การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) องค์ความรู้บทเรียนโมเดลชุมชนท่าเสาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ปัญหาและที่มา จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเมืองแห่งความหลากหลายทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจของนักท่องเที่ยวจำนวน มาก รวมถึงเป็นแหล่งทำการเกษตร ที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมและเป็นรายได้ของประชากรใน พื้นที่ ในอดีตประชากรชุมชนตำบลท่าเสา ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ทำไร่ทำนา ปลูกพืชผัก ใช้ภูมิ ปัญญาชาวบ้านในการประกอบอาชีพ เช่น หมอพื้นบ้าน และอาชีพรับจ้างทั่วไป สภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มีหนี้สิน ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สูง การคมนาคมไม่สะดวก ไม่มี ถนนตัดผ่าน ส่งผลให้การสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในภาพรวมนั้นน้อยมาก ในช่วงปี พ.ศ. 2518 – 2520 เริ่มมีการตัดถนนผ่าน ทำให้มีกลุ่มนายทุนเริ่มเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยชักจูงให้ชาวบ้านปลูกพืชเกษตร ตามที่นายทุนต้องการในที่ดินของชาวบ้าน โดยใช้วิธีให้ชาวบ้านซื้อเมล็ดพันธ์ ปุ๋ยและอุปกรณ์ทางการเกษตรจาก นายทุนในราคาสูงและจ่ายเมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้น จะเหลือเพียงค่าแรงเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 – 2540 เกิดสถานการณ์ “ยิ่งทำยิ่งจน”ในชุมชนตำบลท่าเสา เนื่องจากการสะสมปัญหารายได้ไม่ เพียงพอ มีหนี้สินนอกระบบและในระบบ ทำให้คนในชุมชนหลายครัวเรือนต้องขายที่ดินของตัวเอง ไปเป็นลูกจ้าง แรงงาน หรือหางานทำต่างถิ่น และมีการจ้างคนต่างด้าวเข้ามาทำงานแทน เนื่องจากค่าแรงถูก เช่น มอญ พม่า มี ปัญหาอาญกรรมต่างๆ เช่น เรื่องการพนันต่างๆเข้ามาในหมู่บ้าน การขโมยสิ่งของในชุมชน คนในชุมชนขาดความ เชื่อมั่นในตัวผู้นำชุมชน เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หันไปพึ่งพานายทุน ทำให้ถูกเอาเปรียบ เป็นผู้กำหนด ราคา ทั้งเมล็ดพันธ์ ปุ๋ย ยา อุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งราคาผลผลิต
การแก้ไขปัญหา 1. แนวคิด ผู้นำชุมชนและแกนนำชุมชน จึงหันมามองถึงต้นตอปัญหาในชุมชนและหากปล่อยให้สถานการณ์ เป็นแบบนี้ต่อไป คนในชุมชนจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ถูกเอาเปรียบจากนายทุน รายได้ไม่เพียงพอ มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ไม่มีที่ดินทำกินและขาดศักยภาพในตัวเอง จึงตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไรคนในชุมชนตำบลท่าเสา ถึงจะลืมตาอ้าปากได้ สักทีและ “หันหลังกลับมามอง” ว่าสภาพปัญหาของคนในชุมชนเรื่องของรายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สิน ต้องขาย ที่ทำกิน และการออกนอกพื้นที่เพื่อไปหางานทำ ไม่มีความยั่งยืนในชีวิต เกิดจากอะไรและต้องเริ่มแก้ไขและฟื้นฟู อย่างเร่งด่วนด้วยวิธีไหน 2. แนวทาง จากสภาพปัญหาที่เกิดในชุมชน ทำให้แกนนำชาวบ้าน, นายพิพัฒน์ แก้วจิตรคงทอง(ตำแหน่ง ปัจจุบัน ประธานคณะทำงานกระบวนการองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี)และผู้ร่วมก่อการดีจึงได้ร่วมกันคิด กระบวนการแก้ไขปัญหา โดยระดมค้นหาปัญหาในพื้นที่ ในรูปแบบการสำรวจรายบุคคลว่าประสบปัญหาในเรื่อง ใดบ้างและให้ร่วมวิเคราะห์ปัญหาของตนเอง โดย “ต้องพูดความจริง” และนำผลการวิเคราะห์เหล่านั้น ไปแก้ไข ปัญหาที่ตรงประเด็นร่วมกัน การสร้างกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในชุมชนอย่างมีระบบนี้ เปิดโอกาสให้คนใน ชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคปัจจัยเดิม การประเมินสถานการณ์ชุมชน และการจัดทำ แผนพัฒนาชุมชน สู่การแก้ไขการจัดสวัสดิการสังคมชุมชนที่ตรงประเด็น “รายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สิน” โดยมี ผู้นำชุมชนที่สามารถถ่ายทอดแนวคิดปรับทัศนคติจากเดิม “พึ่งพาตนเอง” สู่แนวคิดชุมชนเชิงบวกใน ”การพึ่งพา กันเอง” สร้างความไว้ใจซึ่งกันและกันในชุมชน 3. การเริ่มต้น เริ่มทำ ต่อมาผู้นำชุมชน และแกนนำชุมชน ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และร้านค้าชุมชนขึ้น โดยใช้ ฐานแนวคิด”การพึ่งพากันเอง” เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหา“รายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สิน”ให้กับคนในชุมชน ตำบลท่าเสา และมีการสร้างรายได้ที่เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ยั่งยืน และลดช่องว่างการไม่มีงานทำ โดยการ “เปลี่ยนความคิด” จากเดิมที่ชุมชนผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป ขายให้กับโรงงาน หรือพ่อค้าคนกลาง ทำให้ได้กำไร หรือผลตอบแทนน้อย จึงเปลี่ยนวิธีการขาย โดยนำมาจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนแทน ให้คนในชุมชนเป็นทั้งลูกค้าและ ผู้ผลิตสินค้า และเป็นตลาดให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายสินค้า เพื่อเป็นการหมุนเวียนรายได้กลับสู่ชุมชน โดยกำหนดเป็น แผนชุมชน มีการคิดกระบวนการและการจัดการอย่างเป็นระบบ มีแหล่งสร้างรายได้ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จึงมีการ รวมกลุ่มจัดตั้งร้านค้าชุมชนภายใต้ชื่อ “ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน” ในปีพ.ศ. 2544
และได้เปิดเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ในชุมชนใช้แนวคิดและรูปแบบสหกรณ์มาปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับ การบริหารจัดการของพื้นที่ และเป็นสถาบันการเงินชุมชน สนับสนุนการออมและเป็นแหล่งทุนประกอบการของ สมาชิก มีการรับสมัครสมาชิก ระดมทุนโดยการขายหุ้นและปันผลคืนแก่สมาชิก มีคณะกรรมการบริหารจัดการ มีสมาชิกเริ่มแรก 65 คน เปิดขายหุ้นระดมทุน 800 หุ้นๆ ละ 100 บาท โดยสมาชิกมีสิทธิ์ถือหุ้นตามกำลังทรัพย์ หลังดำเนินการได้ 6 เดือน ศูนย์สาธิตฯมีการสรุปผลการดำเนินงาน ซึ่งเป็นที่น่าพอใจและมีผลกำไร จึงส่งผลให้มีเงิน ปันผลคืนแก่สมาชิกโดยตรง จากผลดังกล่าวจึงมีคนในชุมชนให้ความสนใจ สมัครเป็นสมาชิกซื้อหุ้นเพิ่มมากขึ้น เป็น 8,000 หุ้น และมีมติร่วมกันในการหาสถานที่จัดตั้งร้านค้าชุมชนใหม่ โดยซื้อที่ดิน 6 ไร่และสร้างศูนย์ขึ้นใหม่ และปัจจุบันขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 8 ไร่ และได้มีการขยายบริเวณร้านค้าเพิ่มเติมตามจำนวนสินค้า และขยาย จำนวนสมาชิก และถือหุ้นได้เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน (ไม่เกินคนละ 20,000 บาท) จากเดิม 10,000 บาท ซึ่งคณะกรรมการของศูนย์ได้มีการจัดสรรกำไรเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 1. .เงินปันผลคืนสมาชิก 2. เงินบริหารจัดการของศูนย์ เช่น เงินเดือน การดูแลอาคารสถานที่ 3. ทุนสำรองในการหมุนเวียนในการบริหารจัดการภายในศูนย์ 4. การจัดบริการคืนแก่สังคม เช่น สวัสดิการดูแลคนในชุมชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ที่อยู่อาศัย งานประเพณีของชุมชน ทุนการศึกษา และสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน เป็นหนึ่งในรูปแบบการดำเนินงานภายใต้ แนวคิดขบวนการองค์กรชุมชนที่ประสบความสำเร็จ และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มุ่งเน้นการจัดการตนเอง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน การพึ่งพากันเอง เน้นการประกอบการของชุมชนที่ไม่ได้ วางเป้าหมายไว้ที่ตัวเลขของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มี “จุดมุ่งหมายที่ความสุขของชุมชนเป็นหลัก” ซึ่งนำไปสู่การสร้างรากฐานให้ชุมชนเข้มแข็ง มีรายได้ มีสวัสดิการ แก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือน ให้มีชีวิตความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจัดกลุ่มปัญหาที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ซึ่งสามารถแบ่งปัญหาได้เป็น 5 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านทรัพยากร ด้านสวัสดิการ และด้านวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ด้วยชุมชนเอง และปัญหาที่ ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไข โดยเน้นให้คนในชุมชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม ทุกกระบวนการ และได้แนวทางการแก้ไขปัญหาโดยกำหนดเป็นแผนชุมชน รวมกลุ่มจัดตั้งร้านค้าชุมชน และในปี 2548 ได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน” โดยมีคณะกรรมการบริหารร้านค้าจำนวน 15 คน แบ่งเป็น ทีมบริหาร จะดูเรื่องทิศทางการขยายตลาดกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้ร้านค้าเติบโตอย่างมั่นคง ทีมการตลาด ทีมการเงินและการบัญชีและทีมติดตามตรวจสอบ มีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบข้อมูล ข่าวสารความรู้ด้านการเกษตรและความเคลื่อนไหวทางการเงินของศูนย์ฯ และจากการบริหารจัดการที่มีแผนงาน ทำให้มีหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายเข้ามาสนับสนุนงบประมาณและมีช่องทางการซื้อ-และจัดจำหน่ายสินค้า
