ก คำนำ หนังสือ(E-Book)เล่มนี้จัดทำเพื่อ เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ และศึกษาเรื่องราว สมัยรัตนโกสินทร์ใน ตอนนั้นว่ามีความเป็นมายังไง ศึกษาวัฒนธรรมและศิลปกรรมความดีงานในพระพุทธศาสนา รวมไปถึงความโดดเด่นในทาง เศรษฐกิจ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกคนจะได้รับความรู้สาระและความเพลิดเพลินในการอ่านและหวังว่าผู้อ่านจะ ได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ น.ส. ชุติกานจน์ จันทรตะเภา เลขที่5 น.ส. ฐิตราภรณ์ อ่อนอรุณ เลขที่ 6 น.ส. อารียา นาควัน เลขที่8 ผู้จัดทำ
ข คำนำ เรื่อง หน้า ประวัติการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ 1 การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 2 การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง 3-4 การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลาย 5-7 อำนาจพระมหากษัตริย์ 8-9 บรรณานุกรม 10 ภาคผนวก 11
1 ประวัติการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ อาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นราชอาณาจักรที่สี่ในยุคประวัติศาสตร์ของไทย เริ่มตั้งแต่การย้ายเมืองหลวงจากฝั่งกรุงธนบุรี มายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐม กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ครึ่งแรกของสมัยนี้เป็นการเพิ่มพูนอำนาจ ของอาณาจักร ถูกขัดจังหวะด้วยความขัดแย้งเป็นระยะกับพม่า เวียดนามและลาว ส่วนครึ่งหลังนั้นเป็นการเผชิญกับประเทศ เจ้าอาณานิคม อังกฤษและฝรั่งเศส จนทำให้ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมของ ตะวันตก ผลกระทบจากภัยคุกคามนั้น นำให้อาณาจักรพัฒนาไปสู่รัฐชาติ สมัยใหม่ที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยมีพรมแดน ที่กำหนดร่วมกับชาติตะวันตก สมัยนี้มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ด้วยการเพิ่มการค้ากับต่างประเทศ การเลิก ทาส และการขยายการศึกษาแก่ชนชั้นกลางที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างแท้จริงกระทั่งระบอบสม บูรณาญาสิทธิราชถูกแทนที่ด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ในการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ชื่อ “รัตนโกสินทร์” ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่บทความนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์จนถึง พ.ศ. 2475 เท่านั้น แหล่งอ้างอิง https://sites.google.com/a/srisawat.ac.th/prawatisastr-thiy/home/smay-ratnkosinthr-txn-tn
2 การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นระยะเชื่อมต่อระหว่างประวัติศาสตร์ไทยยุคเก่ามาสู่การ ปฏิรูป และพัฒนาประเทศตามแบบอารยธรรมตะวันตกในยุคปัจจุบัน ความเจริญในด้านต่างๆ ในช่วงนี้คือ 1.การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด 2.การปกครองส่วนกลาง มีลักษณะดังนี้ คือ มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง และมีจตุสดมภ์ทั้ง 4 ฝ่าย ภายใต้การดูแลของสมุ หนายก 3. การปกครองส่วนภูมิภาค ได้มีการแบ่งหัวเมืองเป็น 3 ประเภท คือหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช 4.ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการชำระและรวบรวมกฎหมายเก่าขึ้นเป็นประมวลกฎหมายเรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” ตราทั้ง สามคือ ตราราชสีห์ ตราคชสีห์ และตราบัวแก้ว 5.การศึกษามีศูนย์กลางอยู่ที่ วัด วัง และตำหนักเจ้านาย 6. รัชกาลที่ 3 โปรดให้จารึกตำราการแพทย์แผนโบราณ ไว้ที่วัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวัดมหาวิทยาลัยแห่ง แรกของไทย 7.ด้านศาสนา มีการทำนุบำรุงศาสนา มีการออกกฎหมายสำหรับพระสงฆ์ และมีการสร้างวัดสำคัญๆ 8. ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการสร้าง และปฏิสังขรณ์วัดเป็นจำนวนมาก 9.ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกได้ขยายตัวมาก ชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมากขึ้น กว่าครั้งอดีต แหล่งอ้างอิง https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fhistory-
