เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชา การวจิ ัยเพ่อื พฒั นาการเรียนรู้
ผศ.ดร.ดำรงค์ เบญจครี ี
บทท่ี 1 ปรชั ญาเบอ้ื งตน้ การวิจยั
(Basic Philosophy of Research)
การวิจัย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหา
ความรู้ความจริงจากปรากฎการณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความก้าวหน้า และพัฒนาความรู้ทางวิชาการใน
แต่ละสาขาวิชา การศึกษาพื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เข้าใจใน
ธรรมชาติของวชิ า หลักปรัชญา แนวคิด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ความจริง ตามวิธี
ของนกั ปรัชญากลุม่ ตา่ ง ๆ ซง่ึ John W. Creswell และ J. David Creswell (2018) ใหข้ ้อเสนอแนะ
ในการเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยว่าควรใช้ วิธีการเชิงคุณภาพ วิธีการเชิงปริมาณ หรือวิธีการวิจัยแบบ
ผสม เพื่อให้เหมาะสมจะพิจารณาจากโครงร่างงานวิจัย ในการเขียนโลกทศั น์โครงร่างงานวจิ ัยจะต้อง
มสี ่วนประกอบ 1) โลกทศั น์ปรชั ญา (Philosophical Worldview) ทีเ่ สนอในการศึกษา 2) การให้คำ
นิยาม แนวคิดพื้นฐานของโลกทัศน์และ 3) กรอบโลกทัศน์สร้างวิธีการวิจัยได้อย่างไร จะเห็นว่า
พื้นฐานด้านปรัชญามีความสำคัญต่อกระบวนการวิจัยในแต่ละเรื่อง เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานจะทำ
ให้การเรยี นรใู้ นเร่ืองการวิจยั เปน็ ไปอย่างราบรน่ื มคี วามต่อเนอื่ ง ซงึ่ เน้อื หาในบทน้ีจะอธิบายเก่ียวกับ
ความจริง การแสวงหาความจริง ความรู้ การแสวงหาความรู้ ในลักษณะเชงิ ปรัชญา การวิจัยและการ
คน้ พบความจรงิ ความรู้ จนได้เปน็ ศาสตรข์ องการวิจัย
1. ความจรงิ
การวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาความรู้ความจริงจากปรากฎการณ์ต่าง ๆ แล้วความจริงที่
กล่าวคืออะไร คำถามอะไรคือความจริง เป็นคำถามในลักษณะเชิงปรัชญา เรียกว่า อภิปรัชญา
(Metaphysics) หรือ ภวันตวทิ ยา (Ontology) คำตอบคำถามนจี้ ะแตกตา่ งกันตามแนวคดิ นักปรัชญา
โดยที่ รตั นะ บวั สนธ์ (2556) จำแนกคำตอบ อะไรคอื ความจรงิ ตามกล่มุ นกั ปรัชญาได้สามกล่มุ
กลมุ่ แรกเรียกว่า เอกนิยม (Monism) กลมุ่ นเ้ี ชื่อว่าความจรงิ มีเพยี งส่ิงเดียว และกลุ่มน้ี
ยังจำแนกได้อีกสองพวก คือ พวกจิตนิยม (Idealism) และพวก สสารนิยม (Materialism) โดย
พวกจิตนิยม เชื่อว่า ความจริงเป็นสิ่งเดียวคือจิต (Mind) หรือแบบ (Form) ในขณะที่พวกสสารนิยม
เชอื่ ว่า ความจริงเปน็ ส่ิงเดยี วคือกาย (Body) หรอื สสาร (Material)
2 | บทที่ 1 ปรชั ญาเบือ้ งต้นการวิจัย
จิตและกาย นักปรชั ญานำมาใช้เพ่ืออธิบายความจริงเก่ียวกับมนุษย์ พวกจิตนิยม จะ
เชือ่ ว่า จติ จะอยู่นิรนั ดร์ กายไมใ่ ช่ความจริง เพราะกายมีการเน่าสลายไปได้ส่ิงที่คงอยู่คือจิต ในขณะที่
พวกสสารนิยม เชื่อว่า ความจริงของมนุษย์คือ ร่างกายที่มองเห็นสัมผัสจับต้องได้ จิตไม่ใช่ความจริง
เพราะสมั ผสั จบั ตอ้ งไม่ได้
ความจริงที่ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ หรือความจริงของสรรพสิ่งต่าง ๆ พวกจิตนิยม เชื่อว่า
ความจริงของสรรพสิ่ง คือ แบบ มีลักษณะเช่นเดียวกับจิต ไม่สูญหายอยู่เป็นนิรันดร์ เช่น เราเห็น
หนังสือว่าเป็นหนังสือ นักปรัชญากลุ่มนี้จะเชื่อว่าหนังสือที่เราเห็นนั้นไม่ใช่ความจริง ความจริงก็คือ
แบบของหนงั สอื แมว้ า่ หนังสอื จะถูกทำลาย หรอื สูญสลายแต่ แบบความเปน็ หนังสือ จะยงั คงอยู่ และ
เมอื่ สรรพส่ิงมาแทนทีแ่ บบความเป็นหนงั สือ เรากย็ งั คงมองเห็นเปน็ หนังสือได้ ในทางตรงกันขา้ ม พวก
สสารนิยม จะเชื่อว่าความจริงของสรรพสิ่งคือ สสาร หรือคุณสมบัติความเป็นสสาร เช่น หนังสือมี
คณุ สมบตั ิเปน็ สสาร แม้จะถกู ทำลายย่อยสลาย กย็ ังคงมีคณุ สมบัติความเป็นสสาร
กลุ่มที่สองเรียกว่า ทวินิยม (Dualism) กลุ่มนี้เชื่อว่าความจริงประกอบไปด้วยสองส่ิง
คือทั้งกายและจติ หรือทัง้ สสารและแบบ ทง้ั สองสิง่ น้ีจะต้องอยู่ด้วยกนั เสมอ
กลุ่มทวินิยมมีความเชื่อว่า ความจริงของมนุษย์คือ ทั้งกายและจิต ทั้งสองส่วนต้อง
พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน กายเป็นที่อยู่ของจิต ถ้าไม่มีกายก็ไม่มีจิต กายสลายจิตสลาย ในทำนอง
เดียวกัน ถ้าไม่มีจิต กายก็เคลื่อนไหวไม่ได้ ไม่มีจิตก็เหมือนไม่มีกาย เมื่อนำความเชื่อกลุ่มนี้มาอธิบาย
ความจริงของสรรพสิ่ง ที่ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ กลุ่มทวินิยมเชื่อว่า ความจริงของสรรพสิ่งจะประกอบไป
ด้วยสองส่วน คือ สสารและแบบ (หรือ พลังงาน) ทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยกัน เช่น
แร่เป็นสสาร แต่ในแร่ก็จะมีพลังงาน หรือ น้ำมีสถานะเป็นสสาร ในน้ำก็มีพลังงาน ด้วยความเชื่อนี้ก็
จะอธิบายความจรงิ ของสง่ิ ตา่ ง ๆ ไดท้ กุ สง่ิ
