วารสาร
การพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษ
DEVELOPMENT ENGLISH
SKILLS JOUR
NAL
ปีที่1 ฉบับที่ 1
(กันยายน -ตุ
ลาคม 2565)
วารสาร
การพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษ
DEVELOPMENT ENGLISH
SKILLS JOUR
NAL
วารสารการพฒั นาทักษะทางภาษาองั กฤษ
Development English Skills Journal
ชื่อวารสาร การพฒั นาทกั ษะทางภาษาองั กฤษ
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มทกั ษะการฟัง พดู อ่าน และเขียนภาษาองั กฤษ
2. เพือ่ เพิม่ ทกั ษะการการใชา้ ภาษาองั กฤษ
3. เพ่ือเผยแพร่และส่งเสริมความรู้ทกั ษะการใชภ้ าษาองั กฤษ
บรรณาธิการทป่ี รึกษา นางสาวพิมพศ์ ิริ พหุโล ประธานสมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
บรรณาธกิ ารอํานวยการ นางสาวสุไฮลา เละหนุ๊ รองสามาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
บรรณาธกิ ารบริหาร
นางสาวภิรัญญา ชนกนอ้ ย หวั หนา้ ฝ่ ายบริหารสมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
นางสาววรัญญา รัตนคช รองหวั หนา้ ฝ่ ายบริหารสมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
ผ้ชู ่วยบรรณาธกิ าร นางสาวศศิชา บุญสัง เลขานุการสมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
กองบรรณาธกิ าร
นางสาวอญั ชิษฐา แดงวงั หมาก สมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
นายธนพล จงวิไลเกษม สมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
นายอรรถพล ไซมอนส์ สมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
ผ้ทู รงคุณวุฒิพจิ ารณาบทความความ (Peer Review)
นางสาวดวงกมล ช่วยช่ืน กระทรวงต่างประเทศ
นางสาวรื่นฤทยั ไพรวรรณ กระทรวงตา่ งประเทศ
นางสาวสวรส โปฎกรัตน์ กรมองคก์ รระหว่างประเทศ
นายชลที สว่างกาล เจา้ หนา้ ท่ีอาวุโสสมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
นายทรรศพล กลางกรุง เจา้ หนา้ ท่ีอาวุโสสมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ
กาํ หนดตีพมิ พ์ ปี ละ 1 ฉบบั คอื กนั ยายน - ตลุ าคม
ฝ่ ายประสานงาน นาย กร โชติพนั ธ์,นางสาวบษุ บา เนตรทอง และนางสาว รชิตา พรหมโยสา
ผ้จู ัดทาํ สมาคมพฒั นาศกั ยภาพภาษาองั กฤษ ถนนเฉลิมพระเกียรติ 42 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
10250 โทรศพั ท์ 02 365889 โทรสาร 02 319086
E-mail: [email protected]
พมิ พ์ที่ เวิร์คฟอนต์ 2 89 ถนนเฉลิมพระเกียรติ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250
โทรศพั ท์ 099-3478587
E-mail: [email protected]
บรรณาธิการ
วารสารการพฒั นาทางภาษาองั กฤษเขา้ สู่ปี ท่ี2 ฉบบั ท่ี 3(กนั ยายน - ธนั วาคม 2564) อยา่ งสวยงามและถือว่าเป็นปี ท่ีวารสาร
เติบโตเบง่ บานเขา้ หามวลชนมากข้ึน สาํ หรับวารสารการพฒั นาทกั ษะทางภาษาองั กฤษฉบบั น้ียงั คงมีเน้ือหาสาระทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
กบั การพฒั นาทกั ษะภาษาองั กฤษซ่ึงประกอบดว้ ยบทความจาํ นวน 5 เรื่อง ไดแ้ ก่ ทกั ษะดา้ นการฟังภาษาองั กฤษ ทกั ษะดา้ น
การพดู ภาษาองั กฤษ ทกั ษะดา้ นการอ่านภาษาองั กฤษ ทกั ษะดา้ นการเขียนภาษาองั กฤษ และทกั ษะดา้ นการนาํ ภาษาองั กฤษ
ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาํ วนั
ดิฉนั ขอขอบคุณทกุ ท่านท่ีติดตามอา่ นวารสารการพฒั นาทกั ษะทางภาษาองั กฤษมาอยา่ งตอ่ เน่ืองขอขอบคณุ ผเู้ ขยี นบทความ
ท่ีเหน็ ความสาํ คญั ในการพฒั นาองคค์ วามรูเดา้ นภาษาองั กฤษกลนั่ กรองมาจนเป็นบทความท่ีมีคณุ ภาพเผยแพร่ความรู้ให้กบั
ผอู้ ่านทกุ ท่าน ขอขอบคุณกองบรรณาธิการ และผทู้ รงคณุ วุฒิพิจารณาบทความ(Pee Review) ทกุ ท่านท่ีไดก้ รุณาตรวจสอบ
คณุ ภาพบทความอยา่ งเขม้ ขน้ เพือ่ ใหว้ ารสารการพฒั นาทกั ษะทางภาษาองั กฤษเน้ือหาถกู ตอ้ งตามหลงั วิชาการน้ี ทางวารสาร
กาํ ลงั วางแผนเพอ่ื ขบั เคล่ือนวารให้เขา้ ไปสู่สากลมากยิ่งข้ึน จึงหวงั เป็นอยา่ งยิ่งวา่ จะไดร้ ับการสนบั สนุนจากทุกฝ่ าย เฉกเช่น
ท่ีเป็ นมา
สุไฮลา เละหนุ๊
บรรณาธิการอาํ นวยการ
สารบัญ 1
5
1.ทกั ษะดา้ นการพูดภาษาองั กฤษ 10
นางสาวสุไฮลา เละหนุ๊ 14
18
2.ทกั ษะดา้ นการอา่ นภาษาองั กฤษ 24
นางสาวพมิ พศ์ ิริ พหุโล 32
36
3.ทกั ษาะดา้ นการฟังภาษาองั กฤษ
นางสาวศศิชา บญุ สงั
4.ทกั ษะดา้ นการเขยี นภาษาองั กฤษ
นางสาวอญั ชิษฐา แดงวงั หมาก
5.ทกั ษะการนาํ ภาษาองั กฤษไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาํ วนั
นายอรรถพล ไซมอลส์
6.ทกั ษะดา้ นการใชภ้ าษาองั กฤษ
นางสาววรัญญา รัตนคช
7.ทกั ษะดา้ นการแปลภาษาองั กฤษ
นางสาวภิรัญญา ชนกนอ้ ย
8.ทกั ษะการออกเสียงภาษาองั กฤษ
นายธนพล จงวิไลเกษม
ทักษะด้านการพูดภาษาองั กฤษ
Speaking English Skills
สุไฮลา เละหนุ๊ /Suhaila Lehnu
บทนํา
ในสงั คมปัจจบุ นั การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสาํ คญั และจาํ เป็นอยา่ งยิง่ ในชีวิตประจาํ วนั เน่ืองจากเป็นสิ่งสาํ คญั ใน
การติดตอ่ สื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสอนภาษาทกุ ภาษามีธรรมชาติของการเรียนรู้
เช่นเดียวกนั คือ เร่ิมจากการฟัง และการพดู แลว้ จึงไปสู่การอา่ นและการเขียน ตามลาํ ดบั การส่ือความหมายดว้ ยการพูดเป็น
การสื่อความที่สะดวกและใชก้ นั มากที่สุดน้นั คือสามารถเปลง่ เสียงออกมาไดอ้ ยา่ งรวดเร็วและสามารถแสดงสีหนา้ หรือใช้
ท่าทางประกอบ เพอ่ื แสดงอารมณ์และความรู้สึกไดง้ า่ ยกวา่ การเขยี น โดยเฉพาะเม่ืออยตู่ อ่ หนา้ ผฟู้ ัง การพูดเป็นทกั ษะดา้ น
แสดงออกในการพดู ผพู้ ูดตอ้ งใชค้ วามสามารถทางภาษาทกุ ดา้ น เพอื่ ทาํ ให้ผฟู้ ังเขา้ ใจ ตอ้ งถา่ ยทอดความคดิ ความรู้สึกของ
ตนออกมาเป็นคาํ พดู ใหผ้ อู้ น่ื เขา้ ใจตอ้ ง แสดงสถานภาพของผพู้ ูด แสดงออกให้ถกู ตอ้ งเหมาะสมกบั ผฟู้ ังและสถานการณ์
ความเป็ นมาและความสําคญั ของทักษะการพดู
สงั คมโลกปัจจบุ นั เป็นสงั คมขอ้ มลู ข่าวสารและความเจริญกาวหนา้ ในดา้ นตา่ ง ๆ การส่ือสารที่
สะดวกรวดเร็วทาํ ให้โลกดูเหมือนมีขนาดเลก็ ลง ความกาวหนา้ ความเคล่ือนไหวตลอดจนการเปลีย่ นแปลง
ทางดา้ นเศรษฐกิจรวมท้งั วฒั นธรรม มีผลกระทบอยา่ งทวั่ ถึง รวดเร็ว บุคคลในสงั คมตอ้ งติดต่อ พบปะเพอื่
ดาํ เนินกจิ กรรมทางสงั คม และเศรษฐกิจเพิ่มข้นึ ภาษาตา่ งประเทศจึงกลายเป็นเคร่ืองมือที่สาํ คญั ยงิ่ ในการ
ส่ือสารความรู้สึกนึกคิดเพื่อให้เกิดความเขา้ ใจกนและกนั ในการศกึ ษาหาขอ้ มลู ความรู้ถ่ายทอดวทิ ยาการ
รวมถึงทางดา้ นเศรษฐกจิ ภาษามีความจาํ เป็นยิง่ ข้นึ เมื่อมีการเจรจาตอ่ รองดา้ นการคา้ รวมท้งั การประกอบ
อาชีพต่าง ๆ อยางมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ จะชว่ ยสร้างสัมพนั ธภาพอนั ดีระหวางชนชาติ
ตา่ ง ๆ เพราะภาษาจะสร้างใหม้ ีความเขา้ ใจวฒั นธรรมท่ีแตกต่างกนของแตล่ ะเช้ือชาติ ทาํ ให้สามารถปฏิบตั ิ
ตนตอ่ กนไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม มีความเขา้ ใจในภาษาและวฒั นธรรม สามารถถ่ายทอดวฒั นธรรมของ
ชาติไทยไปสู่สงั คมโลกภาษาจึงเป็นสื่อกลางท่ีสาํ คญั ในการติดต่อสื่อสารของชนชาติตา่ งๆ (จรินทร์ธร ภทั รพงศโ์ อฬาร
,2560)
ความหมายพืน้ ฐานเก่ียวกบั การพดู
การพูดเป็นพฤติกรรมการส่ือสารดว้ ยการใชภ้ าษาท่ีควบคไู่ ปกบั การฟังกลา่ วคอื เม่ือมีผพู้ ดู ก็ตอ้ งมีผฟู้ ัง จึงจะเกิด
ความสมบูรณ์ จะขาดฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงไมไ่ ด้
สวนิต ยมาภยั (2525) ไดใ้ หค้ วามหมายของการพดู ไวว้ า่ "การพูด คือการใชถ้ อ้ ยคาํ น้าํ เสียง และอากปั กิริยา
ท่าทาง เพอื่ ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก และความตอ้ งการของผพู้ ูด ให้ผฟู้ ังรับรู้ และเกดิ การตอบสนอง"
จากความหมายดงั กลา่ วน้ี จะเห็นไดว้ ่า การพูดเป็นการถา่ ยทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองใหผ้ อู้ นื่ ไดร้ ับรู้ เขา้ ใจ
โดยอาศยั การฝึกฝน มิใช่เกิดข้ึนเองโดยธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นเพยี งผใู้ ห้อวยั วะทีใ่ ชส้ าํ หรับออกเสียงมาเทา่ น้นั คนเราถา้
อวยั วะที่ใชส้ าํ หรับออกเสียงไม่บกพร่อง กส็ ามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ซ่ึงเป็นเร่ืองของธรรมชาติ แตท่ ่ีจะเปลง่ เสียงออกมา
ให้เป็นภาษาท่ีสื่อสารกนั เขา้ ใจในหม่ชู นดว้ ยกนั น้นั ตอ้ งอาศยั การเรียนรู้ คือเรียนรู้ถึงภาษาที่ใชพ้ ูดจากนั ในหมูเ่ หล่า และ
อาศยั การฝึกฝน เพ่ือให้พดู ไดด้ ี บรรลุจุดมงุ่ หมายของการพูดและใชก้ ารพดู เป็นประโยชนใ์ นการดาํ รงชีวิตได้ (อภิชยั ,2552)
การฝึ กพดู ภาษาอังกฤษเบือ้ งต้น
ภาษาไทยและภาษาองั กฤษมีความแตกตา่ งดา้ นการออกเสียง สิ่งท่ีสงั เกตไดเ้ ดน่ ชดั คอื การมีวรรณยกุ ตใ์ น
ภาษาไทยท่ีช่วยกาํ หนดการออกเสียง ขณะที่ภาษาองั กฤษจะใชเ้ สียงสูง-ต่าํ ตามบริบท เช่น คาํ ถามในภาษาองั กฤษมกั ลงทา้ ย
ดว้ ยเสียงสูง แต่ท้งั น้ีกข็ ้ึนอยกู่ บั ความถนดั และคามเหมาะสมดว้ ย ไมม่ ีหลกั การผนั เสียงเป็นกฎเกณฑเ์ หมือนวรรณยกุ ตใ์ น
ภาษาไทย ทาํ ใหห้ ลายคร้ังการออกเสียงของคนไทยจะเนน้ การใชเ้ สียงสามญั และเกิดความรู้สึกวา่ มีสาํ เนียงไม่เหมือน
เจา้ ของภาษา ซ่ึงเรื่องน้ีไมค่ วรกงั วล เพราะเจา้ ของภาษาจะพยายามทาํ ความเขา้ ใจ และการฝึกพูดบอ่ ย ๆ จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจ
หลกั การใชเ้ สียงสูง-ต่าํ ในภาษาองั กฤษและนาํ ไปใชไ้ ดใ้ กลเ้ คียงเจา้ ของภาษาไดใ้ นท่ีสุด (Tueetor,2563)
ประเภทของการพดู ภาษาองั กฤษ
คาํ ว่า “พูด” โดยทว่ั ไปเราจะใชค้ าํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษ ว่า Speaking แต่การพูดก็มีไดห้ ลายแบบ ท้งั พดู เสียงดงั พูด
แบบกระซิบ หรือพูดแบบตะโกนกม็ ี ซ่ึงลกั ษณะการพดู แต่ละแบบน้ีกจ็ ะใชค้ าํ ศพั ทท์ ี่แตกต่างกนั ดงั น้ี
Whisper หมายถึง การพดู แบบกระซิบ พูดเบาๆ เช่น She learned over and whispered something in his ear.
Chat หมายถึง การพดู กนั ไม่เป็นทางการ คุยเลน่ เช่น She spends hours on the phone chatting to her friends.
Stammer หมายถึง พดู ตะกุกตะกกั เช่น Wh-when can we g-go? He stammered.
Whine หมายถึง พร่าํ บน่ ร้องสะอ้นื เช่น My kids started whine when I told them to turn off the television.
Ramble หมายถึง พดู ไปเลื่อย วกวน เช่น Sorry, I’m rambling (on) – let me get back to the point.
Yell หมายถึง พูดตะโกนเสียงดงั เช่น Her husband was yelling at her.
