หนว่ ย ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสาคญั ๔๗
ที่ ตวั ช้วี ัด เวลา น้าหนกั
(ชว่ั โมง) คะแนน
วรรณคดี ท ๑.๑ ป. ๒/๑, ป. ๒/๒, การอ่านและการฟงั วรรณคดีและ ๓๒ ๑๔
และวรรณกรรม ป. ๒/๓, ป. ๒/๔, วรรณกรรมรอ้ ยแก้วและร้อยกรอง ๑๙๘ ๘๐
๒ ๒๐
๒๒ ดอกสร้อย ป. ๒/๕, ป. ๒/๖, สาหรบั เด็กทาให้ไดข้ ้อคิดทน่ี ามา ๒๐๐ ๑๐๐
แสนงาม ป. ๒/๗, ป. ๒/๘ ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวัน
นิทานอา่ นใหม่ ท ๕.๑ ป. ๒/๑, ป. ๒/๒
รน่ื รสสักวา
ไก่แจ้แซเ่ สยี ง
ภาพวาด
ของสเี ทียน
ยาย กะ ตา
รวมระหวา่ งปี
ปลายปี
รวมตลอดปี
๔๘
ท ๑๓๑๐๑ ภาษาไทย ๓ โครงสร้างรายวชิ าพ้ืนฐาน
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๓
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
เวลา ๒๐๐ ช่วั โมง
หนว่ ย ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก
ท่ี ตวั ชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
สระใช้ประสมกับพยญั ชนะ และ
หลักภาษาไทย ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ วรรณยกุ ต์ ให้เปน็ คาทม่ี คี วามหมาย ๘๓
ท ๒.๑ ป. ๓/๑ เพื่อใช้ส่อื สารในชีวติ ประจาวัน ๗๒
๑ สระไทย ท ๔.๑ ป. ๓/๑ คาทีไ่ มม่ ีตวั สะกดทุกคา จัดเป็นคา ๘๓
ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ ในมาตรา ก กา
ใชป้ ระสมคา ท ๒.๑ ป. ๓/๑ ๘๓
ท ๔.๑ ป. ๓/๑ คาในมาตรา กง กม เกย และเกอว
๒ มาตรา ก กา ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ มตี ัวสะกดตรงตามเสียงเพยี งตวั เดยี ว ๘๓
ท ๒.๑ ป. ๓/๑
ไม่มีตัวสะกด ท ๔.๑ ป. ๓/๑ คาในมาตรา กก กด กน และกบ ๗๒
เป็นคาทีม่ ีตวั สะกดหลายตวั
๓ มาตรา กง กม ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ ซ่ึงออกเสียงเหมือนกนั
เกย เกอว ท ๒.๑ ป. ๓/๑
ตัวสะกด ท ๔.๑ ป. ๓/๑ วรรณยกุ ตเ์ ป็นระดับสงู ตา่ ของเสยี ง
กาหนดเสยี ง ท่ีปรากฏในพยางคห์ รือคา
ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ วรรณยุกตม์ ี ๔ รปู ๕ เสียง
๔ มาตรา กก กด ท ๒.๑ ป. ๓/๑ เมอื่ นาวรรณยุกต์เขยี นบนพยัญชนะต้น
กน กบ ท ๔.๑ ป. ๓/๑ ของคา จะทาให้เสียงและความหมาย
ตัวสะกด ของคาเปลย่ี นไป
หลายตัว ท ๑.๑ ป. ๓/๒,ป. ๓/๒ พยัญชนะควบกล้า จะควบกับ ร ล หรอื
ท ๒.๑ ป. ๓/๑ ว บางคาออกสียงพยัญชนะต้นท้ัง ๒ ตัว
๕ วรรณยุกต์ ท ๔.๑ ป. ๓/๑ พร้อมกัน บางคาออกเสยี งเฉพาะ
สนุกกบั พยัญชนะตน้ ตวั แรก และบางคา
การผนั อักษร ออกเสียง ทร เปน็ เสียง ซ
๖ ควบกล้า
คาที่มี ร ล ว
๔๙
หนว่ ย ช่อื หน่วย มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ที่ ตัวชว้ี ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
๗ อกั ษรนา ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ คาทมี่ ีอกั ษรนาจะมีพยญั ชนะตน้ ๒ ตัว ๘ ๓
ท ๒.๑ ป. ๓/๑
ทาเสียงต่างไป ท ๔.๑ ป. ๓/๑ ประสมสระเดยี วกนั พยญั ชนะตน้
ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ ท้ัง ๒ ตวั พรอ้ มกนั บางคาออกเสยี ง
ท ๒.๑ ป. ๓/๑
ท ๔.๑ ป. ๓/๑ เฉพาะพยัญชนะตน้ ตัวแรก จะเปน็ อักษร
ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ สงู หรอื อกั ษรกลาง สว่ นพยัญชนะต้น
ท ๒.๑ ป. ๓/๑
ท ๔.๑ ป. ๓/๑ ตวั ที่ ๒ ต้องเป็นอักษรต่าเดี่ยวเท่านั้น
ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ บางคาออกเสียงพยางคเ์ ดียว
ท ๒.๑ ป. ๓/๑
ท ๔.๑ ป. ๓/๑ บางคาออกเสยี งสองพยางค์
๘ คาที่ ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ คาท่ีออกเสียง อะ บางคามรี ูป –ะ ๘๓
ประวสิ รรชนยี ์ ท ๒.๑ ป. ๓/๑
และคาท่ี ท ๔.๑ ป. ๓/๑ และออกเสียง อะ เต็มเสยี ง
ไม่ประสรรชนีย์
บางคาไม่มรี ูป –ะ และออกเสียงอะ
๙ คาทใ่ี ช้
บัน บรร รร กึ่งเสยี ง
๑๐ คาทีม่ ี คาที่ใช้ รร ไมม่ ีตวั สะกด จะออกเสียง ๗ ๒
ตวั การันต์
สระเปน็ เสยี ง อะ และเสยี งตวั สะกด
๑๑ คาที่พยัญชนะ
และสระ เปน็ เสยี งในมาตรา กน สว่ นคาทีใ่ ช้ รร
ไมอ่ อกเสียง
มตี ัวสะกด จะออกเสยี งสระเป็นเสียง อะ
และเสียงตวั สะกดตามมาตราตัวสะกด
ของคานั้น สว่ นคาท่ีใช้ บัน บรร
เปน็ การเขียนเฉพาะของแตล่ ะคา
ตวั อักษรที่มไี มท้ ัณฑฆาต ( -์ ) ๘๓
เขยี นอยูข่ ้างบนตวั อักษร
ทาให้ตวั อักษรนัน้ ไม่ออกเสียง เรียกว่า
ตัวการันต์ ตัวการนั ต์อาจอยู่กลางคา
หรอื ทา้ ยคา
การอา่ นและเขยี นคาท่ีมีพยญั ชนะ ๗๒
และสระไม่ออกเสียง ต้องสงั เกต
และจดจาตัวอักษรเหล่านั้น เพอื่ ให้อา่ น
และเขียนคาได้ถูกต้อง
๕๐
หนว่ ย ชือ่ หน่วย มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ที่ ตวั ช้วี ดั (ชวั่ โมง) คะแนน
ตัวอกั ษรบางตัวในภาษาไทยสามารถ
๑๒ คาท่ใี ช้ ฑ ฤ ฤา ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ ออกเสยี งได้หลายแบบ ต้องสังเกตจาก ๗๒
การประสมคา ๗๒
ท ๒.๑ ป. ๓/๑ คาพ้องรปู จะเขียนเหมือนกัน แต่อา่ น
ออกเสยี ง และมคี วามหมายต่างกนั ๗๒
ท ๔.๑ ป. ๓/๑ ส่วนคาพอ้ งเสยี งเป็นคาทอ่ี า่ นออกเสียง ๗๒
เหมอื นกัน แตก่ ารเขยี นและความหมาย
๑๓ คาพ้อง ท ๑.๑ ป. ๓/๒, ป. ๓/๒ ตา่ งกัน ๗๒
ประโยคประกอบดว้ ยคาหลายชนิด ๗๒
ท ๒.๑ ป. ๓/๑ ซึง่ ทาหน้าที่ในประโยคแตกต่างกนั
พจนานุกรมเป็นหนังสือท่ีใช้สาหรับ ๗๒
ท ๔.๑ ป. ๓/๑ ค้นหาคาในภาษาไทย เพ่ือตรวจสอบ
การเขียนสะกดคา การอา่ นคา
๑๔ ชนดิ ของคา... ท ๔.๑ ป. ๓/๒ ความหมาย และชนิดของคา
ประโยคเกิดจากการนาคามาเรียงกนั
ทาหลายหน้าที่ เพ่ือบอกเล่า ปฏิเสธ ถาม สง่ ขอร้อง
ซ่งึ เปน็ การสื่อสารในชีวิตประจาวนั
๑๕ การใช้ ท ๔.๑ ป. ๓/๓ คาคลอ้ งจองทาให้ถ้อยคาไพเราะ
มีเสียงของคาเช่ือมโยงกัน ซ่ึงเป็น
พจนานกุ รม เอกลักษณ์ของภาษาไทย
คาขวัญ เป็นข้อความสน้ั ๆ ท่ีมีเสียง
๑๖ การแต่ง ท ๔.๑ ป. ๓/๔ คลอ้ งจองกนั ใหค้ ตสิ อนใจหรือให้ทา
สงิ่ ดีงาม
ประโยค ภาษาไทยมาตรฐานเป็นภาษาที่ใช้
สอื่ สารกันทวั่ ประเทศ ส่วนภาษาถ่ิน
เพอ่ื การสื่อสาร เปน็ ภาษาทีก่ ลุ่มคนในแตล่ ะท้องถน่ิ
ใช้สนทนากนั ควรเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสม
๑๗ คาคล้องจอง ท ๔.๑ ป. ๓/๕ กับกาลเทศะ
และคาขวญั
๑๘ ภาษาไทย ท ๔.๑ ป. ๓/๔
มาตรฐานและ
ภาษาถิน่
๕๑
หน่วย ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรยี นร้/ู สาระสาคัญ เวลา น้าหนัก
ท่ี ตวั ชี้วัด (ช่ัวโมง) คะแนน
๑๙ การอ่าน ท ๑.๑ ป. ๓/๗, ป. ๓/๘, การอ่านเป็นเคร่ืองมือในการค้นควา้ ๘๓
ป. ๓/๙ และแสวงหาความรูเ้ รื่องต่าง ๆ ๑๕ ๗
๑๘ ๑๒
ทาใหไ้ ด้แนวคิดทเี่ ป็นประโยชนใ์ นการ
๒๒ ๑๕
ดาเนนิ ชวี ติ การฝกึ ฝนทักษะการอ่าน
อย่างสมา่ เสมอ ทาให้มีความรู้
เพอ่ื พัฒนาตนมากย่ิงข้นึ
๒๐ การเขยี น ท ๒.๑ ป. ๓/๑, ป. ๓/๒, การเขยี นเปน็ การส่อื สารอย่างหนึ่ง
ป. ๓/๓, ป. ๓/๔, เพ่ือใหผ้ ู้อื่นรับร้เู ร่อื งราวตามทีผ่ ูเ้ ขียน
ป.๓/๕, ป. ๓/๖ ต้องการในการเขียนจะต้องเขียนด้วย
ลายมอื บรรจงและสะอาดเรียบร้อย
๒๑ การฟัง การดู ท ๒.๑ ป. ๓/๑, ป. ๓/๒, การฟัง การดู และการพูด เป็นทกั ษะ
และการพดู ป. ๓/๓, ป. ๓/๔, พืน้ ฐานทีส่ าคญั อันจะนาไปสู่การอา่ น
ป.๓/๕, ป. ๓/๖ และการเขยี นนกั เรียนควรมีมารยาท
ในการฟังและการดเู พ่อื ให้สามารถ
จบั ใจความ นาไปใช้ประโยชน์ใน
ชวี ิตประจาวัน และสามารถพูดสื่อสาร
กับผ้อู น่ื ได้อย่างถกู ตอ้ ง และมีมารยาท
ตามความเปน็ ไทย
วรรณคดี ท ๑.๑ ป. ๓/๑, ป. ๓/๒, การอา่ นและการฟงั วรรณคดีและ
และวรรณกรรม ป. ๓/๓, ป. ๓/๔, วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ และร้อยกรอง
๒๒ กระต่าย ป. ๓/๕, ป. ๓/๖, สาหรับเดก็ ทาให้ได้ข้อคิดท่ีนามา
ไมต่ ่นื ตมู ป. ๓/๗, ป. ๓/๘ ประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวัน
แม่ไก่ ท ๕.๑ ป. ๓/๑, ป. ๓/๒
อยู่ในตะกรา้
เดก็ เอ๋ย
เด็กน้อย
ลูกแกะ
ของซาฟยี ะห์
หน่วย ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสาคญั ๕๒
ท่ี ตัวช้ีวดั เวลา นา้ หนัก
(ชวั่ โมง) คะแนน
กาเหวา่ รวมระหวา่ งปี
ปลายปี ๑๙๘ ๘๐
ทกี่ ลางกรุง ๒ ๒๐
รวมตลอดปี ๒๐๐ ๑๐๐
ธนูดอกไม้
กบั เจา้ ชายนอ้ ย
๕๓
ท ๑๔๑๐๑ ภาษาไทย ๔ โครงสรา้ งรายวิชาพน้ื ฐาน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
เวลา ๑๖๐ ชั่วโมง
หนว่ ย ช่ือหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
ท่ี ตวั ชี้วัด (ชว่ั โมง) คะแนน
คาที่ไม่มตี ัวสะกดทุกคา จดั เป็นคา
หลกั ภาษาไทย ท ๔.๑ ป.๔/๑ ในมาตรา ก กา ๔๒
๑ มาตรา ก กา
ไม่มีตัวสะกด
๒ มาตราตวั สะกด ท ๔.๑ ป.๔/๑ ตัวสะกดเปน็ ส่วนประกอบหน่ึงของคา ๔ ๒
เสยี งตวั สะกดมี ๘ มาตรา บางมาตรา ๔ ๒
๘ มาตรา มพี ยัญชนะทเี่ ปน็ ตวั สะกดตวั เดียว ๔ ๒
บางมาตรามีพยญั ชนะท่ีเป็นตัวสะกด
๓ ไตรยางศ์ ท ๔.๑ ป.๔/๑ หลายตัว ๔ ๒
สรา้ งคา พยญั ชนะไทย ๔๔ ตวั แบง่ ตาม ระดบั
เสยี งของพยญั ชนะเป็นอักษรสูง อกั ษร
๔ คาเปน็ คาตาย ท ๔.๑ ป.๔/๑ กลาง และอักษรตา่ ซงึ่ เปน็ หลกั เกณฑ์
ดูง่ายไมย่ าก หนงึ่ ทใี่ ชใ้ นการผันอกั ษร
คาทไี่ ม่มีตวั สะกดและประสมสระ
๕ วรรณยุกต์ ท ๔.๑ ป.๔/๑ เสียงสัน้ กบั คาท่ีมีตัวสะกดอยูใ่ นมาตรา
สิ่งสาคัญ กก กด กบ ทกุ คาเรียกวา่ คาเป็น
ผนั อกั ษร สว่ นคาทีไ่ ม่มตี วั สะกดและประสม
สระเสยี งยาว รวมทั้งคาที่ประสมสระ -ำ
ใ- ไ- เ-า กับคาท่ีมีตวั สะกด
อยูใ่ นมาตรา กง กม เกย เกอว กน
ทุกคาเรียกว่า คาตาย จะทาใหค้ าเดิม
มเี สยี งและความหมายก็เปลยี่ นไป
วรรณยกุ ตม์ ที งั้ เสียงและรปู คาทกุ คามี
เสยี งวรรณยุกตแ์ ม้จะไม่มีรูปวรรณยกุ ต์
ปรากฏ การผนั คาตามเสียงวรรณยกุ ต์
จะทาให้คาเดมิ มีเสยี งเปล่ยี นไป และ
ความหมายกเ็ ปล่ียนไปด้วย
๕๔
หนว่ ย ชอื่ หน่วย มาตรฐานการเรยี นรู/้ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตวั ชวี้ ดั คาพ้องมีทง้ั คาท่ีเขียนเหมอื นกนั (ชัว่ โมง) คะแนน
๖ คาพ้อง ท ๔.๑ ป.๔/๑ ๔๒
ต้องพจิ ารณา และอ่านออกเสียงเหมือนกัน การฝกึ
อา่ นและเขยี นเปน็ ประจา จะทาให้
อา่ น เขียน และใช้คาตา่ ง ๆ สื่อสาร
ได้ถูกต้อง
๗ คานาม ท ๔.๑ ป.๔/๒ คาท่ีใช้เรียกชื่อคน พืช สตั ว์ สงิ่ ของ ๔๒
ใช้เรียกตามชอ่ื สถานทีแ่ ละสง่ิ ต่าง ๆ จัดเป็นคานาม
๘ คาแทนช่ือ ท ๔.๑ ป.๔/๒ คาที่ใชเ้ รยี กแทนคานามในการสนทนา ๔ ๒
นค้ี อื สรรพนาม จดั เป็นคาสรรพนาม ซ่งึ มที ้ังคาสรรพ
นาม สาหรบั ใช้แทนผู้พดู ผฟู้ ัง และผู้ที่
กล่าวถึงคาสรรพนามชว่ ยใหก้ ารส่อื สาร
กระชับ เพราะไมต่ ้องกล่าวคานามนนั้ ซา้
๙ คากริยา ท ๔.๑ ป.๔/๒ คาทแี่ สดงอาการหรือการกระทา ๔๒
สื่ออาการ
ของนามและสรรพนาม ซึ่งเป็นประธาน
ของประโยค เรียกวา่ คากริยา คากริยา
บางคามีใจความสมบูรณ์ในตัว ไมต่ ้องมี
กรรมมาต่อท้าย แตค่ ากรยิ าบางคาต้องมี
กรรมมาต่อท้ายจึงจะไดใ้ จความสมบูรณ์
๑๐ คาวิเศษณ์ ท ๔.๑ ป.๔/๒ คาทที่ าหน้าทีข่ ยายคากรยิ า ๔๒
ขยายคา
