหนือกระเปาะใกล้ปลายปากดูด การวดั จะถูกต้องเม่ือปล่อยให้สารละลาย
ไหลออกช้า ๆ จนหมดแล้วแตะปิเปตต์กับผิวด้านในของภาชนะที่รองรับ
โดยไมต่ ้องเป่า แม้จะมีสารละลายเหลืออยู่ทีป่ ลายของปเิ ปตตบ์ า้ งก็ตาม

10

เครอ่ื งแกว้

ชนิดของปิเปตต์

2. ปเิ ปตต์แบบใชต้ วง (Graduated pipette)
ไม่มีกะเปาะ มีขีดแบ่งย่อยปริมาตรแต่ไม่แบ่งลงไปจนถึงปลายสุดของ

ปิเปตต์ ดังน้ันเวลาใช้ต้องระวังอย่าให้สารละลายไหลลงไปต่ากว่าส่วนแบ่ง
ขีดสดุ ท้าย ซ่ึงจะทาให้การถา่ ยเทปรมิ าตรไดม้ ากกว่าทเ่ี ป็นจริง

11

เคร่ืองแก้ว
ตารางแสดงค่าความคลาดเคล่ือนของปิเปตต์

จากตารางข้างต้นเป็นตารางเปรียบเทียบค่าความคลาดเคลอ่ื นจะเห็นได้
ว่าปิเปตต์ (Pipettes) ท่ีมีความจุมาก (High Capacity) ความคาดเคล่ือน
มากกว่าปิเปตต์ที่มีความจุน้อย (Low Capacity) และปิเปตต์ Class A จะมี
คา่ ความคลาดเคลอ่ื นตา่ กวา่ เปน็ 2 เท่าของปิเปตต์ Class B

แสดงให้เห็นว่า ค่าความคลาดเคลื่อนขึ้นอยู่กับความจุของปริมาตรและ
ระดับชั้นจะมีคุณภาพของปิเปตต์ (Pipettes) ดังนั้นปิเปตต์ Class A จึงมี
ความแม่นยามากกวา่ Class B เมอ่ื เปรียบเทียบที่มาตรฐานเดยี วกัน

12

เครื่องแก้ว

วิธกี ารใช้ปเิ ปตต์

1. ใช้มือบีบอากาศออกจากลูกยาง
ถ้าปิเปตต์ไม่แห้ง ต้องกล้ัวสารละลายท่ีต้องการ
วดั ปริมาตรกอ่ นทุกครัง้

2. จมุ่ ปลายปเิ ปตตใ์ หอ้ ยูใ่ นสารละลาย
เพื่อป้องกนั การดดู อากาศเข้าไป

13

เครื่องแก้ว

วิธีการใช้ปเิ ปตต์

3. คลายมือทีบ่ ีบลูกยางออกให้ของเหลว
ถูกดูดข้ึนในปิเปตต์จนเลยขีดบอกปริมาตรไป
เล็กน้อย

4. ดึงลกู ยางออก ใช้นิ้วช้ีข้างที่ถนัด
ปิดปลายบนปิเปตต์ให้แน่น จับปิเปตต์
ด้วยนวิ้ หัวแมม่ อื และนว้ิ กลาง

5. จับปิเปตต์ให้ตั้งฉากแล้วค่อยๆ
เปิดปลายนิ้วชี้ เพื่อให้สารละลายท่ีเกิน
ขีดปรมิ าตรไหลออกไป จนกระท่ังส่วนโค้งเว้า
ต่าสุดของสารละลายถึงขีดปริมาตรแล้วค่อย
ปดิ ปเิ ปตตใ์ หแ้ น่น

14

เครือ่ งแกว้

วิธกี ารใช้ปิเปตต์

6. ปล่อยสารในปิเปตต์ลงในภาชนะที่
เตรียมไว้ โดยการยกนิ้วช้ีขึ้นให้สารละลายไหลลง
ตามแรงโน้มถ่วงของโลกจนหมด แล้วแตะปลายปิ
เปตต์กับข้างภาชนะเพ่ือให้สารละลายหยดสุดท้าย
ไหลลงสูภ่ าชนะ หา้ มเขยา่ เป่าหรือเคาะปเิ ปตต์กับ
ข้างภาชนะที่รองรับเป็นอันขาด ถึงแม้จะเห็นว่ายัง
มีของเหลวติดค้างอยู่ที่ปลายปิเปตต์เล็กน้อยก็ตาม
มิฉะน้ันปริมาตรของเหลวท่ีถ่ายออกจากปิเปตต์
อาจผิดพลาดได้