3 การปกครองรัตนโกสินทร์ตอนกลาง สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยตอนนี้ อยู่ที่ การทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ในสมัยรัชการที่ 4 ผลจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงทำให้สภาพสังคมไทยเปลี่ยนแปลง ทั้งใน ด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อนำประเทศให้เจริญก้าวหน้าตามแบบอารยธรรมตะวันตก มีการ เปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ด้านการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงแก้ไขเปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่างเพื่อให้ราษฎรมีโอกาสใกล้ชิดกับ พระมหากษัตริย์ คือ เปิดโอกาสให้ราษฎรเข้าเฝ้าได้โดยสะดวก ให้ราษฎรเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ได้ ในขณะที่ทรงเสด็จพระ ราชดำเนิน ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ และจัดแบ่งหน่วยราชการเป็นกรมต่างๆ 12 กระทรวง มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง การปกครองส่วนภูมิภาค ทรงยกเลิกการจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี และ จัตวา แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และการปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มจัดการทดลอง แบบ “สุขาภิบาล” ขึ้นเป็นครั้งแรก 2. การปฏิรูปกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ 4 ทรงตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับ เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพ บ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับมรดก สินสมรส ฯลฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดาแห่งกฎหมาย ไทย) เป็นกำลังสำคัญ มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย จัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น 3. ด้านเศรษฐกิจ ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงแล้ว การค้าของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก ทำให้มีการปรับปรุงด้าน เศรษฐกิจ เช่น ในรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนการใช้เงินพดด้วงมาเป็นเงินเหรียญ มีการขุดคลอง ตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนมาตราเงินไทยมาใช้ระบบทศนิยม ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแทนเงิน ให้ใช้เหรียญบาท เหรียญสลึง และเหรียญสตางค์แทนเงินแบบเดิม มีการจัดตั้งธนาคารของเอกชนขึ้นเป็นครั้งแรก คือ “แบงก์สยามกัมมาจล” ปัจจุบันคือ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ตั้ง “คลังออมสิน” ขึ้น ปัจจุบันคือ “ธนาคารออมสิน” 4. ด้านการศึกษา ผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของไทยตามแบบสมัยใหม่ คือ คณะมิชชันนารีอเมริกัน ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ได้ตั้งโรงเรียนชายขึ้นที่ตำบลสำเหร่ ซึ่งปัจจุบันคือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ส่วนโรงเรียนสตรีแห่งแรกในไทยคือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ปัจจุบันคือ โรงเรียนวัฒนาวิทยา ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีโรงเรียนประเภทต่างๆ เกิดขึ้น คือ โรงเรียน นายทหารมหาดเล็ก โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ 5. ด้านศาสนา รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น วัดโสมนัสวิหาร วัดราชประดิษฐ์ วัดปทุมวนาราม ในสมัยรัชกาล ที่ 5 ทรงมีพระกรณียกิจที่สำคัญคือ โปรดให้จัดตั้งสถานศึกษาสำหรับพระสงฆ์ขึ้น 2 แห่ง ซึ่งต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยของสงฆ์มี การศึกษาถึงระดับปริญญาเอก คือ “มหามกุฏราชวิทยาลัย” วัดบวรนิเวศวิหาร และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ฯ
4 6. ด้านขนบธรรมเนียมประเพณีในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ทรงให้เสรีภาพประชาชน ในการนับถือศาสนา และประกอบอาชีพ ให้ข้าราชการสวมเสื้อราชปะแตน และสวมหมวกอย่างยุโรป ข้าราชการทหารแต่ง เครื่องแบบตามแบบตะวันตก ทรงเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้าและให้ยืนเข้าเฝ้าแทน ยกเลิกการโกนผมเมื่อ พระมหากษัตริย์สวรรคต 7. ด้านศิลปกรรม เริ่มมีการก่อสร้างแบบตะวันตก เช่น พระราชวังสราญรมย์ พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธชินราชจำลอง วัดเบญจมบพิตร พระราชนิพนธ์ที่สำคัญ ได้แก่ พระราชพิธีสิบสองเดือน