จาให้แมน่ ใหม้ ีความหมายชดั เจนขน้ึ เรียกวา่
คาวิเศษณ์ คาวิเศษณ์มักจะอยหู่ ลัง
คากริยาท่ีขยาย ถ้าเป็นคากริยาสกรรม
คาวเิ ศษณ์ จะอย่หู ลงั คานามท่ีทาหนา้ ที่
เป็นกรรมของคากรยิ านั้น
๑๑ พจนานุกรม ท ๔.๑ ป.๔/๓ พจนานกุ รมใชอ้ ้างอิงการเขยี นสะกดคา ๔ ๒
การอา่ นคา ความหมายของคา รวมทงั้
ชนิดและทมี่ าของคา
๑๒ ฝึกเขยี น ท ๔.๑ ป.๔/๔ ประโยคเกิดจากการนาคาหรือกล่มุ คา ๔ ๒
ด้วยประโยค มาเรียบเรยี งใหไ้ ดใ้ จความเพ่ือใชส้ ื่อสาร
๕๕
หนว่ ย ช่ือหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวชว้ี ัด กลอนสีเ่ ปน็ บทร้อยกรองท่ีมี ๔ วรรค (ชั่วโมง) คะแนน
๑๓ กลอนสี่ ท ๔.๑ ป.๔/๕ ๔๒
วรรคละสี่คา วรรคละ ๔ คา บทรอ้ ยกรองจะมสี มั ผสั
ระหวา่ งวรรคและระหว่างบท ทาใหเ้ กดิ
ความไพเราะ
๑๔ คาขวญั เตือนใจ ท ๔.๑ ป.๔/๕ คาขวัญเปน็ ถ้อยคาท่มี เี สียงคล้องจอง ๔ ๒
ทาใหไ้ พเราะ และมีความหมายกินใจ
สามารถจดจาไดง้ ่าย
๑๕ คาพังเพย ท ๔.๑ ป.๔/๖ คาพงั เพยและสภุ าษิตเป็นสานวน ๔๒
และสภุ าษิตให้ ท่ใี ห้ข้อคิด คติสอนใจ ในการดาเนินชีวติ
ขอ้ คิดสอนใจ ถอ้ ยคามลี ักษณะกระชบั กินใจ ไพเราะ
๑๖ ภาษาถนิ่ ท ๔.๑ ป.๔/๗ ภาษาถ่นิ เป็นภาษาทใี่ ชส้ อ่ื สารเฉพาะ ๔ ๒
บอกความ ท้องถิ่นคาท่ีมีความหมายอย่างเดียวกนั ๙ ๕
อาจใช้คาแตกต่างกนั ในแตล่ ะถิ่น
เป็นไทย การเขา้ ใจความหมายของภาษาถน่ิ
ทาใหก้ ารส่ือสารกบั คนในท้องถิ่น
๑๗ อา่ นได้คลอ่ ง ท ๑.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ดขี น้ึ
ต้องรวู้ ิธี ป.๔/๔, ป.๔/๘
การอา่ นบทรอ้ ยแก้วได้ถูกต้องชดั เจน
ท ๓.๑ ป.๔/๑ จะทาให้การอ่านมีประสิทธภิ าพ ผู้อา่ น
สามารถจบั ใจความได้ถกู ต้อง การอ่าน
ออกเสยี งบทร้อยกรองต้องแบ่งจงั หวะ
ให้ถูกต้อง การอา่ นต้องมเี สียงสูงตา่
หนักเบา เอ้ือนเสียงเพอ่ื ความไพเราะ
การแยกขอ้ เท็จจริง และข้อคิดเหน็ ได้
อยา่ งถูกต้อง จะช่วยให้เป็นคนมเี หตุผล
ไม่หลงเชอ่ื ส่งิ ตา่ ง ๆ ไดง้ ่าย การมี
มารยาทในการอา่ น ชว่ ยใหเ้ ป็นผอู้ ่านท่ีดี
และการอา่ นมีประสทิ ธิภาพ การมี
มารยาทในการอ่าน ชว่ ยใหเ้ ป็นผูอ้ า่ นท่ดี ี
และการอา่ นมีประสทิ ธิภาพ
๕๖
หนว่ ย ชือ่ หน่วย มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ที่ ตวั ช้วี ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
๑๘ เขียนชานาญ ท ๒.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒, การคัดลายมือได้ถูกตอ้ งตามหลักการ ๒๕ ๑๓
ป.๔/๓, ป.๔/๔,
งานสร้างสรรค์ ป.๔/๕, ป.๔/๖, เขยี นตวั อกั ษรไทยและสวยงาม ชว่ ยให้
ป.๔/๗, ป.๔/๘
อ่านง่าย การเขยี นส่อื สารต้องใชค้ า
ให้ถกู ต้องเหมาะสม สอ่ื ความหมายได้
ชดั เจน การเขียนแผนภาพโครงเรื่องและ
แผนภาพความคิด เปน็ การจัดขอ้ มลู
อย่างมรี ะบบ ทาใหเ้ ขา้ ใจเร่ืองราวได้ดี
ย่ิงขนึ้ การเขยี นย่อความเป็นการสรปุ
ใจความสาคญั จากเรือ่ งท่ีอา่ น จะทาให้
เขา้ ใจเนอ้ื เรอื่ งชดั เจน การเขียนจด
หมายถึงเพอื่ น บิดา มารดา ควรใชภ้ าษา
ใหถ้ กู ต้องเหมาะสม การเขียนบนั ทึกจาก
การศกึ ษาคน้ ควา้ ช่วยให้มคี วามรแู้ ละ
ประสบการณ์ในการเขียน การเขยี น
รายงานเปน็ การนาเสนอข้อมูลจาก
การศึกษาคน้ ควา้ การเขียนได้ถูกต้อง
ครบถว้ น จะทาให้รายงานมีความ
น่าเช่อื ถอื ผู้อา่ นเขา้ ใจได้ง่าย การเขยี น
เรอ่ื งตามจนิ ตนาการเป็นการฝกึ ความคิด
รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ และจนิ ตนาการ การมี
มารยาทในการเขยี น จะชว่ ยให้การ
ถ่ายทอดความรู้ และความคดิ ของ
ผู้เขยี นไปสู่ผ้อู า่ นอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
๕๗
หนว่ ย ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ที่ ตัวช้ีวัด (ชว่ั โมง) คะแนน
๑๙ ฟงั ดู รูส้ นทนา ท ๓.๑ ป.๔/๒, ป.๔/๓, การพดู สรุปความจากการฟังและดู ๑๖ ๘
ภาษาสอื่ สาร ป.๔/๔, ป.๔/๕, เป็นการพูดใจความสาคัญของเร่อื ง
ป.๔/๖ ซง่ึ ผูพ้ ูดต้องฟังและดูเรือ่ งนั้นอยา่ งต้งั ใจ
และมวี จิ ารณญาณจงึ จะทาให้พูด
สรุปความไดด้ ี การพูดแสดงความรู้
ความคิดเหน็ และความรสู้ ึกเกยี่ วกบั
เรอ่ื งที่ฟงั และดู ตอ้ งพดู อยา่ งมีเหตุผล
สุภาพและมีมารยาท จงึ จะเกิดประโยชน์
ต่อผูพ้ ูดและผฟู้ ัง การตงั้ คาถาม
และตอบคาถามเชงิ เหตผุ ลจากเรอ่ื งทฟี่ ัง
และดู ทาให้วเิ คราะหค์ วามนา่ เชอ่ื ถอื
และสรปุ ใจความสาคัญของเรื่องได้
การพูดรายงานเป็นการนาเสนอข้อมูล
ที่ได้จากการศึกษาค้นควา้ อย่างถูกต้อง
ให้ผฟู้ งั เขา้ ใจ ผพู้ ูดรายงานตอ้ งมที กั ษะ
ในการพูด การพูดรายงานนน้ั จึงจะ
สัมฤทธ์ิผล และได้รับประโยชนอ์ ยา่ ง
เต็มที่ การมีมารยาทในการฟัง การดู
และการพูด ทาให้ไดร้ ับความรูท้ ด่ี ี
มปี ระโยชนใ์ นการดาเนินชวี ติ ประจาวนั
หนว่ ย ช่อื หน่วย มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสาคญั ๕๘
ที่ ตัวชว้ี ดั เวลา น้าหนกั
(ช่วั โมง) คะแนน
วรรณคดี ท ๑.๑ ป. ๔/๑, ป. ๔/๒, การอ่านและการฟงั วรรณคดีและ ๔๔ ๒๒
และวรรณกรรม ป. ๔/๓, ป. ๔/๔, วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ และร้อยกรอง ๑๕๘ ๘๐
๒ ๒๐
๒๐ การผจญภยั ป. ๔/๕, ป. ๔/๖, สาหรับเด็กทาให้ไดข้ ้อคดิ ท่ีนามา ๑๖๐ ๑๐๐
ของสดุ สาคร ป. ๔/๗, ป. ๔/๘ ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
นา้ ผง้ึ หยดเดยี ว ท ๕.๑ ป. ๔/๑, ป. ๔/๒
ระบานายฟ้า
เร่อื งเลา่
จากพัทลงุ
ดวงจันทร์
ของลาเจียก
หอ้ งสมดุ ป่า
เทยี่ วเมือง
พระร่วง
รวมระหว่างปี
ปลายปี
รวมตลอดปี
๕๙
ท ๑๕๑๐๑ ภาษาไทย ๕ โครงสร้างรายวิชาพ้นื ฐาน
ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๕
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
เวลา ๑๖๐ ช่วั โมง
หน่วย ชอื่ หน่วย มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวชวี้ ดั (ช่วั โมง) คะแนน
หลักภาษาไทย
๑ บพุ บท ท ๔.๑ ป. ๕/๑ คาบพุ บทอยหู่ นา้ คานามหรือคาสรรพนาม ๔ ๒
ในประโยคเพือ่ บอกเวลา บอกตาแหน่ง
นาหน้าคา ท ๔.๑ ป. ๕/๑ ทตี่ ั้ง สถานท่ี บอกความเป็นเจ้าของ ๔ ๒
ท ๔.๑ ป. ๕/๑ บอกความเกยี่ วข้อง บอกผ้รู บั ผล ๔ ๒
ส่อื สัมพนั ธ์ ท ๔.๑ ป. ๕/๒ บอกความม่งุ หมาย บอกสาเหตุ ๔ ๒
ทาให้ประโยคส่ือสารนนั้
๒ คาเชือ่ ม มีใจความสมบูรณย์ ิ่งขึ้น
ประสาน คาสันธานใชเ้ ชื่อมคา กลุ่มคา หรอื
ความหมาย ประโยคเขา้ ดว้ ยกัน เพื่อให้แสดง
ความหมายคล้อยตามกัน แตกต่างกนั
๓ คาอุทานส่ือสาร ให้เลอื กอยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง หรอื เปน็ เหตุ
อารมณ์ เป็นผลกนั ตามจุดประสงค์ของผ้สู ่งสาร
คาอุทานเปน็ เสยี งทีเ่ ปล่งออกมาแตกต่าง
๔ ฝกึ เรียน จากเสียงของคาท่วั ๆ ไป
เขียนประโยค ทาให้ทราบอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด
ไดช้ ัดเจนย่งิ ขึ้น โดยไมเ่ นน้ ความหมาย
ของคา
การสื่อสารในชวี ติ ประจาวนั ต้องใช้
ประโยคเพื่อสือ่ ความหมาย ดังนั้น
การรจู้ ักจาแนกและเรียบเรยี งประโยค
ให้ถูกตอ้ ง มสี ว่ นประกอบของประโยค
ครบถ้วนสมบูรณ์จะทาให้การสอ่ื สาร
มปี ระสิทธภิ าพ
๖๐
หน่วย ช่อื หน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ท่ี ตวั ชว้ี ัด (ช่วั โมง) คะแนน
๕ ภาษาถ่ิน ท ๔.๑ ป. ๕/๓ ภาษาไทยในแตล่ ะทอ้ งถิน่ มีการใช้ ๕๓
บอกความ ถ้อยคา สานวน ทแ่ี ตกตา่ งกัน
เปน็ ไทย การรู้และเข้าใจความหมายของคา
จะทาให้การส่อื สารดยี ง่ิ ขึน้
๖ คาราชาศัพท์ ท ๔.๑ ป. ๕/๔ คาราชาศพั ท์เป็นคาในภาษาไทย ๕๓
ใชใ้ ห้ถกู
ทต่ี อ้ งเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล
ระดับตา่ ง ๆ
๗ คาในภาษาไทย ท ๔.๑ ป. ๕/๕ ภาษาไทยมกี ารนาคาจากภาษา ๕๓
ท่นี ามาใชจ้ าก
ภาษาตา่ งประเทศ ต่างประเทศมาใช้เปน็ จานวนมาก
เราควรทราบท่มี าของคา
เรยี นรูก้ ารอ่าน การเขยี น และการใช้คา
เหลา่ น้ันให้ถกู ต้อง
๘ กาพยย์ านีลานา ท ๔.๑ ป. ๕/๖ กาพยย์ านี ๑๑ นิยมใชใ้ นการแตง่ พรรณนา ๕ ๓
สบิ เอด็ คาจาง่าย
เร่อื งต่าง ๆ ลักษณะของคาประพันธ์
ทาให้บทร้อยกรองมีความไพเราะ
งดงาม สละสลวย ผ้อู า่ นจดจาได้ง่าย
และเกิดจนิ ตนาการตามเน้อื เรื่อง
เปน็ อย่างดี
๙ สานวน คาพงั เพย ท ๔.๑ ป. ๕/๗ การใชส้ านวนได้ถูกต้อง ทาให้ ๕๓
สุภาษติ ให้ข้อคดิ
สอนใจ ส่อื ความหมายชดั เจน ไดเ้ รยี นรู้
ความงดงามของภาษาไทย
และเป็นการอนรุ ักษ์ภาษาไทย
๖๑
หนว่ ย ช่อื หน่วย มาตรฐานการเรยี นร้/ู สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
๑๐ อ่านได้คลอ่ ง ท ๑.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ๑. การอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ ๒๕ ๑๒
ตอ้ งรู้วิธี ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, ได้ถูกต้องตามอักขรวธิ ี โวหาร
ป. ๕/๕, ป. ๕/๖, และประเภทของงานเขยี น จะทาให้เกิด
ป. ๕/๗, ป. ๕/๘ ความไพเราะ การอ่านมปี ระสิทธิภาพ
ผู้ฟงั สามารถเขา้ ใจได้ชดั เจน
๒. การอ่านออกเสียงบทร้อยกรอง
เป็นทานองเสนาะได้ถูกต้องตาม
อกั ขรวธิ แี ละฉันทลกั ษณ์ของ
บทรอ้ ยกรองนั้น ๆ รู้จักทอดจังหวะ
เอ้ือนเสยี งแสดงอารมณ์ตามเน้ือหา
จะทาให้ผู้ฟัง เขา้ ใจเร่ืองได้ชดั เจน และ
บทร้อยกรองนน้ั มีความไพเราะย่งิ ขน้ึ
๓. การอ่านจบั ใจความโดยสามารถแยก
ขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ คิดเหน็ และสรุปความ
จากการอา่ น ทาให้เรามีเหตุผล
ไม่หลงเชื่อสงิ่ ต่าง ๆ ไดง้ า่ ย ซึ่งก่อให้เกิด
ประโยชน์ ร้จู กั เลอื กพิจารณานาความรู้
ทไ่ี ด้จากการอา่ นไปใชใ้ นการดาเนินชีวติ
๔. การอา่ นงานเขยี นเชิงอธบิ ายคาสั่ง
ข้อแนะนา ใหเ้ ข้าใจชดั เจนเสียก่อน
จะทาใหป้ ฏบิ ตั ิตามได้ถูกต้อง ทางาน
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและปลอดภัย
ในการใช้งาน
๕. การเลอื กอ่านหนังสือให้เหมาะสมกบั
ความตอ้ งการและวัยทาให้ได้รับคุณคา่
สามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้อย่าง
แทจ้ ริง
๖. การมมี ารยาทในการอ่าน ทาให้
เป็นที่นา่ ช่ืนชมต่อผูพ้ บเห็น
๖๒
หนว่ ย ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรยี นรู/้ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวช้ีวัด (ชวั่ โมง) คะแนน
๑๑ เขยี นชานาญ ท ๒.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ๑. การคดั ลายมือเป็นการฝกึ เขียนตัว ๓๕ ๑๗
งานสรา้ งสรรค์ ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, อักษรไทยใหส้ วยงามและถกู ต้อง
ป. ๕/๕, ป. ๕/๖, ๒. การเขียนส่ือสารควรเลอื กใช้ถอ้ ยคา
ป. ๕/๗, ป. ๕/๘, สานวนให้ถูกต้องเหมาะสมกบั งานเขียน
ป. ๕/๙ ประเภทน้นั ๆ จึงจะสื่อความหมาย
ไดช้ ดั เจนตรงตามวตั ถุประสงค์
๓. แผนภาพโครงเรือ่ งใช้ในการวางโครง
เรือ่ งท่ีมีการดาเนนิ เรื่องเป็นไปตามลาดบั
เหตกุ ารณ์ ส่วนแผนภาพความคิดใชใ้ น
การวางโครงเร่ืองที่มีความคิดรวบยอด
เป็นสาคญั