ขอ้ ควรระวัง

- ควรเช็ดปเิ ปตตก์ ่อนปรบั ปรมิ าตร

- เราควรเชค็ ว่าปเิ ปตตต์ ้งั ตรงหรือไม่ ในขณะที่ทาการทดลองเพอ่ื ความถูกต้อง

โดยเทียบปเิ ปตตก์ บั สิง่ ทีต่ ้ังฉาก 2 อย่าง

- ไม่ควรใช้ปากดูดสารละลาย เพราะสารละลายมีพิษ เป็นกรดแก่ เบสแก่

ควรใชล้ กู ยางดดู

- ระวงั อย่าใหม้ ฟี องอากาศบรเิ วณปลายปเิ ปตต์

- ห้ามเขยา่ เปา่ หรอื เคาะปเิ ปตต์กบั ขา้ งภาชนะรองรับเป็นอันขาด ถึงแม้จะเห็น

ว่ายังมีของเหลวติดค้างอยู่ที่ปลายปิเปตต์เล็กน้อยก็ตาม มิฉะน้ันปริมาตรของ

สารละลายทีถ่ ่ายออกจากปเิ ปตตอ์ าจผดิ พลาดได้ 15

เครอ่ื งแก้ว

หลอดทดลอง (Test Tube)

- หลอดทดลอง มีหลายประเภทโดยจาแนกตามชนิดธรรมดาและ

ชนดิ ทนไฟ ขนาดของหลอดทดสอบระบไุ ด้ 2 แบบคอื
1. ความยาวกบั เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางริมนอก
2. ขนาดความจเุ ปน็ ปรมิ าตร

ความยาว X เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางริมนอก (Ml.) ความจุ (Ml.)

75 X 11 4

100 X 12 8

120 X 15 14

120 X 18 18

150 X 16 20
150 X 18 27 16

เครอื่ งแกว้

หลอดทดลอง (Test Tube)

- หลอดทดลองส่วนมากใช้สาหรับทดลองปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารต่าง ๆ
ท่ีเป็นสารละลายใช้ต้มของเหลวท่ีมีปริมาตรน้อย ๆ โดยมี test tube holder
จับกันร้อน

- หลอดทดลองแบบทนไฟจะมีขนาดใหญ่ และหนากว่าหลอดทดลอง
ธรรมดา ใช้สาหรับเผาสารต่าง ๆ ด้วยเปลวไฟโดยตรงในอุณหภูมิที่สูง
หลอดชนิดน้ีไม่ควรนาไปใช้สาหรับทดลองปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารเหมือนหลอด
ธรรมดา

17

เคร่อื งแกว้

บิวเรต (Burette)

เปน็ อปุ กรณท์ ี่ใช้ในการไทเทรตมีลักษณะเป็นหลอดแก้วท่ีมีขีดบอก
ปริมาตรและมีวาล์วสาหรับเปิด - ปิดเพื่อควบคุมการปล่อยสารละลาย
ภายในหลอดทใ่ี ช้ในการทาปฏิกริ ยิ า จึงทาใหส้ ามารถวัดปริมาตรสารท่ีใช้ไป
ในการทดลองได้อย่างแม่นยา ขนาดท่ีนิยมใช้โดยท่ัวไปในห้องปฏิบัติการ
คอื 25 ml. หรือ 50 ml.

18

เคร่อื งแก้ว

ขน้ั ตอนการใช้งาน
1. ลา้ งบิวเรตตใ์ หส้ ะอาดแลว้ ต้งั บวิ เรตตใ์ หม้ ีลักษณะดังภาพ

3. ก่อนท่ีจะเทสารละลายลงในบิวเรตต์ต้องปิดบิวเรตต์ก่อนเสมอ และเท
สารละลายลงในบิวเรตต์โดยผ่านทางกรวยกรอง ให้มีปริมาตรเหนือขีดศูนย์
เล็กน้อย เอากรวยออกแล้วเปิดก๊อกให้สารละลายไหลออกทางปลายบิวเรตต์
เพื่อปรับให้ปริมาตรของสารละลายอยู่ท่ีขีดศูนย์พอดี (ท่ีบริเวณปลายบิวเรตต์
จะต้องไม่มีฟองอากาศเหลืออยู่ หากมีฟองอากาศจะต้องเปิดกอ๊ กให้สารละลายไล่
อากาศออกไปจนหมด)
4. ถ้าปลายบิวเรตต์มีหยดน้าของสารละลายติดอยู่ ต้องเอาออกโดยแตะปลาย
บิวเรตต์กบั บีกเกอรห์ ยดน้าก็จะไหลออกไป