เงาะป่า การก่อสร้าง แบบตะวันตก เช่น พระราชวังสนามจันทร์ พระราชวังพญาไท ด้านดนตรีและการแสดงละคร มีความรุ่งเรืองมาก มีการแสดง ละครเพิ่มขึ้นหลายประเภท เช่น ละครร้อง ละครพูด ด้านวรรณคดี ได้มีพระราชนิพนธ์หลายเรื่อง เช่น “เวนิสวาณิช” “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” ฯลฯ แหล่งอ้างอิง https://www.google.com/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Fwww.kalyanamitra.org%2Fth%2Funiboon_detail.ph p%3Fpage%3D3031&psig=AovVaw08lasyAxTmfCAZ1du5fraN&ust=1695377796494000&source=images&cd= vfe&opi=89978449&ved=0CBAQjRxqFwoTCLCLutC8u4EDFQAAAAAdAAAAABAE
5 การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลาย กรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ ไทยตอนนี้ อยู่ที่การทำ สนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชการที่ 4 ที่มาและสาระสำคัญของการทำสนธิสัญญาเบาริง มีดังนี้ สนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชการที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ต่างประเทศ มาเป็นการคบค้ากับ ชาวตะวันตก เพื่อความอยู่รอดของชาติ เนื่องจากทรงตระหนักถึงภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งกำลังคุกคามประเทศต่าง ๆ อยู่ในขณะนั้น จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ คือ การทำสนธิสัญญาเบาริง กับอังกฤษ ใน พ.ศ. 2398 โดย พระนางเจ้าวิกตอเรีย ได้แต่งตั้งให้ เซอร์ จอห์น เบาริง เป็นราชทูตเข้ามาเจรจา สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาริง อังกฤษขอตั้งสถานกงสุลในประเทศไทย คนอังกฤษมีสิทธิเช่าที่ดินในประเทศไทยได้ คนอังกฤษสามารถสร้างวัด และเผยแพร่คริสต์ศาสนาได้ เก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ 3 พ่อค้าอังกฤษและพ่อค้าไทยมีสิทธิค้าขายกันได้โดยเสรี สินค้าต้องห้าม ได้แก่ข้าว ปลา เกลือ ถ้าไทยทำสนธิสัญญากับประเทศอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์เหนือประเทศ อังกฤษ จะต้องทำให้อังกฤษด้วย สนธิสัญญานี้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จนกว่าจะใช้แล้ว 10 ปี และในการแก้ไข ต้องยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย และต้องบอกล่วงหน้า 1 ปี ผลของสนธิสัญญาเบาริง ผลดีรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ การค้าขยายตัวมากขึ้น เปลี่ยนแปลงการค้าเป็นแบบเสรี อารยธรรมตะวันตก เข้ามาแพร่หลาย สามารถนำมาปรับปรุงบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้ามาขึ้น ผลเสีย ไทยเสียสิทธิทางการศาลให้อังกฤษ และคนในบังคับอังกฤษ อังกฤษ เป็นชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง อังกฤษ เป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงไม่ยอมทำการแก้ไข
6 ผลจากการทำสนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้สภาพสังคมไทย เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อนำประเทศให้เจริญก้าวหน้า ตามแบบอารยธรรมตะวันตก การเปลี่ยนแปลง ในด้านต่าง ๆ 1. ด้านการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงแก้ไขเปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่าง เพื่อให้ราษฎร มีโอกาสใกล้ชิดกับ พระมหากษัตริย์ คือ เปิดโอกาสให้ราษฎร เข้าเฝ้าได้โดยสะดวก ให้ราษฎรเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ได้ ในขณะที่ทรงเสด็จ พระราชดำเนิน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปการปกครอง ครั้งสำคัญ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปรับปรุงใน ระยะแรก ให้ตั้งสภา 2 สภา คือ สภาที่ปรึกษา ราชการแผ่นดิน (Council of State) และ สภาที่ปรึกษาในพระองค์ (Privy Council) กับการปรับปรุงการปกครอง ในระยะหลัง (พ.