การนาแผนภาพโครงเร่ืองและ
แผนภาพความคิดมาใชใ้ นงานเขยี น
ทาใหง้ านเขยี นมคี ุณภาพ และ
ไดค้ วามครบถว้ นสมบูรณ์
๔. ยอ่ ความเป็นการนาใจความสาคญั
ของแตล่ ะตอนจากเรื่องท่ีอา่ นมา
เรยี บเรียงใหมเ่ พื่อใหเ้ ข้าใจเร่ืองท่ี
ต้องการสอ่ื สารได้ง่ายยง่ิ ข้ึน
๕. การเขยี นจดหมายถงึ ผปู้ กครอง
และญาติ ต้องใชภ้ าษาที่สภุ าพ แสดงถึง
ความเคารพใหเ้ หมาะสมกับบุคคล
๖. การเขียนแสดงความรสู้ ึกและ
ความคิดเห็น เป็นการนาเสนอ
ข้อเทจ็ จริง ท่ีได้จากการตรวจสอบ
โดยใช้เหตุผลประกอบ ซึ่งทาใหผ้ ู้อ่าน
ได้รับทราบข้อมลู และข้อคิดเห็นทีเ่ ปน็
ประโยชน์
๗. การกรอกแบบรายการต่าง ๆ
ไดถ้ ูกต้อง ใช้ภาษาที่กระชับ ชดั เจน
๖๓
หนว่ ย ชอื่ หน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวชวี้ ัด (ช่วั โมง) คะแนน
ทาใหส้ ่อื สารได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์
และสะดวกในการติดต่อทาธุระ
๘. การเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการไดด้ ี
ต้องหม่ันฝกึ การคิด การสังเกต
และมคี วามคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์
๙. การมมี ารยาทในการเขียน จะทาให้
ผ้อู ่านสามารถเขา้ ใจสารท่ีผ้เู ขียน
ถ่ายทอดได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ
๑๒ ฟัง ดู รู้สนทนา... ท ๓.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ๑. การพดู แสดงความรู้ ความคดิ เห็น ๑๕ ๗
ภาษาสื่อสาร ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, และความรสู้ ึกจากเร่ืองที่ฟังและดู
ป. ๕/๕ ควรพิจารณาอยา่ งรอบคอบก่อนพูด
เพ่อื ไม่ให้เกดิ ความขดั แย้งกบั ผอู้ นื่
เพราะในเร่ืองเดยี วกนั แตล่ ะคนอาจมี
มมุ มองและความคิดเหน็ แตกต่างกันได้
๒. การตง้ั คาถามและตอบคาถาม
เชิงเหตผุ ลจากเรื่องที่ฟังและดู ทาให้
สามารถวเิ คราะหค์ วามน่าเชื่อถือของ
เร่อื ง และนาความรหู้ รอื ข้อคิดท่ไี ดร้ ับ
ไปใชเ้ ปน็ ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน
๓. การวเิ คราะหค์ วามนา่ เช่ือถือ
จากเร่ืองทฟ่ี งั และดูในชีวิตประจาวัน
ตอ้ งใช้เหตผุ ล มีข้อเท็จจริงและหลกั ฐาน
มาประกอบ
๔. การพดู รายงานตามหลักการ
ทีถ่ ูกต้อง จะทาให้การนาเสนอข้อมูล
มีความนา่ สนใจและผู้ฟงั ได้รับประโยชน์
๕. การมมี ารยาทในการฟัง การดู
และการพดู ทาให้การตดิ ต่อสื่อสาร
มปี ระสทิ ธิภาพ
๖๔
หน่วย ช่ือหน่วย มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั
ที่ ตัวชี้วัด (ชว่ั โมง) คะแนน
๑๓ วรรณคดี
และวรรณกรรม
บทละครนอก ท ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๕, บทละครนอก เร่ือง สงั ข์ทอง ๘๔
เรอื่ ง สงั ข์ทอง ตอน ป.๕/๘, ตอน กาเนดิ พระสังข์ แสดงให้เหน็ ถึง
กาเนิดพระสงั ข์ ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ความรกั ของแม่ท่มี ีต่อลูก ไม่ว่าลกู จะเกิด
ป.๕/๓, ป. ๕/๔ มาเป็นเชน่ ไร กย็ ่อมเปน็ ทร่ี ักด่งั ดวงใจ
ของแม่เสมอ นอกจากนนั้ ยงั แสดงถึง
ความกตญั ญกู ตเวทีของพระสังข์
ที่รูจ้ ักช่วยเหลอื แบ่งเบาภาระของแม่
เทา่ ทเี่ ด็กจะทาได้ ซงึ่ เปน็ ส่งิ ที่
ลูกทกุ คนควรประพฤตปิ ฏิบัติตาม
๑๔ ราชาธริ าช ตอน ท ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๕, เร่ือง ราชาธิราช ตอน กาเนิดมะกะโท ๖ ๓
กาเนดิ มะกะโท ป.๕/๗, ป.๕/๘ แสดงให้เหน็ ถึงคณุ ธรรมและ
ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, คุณลกั ษณะพเิ ศษของมะกะโท
ป.๕/๓ ซึง่ จะเปน็ ผูน้ าในภายหนา้ เช่น
ความกตญั ญคู วามจงรักภกั ดี
ความเมตตา ความมานะอตุ สาหะ
สติปัญญา ไหวพรบิ อันชาญฉลาด
มองเหน็ การณ์ไกล และรู้จักแกป้ ญั หา
เม่อื เกิดเหตยุ ุ่งยากต่าง ๆ นอกจาก
จะได้รับความเพลิดเพลินจากเน้อื เรอ่ื ง
แล้ว ยังไดร้ ับความร้เู กีย่ วกบั เรอื่ งราว
ในประวัติศาสตร์ วิถชี วี ติ ความเปน็ อยู่
ของคนไทยในอดตี รวมทั้งข้อคิดตา่ ง ๆ
ทน่ี าไปใช้ในชีวิตจริงไดเ้ ปน็ อย่างดี
สงิ่ เหล่านคี้ ือประโยชน์หลายประการ
ทไี่ ด้รับจากวรรณคดี
๖๕
หนว่ ย ชอื่ หน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก
ที่ ตวั ช้วี ัด (ช่วั โมง) คะแนน
๑๕ กระเชา้ สีดา ท ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๕, นิทานเรือ่ ง กระเชา้ สดี า มเี น้ือเร่ือง ๖๓
ป.๕/๗ สนุกสนาน ใช้ภาษาบรรยายได้
ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, สละสลวย ชัดเจน อ่านเขา้ ใจงา่ ย
ป.๕/๓ เหมาะสาหรับเด็ก แฝงแนวคิดในเรื่อง
ผลของการทาความดี คอื การเชอื่ ฟัง
ผ้ใู หญ่ ความมนี ้าใจ และความสุภาพ
อ่อนโยน ซ่งึ นกั เรียนควรนาไปประพฤติ
ปฏบิ ตั ิในชวี ิตประจาวนั
ใหส้ มา่ เสมอจนเป็นนสิ ัย
๑๖ บทประพันธ์ ท ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๕, บทประพนั ธร์ อ้ ยกรองสภุ าษติ มคี ุณค่า ๔ ๒
ร้อยกรองสภุ าษติ ป.๕/๗ ดา้ นวรรณศิลป์และให้คติสอนใจ
ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, เพอื่ ประพฤติในสิ่งที่ถูกตอ้ งดงี าม
ป.๕/๓, ป.๕/๔ ผู้นาไปปฏิบตั ยิ ่อมประสบความสุข
ความเจริญในการดาเนนิ ชีวติ
๑๗ โคลงโลกนติ ิ ท ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๕, คาสอนจากโคลงโลกนิติ พระนิพนธข์ อง ๖ ๓
ป.๕/๗ สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร
ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ที่กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ
ป.๕/๓, ป.๕/๔ ได้รวบรวมไวน้ น้ั ล้วนเป็นคาสอน
ทีเ่ หมาะสมจะนาไปใชเ้ ป็นหลักปฏบิ ตั ิ
ในการดาเนนิ ชีวิตปัจจบุ นั ได้อยา่ งดี
ทัง้ ใหข้ ้อคิดเตือนใจสาหรบั ตนเอง
หรือใชแ้ นะนาส่ังสอนผอู้ ่นื คาสอนใน
โคลงโลกนติ จิ งึ ทรงคุณคา่ เสมอสาหรบั
ผู้ที่ประพฤตปิ ฏบิ ัติตาม
๖๖
หน่วย ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั
ท่ี ตวั ชว้ี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
๑๘ นิทานคติธรรม ท ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๕, นิทานคตธิ รรม เรื่อง พญาช้างผู้เสยี สละ ๔ ๒
เรอ่ื ง พญาชา้ ง ป.๕/๗ ให้คตวิ า่ “ทาดีได้ดี ทาชวั่ ได้ช่ัว”
ผเู้ สียสละ ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ในสงั คมย่อมมีทง้ั คนดีและคนช่ัว
ป.๕/๓ เราจงึ ควรนาคณุ ธรรมของคนดมี า
เปน็ แบบอยา่ ง พร้อมท้ังใช้สติปญั ญา
พิจารณาให้รู้ทนั เลห่ เ์ หลยี่ มของคนช่ัว
เพื่อหลีกเลีย่ งการคบหาอนั อาจจะนาภัย
มาสตู่ นเอง
๑๙ เพลงพระราช ท ๑.๑ ป.๕/๒, ป.๕/๓, เพลงพระราชนพิ นธ์ในพระบาทสมเด็จ ๔ ๒
นิพนธใ์ นดวงใจ ป.๕/๕ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ย
พร้อมความหมาย ท ๓.๑ ป.๕/๓, ป.๕/๕ เดชมหาราช บรมนาถบพิตร มถี ึง
อนั ทรงคุณคา่ ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, 48 เพลง มที ้ังเพลงสะท้อนถงึ ความงาม
ป.๕/๓, ป.๕/๔ ของธรรมชาติ ความรักและชีวติ เพลง
มารช์ เพลงปลกุ ใจ เพลงประจาสถาบัน
ฯลฯ เพลงพระราชนิพนธ์ สว่ นใหญ่
พระองค์ท่านทรงแตง่ ทานอง เนอ่ื งดว้ ย
พระองคเ์ ป็นนักดนตรี ทรงเป่าแซก็
โซโฟน ทรัมเปต็ อีกทัง้ ยงั ทรงเลน่
เปียโน ในสว่ นของเนื้อเพลงเป็น
ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษน้นั ก็บุคคล
อ่ืนแต่ง หรือร่วมแตง่ กับพระองคท์ า่ น
๒๐ บทอาขยาน ท ๑.๑ ป.๕/๒, ป.๕/๓, การทอ่ งจาบทอาขยานสามารถนาไปใช้ ๔ ๒
ท ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, อ้างองิ และนาข้อคิดไปเปน็ แนวทางใน
การดาเนินชวี ติ
รวมระหวา่ งปี ๑๕๘ ๘๐
ปลายปี ๒ ๒๐
รวมตลอดปี ๑๖๐ ๑๐๐
๖๗
ท ๑๖๑๐๑ ภาษาไทย ๖ โครงสร้างรายวิชาพืน้ ฐาน
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๖
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
เวลา ๑๖๐ ชั่วโมง
หน่วย ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
ท่ี ตวั ชีว้ ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
คานามเป็นคาชนดิ หนึ่งท่ใี ช้เรียก คน
หลกั ภาษาไทย ท ๔.๑ ป. ๖/๑ พชื สตั ว์ สิง่ ของ และสถานท่ี คานาม ๔๒
ท ๔.๑ ป. ๖/๑ ทาหนา้ ท่เี ป็นได้ทั้งประธานและกรรม ๔๒
๑ คานาม ในประโยคใช้ส่ือสารในชวี ติ ประจาวนั
ท ๔.๑ ป. ๖/๑ คาสรรพนามเปน็ คาท่ีใชแ้ ทนคานาม ๔๒
ใชเ้ รียกตามชื่อ เพื่อไม่ต้องกลา่ วคานามนั้นซ้าอีก
ท ๔.๑ ป. ๖/๑ คาสรรพนามเป็นคาทตี่ ้องใช้สนทนา ๔๒
๒ คาแทนชอ่ื ท ๔.๑ ป. ๖/๑ ในชีวิตประจาวัน จึงต้องเลอื กใช้กับ ๔๒
นคี้ อื สรรพนาม บุคคลต่าง ๆ ให้ถูกต้องและเหมาะสม
คากรยิ าเป็นคาที่แสดงอาการหรอื
๓ คากรยิ า สภาพ หรือการกระทาของประธาน
สื่ออาการ ในประโยค ซึง่ เปน็ คานามหรือ
คาสรรพนาม ประโยคทุกประโยค
๔ ขยายคา...ควรจา จะตอ้ งมคี ากริยา
คาวิเศษณ์ คาวิเศษณ์เป็นคาทีใ่ ชข้ ยายหรือ
ประกอบคาอ่ืนคือคานาม คาสรรพนาม
๕ บพุ บท คากริยา หรอื คาวเิ ศษณด์ ้วยกนั เอง
จดจา นาหน้าคา เพอื่ ให้ได้ใจความชัดเจนยง่ิ ขึ้น
หรือข้อความ คาบุพบททาหนา้ ที่แสดงความสัมพันธ์
ระหวา่ งคาหรือกลมุ่ คา เพื่อบอกเวลา
ตาแหน่ง ทีต่ ั้ง สถานที่ ความเป็น
เจ้าของ ความเกีย่ วข้อง หรือความ
ประสงค์ จึงควรเลือกใชค้ าบุพบท
แตล่ ะชนดิ ใหถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสม
๖๘
หนว่ ย ช่ือหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวชีว้ ดั (ชัว่ โมง) คะแนน
คาสันธานใช้เชอ่ื มคา ประโยค หรอื
๖ คาสนั ธาน ท ๔.๑ ป. ๖/๑ ข้อความใหม้ ใี จความต่อเน่อื งกัน ๔๓
ประโยคที่มีคาสนั ธานจะสามารถแยก
สะพานเชอื่ มคา เป็นประโยคย่อยได้ คาสนั ธาน ทาให้ ๔๓
ประโยคหรือข้อความสละสลวยข้ึน ๖๓
และประโยค คาอุทานใชแ้ ทนอารมณ์ ความรู้สกึ ๔๒
ต่าง ๆ ของผู้พูด ทาใหผ้ ูฟ้ งั เข้าใจ ๔๒
๗ คาอทุ าน ท ๔.๑ ป. ๖/๑ สง่ิ ท่ีพดู ชดั เจนยง่ิ ข้ึน ๔๒
การเลือกใชภ้ าษาในการส่อื สารกบั
สือ่ สารอารมณ์ บุคคลต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ๔๒
เปน็ การอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษา
๘ ระดบั ภาษา ท ๔.๑ ป. ๖/๒ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนง่ึ ของชาติ
ราชาศพั ท์ การรูล้ ักษณะของคาและความหมาย
ภาษาถิ่น ของคาภาษาต่างประเทศท่ีใชใ้ นภาษา
ใช้ใหเ้ หมาะสม ทาใหอ้ ่าน เขยี น และเข้าใจข้อความ
ต่าง ๆ ได้ถูกต้องชัดเจนยงิ่ ขนึ้
๙ คาในภาษาไทย... ท ๔.๑ ป. ๖/๓ ประโยคใชส้ ่อื สารในชวี ิตประจาวนั
ท่ีนามาใช้จาก การใชป้ ระโยคได้ถูกตอ้ ง จะทาให้
ภาษาต่างประเทศ การสอ่ื สารมปี ระสทิ ธภิ าพ
การแตง่ บทร้อยกรอง ต้องคานึงถึง
๑๐ ประโยค ท ๔.๑ ป. ๖/๔ ลกั ษณะและข้อกาหนดของ
หรอื กลุม่ คา ท ๔.๑ ป. ๖/๕ บทร้อยกรองแต่ละประเภท
ตอ้ งสังเกต รูจ้ กั เลือกสรรถ้อยคาท่มี ีความหมาย
และเสยี งคล้องจองเหมาะสมมาใช้
๑๑ กลอนสุภาพ จึงจะทาใหบ้ ทร้อยกรองน้นั ไพเราะ
