เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชา การวจิ ัยเพ่อื พัฒนาการเรียนรู้
ผศ.ดร.ดำรงค์ เบญจครี ี
บทที่ 2 ความรู้พน้ื ฐานเก่ียวกบั การวจิ ยั
(Introduction of Research)
การวิจัยเป็นการศกึ ษาคน้ คว้าเพ่อื พสิ ูจน์ หาคำตอบหรือขอ้ เทจ็ จรงิ บางประการที่อาจจะยังไม่
มีการค้นพบในเรื่องนั้น ๆ มาก่อน หรือเมื่อมีการค้นพบแต่เวลาผ่านไปก็ต้องมีการค้นหาใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนความเชื่อ ความจริง หาแนวทางให้ได้เหตุผลรองรับ เพื่อยืนยันความเชื่อความจริง
เหล่านั้น และเมื่อมีการยอมรับในความเชื่อ ความจริง เรื่องนั้น ๆ โดยมีเหตุผลรองรับ ย่อมก่อให้เกิด
ความรู้ในเรื่องนั้น ๆ นั่นเอง กระบวนการวิจัยเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง จำเป็นต้องมีระเบียบแบบแผนที่
เป็นระบบและเชื่อถือได้ ดังนั้นการเรียนรู้ในพื้นฐานการวิจัยย่อมจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ในการดำเนนิ การวจิ ัย เนอื้ หาในบทน้จี ะอธิบายเกยี่ วกบั ความหมายของการวิจยั ลักษณะของงานวิจัย
คุณภาพของงานวิจัย สมมติฐาน และตัวแปรในการวิจัย เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เพื่อการทำวจิ ยั
การเขียนรายงานการวจิ ยั หรือการทำวทิ ยานิพนธ์
1. ความหมายของการวิจยั
การนิยามความหมายของการวิจัย (Research) มีการนิยามไว้หลากหลาย เพื่อให้เข้าใจ
ความหมายอย่างครบถ้วนและหลากหลาย ได้สำรวจการให้ความหมายของการวิจัยจากแหล่งข้อมูล
ตา่ ง ๆ เพื่อเปน็ แนวทางดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (2555) ได้นิยามความหมายของการวิจัย หมายถึง
การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ความจริงอย่างมีระบบ ตามระเบียบแบบแผน และวิธีการวิจัยที่เป็นท่ี
ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบคำถามหรือปัญหาที่สนใจ
หรือได้ข้อค้นพบใหม่หรือแนวทางปฏิบัติใหม่ ที่ใช้แก้ปัญหา ปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ หรือ
เพื่อการตัดสินใจที่มปี ระสทิ ธิภาพ หรือเพื่อนำไปตั้งกฎ ทฤษฏี ที่อธิบายปรากฎการณ์ต่าง ๆ ได้อย่าง
นา่ เชอ่ื ถอื เป็นที่ยอมรับทางวิชาการและวิชาชีพของประชาคมวิจยั
สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย (2561) ได้นิยามการวิจัย (Research) หมายถึง การกระทำของ
มนุษย์เพื่อค้นหาความจริงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กระทำด้วยพื้นฐานของปัญญา ความมุ่งหมายหลักในการ
ทำวิจัยได้แก่การค้นพบ (Discovering), การแปลความหมาย, การพัฒนากรรมวิธี และระบบสู่
16 | บทท่ี 2 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกบั การวิจยั
ความก้าวหน้าในความรู้ด้านตา่ ง ๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่หลากหลายในโลกและจักรวาล การวิจัยอาจ
ต้องใช้หรอื ไมต่ ้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์กไ็ ด้
เทียนฉาย กีระนันทน์, จรัญ จันทลักขณา, และ วรรณ์ดี แสงประทีปทอง (2557) อธิบายการ
วิจัยในความหมายกว้าง หมายถึง กระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งความรู้ที่เชื่อถือได้ และความรู้นั้นใช้เป็น
