The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พัศนีย์, 2024-02-26 20:34:28

สรุปภาษาไทย 2

สรุปภาษาไทย 2

คำ อัพภาส อัพภาส คือ คำ ซ้ำ ลักษณะหนึ่ง คือ ซ้ำ เฉพาะเสียงพยัญชนะ ลงข้างหน้าหรือซ้ำ แล้วกร่อน เสียงพยางค์แรก เช่น ละลิบ วะวับ ระเรื่อย อัพภาสจะมีเสียงพยางค์แรกเป็นลหุ พยางค์หลังเป็นครุ เสียง ลหุ ครุ เช่นนี้ก่อให้เกิดเสียงเป็นจังหวะไพเราะ คำ ไวพจน์ คำ ไวพจน์ คือ คำ ที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกัน มาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำ พ้อง" เช่น รอ และ คอย, คน และ มนุษย์, บ้าน และ เรือน เป็นต้น ประเภทของคำ ไวพจน์ 1. คำ พ้องรูป หมายถึง คำ ที่เขียนเหมือนกัน แต่อาจจะออกเสียง ต่างกัน ความหมายต่างกัน 2. คำ พ้องเสียง หมายถึง คำ ที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่าง กัน ความหมายต่างกัน 3. คำ พ้องความ หมายถึง คำ ที่ความหมายเหมือนกัน แต่เขียน ต่างกัน ออกเสียงต่างกัน


คำ ยืมภาษาต่างประเทศ การรับคำ ภาษาต่างประเทศมาใช้นั้น ไทยเรามีวิธีออกเสียงให้เป็น แบบไทย ไม่ว่าจะเป็น บาลี สันสกฤต เขมร พม่า ลาว จีน ชวา มลายู อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส หรืออาหรับ การยืมคำ ภาษาต่าง ประเทศมาใช้ในภาษาไทยทำ ให้ภาษามีความเจริญงอกงามและมี คำ ใช้มากขึ้น ลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาของทุกภาษาในโลก ภาษาบาลี และสันสกฤต ภาษาบาลี และสันสกฤต มีข้อแตกต่างหลายประการ เช่น - สระ ภาษาบาลีมีสระ 8 เสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ส่วนภาษา สันสกฤตมีสระ 14 เสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา - พยัญชนะ ภาษาบาลีมีพยัญชนะ 33 เสียง ส่วนภาษาสันสกฤตมี พยัญชนะ 35 เสียง (ตัวอักษร ศ และ ษ ไม่มีในบาลี) - พยัญชนะควบกล้ำ ภาษาบาลีไม่นิยมควบกล้ำ แต่ภาษาสันสกฤต นิยมคำ ควบกล้ำ


การยืมคำ จากภาษาเขมร คำ ยืมจากภาษาเขมรที่นำ มาใช้ในภาษาไทย มีลักษณะ ดัง ต่อไปนี้ - มักใช้เป็นคำ ราชาศัพท์ เช่น เสวย เขนย ถวาย ขนง โปรด ตรัส - คำ เขมรที่ใช้ในคำ สามัญทั่วไป เช่น กระบือ กระบาล (กบาล) โตนด โขมด จมูก เสนียด เพนียด ตำ บล ถนน จังหวัด ทำ เนียบ ลำ เนา ชุมนุม ชมรม ฯลฯ - คำ เขมรที่เป็นคำ โดดคล้ายกับภาษาไทย จนเราเองลืมไป คิดว่า เป็นคำ ไทยเพราะความใกล้ชิด ใช้กันมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด แต่มีที่ สังเกตได้ว่าเป็นคำ เขมร ต้องแปลความหมายก่อนจึงจะเข้าใจ เช่น แข (ดวงจันทร์) บาย (ข้าว) เมิล (มอง) ศก (ผม) ฯลฯ การยืมคำ จากภาษาจีน หลักการสังเกตคำ ภาษาไทยที่มาจากภาษาจีน - เป็นชื่ออาหารการกิน เช่น ก๋วยเตี๋ยว เต้าทึง แป๊ะซะ เฉาก๊วย จับฉ่าย เป็นต้น - เป็นคำ ที่เกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ที่เรารับมาจากชาวจีน เช่น ตะหลิว ตึก เก้าอี้ เก๋ง ฮวงซุ้ย - เป็นคำ ที่เกี่ยวกับการค้า เช่น เจ๊ง หุ้น ห้าง โสหุ้ย เป็นต้น - เป็นคำ ที่ใช้วรรณยุกต์ตรี จัตวา เป็นส่วนมาก เช่น ก๋วยจั๊บ กุ๊ย เก๊ เก๊ก ก๋ง ตุ๋น เป็นต้น