19

เครอื่ งแกว้

ขนั้ ตอนการใชง้ าน
5. การจบั ปลายบิวเรตตท์ ี่ถูกตอ้ งการจับบิวเรตต์เพื่อปล่อยสารละลายออกจาก
บิวเรตต์ ควรจัดให้ถูกวิธีคือจับบิวเรตต์ด้วยมือซ้ายจับฟลาสด้วยมือขวาขณะ
ไทเทรตปลายบิวเรตต์จะตอ้ งจมุ่ อยู่ในปากฟลาส (ดังภาพ) หากใช้บิวเรตต์เพ่ือ
การไทเทรต หรือการถ่ายเทสารในบิวเรตต์ลงสู่ภาชนะที่รองรับจะต้องให้
ปลายบวิ เรตตอ์ ยใู่ นภาชนะน้ัน ทง้ั น้เี พอ่ื ไมใ่ ห้สารละลายหก

6. เม่ือปล่อยสารละลายออกจากบิวเรตต์จนสารละลายลดลงถึงขีดบอก
ปริมาตรสุดท้ายของบิวเรตต์นั้น ๆ ต้องรีบปิดบิวเรตต์ทันที หากปล่อยให้
สารละลายเลยขีดบอกปริมาตรสุดท้ายลงมา จะไม่ทราบปริมาตรที่แน่นอนของ
สารละลายที่ผ่านบิวเรตต์ลงมาอน่ึง ในกรณีที่ต้องใช้สารละลายท่ีมีจานวนมาก
และใช้บิวเรตต์ในการถ่ายเท เมื่อปล่อยสารละลายจนถึงขีดบอกปริมาตร
สุดท้ายแล้ว ต้องปิดบิวเรตต์ก่อน แล้วจึงเติมสารละลายลงในบิวเรตต์
ปรับให้มีระดับอยู่ท่ีขีดศูนย์ใหม่ ต่อจากนั้นก็ปล่อยสารละลายลงมาจนกว่าจะ
ได้ปริมาตรตามต้องการ

20

เครื่องแก้ว

ขอ้ ควรระวงั

อย่าปล่อยสารละลายหรือของเหลวจนเลยขีดบอก
ปริมาตรที่ต่าสุดของบิวเรตลงมา เพราะจะทาให้ไม่สามารถ
บอกได้วา่ ปริมาตรทั้งหมดท่ปี ล่อยลงมามีคา่ เท่าใด

หมายเหตุ

1. ขณะไทเทรตควรใช้กระดาษสีขาววางไว้ใต้ฟลาส เพื่อให้สังเกตการ
เปลยี่ นแปลงสีไดอ้ ย่างชัดเจน
2. ในระหวา่ งการไทเทรตควรมีการลา้ งผนงั ดา้ นในของฟลาสเพ่ือให้เนื้อสาร
ท่ตี ดิ อยขู่ ้าง ๆ ไหลลงไปทาปฏกิ ิรยิ ากนั อยา่ งสมบรู ณ์

21

เคร่ืองแก้ว

ขวดหาความถว่ งจาเพาะ Pycnometer
หรือเรยี กอีกชื่อวา่ ขวด Specific gravity

- ขวดหาความถว่ งจาเพาะ (Pycnometer) หรอื เรียกอีกช่ือว่า
ขวด Specific gravity เป็นเครื่องมือใช้ในการหาความหนาแน่น
(Density) ของของเหลว ขวดหาความถ่วงจาเพาะ Pycnometer
สว่ นมากจะทามาจากแกว้ (Borosilicate) ด้านบนเป็นจุกฝากท่ีทามา
จากแกว้ หรอื พลาสติก

- ขวดหาความถ่วงจาเพาะ (Pycnometer) จะทาการ
ตรวจวัดความหนาแน่นของ Density ของเหลวอย่างถูกต้องโดย
อ้างอิงกับการทางานของของไหลที่เหมาะสม เช่น น้าและปรอท
โดยการใช้เครือ่ งชั่งสาหรับวเิ คราะห์