(shorteng,2564)
สาเหตุทพ่ี บได้บ่อยๆว่าทาํ ไมคนทวั่ โลกเรียนรู้ภาษาองั กฤษ
ท้งั เจา้ ของภาษาและบุคคลที่พดู ภาษาองั กฤษเป็นภาษาท่ีสองสามารถพบเจอไดใ้ นทกุ ทวีป ภาษาองั กฤษได้
กลายเป็นภาษากลางในหลายสาขาซ่ึงรวมถึงธุรกิจ, การเมือง, วทิ ยาศาสตร์, เทคโนโลย,ี และความบนั เทิง เป็นตน้ นอกจากน้ี
ยงั เป็นภาษาท่ีมีการใชง้ านมากท่ีสุดในอนิ เทอร์เนต็ โดยนบั เป็นจาํ นวนมากกวา่ คร่ึงหน่ึงของเวบ็ ไซตท์ ้งั หมดสาํ หรับคน
จาํ นวนมากการเรียนภาษาองั กฤษเป็นวิธีทจ่ี ะเขา้ ถึงขอ้ มูลการเชื่อมตอ่ และโอกาสที่กวา้ งข้ึนตอ่ ไปน้ีเป็นสาเหตทุ ่ีพบได้
บอ่ ยๆวา่ ทาํ ไมคนทวั่ โลกเรียนรู้ภาษาองั กฤษ
1. มีโอกาสทางอาชีพมากข้ึน ธุรกิจตอ้ งการพนกั งานที่สามารถสื่อสารไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่วกบั คคู่ า้ และลกู คา้ ท่ีพดู
ภาษาองั กฤษนอกจากน้ีผปู้ ระกอบการสามารถเขา้ ถึงลกู คา้ ในวงกวา้ งไดโ้ ดยใชภ้ าษาองั กฤษ
2. ภาษาองั กฤษเป็นภาษาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผพู้ ดู ภาษาองั กฤษมีโอกาสมากข้ึนในการทาํ งานร่วมกบั ผอู้ ่ืนใน
สาขาเหล่าน้ีในการแบง่ ปันความคิดและนวตั กรรม
3. เม่ือเด็กๆเรียนภาษาองั กฤษในโรงเรียน ผปู้ กครองท่ีพูดภาษาองั กฤษสามารถช่วยเหลือและสื่อสารกบั ลูกๆของพวกเขาได้
(Effortless English,2560)
บรรณานุกรรม
จรินทร์ธร ภทั รพงศโ์ อฬาร.(2560). “การพฒั นาทักษะการพดู ภาษาอังกฤษในชีวิตประจําวนั ”สืบคน้ เมื่อ 5 กนั ยายน 2565
จาก http://www.atc.ac.th/ATCWeb/FileATC
อภิชยั .(2552). “ความหมายของการพูด” สืบคน้ เมื่อ 5 กนั ยายน 2565
จาก https://www.gotoknow.org/posts/207358
Effortless English.(2560). “ความสําคญั ของภาษาองั กฤษและกฎการพูดภาษาองั กฤษสําหรับคนทไี่ ม่ใช่เจ้าของภาษาทค่ี วรรู้
” สืบคน้ เมื่อ 6 กนั ยายน 2565
จาก https://www.engtermlnal.com/Importance-of-English-and-English-Speaking-Rules.html
Tueetor.(2563). “ฝึ กพูดภาษาองั กฤษเบือ้ งต้น ใช้ได้ในชีวิตประจําวัน” สืบคน้ เม่ือ 5 กนั ยายน 2565
จาก https://www.tueetor.com/blog/th/language/how-to-speak-english-with-confident/
shorteng.(2564). “ประเภทของการพดู ภาษาอังกฤษ” สืบคน้ เม่ือ 5 กนั ยายน 2565
จาก https://www.shorteng.com/
ทักษะด้านการอ่านภาษาองั กฤษ
English reading skills development
นางสาวพมิ พศ์ ิริ พหุโล /Pimsiri Pahulo
บทนํา
ภาษาองั กฤษมีความสาํ คญั แลจั าํ เป็นอยา่ งยิ่งในการใชช้ ีวิตประจาํ วนั เนื่องจากภาษาองั กฤษองั กฤษมีการใชอ้ ยา่ งเเพร่
หลายท้งั การเรียนและการทาํ งาน เราจึงตอ้ งศึกษาและแสดงหาความรู้ โดยการฝึกภาษาองั กฤษมีหลายรูปแบบท้งั การอ่าน
ฟัง พูด อ่าน เขยี น ฯลฯ ภาษาองั กฤษมีความซบั ซอ้ นและกฏไมต่ ายตวั เราจึงตอ้ งมีทกั ษะทางภาษาองั กฤษเพื่อจะนาํ ไปใชใ้ น
ชีวิตประจาํ วนั และใชใ้ นสถานการณ์ตา่ งๆได้
1.การอ่านภาษาองั กฤษเพ่ือความเข้าใจ
การอา่ นภาษาองั กฤษ มี 2 ลกั ษณะ คือ การอ่านออกเสียง (Reading aloud) และ การอ่านในใจ (Silent Reading ) การอ่าน
ออกเสียงเป็นการอา่ นเพื่อฝึกความถูกตอ้ ง (Accuracy) และความคล่องแคลว่ ( Fluency) ในการออกเสียง ส่วนการอ่านในใจ
เป็นการอา่ นเพอ่ื รบั รู้และทาํ ความเขา้ ใจในสิ่งท่ีอ่านซ่ึงเป็นการอ่านอยา่ งมีจุดม่งุ หมาย เช่นเดียวกบั การฟัง ตา่ งกนั ที่ การฟัง
ใชก้ ารรับรู้จากเสียงที่ไดย้ นิ ในขณะท่ีการอ่านจะใชก้ ารรับรู้จากตวั อกั ษรที่ผา่ นสายตา ทกั ษะการอา่ นภาษาองั กฤษเป็น
ทกั ษะที่สามารถฝึกฝนใหผ้ เู้ รียนเกิดความชาํ นาญและมีความสามารถเพิ่มพูนข้ึนได้ ดว้ ยเทคนิควธิ ีการโดยเฉพาะ เราจึงควร
มีความรู้และเทคนิคในทกั ษะการอา่ นเพอื่ ใหก้ ารอ่านแตล่ ะลกั ษณะประสบผลสาํ เร็จ
1.1.การอา่ นออกเสียงเป็นการอา่ นเพ่อื ฝึกความถกู ตอ้ ง (Accuracy) และความคลอ่ งแคลว่ ( Fluency) ในการออกเสียง ส่วน
การอ่านในใจเป็นการอ่านเพือ่ รับรู้และทาํ ความเขา้ ใจในสิ่งที่อ่านซ่ึงเป็นการอา่ นอยา่ งมีจุดมงุ่ หมาย เช่นเดียวกบั การฟัง
ต่างกนั ท่ี การฟังใชก้ ารรับรู้จากเสียงท่ีไดย้ นิ ในขณะท่ีการอา่ นจะใชก้ ารรับรู้จากตวั อกั ษรท่ีผา่ นสายตา ทกั ษะการอา่ นภาษา
องั กฤษเป็นทกั ษะท่ีสามารถฝึกฝนใหผ้ เู้ รียนเกิดความชาํ นาญและมีความสามารถเพิม่ พนู ข้ึนได้ มีเทคนิคดงั น้ี
1.1.1) การอ่านออกเสียง การฝึกให้ผเู้ รียนอา่ นออกเสียงไดอ้ ยา่ ง ถกู ตอ้ ง และคล่องแคล่ว ควรฝึกฝนไปตามลาํ ดบั
1.1.2) Reading for Fluency ( Chain Reading) คือ เทคนิคการฝึกใหน้ กั เรียนอ่านประโยคคนละประโยคอยา่ งต่อเนื่องกนั
ไป เสมือนคนอา่ นคนเดียวกนั
1.1.3) Reading and Look up คอื เทคนิคการฝึกใหน้ กั เรียนแตล่ ะคน อ่านขอ้ ความโดยใชว้ ธิ ี อา่ นแลว้ จาํ ประโยคแลว้ เงย
หนา้ ข้นึ พดู ประโยคน้นั ๆ อยา่ งรวดเร็ว คลา้ ยวิธีอา่ นแบบนกั ข่าว
1.1.4) Speed Reading คอื เทคนิคการฝึกใหน้ กั เรียนแต่ละคน อา่ นขอ้ ความโดยเร็วท่ีสุดเท่าที่จะเร็วได้ การอ่านแบบน้ี
อาจไมค่ าํ นึงถึงความถูกตอ้ งทกุ ตวั อกั ษร แตต่ อ้ งอ่านโดยไมข่ า้ มคาํ เป็นการฝึกธรรมชาติในการอ่านเพือ่ ความคลอ่ งแคลว่
( Fluency) และเป็นการหลีกเล่ียงการอ่านแบบสะกดทีละคาํ
1.1.5) Reading for Accuracy คอื การฝึกอ่านที่ม่งุ เนน้ ความถกู ตอ้ งชดั เจนในการออกเสียง ท้งั stress / intonation / cluster /
final sounds ให้ตรงตามหลกั เกณฑข์ องการออกเสียง ( Pronunciation) โดยอาจนาํ เทคนิค Speed Reading มาใชใ้ นการฝึก
และเพิ่มความถูกตอ้ งชดั เจนในการออกเสียงสิ่งท่ีตอ้ งการ จะเป็นผลใหผ้ เู้ รียนมีความสามารถในการอ่านไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
(Accuracy) และ คล่องแคล่ว( Fluency) ควบค่กู นั ไป
1.2การอ่านในใจ ข้นั ตอนการสอนทกั ษะการอ่าน มีลกั ษณะเชน่ เดียวกบั ข้นั ตอนการสอนทกั ษะการฟัง โดยแบง่ เป็น 3
กิจกรรม คอื กิจกรรมนาํ เขา้ สู่การอ่าน ( Pre-Reading) กิจกรรมระหว่างการอ่าน หรือ ขณะท่ีสอนอา่ น ( While-Reading)
กิจกรรมหลงั การอา่ น(Post-Reading) แต่ละกิจกรรมอาจใชเ้ ทคนิค ดงั น้ี
1.2.1) กิจกรรมนาํ เขา้ สู่การอ่าน ( Pre-Reading) การที่ผเู้ รียนจะอา่ นสารไดอ้ ยา่ งเขา้ ใจ ควรตอ้ งมขี อ้ มลู บางส่วนเกี่ยวกบั
สารที่จะไดอ้ า่ นใชก้ จิ กรรมนาํ ใหผ้ เู้ รียนไดม้ ีขอ้ มูลบางส่วนเพือ่ ช่วยสร้างความเขา้ ใจในบริบท ก่อนเริ่มตน้ อ่านสารท่ี
กาํ หนดให้ โดยทว่ั ไป มี 2 ข้นั ตอน คือข้นั Personalization เป็นข้นั สนทนา โตต้ อบ ระหวา่ งครู กบั ผเู้ รียน หรือ ระหว่าง
ผเู้ รียนกบั ผเู้ รียน เพ่อื ทบทวนความรู้เดิมและเตรียมรับความรู้ใหมจ่ ากการอา่ นข้นั Predicting เป็นข้นั ที่ใหผ้ เู้ รียนคาดเดา
เก่ียวกบั เร่ืองทจ่ี ะอา่ น โดยอาจใชร้ ูปภาพ แผนภมู ิ หวั เร่ือง ฯลฯ ที่เก่ียวขอ้ งกบั เรื่องที่จะไดอ้ า่ น แลว้ นาํ สนทนา หรือ
อภิปราย หรือ หาคาํ ตอบเก่ียวกบั ภาพน้นั ๆ หรือ อาจฝึกกิจกรรมทเ่ี กี่ยวกบั คาํ ศพั ท์ เช่นขีดเสน้ ใต้ หรือวงกลมลอ้ มรอบ
คาํ ศพั ทใ์ นสารที่อ่าน หรือ อ่านคาํ ถามเกี่ยวกบั เร่ืองท่จี ะไดอ้ ่าน เพ่ือให้ผอู้ า่ นไดท้ ราบแนวทางวา่ จะไดอ้ า่ นสารเกี่ยวกบั เรื่อง
ใด เป็นการเตรียมตวั ล่วงหนา้ เกี่ยวกบั ขอ้ มูลประกอบการอา่ น และคน้ หาคาํ ตอบที่จะไดจ้ ากการอา่ นสารน้นั ๆ หรือ ทบทวน
คาํ ศพั ทจ์ ากความรู้เดิมท่ีมีอยู่ ซ่ึงจะปรากฎในสารท่ีจะไดอ้ า่ น โดยอาจใชว้ ธิ ีบอกความหมาย หรือทาํ แบบฝึกหดั เติมคาํ ฯลฯ
1.2.2) กิจกรรมระหวา่ งการอา่ น( While-Reading) เป็นกิจกรรมท่ีใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ ึกปฏิบตั ิในขณะที่อา่ นสารน้นั กิจกรรมน้ี
มิใช่การทดสอบการอา่ น แตเ่ ป็นการ “ฝึกทกั ษะการอา่ นเพ่อื ความเขา้ ใจ”กิจกรรมที่จดั ใหใ้ นขณะฝึกอ่าน ควรเป็นประเภท
ตอ่ ไปน้ี
-Matching คือ อ่านแลว้ จบั คู่คาํ ศพั ท์ กบั คาํ จาํ กดั ความ หรือ จบั คปู่ ระโยค เน้ือเรื่องกบั ภาพ แผนภูมิ
-Ordering คือ อา่ นแลว้ เรียงภาพ แผนภูมิ ตามเน้ือเรื่องที่อา่ น หรือ เรียงประโยค (Sentences) ตามลาํ ดบั เรื่อง หรือเรียงเน้ือหา
แต่ละตอน ( Paragraph) ตามลาํ ดบั ของเน้ือเร่ือง
-Completing คือ อา่ นแลว้ เติมคาํ สาํ นวน ประโยค ขอ้ ความ ลงในภาพ แผนภมู ิ ตาราง ฯลฯ ตามเร่ืองที่อา่ น
-Correcting คือ อา่ นแลว้ แกไ้ ขคาํ สาํ นวน ประโยค ขอ้ ความ ใหถ้ กู ตอ้ งตามเน้ือเร่ืองที่ไดอ้ ่าน
-Deciding คือ อา่ นแลว้ เลือกคาํ ตอบที่ถูกตอ้ ง ( Multiple Choice) หรือ เลือกประโยคถกู ผดิ ( True/False) หรือ เลือกว่ามี
ประโยคน้นั ๆ ในเน้ือเร่ืองหรือไม่ หรือ เลือกว่าประโยคน้นั เป็นขอ้ เทจ็ จริง ( Fact) หรือ เป็นความคิดเห็น ( Opinion)
-Supplying / Identifying คอื อ่านแลว้ หาประโยคหวั ขอ้ เรื่อง ( Topic Sentence) หรือ สรุปใจความสาํ คญั ( Conclusion) หรือ
จบั ใจความสาํ คญั ( Main Idea) หรือต้งั ชื่อเรื่อง (Title) หรือ ยอ่ เรื่อง (Summary) หรือ หาขอ้ มลู รายละเอียดจากเร่ือง (
Specific Information)
1.2.3)กิจกรรมหลงั การอา่ น (Post-Reading) เป็นกิจกรรมท่ีมงุ่ ให้ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการใชภ้ าษาในลกั ษณะทกั ษะสัมพนั ธ์
เพิ่มข้ึนจากการอา่ น ท้งั การฟัง การพูดและการเขียน ภายหลงั ท่ีไดฝ้ ึกปฏิบตั ิกิจกรรมระหว่างการอา่ นแลว้ โดยอาจฝึกการ
แข่งขนั เกี่ยวกบั คาํ ศพั ท์ สาํ นวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ไดอ้ ่าน เป็นการตรวจสอบทบทวนความรู้ ความถูกตอ้ งของคาํ ศพั ท์
สาํ นวน โครงสร้างไวยากรณ์ ฯลฯ
2.การสะกดอ่านภาษาองั กฤษเบือ้ งต้น
ศึกษาเสียงพยญั ชนะตน้ , สระ, ตวั สะกดเปรียบเทียบจากขา้ งบนกอ่ น แลว้ ค่อยมาสะกดอ่าน แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม การสะกด
เปรียบเทียบวธิ ีน้ียงั มีขอ้ จาํ กดั สาํ หรับผทู้ ่ียงั ไม่เขา้ ใจถึงความแตกต่างในการออกเสียงระหวา่ งสองภาษา
2.1แตกคาํ เป็นพยางค์ และสังเกตศพั ทใ์ นศพั ท.์ แคเ่ พยี งเพราะคาํ ศพั ทม์ ีขนาดยาว ไมไ่ ดห้ มายความวา่ มนั จะสะกดยาก ขอ
เพยี งแตกคาํ ออกเป็นพยางค์ และสงั เกตศพั ทย์ อ่ ยท่ีซ่อนอยใู่ นศพั ทใ์ หญ่
-แตกคาํ ยอ่ ย: เช่น คาํ ว่า "baseball" สามารถแตกคาํ ยอ่ ยออกมาได้ 2 คาํ : "base" และ "ball"
-แตกคาํ เป็นพยางค:์ แมว้ ่าบางศพั ท์ จะไม่สามารถแตกคาํ ยอ่ ยออกมาได้ แต่กส็ ามารถแตกเป็นพยางคไ์ ด้ ซ่ึงช่วยไดม้ าก
ทีเดียว เช่น คุณสามารถแตกคาํ ว่า "hospital" เป็น "hos-pit-al"
2.2 ออกเสียงคาํ . การออกเสียงคาํ ศพั ท์ (แบบโอเว่อร์หน่อยๆ) สามารถทาํ ให้คุณนึกตวั สะกดออกได้ อยา่ งไรกต็ าม
จาํ เป็นตอ้ งออกเสียงใหถ้ ูกหลกั การดว้ ย
ดงั น้นั ควรแกไ้ ขการอา่ นออกเสียงใหเ้ คยชินเป็นนิสัย (อยา่ ทาํ เนียนขา้ มตวั พยญั ชนะหรือตวั สระตวั ใดออกไป โดยใช่เหตุ) ก็
จะช่วยใหอ้ อกเสียงแตล่ ะคาํ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งมากข้ึน
ตวั อยา่ ง: คาํ ศพั ทท์ ่ีคนเรียนมกั ออกเสียงผดิ จนทาํ ใหส้ ะกดผดิ ตามไปดว้ ย คอื : "probably" (มกั ออกเสียงผิดกนั เป็น "probly")
2.3ใช้ เทคนิคช่วยจาํ . เทคนิคชว่ ยจาํ หรือท่ีเรียกวา่ (mnemonics) น้นั เป็นเครื่องมือทีจ่ ะช่วยใหจ้ าํ ขอ้ มลู สาํ คญั ๆ ไดง้ า่ ย
ข้ึน เช่น วิธีการสะกดคาํ ซ่ึงมีหลายเทคนิคดว้ ยกนั เช่น ประโยคขาํ เทคนิคน้ีเป็นเทคนิคช่วยจาํ แบบสนุกๆ เพ่ือช่วยใหค้ ณุ
จดจาํ คาํ ศพั ทย์ ากๆ ไดด้ ว้ ยการเอาตวั อกั ษรแรกในคาํ ๆ น้นั มาเพิ่มเป็นคาํ แต่ละคาํ ในตวั มนั เอง