ซาบซงึ้ ใจ สละสลวย
คาพังเพยและสุภาษติ เปน็ สานวนไทย
๑๒ สานวนไทย ท ๔.๑ ป. ๖/๖ ทีม่ คี วามหมายในเชงิ เปรยี บเทยี บ
สอนใจใหค้ ิด และให้คตสิ อนใจ
๖๙
หนว่ ย ชือ่ หน่วย มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตวั ชี้วัด (ช่วั โมง) คะแนน
๑. การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว
๑๓ อ่านคล่อง ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ตอ้ งออกเสยี งใหถ้ ูกต้อง ชดั เจน ๒๕ ๑๒
ป.๖/๓, ป.๖/๔, ตามอักขรวธิ ี เวน้ วรรคตอนเหมาะสม
ต้องรู้วธิ ี ป.๖/๕, ป.๖/๖, ใชน้ ้าเสยี งน่าฟัง มีเสียงหนักเสยี งเบา
ป.๖/๗, ป.๖/๘, การอ่านน้ันจึงจะมปี ระสทิ ธิภาพ
ป.๖/๙ เกดิ ความนา่ สนใจ ผู้ฟังสามารถ
จบั ใจความได้ง่ายและถกู ต้อง
๒. การอ่านออกเสียงบทร้อยกรอง
ได้ถูกต้องตามลกั ษณะคาประพันธ์ และ
อักขรวธิ ี รจู้ กั เออื้ นเสียง แสดงอารมณ์
ตามเนอ้ื หาความ จะทาใหบ้ ทร้อยกรอง
นน้ั เกิดความไพเราะน่าฟังย่ิงขน้ึ
๓. การฝกึ ฝนการอ่านจับใจความ
ตามหลกั เกณฑ์อย่างสม่าเสมอจะทาให้
เข้าใจสาระสาคญั ของเรื่องได้ถูกต้อง
และอ่านเรื่องไดร้ วดเรว็ ย่ิงขึ้น
๔. การอ่านงานเขยี นเชิงอธิบาย คาสงั่
ข้อแนะนา และปฏบิ ตั ติ ามอย่างถกู ต้อง
จะทาให้ไดร้ บั ประโยชนใ์ นการนาไปใช้
อยา่ งเตม็ ท่ี
๕. การอ่านข้อมูลจากแผนผงั แผนที่
แผนภูมิ และกราฟทาใหเ้ ข้าใจ
ความหมายรวดเรว็ ชดั เจนย่ิงขึน้
และนาไปใช้ประโยชน์ไดง้ า่ ย
๖. การอ่านหนังสอื ไมว่ ่าประเภทใด
ล้วนแตม่ ีความสาคญั ในการสร้าง
พฤติกรรมแหง่ การเรียนรู้ได้ตลอดชีวติ
๗. การมมี ารยาทในการอ่าน แสดงถึง
อุปนสิ ยั ท่ดี ีซ่งึ น่าช่นื ชม
๗๐
หน่วย ช่ือหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ที่ ตวั ชวี้ ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
๑. การคัดลายมอื เป็นทักษะท่ีตอ้ ง
๑๔ เขยี นชานาญ... ท ๒.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ฝกึ ฝนอยูเ่ สมอ เพื่อพัฒนาลายมือ ๓๑ ๑๕
ป.๖/๓, ป.๖/๔, และเขียนหนงั สือให้ถูกต้อง ลายมือท่ี
งานสรา้ งสรรค์ ป.๖/๕, ป.๖/๖, อา่ นงา่ ย เป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย สะอาด
ป.๖/๗, ป.๖/๘, นอกจากทาใหผ้ ู้อ่านสบายตา
ป.๖/๙ เกดิ ความรูส้ ึกอยากอ่านขอ้ ความนั้น
แล้วยงั แสดงใหเ้ ห็นวา่ ผู้เขยี นมคี วาม
ตัง้ ใจ และมีมารยาททด่ี ีในการเขียน
๒. การเขียนสือ่ สารตอ้ งใช้ถอ้ ยคา
สานวนภาษา รวมท้ังรปู แบบใหถ้ กู ต้อง
เหมาะสม เพื่อสื่อความหมายได้ชัดเจน
ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์
๓. การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง และ
แผนภาพความคิดเพ่ือใช้พัฒนางาน
เขยี น จะชว่ ยให้การนาเสนอข้อมูล
มีระบบ งานเขียนมีประเด็นชัดเจน
และได้ความครบถว้ นสมบูรณ์
๔. การเขยี นเรยี งความมรี ปู แบบเฉพาะ
คือมีคานา เนือ้ เรือ่ ง และสรปุ เป็น
การเขียนเพอ่ื ถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ
ความรู้สึก และประสบการณ์ไปยงั
ผอู้ ่าน
๕. การเขียนยอ่ ความเป็นการนา
ใจความสาคญั ของเนือ้ เรื่องแตล่ ะย่อ
หน้ามาเรยี บเรียงใหม่ใหต้ ่อเนื่องกัน
ซ่ึงจะชว่ ยให้การสือ่ สารเกดิ ความเข้าใจ
ไดง้ ่ายย่ิงข้นึ
๖. การเขียนจดหมายส่วนตวั เพอ่ื ใช้
ตดิ ตอ่ สอ่ื สารกับบดิ า มารดาญาตพิ น่ี ้อง
หรือเพ่ือน ควรเลือกใชถ้ อ้ ยคา สานวน
ภาษาใหถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมกับ
สถานการณ์ จะทาให้การส่ือสารนน้ั
ประสบผลสาเรจ็ ตรงตามวัตถุประสงค์
๗. การกรอกแบบรายการไดค้ รบถว้ น
ถกู ต้องดว้ ยลายมือทอี่ ่านง่าย สะอาด
เรยี บร้อย จะทาให้การตดิ ต่อสอ่ื สารกับ
๗๑
หนว่ ย ชอื่ หน่วย มาตรฐานการเรยี นรู/้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ที่ ตวั ชว้ี ัด (ชั่วโมง) คะแนน
ท ๓.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, หนว่ ยงานหรอื องคก์ รตา่ ง ๆ ประสบ
ป.๖/๓, ป.๖/๔,
ป.๖/๕, ป.๖/๖ ความสาเร็จ
๘. การเขยี นเรือ่ งตามจินตนาการ
ตอ้ งมีความรเู้ กี่ยวกับเรือ่ งน้นั อยา่ งดี
จากนนั้ จงึ วางโครงเรอื่ งท่ีสนุกและ
น่าสนใจ แล้วเรียบเรยี งเรอ่ื งโดยใช้
สานวนภาษาท่เี หมาะสม เพ่ือให้ผ้อู า่ น
เหน็ ภาพและเกดิ ความร้สู ึกคล้อยตาม
เนือ้ เรือ่ งท่ีอ่าน
๙. การมมี ารยาทในการเขยี นจะชว่ ยให้
การถา่ ยทอดความร้แู ละความคิดของ
ผู้เขยี นไปสผู่ ู้อา่ นมีประสิทธิภาพ
และประสบผลสาเร็จ
๑๕ ฟงั ดู รู้สนทนา... ๑. การพูดแสดงความรู้ ความเข้าใจ ๑๖ ๘
ภาษาสอื่ สาร
จุดประสงค์ของเรื่องที่ฟงั และดู ต้องฟัง
และดูเรือ่ งนั้นให้ตลอด จงึ จะสามารถ
พดู ได้ถูกต้อง และนาความรู้หรอื ข้อคิด
ไปใชใ้ หเ้ ป็นประโยชนไ์ ด้
๒. การตงั้ คาถามและตอบคาถาม
เชิงเหตผุ ล จากเรือ่ งที่ฟงั และดู ทาให้
สามารถวิเคราะห์ความน่าเช่ือถือ
เพ่อื นาความรแู้ ละข้อคิดท่ีได้จากเร่อื ง
น้ันไปปฏิบตั ใิ หเ้ กิดประโยชน์
๓. การวิเคราะห์ความน่าเช่ือถอื จาก
สื่อโฆษณา ต้องใชข้ ้อมลู และเหตุผล
ประกอบ เพ่ือจะไดเ้ ลือกซ้ือสินคา้ ท่มี ี
คุณภาพหรือใชบ้ ริการตามท่ตี ้องการ
อย่างคุ้มคา่
๔. การพูดรายงานทีด่ ีทาให้การนาเสนอ
ข้อมูลมีความน่าสนใจ ผู้ฟังได้รบั ความรู้
และประโยชน์จากการฟัง
๕. การพดู โน้มนา้ วเปน็ การพูดจูงใจหรือ
เชิญชวนใหผ้ ้ฟู ังเกดิ ความรูส้ ึกคลอ้ ย
ตามหรอื เกิดกาลังใจในการทาส่งิ ใด
สิ่งหน่งึ ทเ่ี กดิ ประโยชนแ์ กส่ ว่ นรวม
๗๒
หนว่ ย ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
ท่ี ตวั ชี้วดั (ชั่วโมง) คะแนน
๖. การมีมารยาทในการฟัง การดู และ
วรรณคดี ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, การพดู จะทาใหร้ บั สารและส่งสารได้ ๘๔
และวรรณกรรม ป.๖/๕, ป.๖/๘ เหมาะสมกับกาลเทศะ เป็นท่ีชืน่ ชม
๑๖ บทละคร เรื่อง ของผทู้ ี่พบเห็น
รามเกียรติ์ ท ๕.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๓,
ตอน ศกึ ไมยราพ ป.๖/๔ รามเกยี รต์ิ เปน็ วรรณคดีไทยท่ีมเี ค้า
โครงเรอ่ื งมาจากรามายณะของอนิ เดีย
เนื้อเร่อื งเป็นการทาสงครามอันยดื เยอ้ื
ระหว่างมนุษย์ ลิง และยกั ษ์ มคี วาม
สนุกสนานตน่ื เต้นเร้าใจ โดยมีแก่น
สาคญั ของเร่อื ง คือธรรมะย่อมชนะ
อธรรม
๗๓
หน่วย ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
ท่ี ตัวช้ีวดั (ช่วั โมง) คะแนน
๑๗ นิทานทองอนิ ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, นิทานทองอนิ ตอนนากพระ-โขนง ๖๓
ตอน ป.๖/๓, ป.๖/๕, ท่ีสองสะท้อนใหเ้ หน็ การเกิดข่าวลอื ขน้ึ
นากพระโขนง ป.๖/๘ ในสังคม แม้กระทั่งได้เหน็ สง่ิ นน้ั ดว้ ยตา
ท่สี อง ท ๕.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, กอ็ าจไม่ใช่ความจริง ยงิ่ ผ้รู บั ข่าว
ป.๖/๓ สารต้องมีวจิ ารณญาณไตร่ตรอง
เพือ่ ไม่ให้หลงผดิ หรือตกเป็นเหย่ือของ
ผไู้ มห่ วังดี
๑๘ บทเสภาเรื่อง ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, บทเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชา้ งขุนแผน ๖๓
ขนุ ช้างขุนแผน ป.๖/๕, ป.๖/๘ เป็นวรรณคดที ่ีสะทอ้ นความเป็นไทย
ตอน กาเนิด ท ๕.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, อย่างเดน่ ชดั ท้ังสภาพสงั คม วถิ ชี วี ติ
พลายงาม ป.๖/๓, ป.๖/๔ วฒั นธรรม ความเช่ือ และยงั สะท้อน
ความจรงิ ของชวี ติ ทีต่ อ้ งพบกับ
ความทกุ ข์ ความเสยี ใจ ความพลดั
พราก สิ่งเหลา่ นี้ลว้ นเปน็ คุณค่าของ
วรรณคดที ่ผี อู้ า่ นจะได้รบั
๑๙ สุภาษิตสอนหญงิ ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, สภุ าษติ สอนหญงิ เป็นวรรณคดีคาสอน ๔ ๒
ป.๖/๕, ป.๖/๘ แก่หญงิ ไทย ใหค้ ตเิ ตือนใจ แนวทาง
ท ๕.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๓, ในการประพฤติปฏิบตั ติ นทัง้ ทางกาย
ป.๖/๔ วาจา ใจท่ีดงี าม สอดคลอ้ งกับคา่ นยิ ม
และขนบธรรมเนยี มประเพณีไทย
ซ่ึงยงั คงทันสมัยและใชไ้ ด้ตลอดกาล
๒๐ คากลอนสอน ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, การนาข้อคิดจากคากลอน สุภาษิต ๔๒
สภุ าษติ ... ป.๖/๕, ป.๖/๘ ไปปฏิบัติทาให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ การ
ให้ขอ้ คดิ สอนใจ ท ๕.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๓, ดาเนนิ ชวี ติ ประจาวนั และการอยู่
ป. ๖/๔ ร่วมกนั ในสังคม
๒๑ นิทานพนื้ บ้าน ท ๕.๑ ป. ๖/๒ การศึกษาคน้ ควา้ นทิ านพื้นบ้านและ ๔๒
และเพลงพ้ืนบ้าน เพลงพ้ืนบ้านเป็นการอนรุ ักษ์และสืบ
ทอดภมู ปิ ญั ญาและมรดกทางวัฒนธรรม
ไทยแขนงหน่ึง
หนว่ ย ชือ่ หน่วย มาตรฐานการเรยี นรู/้ สาระสาคัญ ๗๔
ท่ี ตวั ชว้ี ัด
การท่องจาบทอาขยานเพ่ือนาไปใช้ เวลา นา้ หนัก
๒๒ บทอาขยาน ท ๕.๑ ป. ๖/๔ อ้างอิงและนาข้อคิดไปเป็นแนวทาง (ชัว่ โมง) คะแนน
ในการดาเนนิ ชวี ติ
๔๒
รวมระหว่างปี
ปลายปี ๑๕๘ ๘๐
๒ ๒๐
รวมตลอดปี ๑๖๐ ๑๐๐
๗๕
สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้
สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้
ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่ือการเรียนรู้
มีหลากหลายประเภท ทั้งสือ่ ธรรมชาติ สอื่ ส่งิ พิมพ์ ส่อื เทคโนโลยี และเครือขา่ ยการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น
การเลือกใช้ส่ือควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ท่ีหลากหลายของผู้เรียน
การจัดหาสอื่ การเรยี นรู้ ผ้เู รยี นและผู้สอนสามารถจัดทาและพฒั นาข้ึนเอง หรอื ปรับปรงุ เลือกใช้อยา่ งมีคุณภาพ
จากสื่อต่าง ๆ ท่ีมีอยู่รอบตัวเพ่ือนามาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและส่ือสารให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
สถานศึกษาเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษา หน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งและผมู้ ีหน้าที่จัดการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ควรดาเนนิ การดงั น้ี
๑. จัดให้มีแหลง่ การเรียนรู้ ศูนย์สอื่ การเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรยี นรู้ และเครอื ขา่ ยการเรียนรู้
ท่ีมีประสิทธิภาพท้ังในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปล่ียนประสบการณ์
การเรยี นรู้ระหวา่ งสถานศึกษา ทอ้ งถ่นิ ชุมชน สงั คมโลก
๒. จัดทาและจัดหาสื่อการเรียนรู้สาหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน รวมท้ัง
จดั หาสิ่งทีม่ ีอยู่ในท้องถนิ่ มาประยุกตใ์ ช้เปน็ ส่ือการเรียนรู้
๓. เลือกและใช้สื่อการเรยี นรู้ท่มี ีคุณภาพ มคี วามเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับวิธีการ
เรียนรู้ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลของผูเ้ รียน