มากขึ้น มีการขยายศูนย์สาธิตฯ จากระดับตำบลไปสู่จังหวัด โดยศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนจำหน่ายสินค้า เกษตรชุมชน เป็นการยกระดับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน เพื่อสร้างช่องทางการ จำหน่ายและขยายตลาดให้กับเกษตรกรและสมาชิกในชุมชน สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ จากชุมชน อาทิ ผักพื้นบ้าน ผักปลอดสารพิษ ผลไม้ตามฤดูกาล น้ำพริก น้ำสมุนไพร และอาหารอื่นๆ เป็นต้น นอกจากจำหน่ายสินค้าให้กับคนในชุมชนแล้ว ยังมีเป้าหมายในการจำหน่ายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว โดยได้รับการ สนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการค้าภายในจังหวัดกาญจนบุรีและหน่วยงานภาคีให้การสนับสนุน เป้าหมาย - กระบวนการจัดการของ“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน” ในการสร้าง อาชีพมีรายได้ ลดหนี้สิน และมีเงินออมในครอบครัว เพื่อชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดรอยยิ้มและความ ภาคภูมิใจในตัวเอง และเมื่อใดก็ตามที่ชุมชนอยู่รอดย่อมส่งผลให้ประเทศชาติอยู่รอดเช่นกัน
ปัจจัยความสำเร็จ 1. ด้านคน มุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ โดยชุมชนและเพื่อชุมชน เน้นการ “แก้จุดอ่อนและเสริมจุดแข็ง” ให้ชุมชน โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและทุนทางสังคม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนของวิสาหกิจ ชุมชน มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีหลักประกันในชีวิต มีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคง ดูแลซึ่งกันและกัน ทั้งครอบครัวและชุมชน เกิดการรักบ้านเกิด มีความรู้สึกอยากทำงานในพื้นที่ดินของตนเอง ไม่ออกไปหางานทำ นอกพื้นที่ต่างแดน และหวงแหนทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ รวมไปถึงการแบ่งปันและการช่วยเหลือส่งต่อ ผู้นำควร พัฒนาสมาชิกวิสาหกิจชุมชนและคนในชุมชน โดยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง จัดทำข้อมูลอย่างชัดเจนเป็น รูปธรรมในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกวิสาหกิจและนำผลผลิตมาฝากขายในร้านค้าชุมชน จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ อย่างไรบ้าง และต้องปลูกฝังหล่อหลอมให้คนเหล่านั้นพัฒนาศักยภาพของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พัฒนา การมีส่วนร่วมของสมาชิกในตำบลท่าเสาทั้ง 11 หมู่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกันและประสาน ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มขึ้น ทั้งด้านองค์ความรู้ วัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาด เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่วางไว้ในอนาคต เรื่องการขยายศูนย์ระดับอำเภอและระดับจังหวัด สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ทุกคนรักสามัคคีกัน ประสานความร่วมมือกันได้ เพิ่มทักษะในการทำงานเป็นทีม ปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการทำงาน และปรับทัศนคติในการมองเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถ ทำงานร่วมกันได้
2. ด้านเงิน มีการใช้แนวคิดและรูปแบบสหกรณ์ผสมผสานกับบริบทพื้นที่ในการดำเนินงาน และการต่อยอดเพิ่มเติม คือ นำเงินที่ได้จากการระดมหุ้นไปต่อยอด สร้างผลกำไรและขยายเป็นกองทุนระดับอำเภอและระดับจังหวัด สร้าง ยอดขายที่สูงขึ้น ขยายผลกำไรให้เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ตามแผนงานที่วางไว้ สมาชิกกลุ่มไม่เป็นหนี้ ไม่กู้เงินหรือขอ สินเชื่อจากแหล่งเงินทุนภายนอก และไม่มีการนำเงินไปลงทุน เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยง มีกองทุนที่สามารถ ดูแลสมาชิกได้ด้วยตนเอง มีสวัสดิการดูแลคนในชุมชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และระบบการสร้าง เริ่มตั้งแต่การสร้าง งาน ให้งานสร้างคน สร้างเศรษฐกิจ และสร้างสังคม