กลุ่มที่สามเรียกวา่ พหุนิยม (Pluralism) กลุ่มนี้เชื่อว่าความจริงของสรรพสิ่งมีมากกว่า
สอง กลุ่มนม้ี องความจริงมไี ดห้ ลากหลายไม่จำกดั วา่ เปน็ หนึ่งเดียวหรอื สอง
กลุ่มพหุนิยม มีความเชื่อว่า ความจริงของมนุษย์มีมากกว่ากายและจิต เช่น ความ
จริงมนษุ ย์ประกอบดว้ ยไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทกุ ขงั อนตั ตา) หรอื ความจริงมนษุ ย์ประกอบดว้ ยธาตุท้ังสี่
ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือธาตุทั้งสี่ หรือความจริงมนุษยืประกอบด้วยขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ) เป็นต้น เมื่อนำความเชือ่ นี้มาอธิบายความจริงของสรรพสิง่ นักปรัชญากลุ่มน้ีมีความเช่อื ว่า
ความจริงของสรรพสิ่งมิใช่เป็นเพียงสสารและพลังงาน หรือสสารและแบบ เท่านั้น เช่น แร่มิใช่เป็น
เพียงสสารและพลังงาน หากแต่ยงั มแี ง่มุมอื่น ๆ ท่มี คี ุณลักษณะ คุณสมบัติในตัวแรน่ ้นั ซึ่งไม่มใี นส่ิงอ่ืน
เช่น ความแขง็ แกรง่ ความยืดหยนุ่ ความงดงาม เปน็ ตน้
3 | บทท่ี 1 ปรชั ญาเบ้อื งตน้ การวจิ ยั
ดังนั้นที่กล่าวมา ความจริงคืออะไร คำตอบของความจริงนั้นตอบได้หลากหลายแง่มุม
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ หรือสำนักคิด (School of thought) ของนักปรัชญาซึ่งจำแนกได้สามกลุ่ม
ดังกลา่ วมาข้างตน้ ด้วยเหตนุ ้ีคำตอบของความจริงคอื อะไร “ความจริง คอื ส่ิงท่ีเชื่อวา่ จริง”
2. กระบวนการคน้ หาความจริง
ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความจริง ส่งผลต่อการค้นหาความจริง และการได้มาซึ่งคำตอบของ
ความจริง แต่ก่อนที่จะได้ความจริงตามความเชื่อแต่ละปรัชญา ก็ต้องมีกระบวนการค้นหาความจริง
ซึ่งกระบวนการที่จะค้นหาความจริงของมนุษย์และสรรพสิ่งต่าง ๆ ทำได้อย่างไร เป็นคำถามเชิง
ปรัชญาท่เี รียกวา่ ญาณวิทยา (Epistemology) และคำตอบของกระบวนการค้นหาความจริงตามแนว
ปรชั ญา โดยท่ี รตั นะ บัวสนธ์ (2556) แบ่งคำตอบออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรก กลุ่มเหตผุ ลนิยม (Rationalism) อธิบายวา่ กระบวนการค้นหาความจริง ทำได้โดย
การใช้เหตุผล ครุ่นคิด หรือการคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อให้ได้ความจริง การคิดโดยอาศัยหลักการนิรนัย
(Deductive) เปน็ เครอ่ื งมือในการแสวงหาความจรงิ ความจรงิ ที่ได้จากกล่มุ นีเ้ กิดมาจากภายใน ไม่ใช่
มาจากภายนอก หรือจากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา ความจริงเป็นสิ่งนิรันดร์ ไม่แปรเปลี่ยน การ
ครนุ่ คดิ หาเหตผุ ลเปน็ การทำหน้าท่ขี องจิต หากจิตทำหนา้ ทไ่ี ดอ้ ย่างดเี ยยี่ มยอ่ มพบความจรงิ
ตาราง 1-1 ความสมั พันธข์ องความจริงและกระบวนการค้นหาความจริง
ความเชือ่ รปู แบบ กระบวนการค้นหา วิธีการ
เร่ือง ความจริง ความจริง
กล่มุ เอกนิยม จิต/แบบ (จติ นิยม) นริ นัย
กาย/สสาร (สสารนิยม) เหตุผลนิยม อปุ นัย
กลุ่ม ทวนิ ิยม จติ +กาย ประจักษน์ ยิ ม นริ นัย+
แบบ+สสาร เหตผุ ลนิยม+ อุปนัย
กลมุ่ พหุนยิ ม มากกวา่ จิต+กาย ประจกั ษน์ ยิ ม นิรนยั +
มากกว่า แบบ+สสาร เหตุผลนิยม+ อุปนยั
ประจักษ์นยิ ม
กลุ่มที่สอง กลุ่มประจักษ์นิยม (Empiricism) อธิบายว่า กระบวนการค้นหาความจริง ทำได้
โดยอาศยั ประสบการณ์ทงั้ สิน้ ความจรงิ เปน็ สงิ่ ที่ได้ภายหลังจากมนุษย์เกดิ ความจรงิ ไมม่ ีอยู่ก่อน และ
ไมเ่ ปน็ นริ ันดร์ กระบวนการคน้ หาความจรงิ คอื การใชป้ ระสาทสัมผัสทง้ั หา้ กับประสบการณ์โดยอาศัย
4 | บทท่ี 1 ปรัชญาเบ้อื งต้นการวิจยั
หลกั การอปุ นยั (Inductive) เป็นเครอื่ งมือสรปุ ขอ้ คน้ พบ เม่ือพจิ ารณาความสมั พันธข์ องความจริงและ
กระบวนการค้นหาความจรงิ สามารถจำแนกได้ดงั ตาราง 1-1
จากตาราง 1-1 แสดงให้เห็นว่าความเช่ือเรื่องความจรงิ สัมพันธ์กับกระบวนการคน้ หาความ
จริง เมื่อมีความเชื่อตามกลุ่มใด ก็จะมีรูปแบบความเชื่อ กระบวนการค้นหาความจริง และวิธีการ
สำหรบั เป็นเคร่อื งมือสรุปข้อคน้ พบนั้น ซึง่ วิธีการคน้ หาความจรงิ จะแยกเปน็ 2 วธิ ีการ หลักการนิรนัย
(Deductive) หลกั การอุปนยั (Inductive) แตล่ ะหลกั การมีความแตกตา่ งกันดงั น้ี
R. Burke Johnson และ Larry Christensen (2014) อธิบายการให้เหตผลแบบนิรนัย
เป็นกระบวนการของการวาดข้อสรุปท่ีเป็นจริง ถ้าสถานการณ์ที่เป็นจริง รูปแบบหนึ่งของการใช้
เหตผุ ลแบบนิรนยั คือการอา้ งเหตุผล ตัวอย่างเช่น
หลกั ฐานสำคัญ (Major Premise) ครูทกุ คนเปน็ มนุษย์
หลักฐานรอง (Minor Premise) ดำรงคเ์ ป็นครู
บทสรุป (Conclusion) ดำรงค์เปน็ มนษุ ย์
ตามการโต้แย้งแบบนิรนัยดำรงค์จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตามโปรดทราบว่าการให้
เหตุผลเช่นนี้ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของหลักฐาน เพียงลองเปลี่ยนคำว่ามนุษย์ด้วยคำว่าดาวอังคาร
จากนั้นคุณสรุปว่าดำรงค์เปน็ ชาวอังคาร การใช้เหตุผลแบบมีเหตุผลนั้น มีประโยชน์เมื่อเราให้เหตผุ ล