22

เครือ่ งแกว้

ขวดหาความถว่ งจาเพาะ Pycnometer
หรือเรียกอกี ชอ่ื วา่ ขวด Specific gravity

การใชง้ าน

ใช้สาหรับหาความถ่วงจาเพาะของเหลว หรือ ของแข็งท่ีอยู่ใน
รูปแบบผงหรือสามารถบดเป็นผงได้ ใช้ร่วมกับเครื่องชั่งน้าหนัก
เพือ่ คานวณหาความถว่ งจาเพาะได้

23

เครอื่ งแก้ว

กระจกนำฬิกำ (Watch grass)

กระจกนาฬิกา (Watch grass) นั้นจะมีรูปทรงคล้ายกระจกนาฬิกา
เรือนกลม มีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางของกระจก
ซ่ึงกระจกนาฬิกานั้นใช้สาหรับปิดบีกเกอร์หรืออุปกรณ์อ่ืน ๆ เพ่ือป้องกัน
สารอ่ืน ๆ หรือฝุ่นละอองตกลงไปในสารละลายที่บรรจุอยู่ในบีกเกอร์
และ ใช้เพื่อป้ องกัน การ ก ร ะ เด็น ของ สาร ละ ลาย ออกจากบี ก เกอร์ เมื่อท า
การทดลอง เชน่ การต้มสาร

24

เครอื่ งแก้ว

ขวดกน้ กลม
(Round Bottom Flask)

ขวดกน้ กลม (Round Bottom Flask) ขวดปริมาตรชนิดน้ีมี
ลกั ษณะเหมือนกับ Florence Flask แต่ตรงก้นขวดจะมีลกั ษณะกลมทาให้
ไมส่ ามารถตั้งได้

25

เครื่องแก้ว

การใชง้ าน

❑ ใช้ในการใหค้ วามร้อนและ/หรอื การเดอื ดของของเหลว
❑ ใชใ้ นการกล่ัน
❑ ใชท้ าปฏกิ ิริยาเคมี.
❑ กลนั่ ขวดในเครื่องระเหยแบบหมนุ
❑ ก้นกลมของขวดประเภทน้ีช่วยให้ความร้อนและ/หรือการเดือดของ

ของเหลวสม่าเสมอมากขน้ึ ดงั นน้ั ขวดก้นกลมจึงถูกนามาใช้ในการใช้

งานท่ีหลากหลายซ่ึงเนื้อหาถูกทาให้ร้อนหรือต้ม ขวดก้นกลมใช้ใน

การกลั่นโดยนักเคมีเป็นขวดกลั่นและรับขวดสาหรับการกล่ัน

(ดแู ผนภาพการกลั่น) หนึ่งในคอขวดรอบด้านล่างจะถูกนามาใช้เป็น

ขวดกลั่นในระเหยแบบหมุน

26

เครอ่ื งแกว้

ประโยชน์

มีคุณสมบัติทนต่อสารเคมีและเคมีและความร้อนสูงสามารถใช้
ในการต้มให้ร้อนด้วยเตาหลุมได้ และยังสามารถน่ึงฆ่าเช้ือด้วย
เครือ่ งนึง่ ฆา่ เช้อื Autoclave ได้

27

เครื่องแก้ว

ขวดวดั ปริมาตร (Volumetric flask)

ขวดวัดปริมาตร เป็นขวดแก้วคอยาว มีขีดแสดงปริมาตรกากับอยู่รอบ
คอขวดเพียงขดี เดียวและมีจกุ ปิดด้านบน เพื่อใช้ปดิ เวลาเขย่าสารใหเ้ ขา้ กัน

ขวดวัดปริมาตร ใช้สาหรับเตรียมสารละลายท่ีต้องการความเข้มข้น
แน่นอน รวมทัง้ ใชเ้ จือจางสารใหไ้ ด้ความเขม้ ข้นและปรมิ าตรทต่ี อ้ งการ