และยังเชื่อมโยงไปสู่สาธารณะสุข เรื่องการศึกษา และ สิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วน และที่สำคัญ คือ สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดรายจ่าย “ไม่เป็นหนี้สิน และมีเงินออม” 3. ด้านวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่มีอิสระ เน้นสินค้าที่ผลิตจากคนในชุมชน ปลอดสารพิษ มีคุณภาพ และสะอาด ให้ผู้ซื้อเห็นได้ว่าสินค้าในร้านค้าชุมชนถูกกว่าที่อื่น และผลิตภัณฑ์ทีมี ความทันสมัย มีมาตรฐาน โดยสร้างระบบการจัดการที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิต รวมถึงวัฒนธรรม ของชุมชน ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการจัดการที่ใช้ต้นทุนต่ำและสามารถสร้างการผลิตขึ้นมาเองได้การสร้างทัศนคติ ความเชื่อร่วมกันของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนว่าทุกคนเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน ตั้งแต่กระบวนการผลิต แปรรูป และตลาด คณะกรรมการร่วมกับหน่วยงานภายนอกให้ความรู้หรือคอยเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องที่สมาชิกวิสาหกิจชุมชน ยังไม่มีความชำนาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาสร้างผลิตภัณฑ์สร้างมาตรฐาน พัฒนาบรรจุภัณฑ์ พัฒนาตรา สัญลักษณ์รวมถึงระบบโปรแกรมที่สามารถเชื่อมโยงการผลิตและการขายได้ทั้งระบบ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยี ใหม่ๆเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสาน แนวทางการพัฒนาการผลิต ที่สำคัญ คือ “การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตทั้งระบบ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เน้นการพัฒนา วิสาหกิจชุมชนให้เป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีทักษะและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถ ในการแข่งขันและมีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ชัดเจน 4. ด้านการบริหารจัดการ คณะกรรมการฯได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพโดยนำรูปแบบการบริหาร จัดการที่ทันสมัยของบริษัทเอกชน เพื่อครอบคลุมทุกด้าน เช่น ระบบการพัฒนาโปรแกรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้า ทั้งระบบ ทั้งเรื่องสต๊อกสินค้าในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด บาร์โค้ดสินค้า ระบบการเงินบัญชี รายรับ รายจ่าย สามารถบันทึกรายการแบบ online ตามเวลาจริง (Realtime) ตรวจสอบติดตามสถานะของข้อมูลและวิเคราะห์ รายงานได้ และเพิ่มบทบาทใหม่เป็นศูนย์กระจายสินค้าจังหวัด และทำตลาดสินค้าออนไลน์ ทำแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งตลาดต่างประเทศ และการตลาดมีระบบที่ชัดเจนขึ้น และมีกระบวนการผลิต การแปรรูป
การตลาด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการจัดสวัสดิการชุมชน การกำหนดราคาด้วยตนเอง สร้างกระบวนการพัฒนา สินค้า และเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงสินค้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ มีการวางแผนการผลิตในระดับครัวเรือน อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง ทุกคนสามารถเข้ามาถือหุ้นเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และพัฒนา ระบบการจัดการของร้านค้าที่ทันสมัยอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มมาตรฐานในการให้บริการ ให้เกิดการดำเนินการ ร่วมกันของคนในชุมชนในรูปแบบขององค์กรชุมชน รวมถึงมีการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองของชุมชน 5. ด้านการสนับสนุนของเครือข่าย ในการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนที่มีแผนขยายการผลิต และระบบการจัดการของร้านค้าชุมชน รวมถึงมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เครือข่ายต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงาน ทำให้การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้า ชุมชน มีรูปแบบและแนวดำเนินงานที่เป็นระบบและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งด้านองค์ความรู้ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด การขยายศูนย์ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด และขยายไปสู่พื้นที่ อื่นๆของประเทศ ให้เกิดพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