๔. ประเมินคณุ ภาพของสื่อการเรียนรทู้ ่ีเลอื กใชอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ
๕. ศกึ ษาค้นควา้ วิจัย เพ่อื พฒั นาสอื่ การเรียนร้ใู ห้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรขู้ องผ้เู รียน
๖. จดั ให้มกี ารกากบั ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสทิ ธภิ าพเก่ียวกับสื่อและการใชส้ ือ่ การเรียนรู้
เป็นระยะ ๆ และสม่าเสมอ
ในการจัดทา การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพส่ือการเรียนรู้ท่ีใช้ในสถานศึกษาควรคานึงถึง
หลักการสาคัญของส่ือการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เน้ือหามีความถูกต้องและทันสมัย ไม่กระทบความม่ันคง
ของชาติ ไม่ขดั ต่อศีลธรรม มีการใชภ้ าษาทีถ่ กู ต้อง รปู แบบการนาเสนอท่ีเข้าใจง่าย และน่าสนใจ
๗๖
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ คะแนน
๘๐
อตั ราส่วนคะแนน ๗๐
คะแนนระหว่างปีการศึกษา : สอบปลายปีการศึกษา = ๘๐ : ๒๐ ๑๐
๒๐
รายการวดั ๑๐๐
ระหว่างภาค
มกี ารวัดและประเมนิ ผล ดังน้ี
๑. คะแนนระหวา่ งปีการศึกษา
๑.๑ วดั โดยใชแ้ บบทดสอบ
๑.๒ วัดทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลอื กวดั ตามแผนการจดั การเรยี นรู้)
๑.๒.๑ ภาระงานทมี่ อบหมาย
- การทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /สมุดงาน
- การศึกษาค้นควา้ /การนาเสนองาน
- การรว่ มกิจกรรมการเรียนรู้
๑.๒.๒ ทกั ษะการส่อื สารทางภาษาไทย และสมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
- การอา่ น
- การเขียน
- การฟงั ดู พดู
๑.๓ วดั คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๒. คะแนนสอบกลางปกี ารศกึ ษา
วดั และประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ
คะแนนสอบปลายปีการศึกษา
มวี ัดและประเมนิ ผลโดยใชแ้ บบทดสอบ
รวม
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
๑. การวดั และประเมินผลโดยใชแ้ บบทดสอบ
๑.๑ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ พิจารณาจากความถูกผิดของการเลือกตอบ
ตอบถกู ให้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๒ เกณฑ์ใหค้ ะแนนแบบทดสอบแบบถกู ผดิ พจิ ารณาจากความถูกผดิ ของคาตอบ ตอบถกู ให้
๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๓ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเติมคา พิจารณาจากความถูกผิดของคาตอบ ตอบถูก
ให้ ๑ คะแนน ตอบผิดให้ ๐ คะแนน
๑.๔ เกณฑ์การให้คะแนนแบบทดสอบแบบเขยี นตอบ พิจารณาจากคาตอบในภาพรวมท้ังหมด
โดยกาหนดระดับคะแนนเป็น ๕ ระดบั ดังนี้
๗๗
ระดับคะแนน เกณฑ์การใหค้ ะแนน
๔ ตอบได้ถกู ต้อง สามารถอธบิ ายเหตุผลไดช้ ดั เจน พร้อมแสดงแนวคิดเชงิ เปรียบเทยี บ
๓ ตอบไดถ้ ูกต้อง สามารถอธบิ ายเหตุผลได้อยา่ งชัดเจน
๒ ตอบไดถ้ กู ต้อง สามารถอธบิ ายเหตผุ ลไดเ้ ปน็ บางสว่ น แตย่ งั ไมอ่ ยา่ งชดั เจน
๑ ตอบไดถ้ ูกตอ้ ง แตไ่ ม่สามารถอธบิ ายเหตผุ ลได้
๐ ตอบไมถ่ กู ตอ้ ง และไมส่ ามารถอธบิ ายเหตุผลได้
๒. การวดั และประเมนิ ผลดา้ นทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ
๒.๑ ภาระงานท่มี อบหมาย ได้แก่ ใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทักษะ กานดเกณฑ์การ
ประเมินผลการทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทักษะ เปน็ ๔ ระดับ ดังน้ี
ระดบั คุณภาพ เกณฑ์การให้คะแนน
๔
- ทาใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทกั ษะครบถว้ นและเสรจ็ ตามกาหนดเวลา
(ดมี าก) - ทาใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทกั ษะไดถ้ ูกต้อง
- แสดงลาดับขัน้ ตอนของการทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทกั ษะชัดเจนเหมาะสม
๓
(ดี) - ทาใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝกึ ทักษะครบถว้ นและเสรจ็ ตามกาหนดเวลา
- ทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทกั ษะไดถ้ ูกตอ้ ง
๒ - สลับขนั้ ตอนของการทาใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝึกทักษะ หรอื ไมร่ ะบุขน้ั ตอนของ
(พอใช)้ การทาใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทักษะ
๑ - ทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทักษะครบถ้วน แต่เสรจ็ หลังกาหนดเวลาเลก็ น้อย
(ปรับปรุง) - ทาใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทกั ษะข้อไมถ่ ูกตอ้ ง
- สลบั ข้ันตอนของการทาใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝึกทักษะ หรอื ไม่ระบุขนั้ ตอนของ
การทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทกั ษะ
- ทาใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทักษะไมค่ รบถ้วน หรือไมเ่ สรจ็ ตามกาหนดเวลาเลก็
- ทาใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทกั ษะไม่ถูกต้อง
- แสดงลาดบั ขัน้ ตอนของการทาใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทกั ษะไมส่ ัมพนั ธก์ บั โจทย์
หรือไม่แสดงลาดบั ข้ันตอน
๒.๒ ทักษะการส่ือสารทางภาษาไทย และสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
(๑) การวัดผลและประเมินการเรียนรดู้ า้ นภาษา
การวัดผลและประเมินการเรียนรู้ด้านภาษาเปน็ งานท่ียากซึ่งต้องการความเข้าใจท่ีถูกต้อง
เกย่ี วกบั การพฒั นาทางภาษา ดังนนั้ ผู้ปฏบิ ตั ิหน้าท่วี ัดผลการเรยี นรู้ด้านภาษาจาเป็นตอ้ งเข้าใจหลักการของการ
เรยี นร้ภู าษาไทย เพื่อเปน็ พืน้ ฐานการดาเนนิ งาน ดังนี้
(๑.๑) ทักษะทางภาษาท้ังการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียนมีความสาคัญเทา่
ๆ กันและทักษะเหล่าน้ีจะบูรณาการกันในการเรียนการสอนจะไม่แยกฝึกทักษะทีละอย่างจะต้องฝึกทักษะไป
พร้อม ๆ กัน และทักษะทางภาษาทักษะหนึ่งจะสง่ ผลต่อการพฒั นาทักษะทางภาษาอ่ืน ๆ ดวั ย
(๑.๒) ผู้เรียนต้องได้รับการพัฒนาความสามารถทางภาษาพร้อมกับการพัฒนาความคิด
เพราะภาษาเป็นสื่อของความคิด ผู้ท่ีมีทักษะและความสามารถในการใชภ้ าษาจะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถ
๗๘
ในการคิดด้วยขณะเดียวกันการเรียนภาษาจะเรียนร่วมกันกับผู้อื่น มีการติดต่อส่ือสาร ใช้ภาษาในการติดต่อ
กับเพื่อน กับครู จึงเป็นการฝึกทักษะทางสังคมด้วย เมื่อผู้เรียนได้ใช้ภาษาในสถานการณ์จริงท้ังในบริบททาง
วิชาการในหอ้ งเรียนและในชุมชน จะทาให้ผู้เรยี นไดใ้ ช้ภาษาและไดฝ้ กึ ทกั ษะทางสงั คมในสถานการณ์จริง
(๑.๓) ผู้เรียนต้องเรียนรู้การใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนอย่างถูกต้องด้วยการฝึกการใช้
ภาษามิใช่เรียนรู้กฎเกณฑ์ทางภาษาแต่เพียงอย่างเดียว การเรียนภาษาจะต้องเรียนรู้ไวยากรณ์หรือหลักภาษา
การสะกดคา การใช้เครอื่ งหมายวรรคตอน และนาความรู้ดังกลา่ วไปใชใ้ นการฝึกฝนการเขียนพัฒนาทักษะทาง
ภาษาของตน
(๑.๔) ผู้เรยี นทกุ คนจะไดร้ ับการพฒั นาทักษะทางภาษาเท่ากัน แตก่ ารพฒั นาทางภาษาจะ
ไม่เทา่ กนั และวิธกี ารเรยี นร้จู ะตา่ งกนั
(๑.๕) ภาษากับวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หลักสูตรจะต้องให้ความสาคัญ
และใช้ความเคารพและเห็นคุณค่าของเชื้อชาติ จัดกิจกรรมภูมิหลังของภาษาและการใช้ภาษาถ่ินของผู้เรียน
และช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาภาษาไทยของตน และพัฒนาความรู้สึกท่ีดีเก่ียวกับภาษาไทยและกระตุ้นให้ผู้เรียน
สามารถเรียนภาษาไทยด้วยความสุข
(๑.๖) ภาษาไทยเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ และทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จะต้องใช้
ภาษาไทยเป็นเครอ่ื งมือการส่ือสารและการแสวงหาความรู้ การเรยี นทุกกลมุ่ สาระการเรยี นรู้จะใชภ้ าษาไทยคิด
วิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การอภิปราย การเขียน รายงาน การเขียนโครงการ การตอบคาถามการตอบข้อ
ทดสอบ ดังนั้นครูทุกคนไม่ว่าจะสอนวิชาใดก็ตามจะต้องใช้ภาษาที่เป็นแบบแผน เป็นตัวอย่างท่ีดีแก่นักเรียน
และตอ้ งสอนการใชภ้ าษาแกผ่ ูเ้ รียนด้วยเสมอ
(๒) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการเรยี นของผ้เู รียน
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีถูกนามาใช้ในการประเมินโดยทั่วไป ได้แก่ การสังเกต
การตรวจงานหรือผลงาน การทดสอบความรู้ การตรวจสอบการปฏิบัติ และการแสดงออกอย่างไรก็ตาม มกี าร
นาเสนอแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยพิจารณาจากเปูาประสงค์ของการประเมินท่ีเฉพาะเจาะจงใน
รายละเอียด เพ่ือข้อมูลท่ีได้จะสามารถนามาใช้ประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้อย่าง
แท้จรงิ ดงั นี้
(๒.๑) การให้ตอบแบบทดสอบ ท้ังในลักษณะที่เป็นแบบเลอื กคาตอบ ได้แก่ ข้อสอบแบบ
เลือกตอบ ถูก-ผิด จับคู่ และข้อสอบชนิดให้ผู้สอบสร้างคาตอบ ได้แก่ เติมข้อความในช่องว่างคาตอบส้ันเป็น
ประโยค เป็นข้อความ แผนภูมิการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวีการน้ีเหมาะกับการวัดความรู้เก่ียวกับข้อเท็จจริง
ความรู้เกย่ี วกับกระบวนการ ซึง่ มีข้อดีทีใ่ ชเ้ วลาในการดาเนนิ การนอ้ ย งา่ ย และสะดวกตอ่ การนาไปใช้ใหผ้ ลการ
ประเมินท่ีตรงไปตรงมา เนื่องจากมีเกณฑ์การประเมินชัดเจน แต่ไม่เหมาะกับการนาไปใช้กับผลการเรียนรู้ที่
เป็นเจตคตคิ า่ นิยม
(๒.๒) การพิจารณาจากผลงาน เช่น เรียงความ รายงานการวิจัย บันทึกประจาวัน
รายงานการทดลอง บทละครบทร้อยกรอง แฟูมผลงาน เป็นต้น ผลงานจะเป็นตัวแสดงให้เห็นการนาความรู้
และทักษะไปใช้ในการปฏิบัติงานของผเู้ รียน จุดเด่นของการประเมินโดยดูจากผลงานนี้คือจะแสดงใหเ้ หน็ สง่ิ ท่ี
นักเรียนสามารถทาได้ มีการกาหนดเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินตนเองได้ เพ่ือการ
ปรับปรุงพัฒนาตนเองของผู้เรียน เพ่ือนก็สามารถใช้เกณฑ์ในการประเมินผลงานของผู้เรียนได้เช่นกัน จุดด่อน
ของการประเมินจากผลงาน คือ ต้องมีการกาหนดเกณฑ์การประเมินร่วมกัน ต้องใช้เวลาในการประเมินมาก
รวมทง้ั ตัวแปรภายนอกอาจเขา้ มามีอทิ ธพิ ลต่อการประเมินได้งา่ ย
๗๙
(๒.๓) พิจารณาการปฏิบัติ โดยผู้สอนสามารถสังเกตการนาทักษะและความรู้ไปใช้ได้
โดยตรงในสถานการณ์ท่ีให้ปฏิบัติจริง วิธีการนี้ถูกนาไปใช้อย่างกว้างขวางในการประเมินมีคุณค่ามาก หาก
ผู้เรียนได้นาไปใช้ในการประเมินตนเองเพื่อสรา้ งแรงจูงใจในการปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดีข้ึน ในกระบวนการ
ประเมินจะมีเคร่ืองมือประกอบการดาเนินการคือ แบบสารวจรายการ ประมาณค่า และเกณฑ์การให้ระดับ
คะแนน (scoring rubric)
(๒.๔) พิจารณากระบวนการ วิธีการน้ีจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ กระบวนการคิด
ของผเู้ รียนมากกวา่ ท่จี ะดผู ลงานหรือการปฏบิ ตั ิ ซึ่งจะทาให้เขา้ ใจกระบวนการคิดทผ่ี ู้เรยี นใช้ วิธีการท่ีครผู ู้สอน