3. เทคนคิ การอ่านภาษาองั กฤษ
เทคนิคการอา่ นแบบ Skimming และ Scanning เทคนิคการอา่ นเร็วที่สาํ คญั และมีประโยชนม์ ี 2 แบบ คือ การอา่ นแบบสกิม
ม่ิง (Skimming) และ การอา่ นแบบสแกนนิ่ง (Scanning) ท้งั สองเทคนิคน้ีเป็นเทคนิคท่ีจะช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถอ่าน เรื่องได้
รวดเร็วและเขา้ ใจเร่ืองที่อ่านไดท้ นั ที
3.1 การอา่ นแบบสกิมมิ่ง (Skimming) คือการอ่านขอ้ ความอยา่ งเร็ว ๆ เป็นจุด ๆ เช่น อ่าน 2-3 คาํ แรก หรือ 2-3 ประโยค
แรกแลว้ ขา้ มไป อาจขา้ มเป็นประโยคหรือเป็นบรรทดั หรืออา่ นเฉพาะประโยค แรกและประโยคสุดทา้ ยของแต่ละยอ่ หนา้
หรืออา่ นเฉพาะคาํ หรือวลีที่สาํ คญั ๆ การอ่านแบบน้ีมี จดุ มุ่งหมายหลกั 2 ประการ คอื อา่ นเพอื่ เกบ็ ประเดน็ หรือใจความ
สาํ คญั และอ่านเพื่อเก็บ รายละเอยี ดที่สาํ คญั บางอยา่ ง การอา่ นแบบสกิมม่ิงมีประโยชนท์ ี่จะช่วยประหยดั เวลาในการอ่าน
เพราะช่วยให้ ผอู้ า่ นอ่านเรื่องต่าง ๆ ไดเ้ ร็วข้นึ และเขา้ ใจใจความสาํ คญั ที่อ่านไดโ้ ดยไม่จาํ เป็นตอ้ งอา่ น รายละเอียดตลอดท้งั
เร่ือง
3.2 การอา่ นแบบสแกนนิ่ง (Scanning) จะเป็นวธิ ีการหาขอ้ มลู เฉพาะ เช่น ตวั เลข วนั ที่ สถานที่ ช่ือคน เป็นตน้ จะเป็น
ขอ้ มูลทปี่ รากฏใหผ้ อู้ ่านเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนในบทอา่ น โดยถา้ ในคาํ ถาม ถามถึงสถานที่ ก็ให้กวาดสายตาไลด่ ูแตค่ าํ ที่
หมายถึงสถานที่ ซ่ึงส่วนใหญจ่ ะเป็นสถานท่ีเฉพาะ เป็นชื่อเฉพาะ ดงั น้นั ตอ้ งข้นึ ตน้ ดว้ ยอกั ษรตวั ใหญ่แน่นอน (แตอ่ ยา่ งท่ีได้
ระบุไวข้ า้ งตน้ ว่า ผอู้ า่ นตอ้ งทราบคาํ ศพั ทพ์ อสมควร เพราะคาํ ที่ข้ึนตน้ ดว้ ยอกั ษรใหญท่ กุ ตวั ไมไ่ ดห้ มายถึงสถานท่ีเฉพาะทุก
ตวั อาจจะหมายถึงชื่อคนหรือชื่อเมืองหรือช่ือถนน ข้ึนอยกู่ บั ความรู้รอบตวั ของแต่ละบคุ คลดว้ ย)
ความแตกต่างของวธิ ีการอ่านสองวิธีน้ีคือ
Skimming – เห็นใจความสาํ คญั ของบทอา่ น มองเหน็ ภาพรวมแบบคร่าวๆ ว่าบทอ่านน้นั เกี่ยวกบั อะไร
Scanning – หาขอ้ มูลเฉพาะ
ดงั น้นั วิธีการท้งั สองวิธีการน้ี จะเป็นประโยชนใ์ นการทาํ ขอ้ สอบส่วนการอ่านมากกบั ผอู้ า่ นที่ทราบคาํ ศพั ทพ์ อสมควร
แลว้ และจะช่วยใหห้ าคาํ ตอบไดเ้ ร็วย่งิ ข้นึ
4.สาเหตุทตี่ ้องเรียนภาษาอังกฤษ
ในปัจจบุ นั ภาษาองั กฤษองั กฤษเป็นภาษาองั กฤษที่สาํ คญั มากทสี่ ุดโดยในหลากหลายอาชีพในปัจจบุ นั บริษทั ช้นั นาํ ส่วน
ใหญ่ กใ็ ชภ้ าษาองั กฤษเป็นส่วนหน่ึงในการคดั คนเขา้ ทาํ งานเสียดว้ ยซ้าํ เริ่มต้งั แต่การกรอกใบสมคั รงาน หรือ การสัมภาษณ์
งาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานในส่วนของการบิน งานโรงแรม งานทอ่ งเที่ยว งานขนส่ง งานการเงิน ยานยนต์ โรงพยาบาล
อาชีพอื่นๆ จึงเป็นสาเหตกุ จ็ าํ เป็นตอ้ งใชภ้ าษาองั กฤษ ดงั น้ี
4.1 ภาษาองั กฤษเป็นภาษาที่คนทว่ั โลกใชส้ ื่อสารมากท่ีสุด
จากประชากรทว่ั โลก จาํ นวนคนจากหน่ึงในหา้ สามารถพูดภาษาองั กฤษไดห้ รืออยา่ งนอ้ ยมีความเขา้ ใจในภาษาองั กฤษ โดย
ส่วนใหญ่ประชากรในโลกทุกวนั น้ี ใชภ้ าษาองั กฤษในการติดต่อสื่อสารกนั โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ สาํ หรับประเทศไทย
ภาษาองั กฤษไดเ้ ขา้ มามบี ทบาทในชีวิตประจาํ วนั ของเรามากยิ่งข้ึน
4.2ภาษาองั กฤษช่วยเพิ่มโอกาสใหค้ ุณกา้ วหนา้ ในหนา้ ท่ีการงาน
ดงั ที่กล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ ภาษาองั กฤษเป็นภาษาที่เขา้ มามีบทบาทและเกี่ยวขอ้ งกบั ทกุ อาชีพท้งั วทิ ยาศาสตร์การบิน, ระบบ
คอมพิวเตอร์, การทูต, การท่องเทีย่ ว, ธุรกิจออนไลน์ ฯลฯ และผทู้ ่มี ีความรู้ และทกั ษะการสื่อสารภาษาองั กฤษจะสามารถ
ช่วยเพมิ่ โอกาสในการถกู คดั เลือกรับเขา้ ทาํ งานในบริษทั ขนาดใหญ,่ บริษทั ขา้ มชาติภายในประเทศ, หรือคุณสามารถหางาน
ทาํ ท่ีตา่ งประเทศไดอ้ ีกดว้ ย
บรรณานุกรม
อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด. ค่มู ือการพฒั นาหลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) ช่วงช้นั ที่ 1-2 (ป.1-
ป.6) ในหลกั สูตรการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544. กรุงเทพฯ : บุค้ พอยท,์ 2546.สืบคน้ เม่ือ 6 กนั ยายน 2565จาก
https://sites.google.com/site/prangtip00002464/hnwy-thi-3-xan-xyangri-hi-thu/kar-sxn-xan-phasa-xangkvs-pheux-
khwam-kheaci
srijun jumpatong, Numdibschool, วนั ที่ 22 ธนั วาคม 2544. สืบคน้ เม่ือ 6 กนั ยายน 2565จาก
https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/language/10000-943.html
กระทรวงศึกษาธิการ. ชุดฝึกอบรมครูสอนภาษาองั กฤษ ชุดที่ 3 Teaching 4 Skills สาํ หรับวทิ ยากร: กรุงเทพฯ:โรงพมิ พค์ รุ ุ
สภาลาดพร้าว, 2539.สืบคน้ เมื่อ 6 กนั ยายน 2565จาก
https://monsuthee.wordpress.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0
%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B
8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8
%A4/
adminedu (2020)สอนภาษา,Learning,บทความ เรียนภาษาองั กฤษ.สืบคน้ เมอ่ื 6 กนั ยายน 2565จาก
https://www.edufirstschool.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A0
%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%
E0%B8%A9/%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2/10
-reason-why-learn-english
ทกั ษะด้านการฟังภาษาองั กฤษ
Listening English Skills
ศศิชา บญุ สงั /Sasicha Bunsang
บทนํา
ทกั ษะดา้ นการฟังถือว่ามีความสาํ คญั เป็นอยา่ งมากในชีวิตประจาํ วนั ไมใ่ ช่แคไ่ ดย้ ินเสียงเทา่ น้นั แตต่ อ้ งทาํ ความเขา้ ใจในสิ่ง
ท่ีไดร้ ับฟังดว้ ย โดนเฉพาะในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศลว้ นมีความสาํ คญั และจาํ เป็นอยา่ งยิง่ เนื่องจากเป็นสิ่งสาํ คญั ใน
การช่วยพฒั นาการออกเสียง ยิง่ ฟังมากและเขา้ ใจภาษาจากการพดู มากเท่าไหร่ การฟังจะช่วยพฒั นา สาํ เนียง การเนน้ คาํ ท่ี
เชื่อมประโยคหรือคาํ เขา้ ดว้ ยกนั ทกั ษะการสื่อสารท่ีดีไมไ่ ดข้ ้นึ อยกู่ บั การพดู อยา่ งเดียวแต่ข้นึ อยกู่ บั ประสิทธิภาพของการฟัง
ท่ีดีไมไ่ ดข้ ้นึ อยกู่ บั ประสิทธิภาพของการฟังที่ดดี ว้ ย ดงั น้นั ทกั ษะการฟังมีความสาํ คญั มากอยา่ งหน่ึงในการส่ือสารเพราะ
ปัจจุบนั น้ีโลกน้ีมีความกา้ วหนา้ ข้ึนทกุ วนั เราจึงตอ้ งพฒั นาตวั เองในแตล่ ะดา้ นให้มากข้ึน เพอื่ ทีจ่ ะสามารถสื่อสารกบั ผอู้ นื่
ได้
1.ทักษะด้านการฟังภาษาองั กฤษมีความสําคญั ต่อการเรียนภาษาองั กฤษอย่างไร?
วิธีการเรียนภาษาอยา่ งถูกตอ้ ง ควรเริ่มจาก การฟัง การพดู การอา่ น และการเขียน อยา่ งเป็ข้นั ตอน สังเกตง่าย ๆ
จากเด็กวยั แรกเกิด เม่ือเด็กวยั แรกเกิดเรียนรู้ภาษาใหม่ พ่อ-แม่ ก็จะพูดภาษาน้นั ๆ ใหเ้ ด็กฟัง เม่ือเด็กฟังบ่อย ๆ ก็เริ่มที่จะ
เขา้ ใจความหมายและพูดตามคาํ น้นั เช่นคาํ วา่ “พอ่ ” “แม”่ การเรียนภาษาองั กฤษก็เช่นกนั การเรียนภาษาควรเริ่มจากการฟัง
เพราะการฟังเป็นทกั ษะแรก และทกั ษะสาํ คญั ของเรา เราไมส่ ามารถที่จะพดู อยา่ งชดั เจน อา่ นหนงั สือไดค้ ล่องแคลว่ หรือ
เขียนไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งโดยปราศจากการฟัง โดยเฉพาะในช่วงของการเริ่มเรียนรู้ภาษา หากเราไม่ไดเ้ ร่ิมจากการปูพ้ืนฐาน
ทกั ษะการฟัง สิ่งน้ีจะส่งผลใหพ้ ้นื ฐานภาษาองั กฤษของเราไม่แขง็ แรง อีกท้งั ยงั ส่งผลต่อทกั ษะการพูด อา่ น และเขียนตามไป
ดว้ ย ดงั น้นั เราจึงควรฝึกฝน และพฒั นาทกั ษะการฟังอยา่ งต่อเน่ืองเพ่อื ให้เราสามารถฟังไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพลด
ขอ้ ผิดพลาดในการสื่อสาร และพฒั นาภาษาองั กฤษไดอ้ ยา่ งตรงจดุ
1.ความหมายและความสําคัญของการฟัง
1.1 ความหมายพื้นฐานของการฟัง
การฟัง หมายถึง การรับรู้ การเขา้ ใจ จบั ประเดน็ และแปลความหมายจากเสียงที่เป็นคาํ พูด สัญญาณ
ตา่ งๆ ที่มนุษยใ์ ชใ้ นการสื่อสารไดถ้ ูกตอ้ งไดใ้ ห้ความหมายของการฟังวา่ “การฟังน้นั ต่างจากการไดย้ ิน ซ่ึงเป็นการ
รับรู้อยา่ งหน่ึงของร่างกาย โดยอาศยั โสตประสาทเป็นเครื่องรับรู้ แตก่ ารฟังน้นั เป็นพฤติกรรมทีเ่ กิดข้ึนจากการ
ทาํ งานอยา่ งต้งั ใจของระบบประสาท ซ่ึงจะตอ้ งประกอบดว้ ย การไดย้ ิน การรับรู้หรือสัญชาตญาณ การจาํ ได้ ละ
ความเขา้ ใจ
1.2 ความสําคญั ของการฟัง
การฟัง เป็นทกั ษะทางภาษาท่ีตอ้ งใชม้ ากกว่าทกั ษะอนื่ ๆ ในแตล่ ะวนั เป็นทกั ษะที่มีความสาํ คญั ยิ่ง
เพราะคนเราเริ่มใชภ้ าษาโดยการฟังก่อน การฟังจึงเป็นพ้ืนฐานใหเ้ กิดทกั ษะ พูด อ่าน เขียน
2.ประเภทของการฟัง
การฟังในชีวิตประจาํ วนั สามารถแบง่ ออกไดห้ ลายประเภทตามความเหมาะสมของสถานการณ์การฟังต่างๆ ซ่ึง
นกั วิชาการไดแ้ บง่ ประเภทของการฟังไวด้ งั น้ี
1.การฟังอยา่ งมีประสิทธิภาพ(Intensive listening)
2.การฟังแบบเลือกฟัง (Selective Listening)
3.การฟังอยา่ งมีปฏิสัมพนั ธ์ (Interactive Listening)
4.การฟังอยา่ งกวา้ งขวาง (Extensive Listening)
5.การฟังแบบโตต้ อบ (Responsive Listening)
6.การฟังอยา่ งมีอสิ ระ (Autonomous Listening)
3.ข้ันตอนการฝึ กฟังภาษาอังกฤษเบื้องต้น
1.ฟังประโยคภาษาองั กฤษ วนั ละ 10-15 นาทีการฟังคาํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษออกกด็ ี แตถ่ า้ คณุ อยากฟังคสู่ นทนาออก
เวลาท่ีคยุ กบั เป็นภาษาองั กฤษ คณุ ตอ้ งฝึกฟังประโยคภาษาองั กฤษ
2.ฟังภาษาองั กฤษ ในชีวิตชีวิตประจาํ วนั จะทาํ กิจกรรมอะไรในชีวิตประจาํ วนั เพอ่ื น ๆ สามารถฝึกฟัง
ภาษาองั กฤษไปดว้ ย
3.ทาํ กิจกรรมยามวา่ งเป็นภาษาองั กฤษ ดูหนงั ใน Netflix หรือเวบ็ ไซตอ์ น่ื หรือวา่ ดูวีดีโอใน Youtube กนั เป็นงาน
อดิเรกคุณอาจจะไมร่ ู้วา่ งานอดเิ รกของคุณ กส็ ามารถช่วยให้การฟังภาษาองั กฤษดีข้นึ ได้ หรือช่วยฝึกการพดู ภาษาองั กฤษได้
อยา่ งดี
4.พดู คุยกบั เจา้ ของภาษา และใชภ้ าษาองั กฤษถา้ คณุ มีเพือ่ นท่ีเป็นต่างชาติ ที่ทาํ งาน แถวบา้ น เพ่ือนของเพอ่ื น หรือ
ใครก็ตามที่พดู ภาษาองั กฤษได้ ลองไปพูดภาษาองั กฤษกบั เคา้ ดู
สรุป
การส่ือสารในชีวติ ประจาํ วนั น้นั การฟังถือเป็นกุญแจสาํ คญั และนบั ว่าเป็นทกั ษะรับสารทกั ษะหน่ึงเป็นที่มชก้ นั
มากและเป็นทกั ษะแรกทีต่ อ้ งทาํ การสอนเพราะผพู้ ูดจะตอ้ งฟังใหเ้ ขา้ ใจเสียก่อนจงึ จะสามารถพดู โตต้ อบ อ่านหรือเขียนได้
ทกั ษะการฟังจงึ เป็นทกั ษะพ้ืนฐานที่สาํ คญั ในการเรียนรูท้ กั ษะอนื่ ๆ ดงั น้นั ในการเรียนการสอนนกั เรียนจึงควรไดร้ ับการ
ฝึกฝนทกั ษะอยา่ งเพียงพอและจริงจงั
ทกั ษะการฟัง หมายถึงความสามารถในการจบั ประเด็นใจความหลกั จากสิ่งท่ีฟังไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและครบถว้ นซ่ึง
เป็นกระบวนการที่สลบั ซบั ซอ้ น เพราะผเู้ รียนตอ้ งเขา้ ใจสาระสาํ คญั จากสิ่งท่ีพูดอารมณ์และความคดิ เหน็ ของผพู้ ูดและ
สามารถตอบสนองระบคุ วามสัมพนั ธ์ระหว่างผพู้ ดู หรือบริบทของการพดู ได้
คุณค่าของการฟังคือ เป็นเรื่องสาํ คญั มากที่เดก็ ๆจะตอ้ งฝึกฟังภาษาองั กฤษท่ีเหมาะกบั ระดบั ของตนให้มากที่สุด
เทา่ ทีจ่ ะทาํ ได้ ภาษาควรจะง่ายสาํ หรับเด็กและอยใู่ นระดบั ปัจจบุ นั หรือเหนือระดบั ที่เขา้ ใจไดแ้ ลว้ เลก็ นอ้ ยถา้ ระดบั ยาก
เกินไปเด็กอาจสูญเสียความมน่ั ใจและทศั นคตดิ า้ นบวกไปได้
บรรณานุกรม
ฤทยั รัตน์ ศรีพวงมาลยั .(2561). “ทกั ษะดา้ นการฟัง” สืบคน้ เมื่อ 6 กนั ยายน 2565 จาก
https://sites.google.com/site/phasathiysuxsar/thaks