เกี่ยวกบั ส่ิงตา่ ง ๆ ในโลกของเรา แตเ่ ราต้องทำให้แนใ่ จวา่ หลักฐานของเราเป็นความจริงและเราต้องใช้
รปู แบบการโต้แย้งท่ถี กู ต้อง เราจำเปน็ ตอ้ งระมดั ระวังเกีย่ วกับส่งิ ทเี่ ราคิดเมอ่ื เราได้ข้อสรุป
ดังนั้นการใช้เหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Argument) เป็นการอ้างที่ประโยคอ้างให้
หลักฐานแก่ข้อสรุป ถ้าประโยคอ้างทั้งหมดเป็นจริง ข้อสรุปย่อมเป็นจริง การอ้างนิรนัยเริ่มต้นจาก
ประโยคอ้างที่มีลักษณะทั่วไป แล้วดำเนินไปสู่ข้อสรุปที่มีลักษณะเฉพาะ ลักษณะทุกอย่างท่ีมีอยู่ใน
ข้อสรุปย่อมมีอยูใ่ นประโยคอ้าง (ไม่ระบุไว้โดยตรงก็โดยนัยเป็นอย่างนอ้ ย) หน้าท่ีของการอ้างนริ นยั ก็
เพอ่ื แสดงลกั ษณะทม่ี ีอย่ใู นประโยคอา้ งให้เห็นอยา่ งชดั แจ้ง
การให้เหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning) เป็นวิธีการให้เหตุผลที่ข้อตั้ง (Premise)
ให้การสนับสนุนหลักฐานบางส่วนที่สื่อถึงความเท็จจริงของข้อสรุป หรือการให้เหตุผลแบบอุปนัยเปน็
การสรุปผลที่เกิดจากหลักฐานข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ต่างจากการให้เหตุผลแบบนิรนัยซึ่งตรงกันข้าม
ในขณะที่ข้อสรุปจากการให้เหตุผลแบบนิรนัยนั้นจะแน่นอน ความเท็จจริงของข้อสรุปจากการให้
เหตุผลแบบอุปนัยจะมีความน่าจะเป็นตามหลักฐานที่ได้มา การให้เหตุผลแบบนี้อาจเรียกได้อีกอย่าง
ว่าการให้เหตุผลจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Logic) ข้อสรุปการให้เหตุผลแบบอุปนัยนัยมาจากการ
ค้นหาความจริงจากการสังเกตหรือการทดลองหลายคร้ัง แล้วนำมาสรุปเป็นความรู้แบบท่ัวไป การหา
ข้อสรุปหรือความจริงโดยใช้วิธีการให้เหตุผลแบบอุปนัยจึงไม่จำเป็นต้องถูกต้องทุกครั้ง ข้อสรุปจะ
5 | บทท่ี 1 ปรัชญาเบ้ืองต้นการวจิ ยั
เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล หลักฐาน ข้อเท็จจริงที่นำมาอ้างซึ่งได้แก่
จำนวนข้อมูลและข้อมูล (วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี, 2562) วิธีการค้นหาความจริงด้วยการให้เหตุผล
แบบอปุ นัยจงึ มไี ด้หลากหลายชนิด เชน่ การวางนัยทวั่ ไป ตรรกบทสถิติ การอปุ นัยแบบงา่ ย การอุปนัย
แบบแจงนับ การอา้ งโดยแนวเทยี บ การอนมุ านเชิงสาเหตุ การคาดการณ์ เปน็ ต้น
3. ความรู้
การวิจัย ก่อให้เกิดความก้าวหน้าของศาสตร์ด้านต่าง ๆ เป็นผลมาจากการแสวงหา
แลกเปล่ยี น ถกเถยี ง ความถกู ตอ้ งของความรู้ และสะสมความรู้ เพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการ และการ
แก้ไขปัญหาของมนุษย์ คำถามหลักในการนำมาถกเถียงกันเกี่ยวกับความรู้ และการแสวงหาความรู้
คือ อะไรคือความรู้ ความรู้มาจากไหน ความรู้แท้จริงเป็นอย่างไรและมีหรือไม่ เป็นคำถามในเชิง
ปรัชญาความรู้ (Philosophy of Knowledge) หรือญาณวิทยา (Epistemology) หรือทฤษฎีความรู้
(Theory of knowledge) การศึกษาในแง่มุมน้ีเมื่อนำไปปรับใช้กับกรณีของศาสตร์ด้านต่าง ๆ มักจะ
เรยี กว่าปรัชญาแห่งศาสตร์ หรอื ปรชั ญาวทิ ยาศาสตร์ (Philosophy of Science) และในระยะต่อมาก็
แตกตัวออกมาเป็นปรัชญาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Philosophy of Natural Science) และปรัชญา
สังคมศาสตร์ (Philosophy of Social Science)
ในญาณวิทยา เมื่อกล่าวถึงความรู้ จะเป็นการหมายถึงความรู้แบบที่เป็นการรู้ข้อเท็จจริง
(Propositional Knowledge or Know that) เป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการยืนยันความจริงบางอย่าง
เช่น รวู้ า่ นำ้ เดอื ดที่ 100 องศาเซลเซียส เปน็ ต้น ดนั แคน พริทชารด์ (2006) ไดแ้ บ่งความรู้ออกเป็น
2 ชนิด คือ ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง และความรู้ที่เป็นความสามารถ โดยที่ ความรู้เกี่ยวกับ
ข้อเท็จจริง (Propositional Knowledge or Knowledge of Facets) เป็นการรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง
ความเป็นจริงบางอย่าง เช่น องค์ประกอบทางเคมีของน้ำคือ ไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1
อะตอม มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ในประเทศไทย เป็นต้น ในขณะที่
ความรู้ที่เป็นความสามารถหรือความรู้ที่เป็นการรู้วิธีการที่จะทำบางสิ่ง (Ability Knowledge or
Procedural Knowledge) เป็นการรู้ในลักษณะของการรู้วา่ จะทำอย่างไรเพื่อให้เปน็ เชน่ น้ัน เปน็ การรู้
ในความหมายของการสามารถทำได้ แสดงใหด้ ูได้ สามารถเขียนเพ่ือแสดงความร้นู ้ัน ๆ ออกมาได้
อนุสรณ์ ลิ่มมณี และ วรวลัญช์ โรจนพล (2561) กล่าวว่า ความรู้ คือ ความเชื่อที่เป็นจริง
และมีเหตผุ ลรองรับ (Knowledge is Justified, True Belief) ดังนนั้ องคป์ ระกอบหลักในการยอมรับ
ว่าสิ่งใดเป็นความรู้หรือไม่จึงได้แก่ ความเชื่อ (Belief) ความจริง (Truth) และการมีเหตุผลรองรับ