ใช้อยู่เป็นประจาในกระบวนการเรียนการสอน คือ การให้นักเรียนคิดดัง ๆ การตั้งคาถามให้นักเรียนตอบ โดย
ครจู ะเปน็ ผสู้ ังเกตวธิ กี ารคดิ ของผ้เู รยี น
วิธีการเช่นน้ีเป็นกระบวนการที่จะให้ข้อมูลเพ่ือการวินิจฉัย และเป็นข้อมูลย้อนกลับแก่
ผู้เรียน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซ่ึงเหมาะกับการประเมินพัฒนาการด้านคุณธรรม จริยธรรม
และลักษณะนิสัยจากแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือการประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่า วข้างต้นสามารถ
นามาพิจารณา กาหนดแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล ทักษะทางภาษาได้โดยการสังเกตผ่านพฤติกรรมการ
ปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้เรียน เช่น การเล่าเรื่อง การให้คาชี้แจง การเล่าประสบการณ์ การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ การ
ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มหรือบุคคล หากผลการเรียนรู้ที่ต้องการจากการเรียนคือความรู้ ความคิดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์
ของภาษา การใชภ้ าษา
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินที่เหมาะสม คือ การใช้ข้อสอบซึ่งอาจเป็นแบบ
เลือกตอบ หรือให้สร้างคาตอบการประเมินด้วยการกาหนดประเด็นการประเมินท่ี แจกแจงระดับการปฏิบัติ
(Rubric) ซ่ึงเป็นเคร่ืองมือประเมินผลการเรยี นร้ทู ่ีกาลังได้รับการยอมรับและถูกนามาใช้ในการประเมินผลการ
เรียนอย่างกว้างขวาง เน่ืองจากผลการประเมินที่ได้มีคุณค่าต่อการปรับปรุงพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
มากกว่าตัวเลขคะแนน และมีประสิทธิภาพสาหรับการประเมินการปฏิบัติหรือผลงานที่ไม่มีคาตอบถูกเพียง
คาตอบเดียว หรือการแก้ปัญหาทางเดียว แต่จะมีคาตอบที่หลากหลายการตัดสินผลการประเมินจาเป็นต้องมี
เกณฑ์การประเมินท่ีแสดงระดับคุณภาพที่ต้องการการประเมินความสามารถหรือทักษะทางภาษา เครื่องมือ
ประเภทน้ีน่าจะเป็นเคร่ืองมือท่ีสามารถนาไปใช้ได้อย่างสอดคล้อง แต่เน่ืองจากสร้างยากแต่หากสามารถ
พฒั นาข้ึนใช้ได้ จะชว่ ยให้ผลการประเมนิ เที่ยงตรง เชือ่ ถอื ได้ และยุติธรรม รวมทัง้ มีคณุ ค่าต่อการปรับปรุงและ
พัฒนาตนเองของผเู้ รยี น เน่อื งจากระบุความคาดหวงั ของการปฏบิ ตั ไิ วอ้ ย่างชดั เจน
๘๐
(๓) การประเมนิ ผลสมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
การประเมินผลสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน ประเมินโดยใช้แบบประเมินสมรรถนะสาคัญ
ของผู้เรยี น โดยกาหนดเกณฑ์ในการประเมนิ ดงั น้ี
ระดับคณุ ภาพ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
(๓)
ดีเย่ียม ผู้เรยี นปฏบิ ัติตนตามสมรรถนะจนเปน็ นิสัย และนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั เพ่อื
ประโยชน์สุขของตนเองและสงั คม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมินระดับดีเย่ียม
(๒) จานวน ๓-๕ สมรรถนะ และไมม่ สี มรรถนะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กว่าระดบั ดี
ดี
ผูเ้ รยี นมีสมรรถนะในการปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ์ เพอ่ื ให้เป็นการยอมรับของสงั คม พจิ ารณาจาก
(๑) ๑. ได้ผลการประเมนิ ระดับดีเยยี่ ม จานวน ๑-๒ สมรรถนะ และไม่มี
พอใช้ สมรรถนะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กว่าระดบั ดี หรือ
๒. ได้ผลการประเมินระดับดีเยย่ี ม จานวน ๒ สมรรถนะ และไมม่ ี
(๐) สมรรถนะใดได้ผลการประเมินตา่ กว่าระดบั ผา่ น หรอื
ปรับปรุง ๓. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับดี จานวน ๔-๕ สมรรถนะ และไมม่ ี
สมรรถนะใดได้ผลการประเมนิ ตา่ กว่าระดับผา่ น
ผเู้ รียนรับรแู้ ละปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑแ์ ละเงือ่ นไขที่สถานศึกษากาหนด พจิ ารณาจาก
๑. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับผา่ น จานวน ๔-๕ สมรรถนะ และไมม่ ีสมรรถนะ
ใดได้ผลการประเมนิ ตา่ กว่าระดับผา่ น หรือ
๒. ได้ผลการประเมินระดบั ดี จานวน ๒ สมรรถนะ และไม่มสี มรรถนะใด
ได้ผลการประเมนิ ตา่ กวา่ ระดับผา่ น
ผู้เรยี นรับร้แู ละปฏบิ ตั ไิ ดไ้ ม่ครบตามเกณฑ์และเงอื่ นไขทก่ี าหนด โดยพิจารณา
จากผลการประเมนิ ระดบั ต้องปรบั ปรงุ ตง้ั แต่ ๑ สมรรถนะ
เกณฑก์ ารให้คะแนน
พฤติกรรมทปี่ ฏิบตั สิ ม่าเสมอ ให้ ๓ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัติบ่อยคร้งั ให้ ๒ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏิบัติบางคร้ัง ให้ ๑ คะแนน
พฤติกรรมทปี่ ฏิบตั ิน้อยคร้งั ให้ ๐ คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
๑๓-๑๕ ดีเยีย่ ม (๓)
๙-๑๒
๕-๘ ดี (๒)
ต่ากวา่ ๕ ผา่ น (๑)
ไมผ่ า่ น (๐)
๘๑
แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
ชื่อ................................................นามสกุล................................................เลขที่..............ชนั้ .................
คาชแี้ จง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี น และขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั คะแนน
สมรรถนะดา้ น รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรบั -สง่ สาร ดเี ยย่ี ม ดี ผา่ น ไมผ่ ่าน
ในการสอ่ื สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ
๒. ความสามารถ ของตนเอง โดยใชภ้ าษาอย่างเหมาะสม (๓) (๒) (๑) (๐)
การคดิ ๑.๓ ใชว้ ธิ กี ารส่ือสารที่เหมาะสม มปี ระสิทธิภาพ
๓. ความสามารถ ๑.๔ เจรจาตอ่ รองเพือ่ ขจดั และลดปญั หาความขัดแย้งตา่ ง ๆ ได้ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
ในการแก้ปญั หา ๑.๕เลอื กรับและไม่รับข้อมลู ข่าวสารด้วยเหตผุ ลและถูกตอ้ ง รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๔. ความสามารถ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
ในการใช้ทกั ษะชวี ติ สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๕. ความสามารถ ใน ๒.๑ มีความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
ในการใช้เทคโนโลยี
๒.๒ มที ักษะในการคดิ นอกกรอบอยา่ งสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองคค์ วามรู้
๒.๕ ตดั สินใจแก้ปัญหาเกย่ี วกบั ตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
สรุปผลการประเมิน
๓.๑ สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคตา่ ง ๆ ทีเ่ ผชิญได้
๓.๒ ใชเ้ หตผุ ลในการแก้ปัญหา
๓.๓ เขา้ ใจความสัมพนั ธแ์ ละการเปลย่ี นแปลงในสังคม
๓.๔ แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรมู้ าใชใ้ นการปูองกันและแก้ไขปัญหา
๓.๕ สามารติดสนิ ใจได้เหมาะสมตามวัย
สรปุ ผลการประเมนิ
๔.๑ เรยี นรู้ด้วยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวยั
๔.๒ สามารถทางานกลุ่มรว่ มกบั ผอู้ ่ืนได้
๔.๓ นาความรูท้ ไี่ ด้ไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน
๔.๔ จัดการปัญหาและความขัดแยง้ ไดเ้ หมาะสม
๔.๕ หลกี เล่ยี งพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงคท์ ี่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
สรปุ ผลการประเมิน
๕.๑ เลือกและใช้เทคโนโลยไี ด้เหมาะสมตามวัย
๕.๒ มที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
๕.๓ สามารถนาเทคโนโลยไี ปใชพ้ ฒั นาตนเอง
๕.๔ ใช้เทคโนโลยใี นการแกป้ ัญหาอยา่ งสร้างสรรค์
๕.๕ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยี
สรุปผลการประเมิน
ระดับคณุ ภาพตามเกณฑก์ ารประเมินในหลกั สูตรรายชน้ั
ลงชอื่ ................................................................ผปู้ ระเมนิ
๘๒
๓. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ อัน
การประเมนิ ผลคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ประเมินโดยใชแ้ บบประเมนิ คุณลกั ษณะ
พึงประสงค์ กาหนดเกณฑใ์ นการประเมนิ ดงั นี้
ระดับคุณภาพ เกณฑก์ ารให้คะแนน
(๓)
ดีเยี่ยม ผเู้ รยี นปฏิบตั ิตนตามคณุ ลกั ษณะจนเปน็ นสิ ยั และนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั เพื่อประโยชนส์ ุข
ของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมินทั้ง ๘ คณุ ลักษณะ คือ ไดร้ ะดบั ๓
(๒) จานวน ๕-๘ คณุ ลกั ษณะ และไมม่ ีคุณลักษณะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กว่าระดบั ๒
ดี
ผ้เู รียนมีคุณลักษณะในการปฏบิ ตั ติ ามกฎเกณฑ์ เพื่อให้เป็นการยอมรับของสังคม พิจารณาจาก
(๑) ๑. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับ ๓ จานวน ๑-๔ คณุ ลกั ษณะ และไมม่ ีคุณลกั ษณะใด
ผ่าน ไดผ้ ลการประเมินตา่ กว่าระดบั ๒ หรอื
๒. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับ ๓ จานวน ๔ คณุ ลักษณะ และไมม่ คี ณุ ลักษณะใด
(๐) ไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กวา่ ระดับ ๑ หรือ
ไมผ่ า่ น ๓. ได้ผลการประเมนิ ระดบั ๒ จานวน ๕-๘ คุณลักษณะ และไมม่ คี ณุ ลกั ษณะใด
ไดผ้ ลการประเมินตา่ กวา่ ระดบั ๑
ผูเ้ รยี นรบั รูแ้ ละปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์ และเงอ่ื นไขท่ีสถานศกึ ษากาหนด พจิ ารณาจาก
๑. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดบั ๑ จานวน คณุ ลักษณะ และไมม่ คี ณุ ลกั ษณะใด
ได้ผลการประเมนิ ตา่ กว่าระดบั ๑ หรอื
๒. ได้ผลการประเมิน ระดบั ๒ จานวน ๔ คุณลกั ษณะ และไม่มคี ุณลักษณะใด
ไดผ้ ลการประเมินตา่ กว่าระดับ ๑
ผู้เรียนรบั รู้และปฏบิ ัตไิ ดไ้ มค่ รบตามเกณฑ์และเง่ือนไขทก่ี าหนด โดยพิจารณาจาก
ผลการประเมิน ระดับ ๐ ตง้ั แต่ ๑ คุณลกั ษณะขึ้นไป
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติสม่าเสมอ ให้ ๓ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏิบัติบ่อยครงั้ ให้ ๒ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ตั ิบางครง้ั ให้ ๑ คะแนน
พฤติกรรมทีป่ ฏิบัติน้อยครัง้ ให้ ๐ คะแนน
๘๓
๔. เกณฑ์การตัดสินผลการเรียน
๔.๑ เกณฑก์ ารตัดสินระดบั ผลการเรียน
ระดบั ผลการเรียน ความหมาย ชว่ งคะแนน
๔ ผลการเรยี นดเี ยยี่ ม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรียนดมี าก ๗๕ - ๗๙
๓ ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรียนค่อนขา้ งดี ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรยี นปานกลาง ๕๕ - ๕๙
๑ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรยี นพอใช้
ผลการเรยี นผ่านเกณฑข์ ัน้ ต่า ๐ - ๔๙
ผลการเรยี นต่ากว่าเกณฑ์
๔.๒ เกณฑ์การตัดสินผลการเรียน ร และ มส.