Aseelah. (ม.ป.ป.). “ทกั ษะการฟังภาษาองั กฤษ” สืบคน้ เม่ือ 8 กนั ยายน 2565 จาก
http://110.164.59.3/chomlearning/media/TH3.pdf
HC Thai editor. (2563). “เทคนิคการฟังภาษาองั กฤษเบ้ืองตน้ ” สืบคน้ เมื่อ 8 กนั ยายน 2565 จาก
https://fightforfluency.com/5-best-ways-to-practice-your-english-listening-skill/
ทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษ
Writing English Skills
อญั ชิษฐา แดงวงั หมาก/Oanchittha Deangwangmak
บทนํา
ทกั ษะดา้ นการเขยี รถือวา่ มีความสาํ คญั เป็นอยา่ งมากในชีวิตประจาํ วนั ไม่ใช่แคไ่ ดย้ ินเสียงเท่าน้นั แตต่ อ้ งทาํ
ความเขา้ ใจในสิ่งที่ไดร้ บั ฟังดว้ ย โดยเฉพาะในการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศลว้ นมีความสาํ คญั และจาํ เป็นอยา่ งยิ่ง เน่ืองจาก
เป็นส่ิงสาํ คญั ในการช่วยพฒั นาการออกเสียง ยิง่ ฟังมากและเขา้ ใจภาษาจากการพูดมากเท่าไร การฟังก็จะช่วยพฒั นา สาํ เนียง
การเนน้ คาํ ทเี่ ช่ือม ประโยคหรือคา้ เขา้ ดว้ ยกนั ทกั ษะการส่ือสารท่ีดีไม่ไดข้ ้นึ อยกู่ บั กบั การพดู อยา่ งเดียวแต่ข้นึ อยกู่ บั
ประสิทธิภาพของของเขียนดว้ ย
ดงั น้นั ทกั ษะการเขยี นมีความสาํ คญั มากอยา่ งหน่ึงในการสื่อสารเพราะปัจจบุ นั มีความกา้ วหนา้ ข้ึนทกุ
วนั เราจึงตอ้ งพฒั นาทกั ษะในแตล่ ะดา้ นใหม้ ากข้ึน เพือ่ ที่จะส่ือสารกบั ผอู้ ืน่ ได้
1.เทคนิคการสอนทกั ษะเขยี นภาษาองั กฤษ (Writing Skill)
การเขียน คือ การส่ือสารใหผ้ อู้ ื่นไดร้ ับรู้ดว้ ยขอ้ ความเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร มีจุดมุง่ หมายเพอ่ื ถ่ายทอดความคดิ ของ
ผสู้ ่งสารคอื ผเู้ ขียนไปสู่ผรู้ ับสารคอื ผอู้ า่ น กระบวนการสอนทกั ษะการเขียน ยงั จาํ เป็นตอ้ งเริ่มตน้ จากการสร้างระบบในการ
เขยี น จากความถูกตอ้ งแบบควบคุมได้ (Controlled Writing) ไปสู่การเขยี นแบบควบคุมนอ้ ยลง (Less Controlled Writing)
อนั จะนาํ ไปสู่การเขยี นแบบอสิ ระ ( Free Writing) ไดใ้ นที่สุด ครูผสู้ อนควรมีความรู้และความสามารถในการจดั การเรียนรู้
เพ่ือฝึกทกั ษะการเขยี นให้แก่ผเู้ รียนไดอ้ ยา่ งไร ผเู้ รียนจึงจะมที กั ษะการเขยี นภาษาองั กฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
เทคนิคการสอนทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษ ( Writing Skill)
1.ความหมายของการเขียน
1.1ความหมายของการเขยี น
การเขียน คือ การสื่อสารให้ผอู้ ื่นไดร้ ับรู้ดว้ ยขอ้ ความเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร มีจดุ มุ่งหมายเพ่ือ
ถา่ ยทอดความคิดของผสู้ ่งสารคอื ผเู้ ขียนไปสู่ผรู้ บั สารคอื ผอู้ า่ น มากกว่าการมุ่งเนน้ ในเรื่องของการใชค้ าํ และหลกั ไวยากรณ์
หรือ อาจกลา่ วอีกนยั หน่ึงวา่ การเขยี นเป็นการสื่อสารที่มงุ่ เนน้ ความคล่องแคล่ว( Fluency) ในการส่ือความหมาย มากกวา่
ความถูกตอ้ งของการใชภ้ าษา ( Accuracy) อยา่ งไรก็ตาม กระบวนการสอนทกั ษะการเขยี น ยงั จาํ เป็นตอ้ งเริ่มตน้ จากการ
สร้างระบบในการเขียน จากความถกู ตอ้ งแบบควบคุมได้ (Controlled Writing) ไปสู่การเขยี นแบบควบคุมนอ้ ยลง (Less
Controlled Writing) อนั จะนาํ ไปสู่การเขยี นแบบอิสระ ( Free Writing) ไดใ้ นที่สุด
การฝึกทกั ษะการเขียนสาํ หรับผเู้ รียนระดบั ตน้ สิ่งท่ีผสู้ อนตอ้ งคาํ นึงถึงใหม้ ากท่ีสุด คือ ตอ้ งใหผ้ เู้ รียนมีขอ้ มูล
เก่ียวกบั คาํ ศพั ท์ ( Vocabulary) กระสวนไวยากรณ์ ( Grammar Pattern) และเน้ือหา ( Content) อยา่ งเพยี งพอท่ีจะเป็น
แนวทางใหผ้ เู้ รียนสามารถคดิ และเขยี นได้ ซ่ึงการสอนทกั ษะการเขียนในระดบั น้ี อาจมิใช่การสอนเขียนเพอื่ สื่อสารเตม็
รูปแบบ แต่จะเป็นการฝึกทกั ษะการเขียนอยา่ งเป็นระบบท่ีถูกตอ้ ง อนั เป็นรากฐานสาํ คญั ในการเขียนเพอ่ื การสื่อสารไดอ้ ยา่ ง
มีประสิทธิภาพในระดบั สูงไดต้ อ่ ไป ครูผสู้ อนควรมีความรู้และความสามารถในการจดั การเรียนรู้เพอ่ื ฝึกทกั ษะการเขยี น
ให้แก่ผเู้ รียนไดอ้ ยา่ งไร ผเู้ รียนจึงจะมีทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
2.เทคนิคการสอนทกั ษะเขียนภาษาองั กฤษ (Writing Skill)
การเขียน คอื การส่ือสารใหผ้ อู้ ืน่ ไดร้ ับรู้ดว้ ยขอ้ ความเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร มีจุดม่งุ หมายเพือ่ ถา่ ยทอด
ความคดิ ของผสู้ ่งสารคือผเู้ ขียนไปสู่ผรู้ ับสารคือ ผอู้ ่าน มากกว่าการม่งุ เนน้ ในเร่ืองของการใชค้ าํ และหลกั ไวยากรณ์ หรือ
อาจกล่าวอกี นยั หน่ึงว่า การเขยี นเป็นการส่ือสารที่มงุ่ เนน้ ความคลอ่ งแคล่ว
(Fluency) ในการส่ือความหมาย มากกวา่ ความถกู ตอ้ งของการใชภ้ าษา (Accuracy) อยา่ งไรก็ตาม กระบวนการ
สอนทกั ษะการเขียน ยงั จาํ เป็นตอ้ งเริ่มตน้ จากการสร้างระบบในการเขียน จากความถูกตอ้ งแบบควบคุมได้ (Controlled
Writing) ไปสู่การเขยี นแบบควบคุมนอ้ ยลง (Less Controlled Writing)
อนั จะนาํ ไปสู่การเขียนแบบอิสระ ( Free Writing) ไดใ้ นท่ีสุด
3.ประเภทของทกั ษะการเขียน มี 3 แนวทางคือ
1. การเขียนแบบควบคมุ (Controlled Writing) เป็นแบบฝึกการเขียนที่มุ่งเนน้ ในเรื่องความถกู ตอ้ งของรูปแบบ
เช่น การเปล่ียนรูปทางไวยากรณ์ คาํ ศพั ทใ์ นประโยค โดยครูจะเป็นผกู้ าํ หนดส่วนท่เี ปล่ียนแปลงให้ผเู้ รียน ผเู้ รียนจะถูกจาํ กดั
ในดา้ นความคิดอิสระ สร้างสรรค์ ขอ้ ดีของการเขยี นแบบควบคมุ น้ี คอื การป้องกนั มิใหผ้ เู้ รียนเขียนผิดต้งั แตเ่ ริ่มตน้
กิจกรรมท่ีนาํ มาใชใ้ นการฝึกเขียน เช่น
Copying เป็นการฝึกเขียนโดยการคดั ลอกคาํ ประโยค หรือ ขอ้ ความที่กาํ หนดให้ ในขณะทเี่ ขยี นคดั ลอก ผเู้ รียนจะ
เกิดการเรียนรู้การสะกดคาํ การประกอบคาํ เขา้ เป็นรูปประโยค และอาจเป็นการฝึกอา่ นในใจไปพร้อมกนั
Gap Filing เป็นการฝึกเขียนโดยเลือกคาํ ท่ีกาํ หนดให้ มาเขยี นเติมลงในช่องว่างของประโยค ผเู้ รียนจะไดฝ้ ึกการใช้
คาํ ชนิดตา่ งๆ (Part of Speech) ท้งั ดา้ นความหมาย และดา้ นไวยากรณ์
Re-ordering Words เป็นการฝึกเขยี นโดยเรียบเรียงคาํ ท่ีกาํ หนดให้ เป็นประโยค ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการใชค้ าํ ในประโยค
อยา่ งถกู ตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์ และเรียนรู้ความหมายของประโยคไปพร้อมกนั
Changing forms of Certain words เป็นการฝึกเขยี นโดยเปล่ียนแปลงคาํ ที่กาํ หนดให้ในประโยค ใหเ้ ป็นรูปพจน์
หรือรูปกาล ต่างๆ หรือ รูปประโยคคาํ ถาม ประโยคปฏิเสธ ฯลฯ ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการเปล่ียนรูปแบบของคาํ ไดอ้ ยา่ งสอดคลอ้ ง
กบั ชนิดและหนา้ ท่ีของ คาํ ในประโยค
Substitution Tables เป็นการฝึกเขยี นโดยเลือกคาํ ที่กาํ หนดใหใ้ นตาราง มาเขียนเป็นประโยคตามโครงสร้างท่ี
กาํ หนด ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการเลือกใชค้ าํ ท่ีหลากหลายในโครงสร้างประโยคเดียวกนั และไดฝ้ ึกทาํ ความเขา้ ใจในความหมายของ
คาํ หรือประโยคดว้ ย
2. การเขียนแบบก่ึงควบคมุ (Less – Controlled Writing) เป็นแบบฝึกเขยี นท่ีมีการควบคุมนอ้ ยลง และ
ผเู้ รียนมีอิสระในการเขยี นมากข้นึ การฝึกการเขยี นในลกั ษณะน้ี ครูจะกาํ หนดเคา้ โครงหรือรูปแบบ แลว้ ให้ผเู้ รียนเขยี นต่อ
เติมส่วนท่ีขาดหายไปให้สมบรู ณ์ วธิ ีการน้ี ช่วยใหผ้ เู้ รียนพฒั นาทกั ษะความสามารถในการเขียนไดม้ ากข้ึน อนั จะนาํ ไปสู่
การเขียนอยา่ งอสิ ระไดใ้ นโอกาสต่อไป กิจกรรมฝึกการเขยี นแบบก่ึงอิสระ เช่น
Sentence Combining เป็นการฝึกเขยี นโดยเช่ือมประโยค 2 ประโยคเขา้ ดว้ ยกนั ดว้ ยคาํ ขยาย หรือ คาํ เช่ือมประโยค
ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการเขียนเรียบเรียงประโยคโดยใชค้ าํ ขยาย หรือคาํ เช่ือมประโยค ในตาํ แหน่งท่ีถกู ตอ้ ง
Describing People เป็นการฝึกการเขยี นบรรยาย คน สตั ว์ สิ่งของ สถานท่ี โดยใชค้ าํ คุณศพั ทแ์ สดงคุณลกั ษณะของ
สิ่งที่กาํ หนดให้ ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการใชค้ าํ คณุ ศพั ทข์ ยายคาํ นามไดอ้ ยา่ งสอดคลอ้ ง และตรงตามตาํ แหน่งท่ีควรจะเป็น
Questions and Answers Composition เป็นการฝึกการเขยี นเรื่องราว ภายหลงั จากการฝึกถามตอบปากเปล่าแลว้
โดยอาจใหจ้ บั คู่แลว้ สลบั กนั ถามตอบปากเปล่าเก่ียวกบั เร่ืองราวที่กาํ หนดให้ แต่ละคนจดบนั ทึกคาํ ตอบของตนเองไว้
หลงั จากน้นั จึงใหเ้ ขยี นเรียบเรียงเป็นเร่ืองราว 1 ยอ่ หนา้ ผเู้ รียนไดฝ้ ึกการเขยี นเรื่องราวต่อเน่ืองกนั โดยมีคาํ ถามเป็นสื่อนาํ
ความคดิ หรือเป็นสื่อในการคน้ หาคาํ ตอบ ผเู้ รียนจะไดม้ ีขอ้ มูลเป็นรายขอ้ ท่ีสามารถนาํ มาเรียบเรียงตอ่ เน่ืองกนั ไปได้ อยา่ ง
นอ้ ย 1 เร่ือง
Parallel Writing เป็นการฝึกการเขียนเรื่องราวเทียบเคยี งกบั เร่ืองทีอ่ า่ น โดยเขยี นจากขอ้ มูล หรือ ประเดน็ สาํ คญั ท่ี
กาํ หนดให้ ซ่ึงมีลกั ษณะเทียบเคียงกบั ความหมายและโครงสร้างประโยค ของเร่ืองท่ีอ่าน เม่ือผเู้ รียนไดอ้ า่ นเร่ืองและศึกษา
รูปแบบการเขยี นเรียบเรียงเรื่องน้นั แลว้ ผเู้ รียนสามารถนาํ ขอ้ มลู หรือประเด็นท่ีกาํ หนดให้มาเขียนเลียนแบบ หรือ เทียบเคียง
กบั เร่ืองท่ีอา่ นได้
Dictation เป็นการฝึกเขียนตามคาํ บอก ซ่ึงเป็นกจิ กรรมที่วดั ความรู้ ความสามารถของผเู้ รียนในหลายๆดา้ น เช่น
การสะกดคาํ ความเขา้ ใจดา้ นโครงสร้างประโยค ไวยากรณ์ รวมถึงความหมายของคาํ ประโยค หรือ ขอ้ ความทีเ่ ขยี น
3. การเขยี นแบบอสิ ระ ( Free Writing) เป็นแบบฝึกเขยี นที่ไมม่ ีการควบคมุ แตอ่ ยา่ งใด ผเู้ รียนมีอิสระเสรี
ในการเขยี น เปิ ดโอกาสให้ผเู้ รียนไดแ้ สดงความคดิ จินตนาการอยา่ งกวา้ งขวาง การเขยี นในลกั ษณะน้ี ครูจะกาํ หนดเพียง
หวั ขอ้ เร่ือง หรือ สถานการณ์ แลว้ ให้ผเู้ รียนเขียนเรื่องราวตามความคิดของตนเอง วิธีการน้ี ช่วยให้ผเู้ รียนพฒั นาทกั ษะ
ความสามารถในการเขียนไดเ้ ตม็ ท่ี ขอ้ จาํ กดั ของการเขยี นลกั ษณะน้ี คอื ผเู้ รียนมีขอ้ มลู ท่ีเป็นคลงั คาํ โครงสร้างประโยค
กระสวนไวยากรณ์เป็นองคค์ วามรู้อยคู่ อ่ นขา้ งนอ้ ย ส่งผลใหก้ ารเขยี นอยา่ งอิสระน้ี ไมป่ ระสบผลสาํ เร็จเท่าท่ีควร
สรุป
การสื่อสารในชีวติ ประจาํ วนั น้นั การเขยี นกถ็ ือวา่ เป็นส่วนหน่ึงในการพฒั นาทกั ษะท่ีใชก้ นั มากและเป็นแรกท่ี
ตอ้ งทาํ การสอนเพราะผพู้ ูด ฟังจะตอ้ งเขียนไดเ้ สียก่อนจึงจะสามารถพดู ถูกได้ อ่านกรือเขยี นได้ ทกั ษะการเขยี นจึงเป็น
ทกั ษะพ้ืนฐานที่สาํ คญั ในการเรียนรู้ทกั ษะอืน่ ๆ ดงั น้นั ในการเรียนการสอนจึงควรไดร้ ับการฝึกฝนทางดา้ นการเขยี นอยา่ ง
เพียงพอและจริงจงั
คุณคา่ ของการเขยี นคอื เป็นเร่ืองสาํ คญั มากท่ีจะตอ้ งเขยี นให้ถูกตอ้ งตามท่ีผพู้ ูดพูดออกมาเพ่ือที่จะส่ือสารไดอ้ ยา่ ง
ถูกตอ้ ง
บรรณานุกรม
Bunpha Pongchako.(2011) “ทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษ” สืบคน้ เมื่อ 25 ตุลาคม 2565 จาก
http://bunpha-pongchako.blogspot.com/2011/01/writing-skill.html
Unknown.(2558) “ทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษ” สืบคน้ เมื่อ 25 ตลุ าคม 2565 จาก
https://sites.google.com/site/tuksapasa/thaksa-thi-4-thaksa-kar-kheiyn
ทกั ษะการนาํ ภาษาองั กฤษไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจําวนั
English Usage Skills in Your Daily Life
อรรถพล ไซมอนส์ / Atthaphon Simons
บทนาํ
ในสังคมปัจจุบนั น้ีเป็นยคุ ของโลกแห่งการส่ือสารเพราะฉะน้นั ในการเรียนรูจ้ ึงไมม่ ีขอบเขตสามารถคน้ หาความรู้