(Justification)
ความรู้ (Knowledge) = ความเช่ือ (Belief) + ความจรงิ (Truth) + เหตผุ ลรองรับ (Justification)
6 | บทที่ 1 ปรชั ญาเบือ้ งตน้ การวจิ ยั
หรือ ความรู้ (Knowledge) = ความจรงิ (Truth) + เหตุผลรองรับ (Justification)
ทั้งนี้เพราะความจริง เกิดจากความเชื่อตามแนวคิดปรัชญาของแต่ละสำนักคิด ความรู้มี
องค์ประกอบสำคัญสามสว่ น
ส่วนแรก ความเชื่อ (Belief) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ความรู้มาจากการที่เชื่อว่าสิ่งใดมี
ลักษณะเป็นอย่างไร ความเป็นมาจากอะไร การเกิดขึ้นด้วยวิธีใด เป็นต้น ส่ิงที่จะเป็นความรู้ได้ต้อง
เป็นความเชื่อในลักษณะของทัศนะที่นำเสนอให้เห็นสภาพของสิ่งต่าง ๆ ว่าเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน
อยา่ งไร (Belief as Propositional Attitude) ถึงแม้ความเชือ่ และความรจู้ ะเชอื่ มโยงกัน แตค่ วามเช่ือ
ไม่ใช่สิ่งเดียวกบั ความรู้ อาทิ คนบางคนรู้ว่าการปฏิบตั ติ นตามหลักศีลห้า ย่อมพาความสุขมาสู่ตน แต่
เขาอาจจะไม่เชือ่ นอกจากน้นั ในบางกรณีความเช่ืออาจจะไม่ใช่ความรู้ เชน่ ความเชอ่ื วา่ การตดั เส้นผม
ในวันพุธจะนำเรื่องอัปมงคลมาสู่ตน หรือ ผึ้งเข้ามาทำรังในบ้านจะทำให้บ้านหลังนั้นโชคดี เป็นต้น
ความเชอ่ื แบบนีส้ ่วนใหญเ่ กิดจากความศรัทธาหรือความงมงายของบุคคล และมกั จะขาดการเชื่อมโยง
กับเง่ือนไขด้านอ่นื ของความรู้ กลา่ วคือ เป็นความเช่ือท่ีมาจากความเชื่อม่ัน (Belief as Confidence)
ในสง่ิ ใด ส่ิงหนงึ่ ทไ่ี มจ่ ำเปน็ ต้องเป็นจริงและมีเหตุผลรองรบั แต่อยา่ งใด
ส่วนที่สอง ความจริง (Truth) ดังได้กล่าวมาแล้วหัวข้อที่ผ่านมา เพราะความเชื่อที่ปราศจาก
ความจริงไม่ใช่ความรู้หรือไม่สามารถพัฒนาให้เป็นความรู้ได้ ด้งนั้น ความเชื่อที่เป็นความรู้ต้องเป็น
ความจริงที่ถูกนำเสนอออกมา การกล่าวถึงสภาพที่สอดคล้องกับความเป็นจริง (Reality) ที่เกิดข้ึน
เช่น ฝนฟ้าคะนอง ทำให้เกิดพายุพัดอย่างรุนแรง การพิจารณาความจริงในอีกแง่หนึ่งก็ชี้ให้เห็นใน
ทำนองใกล้เคียงกันวา่ ความจริงคือการกลา่ วถึงสภาพที่สามารถยืนยันไดว้ ่ามีอยูจ่ ริง อาทิ ความรู้ท่ีว่า
ความร้อนทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำได้ สามารถยืนยันได้ด้วยการต้มน้ำโดยอาศัยความร้อนสูง
เป็นต้น การยอมรับว่าอะไรจริงหรือไม่จริงก็ยงั มีข้อโต้แย้งอยู่มากมาย ด้วยเหตุที่การยอมรับต่อความ
เปน็ จริงที่เกิดข้ึนหรือข้อยนื ยนั ทีน่ ำมาเสนออาจจะแตกต่างกนั ตามความเชอ่ื ของแตล่ ะสำนักคิด
ส่วนที่สาม เหตุผลรองรับ (Justification) การมีเหตุผลรองรับเป็นองค์ประกอบสุดท้ายของ
การยอมรับวา่ อะไรเป็นความรู้ การพิจารณาความเชื่อใดจะกลายเป็นความรู้ได้ก็ต่อเม่ือ ความเชื่อนน้ั
มีเหตผุ ลที่ดหี รอื หนกั แน่นรองรับอยู่ และตอ้ งมีหลักฐานสนับสนุน รวมท่งั เปิดโอกาสใหโ้ ต้แย้งเก่ียวกับ
เหตุผลหรือหลักฐานที่ใช้ยืนยันความเชื่อนั้นได้ เพราะฉะนั้นความเชื่อใดจะเป็นความรู้ได้ไม่เพียงแต่
จะต้องเป็นความเชื่อที่เป็นความจริงเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวต้องมีเหตุผลรองรับและมีหลักฐาน
ยนื ยันว่าเพราะเหตใุ ดจึงเป็นอยา่ งนนั้
สรุปได้ว่าความรู้ คือ ความเชื่อที่เป็นจริงและมีเหตุผลรองรับ (Knowledge is Justified,
True Belief) ถงึ แม้องค์ประกอบของความรูต้ ามท่ีกลา่ วจะเป็นทีย่ อมรับกนั โดยทว่ั ไปในวงการปรัชญา
แต่บรรดานักปรัชญาความรู้ก็ยังมีข้อโต้แย้งถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในประเด็น อะไรคือความเชื่อที่
7 | บทที่ 1 ปรชั ญาเบ้ืองตน้ การวิจยั
เป็นความจรงิ และเหตผุ ลทด่ี หี รือหลกั ฐานท่ีหนักแน่นเพื่อรองรับความเช่ือเปน็ อย่างไร ทั้งนี้เน่ืองจาก
นักปรัชญาแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มมักมีแนวคิดหรือความเห็นเกี่ยวกับความจริงและการหาเหตุผล
ยืนยันความถูกต้องของความเชื่อแตกต่างกัน ข้อถกเถียงในประเด็นเหล่านี้เกี่ยวข้องกับแนวคิดหรือ
มมุ มองในทางปรัชญา ดว้ ยเหตุน้คี วามรู้จงึ แปรเปล่ียนไปตามความเช่ือในความจรงิ และเหตุผลยืนยัน
ความจริงน้นั ของแต่ละสำนักคดิ
4. กระบวนการค้นหาความรู้
การที่คนจะเช่อื วา่ อะไรเป็นความจรงิ (Truth) เช่อื มโยงโดยตรงกบั ความเช่ือของเขาเกี่ยวกับ
การมอี ยู่หรือความเปน็ จริงของสิ่งนน้ั เช่น ความเชื่อว่า ความสำเร็จหรือลม้ เหลวของชวี ติ ข้ึนอยกู่ ับการ
ดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาจากความเชื่อในการมีอยู่หรือการดำรงอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งมี
อิทธิพลเหนือมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมองความเป็นจริงของสรรพส่ิง
แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นความเป็นจริงตามธรรมชาติหรือความเป็นจริงทางสังคม ผลที่ตามมาก็คือ