พื้นฐานในการตัดสินใจที่มีประสิทธิผล หรืออีกนัยหนึ่ง การวิจัยอาจหมายถึงการรวบรวมข้อมูลท่ี
ตอ้ งการตามวธิ ที ี่กำหนดไว้ เพ่ือให้สมั ฤทธผิ ลตามวัตถุประสงคข์ องการวิจัยทไี่ ดต้ ง้ั ไว้
Alan Hevner และ Samir Chatterjee (2010) ให้ความหมายการวิจัย คือ กระบวนการท่ี
เราพยายามจะบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นระบบ โดยการสนับสนุนข้อมูล ข้อคำถามที่นำมาสู่คำตอบ
ความละเอียดของปัญหา หรอื ความเขา้ ใจปรากฎการณเ์ พม่ิ ขน้ึ มีลกั ษณะแตกตา่ งกนั แปดลักษณะคอื
การวิจัยท่ีเกิดจากคำถาม หรอื สภาพปญั หา
การวจิ ยั ต้องมกี ารชี้แจงทชี่ ัดเจนของเปา้ หมาย
การวจิ ยั ดำเนินการตามแบบแผนเฉพาะของกระบวนการวิจัย
การวิจัยโดยปกตจิ ะแบ่งปัญหาหลัก ออกเป็นโครงการย่อยเพอ่ื การจัดการไดม้ ากขึ้น
การวิจยั เป็นแนวทางโดยปญั หาการวจิ ัยเฉพาะ คำถามการวจิ ัย หรือสมมติฐาน
การวิจัยยอมรบั เงอื่ นไขทีส่ ำคญั บางประการ
การวจิ ัยต้องรวบรวม และตคี วามขอ้ มูล
การวจิ ยั เปน็ ไปตามวฎั จักรธรรมชาติ การทำซ้ำ
Ranjit Kumar (2011) กล่าวถึงความหมายของการวิจัยว่า มีหลากหลายความหมายจาก
ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งคำตอบของความหมายมีตั้งแต่การนิยามอย่างไม่เปน็ ทางการ ไปถึงการนิยามระดับสูง
ข้ึนอยูก่ บั การแสดงผลการวิจัย การบอกวธิ กี ารศกึ ษาเพื่อหาคำตอบ การนยิ ามความหมายของการวิจัย
ควรประกอบด้วยกระบวนการที่ถกู นำมาใช้ คอื
1. กระบวนการ กำลงั ดำเนนิ การภายใต้กรอบของแนวคดิ ปรชั ญา
2. ใชว้ ธิ กี าร และเทคนิคทีผ่ า่ นการทดสอบความถูกตอ้ งและความนา่ เชื่อถือ
3. ถูกออกแบบอยา่ งเป็นกลาง และมวี ตั ถปุ ระสงค์
สรุปได้ว่า การวิจัย เป็นกระบวนการศึกษา ที่มีแบบแผน เป็นที่ยอมรับ และตรวจสอบการ
ดำเนินการศึกษาได้ เพื่อพิสูจน์ หาเหตุผลรองรับ ยืนยัน ข้อเท็จจริงบางประการที่ต้องการศึกษา
สนบั สนนุ ความเชือ่ ทก่ี ่อใหเ้ กิดความจรงิ และท้ายที่สุดกจ็ ะไดค้ วามรูใ้ นเรื่องนัน้ ๆ
17 | บทที่ 2 ความรู้พ้นื ฐานเกี่ยวกบั การวจิ ัย
2. ลักษณะของการวิจยั
งานวิจัยหลากหลายเรื่อง พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นกระบวนการที่สามารถนำข้อค้นพบ สนับสนุน
ข้อเท็จจริง ความเชื่อ ไปใช้ประโยชน์มากมายทั้งในรูปแบบนามธรรม คือสนับสนุนแนวคิด หลักการ
ทฤษฏี และรูปแบบรูปธรรม คือการพัฒนานวัตกรรมในด้านต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้การวิจัยเป็นที่นิยม
และในหลาย ๆ หน่วยงานให้ความสำคัญ มีการกระตุ้น ส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากรของตนทำวิจัย
เพื่อนำผลท่ไี ด้จากงานวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน หรือส่วนงานที่เกี่ยวข้อง แต่ท้ังนี้การทำวิจัยก็
ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ จะต้องมีรูปแบบและแบบแผน และเป็นที่ยอมรับในกระบวนการได้มา
ซึ่งข้อค้นพบ ดังนั้นงานวจิ ัยจงึ มีลักษณะที่เฉพาะที่แตกตา่ งจากงานด้านเอกสารอื่น ๆ จากการสำรวจ
แนวคดิ ลักษณะของงานวจิ ัย จากแหลง่ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ ดังนี้