ขนาดทใ่ี ช้

ความจุท่ีใช้ ได้แก่ 50 ml, 100 ml, 250 ml, 500 ml, 1,000 ml,
2,000 ml เป็นต้น

28

เคร่ืองแก้ว

ตารางแสดงความผดิ พลาดของขวดวดั ปรมิ าตร

ความผิดพลาดขน้ึ อยูก่ บั ความจุของขวดวดั ปริมาตรและระดบั คณุ ภาพ

ความจุ (ml) ระดบั ช้นั คณุ ภาพ A ระดบั ชนั้ คณุ ภาพ B
(ml) (ml)
50 0.05 0.10
100 0.08 0.16
250 0.12 0.24
500 0.20 0.40
1,000 0.30 0.60
2,000 0.50 1.00

ขวดวัดปรมิ าตรท่ีมคี วามจมุ ากมีความผดิ พลาดมากกว่าขวดวัดปริมาตรที่มี
ความจุน้อย ขวดวัดปริมาตรระดับชั้นคุณภาพ B มีความผิดพลาดมากกว่า
ระดับชัน้ คณุ ภาพ A ถงึ 2 เท่า

ดังน้ันในการทดลองที่ต้องการความแม่นยาสูง จึงควรเลือกใช้
ขวดวดั ปรมิ าตรระดบั ชั้นคุณภาพ A

29

เคร่ืองแก้ว

ขั้นตอนการใช้งาน

1. ละลายสารในบีกเกอร์ให้มีปริมาตรประมาณ 3/4 ของขวด ปิดจุก
ขวดแล้วหมุนขวดปริมาตรด้วยข้อมือให้สารละลายไหลไปทาง
เดียวกัน เพ่ือให้สารในขวดละลายจนหมด (ในกรณีท่ีสารเป็น
ของแข็ง) หรือให้สารผสมเป็นเนื้อเดียวกัน (ในกรณีท่ีสารเป็น
ของเหลว) ควรจับที่คอขวดปริมาตรอย่าจับที่ตัวขวดปริมาตรเพราะ
จะทาให้สารละลายอุ่นขนึ้ เน่ืองจากความรอ้ นในมือ

2. เติมตัวทาละลายลงในขวดปริมาตรให้ส่วนโค้งเว้าต่าสุดของ
สารละลายอยู่ตรงขีดบอกปริมาตรการอ่านปริมาตรต้องให้ระดับ
สายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับขีดบอกปริมาตรเพื่อป้องกันการอ่าน
ปรมิ าตรผดิ

3. ปิดจุกขวดปริมาตรแลว้ คว่าขวดจากบนลงล่างทาแบบน้ี 2-3 คร้ัง
เพอื่ ให้สารละลายผสมเป็นเนอื้ เดียวกนั และมีเนื้อสารเท่าเทียมกันทุก
ส่วน

4. จากข้อ 3 กลับขวดปริมาตรให้อยู่ในลักษณะเดิม แล้วจับคอขวด
หมุนไปมาประมาณ 3 รอบ ทาซ้าจนแน่ใจว่าสารละลายผสมเป็น
เน้ือเดียวกนั

30

เครื่องแกว้

แทง่ แกว้ สามเหลี่ยม (Spreader)

ทาจากแก้วอย่างดี ทนร้อน ทนด่าง ทนกรดจากสารเคมี มีความเรียบมน
ลา้ งทาความสะอาดง่าย ใชส้ าหรบั ปาดสาร ปาดเชื้อในจานเพาะเชื้อ เข่ียเช้ือบนวุ้น
เล้ียงเช้ือหรือคนสารเหมาะใช้ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์งานด้านชีววิทยา
ขนาด ยาว 18 ซม. รูปสามเหลยี่ ม กว้างด้านละ 3.5 ซม. แกว้ หนา 0.4 ซม.

ประโยชน์

- ใช้สาหรับเกลี่ยสาร หรอื เชอ้ื ในจานเพาะเช้อื
- ให้คนสารแทนแทง่ แก้ว
- ทนความรอ้ น

31

เครื่องแก้ว

ขวดรูปชมพู่
(Erlenmeyer flask หรือ conical flask)

เป็นขวดทดลองในห้องปฏิบัติการท่ีมีก้นแบน ตัวเป็นทรงกรวยและ
คอขวดเป็นทรงกระบอก ทาด้วยแก้วมีลักษณะเป็นทรงกรวยมีสเกลบอก
ปรมิ าตร มี 7 ขนาด ไดแ้ ก่