ความจริงของมนษุ ย์แต่ละคน แต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรม หรือแต่ละยุคสมัยจึงมักจะแตกต่างกันไม่
มากก็น้อยเสมอ ซ่ึงเป็นข้อถกเถียงเชิงปรัชญาภวันตวิทยา (Ontology) การมองความเป็นจริงที่
แตกตา่ งกันระหว่างมุมมองตา่ ง ๆ ทำใหม้ นษุ ยม์ ีความเชื่อในความจริงไม่เหมือนกัน การมองความจริง
ที่ต่างกันจึงมีผลให้มนุษย์ยอมรับสิ่งที่เป็นความรู้แต่ละด้านได้ต่างกันรวมทั้งแสวงหาความรู้ด้วยวิธีที่
อาจจะแตกต่างกนั ตามมา ดังกล่าวมาแลว้ ในหัวข้อทผ่ี ่านมา
การยืนยันความเชื่อใดว่าเป็นความรู้โดยใช้เหตุผลและหลักฐานรองรับต้องอาศัยวิธีวิทยาท่ี
น่าเช่ือถือและยอมรับ องค์ความรู้ใดจะไดร้ ับการยอมรับจะต้องผา่ นการสืบคน้ อย่างระเบียบแบบแผน
มหี ลกั การเก่ยี วกบั เหตุผลและขนั้ ตอนในการได้มาซ่ึงความรู้ มีกระบวนการซึง่ ชี้แนวทางในการค้นคว้า
แนวทางหรือกระบวนการในลักษณะนี้เปน็ วิธีวิทยา (Methodology) วิธีวิทยาจงึ ว่าดว้ ยแนวทางหรอื
ขั้นตอนในการได้มาซึ่งความรู้หรือวิธีค้นคว้าเพื่อหาความรู้ ซึ่งครอบคลุมทั้งกระบวนการอธิบาย หรือ
การทำความเข้าใจ ปรากฏการณ์และการยืนยันความถูกต้องของการอธิบาย จึงเป็นส่วนสำคัญของ
การแสวงหาความรู้ อย่างไรก็ตามความแตกต่างในความเชื่อ การมองความจริง และการใช้เหตุผล
และหลักฐานรองรับ อันเกิดจากมุมมองด้านภวนั ตวิทยา และวิธีวทิ ยาที่ไม่เหมอื นกัน ส่งผลใหก้ ารมอง
ความร้แู ละการแสวงหาความร้หู ลากหลายตามมา
วิธีการทมี่ นษุ ยใ์ ช้หาความรู้ความจริง สมหวัง พธิ ิยานุวัฒน์ (2559) กลา่ วถงึ มนุษย์เป็นผู้ท่ีมี
ความรู้ความคิดอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะปรากฏการณ์ธรรมชาติ และพฤติกรรม
มนุษย์ที่ซับซ้อน เพ่ือท่ีจะเข้าใจถึงความแท้จริงของปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มนุษย์จำเป็นต้อง
8 | บทท่ี 1 ปรัชญาเบ้อื งต้นการวิจัย
แสวงหาวิธีการศึกษาเพื่อให้เข้าถึงซึ่งความจริงแท้จริงที่อย่างน้อยมนุษย์พึงเชื่อและยอมรับในความ
แทจ้ รงิ ของปรากฏการณเ์ หล่าน้ัน และวิธีการทม่ี นุษยใ์ ช้หาความรู้ความจริงมดี ังน้ี
เชื่อตามขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีบอกเล่ากันต่อมา ในกรณีนี้มนุษย์เชื่อว่าเป็นความจริง
เพราะว่าเขาเชื่อกนั อย่างน้ันวา่ เป็นจริงแลว้ เราก็พลอยเช่ือไปดว้ ย หรอื มเิ ชน่ นั้นก็มักจะไดร้ ับการบอก
เล่าเสมอว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงเมื่อได้รับคำบอกเล่าบ่อย ๆ ก็เลยเช่ือว่าเป็นความจริง เช่น
รับประทานอาหารควรจะทำอย่างไรเป็นต้น โดยวิธีนี้ความรู้ที่ได้มีท้ังความจริงและความเท็จ มนุษย์
มักยอมรับว่าเป็นจริงและปฏิบัติไปโดยอัตโนมัติมักลืมสอบสวนว่าส่ิ งน้ันเป็นความจริงหรือความเท็จ
โดยวธิ นี ี้เรามักไดค้ วามรทู้ ่ีเราเช่ือว่าเปน็ ความจริง
คำบอกเลา่ ของผรู้ ู้ทรงอำนาจ เช่น จากพระ จากครู จากพอ่ แม่ เปน็ ต้น ความรู้ที่ได้แบบนี้มัก
เป็นความเชื่อทแี่ นน่ อนแล้วความรทู้ ่ีได้จากวิธีนี้นับวา่ มีความจริงมากกว่าวธิ แี รก แต่ในบางกรณคี วามรู้
ในกรณีนี้ก็ไมส่ มเหตุสมผลไดเ้ หมือนกัน อย่างไรก็ดใี นชีวิตประจำวันของมนษุ ย์ก็อาศัยวิธนี ้ีในการได้มา
ซ่งึ สารสนเทศ เพื่อการตดั สินใจอยเู่ สมอ วิธนี ้ีไม่สนใจความรู้ใหม่ ถา้ มีขอ้ ขดั แย้งระหว่างสิ่งท่ีมีอิทธิพล
กับขอ้ เทจ็ จรงิ อนื่ ๆ แล้ว ส่ิงทม่ี าจากอทิ ธพิ ลจะต้องถูกต้องและเชื่อถอื ได้มากกว่าเสมอ
ประสบการณ์ส่วนตวั เป็นการไดค้ วามรูค้ วามจริงจากการปฏิบตั งิ าน หรือการดำรงชีวิต
การหย่ังเห็น (Intuition) ระบบน้ีเช่ือว่า คนเราสามารถรู้ได้ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน
โดยทันที รู้เองโดยไม่ต้องตั้งใจสังเกต หรือเก็บหลักฐานอะไร ระบบนี้เช่ือว่าความรู้เกิดจากระบบ
ภายในของคน ดังคำกลา่ วท่ีวา่ คนเปน็ เคร่ืองวัดของทุกส่ิงทุกอย่างในโลก
ความรู้สึกหรือวธิ อี ัตตนิยม ระบบน้ีใช้ความรู้สึกนึกคดิ เฉพาะตนเป็นเคร่ืองตัดสินว่าสิ่งใดจรงิ
หรือไมจ่ ริง ไม่สนใจถึงหลักฐานภายนอก
เหตุผลเชงิ ตรรกศาสตร์ ผู้ให้กำเนิดของวิธีการแสวงหาความจริงแบบน้ี คือ อริสโตเติล ซึ่งถือ
ว่าเป็นบิดาของตรรกศาสตร์ การจะได้ความรู้ท่ีเช่ือถือได้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิง
เหตุผลจึงเป็นความรู้ท่ีแท้จริง การหาความรู้ตามวิธีของ อริสโตเติล เรียกว่า หลักเหตุผลเชิงนิรนัย
(Deductive Reasoning) แบบ Syllogism ซ่ึงประกอบด้วยกระบวนการตอ่ ไปน้ี
ข้อสมมติหลกั ก=ข
ขอ้ สมมติรอง ค=ข
ดงั นั้นไดข้ อ้ สรุปว่า ค = ก
ตัวอยา่ งเชน่
ส่ิงมีชีวิตจะต้องเป็นสิ่งที่หายใจได้ เจริญเติบโตได้ สืบพันธุ์ได้ และ เคล่ือนไหวได้ คน
สามารถหายใจได้ เจริญเติบโตได้ สืบพันธุ์ได้ และ เคลื่อนไหวได้ ดังนั้นคนจึงเป็นสิ่งมีชีวิต จะเห็นว่า