บญุ ชม ศรสี ะอาด (2556) ไดอ้ ธบิ ายลักษณะของการวจิ ัยดังนี้
1. การวิจยั เปน็ การคำนวณที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และความมีระบบ
2. การวิจยั เป็นงานทมี่ เี หตุผลและเปา้ หมาย
3. การวิจัยจะต้องมีเครื่องมือ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความ เที่ยงตรง
และเช่ือถือได้
4. การวิจัยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลใหม่และได้ความรู้ใหม่ กรณีที่ใช้ข้อมูลเดิม
จุดประสงค์ต้องแตกต่างไปจากจุดประสงค์เดิม ความรู้ที่อาจได้จากความรู้เดิมในกรณีที่มุ่งวิจัยเพ่ือ
ตรวจสอบซ้ำ
5. การวิจยั มักเป็นการศึกษาคน้ คว้าที่มุ่งข้อเทจ็ จริง เพ่อื ให้อธิบายรปู ปรากฎการณ์หรือ
พัฒนากฎเกณฑ์ ทฤษฎี หรือตรวจสอบทฤษฎี หรือพยากรณ์ปรากฎการณ์ต่าง ๆ หรือเพื่อวางนัย
ทว่ั ไป (Generalization) หรอื เพื่อแก้ปญั หาตา่ ง ๆ
6. การวิจัยต้องอาศัยความเพียรพยายาม ความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ต้องเฝ้าติดตามและ
บันทกึ ผลอย่างละเอียด ใช้เวลานาน บางคร้งั ผลการวิจัยคดั แย้งกับความเช่ือของบุคคลอื่นอันอาจจะ
ใหไ้ ดร้ ับการโจมตี ผวู้ ิจัยจำตอ้ งใช้ความกล้าหาญเสนอผลการวจิ ัยตามความเป็นจริงที่ค้นพบ
7 การวิจัยจะต้องมีการบนั ทกึ และเขยี นรายงานการวิจัยอยา่ งระมดั ระวงั
John W. Best และ James V. Kahn (2006) เสนอลักษณะของการวิจัยไวด้ ังน้ี
1. การวิจัย เป็นการแก้ปัญหาที่ช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายสุดท้าย ที่เป็นการค้น
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งตัวแปรต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล
2. การวิจัย เป็นการพัฒนาข้อสรุป หลักเกณฑ์ และทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรอื
คาดการณ์โดยเฉพาะในกรณที ี่อาจจะเกดิ ข้นึ ในอนาคต
18 | บทท่ี 2 ความร้พู นื้ ฐานเกีย่ วกับการวจิ ัย
3. การวิจัย มีแนวคิดพื้นฐานของการได้รับข้อมูลที่สรุปจากประสบการณ์ที่ได้จากการ
สังเกต หรือข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical) ดังนั้นในบางคำถามที่น่าสนใจไม่สามารถที่จะนำมา
ดำเนนิ การวจิ ัยได้ เพราะไม่สามารถสังเกตหรือแสวงหาขอ้ มูลเชิงประจักษ์ได้
4. การวิจัยจำเป็นจะต้องมีกระบวนการสังเกตทีถ่ ูกต้อง ชัดเจน บรรยายปรากฏการณ์ท่ี
เกิดขน้ึ ได้อย่างชดั เจน โดยใช้เครือ่ งมือในการวจิ ยั เชงิ ปริมาณหรือวิธกี ารของการวิจยั เชงิ คุณภาพ
5. การวจิ ัย เปน็ การเก็บรวบรวมข้อมูลใหมจ่ ากแหลง่ ปฐมภูมิ หรอื ใช้ขอ้ มูลทมี่ อี ยู่แล้วใน
การตอบคำถามตามจดุ ประสงค์ใหม่ ไมใ่ ชเ่ ป็นการจัดระบบใหม่ (Reorganizing) โดยการนำข้อมูล
ที่ผ้อู น่ื ค้นพบแล้วมาสรุปอกี ครั้งหนึง่ เพราะทำให้ไม่ไดร้ ับความรูใ้ หม่ ๆ
6. การวิจัยจะต้องมีระบบ มวี ธิ กี าร แบบแผนการวจิ ยั และการวิเคราะห์ที่ถูกตอ้ ง ชดั เจน
ท่ีจะทำให้ไดข้ ้อสรุปการวจิ ยั ท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ
7. การวิจยั จะต้องเปน็ การดำเนนิ การโดยใชค้ วามรู้ความชำนาญของผู้วิจัยทจี่ ะต้องรบั รู้
ปัญหาที่ตนเองจะทำวิจัย และปัญหาดังกล่าวมีบุคคลใดประเด็นใดที่ได้ทำวิจัยไปแล้วบ้าง รวมทั้ง