จากแหลง่ ความรู้ตา่ งๆทวั่ โลกไดจ้ ากคอมพิวเตอร์หรือจากอนิ เตอร์เน็ตซ่ึงเขา้ มามีบทบาทสาํ คญั ตอ่ ชีวิตของคนไทยมาก
ยิง่ ข้นึ และภาษาที่จะใชค้ อื ภาษาองั กฤษเป็นหลกั ซ่ึงสามารถใชภ้ าษาองั กฤษในการสร้างความรู้ความบงั เทิงไดห้ รือเรา
สามารถเผยแพร่ขา่ วสารขอ้ มลู ไปสู่สังคมโลกไดจ้ ากใดก็ตาม แน่นอนวา่ การที่เราเรียนรู้ภาษาองั กฤษมาต้งั แต่เดก็ ถึงผใู้ หญ่
เพ่อื มาใชใ้ นการสื่อสารกบั บคุ คลอืน่ ที่ตา่ งวฒั นธรรมและตา่ งภาษา เม่ือเป็นเช่นน้ีการฝึกทกั ษะการนาํ ภาษาองั กฤษไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั จึงมคี วามสาํ คญั ตอ่ การดาํ รงชีวติ ไม่วา่ จะเป็นดา้ นการศึกษา การคา้ ขาย และการงาน ซ่ึงท้งั หมด
ลว้ นมีความสาํ คญั ต่ออนาคตในวนั ขา้ งหนา้
ดงั น้นั เราจึงมีความจาํ เป็นที่จะตอ้ งศึกษาหาความรู้จากแหลง่ ความรู้ทหี่ ลากหลายและภาษาองั กฤษกส็ ามารถช่วย
เราไดเ้ ป็นอยา่ งยิง่
1.การนาํ ภาษาองั กฤษไปใช้ในชีวติ ประจาํ วัน
ทุกวนั น้ีเราไม่สามารถโตแ้ ยง้ ความสาํ คญั ของภาษาองั กฤษในชีวิตประจาํ วนั ของเราได้ เดก็ วนั น้ีเริ่มเรียน
ภาษาองั กฤษในช้นั อนุบาล ศึกษาไวยากรณ์และการสนทนาตอ่ ไป เดก็ เหล่าน้ีโชคดีทีเ่ กิดในช่วงเวลาท่ีการศึกษาพฒั นา การ
ส่ือสารท่ีรวดเร็ว สามารถเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วผา่ นส่ือทเี่ ขา้ ถึงไดง้ า่ ย เช่น อนิ เทอร์เน็ต ภาพยนตร์ และหนงั สือพมิ พ์
อยา่ งไรก็ตาม สาํ หรับคนที่ยงั ไมม่ ีโอกาสเรียนภาษาองั กฤษในโรงเรียนต้งั แต่อนุบาลกส็ ามารถเรียนภาษาองั กฤษใน
ชีวิตประจาํ วนั ต่อไปได้ โดยเฉพาะคาํ ศพั ทท์ ี่เห็นไดท้ วั่ ไป เราจะเห็นขอ้ ความภาษาองั กฤษ เราอา่ นและเรียนรู้ภาษาผา่ นการ
ทอ่ งจาํ เราไดร้ บั คาํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษใหม่ๆ มากมาย หากคณุ ไม่สามารถอ่านไดใ้ หเ้ ปิ ดพจนานุกรมแลว้ คน้ หา หากคณุ สนใจ
คาํ ศพั ทใ์ ด คุณจะเขา้ ใจดว้ ยตวั คณุ เอง
น้ีเป็นการแนะนาํ การเรียนรู้ภาษาองั กฤษในสถานการณ์ในชีวิตประจาํ วนั ซ่ึงเรามีส่วนร่วมอยา่ งหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ และการฝึก
พูด การฟัง การอ่าน และการเขยี นจะทาํ ใหเ้ ราเขา้ ใจและซึมซบั ภาษาไดง้ า่ ยข้ึนในท่ีสุด
1.1.ฝึ กดู ฟัง และออกเสียง
ข้นั ตอนวธิ ีการฝึกดู ฟังและออกเสียงที่ไดผ้ ลมากท่ีสุดมีดงั น้ี
• ฟังแบบเดก็
เหมือนท่ีเราเคยฟังสมยั เป็นทารก พยายามเปิ ดใจให้กบั การฟัง นนั่ หมายความวา่ ฟังให้ไดย้ นิ เสียง บท
สนทนา โดยไม่ตอ้ งพยายามวเิ คราะหไ์ วยากรณ์หรือโครงสร้างประโยคไปเสียหมดทกุ จดุ ไมต่ อ้ งกลวั ท่ีจะฟังโดยไมเ่ ขา้ ใจ
เลยแมแ้ ตน่ ิดเดียว ยิ่งเราฟังมาก เราจะยิง่ เริ่มเขา้ ใจมากข้ึนโดยวธิ ีการแบบธรรมชาติ เริ่มตน้ ฝึกภาษาจากการฟังก่อนแลว้ คอ่ ย
ฝึกเลียนแบบการพดู ตาม
• เป็ นนกั ฟังทด่ี ี
คุณอาจคดิ วา่ ทกั ษะการฟังของคณุ ดีแลว้ และคณุ ไมม่ ีปัญหาการฟัง แตก่ ารเป็นนกั ฟังที่ดีตอ้ งใชค้ วาม
ต้งั ใจมากกวา่ ที่คุณคดิ การฟังมีสามข้นั ตอนดว้ ยกนั
1. รับสาร – คือช่วงเวลาที่คุณพร้อมและต้งั ใจฟังผพู้ ดู และไมเ่ สียสมาธิ
(ไมค่ ิดถึงเร่ืองอนื่ ) หรือทาํ อยา่ งอนื่
2. รอ – คอื ช่วงเวลาท่ีผพู้ ดู ยงั พดู ตอ่ และคณุ ต้งั ใจฟังโดยไมไ่ ดค้ ิดวา่ จะตอ้ งตอบว่าอะไร คุณจะไม่พดู แทรกคู่สนทนา
3. เขา้ ใจ – คณุ นาํ สิ่งท่คี ู่สนทนาพดู มาคดิ พยายามทาํ ความเขา้ ใจสิ่งทีเ่ ขาอยาก
จะส่ือ ไม่ใช่ฟังเพยี งแคค่ าํ พูดท่ีใช้ แตส่ ังเกตถึงน้าํ เสียงและอวจั นภาษาตา่ งๆ
ถา้ คณุ ไดม้ ีโอกาสคยุ แบบเห็นหนา้ กนั
• การฟังสอนให้คุณพูดเป็ น
หลงั จากไดฟ้ ังแลว้ การพดู ก็จะตามมา อยา่ งที่บอกไปดา้ นบน คุณไดเ้ รียนรู้วิธีการพูดโดยการฟังและ
เลียนแบบ คุณไดเ้ รียนรู้วธิ ีสร้างประโยคที่ยาวข้นึ และเลา่ เรื่องโดยฟังมาจากคนอื่น และลองทาํ ตามดูบา้ ง การเรียนรู้วิธีการ
พูดตอ้ งใชก้ ารลองผิดลองถกู อยา่ งมาก เมื่อทดลอง ผิดพลาด กแ็ กไ้ ข เมื่อประสบความสาํ เร็จกท็ าํ ซ้าํ และฝึกฝน คุณไม่อาจ
คาดหวงั ที่จะใชค้ าํ หรือวลีใหม่ ๆ ไดอ้ ยา่ งไร้ท่ีติต้งั แต่คราวแรก และอยา่ คาดหวงั ว่าจะจาํ ภาษาใหม่ไดถ้ า้ ไม่ฝึก เวลาท่ีเราฟัง
ภาษาใหม่ การอ่านปากของผพู้ ดู และสงั เกตวธิ ีการขยบั ของผพู้ ูดเป็นวิธีที่ช่วยไดม้ าก ทกั ษะการฟังของคุณจะช่วยใหค้ ุณระบุ
เสียงและทกั ษะการมองเห็นของคุณจะช่วยใหค้ ณุ เลียนแบบตาํ แหน่งการขยบั ปากที่ถูกตอ้ ง วิธีน้ีช่วยไดม้ ากในการฝึกฟัง
เสียงที่ยากเช่น เสียง ‘th’ นอกจากน้ีเวลาที่คุณฟังและเลียนแบบ อยา่ ลืมสังเกตเสียงสูงต่าํ ของผพู้ ดู และพยายามเลียนแบบ
ประโยคตามธรรมชาติมกั มีทว่ งทาํ นองซ่อนอยู่ เสียงมกั ข้ึนสูงที่กลางประโยคและลดต่าํ ลงทา้ ยประโยค โดยลงเสียงหนกั ท่ี
คาํ สาํ คญั หน่ึงหรือสองคาํ คณุ ทาํ แบบน้ีเวลาที่พดู ภาษาแมไ่ ดโ้ ดยทไ่ี ม่ตอ้ งคดิ และคณุ จะไดเ้ รียนรู้วธิ ีการทาํ เช่นน้ีใน
ภาษาองั กฤษเช่นกนั
1.2.ฝึ กสนทนากบั ตัวเองในกระจก หรือเพื่อนๆ
คนที่ฝึกพูดภาษาองั กฤษดว้ ยตวั เอง พบว่าหลายคนกม็ ีประสบการณ์ “การฝึกพดู กบั ตวั เองในกระจก” ก็มนั ไมม่ ี
คนให้พูดดว้ ยนี่! บางคนกบ็ อกว่า จะฝึกพดู กบั ตวั เองในกระจกเมื่อตอ้ งฝึกซอ้ มสัมภาษณ์งาน หรือซอ้ มพรีเซน้ ตง์ าน บางคน
ก็เลา่ วา่ ฝึกพดู กบั ตวั เองดว้ ยทอปปิ กตา่ งๆ ทีเ่ ราสนใจ เพราะไม่มเี พ่อื นชาวต่างชาติใหค้ ยุ ดว้ ย วธิ ีน้ีช่วยให้คณุ ไดพ้ ูด
ภาษาองั กฤษออกมา แต่จุดทีต่ อ้ งระวงั คอื คุณจะไม่รู้เลยว่าคณุ พดู ผิดหรือพดู ถกู หรือออกเสียงถูกหรือไม่ ดงั น้นั ตอ้ งลองหา
ตวั ช่วย เช่น อดั เสียงแลว้ ฟังที่ตวั เองพดู หรือลองพดู กบั Siri หรือ Google Assistant ลองดูว่า AI เหลา่ น้นั สามารถฟัง
ภาษาองั กฤษของคุณรู้เร่ืองหรือไม่ แต่ถา้ จะใหด้ ีท่ีสุดควรหาเพอ่ื นที่เราคนุ้ เคยหรือมีทกั ษะการพูดมาร่วมกนั ฝึกฝนไป
ดว้ ยกนั จะเป็นอนั ดีกว่ามาก
1.3.ฝึ กกล้าทจี่ ะแสดงออกเมื่อเจอบคุ คลต่างชาติ เข้ามาขอความช่วยเหลือจะทําให้เราพฒั นาได้ขนึ้ อกี ระดับ
การกลา้ แสดงออกเม่ือเจอชาวตา่ งชาติจะช่วยฝึกใหเ้ รากลา้ ใชภ้ าษาองั กฤษที่เรียนมา การพดู ภาษาองั กฤษไมม่ ี
คาํ วา่ ถูกผดิ มีแตค่ าํ วา่ คุณกลา้ ที่จะหยิบนาํ ความรู้ที่เรียนมานาํ มาใชไ้ ดห้ รือไม่ หากคณุ ตอ้ งการทจ่ี ะเก่งภาษาองั กฤษและมี
ความชาํ นาญมากยิง่ ข้นึ คุณจะตอ้ งนาํ บทสนทนาต่างๆมาใชก้ บั บคุ คลจริงๆโดยเฉพาะชาวตา่ งชาติ เพราะคุณจะไดท้ ้งั
สาํ เนียงองั กฤษแทจ้ ากชาวตา่ งชาติ และไดร้ ับทกั ษะการฟังภาษาองั กฤษที่ดียงิ่ ข้ึน หากคณุ ไม่นาํ มาใชใ้ นชีวิตจริงการที่คณุ
เรียนมาท้งั หมดในชีวิตจะสูญเปลา่ และอาจจะไมไ่ ดอ้ ะไรเลยในการฝึกฝน
2.วธิ ีเก่งภาษาองั กฤษได้ในการชีวติ ประจาํ วนั
การใชภ้ าษาน้นั เป็นส่วนหน่ึงในชีวติ ประจาํ วนั ของทกุ คน ดงั น้นั ทกั ษะในการฝึกภาษาองั กฤษน้นั สามารถ
เกิดข้ึนไดใ้ นทกุ ๆสถานการณ์ ยิง่ ไปกว่าน้นั ประโยชนข์ องการใชภ้ าษาองั กฤษน้นั ไมไ่ ดถ้ ูกจาํ กดั อยเู่ พยี งแคก่ ารสื่อสาร
เท่าน้นั การท่ีคณุ รู้และมีความสามารถใชภ้ าษาองั กฤษน้นั ใหป้ ระโยชน์ที่หลายหลาก ไมว่ า่ จะเป็นความสาํ เร็จในอาชีพการ
งานหรือการทาํ ธุรกิจ ดงั น้นั การพฒั นาภาษาองั กฤษน้นั ไมไดอ้ ยภู่ ายในหอ้ งเรียนเพียงเท่าน้นั หลากหลายวิธีท่ีคณุ สามารถ
พฒั นาทกั ษะทางภาษาองั กฤษไดง้ ่ายๆแต่ไดป้ ระสิทธิภาพผา่ นชีวิตประจาํ วนั ดงั น้ี
2.1.คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ
หน่ึงในทกั ษะการพฒั นาภาษาองั กฤษและช่วยใหค้ ณุ สามารถท่ีจะมีคลงั คาํ ศพั ทพ์ ร้อมพฒั นาทกั ษะการพูดได้
อยา่ งคล่องตวั น้นั คอื การลงเรียนคอร์สเรียนภาษาองั กฤษเน่ืองจากคอร์สเรียนภาษาองั กฤษน้นั จะช่วยให้คณุ ไดเ้ รียนรู้ใน
หลายๆเร่ือง และหลายหวั ขอ้ ท่ีจาํ เป็นตอ้ งใช้ ทาํ ให้คณุ สามารถท่ีจะมีคลงั คาํ ศพั ทท์ ่ีแน่นและหลากหลาย ทาํ ให้คณุ มีตน้ ทนั
ภาษาองั กฤษท่ีดีและสามารถนาํ ไปใชน้ อกห้องเรียนไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ลดเวลาการฝึกดว้ ยตนเองไปไดม้ าก
2.2. ดูหนงั ฟังเพลง หรือฟังข่าว
การดูหนงั หรือฟังเพลงช่วยคณุ ในเรื่องของการฝึกทกั ษะการฟังพร้อมกนั น้ีหากคณุ ไดฝ้ ึกร้องเพลงไปดว้ ยยอ่ ม
ทาํ ใหค้ ุณไดฝ้ ึกในเรื่องของการฝึกทกั ษะการพดู รวมถึงสาํ เนียงภาษาองั กฤษดว้ ย นอกจากการดูหนงั ฟังเพลงแลว้ การฟังข่าว
ก็เป็นอีกหน่ึงตวั เลือกท่ีดีที่ช่วยใหไ้ ดฝ้ ึกภาษาองั กฤษเพราะการฟังข่าวน้นั คุณจะไดไ้ ดเ้ รียนรู้เกี่ยวกบั การพดู เพอื่ แสดง
ขอ้ คดิ เหน็ (Opinions) ดว้ ย ตวั อยา่ งสาํ นกั ขา่ วเช่น BBC, CNN หรือ Bloomberg ให้ขอ้ มลู และช่วยให้คุณเก่งภาษาองั กฤษไป
ในตวั
2.3. Open your eyes and also open your ears
ไมเ่ พยี งแคเ่ ปิ ดตามองแต่ตอ้ งเปิ ดหูฟังดว้ ย ฟังให้มากโดยเฉพาะการฟังภาษาองั กฤษ ไม่วา่ จะเป็นการฟังการ
ประชุมท่ีเป็นภาษาองั กฤษ การท่ีดูซีรียห์ รือหนงั ทเ่ี ป็นภาษาองั กฤษ และเม่ือคุณฟังคนจงลองสงั เกตุถึงสาํ เนียง แกรมมา่ หรือ
การใชค้ าํ ในสถานการณ์ต่างๆท่ีผพู้ ูดภาษาองั กฤษน้นั ใชอ้ ยจู่ ะช่วยให้คณุ เขา้ ใจและสามารถใชไ้ ดอ้ ยา่ งเป็นธรรมชาติ
2.4. Shopping หรือใช้ชีวติ ช่วยให้คณุ คิดเป็ น Business English มากขึน้
การ Shopping เป็นส่วนหน่ึงในการใชช้ ีวติ และเป็นการฝึก Business English ไปในตวั ดว้ ยซ้าํ เพราะวา่ การ
Shopping น้นั จะมีภาษาองั กฤษสาํ หรับธุรกิจแทบจะแทรกอยทู่ ว่ั ทกุ อณูของการซ้ือสิ้นคา้ เช่นไมว่ ่าจะเป็นใบเสร็จ การใช้
เงิน การเขา้ คิว หรือแมแ้ ตก่ ารสัง่ ซ้ือสินคา้ คาํ ศพั ทเ์ หล่าน้นั จะแทรกอยใู่ นกระบวนการซ้ือสินคา้ แบบทค่ี ุณไมร่ ู้สึกตวั ดว้ ยซ้าํ
ดงั น้นั เริ่ม Shopping ในร้านทใี่ ชภ้ าษาองั กฤษเป็นหลกั
2.5. ใช้ Social Media
ใครวา่ Social Media เป็นเร่ืองท่ีแยแ่ ละเสียเวลาเสมอไป เพราะการที่คณุ กด Like หรือ subscribe ในเพจท่ีใช้
และใหค้ วามรู้ภาษาองั กฤษน้นั เป็นสิ่งท่ีมีประโยชนม์ ากโดยเฉพาะเป็นเร่ืองท่ีคณุ สนใจดว้ ยแลว้ ยง่ิ ทาํ ใหค้ ุณอนิ และสามารถ
ที่จะพฒั นาทกั ษะภาษาองั กฤษไปดว้ ยในตวั เลยดว้ ยซ้าํ
2.6. Face to Face
ไมม่ ีอะไรจะดีไปกวา่ การคุยกนั ระหว่างคนกบั คน พดู คยุ กนั ในเรื่องที่คุณสนใจไม่วา่ จะเป็นเรื่องของการ
ท่องเที่ยว การใชช้ ีวติ โดยใชภ้ าษาองั กฤษในการพดู ช่วยใหค้ ณุ สามารถที่จะพฒั นาทกั ษะการพดู ภาษาองั กฤษให้มคี วาม
คลอ่ งตวั ชดั เจน และท่ีสาํ คญั ในบางคร้ังคณุ อาจจะอยากพดู คาํ บางคาํ เป็นภาษาองั กฤษแต่ไม่สามารถพูดไดเ้ น่ืองจากไม่รู้
คาํ ศพั ทเ์ หล่าน้นั หรือไม่เคยใช้ การพดู ใหบ้ ่อยและหาคาํ ศพั ทห์ รือฝึกอธิบายจะช่วยให้คณุ พฒั นาภาษาองั กฤษไดด้ ียิง่ ข้ึน
3.ภาษาองั กฤษในชีวติ ประจําวนั ระดับต้น
ภาษาองั กฤษในบทความน้ีมีเน้ือหาเก่ียวกบั การสนทนาภาษาองั กฤษในชีวิตประจาํ วนั เพอื่ ช่วยใหผ้ อู้ า่ นได้
ทบทวนและนาํ ไปฝึกสนทนาไดอ้ ยา่ งลื่นไหล โดยเน้ือหาจะเริ่มตน้ ต้งั แตข่ ้นั พ้ืนฐานสาํ หรบั หรบั ผเู้ ริ่มตน้ (Beginner),
ระดบั กลาง (Intermediate) และระดบั สูง (Advanced) หวงั เป็นอยา่ งยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์แก่ผอู้ ่านไดน้ าํ ไปฝึกฝนการ
สนทนาภาษาองั กฤษไดอ้ ยา่ งไหลลื่น
Introductions (การแนะนาํ ตวั )
คาํ ศพั ท์ สาํ นวน และประโยคที่ใชใ้ นการแนะนาํ ตวั
Hello สวสั ดี (สุภาพและเป็นทางการ)
Hi สวสั ดี (เป็นภาษาพดู ไมเ่ ป็นทางการ)
What is your name? คุณช่ืออะไร
My name is …(ชื่อ)… ฉนั ช่ือ…..