(๑) ตัดสินผลการเรยี น ร
หมายถึง รอการตัดสินและยังตัดสินผลการเรียนไม่ได้เนื่องจาก ผู้เรียนไม่มีข้อมูลผล
การเรียนในรายวิชาครบถ้วน ได้แก่ ไม่ได้วัดผลกลางภาคเรียน/ปลายภาคเรียน ไม่ได้ส่งงานท่ีมอบหมายให้ทา
ซงึ่ งานนั้นเปน็ ส่วนหนึง่ ของการตดั สนิ ผลการเรียน หรือมีเหตุสดุ วสิ ัยท่ที าให้ประเมนิ ผลการเรียนไม่ได้
ตดั สินผลการเรียน มส.
หมายถึง ผู้เรียนไม่มีสิทธิเข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียน เน่ืองจากผู้เรียน มีเวลา
เรียนไมถ่ ึงร้อยละ 8๐ ของเวลาเรียนทงั้ หมด และไมไ่ ด้รับการผ่อนผนั ให้เขา้ รับการวัดผลปลายภาคเรยี น
๕. การประเมนิ การอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละการเขียน
เกณณ์การประเมินการอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละการเขยี น คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ ความหมาย ชว่ งคะแนน
ดีเยยี่ ม ๑๖ - ๒๐
ดี มผี ลงานทแี่ สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขยี น ๑๓ - ๑๕
ผา่ น ท่ีมีคุณภาพดีเลศิ อย่เู สมอ ๑๐ - ๑๒
ไมผ่ า่ น มผี ลงานทีแ่ สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขยี น ๙ - ๑๐
ท่ีมีคุณภาพเป็นทยี่ อมรบั ได้
มผี ลงานทแ่ี สดงถึงความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละเขยี น
ท่ีมีคณุ ภาพเปน็ ท่ียอมรบั ได้ แตย่ งั มขี อ้ บกพรอ่ ง
บางประการ
ไม่มีผลงานทีแ่ สดงถึงความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะห์และเขียน
หรอื ถ้ามีผลงาน ผลงานนัน้ ยงั มขี อ้ บกพร่องท่ี
ตอ้ งการได้รบั การปรบั ปรุงแกไ้ ขหลายประการ
๘๔
อภิธานศพั ท์
กระบวนการเขียน
กระบวนการเขียน เปน็ การคดิ เร่ืองที่จะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขยี น มี ๕ ขั้น ดงั น้ี
๑. การเตรียมการเขียน เป็นข้ันเตรียมพร้อมที่จะเขียนโดยเลือกหัวข้อเรื่องท่ีจะเขียนบนพื้นฐาน
ของประสบการณ์ กาหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ
สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อ
เร่อื งใหญ่ หวั ขอ้ ย่อย และรายละเอยี ดครา่ วๆ
๒. การยกร่างข้อเขียน เม่ือเตรียมหัวข้อเร่ืองและความคิดรูปแบบการเขียนแล้ว ให้นาความคิดมา
เขียนตามรูปแบบที่กาหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคานึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้
เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อ่ืน จะเร่ิมต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเรื่องอย่างไร ลาดับความคิดอย่างไร
เช่อื มโยงความคดิ อยา่ งไร
๓. การปรับปรุงข้อเขียน เม่ือเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องท่ีเขียน
เพิม่ เติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สานวนโวหาร นาไปใหเ้ พอ่ื นหรือผู้อนื่ อ่านนาข้อเสนอแนะมาปรับปรุง
อกี ครง้ั
๔. การบรรณาธกิ ารกิจ นาข้อเขียนที่ปรับปรงุ แลว้ มาตรวจทานคาท่ีผดิ แก้ไขให้ถูกต้อง แล้วอ่าน
ตรวจทานแกไ้ ขข้อเขยี นอีกคร้ัง แกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดทัง้ ภาษา ความคิด และการเวน้ วรรคตอน
๕. การเขียนให้สมบูรณ์ นาเร่ืองท่ีแก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนเร่ืองให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์ วาดรูป
ประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เม่ือพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้งให้
สมบรู ณ์กอ่ นจัดทารูปเล่ม
กระบวนการคดิ
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคิด คนที่จะคิดได้ดีต้องเป็นผู้ฟัง ผู้พูด
ผู้อ่าน และผู้เขียนท่ีดี บุคคลท่ีจะคิดได้ดีจะต้องมีความรู้และประสบการณ์พ้ืนฐานในการคิด บุคคลจะมี
ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ขอ้ เท็จจริง วิเคราะห์ สงั เคราะห์ และประเมินคา่ จะต้องมีความรู้และ
ประสบการณ์พื้นฐานท่ีนามาช่วยในการคิดท้ังสิ้น การสอนให้คิดควรให้ผู้เรียนรู้จักคัดเลือกข้อมูล ถ่ายทอด
รวบรวม และจาข้อมูลต่าง ๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความข้อมูล
ข่าวสาร และสามารถนามาใช้อ้างอิง การเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนท่ีดี จะต้องสอนให้เป็นผู้บริโภค
ข้อมูลข่าวสารท่ีดีและเป็นนักคิดท่ีดีด้วย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร
และมีทักษะการคิด นาข้อมูลข่าวสารท่ีได้จากการฟังและการอ่านนามาสู่การฝึกทักษะการคิด นาการฟัง การ
พูด การอ่าน และการเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียนเป็นกระบวนการคิดใน
การวิเคราะห์ การแยกแยะ การสงั เคราะห์ การประเมนิ ค่า การสรา้ งสรรค์ ผูเ้ ขียนจะนาความร้แู ละประสบการณ์
สู่การคิดและแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟังเพื่อรับรู้ข่าวสารท่ีจะนามาวิเคราะห์
และสามารถแสดงทรรศนะได้
๘๕
กระบวนการอ่าน
การอ่านเป็นกระบวนการซ่ึงผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน
จะต้องรู้หัวข้อเร่ือง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือที่อ่าน
โดยใชป้ ระสบการณ์เดิมเป็นประสบการณท์ าความเขา้ ใจกับเร่ืองทอี่ า่ น กระบวนการอา่ น มีดังน้ี
๑. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านชื่อเรื่อง หัวข้อย่อยจากสารบัญเรื่อง อ่านคานา ให้ทราบ
จุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อ หาความรู้
วางแผนการอ่านโดยอ่านหนังสือตอนใดตอนหน่งึ ว่าความยากงา่ ยอย่างไร หนังสือมีความยากมากน้อยเพียงใด
รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเรื่องเก่ียวกับอะไร เตรียมสมุด
ดนิ สอ สาหรับจดบนั ทกึ ข้อความหรือเน้อื เร่อื งท่สี าคัญขณะอ่าน
๒. การอ่าน ผู้อ่านจะอ่านหนังสือให้ตลอดเล่มหรือเฉพาะตอนที่ต้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อ่านจะใช้
ความรู้จากการอ่านคา ความหมายของคามาใชใ้ นการอ่าน รวมทั้งการรู้จกั แบ่งวรรคตอนดว้ ย การอ่านเร็วจะมี
สว่ นชว่ ยใหผ้ ู้อ่านเข้าใจเรอื่ งได้ดกี ว่าผูอ้ า่ นช้า ซ่ึงจะสะกดคาอา่ นหรืออา่ นย้อนไปย้อนมา ผอู้ า่ นจะใชบ้ ริบทหรือ
คาแวดล้อมช่วยในการตคี วามหมายของคาเพ่ือทาความเข้าใจเร่ืองที่อา่ น
๓. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบันทึกข้อความท่ีมีความสาคัญ หรือเขียนแสดงความคิดเห็น
ตีความข้อความท่ีอ่าน อ่านซ้าในตอนท่ีไม่เข้าใจเพื่อทาความเข้าใจให้ถูกต้องขยายความคิดจากการอ่าน จับคู่
กับเพ่ือนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต้ังข้อสังเกตจากเร่ืองท่ีอ่าน ถ้าเป็นการอ่านบทกลอนจะต้องอ่าน
ทานองเสนาะดงั ๆ เพ่อื ฟงั เสยี งการอ่านและเกดิ จนิ ตนาการ
๔. การอ่านสารวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้าโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคาและภาษาที่ใช้
สารวจโครงเร่ืองของหนังสือเปรียบเทียบหนังสือท่ีอ่านกับหนังสือที่เคยอ่าน สารวจและเชื่อมโยงเหตุการณ์ใน
เร่ืองและการลาดับเร่ือง และสารวจคาสาคัญท่ีใชใ้ นหนงั สอื
๕. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าของเรื่อง
เช่ือมโยงเร่อื งราวในเร่อื งกับชวี ิตจริง ความรสู้ กึ จากการอา่ น จดั ทาโครงงานหลกั การอา่ น เช่น วาดภาพ เขียน
บทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอื่น ๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแตง่ อ่านเร่ืองเพิ่มเติม เร่ืองที่เก่ียว
โยงกบั เร่ืองท่ีอา่ น เพ่ือใหไ้ ดค้ วามรู้ที่ชัดเจนและกวา้ งขวางขน้ึ
การเขียนเชงิ สร้างสรรค์
การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน เช่น
การเขียนเรียงความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้องมี
ความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคาอย่างหลากหลาย สามารถนาคามาใช้ในการเขียน ต้องใช้เทคนิคการ
เขยี น และใช้ถ้อยคาอยา่ งสละสลวยการดู
การดูเป็นการรับสารจากส่ือภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ แปล
ความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากสื่อ เช่น การดูโทรทัศน์ การดูคอมพิวเตอร์ การดูละคร การดู
ภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถ้อยคาอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้องรับรู้สาร จากการดูและ
นามาวิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารที่เป็นเนื้อเร่ืองโดยใชห้ ลกั การพิจารณาวรรณคดีหรือการ
วิเคราะห์วรรณคดีเบ้ืองต้น เช่น แนวคิดของเรื่อง ฉากท่ีประกอบเร่ืองสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และการ
แสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกับบทบาท โครงเร่ือง เพลง แสง สี เสียง ท่ีใช้ประกอบการแสดงให้
อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ท่ีจาลองสู่บทละคร คุณค่าทางจริยธรรม
๘๖
คุณธรรม และคุณค่าทางสังคมท่ีมีอิทธิพลต่อผดู้ ูหรือผู้ชม ถ้าเป็นการดูข่าวและเหตุการณ์ หรือการอภิปราย
การใช้ความรู้หรือเรื่องที่เป็นสารคดี การโฆษณาทางสือ่ จะต้องพิจารณาเนื้อหาสาระวา่ สมควรเชอ่ื ถือได้หรือไม่
เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ความคิดสาคัญและมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก และการดูละครเวที ละคร
โทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชน์ได้รับความสนุกสนาน ต้องดูและวิเคราะห์ ประเมินค่า สามารถ
แสดงทรรศนะของตนไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล
การตคี วาม
การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คาท่ีแวดล้อม
ข้อความ ทาความเขา้ ใจข้อความหรือกาหนดความหมายของคาให้ถูกต้อง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ชี้หรือกาหนด
ความหมาย ใหค้ วามหมายหรอื อธิบาย ใช้หรือปรับใหเ้ ข้าใจเจตนา และความมงุ่ หมายเพื่อความถกู ต้อง
การเปลีย่ นแปลงของภาษา
ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คาคาหน่ึงในสมัยหน่ึงเขียนอย่างหนึ่ง อีกสมัยหน่ึงเขียน
อกี อย่างหนง่ึ คาว่า ประเทศ แตเ่ ดมิ เขยี น ประเทษ คาวา่ ปักษ์ใต้ แตเ่ ดิมเขยี น ปักใตใ้ นปัจจุบนั เขียน ปักษ์ใต้
คาว่า ลุ่มลึก แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปลี่ยนแปลงท้ังความหมายและการเขียน บางคร้ังคาบางคา
เช่น คาว่า หล่อน เป็นคาสรรพนามแสดงถึงคาพูด สรรพนามบุรุษท่ี ๓ ที่เป็นคาสุภาพ แต่เด๋ียวนี้คาว่า หล่อน
มคี วามหมายในเชงิ ดูแคลน เปน็ ต้น
การสรา้ งสรรค์
การสร้างสรรค์ คือ การรู้จักเลือกความรู้ ประสบการณ์ที่มีอยู่เดมิ มาเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้
ความคิดใหม่ หรือส่ิงแปลกใหม่ท่ีมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม บุคคลท่ีจะมีความสามารถในการ
สร้างสรรค์จะต้องเป็นบุคคลท่ีมีความคิดอิสระอยู่เสมอ มีความเชื่อม่ันในตนเอง มองโลกในแง่ดี คิดไตร่ตรอง
ไม่ตัดสินใจส่ิงใดง่ายๆ การสร้างสรรค์ของมนุษย์จะเก่ียวเนื่องกันกับความคิด การพูด การเขียน และ
การกระทาเชงิ สรา้ งสรรค์ ซ่งึ จะต้องมกี ารคิดเชงิ สร้างสรรคเ์ ป็นพนื้ ฐาน
ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดที่พัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซ่ึงเป็น
ปจั จยั พ้ืนฐานของการพดู การเขยี น และการกระทาเชิงสร้างสรรค์
การพดู และการเขยี นเชิงสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกทางภาษาท่ใี ชภ้ าษาขัดเกลาให้ไพเราะ งดงาม
เหมาะสม ถกู ต้องตามเนื้อหาทีพ่ ดู และเขียน
การกระทาเชิงสร้างสรรค์เป็นการกระทาท่ีไม่ซ้าแบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และเป็น
ประโยชนท์ ่ีสูงข้ึน
ขอ้ มลู สารสนเทศ
ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เร่ืองราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใดสิ่งหน่ึงท่ีสามารถส่ือความหมาย
ดว้ ยการพูดบอกเลา่ บนั ทกึ เป็นเอกสาร รายงาน หนงั สือ แผนที่ แผนภาพ ภาพถา่ ย บนั ทึกด้วยเสยี งและ
ภาพ บันทึกดว้ ยเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ เป็นการเกบ็ เร่ืองราวตา่ ง ๆ บนั ทึกไวเ้ ป็นหลักฐานดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ
๘๗
ความหมายของคา
คาทีใ่ ช้ในการติดต่อสอ่ื สารมีความหมายแบ่งได้เปน็ ๓ ลักษณะ คือ
๑. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใช้พูดจากันตรงตามความหมาย คาหนึ่งๆ น้ัน อาจมี
ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คาว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่น้า หรืออาจหมายถึง นกชนิด
หนงึ่ ตัวสดี า ร้อง กา กา เปน็ ความหมายโดยตรง
๒. ความหมายแฝง คาอาจมีความหมายแฝงเพิ่มจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย
เกีย่ วกับความรสู้ ึก เช่น คาว่า ขีเ้ หนยี ว กับ ประหยัด หมายถงึ ไม่ใช้จา่ ยอยา่ งสรุ ยุ่ สุร่าย เป็นความหมายตรง
แตค่ วามรูส้ กึ ตา่ งกนั ประหยดั เปน็ สิ่งดี แต่ขเ้ี หนียวเปน็ สิง่ ไมด่ ี
๓. ความหมายในบริบท คาบางคามีความหมายตรง เมื่อร่วมกับคาอื่นจะมีความหมายเพิ่มเติมกวา้ ง