การยืมคำ จากภาษาอังกฤษ คนไทยได้ศึกษาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองมาเป็นเวลา นาน จากการติดต่อค้าขาย และการทูต จนภาษาอังกฤษเข้ามา มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทยมากขึ้น ทั้งในด้านการพูด และการ เขียนสื่อสารในชีวิตประจำ วัน โดยเฉพาะในปัจจุบัน คนไทย ศึกษาความรู้และวิทยาการต่างๆ จากตำ ราภาษาอังกฤษ และ สนใจเรียนรู้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น คำ ยืมจากภาษาอังกฤษจึง หลั่งไหลเข้ามาในภาษาไทยมากขึ้นทุกขณะ ทั้งในวงการศึกษา ธุรกิจ การเมือง การบันเทิง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เรารับภาษาอังกฤษมาใช้ในรูปแบบของการ ทับศัพท์เท่านั้น การทับศัพท์หมายถึง การถ่ายเสียง และถอดตัว อักษรเป็นภาษาไทย ตัวอย่างคำ ทับศัพท์จากภาษาอังกฤษที่มีใช้ในภาษาไทย กราฟ การ์ตูน กลูโคส กัปตัน แก๊ส กุ๊ก เกียร์ แก๊ง แกลลอน คริสต์มาส ไดนาโม ไดโนเสาร์ ครีม คลอรีน คอนกรีต คลินิก คอนเสิร์ต


ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริง หมายถึง ข้อความที่แสดงเรื่องราวเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ข้อมูล และสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นจริงตามธรรมชาติ สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้และมีหลักฐานสนับสนุนยืนยัน ข้อคิดเห็น ข้อคิดเห็น หมายถึง ข้อความที่แสดงความรู้สึก ความเชื่อ ความคิดเห็นหรือการคาดคะเนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มี ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง


ชนิดของประโยค ประโยคแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ 1. ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว (เอกัตถประโยค) คือประโยคที่มีใจความเดียว ซึ่งจะมีประธานเดียว และกริยาเดียว. การจำ แนกตามบทกริยา คือ ดูรายละเอียดที่บทกริยา 2. ประโยคความรวม ประโยคความรวม (อเนกัตถประโยค) คือ ประโยคที่รวมประโยค ความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้าด้วยกัน โดยมีสันธานเป็นตัวเชื่อม เช่น “ม้าอยู่ในทุ่งหญ้าและกำ ลังกินหญ้า” มีประธานตัวเดียวคือ “ม้า” ทำ 2 กริยา คือ “อยู่ในทุ่งหญ้า” และ “กำ ลังกินหญ้า” 3. ประโยคความซ้อน ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) หมายถึง ประโยคที่รวม ประโยคความเดียว 1 ประโยคเป็นประโยคหลัก แล้วมีประโยคความ เดียวอื่นมาเสริม มีข้อสังเกตคือ ประโยคหลัก (มุขยประโยค) กับ ประโยคย่อย (อนุประโยค) ของประโยคความช้อนมี น้ำ หนักไม่เท่ากัน


การพูดโต้แย้ง การโต้แย้ง คือ การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากความคิดเห็นที่ได้รับฟังหรืออ่านมา โดยมุ่งอธิบายให้เห็นถึงความบกพร่อง ความผิดพลาด ของเหตุผลหรือข้อมูลที่จะโต้แย้งด้วยนั้น แล้ว สนับสนุนความคิดเห็นของตนเองด้วยเหตุผลหรือ ข้อมูลที่ดีกว่า หลักในการโต้แย้ง 1. อ่านแล้วจับประเด็นให้ได้ 2. ให้เหตุผลว่าทำ ไมเรื่องที่อ่านจึงไม่สมเหตุสมผล (ชี้ จุดอ่อน) 3. แสดงเหตุผลหรือข้อมูลที่เราคิดว่าถูกต้องมากกว่า เมื่อเราอ่านจับประเด็นได้แล้ว ให้เราแยกการให้ เหตุผลของประเด็นที่จะโต้แย้งเป็น 2 ส่วน คือ ข้ออ้าง และข้อสรุป