1. 25 ml
2. 50 ml
3. 100 ml
4. 125 ml
5. 200 ml
6. 250 ml
7. 500 ml

32

เคร่ืองแกว้

การใช้งานของขวดรูปชมพู่

ขวดรูปชมพู่ นิยมใช้กบั บวิ เรตต์ในการไทเทรตโดยมขี ้ันตอนดงั น้ี
1. เตมิ สารท่ตี อ้ งการลงในขวดรปู ชมพู่
2. นามาไทเทรตกับสารทอ่ี ยู่ในบวิ เรตต์ขณะหยดสารแกวง่

ขวดรูปชมพูเ่ บา ๆ
3. เมื่อใชง้ านเสร็จแล้วล้างทาความสะอาดขวดให้เรียบร้อย

33

เครอ่ื งแก้ว

แท่งแกว้ คนสาร (Glass Rod)

แท่งแกว้ คนสาร (Glass Rod) มีลักษณะเป็นแท่งแก้วยาวปลายแบนใช้
สาหรับคนสารละลายให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ยังใช้ช่วยในการนา
สารละลายจากภาชนะหน่ึงไปยังอีกภาชนะหนึ่ง โดยเทให้สารละลายไหลไปตาม
แทง่ แกว้ คนสารลงภาชนะ

34

เคร่อื งมอื ทางวทิ ยาศาสตร์

วิธกี ารใช้งานแท่งแกว้ คนสาร

1. จุ่มแท่งแกว้ คนสารลงในภาชนะทีม่ สี ารละลายอยู่
2. คนหมุนวนแทง่ แก้วไปในทิศทางเดียวกันจนสารเป็นเนื้อเดียวกนั
3. เมอ่ื ใช้งานเสร็จล้างทาความสะอาดใหเ้ รยี บรอ้ ย

ขอ้ ควรระวัง

ขณะคนสารห้ามให้แท่งแก้วคนสารสัมผัสกับภาชนะ
เพราะอาจทาให้เกิดรอยที่เคร่ืองแก้ว

35

เครือ่ งแก้ว

หลอดหยด (dropper)

ลกั ษณะ

หลอดหยด มีลักษณะเป็นหลอดแก้วท่ีปลายข้าง
หน่ึงยาวเรียวเล็กและปลายอีกข้างหนึ่งมีกระเปาะยาง
สวมอยู่

เป็นอปุ กรณ์ท่ีใช้สาหรับตวงของเหลวปริมาณน้อย ๆ ทาได้โดย
การนับจานวนหยดของของเหลวท่ีหยดลงไป และสามารถเทียบ
มาตรฐาน(calibrate)ด้วยกระบอกตวง แล้วใช้เป็นค่าโดยประมาณ
สาหรบั ทาการทดลองต่อไปได้

36

เครอื่ งแกว้

ขน้ั ตอนการใช้

1. คอ่ ย ๆ บีบจุกยางเพอ่ื ไล่อากาศออกจากหลอดหยด
2. จมุ่ ในสารละลายทตี่ อ้ งการจะดูด
3. ค่อย ๆ ปล่อยจุกยางเพ่ือยดูดสารละลายเข้ามาในหลอดหยด

โดยดูดเขา้ มาให้ปรมิ าณของเหลวใกลเ้ คียงกบั ปริมาตรทตี่ ้องการใช้
4. เคลื่อนย้ายหลอดหยดไปยังภาชนะท่ีต้องการ โดยพยายามไม่ให้

หลอดหยดสัมผัสกับภาชนะใดระหว่างการเคลือ่ นย้าย เพราะจะทา
ใหเ้ กิดการปนเปื้อน
5. ค่อยๆบีบจุกยาง เพื่อปล่อยสารละลายทีละหยดอย่างสม่าเสมอ
อยา่ ปลอ่ ยให้ปลายหลอดหยดแตะขอบภาชนะและอย่าให้สูงกว่าปาก
ภาชนะมากเกนิ ไป

ขอ้ ควรระวงั

อย่าให้สารละลายสัมผัสกบั จุกยางเพราะจะทาให้สารละลายถูกปนเปื้อนได้
และถ้าสารละลายมีฤทธ์ิเป็นกรดก็จะกัดกร่อนกระเปาะยางด้วย ดังน้ันเม่ือทา
การทดลองเสร็จแลว้ ควรรีบดึงจกุ ยางออกจากหลอดแก้วทัน