ศ. 2435) ซึ่งนับว่า เป็นการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ โดยมี ลักษณะ คือ การปกครองส่วนกลาง โปรดให้ยกเลิกการปกครอง แบบจตุสดมภ์ และ จัดแบ่งหน่วยราชการเป็นกรมต่าง ๆ 12 กรม (กะรทรวง) มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง การปกครองส่วนภูมิภาค ทรงยกเลิก การจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี และจัตวา เปลี่ยนการปกครองเป็น เทศาภิบาล ทรงโปรดให้รวมเมืองหลายเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้ปกครอง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย กับทรงแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด (เมือง) อำเภอ ตำบล และ หมู่บ้าน และการปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มจัดการทดลองแบบ สุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก 2. การปฏิรูปกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ 4 ทรงตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับ เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพ บ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับมรดก สินสมรส ฯลฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 การปฏิรูปกฎหมายและการศาลครั้งสำคัญ มี ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดาแห่งกฎหมาย) เป็นกำลังสำคัญ ผลการปฏิรูปกฎหมายและ การศาล มีดังนี้ตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย ตรากฎหมายขึ้นตามแบบอารยประเทศ ฉบับใหม่ และทันสมัยที่สุด คือ กฎหมาย ลักษณะอาญา จัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ปฏิรูปเพิ่มเติมดังนี้ ตั้งกรมร่างกฎหมาย ร่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทรงดำเนินการเพื่อหาทางแก้ไขสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เช่น การส่ง ทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 3. ด้านเศรษฐกิจ ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริงแล้ว การค้าของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้น มาก ทำให้มีการปรับปรุงด้าน เศรษฐกิจ เช่น ในรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนการใช้เงินพดด้วงมาเป็นเงินเหรียญ และขุดคลอง ตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ใน สมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนมาตราเงินไทยมาใช้ระบบทศนิยม ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแทนเงิน ให้ใช้เหรียญบาท สลึง และเหรียญสตางค์แทนเงินแบบเดิม มีการจัดตั้งธนาคารของเอกชนขึ้นเป็นครั้งแรก คือ แบางก์สยามกัมมาจล (ปัจจุบัน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์) ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ตั้งคลังออมสินขึ้น (ปัจจุบันคือ ธนาคารออสนิ) 4. ด้านการศึกษา ผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของไทย ตามแบบสมัยใหม่ คือ คณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งเข้ามา ในสมัยรัชกาลที่ 3 และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ได้ตั้งโรงเรียนชายขึ้นที่ตำบลสำเหร่ ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงเรียนกรุงเทพคริส เตียนวิทยาลัย ส่วนโรงเรียนสตรีแห่งแรกในไทย คือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยา) ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญขึ้น เพื่อสร้างคนที่มีความรู้ให้เข้ารับราชการ เพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ได้มี โรงเรียนประเภทต่าง ๆ เกิดขึ้น คือ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และโรงเรียนวัด มหาวรรณพาราม (โรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรก) นอกจากนี้ ยังได้โปรดให้จัดทำแบบเรียนขึ้น ซึ่งเรียบเรียงโดย พระยาศรี สุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
7 ในคราวที่ปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้น เพื่อรับผิดชอบในด้าน การศึกษา และยังได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงอีกด้วย ส่วนการปรับปรุงการศึกษาที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 6 มีดังนี้ ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นใช้ในปี พ.