เรียนรู้คำศัพท์เฉพาะที่ใช้ ความคิดรวบยอด ทักษะทางเทคนิค ที่จะสามารถนามาใช้ในการวิเคราะห์
ขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
8. การวิจัย จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ โดยใช้เหตุผลตามหลักความเป็นจริงที่จะ
สามารถทดสอบได้และวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นจริง มีเหตุผล และจะต้องไม่มีอคติ
ของผู้วจิ ัยมาเกี่ยวข้อง
9. งานวจิ ยั จะตอ้ งเป็นการดำเนนิ การแสวงหาคำตอบทีน่ ามาใช้ตอบคำถามของปัญหาที่
ยังไมส่ ามารถแก้ไขได้
10. การวิจัย เป็นกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการด้วยความอดทน ไม่เร่งรีบ และจะต้อง
ยอมรับ/เผชิญอุปสรรคในวธิ กี ารไดม้ าของคำตอบในการวิจัย
11. การวิจัย จะต้องมีการจดบันทึกข้อมูล และจัดทำรายงานการวิจัยด้วยความ
ระมัดระวัง ในการใช้คำที่มีความหมาย วิธีการดำเนินการวิจัย หรือการอ้างอิงข้อมูลที่ได้นำมากล่าว
อา้ งองิ อย่างถกู ตอ้ ง
Wikiversity (2020) ได้ให้ข้อจำกดั ของลักษณะงานวิจัยไวด้ งั นี้
1. เชิงประจักษ์ (Empirical) ข้อมูลที่ได้ขึ้นอยู่กับการสังเกตและการทดลองบนพื้นฐาน
ทฤษฏีท่ไี ดจ้ ากการทบทวน
2. ระบบ (Systematic) การดำเนินการตามระเบียบแบบแผนการวิจัย และลำดับ
ขั้นตอนถกู ต้อง
19 | บทท่ี 2 ความรูพ้ ื้นฐานเกีย่ วกับการวจิ ัย
3. ควบคุม (Controlled) ตัวแปรทั้งหมดที่ใช้ในการวิจัย ยกเว้นการทดสอบหรือการ
ทดลองจะถกู เกบ็ ไว้ให้คงที่
4. ใช้การทดสอบสมมตุ ฐิ าน (Hypothesis) เป็นแนวทางกระบวนการสืบหาข้อเทจ็ จรงิ
5. การวเิ คราะหข์ ้อมูล (Analytical) มีการวิเคราะห์ข้อมูลทส่ี ำคญั ของข้อมูลท้ังหมดท่ีใช้
เพอื่ ไมใ่ ห้เกิดข้อผดิ พลาดในการตคี วาม
6.วัตถุประสงค์ (Objective) ความเปน็ กลาง (Unbiased) ความเปน็ ปรนยั (Logical)
ผลการวิจยั ท้งั หมดเป็นไปตามเหตุผลเชิงประจกั ษ์
7. ใชว้ ธิ ีการเชิงปริมาณ หรอื เชงิ สถิติ (Employs quantitative or statistical methods)
ข้อมูลจะถกู แปลงเป็นมาตรการเชงิ ตวั เลข และได้รับการวเิ คราะห์ทางสถิติ
สรุปได้ว่า ลักษณะของการวิจัย เป็นการศึกษาตัวแปรอย่างมีเหตุผล มีการพัฒนาข้อสรุป
หลักเกณฑ์ ทฤษฏีที่สามารถนำไปอ้างอิง คาดการณ์ สนับสนุนเหตุการณ์ทีอาจเกิดขึ้นในอนาคต
ข้อมูลที่ได้จากเชิงประจักษ์ เป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ หรือทุติยภูมิท่ีเชื่อถือได้ ผ่าน
กระบวนการสังเกตท่ีถูกต้อง โดยเครื่องมือในการวิจยั ที่มีคุณภาพ ท้ังการวิจยั เชงิ ปริมาณและการวิจัย
เชิงคุณภาพ ข้ันตอนการดำเนินงานมีระบบแบบแผน การวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำได้ข้อสรุป
ผลการวจิ ยั ท่ีมีประสทิ ธภิ าพ ดำเนินการโดยนกั วจิ ัยที่มคี วามรู้ความเช่ียวชาญ โดยมีกรอบวตั ถปุ ระสงค์
ของการวิจัยอยา่ งชดั เจน ใช้เหตุและผลตามหลักความเป็นจริง สามารถทดสอบด้วยวิธีการที่เหมาะสม
เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นจริง และไม่มีอคติของนักวิจัยมาเกี่ยวข้อง โดยดำเนินการแสวงหาคำตอบเพ่ือ
ตอบคำถามปัญหาวิจัย ใช้ความอดทนในการดำเนินการ มีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ จัดทำ