37

เคร่ืองแก้ว

โถดดู ความชนื้ (Desiccator)

ใช้สาหรบั ดดู ความช้นื ออกจากสารเคมตี ่าง ๆ ให้เหลือเฉพาะสารเคมี
ไมม่ คี วามชนื้ หรอื นา้ อยใู่ นโมเลกุลของสาร โดยโถดูดความช้ืนจะต้องใส่สาร
ที่ใช้ดูดความช้ืนลงไปด้วย (ด้านล่างโถ) สารท่ีใช้ดูดความช้ืน
โดยส่วนมากแล้วจะใช้ซิลิกาเจล (silica gel) หรือสารจาพวกสารกรอง
โมเลกุล (molecular sieve) ซึ่งถ้าสารซิลิกาเจลดูดความชื้นไว้จนเต็ม
สังเกตุได้จากสีของซิลิกาเจลจะเปล่ียนจากสีฟ้าเป็นสีชมพู ในปัจจุบันมี
การพฒั นามาเป็นตู้ดูดความชืน้ โดยใช้ไฟฟ้า (desiccator cabinet)

38

เคร่ืองแก้ว

วิธีการใช้

จะต้องทาวาสลีนที่ฝา ส่วนที่สัมผัสกบั ตัวของโถดูดความชื้นเพ่ือให้
เปิดปิดได้ง่าย การเปิดทาได้โดยเล่ือนฝาออกอย่างช้าๆ หากดึงฝาข้ึนจะ
เปดิ ไม่ออก จากนั้นนาสารทตี่ ้องการดดู ความชน้ื วางลงบนแผ่นกระเบื้อง
เคลือบ และเล่ือนฝาปิดกลับคืนที่เดิม หากไม่สามารถเลื่อนเพ่ือเปิด
โถดูดความช้ืนได้ อาจเน่ืองมาจากความดันภายในและภายนอกมีความ
แตกต่างกันมาก จะต้องเปิดจุกด้านบนเพ่ือทาให้ความดันภายในและ
ภายนอกเท่ากันเสียก่อนจึงจะสามารถเปิดได้ ทั้งน้ีจะต้องทาด้วยความ
รวดเรว็ เพ่ือปอ้ งกันความชน้ื จากภายนอกเข้าไปภายในโถดดู ความชน้ื

หลงั จากใช้งานไประยะหนึ่งจนกระท่ังสารดูดความชื้นอิ่มตัวด้วยน้า
แลว้ สังเกตได้จากการเปล่ยี นสขี องสารดูดความช้นื จากนั้นให้นาไปอบ
ไลค่ วามช้ืนออกที่อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส ทาได้โดยการเปิดฝาและ
นาสารเคมีต่างๆ ออกให้หมด แล้วนาแผ่นกระเบ้ืองเคลือบและสารดูด
ความช้ืนออกมา นาไปอบจนกระท่ังสีของสารดูดความชื้นเปล่ียนแปลง
จากสีชมพูเป็นสีน้าเงิน จากน้ันนามาเทใส่โถดูดความช้ืนโดยใช้กระดาษ
ช่วยในการเท และวางแผ่นกระเบื้องเคลือบลงไป สุดท้ายปิดฝาให้
เรียบรอ้ ย

39

เครอื่ งแกว้

ขอ้ ควรระวงั

เน่ืองจากโถดูดความช้ืนทาจากวัสดุท่ีเป็นแก้ว และกระเบ้ืองเคลือบ
ทาให้แตกได้ง่าย นอกจากน้ันยังมีน้าหนักมากอีกด้วย จึงต้องทาการ
ทดลองด้วยความระมัดระวัง และซิลิกาเจลท่ีมีลักษณะเป็นเม็ดกลมมีสีชมพู
และสีน้าเงินไม่สามารถรับประทานได้ เน่ืองจากมีการเติมสารที่ทาให้เกิดสี
ลงไปโดยเปน็ สารเคมีที่ประกอบดว้ ยโลหะหนกั ซึง่ เป็นอันตรายตอ่ ร่างกาย

40

เครอื่ งแก้ว

กรวยแยกสาร
(Separatory funnel)

กรวยแยกใช้สาหรับการแยกสาร สารท่ีเป็นของเหลวและแยกคนละช้ัน
หรือมีข้ัวต่างกัน เช่น น้ากับน้ามัน จะแยกช้ันกันอยู่ เน่ืองจากน้ามีข้ัว
แต่น้ามันไม่มขี วั้