Nice to meet you. ยนิ ดีท่ีไดร้ ู้จกั คณุ
Nice to meet you too. ยนิ ดที ี่ไดร้ ูจ้ กั คุณเช่นกนั
And you? แลว้ คุณล่ะ (ใชถ้ ามยอ้ นกลบั อกี บุคคลหน่ึง)
ตัวอย่างบทสนทนา
Tom: Hello (สวสั ดี)
Jane: Hello (สวสั ดี)
Tom: What is your name? (คณุ ชื่ออะไร)
Jane: My name is Jane. And you? (ฉนั ชื่อเจน แลว้ คณุ ล่ะ)
Tome: My name is tom. (ผมช่ือทอม)
Jane: Nice to meet you. (ยินดีที่ไดร้ ู้จกั คณุ ค่ะ)
Tom: Nice to meet you too. (ยินดีที่ไดร้ ู้จกั คณุ เช่นกนั ครับ)
ความรู้เพม่ิ เตมิ : บางคร้ังเราอาจเป็นฝ่ ายถามหรือถูกถามวา่ ช่ือของตวั เองสะกดอยา่ งไร โดยใชค้ าํ ถามวา่ How do you spell
your name? เวลาตอบให้บอกตวั อกั ษรช่ือของตวั เองทีละตวั อยา่ งชดั ถอ้ ยชดั คาํ
บรรณานุกรม
KRUMAE FMCP ENGLISH. (2014). "การนาํ ภาษาองั กฤษไปใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั " สืบคน้ เม่ือ 27 ตุลาคม 2565 จาก
https://www.fmcpenglish.com/การนาํ ภาษาองั กฤษไปใชใ้ น/
Wallstreetenglish. (2019). "ฝึกพดู และฟังภาษาองั กฤษอยา่ งไรดี" สืบคน้ เมอื่ 27 ตุลาคม 2565 จาก
https://www.wallstreetenglish.in.th/เรียนภาษาองั กฤษ/ฝึกพูดและฟังภาษาองั กฤษ/
British Council. (2022). "วิธีเก่งภาษาองั กฤษไดใ้ นการชีวิตประจาํ วนั " สืบคน้ เมื่อ 27 ตุลาคม 2565 จาก
https://www.britishcouncil.or.th/english/tips/general/miscellaneous/how-to-improve-your-english-daily-life
Englishgang. (2022). "ภาษาองั กฤษในชีวิตประจาํ วนั ระดบั ตน้ " สืบคน้ เม่ือ 27 ตลุ าคม 2565 จาก https://englishgang.com/
ภาษาองั กฤษในชีวติ ประจาํ /
ทกั ษะการใช้ภาษาองั กฤษ
( English language skills )
นางสาววรัญญา รัตนคช/Varanya Rattanakhod
บทนาํ
ทกั ษะดา้ นการใชภ้ าษาองั กฤษถือวา่ มีความสาํ คญั เป็นอยา่ งมากในชีวิตประจาํ วนั ไม่ใช่แค่การพูด ฟัง อ่านหรือ
เขียนแต่ตอ้ งเขา้ ใจถึงหลกั การใชท้ ี่ถูกตอ้ ง คาํ นึงถึงหลกั การตา่ งๆของภาษาองั กฤษจึงจะเขา้ ใจ ใชไ้ ดอ้ ยา่ งถกู วธิ ีและสื่อสาร
กนั ได้ กเรียนรู้การส่ือสารในดา้ นภาษาไม่ว่าจะการพูด ฟัง อา่ นเขยี นหรือการแปลลว้ นตอ้ งมีหลกั การใชห้ ลกั การทาํ งานของ
แต่ละอยา่ ง
ดงั น้นั ทกั ษะการใชภ้ าษาจึงเป็นทกั ษะสาํ คญั ท่ีส่งผลต่อการสื่อสารเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจและใชภ้ าษากนั ใหถ้ ูกตอ้ งมาก
ยิ่งข้ึน
หลักการใช้ Tense
Tense คือรูปแบบ(หรือโครงสร้าง)ของกริยา ที่แสดงให้เราทราบวา่ การกระทาํ หรือเหตกุ าร น้นั ๆเกิดข้ึนเม่ือใด ซ่ึงเรื่อง
tense น้ีเป็นเรื่องสาํ คญั ถา้ เราใช้ tense ไมถ่ กู เราก็จะสื่อภาษากบั เขา ไมไ่ ด้ เพราะในประโยคภาษาองั กฤษน้นั จะอยู่
ในรูปของ tense เสมอ ซ่ึงตา่ งกบั ภาษาไทยทเ่ี ราจะมีขอ้ ความบอกวา่ าเกิดข้ึนเมื่อใดมาช่วยเสมอ แต่ภาษาองั กฤษจะใชร้ ูป
tense น้ีมาเป็นตวั บอก ดงั น้ีการศึกษาเร่ือง tense จึงเป็นเรื่องจาํ เป็น.
Tense ในภาษาองั กฤษน้ีจะแบ่ง ออกเป็น 3 tense ใหญๆ่ คือ
1. Present tense ปัจจุบนั
2. Past tense อดีตกาล
3. Future tense อนาคตกาล
ในแตล่ ะ tense ยงั แยกยอ่ ยได้ tense ละ 4 คือ
1 . Simple tense ธรรมดา(งา่ ยๆตรงๆไม่ซบั ซอ้ น).
2. Continuous tense กาํ ลงั กระทาํ อย(ู่ กาํ ลงั เกิดอย)ู่
3. Perfect tense สมบูรณ์(ทาํ เรียบร้อยแลว้ ).
4. Perfect continuous tense สมบูรณ์กาํ ลงั กระทาํ (ทาํ เรียบร้อยแลว้ และกาํ ลงั ดาํ เนินอยดู่ ว้ ย).
โครงสร้างของ Tense ท้งั 12 มีดงั น้ี
Present Tense
[1.1] S + Verb 1 + ……(บอกความจริงทีเ่ กิดข้นึ งา่ ยๆ ตรงๆไมซ่ บั ซอ้ น).
[Present] [1.2] S + is, am, are + Verb 1 ing + …(บอกวา่ เด๋ียวน้ีกาํ ลงั เกิดอะไร อย)ู่ .
[1.3] S + has, have + Verb 3 + ….(บอกวา่ ไดท้ าํ มาแลว้ จนถึง ปัจจบุ นั ).
[1.4] S + has, have + been + Verb 1 ing + …(บอกว่าไดท้ าํ มาแลว้ และกาํ ลงั ทาํ ตอ่ ไปอีก).
Past Tense
[2.1] S + Verb 2 + …..(บอกเร่ืองที่เคยเกิดมาแลว้ ใน อดีต).
[Past] [2.2] S + was, were + Verb 1 +…(บอกเร่ืองที่กาํ ลงั ทาํ อยใู่ นอดีต).
[2.3] S + had + verb 3 + …(บอกเรื่อที่ทาํ มาแลว้ ในอดีตใน ช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง).
โฆษณา
[2.4] S + had + been + verb 1 ing + …(บอกเรื่องที่ทาํ มาแลว้ อยา่ งต่อ เนื่องไมห่ ยดุ ).
Future Tense
[3.1] S + will, shall + verb 1 +….(บอก เร่ืองที่จะเกิดข้ึนในอนาคต).
[Feature] [3.2] S + will, shall + be + Verb 1 ing + ….(บอกวา่ อนาคตน้นั ๆกาํ ลงั ทาํ อะไร อย)ู่ .
[3.3] S + will,s hall + have + Verb 3 +…(บอกเรื่องทจี่ ะเกิดหรือสาํ เร็จ ในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง).
[3.4] S + will,shall + have + been + verb 1 ing +.. ..(บอกเร่ืองท่ีจะทาํ อยา่ งตอ่ เน่ืองในเวลาใด – เวลาหน่ึงในอนาคต
และ จะทาํ ต่อไปเร่ือยขา้ งหนา้ ).
หลกั การใชแ้ ต่ละ tense มีดงั น้ี
[1.1] Present simple tense เช่น He walks. เขาเดิน,
1. ใชก้ บั เหตุการทีเ่ กิดข้นึ ตามความจริงของธรรมชาติ และคาํ สุภาษติ คาํ พงั เพย.
2. ใชก้ บั เหตุการณ์ท่เี ป็นความจริงในขณะที่พดู (ก่อนหรือหลงั จะไมจ่ ริงก็ตาม).
3. ใชก้ บั กริยาที่ทาํ นานไมไ่ ด้ เช่น รัก, เขา้ ใจ, รู้ เป็นตน้ .
4. ใชก้ บั การกระทาํ ที่คดิ วา่ จะเกหิดข้ึนในอนาคตอนั ใกล(้ จะมีคาํ วิเศษณ์บอกอนาคตร่วมดว้ ย).
5. ใชใ้ นการเลา่ สรุปเร่ืองต่างๆในอดีต เช่นนิยาย นิทาน.
6. ใชใ้ นประโยคเงื่อนไขในอนาคต ท่ีตน้ ประโยคจะข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ วา่ If (ถา้ ), unless
(เวน้ เสียแตว่ า่ ), as soon as (เมื่อ,ขณะท)ี่ , till (จนกระทงั่ ) , whenever (เม่ือไรก็ ตาม), while (ขณะที่) เป็น
ตน้ .
7. ใชก้ บั เรื่องที่กระทาํ อยา่ งสม่าํ เสมอ และมีคาํ วเิ ศษณ์บอกเวลาท่ีสม่าํ เสมอร่วมอยดู่ ว้ ย เช่น always (เสมอๆ), often
(บ่อยๆ), every day (ทุกๆวนั ) เป็นตน้ .
8. ใชใ้ นประโยคที่คลอ้ ยตามที่เป็น [1.1] ประโยคตามตอ้ งใช้ [1.1] ดว้ ยเสมอ.
[1.2] Present continuous tense เช่น He is walking. เขากาํ ลงั เดิน.
1. ใชใ้ นเหตุการณ์ที่กาํ ลงั กระทาํ อยใู่ นขณะที่พูด(ใช้ now ร่วมดว้ ยกไ็ ด้ โดยใส่ไวต้ น้ ประโยค, หลงั กริยา หรือสุด
ประโยคก็ ได)้ .
2. ใชใ้ นเหตกุ ารณ์ท่ีกาํ ลงั กระทาํ อยใู่ นระยะเวลาอนั ยาวนาน เช่น ในวนั น้ี ,ในปี น้ี .
3. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ที่ผพู้ ดู มน่ั ใจวา่ จะตอ้ งเกิดข้ึนในอนาคตอนั ใกล้ เชน่ เร็วๆน้ี, พรุ่งน้ี.
*หมายเหตุ กริยาท่ีทาํ นานไมไ่ ด้ เช่น รัก ,เขา้ ใจ, รู้, ชอบ จะนาํ มาแต่งใน Tense น้ีไม่ได.้
[1.3] Present perfect tense เช่น He has walk เขาไดเ้ ดินแลว้ .
1. ใชก้ บั เหตุการณ์ที่เกิดข้นึ แลว้ ในอดีต และตอ่ เนื่องมาจนถึง ปัจจบุ นั และจะมีคาํ วา่ Since (ต้งั แต)่ และ for (เป็น
เวลา) มาใชร้ ่วมดว้ ยเสมอ.
2. ใชก้ บั เหตุการณ์ท่ีไดเ้ คยทาํ มาแลว้ ในอดีต (จะก่ีคร้ังกไ็ ด้ หรือจะทาํ อีกใน ปัจจบุ นั หรือจะทาํ ในอนาคต กไ็ ด)้ และ
จะมีคาํ ว่า ever (เคย) , never (ไมเ่ คย) มาใชร้ ่วมดว้ ย.
3. ใชก้ บั เหตุการณ์ท่จี บลงแลว้ แต่ผพู้ ดู ยงั ประทบั ใจอยู่ (ถา้ ไมป่ ระทบั ใจก็ใช้ Tense
4. ใชก้ บั เหตุการที่เพิง่ จบไปแลว้ ไมน่ าน(ไมไ่ ดป้ ระทบั ใจอย)ู่ ซ่ึงจะมคี าํ เหลา่ น้ีมาใชร้ ่วมดว้ ยเสมอ คือ Just (เพิง่
จะ), already (เรียบร้อยแลว้ ), yet (ยงั ), finally (ในท่ีสุด) เป็นตน้ .
[1.4] Present perfect continuous tense เช่น He has been walking . เขาไดก้ าํ ลงั เดินแลว้ .
* มีหลกั การใชเ้ หมือน [1.3] ทุกประการ เพียงแตว่ า่ เนน้ วา่ จะทาํ ตอ่ ไปในอนาคตดว้ ย ซ่ึง [1.3] น้นั ไมเ่ นน้ ว่าไดก้ ระทาํ
อยา่ งตอ่ เนื่องหรือไม่ ส่วน [1.4] น้ีเนน้ วา่ กระทาํ มาอยา่ งตอ่ เน่ืองและจะกระทาํ ตอ่ ไปในอนาคตอีกดว้ ย.
[2.1] Past simple tense เช่น He walked. เขาเดิน แลว้ .
1. ใชก้ บั เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนและจบลงแลว้ ในอดีต มิไดต้ ่อเนื่องมาถึงขณะ ที่พูด และมกั มีคาํ ตอ่ ไปน้ีมาร่วมดว้ ยเสมอใน
ประโยค เช่น Yesterday, year เป็นตน้ .
2. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ท่ที าํ เป็นประจาํ ในอดีตท่ีผา่ นมาในคร้ังน้นั ๆ ซ่ึงตอ้ งมีคาํ วิเศษณ์บอกความถี่ (เช่น Always, every
day ) กบั คาํ วเิ ศษณ์ บอกเวลา (เช่น yesterday, last month ) 2 อยา่ งมาร่วมอยดู่ ว้ ยเสมอ.
3. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ท่ีไดเ้ คยเกิดข้ึนมาแลว้ ในอดีต แตป่ ัจจบุ นั ไมไ่ ดเ้ กิด อยู่ หรือไมไ่ ดเ้ ป็นดงั่ ในอดีตน้นั แลว้ ซ่ึงจะมี
คาํ วา่ ago น้ีร่วมอยดู่ ว้ ย.
4. ใชใ้ นประโยคที่คลอ้ ยตามที่เป็น [2.1] ประโยคคลอ้ ยตามกต็ อ้ ง เป็น [2.1] ดว้ ย.
[2.2] Past continuous tense เช่น He was walking . เขากาํ ลงั เดินแลว้
1. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ 2 อยา่ งที่เกิดข้นึ ไมพ่ ร้อมกนั { 2.2 น้ีไมน่ ิยมใชต้ ามลาํ พงั – ถา้ เกิดก่อนใช้ 2.2 – ถา้ เกิดที
หลงั ใช้ 2.1}.
2. ใชก้ บั เหตุการณ์ท่ี ไดกระทาํ ติดต่อกนั ตลอดเวลาท่ีไดร้ ะบไุ วใ้ นประโยค ซ่ึงจะมคี าํ บอกเวลาร่วมอยดู่ ว้ ยในประโยค
เช่น all day yesterday etc.
3. ใชก้ บั เหตุการณ์ 2 อยา่ งท่ีกาํ ลงั ทาํ ในเวลาเดียวกนั (ใชเ้ ฉพาะกริยาที่ทาํ ไดน้ านเท่าน้นั หากเป็นกริยาท่ีทาํ นาน
ไม่ไดก้ ็ใชห้ ลกั ขอ้ 1 ) ถา้ แตง่ ดว้ ย 2.1 กบั 2.2 จะดูจืดชืดเช่น He was cleaning the house while I was cooking
breakfast.
[2.3] Past perfect tense เช่น He had walk. เขาไดเ้ ดินแลว้ .
1. ใชก้ บั เหตุการณ์ 2 อยา่ งท่ีเกิดข้นึ ไมพ่ ร้อมกนั ในอดตี มีหลกั การใชด้ งั น้ี.
เกิดก่อนใช้ 2.3 เกิดทีหลงั ใช้ 2.1.
2. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์หรือการกระทาํ อนั เดียวก็ไดใ้ นอดีต แต่ตอ้ งระบุชวั่ โมงและวนั ใหแ้ น่ชดั ไวใ้ นทุกประโยคดว้ ยทุก
คร้ัง เช่น She had breakfast at eight o’ clock yesterday.
[2.4] past perfect continuous tense เช่น He had been walking.
มีหลกั การใชเ้ หมือนกบั 2.3 ทกุ กรณี เพยี งแต่ tense น้ี ตอ้ งการย้าํ ถึงความตอ่ เน่ืองของการกระทาํ ที่ 1 วา่ ไดก้ ระทาํ
ต่อเนื่องไปจนถึงการกระทาํ ท่ี 2 โดยมิไดห้ ยดุ เช่น When we arrive at the meeting , the lecturer had been speaking
for an hour . เมื่อพวกเราไปถึงที่ ประชุม ผบู้ รรยายไดพ้ ูดมาแลว้ เป็นเวลา 1 ชวั่ โมง.
[3.1] Future simple tense เช่น He will walk. เขาจะเดนิ .
ใชก้ บั เหตุการณ์ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในอนาคต ซ่ึงจะมีคาํ ว่า tomorrow, to night, next week, next month เป็นตน้ มาร่วมอยู่
ดว้ ย.
* Shall ใชก้ บั I we.
Will ใชก้ บั บรุ ุษท่ี 2 และนามทวั่ ๆไป.
Will, shall จะใชส้ ลบั กนั ในกรณีท่ีจะใหค้ าํ มน่ั สญั ญา, ขม่ ขบู่ งั คบั , ตกลงใจแน่วแน่.
Will, shall ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติหรือจงใจกไ็ ด.้
Be going to (จะ) ใชก้ บั ความจงใจของมนุษย์ เทา่ น้นั ห้ามใชก้ บั เหตกุ ารณ์ของธรรมชาติและนิยมใชใ้ น ประโยคเงื่อนไข.
[3.2] Future continuous tense เช่น He will be walking. เขากาํ ลงั จะ เดิน.
1. ใชใ้ นการบอกกล่าวว่าในอนาคตน้นั กาํ ลงั ทาํ อะไรอยู่ (ตอ้ งกาํ หนดเวลาแน่นอน ดว้ ยเสมอ).
2. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ 2 อยา่ งที่จะเกิดข้ึนไม่พร้อมกนั ในอนาคต มีกลกั การใชด้ งั น้ี.
– เกิดก่อนใช้ 3.2 S + will be, shall be + Verb 1 ing.
– เกิดทหี ลงั ใช้ 1.1 S + Verb 1 .
[3.3] Future prefect tensเช่น He will walked. เขาจะไดเ้ ดินแลว้ .
1. ใชก้ บั เหตุการณ์ทจี่ ะ เกิดข้ึนหรือสาํ เร็จลงในเวลาใดเวลาหน่ึงในอนาคต โดยจะมีคาํ วา่ by นาํ หนา้ กลุ่มคาํ ท่บี อกเวลา
ดว้ ย เช่น by tomorrow , by next week เป็น ตน้ .
2. ใชก้ บั เหตกุ ารณ์ 2 อยา่ งที่จะเกิดข้ึนไมพ่ ร้อมกนั ในอนาคต มีหลกั ดงั น้ี.
– เกิดก่อนใช้ 3.3 S + will, shall + have + Verb 3.
– เกิด ที่หลงั ใช้ 1.1 S + Verb 1 .
[3.4] Future prefect continuous tense เช่น He will have been walking. เขาจะไดก้ าํ ลงั เดนิ แลว้ .
ใชเ้ หมือน 3.3 ตา่ งกนั เพียงแต่วา่ 3.4 น้ีเนน้ ถึงการกระทาํ ที่ 1 ไดท้ าํ ตอ่ เนื่องมาจนถึงการกระทาํ ท่ี 2 และจะกระทาํ ต่อไป
ในอนาคต อีกดว้ ย.
* Tense น้ีไม่คอ่ ยนิยมใชบ้ ่อย นกั โดยเฉพาะกริยาที่ทาํ นาน ไมไ่ ด้ อยา่ นาํ มาแตง่ ใน Tense น้ีเดด็ ขาด.
ความสําคัญของการแปล
ทกั ษะการส่ือสารภาษาองั กฤษถือไดว้ ่าเป็นศาสตร์สาํ คญั ศาสตร์หน่ึง เพราะว่าภาษาองั กฤษเป็น ส่ือกลางในการใช้
สื่อสาร บณั ฑิตยคุ ปัจจบุ นั ตอ้ งมีองคค์ วามรู้และสามารถใชภ้ าษาองั กฤษไดย้ คุ ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นโลกไร้พรมแดนองค์
ความรู้ดา้ นตา่ งๆ ทวั่ ทกุ มุมโลกต่างก็ไดร้ ับการถ่ายทอดแลกเปล่ียนซ่ึงกนั และกนั ภาษา ของชาติที่เป็นประเทศมหาอาํ นาจ
จะไดร้ บั ความสนใจเรียนรู้กนั ทว่ั โลก เช่น ภาษาองั กฤษ ภาษาญี่ป่ ุน ภาษาจีน เป็นตน้ ขณะเดียวกนั แตล่ ะประเทศก็
จาํ เป็นตอ้ งคงรักษาอตั ลกั ษณ์ทางภาษาและวฒั นธรรมประจาํ ชาตขิ องตน เอาไวใ้ หเ้ ขม้ เขง็ เพ่อื คงไวซ้ ่ึงความมีศกั ด์ิศรีความ
เป็นชาติและภูมิปัญญาท่ีไดร้ ับการถ่ายทอดมาเป็นเวลานาน บณั ฑิตจาํ เป็นตอ้ งเรียนรู้ภาษาของชาตทิ ี่เป็นประเทศมหาอาํ นาจ
และการเรียนรู้ภาษาประจาํ ชาติเพอ่ื คงความ เป็นชาติไวน้ ้นั หลายประเทศรวมท้งั ประเทศไทย จึงกาํ หนดใหป้ ระชาชนได้
ศึกษาเลา่ เรียนภาษาองั กฤษเป็น ภาษาต่างประเทศ แตใ่ นขณะเดียวกนั กต็ อ้ งศึกษาภาษาไทยที่เป็นภาษาหลกั ของชาติไปดว้ ย
เพ่อื ใชส้ ื่อสารกบั คนในประเทศเดียวกนั และใชภ้ าษาองั กฤษไวใ้ ชส้ ื่อสารกบั คนต่างประเทศ สรุปไดว้ า่ บณั ฑิตไม่ใช่เพียง
แค่มีความรู้ดา้ นภาษาองั กฤษ การใชภ้ าษาองั กฤษ เพราะภาษาองั กฤษยงั ช่วยสร้างสัมพนั ธภาพอนั ดีระหว่างชนชาติไทยและ
ชนชาติอ่ืนๆ ดว้ ยเหตผุ ลของความเขา้ ใจดา้ นวฒั นธรรมท่ี แตกต่างกนั ของแตล่ ะเช้ือชาติเผา่ พนั ธุ์จึงนาํ ไปสู่การปฏิบตั ติ นได้
อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสมต่อกนั ดงั น้นั เราควรใชภ้ าษากนั ใหถ้ กู ตอ้ ง
พืน้ ฐานหลกั การใช้ภาษาอังกฤษ
ผเู้ รียนภาษาองั กฤษสามารถเริ่มเรียนภาษาองั กฤษพ้ืนฐานจากบทเรียนสอนภาษาองั กฤษต่างๆ ตอ่ ไปน้ี
* ตวั อกั ษรภาษาองั กฤษ สระภาษาองั กฤษ แตล่ ะตวั ออกเสียงอยา่ งไร เทียบเสียงและเทียบคาํ ระหว่างภาษาองั กฤษกบั
ภาษาไทยอยา่ งไร
* ตวั เลขภาษาองั กฤษ การเขียนสะกดตวั เลขภาษาองั กฤษ ในบทเรียนน้ีผเู้ รียนสามารถฟังการออกเสียงจากเจา้ ของภาษา
* คาํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษ รวบรวมคาํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษทจ่ี าํ เป็นตอ้ งใช้ มากกว่า 1000 คาํ พร้อมคาํ อา่ น คาํ แปล และเสียงจาก
เจา้ ของภาษา
* Part of speech หนา้ ท่ีของคาํ ภาษาองั กฤษ ซ่ึงในการนาํ คาํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษต่างๆ มาเรียงและจดั วางให้เป็นประโยค
ภาษาองั กฤษที่สมบูรณ์ ผเู้ รียนภาษาองั กฤษจาํ เป็นตอ้ งรูห้ นา้ ที่ของคาํ จึงจะสามารถเลือกใชค้ าํ และจดั วางในตาํ แหน่งท่ี
เหมาะสมไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
* ไวยากรณ์ภาษาองั กฤษ พ้ืนฐานภาษาองั กฤษที่ตอ้ งเรียนรู้
* Nouns คาํ นามในภาษาองั กฤษ
* Determiner คาํ นาํ หนา้ นาม การใชค้ าํ บง่ ช้ีซ่ึงใชน้ าํ หนา้ คาํ นามในภาษาองั กฤษ
* การใช้ a / an / the กบั คาํ นามในภาษาองั กฤษ
* Verbs คาํ กริยาในภาษาองั กฤษ เพอื่ บอกการกระทาํ
* การเติม s, es ที่คาํ กริยา
* Pronouns คาํ สรรพนามในภาษาองั กฤษ
* Tense โครงสร้างประโยค อดีต ปัจจบุ นั อนาคต เพือ่ บอกความรู้สึก และกาลเวลา
ปัจจุบนั : present simple / present continuous / present perfect / present perfect continuous
อดีต: past simple / past continuous / past perfect / past perfect continuous
อนาคต: future simple / future continuous / future perfect / future perfect continuous
* Adjectives คาํ คุณศพั ทภ์ าษาองั กฤษ เพอ่ื บอกวา่ คาํ นามน้นั เป็นอยา่ งไร
* Adverbs คาํ กริยาวิเศษณ์ การใหข้ อ้ มูลรายละเอียดเพิม่ เติม
* Conditional Sentences ประโยคเงื่อนไขในภาษาองั กฤษ การสมมติ
* Adverb Clause of Time
* Active & Passive Voice โครงสร้างประโยคภาษาองั กฤษ เมื่อประธานเป็นผถู้ กู กระทาํ
* Relative Clauses
* Question Sentences
* เวลาภาษาองั กฤษ Asking and Telling Time การถามและบอกเวลาเป็นภาษาองั กฤษ
* Prepositions คาํ บุพบทในภาษาองั กฤษ
* Conjunctions คาํ สนั ธานในภาษาองั กฤษ ใชส้ าํ หรับเชื่อมประโยค ไมว่ ่าความหมายน้นั จะเป็นไปในทิศทางเดียวกนั
สอดคลอ้ งกนั หรือขดั แยง้ กนั
* Comparison การเปรียบเทียบข้นั ต่างๆ ในภาษาองั กฤษ (Comparison of Adjectives and Adverbs)
* Sentences (Simple, Compound, Complex) การแตง่ ประโยคภาษาองั กฤษ ประโยคความเดียว ประโยคความรวม ประโยค
ความซอ้ น
พ้ืนฐานการเขียนภาษาองั กฤษ ทผี่ เู้ รียนภาษาองั กฤษตอ้ งรู้
* วนั ภาษาองั กฤษ คาํ ศพั ทว์ นั ท้งั 7 วนั และสาํ นวนท่ีเก่ียวขอ้ งกบั วนั พร้อมคาํ อา่ น และการออกเสียงคาํ ศพั ท์ ประโยค โดย
เจา้ ของภาษา
* เดือนภาษาองั กฤษ การสะกดชื่อเดือนท้งั 12 เดือนเป็นภาษาองั กฤษ พร้อมคาํ อ่าน บทเรียนน้ีผเู้ รียนสามารถฟังการออก
เสียงท่ีถกู ตอ้ งจากเจา้ ของภาษาองั กฤษ
* ท่ีอยภู่ าษาองั กฤษ การเขยี นท่ีอยปู่ ระเทศไทยเป็นภาษาองั กฤษ ท้งั แบบการแปล และการทบั ศพั ท์
พ้ืนฐานภาษาองั กฤษในชีวติ ประจาํ วนั
* ผลไมภ้ าษาองั กฤษ ในบทเรียนน้ีผเู้ รียนสามารถฟังการออกเสียงจากเจา้ ของภาษา
ฝึกฝนความรู้ภาษาองั กฤษเพิ่มเตมิ เพ่อื เพิ่มทกั ษะการใชภ้ าษาองั กฤษ
* แบบฝึกหดั ภาษาองั กฤษ ทาํ ออนไลน์ไดเ้ ลย รู้คะแนนทนั ที มีเฉลย
* บทสนทนาภาษาองั กฤษ ครอบคลุมทุกสถานการณ์ในการใชง้ าน
สรุป
การใชภ้ าษาองั กฤษในฐานะภาษาสาํ คญั ของโลก ภาษาองั กฤษปัจจบุ นั คือภาษานานาชาติ เป็นภาษากลางของโลก
ภาษาองั กฤษเป็นภาษากลางของมนุษยชาติ เป็นภาษาท่ีมนุษยบ์ นโลกใชต้ ิดตอ่ ระหว่างกนั เป็นหลกั ไม่ว่าแต่ละคนจะใช้
ภาษาอะไรเป็นภาษาประจาํ ชาติ เม่ือตอ้ งติดต่อกบั คนอน่ื ทต่ี ่างภาษาตา่ งวฒั นธรรมกนั ทุกคนจาํ เป็นตอ้ งใชภ้ าษาองั กฤษเป็น
หลกั อยแู่ ลว้ ดว้ ยเหตนุ ้ีทกุ คนทกุ ชาติทุกภาษาจึงบรรจุวชิ าภาษาองั กฤษเป็นภาษาที่สองรองลงมาจากภาษาประจาํ ชาติ เป็น
แกนหลกั ของหลกั สูตรการศึกษาทุกระดบั ต้งั แตป่ ฐมวยั ไปจนถึงการศึกษาตลอดชีวติ
บรรณานุกรม
มิส ศุภลกั ษณ์ สายเคน “ พ้ืนฐานการใชภ้ าษาองั กฤษ “ สืบคน้ เมื่อ 25 ตลุ าคม 2565
https://swis.acu.ac.th/html_edu/cgi-bin/main_php/print_informed.php?id_count_inform=16927
GLOBISH (2563) “หลกั การใช้ Tense“ สืบคน้ เม่ือ 25 ตลุ าคม 2565
https://www.globish.co.th/blog/professional/12tense
ทักษะด้านการแปลภาษาองั กฤษ
English translation skills
นางสาว ภิรัญญา ชนกน้อย/Phiranya Chanoknoi
บทนาํ
ทกั ษะดา้ นการแปลภาษาองั กฤษถือวา่ มีความสาํ คญั เป็นอยา่ งมากในชีวิตประจาํ วนั ไม่ใช่แคก่ ารพูดหรือฟัง แต่ตอ้ งเขา้ ใจใน
สิ่งที่ตอ้ งการจะส่ือดว้ ย โดยเฉพาะในการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศลว้ นมีความสาํ คญั และจาํ เป็นอยา่ งยิง่ เน่ืองจากเป็นสิ่ง
สาํ คญั ท่ีช่วยในการเขา้ ใจส่ิงที่จะสื่อ ยิ่งแปลและเขา้ ใจมากข้นึ เท่าไหร่ กจ็ ะช่วยพฒั นาการสื่อสาร การส่ือสารท่ีดีไม่ไดข้ ้ึนอยู่
กบั การพดู การฟังอยา่ งเดียว แตข่ ้นึ อย◌่ ูกบั การแปลที่ดีดว้ ย
ดงั น้นั ทกั ษะการแปลมคี วามสาํ คญั อยา่ งมากอยา่ งหน่ึงในการสื่อสารเพระปัจจบุ นั โลกน้ีมคี วามกา้ วหนา้ ข้นึ ทุกวนั เราจงึ
ตอ้ งพฒั นาตวั เองในแต่ละดา้ นใหม้ ากข้ึน เพ่อื ท่ีจะสามารถสื่อสารกบั ผอู้ ่ืนได้
1.ทกั ษะการแปลภาษาองั กฤษมคี วามสําคญั ต่อการเรียนภาษาองั กฤษอย่างไร ?