ข้อสรุปจะเป็นจริงต่อเม่ือข้อสมมติหลัก และข้อสมมติรองเป็นจริง นอกจากนี้การหาความรู้ตามวิธีนี้
9 | บทที่ 1 ปรชั ญาเบือ้ งตน้ การวจิ ยั
ถูกโจมตีว่าไม่ได้สร้างความรู้ใหม่ อีกทั้งการตั้งข้อสมมติหลักและข้อสมมติรอง อาจไม่สมเหตุสมผล
หรอื ลำเอียงได้
การขาดความเห็นพ้องต้องกันว่าความเชื่อใดเป็นความรู้ซึ่งมาจากความแตกต่างในการ
ยอมรับความจริงและเหตุผลที่ใช้สนับสนุนหรือทัศนะด้านภวันตวิทยา และวิธีวิทยาที่ไม่เหมือนกัน
ส่งผลให้เกิดความหลากหลายของมุมมองทางปรัชญาความรู้ที่ว่าด้วยความรู้ และการแสวงหาความรู้
ในบรรดามุมมองทั้งหลาย อนุสรณ์ ลิ่มมณี และ วรวลัญช์ โรจนพล (2561) อธิบายว่ามุมมองสำคญั
ที่มีอิทธิพลต่อการแสวงหาความรูข้ องศาสตร์ต่างในยุคปัจจุบันน่าจะได้แก่มมุ มอง เช่น กังขาคติ นิยม
หรือวิมตินิยม (Skepticism) เหตุผลนิยม (Rationalism) ประจักษนิยมหรือปรากฏการณ์นิยม
(Empiricism) รังสรรคนิยมแบบคานท์ (Kantian Constructivism) และสัมพัทธนิยมด้านปรัชญาความรู้
(Epistemological Relativism) เป็นตน้
กังขาคตินิยมหรือวิมตินิยม (Skepticism) เป็นมุมมองที่เห็นว่า ความรู้ที่แท้จริงไม่มี
เพราะการทจี่ ะมคี วามเชือ่ ที่ได้รับการยอมรับโดยทวั่ ไปว่าเป็นความจริงน้ันเปน็ สิง่ ที่เป็นไปไม่ได้ น่ันคือ
ไม่มีความเชื่อใดที่คนทุกคนหรือทุกกลุ่มในทุกยุคสมัยเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความจริงและยอมรับ
เหตผุ ลของความเชื่อนนั้ อยา่ งไมม่ ีขอ้ โต้แย้ง ดังน้ันในสายตาของมุมมองนี้ ส่ิงท่ีเรยี กว่าความร้เู ป็นเพียง
ความเช่ืออย่างหนงึ่ เทา่ นน้ั
เหตุผลนิยม (Rationalism) ความรู้พื้นฐานมาจากการคิดโดยอาศัยเหตุผลลว้ น ๆ (Pure
Reasoning) โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการพบเห็นสิ่งใดมาก่อน การแสวงหาความรู้จึงเป็นการแสวงหา
ความจริงตามหลักตรรกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการทางคณิตศาสตร์ นักเหตุผลนิยมเห็นว่าการใช้
วิธีการทางคณิตศาสตร์แสวงหาความจริงเกี่ยวกับสภาพของโลกเป็นวิธีการหาความรู้ที่ดีที่สุด และ
ความรู้แบบนี้มีความสำคญั กว่าความรูอ้ ื่น ๆ ทั้งนี้เพราะความจริงในทางคณิตศาสตร์ไม่ได้มาจากการ
พบเห็นสิ่งต่าง ๆ และสรุปมาเป็นความรู้ แต่เกิดจากการใช้หลักเหตุผลหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นโดยตรง ความรู้ทีไ่ ด้มาโดยวิธีการแบบนี้จึงเป็นความจริงท่ีเกิดจากเหตผุ ลโดยไม่จำเป็นต้องมี
หลกั ฐานรองรบั
ประจักษนิยมหรือปรากฏการณ์นิยม (Empiricism) เห็นว่า ความรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งท่ี
เกิดจากประสบการณ์ของมนุษย์หรือสิ่งที่มนุษย์พบเห็นมา การรับรู้เรื่องราวหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน
โดยอาศัยประสาทสัมผัสทำให้มนุษย์เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความจริงที่มีเหตุผลและหลักฐานรองรับ
หรือเป็นความรู้ เนือ่ งจากนักประสบการณน์ ิยมเชื่อว่า มนุษย์ทกุ คนจะรับรู้ไดเ้ หมือนกันความจริงของ
ทกุ คนยอ่ มไมแ่ ตกต่างกนั น่นั คือความรู้ทแี่ ทจ้ ริงย่อมเหมือนกันเสมอ
รงั สรรคนยิ มแบบคานท์ (Kantian Constructivism) มมุ มองท่ีไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากความคิด
ของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันในมุมมองนี้ ความรู้ไม่ได้มาจาก
10 | บทที่ 1 ปรชั ญาเบ้ืองต้นการวิจัย
ความคิดหรือประสบการณ์ของมนษุ ย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างสรรค์ข้ึนมาของมนุษย์โดย
ใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนตีความสิ่งที่พบเห็น ดังนั้นความรู้ในมุมมองนี้จึงเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์
ระหวา่ ง ประสบการณก์ บั การตีความตามความคิดของมนษุ ย์
สมั พัทธนยิ มดา้ นปรัชญาความรู้ (Epistemological Relativism) มุมมองน้เี ห็นว่าความรู้
เป็นสิ่งสัมพัทธ์ กล่าวคือ ความรู้ที่แท้จริงและเหมือนกันในทุกกรณีไมม่ ีความรู้ของคนแตล่ ะคน แต่ละ
สังคม หรอื แตล่ ะชว่ งเวลาจะแตกตา่ งกนั ไป เพราะมนษุ ย์มคี วามเชื่อ เหตุผล และแนวคดิ ท่ีแตกต่างกัน
เสมอ ดังนั้นความรู้ที่เป็นสากลหรือเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจึงไม่อาจจะมีได้ ความรู้ที่มีอยู่ในโลกเป็น
ความรขู้ องคนแตล่ ะคน แตล่ ะกลมุ่ แตล่ ะสังคม หรอื แต่ละยคุ สมัยเท่านัน้
5. รปู แบบการค้นหาความรู้
ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์
หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ (Human Sciences) รวมทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural
Science) ทำให้เกิดการแสวงหาความรูจ้ ำแนกเปน็ สองสายหลัก แต่ละสายไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากความเชื่อ