41

เคร่อื งแกว้

วธิ ีการใช้

1. ก่อนใส่สำรละลำย หรือตัวอย่ำงที่ต้องกำรแยกสำร ควรทำกรีช
(grease) บำง ๆ ที่จุกด้ำนบน (stopper) และที่ก๊อกปิดเปิด
(stopcock) เพื่อให้หมุนง่ำยและไม่รั่ว

2. ประกอบชุดตั้งกรวยแยก สำหรับวำงกรวยแยก

3. เปิดจุกด้ำนบนใส่ของเหลวผสมและตัวทำละลำย โดยปริมำณ
ของเหลวไม่ควรเกิน 3 ใน 4 ส่วนของปริมำตรของกรวยแยก

4. ปิดจุกกรวยแยก ด้ำนบน ให้แน่น

5. เขย่ำกรวยแยกให้ของเหลวทั้งสองชั้นผสมกันมำกที่สุด ในกำร
เขย่ำจะมีแรงดันจำกไอระเหยของตัวทำละลำยซึ่งต้องปล่อยออก
โดยกำรเอียงกรวยแยกให้ปลำยเอียงขึ้น แล้วเปิดก๊อก เพื่อลด
ควำมดัน ทำเช่นนี้ทุก ๆ 2-3 นำที ระหว่ำงกำรเขย่ำซึ่งในกำร
สกัดแต่ละครั้งควรเขย่ำประมำณ 15-20 ครั้ง

6. วำงกรวยแยกบนห่วงวงแหวน เปิดจุกออกปล่อยให้ของเหลวแยก
ชั้น

7. เปิดก๊อกปล่อยให้ของเหลวชั้นล่ำงไหลออก รองรับด้วยขวดรูป
ชมพู่หรือบีกเกอร์ แล้วแต่ควำมเหมำะสม ระมัดระวังช่วงรอยต่อ
ระหว่ำงชั้นทั้งสองสำหรับของเหลวชั้นบนให้เทออกทำงปำก
กรวยด้ำนบน

42

เคร่ืองแก้ว

กรวยอมิ ฮอฟฟ์ หรอื กรวยตกตะกอน
(Imhoff cone)

กรวยอิมออฟฟ (Imhoff cone) ใช้เป็นอุปกรณ์ในการวิเคราะห์
หาปริมาณของแข็งที่อยู่ในน้า,น้าเสีย ด้วยวิธีการตกตะกอน ซ่ึงตะกอน
ที่ตกลงมาโดยวิธีการนี้เรียกว่า ตะกอนหนัก อาจใช้ฝาปิดกรวยหรือไม่
ก็ได้ การวัดปริมาตรของของแข็งหรือน้าหนัก จะวัดหลังจาก
กาหนดเวลาท่ีแน่นอน เช่น 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง (โดยปกติ 1
ช่ัวโมง) โดยการอ่านค่าของแข็งท่ีตกตะกอนแลว้ ท่ีขีดบอกปริมาตรท่ีก้น
กรวยออกมาในหนว่ ยมลิ ลิลติ รตอ่ ลติ ร

43

เครอื่ งมือทางวทิ ยาศาสตร์

วธิ ีการใช้งานกรวยอิมฮอฟฟ์

1. เขยา่ ตวั อย่างให้เข้ากนั เทลงใน Imhoff cone จนถึงขีด 1 ลติ ร
2. ต้งั ทิ้งไว้ 45 นาที ใหต้ กตะกอน
3. ใช้แท่งแกว้ ค่อยๆ คนรอบกรวย แลว้ ต้งั ทง้ิ ไวอ้ กี 15 นาที
4. จดปริมาตรของแขง็ ตกตะกอนในกรวยเป็นมิลลิลิตร ในทางปฏิบัติ

ขดี จากดั ต่าสดุ ประมาณ 0.1-1.0 มิลลลิ ิตรตอ่ ลิตรตอ่ ช่ัวโมง
5. ในกรณีที่มีการแยกชั้นระหว่างของแข็งตกตะกอนและของแข็ง

แขวนลอย ไม่ต้องประมาณค่าของแข็งแขวนลอยท่ีเกิดข้ึน ให้ทาซ้า
ถ้าตอ้ งการ

44


Click to View FlipBook Version