ความหมายของคาํ ว่า “แปล” ซ่ึงเป็นคาํ กริยาไว้ 2 ความหมาย ดงั น้ี
1) ถ่ายทอดความหมาย จากภาษาหน่ึง มาเป็นอีกภาษาหน่ึง
2) ทาํ ใหเ้ ขา้ ใจความหมาย
พจนานุกรม นิวเวบสเตอร์ ไดใ้ หค้ วามหมายเกี่ยวกบั การแปลในเร่ืองของภาษาไว้ ดงั น้ี translate : “to render into another
language ; to interpret ; to explain by using other words; to express in other terms” ซ่ึงอาจสรุปไดว้ า่ การแปล คอื
1) การถา่ ยทอดขอ้ ความจากภาษาหน่ึง ไปยงั อีกภาษาหน่ึง
2) การตีความหมายหรือการทาํ ใหเ้ ขา้ ใจความหมาย
3) การอธิบายโดยใชถ้ อ้ ยคาํ สาํ นวนอยา่ งอน่ื
ความสําคญั ของการแปล
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาท่ีนาํ มาถ่ายทอดเป็นภาษาตา่ งๆ มากท่ีสุดในโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย
เพราะแหล่งความรู้สมยั ใหม่มกั เขยี นเป็นภาษาองั กฤษซ่ึงเป็นภาษากลาง การสื่อสารต่างๆ ลว้ นให้ความสาํ คญั กบั
ภาษาองั กฤษ เช่น Internet ภาพยนตร์ จดหมายสมคั รงาน การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ การทาํ สญั ญาตา่ งๆ
ภาษาองั กฤษจึงเป็นกุญแจสาํ คญั ท่ีใชเ้ ปิ ดประตูเขา้ สู่โลกแห่งความรู้ เช่น การอา่ นตาํ ราภาษาองั กฤษ การสนทนาแลกเปล่ียน
ความรู้กบั ชาวต่างประเทศ ดงั น้นั การแปลจึงมีความสาํ คญั ตามไปดว้ ยเพราะจาํ เป็นตอ้ งถา่ ยทอดขอ้ มลู มาเป็นอกี ภาษาหน่ึง
1.ความหมายและความสําคญั ของการแปล
1.1ความหมายของการแปล
พจนานุกรมฉบบั ราชบญั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ไดใ้ ห้ความหมายของคาํ วา่ “แปล” ซ่ึงเป็นคาํ กริยาไว้ 2 ความหมาย
ดงั น้ี
1) ถา่ ยทอดความหมาย จากภาษาหน่ึง มาเป็นอีกภาษาหน่ึง
2) ทาํ ให้เขา้ ใจความหมาย
1.2ความสาํ คญั ของการแปล
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาท่ีนาํ มาถา่ ยทอดเป็นภาษาตา่ งๆ มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย
เพราะแหลง่ ความรู้สมยั ใหมม่ กั เขยี นเป็นภาษาองั กฤษซ่ึงเป็นภาษากลาง การส่ือสารตา่ งๆ ลว้ นให้ความสาํ คญั กบั
ภาษาองั กฤษ เช่น Internet ภาพยนตร์ จดหมายสมคั รงาน การสมั ภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ การทาํ สญั ญาต่างๆ
ภาษาองั กฤษจึงเป็นกญุ แจสาํ คญั ที่ใชเ้ ปิ ดประตเู ขา้ สู่โลกแห่งความรู้ เช่น การอา่ นตาํ ราภาษาองั กฤษ การสนทนาแลกเปลี่ยน
ความรู้กบั ชาวต่างประเทศ ดงั น้นั การแปลจึงมีความสาํ คญั ตามไปดว้ ยเพราะจาํ เป็นตอ้ งถา่ ยทอดขอ้ มูลมาเป็นอกี ภาษาหน่ึง
2.ประเภทของการแปล
รูปแบบ/ชนิด/ประเภทของการแปล
รูปแบบของการแปล อาจแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ชนิด คอื
1. การแปลตามรูปของภาษา (Form) หรือการแปลตรงตวั /การแปลตามตวั อกั ษร(Literal Translation) เป็นการแปล
ท่ีพยายามรักษาความหมายและโครงสร้างของตน้ ฉบบั ไวม้ ากท่ีสุด มงุ่ ความถูกตอ้ งแม่นยาํ เป็นหลกั แต่อาจมีการ
เปลี่ยนแปลงดา้ นโครงสร้าง (Structure) และการใชค้ าํ เพือ่ ใหเ้ ป็นไปตามหลกั การใชภ้ าษาของภาษาฉบบั แปล การแปล
ลกั ษณะน้ี ใชใ้ นกลุ่มนกั วชิ าการหรือกลุ่มเฉพาะอาชีพที่ตอ้ งการความถกู ตอ้ งของสาระขอ้ เทจ็ จริง เพอ่ื จุดประสงคใ์ นดา้ น
การศึกษาคน้ ควา้ หรือการนาํ ไปปฏิบตั ิ เช่น การแปลฉลากยา ข้นั ตอนการทดลอง คู่มือปฏิบตั ิการ กฎหมายสนธิสญั ญา
ระหวา่ งประเทศ รายงานและเอกสารราชการ
2. การแปลตามความหมาย (Meaning) หรือ การแปลสรุปความ (Free Translation) เป็นการแปลที่ไม่ไดม้ ุ่งรักษา
โครงสร้างตามความหมาย หรือรูปแบบของตน้ ฉบบั อยา่ งเคร่งครัด มีการโยกยา้ ยขยายความ หรือตดั ทอน หรือเปล่ียนแปลง
รูปคาํ หรือไวยากรณ์ การแปลลกั ษณะน้ีนิยมใชก้ บั เรื่องที่ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งรักษาความถูกตอ้ งของตน้ ฉบบั เป็นการแปลที่ใชใ้ น
สื่อมวลชนทุกประเภทโดยเฉพาะเพือ่ ความบนั เทิง ผแู้ ปลอาจอ่านจบทีละยอ่ หนา้ ทาํ ความเขา้ ใจกบั เน้ือหา วิธีคดิ
จดุ มงุ่ หมายของผเู้ ขยี น และสิ่งท่ีละไวใ้ นฐานที่เขา้ ใจ เมื่อสรุปเน้ือหาหลกั ของตน้ ฉบบั แลว้ จึงถ่ายทอดออกมาโดยเรียบเรียบ
ใหม่ และการแปลลกั ษณะน้ีเป็นการแปลท่ีนิยมแพร่หลาย ตวั อยา่ งของการแปลลกั ษณะน้ี คอื การแปล นวนิยายเร่ืองส้ัน
นิทาน บทวิทยุ โทรทศั น์
การแปลท้งั 2 ชนิด มคี วามจาํ เป็นตอ้ งเรียนรู้ เพือ่ พฒั นาการแปลใหม้ ีความแม่นยาํ และสละสลวยมากที่สุด การ
แปลแมจ้ ะสละสลวย กไ็ ม่ถือว่าสมบูรณ์ ถา้ เน้ือหาผิดไปจากเน้ือหาเดิม ส่วนการแปลที่เน้ือหาดีแต่ไม่สละสลวยถือว่าดีกว่า
เพราะผอู้ ่านสามารถไดร้ ับเน้ือหาจากตน้ ฉบบั ไดต้ รงตามเน้ือหาเดมิ
3.ข้นั ตอนการฝึ กแปลภาษาองั กฤษเบือ้ งต้น
การฝึกแปลภาษาองั กฤษเบ้ืองตน้
1. ผแู้ ปลตอ้ งเขา้ ใจนยั (sense) และความหมาย (meaning) ของผเู้ ขียนตน้ ฉบบั เป็นอยา่ งดีวา่ ผเู้ ขียนมีจุประสงคอ์ ยา่ งไร
ตอ้ งการจะให้อะไรกบั ผอู้ ่าน เพื่อจะไดถ้ ่ายทอดจุดประสงคน์ ้นั ๆ ไปยงั ผอู้ า่ นฉบบั แปลไดถ้ ูกตอ้ ง
2.ผแู้ ปลตอ้ งมีความรู้ท้งั ภาษาตน้ ฉบบั และภาษาฉบบั แปลอยา่ งดีเยยี่ ม เพือ่ จะใหแ้ ปลไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3. ผแู้ ปลควรพยายามเล่ียงการแปลคาํ ต่อคาํ อยา่ งท่ีสุด มิฉะน้นั จะทาํ ให้ผอู้ ่านฉบบั แปลไม่สามารถเขา้ ใจฉบบั แปลได้
4. ผแู้ ปลควรใชร้ ูปแบบของภาษาที่เป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และใชก้ นั ทว่ั ไป ไม่ใช่คดิ คาํ สแลงใหมๆ่ ข้นึ หรือใชค้ าํ ท่ีไม่
สุภาพ ไมเ่ ป็นที่นิยม
5. ผแู้ ปลตอ้ งรู้จกั เลือกใชถ้ อ้ ยคาํ สาํ นวนท่ีเหมาะสม ใหถ้ กู ตอ้ งกบั ความหมายตามตน้ ฉบบั และรักษ บรรยากาศ (tone) ของ
ตน้ ฉบบั ไว้
เทคนิคการแปลภาษาองั กฤษ
1.ตรวจสอบเอกสารก่อนแปลทุกคร้ัง
2.เขา้ ใจกลมุ่ เป้าหมายของงานท่ีรับแปล
3.ลงทุนเวลา
4.ตอ้ งมีการอา้ งอิง
5.สร้างนิสัยการจดจาํ
6.ใหค้ วามสนใจกบั การแปลตามตวั
7.ใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบงานแปล
8.ตรวจสอบตวั อกั ษรและสะกดคาํ
9.ฝึกฝนอยา่ งสม่าํ เสมอ
สรุป
ในการสื่อสารในชีวิตประจาํ วนั การแปลเป็นกุญแจสาํ คญั และถือเป็นทกั ษะในการส่ือสาร เป็นทกั ษะทใี่ ชบ้ อ่ ย
และเป็นทกั ษะสาํ คญั ที่ตอ้ งส่ือสารเพราะผพู้ ดู ตอ้ งฟังใหเ้ ขา้ ใจก่อนจึงจะพูดได้ โตต้ อบ อ่าน หรือเขียนภายใตท้ กั ษะการแปล
จึงเป็นทกั ษะพ้ืนฐานที่สาํ คญั ในการเรียนรู้ทกั ษะอ่ืนๆ ดงั น้นั ในการเรียนรู้ การสอนนกั เรียนควรไดร้ ับการฝึกฝนการฟังอยา่ ง
เพียงพอและจริงจงั ทกั ษะการแปล หมายถึง ความสามารถในการเขา้ ใจประเด็นหลกั ของสิ่งท่ีไดย้ ินและครบถว้ นอยา่ ง
ถูกตอ้ ง ซ่ึงเป็นกระบวนการท่ีซบั ซอ้ น เน่ืองจากผเู้ รียนตอ้ งเขา้ ใจสาระสาํ คญั ของสิ่งท่ีพดู อารมณ์ และความคิดเห็นของผพู้ ดู
และการตอบสนองสามารถระบคุ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งผพู้ ดู หรือ บริบทของคาํ พดู คุณคา่ ของการแปลน้นั สาํ คญั มากที่เดก็ ๆ
จะตอ้ งฟังภาษาองั กฤษที่เหมาะสมกบั ระดบั ของตวั เองใหไ้ ดม้ ากที่สุด มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ภาษาควรเป็นมติ รกบั เด็ก
และอยใู่ นระดบั ปัจจบุ นั หรือสูงกวา่ ระดบั ทีเ่ ขา้ ใจไดเ้ ลก็ นอ้ ย หากระดบั ยากเกินไป เด็กอาจสูญเสียความมนั่ ใจและทศั นคติ
เชิงบวก
บรรณานุกรม
ธัฒฌา ธนัญชัย (2561) “ การแปล ” สืบค้นเมื่อ 25 ตลุ าคม 2565
https://erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=828
Unknown (2558) “ ความรู้ทั่วไปเกยี่ วกบั การแปล ” สืบค้นเม่ือ 25 ตลุ าคม 2565
http://arphathip.blogspot.com/2015/08/1-1.html
ทักษะด้านการออกเสียงภาษาองั กฤษ
Pronunciation English skills
ธนพล จงวิไลเกษม/Thanapon Jongwilaikasem
บทนาํ
ทกั ษะการออกเสียงมีความสาํ คญั อยา่ งมากในชีวติ ประจาํ วนั ไม่ใช่แคก่ ารออกเสียงเท่าน้นั แต่ตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจ
ในประโยคน้นั ๆ โดยเฉพาะในการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศลว้ นมคี วามสาํ คญั และจาํ เป็นอยา่ งยงิ่ เนื่องจากเป็นสิ่งท่ีช่วย
พฒั นาในการสื่อสารกบั ชาวต่างชาติ ย่งิ ฝึกมากเทา่ ไหร่จะยง่ิ ช่วยพฒั นาสาํ เนียง การเนน้ เสียงของคาํ ทกั ษะการสื่อสารที่ดี
ไมไ่ ดข้ ้นึ อยกู่ บั ความเขา้ ใจในการฟังเพียงอยา่ งเดียว แตก่ ารออกเสียงยงั มีความจาํ เป็นอกี ดว้ ย
ด้งั น้นั ทกั ษะการออกเสียงมีความสาํ คญั อยา่ งมากหน่ึงในการส่ือสารเพราะปัจจบุ นั โลกในปัจจบุ นั โลก
มาความกา้ วหนา้ ข้ึนทุกวนั เราจึงพฒั นาตงั เองในแตล่ ะดา้ นให้มากข้ึน เพ่ือทีจ่ ะสามารถส่ือสารกบั ผอู้ ืน่ ได้
1. ทักษะการออกเสียงภาษาองั กฤษมคี วามสําคัญอย่างไร?
ทกั ษะการอ่านออกเสียงภาษาองั กฤษน้นั มคี วามสาํ คญั อยา่ งมากเพ่ือให้ผฟู้ ังน้นั เขา้ ใจความหมายทเี่ ราจะส่ือ
สงั เกตไดง้ ่ายๆ จากเด็กแรกเกิดท่ีไดฟ้ ังพอ่ -แม่ออกเสียง เช่นคาํ วา่ ‘‘พ่อ’’ ‘‘แม’่ ’ หากลูกไดฟ้ ังคร้ังแรกจะออกเสียงไดไ้ ม่ชดั
และทาํ ให้ไมเ่ ขา้ ใจในความหมายจะสื่อ ด้งั น้นั การฟังและออกเสียงบ่อยๆจะช่วยใหอ้ อกเสียงไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง และยงั ช่วยให้
ผฟู้ ังเขา้ ใจในความหมายท่ีเราจะบอกอยา่ งถูกตอ้ ง
1. ความหมายและความสําคญั ของการออกเสียง
1.1 ความหมายของการออกเสียง
การออกเสียง อาจเรียกว่า เสียงอ่าน คาํ อา่ น หรือแมแ้ ต่ การอ่าน หมายถึงวธิ ีการหรือรูปแบบ
ของคาํ หรือวลีในภาษาท่ีถกู พดู หรือเปลง่ เสียงออกมา ถา้ กล่าวถึง "การออกเสียงท่ีถกู ตอ้ ง" จะหมายถึงการออกเสียงโดยอิง
สาํ เนียงที่เฉพาะเจาะจงอยา่ งหน่ึง เช่นสาํ เนียงกลางมาตรฐาน
1.2 ความสาํ คญั ของการออกเสียง
ความสําคญั ของการออกเสียงคอื ช่วยใหผ้ อู้ นื่ เขา้ ใจความหมายท่ีเราจะส่ือไดช้ ดั เจน
ทาํ ใหผ้ อู้ นื่ ไม่สบั สนต่อคาํ ท่ีเราจะพูดเพราะ หากเราออกเสียงผิดความหมายท่ีเราจะส่ืออาจเปลี่ยนไปได้
2. ประเภทของการออกเสียง
การออกเสียงสามารถแบง่ ออกไดห้ ลายประเภทตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ซ่ึงการออกเสียงแบง่ ไดด้ ้งั น้ี
1. การออกเสียงภาษาองั กฤษ
2. การลงเสียงเนน้ หนกั ในคาํ
3. ระดบั เสียงสูงต่าํ ในประโยคอยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ข้ันตอนการฝึ กออกเสียงเบื้องต้น
1. ดูข่าว หนงั เป็นภาษาองั กฤษจะช่วยให้เราไดฟ้ ังคาํ พดู ของเจา้ ของภาษาโดยตรงทาํ ให้เรารู้ว่าตอ้ งออก
เสียงอยา่ งไรจึงจะเหมือนมากที่สุด
2. จาํ คาํ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษ จะช่วยใหเ้ รารู้วา่ ตอ้ งเวน้ ช่วงคาํ ตรงไหนถึงจะออกเสียงไดถ้ กู ตอ้ ง
3. ฝึกออกเสียงความหนกั เบาของคาํ น้นั ๆ จะช่วยเพ่มิ ความหมายของคาํ เหล่าน้นั หากเป็นคาํ ถามใหล้ ง
ทา้ ยดว้ ยเสียงสูง เช่น Really?
สรุป
การสื่อสารในชีวติ ประจาํ วนั น้นั การออกเสียงถือเป็นกุญแจในการใหผ้ ฟู้ ังเขา้ ใจความหมายท่ีเราจะส่ือ เป็นทกั ษะ
ท่ีจาํ เป็นตอ้ งใชแ้ ละเป็นทกั ษะที่จาํ เป็นอยา่ งมากต่อการอธิบายความหมายที่เราจะสื่อถึงผอู้ นื่ ด้งั น้นั ผทู้ ่ีตอ้ งการออกเสียงให้
ถกู ตอ้ งควรหมน่ั ออกเสียงและพยายามอยา่ งจริงจงั
คณุ คา่ ของการออกเสียงถือเป็นเร่ืองสาํ คญั ท่ีเด็กๆควรพยายามเป็นอยา่ งมากเพ่ือใหร้ ะดบั ของตนอยใู่ นระดบั ท่ี
สามารถสื่อสารไดอ้ ยา่ งเขา้ ใจ
บรรณานุกรม
Airkheak. (ม.ป.ป.) “20วิธีการฝึ กพูดภาษาอังกฤษ” สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2564
จาก 20 วิธี ฝึ กพูดภาษาอังกฤษ ให้เก่งขนึ้ เค้าทํากันยงั ไง | แอร์แขก (airkhaek.com)
Enec090. (2562) “ข้นั ตอนการออกเสียง” สืบค้นเม่ือ 25 ตลุ าคม 2564
จาก การออกเสียงภาษาองั กฤษ การลงเสียงเน้นหนกั ในคาํ ระดบั เสียงสูงต่ําในประโยคอย่างถกู ต้อง
(enec092.blogspot.com)
kpglearn. (ม.ป.ป.) “การออกเสียงคืออะไร” สืบค้นเม่ือ 25 ตลุ าคม 2564
จาก Pronunciation หรือ การออกเสียงคาํ ศัพท์ในภาษาองั กฤษ (kpglearn.com)
วารสาร
การพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษ
DEVELOPMENT ENGLISH
SKILLS JOUR
NAL
DEVELOPMENT ENGLISH
SKILLS JOURNAL
สมาคมพั ฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษ ถนน
เฉลิมพระเกียรติ 42 แขวงหนองบอน เขตประเวศ
กรุงเทพมหานคร 10250 โทรศัพท์ 02 365889
โทรสาร 02 319086 E-MALL:
[email protected]