ความจริง ที่ส่งผลต่อความรู้ตามแนวปรัชญา แตกต่างกันสายแรก เป็นแนวทางการการศึกษาเชิงการ
ทำความเข้าใจ (Hermeneutic Approach) ของศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์ โดยมีมุมมองด้านกังขาคติ
นิยมหรือวิมตินิยม (Skepticism) รังสรรคนิยมแบบคานท์ (Kantian Constructivism) สัมพัทธนิยม
ด้านปรัชญาความรู้ (Epistemological Relativism) มีบทบาทสำคัญในการแสวงหาความรู้ด้านน้ี
สายที่สองเป็นแนวทางในการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Approach) ของสายวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติ มุมมองแบบเหตุผลนิยม (Rationalism) และประจักษนิยมหรือปรากฏการณ์นิยม
(Empiricism) มีบทบาทสำคัญในการแสวงหาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ทิศทางในการ
แสวงหาความรู้ทั้งสองด้านต่างก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาทางสังคมศาสตร์ แนวทางหลักในการ
แสวงหาความรหู้ รือสำนักคดิ หลักในทางปรัชญาสังคมศาสตร์ ซึง่ มีอิทธพิ ลต่อกระบวนการและรูปแบบ
ในการวิจยั ค่อนข้างชัดเจน และเป็นทร่ี จู้ ักกันอยา่ งกว้างขวาง อนุสรณ์ ลิ่มมณี และ วรวลัญช์ โรจนพล
(2561) ไดจ้ ำแนกรปู แบบในการแสวงหาความรู้ออกเป็นสามแนวทาง ไดแ้ ก่
1. แนวทางปฎิฐานนิยม (Positivism) หรือปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism)
หรือประจักษนิยมเชิงตรรกะ (Logical Empiricism) ปฏิฐานนิยมมีมุมมองด้านภวันตวิทยา แบบ
สสารนิยมที่สง่ิ ท่มี ีอยู่จริงก็คอื สิ่งทเี่ ป็นสสาร ซง่ึ สามารถสมั ผสั ได้ และชั่ง ตวง วดั ได้ อะไรก็ตามที่ไม่มี
คณุ สมบัติดงั กล่าวไม่มีอย่จู รงิ และไมใ่ ช่ความจริง ทัศนะเกย่ี วกบั ความรู้ ความรเู้ ป็นสิง่ ที่มาจากการพบ
เห็นและรบั รูไ้ ด้ด้วยประสาทสัมผสั ของมนุษย์ ในด้านวิธีวทิ ยาเนน้ การอธิบายสาเหตขุ องปรากฏการณ์
โดยการแสวงหาความสม่ำเสมอของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุกับปรากฏการณ์ที่
11 | บทท่ี 1 ปรชั ญาเบ้อื งต้นการวจิ ยั
เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นกฎและทฤษฎี ทั้งนี้การแสวงหาความรู้ดังกล่าวจะต้องไม่เอาค่านิยมส่วนตัว
เขา้ มาเกีย่ วขอ้ ง
2. แนวทางสัจนิยม (Realism) หรือสัจนิยมทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Realism) หรือสัจ
นิยมดา้ นปรัชญาความรู้ (Epistemological Realism) สจั นยิ มมีมมุ มองดา้ นภวันตวิทยา แบบสจั นิยม
ทีเ่ ห็นว่า ความเปน็ จริงของส่ิงใดขึน้ อยกู่ ับการดำรงอยู่จริงของส่ิงนั้นไม่ไดข้ ้ึนอยู่กับการรับรู้ของมนุษย์
แตม่ นษุ ย์สามารถแสวงหาความจริงเก่ียวกบั สง่ิ น้นั ได้ในภายหลงั ในดา้ นวิธีวทิ ยาในการแสวงหาความรู้
แบบสัจนิยมเน้นการอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์โดยการชี้ให้เห็นโครงสร้างของ ความสัมพันธ์
ระหว่างองคป์ ระกอบหรือปจั จยั ต่าง ๆ และกลไกทเ่ี ช่ือมโยงจากเหตุไปสู่ผลท่มี ีอยู่จริง ท้งั นแี้ นวทางใน
การแสวงหาความรู้แบบสัจนยิ มจะใชว้ ิธีการสร้างตัวแบบท่ีแสดงโครงสร้างและกลไกความสัมพันธ์โดย
อาศยั การเทยี บเคียงกบั สิง่ ท่ีพบเหน็ ได้หรอื รจู้ ักกันอย่แู ลว้
3. แนวทางการตคี วาม (Interpretivism) หรือการทำความเข้าใจโดยการตีความ (Hermeneutics)
สำนักการตีความมีมุมมองด้านภวันตวิทยา แบบจิตนิยมซึ่งเชื่อว่าความเป็นจริงขึ้นอยู่กับความคิด
ความเชื่อของมนุษย์ ความจริงของมนุษย์แต่ละคนหรอื แต่ละกลุ่มจึงแตกตา่ งกนั ในขณะเดียวกันแนว
ทางการตีความก็เชื่อว่าความรู้ที่เป็นจริงในทุกกรณีไม่มี ในด้านวิธีวิทยาในการแสวงหาความรู้จาก
การศึกษาและทาความเข้าใจความคิดและความเชื่อของคนกลุ่มต่าง ที่ปฏิบัติ รับรู้ และยึดถืออยู่
โดยทั่วไปการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการตีความจะเป็นการศึกษาลงไปรายละเอียดของปรากฏการณ์
และพฤติกรรมทางสังคมและนาข้อมูลเหล่านั้นมาแยกแยะและตีความเพื่อหาความหมายของการ
กระทำ
บทสรุป
สรปุ ไดว้ า่ ความจริงที่แสวงหาขึน้ อยู่กับความเช่ือในเรื่องความจริงของแต่ละสำนักคิด หรือนัก
ปรชั ญา ซึ่งจำแนกได้สามกลมุ่ ใหญ่ ๆ กลุ่มแรกเปน็ นกั ปรัชญากลุ่มเอกนิยม (Monism) ซงึ่ เชอื่ วา่ ความ
จริงมีเพียงสิ่งเดยี ว กลุ่มนี้ยงั แยกออกเป็นสองแนวคดิ คือ กลุ่มจิตนิยม (Idealism) เชื่อว่า ความจริงมี
เพียงจิต หรือแบบ และพวกสสารนิยม (Materialism) กลุ่มนี้เชื่อว่าความจริงมีสิ่งเดียวเหมือนกันแต่
เป็นกาย หรือสสาร กลุ่มที่สองนักปรัชญาทวินิยม (Dualism) กลุ่มนี้เชื่อว่าความจริงประกอบไปด้วย
สองส่ิง คือกายและจิต หรอื ท้งั สสารและแบบ ทั้งสองสิ่งน้จี ะต้องอยดู่ ้วยกนั เสมอ และกลุ่มนักปรัชญา
กลุ่มที่สามพหุนิยม (Pluralism) กลุ่มนี้เชื่อว่าความจริงของสรรพสิ่งมีมากกว่าสอง กลุ่มนี้มองความ
จริงมีได้หลากหลายไม่จำกัด ว่าเป็นหนึ่งเดียวหรือสอง เมื่อแนวคิดหรือความเชื่อเรื่องความจริง