ศ. 2464 ให้เรียกเก็บเงิน “ศึกษาพลี” จากราษฎรเพื่อบำรุงการศึกษาในท้องถิ่น ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นแห่งแรก คือ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 5. ด้านศาสนา รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติ ลักษณะการปกครองสงฆ์เป็นฉบับแรก โดยมีสมเด็จ พระสังฆราช เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาสูงสุด มีมหาเถรสมาคมให้คำปรึกษา โปรดให้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น วัดโสมนัส วิหาร วัดราชประดิษฐ์ วัดปทุมวนาราม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระกรณียกิจที่สำคัญ คือ โปรดให้จัดตั้งสถานศึกษา สำหรับพระสงฆ์ขึ้น 2 แห่ง (ซึ่งต่อมา เป็นมหาวิทยาลัยของสงฆ์ หรือมาหวิทยาลัยพระพุทธศาสนา มีการศึกษาถึงระดับ ปริญญาเอก) คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยา อยู่ที่วัดมหาธาตุฯ เป็นสถานศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงการณราชวยิทยาลัย ศึกษาได้ทุกนิกาย ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส ทั่วโลก มหามกุฏราชวิทยาลัย อยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสถานศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย การให้บริการด้านการศึกษา เช่นเดียวมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) 6. ด้านขนบธรรมเนียมประเพณีในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ทรงให้เสรีภาพ ประชาชน ในการนับถือศาสนาและประกอบอาชีพ โปรดให้สตรีได้ยกฐานให้สูงขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ ข้าราชการสวมเสื้อราชปะแตก และสวมหมวกอย่างยุโรป ให้ข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบ ตามแบบตะวันตก โปรดให้ ผู้ชายในราชสำนัก ไว้ผมทรงมหาดไทย เปลี่ยนมาไว้ผมตัดยาวทั้งศีรษะแบบฝรั่ง โปรดให้ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก ให้ไว้ผมตัดยาว ที่เรียกว่า “ทรงดอกกระทุ่ม” ทรงแก้ไขประเพณีการสืบสันตติวงศ์ โดยยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้น ทรงเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า และให้ยืนเข้าเฝ้าแทน ยกเลิกการโกนผม เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต ยกเลิกการไต่สวนคดีแบบจารีตนครบาล และที่ สำคัญที่สุด ที่พระองค์ทรงได้พระราชสมัญญานาม ว่า “พระปิยมหาราช” ซึ่งแปลว่า มหาราชที่ทรงเป็นที่รักของประชาชน คือการยกเลิกระบบไพร่ และระบบทาส ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้พระราชบัญญัตินามกสุล โปรดให้ใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นศักราชทางราชการ แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการ ให้สอดคล้องกับสากลนิยม โปรดให้กำหนดคำนำหน้าชื่อเด็กหญิง เด็กชาย นางสาว และนาง เปลี่ยนแปลงธงประจำชาติ จากธงรูปช้างเผือก มาเป็นธง ไตรรงค์ ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ตามแบบประเทศยุโรป 7. ด้านศิลปกรรม ในสมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีการก่อสร้างแบบ ตะวันตก เช่น พระราชวังสราญรมย์ พระนครคีรีที่เพชรบุรี ด้านจิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถ และวิหารวัดบวรนิเวศวิหาร จิตรกรเอกในสมัยนี้ ได้แก่ ขรัวอินโข่ง ซึ่งเริ่มเขียนภาพแบบสามมิติตามแบบตะวันตก เป็นบุคคลแรก ในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพล แบบ ตะวันตกมากขึ้น ประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธชินจำลอง วัดเบญจมบพิตร พระบรมรูปหล่อพระมหากษัตริย์ 4 รัชกาล พระราชนิพนธ์ที่สำคัญ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ไกล บ้าน เงาะป่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการก่อสร้างตามแบบไทย ได้แก่ หอประชุมโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย อนุสาวรีย์ทหารอาสา การก่อสร้างแบบตะวันตก เช่น พระราชวังสนามจันทร์ พระราชวังพญาไท ด้านจิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนที่ฝาผนังวิหารทิศ
8 อำนาจพระมหากษัตริย์ 1. ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา 2. ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี 3. ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล พระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภาและนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง ศาลจะเป็นผู้พิจารณาคดีในพระปรมาภิไธยของ พระมหากษัตริย์ พระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งประธานองคมนตรีและองคมนตรี ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการในการแต่งตั้ง และประธานองคมนตรีจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีคนต่อไป หน้าที่ขององคมนตรี ถวายคำปรึกษาและความเห็นในพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์อำนาจอธิปไตยและการใช้ อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจสูงสุดในการออกกฎหมายโดยสถาบันรัฐสภา ในรัฐสภามี 2 สภา คือ 1. สภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในอัตราส่วน 1 : 150,000 มีวาระ 4 ปี 2. วุฒิสภา มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ มีสมาชิก 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ 4 ปี หน้าที่ของรัฐสภา 1. ทำหน้าที่ออกกฎหมาย 2. ทำหน้าที่คัดเลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ 3. รัฐสภาควบคุมการปฏิบัติงานของรัฐบาล 4. วุฒิสภา หรือวุฒิสมาชิกทำหน้าที่กลั่นกรองพิจารณาร่างกฎหมาย บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส .1. เลือกคณะรัฐบาลเพื่อบริหารงาน 2. เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาลกับประชาชน 3. ร่วมกันเสนอแนะ ปรับปรุงและรักษาการปกครองแบบประชาธิปไตยในสังคม ให้ดีขึ้น 4. ร่วมกันตรากฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับของสภา 5. ควบคุมการทำงานของรัฐบาล 6. อนุมัติงบประมาณของแผ่นดิน อำนาจบริหาร คือ อำนาจในการนำกฎหมายไปบังคับใช้หรือบริหารประเทศโดยรัฐบาล อำนาจและหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี 1. ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต 2. อุทิศเวลาให้แก่การบริหารราชการแผ่นดิน 3. รับผิดชอบร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร 4. มิสิทธิเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร 5. มีสิทธิขอให้รัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไป 6. มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ 7. มีอำนาจขอกราบบังคมทูลให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร 8. มีอำนาจกราบบังคมทูลแต่งตั้งหรือถอดถอนข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ปลัด กระทรวง อธิบดี 9. มีอำนาจกราบบังคมทูลขอให้พระมหากษัตริย์ ประกาศกฎอัยการศึก และพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษได้
9 อำนาจตุลาการ คือ อำนาจในการตัดสินคดี โดยสถาบันศาล ซึ่งศาลแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ศาลชั้นต้น ศาล อุทธรณ์ และศาล ฎีกา ผู้พิพากษาและตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย คณะกรรมการตุลาการ มีหน้าที่ แต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน เลื่อนตำแหน่ง เลือนเงินเดือน การลงโทษทั้งทางวินัยแก่ข้าราชการตุลาการ คณะตุลาการ รัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติของกฎหมายอื่นใดขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดแย้งกฎหมายนั้นจะนำมา บังคับใช้ไม่ได้ และพิจารณาคุณสมบัติของ ส.ส. วุฒิสภาและรัฐมนตรี การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 1. การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวง ทบวง กรม 2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย จังหวัด อำเภอ 3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตำบล แหล่งอ้างอิง https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Ftlhr2014.com%2Farchives%2F15022&psig=AOvVa w1weikFuMo52a5eLzkVa77A&ust=1695379110711000&source=images&cd=vfe&opi=89978449&ved=0CBAQ jRxqFwoTCPDL4MLBu4EDFQAAAAAdAAAAABAE
10 บรรณานุกรม https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/human_society/17.html https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34898 https://natjma335.wordpress.com/2012/12/03/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B 9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8 %95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2/
11 ภาคผนวก https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/human_society/17.htm https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34898 https://natjma335.wordpress.com/2012/12/03/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B 9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8 %95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2/