ขึ้น หรือแคบลงได้ เช่น คาว่า ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสียงดี หมายถึง ไพเราะ ดินสอดี
หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มีโรค ความหมายบริบทเป็นความหมายเช่นเดียวกับความหมาย
แฝง
คณุ ค่าของงานประพันธ์
เม่ือผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน
ประพันธ์ ทาให้ผู้อ่านอ่านอย่างสนุก และได้รับประโยชน์จาการอ่านงานประพันธ์ คุณค่าของงานประพันธ์
แบ่งไดเ้ ปน็ ๒ ประการ คอื
๑. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ถ้าอ่านบทร้อยกรองก็จะพิจารณากลวิธีการแต่ง การเลือกเฟ้นถ้อยคา
มาใชไ้ ด้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทอื นอารมณ์ ถ้าเปน็ บทร้อยแก้วประเภทสารคดี รูปแบบ
การเขียนจะเหมาะสมกับเน้ือเรื่อง วิธีการนาเสนอน่าสนใจ เน้ือหามีความถูกต้อง ใช้ภาษาสละสลวยชัดเจน
การนาเสนอมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของเร่ืองไม่ว่าเรื่องสั้น
นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเร่ือง โครงเร่ือง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธีการแต่งแปลกใหม่น่าสนใจ
ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทือนอารมณ์ การใช้ถ้อยคาสร้างภาพได้ชดั เจน คาพูดในเร่ืองเหมาะสม
กับบุคลิกของตัวละครมีความคิดสร้างสรรค์เกยี่ วกับชีวิตและสงั คม
๒. คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ
เป็นอยู่ของมนุษย์ และคุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าที่ผู้อ่านจะเข้าใจชีวิตทั้งในโลกทัศน์
และชีวทัศน์ เข้าใจการดาเนินชีวิตและเข้าใจเพ่ือนมนุษย์ดีข้ึน เนื้อหาย่อมเกี่ยวข้องกับการช่วยจรรโลงใจแก่
ผูอ้ ่าน ชว่ ยพฒั นาสังคม ชว่ ยอนรุ ักษส์ งิ่ มคี ณุ คา่ ของชาตบิ า้ นเมือง และสนับสนุนค่านยิ มอนั ดีงาม
โครงงาน
โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติ จริง
ในลักษณะของการสารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นามาวิเคราะห์ ทดสอบ
เพื่อแก้ปัญหาข้องใจ ผู้เรียนจะนาความรู้จากชั้นเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคาตอบ
เป็นกระบวนการค้นพบนาไปสู่การเรยี นรู้ ผูเ้ รียนจะเกิดทักษะการทางานรว่ มกับผู้อน่ื ทักษะการจดั การ ผู้สอน
จะเข้าใจผเู้ รียน เหน็ รูปแบบการเรยี นรู้ การคิด วธิ ีการทางานของผเู้ รียน จากการสงั เกตการทางานของผ้เู รยี น
๘๘
การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้า ท่ีใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนมีเหตุผล สรุปเร่ืองราว
อย่างมีกฎเกณฑ์ ทางานอย่างมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไม่ใช่การศึกษาค้นคว้าจัดทารายงานเพียงอย่าง
เดียว ตอ้ งมีการวเิ คราะหข์ ้อมลู และมกี ารสรุปผล
ทกั ษะการสือ่ สาร
ทักษะการส่ือสาร ได้แก่ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือของการส่ง
สารและการรับสาร การส่งสา ได้แก่ การส่งความรู้ ความเช่ือ ความคิด ความรู้สึกด้วยการพูด และการเขียน
ส่วนการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเช่ือ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟังการฝึกทักษะการสื่อสารจึง
เปน็ การฝึกทักษะการพูด การฟงั การอ่าน และการเขยี น ให้สามารถรบั สารและส่งสารอย่างมีประสิทธิภาพ
ธรรมชาตขิ องภาษา
ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาท่ีสาคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการ ที่หน่ึง
ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ
ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรู้ส้ินสุด หมายถึง มนุษย์สามารถใช้ภาษา สื่อความหมายได้โดย
ไม่สิ้นสุด ประการที่สาม ภาษาเป็นเร่ืองของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันหรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้
สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพ่ือสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการท่ีส่ีภาษาสามารถใช้ภาษาพูดในการ
ติดตอ่ ส่อื สาร ไม่จากัดเพศของผ้สู ง่ สาร ไม่ว่าหญงิ ชาย เด็ก ผใู้ หญ่ สามารถผลดั กันในการส่งสารและรบั สารได้
ประการท่ีห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จากัดเวลาและสถานที่ ประการท่ีหก
ภาษาเป็นเคร่อื งมือการถ่ายทอดวัฒนธรรมและวชิ าความรนู้ านาประการ ทาใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรม
และการสรา้ งสรรค์ส่ิงใหม่
แนวคดิ ในวรรณกรรม
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรอื่ งในวรรณกรรมเป็นความคิดสาคัญในการผูกเร่ืองให้ ดาเนินเรอ่ื ง
ไปตามแนวคิด หรือเป็นความคดิ ที่สอดแทรกในเรอ่ื งใหญ่ แนวคิดย่อมเก่ียวข้องกับมนุษย์และสงั คม เป็นสารที่
ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความช่ัว ทาดีได้ดีทาชั่วได้ช่ัว ความยุติธรรมทาให้โลกสันติ
สุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะน้ันแนวคิดเป็นสารท่ีผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อ่ืนทราบ เช่น ความดี
ความยตุ ิธรรม ความรัก เปน็ ต้น
บรบิ ท
บริบทเป็นคาท่ีแวดล้อมข้อความท่ีอ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากาหนด
ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนาคาแวดลอ้ มมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพื่อทาความเข้าใจ
หรือความหมายของคา
๘๙
พลงั ของภาษา
ภาษาเปน็ เคร่ืองมือในการดารงชวี ติ ของมนุษย์ มนุษย์จงึ สามารถเรียนรูภ้ าษาเพ่ือการดารงชวี ิต เป็น
เคร่ืองมือของการสื่อสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ
ความคิดด้วยการพูด การเขียน และการกระทาซึ่งเป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มีภาษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคนมี
ภาษาน้อย มีคาศัพท์น้อย ความคิดของคนก็จะแคบไม่กว้างไกล คนที่ใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย คนจะ
ใช้ความคดิ และแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซงึ่ ส่งผลไปสกู่ ารกระทา ผลของการกระทาส่งผลไปส่คู วามคิด
ซ่ึงเป็นพลงั ของภาษา ภาษาจงึ มบี ทบาทสาคัญตอ่ มนษุ ย์ ช่วยใหม้ นุษย์พัฒนาความคิด ชว่ ยดารงสงั คมให้มนษุ ย์
อยู่ร่วมกันในสงั คมอย่างสงบสุขมีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาตดิ ต่อส่ือสารกัน ช่วยให้คนปฏบิ ัติ
ตนตามกฎเกณฑ์ของสังคม ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปล่ียนความคิดเห็น การ
อภิปรายโต้แย้ง เพื่อนาไปสู่ผลสรุป มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้ จดบันทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วย
จรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตัวของมันเอง เพราะภาพย่อมประกอบดว้ ยเสียง
และความหมาย การใชภ้ าษาใช้ถ้อยคาทาให้เกิดความร้สู ึกต่อผรู้ ับสาร ให้เกดิ ความจงเกลียดจงชังหรือเกดิ ความ
ช่ืนชอบ ความรักยอ่ มเกดิ จากภาษาทั้งส้ิน ทน่ี าไปสู่ผลสรุปทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
ภาษาถิน่
ภาษาถิ่นเป็นภาษาพ้ืนเมืองหรือภาษาที่ใช้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาด้ังเดิมของชาวพื้นบ้านท่ีใช้พูดจา
กันในหมู่เหล่าของตน บางคร้งั จะใช้คาที่มีความหมายต่างกนั ไปเฉพาะถ่นิ บางครง้ั คาท่ีใช้พดู จากันเป็นคาเดียว
ความหมายต่างกันแล้วยังใช้สาเนียงที่ต่างกัน จึงมีคากล่าวที่ว่า “สาเนียง บอกภาษา” สาเนียงจะบอกว่าเป็น
ภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถ่ินใด อย่างไรก็ตามภาษาถ่ินในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาถ่ินเหนือ ถ่ินอีสาน
ถิน่ ใต้ สามารถสอื่ สารเข้าใจกันได้ เพียงแต่สาเนยี งแตกตา่ งกนั ไปเทา่ น้ัน
ภาษาไทยมาตรฐาน
ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกว่า ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เป็นภาษาท่ีใช้ สื่อสาร
กนั ท่วั ประเทศและเป็นภาษาที่ใช้ในการเรยี นการสอน เพ่อื ให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการติดต่อส่ือสาร
สรา้ งความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใชก้ ันในเมืองหลวง ทใี่ ชต้ ดิ ตอ่ กนั ท้ังประเทศ มีคาและ
สาเนียงภาษาท่ีเป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคาได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรือ
ภาษาไทยมาตรฐานมีความสาคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกันมาเป็นวรรณคดี
ประจาชาติจะใช้ภาษาท่ีเป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ ทาให้วรรณคดีเป็นเครื่องมือ
ในการศึกษาภาษาไทยมาตรฐานได้
ภาษาพูดกับภาษาเขียน
ภาษาพูดเป็นภาษาท่ีใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้สื่อสารกันได้ดี
สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูง ในครอบครัว และติดต่อส่ือสารกันอย่างไม่เป็นทางการ การใช้
ภาษาพดู จะใชภ้ าษาทเ่ี ปน็ กนั เองและสุภาพ ขณะเดยี วกนั ก็คานงึ ว่าพูดกับบุคคลที่มีฐานะต่างกัน การใช้ถอ้ ยคา
กต็ ่างกนั ไปด้วย ไม่คานงึ ถึงหลักภาษาหรือระเบยี บแบบแผนการใช้ภาษามากนัก
ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาท่ีใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคา และคานึงถึงหลักภาษา เพ่ือใช้ในการ
ส่ือสารใหถ้ ูกต้องและใชใ้ นการเขียนมากกว่าพดู ต้องใชถ้ อ้ ยคาที่สุภาพ เขียนใหเ้ ปน็ ประโยค เลือกใช้ถ้อยคาท่ี
๙๐
เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการต่าง ๆ เช่น การกล่าวรายงาน กล่าวปราศรัย
กล่าวสดดุ ี การประชมุ อภปิ ราย การปาฐกถา จะระมัดระวงั การใชค้ าท่ไี ม่จาเป็นหรือ คาฟมุ่ เฟือย หรอื การเล่น
คาจนกลายเป็นการพดู หรอื เขยี นเลน่ ๆ
ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน (Local Wisdom) บางคร้ังเรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของคนในท้องถิ่นท่ีมีความสัมพันธ์ระหวา่ งคนกับคน คนกับธรรมชาติ เพ่ือความอยู่รอด แต่คนใน
ท้องถ่ินจะสร้างความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏบิ ัติ เป็นความรู้ ความคิด ที่นามาใช้ในท้องถ่ินของตน
เพ่ือการดารงชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ผู้รู้จึงกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เก่ียวกับ
ภาษา ยารกั ษาโรคและการดาเนินชวี ติ ในหมู่บา้ นอย่างสงบสุข
ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น บทเพลง สุภาษิต คาพังเพยในแต่ละ
ท้องถิ่น ที่ได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ต่างกัน โดยนา
ภูมปิ ัญญาทางภาษาในการส่ังสอนอบรมพธิ ีการต่าง ๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเป็นคาประพันธ์ใน
รูปแบบตา่ ง ๆ ทงั้ นทิ าน นิทานปรัมปรา ตานาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเหก่ ลอ่ ม บทสวดต่าง ๆ บททาขวญั
เพ่ือประโยชนท์ างสงั คมและเป็นสว่ นหน่ึงของวัฒนธรรมประจาถ่ิน
ระดับภาษา
ภาษาเป็นวัฒนธรรมท่ีคนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสท่ีใช้ภาษา
บุคคลและประชมุ ชน การใช้ภาษาจงึ แบง่ ออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรปู แบบตาราแตล่ ะเล่มจะแบ่ง
ระดบั ภาษาแตกต่างกันตามลักษณะของสัมพันธภาพของบุคคลและสถานการณ์
การแบ่งระดับภาษาประมวลได้ดังนี้
๑. การแบ่งระดบั ภาษาทเี่ ปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ
๑.๑ ภาษาท่ีไม่เป็นทางการหรือภาษาที่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุมในการกล่าว
สุนทรพจน์ เปน็ ตน้
๑.๒ ภาษาท่ีไม่เป็นทางการหรือภาษาท่ีไม่เปน็ แบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา การใช้
ภาษาในการเขยี นจดหมายถึงผคู้ ุน้ เคย การใช้ภาษาในการเลา่ เรือ่ งหรอื ประสบการณ์ เป็นต้น
๒. การแบ่งระดับภาษาที่เป็นพิธีการกับระดับภาษาท่ีไม่เป็นพิธีการ การแบ่งภาษาแบบนี้เป็นการ
แบ่งภาษาตามความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลเปน็ ระดับ ดังนี้
๒.๑ ภาษาระดับพธิ กี าร เปน็ ภาษาแบบแผน
๒.๒ ภาษาระดับก่ึงพธิ ีการ เปน็ ภาษากึง่ แบบแผน
๒.๓ ภาษาระดบั ที่ไมเ่ ป็นพธิ ีการ เป็นภาษาไม่เปน็ แบบแผน
๓. การแบง่ ระดับภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบ่งระดบั ภาษาในระดับย่อยเป็น ๕ ระดับ
๓.๑ ภาษาระดบั พิธีการ เช่น การกลา่ วปราศรยั การกลา่ วเปิดงาน
๓.๒ ภาษาระดบั ทางการ เชน่ การรายงาน การอภปิ ราย
๓.๓ ภาษาระดบั กึง่ ทางการ เช่น การประชุมอภิปราย การปาฐกถา
๙๑
๓.๔ ภาษาระดบั การสนทนา เชน่ การสนทนากับบุคคลอย่างเป็นทางการ
๓.๕ ภาษาระดบั กนั เอง เชน่ การสนทนาพดู คุยในหมู่เพอ่ื นฝงู ในครอบครวั
วิจารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทาความเข้าใจเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงอย่างมีเหตุผล
การมีวิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาด
เป็นเหตุเป็นผล