แตกตา่ งกัน ทำใหก้ ารแสวงหาความจริงก็แตกต่างกัน ซึ่งจำแนกไดส้ องส่วนใหญ่ ๆ คอื กลุม่ แรก เป็น
กลุ่มเหตุผลนิยม (Rationalism) โดยการใช้เหตุผล ครุ่นคิด หรือการคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อให้ได้ความ
12 | บทท่ี 1 ปรชั ญาเบื้องต้นการวิจยั
จริง การคิดโดยอาศัยหลักการนิรนยั (Deductive) กลุ่มที่สอง กลุ่มประจักษ์นิยม (Empiricism) โดย
อาศัยประสบการณ์ทั้งสิ้น ความจริงเป็นสิ่งที่ได้ภายหลังจากมนุษย์เกิด ความจริงไม่มีอยู่ก่อน
กระบวนการค้นหาความจริงคือ การใชป้ ระสาทสัมผัสท้งั ห้า กบั ประสบการณโ์ ดยอาศยั หลกั การอุปนัย
(Inductive)
ความรู้ เป็นความเชือ่ ที่เป็นจรงิ และมีเหตุผลรองรับ องค์ประกอบหลักในการยอมรับวา่ สิ่งใด
เป็นความรู้หรือไม่จึงได้แก่ ความเชื่อ (Belief) ความจริง (Truth) และการมีเหตุผลรองรับ
(Justification) สำหรับกระบวนการในการแสวงหาความรู้ จำแนกเป็นสองแนวทางขึ้นอยู่กับความ
เชื่อและความจริง แนวทางแรกภวันตวิทยา (Ontology) เชื่อว่าอะไรเป็นความจริง เชื่อมโยงโดยตรง
กับความเชื่อของเขาเกี่ยวกับการมีอยู่หรือความเป็นจริงของสิ่งนั้น แนวทางที่สองวิธีวิทยา
(Methodology) การยืนยันความเชื่อใดว่าเป็นความรู้โดยใช้เหตุผลและหลักฐานรองรับต้องอาศัยวิธี
วิทยาที่น่าเชื่อถือและยอมรับ องค์ความรู้ใดจะได้รับการยอมรับจะต้องผ่านการสืบค้นอย่างระเบียบ
แบบแผน มีหลักการเกี่ยวกับเหตุผลและขั้นตอนในการได้มาซ่ึงความรู้ มีกระบวนการซึ่งชีแ้ นวทางใน
การค้นคว้า สำหรับรูปแบบในการแสวงหาความรู้จำแนกเปน็ สองสายหลัก สายแรก เป็นแนวทางการ
การศึกษาเชิงการทำความเข้าใจ (Hermeneutic Approach) ของศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์ โดยมี
มุมมองด้านกังขาคตินิยมหรือวิมตินิยม (Skepticism) รังสรรคนิยมแบบคานท์ (Kantian
Constructivism) สัมพัทธนิยมด้านปรัชญาความรู้ (Epistemological Relativism) มีบทบาทสำคัญ
ในการแสวงหาความรู้ด้านนี้ สายที่สองเป็นแนวทางในการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific
Approach) ของสายวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มุมมองแบบเหตุผลนิยม (Rationalism) และประจักษ
นิยมหรือปรากฏการณ์นิยม (Empiricism) มีบทบาทสำคัญในการแสวงหาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติ ทิศทางในการแสวงหาความรู้ทั้งสองด้านต่างก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาทางสังคมศาสตร์
ดังนั้นเราจะเห็นความสำคัญของกระบวนการวิจัยซึง่ เป็นกระบวนการที่สนับสนุนความเชื่อ ความจริง
หาแนวทางให้ได้เหตผุ ลรองรับ เพอ่ื ยืนยันความเชือ่ ความจริงเหลา่ น้นั นั่นเอง
13 | บทที่ 1 ปรัชญาเบอื้ งต้นการวจิ ยั
กิจกรรมทา้ ยหนว่ ยเรียน
ตอบคำถามตอ่ ไปนด้ี ว้ ยความรู้ ความเขา้ ใจ ของนักศกึ ษาเอง
1. สงั เคราะหค์ วามจรงิ และการคน้ หาความจรงิ (5 คะแนน)
2. สงั เคราะหค์ วามรู้ และการคน้ หาความรู้ (5 คะแนน)
3. เปรยี บเทยี บการใหเ้ หตผุ ลแบบนิรนัย และอุปนัย พรอ้ มทงั้ ยกตัวอยา่ ง (5 คะแนน)
4. อธิบายความสัมพันธ์ ความรู้ ความจรงิ ความเชอ่ื พรอ้ มยกตวั อยา่ ง (5 คะแนน)
5. ยกตัวอย่าง สถานการณ์ เหตกุ ารณ์ ข้อความ ทีบ่ ่งบอกถงึ ความจริงมา 10 ตวั อยา่ ง
พร้อมทง้ั อธบิ ายวา่ เหตุใดจึงเป็นความจริง (10 คะแนน)
6. ยกตวั อยา่ ง สถานการณ์ เหตกุ ารณ์ ขอ้ ความ ทีบ่ ง่ บอกถงึ ความเชือ่ มา 10 ตัวอยา่ ง
พร้อมท้ังอธบิ ายวา่ เหตใุ ดจึงเปน็ ความเชื่อ (10 คะแนน)
7. ยกตวั อย่าง สถานการณ์ เหตุการณ์ ข้อความ ทบ่ี ่งบอกถึงความรู้มา 10 ตวั อย่าง
พร้อมทง้ั อธิบายวา่ เหตุใดจงึ เป็นความรู้ (10 คะแนน)
14 | บทที่ 1 ปรัชญาเบ้ืองต้นการวิจยั
เอกสารอา้ งอิง
John W. Creswell, & J. David Creswell. (2 0 1 8 ) . Research Design Qualitative,
Quantitative, and Mixed Methods Approaches. United States of America: SAGE
Publications.
R. Burke Johnson, & Larry Christensen. (2 0 1 4 ) . Educational research: Quantitative,
qualitative, and mixed approaches. Singapore: SAGE Publications.
รัตนะ บัวสนธ์. (2556). ปรัชญาวิจัย (Vol. 3). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
วิกิพีเดยี สารานุกรมเสร.ี (2562). การให้เหตผุ ลแบบอุปนยั from https://th.wikipedia.org/wiki/
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2559). วิธีวิทยาการประเมิน: ศาสตร์แห่งคุณค่า. กรุงเทพมหานคร:
สำนักพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
อนุสรณ์ ล่มิ มณี, & วรวลัญช์ โรจนพล. (2561). ปรชั ญาและวิธกี ารแสวงหาความรูท้ างรัฐศาสตร์และ
สังคมศาสตร์. นนทบุร:ี สำนักพิมพ์ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.