การพูดโน้มน้าวใจ , ผู้โน้มน้าวใจควรใช้ภาษาที่มีน้ำ เสียงในเชิงเสนอแนะ ขอร้อง วิงวอน เร้าใจ โดยคำ นึงถึงจังหวะและความนุ่มนวล ผู้พูดต้องหา วิธีโน้มน้าวใจคนฟังให้เอนเอียงมาฝ่ายตน ให้ผู้ฟังเกิดศรัทธา ไม่ ควรใช้คำ พูดและน้ำ เสียงเด็ดขาด แข็งกระด้าง หรือกล่าวตรงไป ตรงมาในเชิงตำ หนิ ไม่ควรใช้น้ำ เสียงในลักษณะของคำ สั่ง หรือ การแสดงอำ นาจซึ่งจะกระทบกระเทือนใจผู้รับสาร ทำ ให้การ โน้มน้าวใจไม่บรรลุผลตามต้องการ วิธีการพูดโน้มน้าวใจ 1. กำ หนดจุดมุ่งหมายในการพูดให้ชัดเจน นักเรียนจะต้อง กำ หนดจุดมุ่งหมายให้ชี้เฉพาะว่าในการพูดครั้งนี้ต้องการให้ผู้ฟัง เกิดการ เปลี่ยนแปลงอะไร หรือต้องการเชิญชวนให้ผู้ฟังกระทำ การอย่างใด เพื่อจะได้เตรียมเนื้อหาและวิธีการพูดให้สอดคล้อง กับความต้องการนั้น 2. การจัดลำ ดับเนื้อหาที่จะพูด เนื้อหาสาระที่จะพูดนี้ ควรจะจัด วางให้เป็นระบบ และเรียงลำ ดับขั้นตอน เช่นเดียวกับวิธีการพูด แบบอื่นๆ แต่มีความพิเศษ


การสร้างคำ ภาษาไทย พยางค์ เสียงที่เราเปล่งออกมา 1 ครั้งนับเป็น 1 พยางค์ ไม่ว่าเสียงนั้น จะมีความหมาย หรือไม่มีความหมาย ก็นับเป็น 1 พยางค์ เช่น ออกเสียงว่า “อุ” นั่นคือ 1 พยางค์ ถ้าออกเสียงว่า “อุ อุ อุ” นั่นคือ 3 พยางค์ แม่ว่าจะไม่มีความหมาย เป็นต้น คำ คือพยางค์ที่มีความหมาย ซึ่งเริ่มมีความหมายได้ตั้งแต่ 1 พยางค์ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา คำ ที่ไม่มีตัวสะกด คือมี 3 ส่วนประกอบ คือ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ เรียกว่า พยางค์เปิด เช่น งู ม้า ลา ไก่ คำ ที่มีตัวสะกด คือมี 4 ส่วนประกอบ คือ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด เรียกว่า พยางค์ปิด เช่น มด ยุง หุง ข้าว คำ มูล “มูล” มีความหมายว่า โคน รากเหง้า “คำ มูล” จึงหมายถึง คำ พื้นฐานที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นคำ ที่สามารถนำ ไปใช้ สร้างเป็นคำ ประสม คำ ซ้ำ และคำ ซ้อน ที่เราจะได้เรียนรู้กันต่อไป คำ มูล เป็นคำ ที่มีความหมายเดียว เช่น ทำ บ้าน พ่อ แม่ หรือหลาย ความหมายก็ได้ เช่น สาว พาย ชาย แก่ ปาน กา รา ดำ


ระดับภาษา ระดับภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำ และ การเรียบเรียงถ้อยคำ ที่ใช้ โดยพิจารณาตามโอกาสหรือ กาลเทศะ เช่น ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับทางการ หรือภาษาราชการ ภาษาระดับกันเอง เป็นต้น 1. ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับพิธีการ เป็นภาษาที่ สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ มีความ ประณีตงดงาม อาจใช้ประโยคที่ซับซ้อน และใช้คำ ระดับสูง ภาษาระดับนี้ จะใช้ในโอกาสสำ คัญๆ 2. ภาษาระดับทางการ ภาษาระดับทางการ หรือ ภาษา ทางการ/ภาษาราชการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูป ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เน้นความชัดเจน ตรง ประเด็น ใช้ในโอกาสสำ คัญที่เป็นทางการ


3. ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับนี้คล้ายกับภาษาระดับ ทางการ แต่ลดความเป็นการเป็นงานลงบ้าง มักใช้ในการประชุม กลุ่ม ที่เล็กกว่าการประชุมที่ต้องใช้ภาษาระดับทางการ 4. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดับไม่เป็นทางการ เป็น ภาษาที่ไม่เคร่งครัดตามแบบแผน เพื่อใช้ในการสื่อสารทั่วไปใน ชีวิตประจำ วันหรือโอกาสทั่วๆ ไปที่ไม่เป็นทางการ ใช้ในการ สนทนาระหว่างบุคคลหรือกลุ่มเล็กๆ ในสถานที่และโอกาสที่ไม่ เป็นการส่วนตัว 5. ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก เป็น ภาษาพูดที่ใช้สนทนากับบุคคลที่สนิทคุ้นเคย ใช้สถานที่ส่วนตัว หรือในโอกาสที่ต้องการความสนุกสนานครื้นเครง ภาษาที่ใช้เป็น ภาษาพูดที่ไม่เคร่งครัด อาจมีคำ ตัด คำ สแลง คำ ด่า คำ หยาบ ปะปน โดยทั่วไปไม่นิยมใช้ในภาษาเขียน ยกเว้นงานเขียนบาง ประเภท


Click to View FlipBook Version