6. ด้านการจัดบริการคืนสู่ชุมชน(สวัสดิการสังคม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน มีกระบวนการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง สามารถสร้างผลกำไรมาจัดสรรให้แก่สมาชิก เป็นแหล่งเงินทุนให้กับสมาชิก และนำมาสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการ ชุมชน เพื่อดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ในรูปแบบกิจกรรมแก่กลุ่มเป้าหมายทั้งในการจัด งานตามประเพณี การสนับสนุนเครื่องอุโภคบริโภค การสนับสนุนเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ให้แก่ครอบครัวของ สมาชิกผู้เสียชีวิต ด้านที่อยู่อาศัย ทุนการศึกษาเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์การเรียน และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดย ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา ภาคประชาสังคม และเครือข่ายชุมชนด้วยกัน เข้ามาดูแล ช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ให้มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แผนอนาคต 1. มุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ โดยชุมชนและเพื่อชุมชน เน้นการแก้จุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้ชุมชน โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและทุนทางสังคม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชน 2. มุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้และระบบการพัฒนา โดยจัดการให้ครอบคลุมทุกด้านไม่ว่าจะเป็น ระบบการจัดการ การผลิตการแปรรูป การตลาด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งเกิดจาก
การดำเนินการร่วมกันของคนในชุมชนในรูปขององค์กรชุมชนรวมถึงมีการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย เพื่อสุดท้ายนำไปสู่การพึ่งพาตนเองของชุมชน 3. มุ่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่มีอิสระ โดยสร้างระบบการจัดการที่มี ความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตรวมถึงวัฒนธรรมชุมชน 4. มุ่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนที่กระจายการพัฒนาไปทั่วทั้งชุมชน ไม่ใช่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มี อำนาจเหนือกว่าในทางเศรษฐกิจหรือการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ 5. มุ่งพัฒนาระบบโปรแกรมในกระบวนการจัดการทั้งหมดของร้านค้า เพื่อให้สามารถดูแล ครอบคลุมในทุกกระบวนการของศูนย์ฯได้ และสามรถดูแลเชื่อมต่อฐานเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ และสามารถ ตรวจสอบได้ 6. ขยายรูปแบบของโมเดลไปยังพื้นที่อื่น ๆในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง (“ในการเริ่มต้นจัดตั้งร้านค้าชุมชน สมาชิกมีความกังวล กลัวที่จะเกิดการขาดทุน เนื่องจากประสบการณ์เคยมี การโกง และการเชื่อสินค้า จนทำให้บางร้านค้าเดินหน้าต่อไม่สำเร็จ และต้องปิดกิจการลง” สมาชิกชุดเริ่มแรก ได้กล่าวในที่ประชุมการจัดการความรู้ (KM) ของสสว.3 )
ที่ปรึกษา นางเบญจมาส แก่นเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและ สนับสนุนวิชาการ 3 คณะกรรมการจัดการความรู้ นางสุภรณ์ วัฒนจัง นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ นางสาวศรีสุวรรณ แก้วบุญ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ นางขนิษฐา แฝกหอม นักพัฒนาสังคมชำนาญการ นางสาวพีรภาว์ ลิมปนวัสส์ นักพัฒนาสังคมชำนาญการ นางสาวมรินทราณ์ ลอตระกูล นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ นางสาวศิริพร เพียรพิทักษ์ นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ นางสาวสุทธิลักษณ์ แสนพิมพ์ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน นางสาวอภิญญา สีสุกใส เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน นายอรรถพล จำเนียร เจ้าพนักงานพัฒนาสังคมปฏิบัติงาน นางสาวภาสินี สวยงาม นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ นายกิตติ์ธเนศ ทองสว่างเสนีย์ เจ้าพนักงานพัฒนาสังคมปฏิบัติงาน เนื้อหา-ภาพ-รูปเล่ม นายกิตติ์ธเนศ ทองสว่างเสนีย์ เจ้าพนักงานพัฒนาสังคมปฏิบัติงาน ออกแบบปก นางสาวพัชชาพลอย พวงสำลีกุล นักพัฒนาสังคม จัดพิมพ์และเผยแพร่ สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 3