รายงานด้วยรปู แบบมาตรฐาน ภาษาท่ีสื่อสารเข้าใจง่าย และการอา้ งอิงขอ้ มลู ท่เี ปน็ ระบบเช่อื ถอื ได้
3. คุณภาพของงานวิจัย
คุณภาพของการวจิ ัย หรอื บางตำราอาจเรียกว่า คณุ ลักษณะท่ดี ีของงานวจิ ยั ซ่ึงมีความหมาย
ไปในทิศทางเดียวกัน โดยผลงานวิจัยจะมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และควรที่จะนำไปใช้เป็นประโยชน์
หรือไม่ประเด็นสำคัญคือ ความตรง (Validity) ของงานวิจัย โดยจำแนกเป็นความตรงภายใน
(Internal Validity) และความตรงภายนอก (External Validity) นอกจากความตรงก็ยังมีแบบ
แผนการวจิ ัย กระบวนการในการทำวิจัยท่ีมีความถกู ต้อง การสำรวจแหล่งข้อมลู คุณภาพของงานวิจัย
ในมุมมองนักวิชาการหลากหลายทา่ นพอสรปุ ไดด้ ังนี้
เกยี รตสิ ุดา ศรีสุข (2552) ไดส้ รุปสาระสำคญั คุณลกั ษณะทดี่ ีของงานวิจัยดังนี้
1. การวิจัยตอ้ งมีความตรงทงั้ ความตรงภายใน และความตรงภายนอก
20 | บทท่ี 2 ความร้พู ืน้ ฐานเกี่ยวกับการวิจัย
ความตรงภายในของงานวจิ ัย หมายความว่า ผลการวิจยั ทคี่ น้ พบน้นั ไดม้ กี ารรวบรวม
ข้อมูลได้ตรงกับตัวแปรที่สนใจศึกษาจริง ๆ หรือหากเป็นการวิจัยเชิงทดลองผลของการทดลองนั้น
ตอ้ งเกิดจากตัวแปรอิสระท่สี นใจใช้เป็นส่ิงทดลองจริง ๆ ไม่ได้เกิดจากตวั แปรอน่ื ๆ ท่ีไม่เกยี่ วข้อง
ความตรงภายนอกของงานวิจยั หมายความวา่ ผลการวจิ ัยท่คี ้นพบนน้ั สามารถนำไป
อา้ งอิงสู่กลุม่ ประชากร หรอื นำไปใช้ให้เกิดประโยชนใ์ นสภาพการณใ์ หมท่ ี่คล้ายกันไดจ้ ริง
2. การวิจัยต้องเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ ความมีระบบ มี
เหตุผล มีจุดมุ่งหมาย ไม่กระทำอย่างรีบร้อน ใช้ความซื่อสัตย์และกล้าที่จะสรุปผลการวิจัยตามความ
เปน็ จรงิ
3. การวิจัยต้องมีการใช้เครื่องมือและเทคนิคการรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพ นั่นคือ
เคร่อื งมอื ตอ้ งมีคุณสมบตั ทิ ี่ดีในด้านความตรง ความเที่ยง อำนาจจำแนก เป็นตน้
4. การวิจัยตอ้ งใชก้ ารรวบรวมข้อมลู ใหม่ เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจยั ท่กี ำหนดไว้
5. การวิจัยต้องมุ่งค้นคว้าหาข้อเท็จจริง หาวิธีการแก้ปัญหา อธิบายปรากฎการณ์
พยากรณ์ลกั ษณะ หรือเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ตลอดจนพฒั นากฎเกณฑ์หรอื ทฤษฏีตา่ ง ๆ
6. การวิจัยต้องมีการเขียนรายงานการวจิ ัยอย่างระมัดระวัง ผ้วู จิ ยั ตอ้ งให้ความสำคัญกับ
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ซอื่ สตั ยป์ ราศจากความลำเอยี ง และเขยี นใหผ้ ู้อ่ืนเข้าใจงา่ ย
สิน พันธ์พุ นิ ิจ (2551) ไดอ้ ธิบายการวิจยั ทดี่ ี จะมลี ักษณะทส่ี ำคญั ดงั น้ี
1. มีความสอดคล้อง มีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับปัญหาการวิจัย/การแก้ปัญหา ที่จะ
สามารถนำผลการวิจยั ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ย่างแทจ้ รงิ
2. ความสมบูรณข์ องการศกึ ษาเอกสารงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง ต้องมีการศกึ ษาอย่างสมบูรณ์
ครบถ้วน ครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษาเพื่อนำไปกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัยและกำหนดสมมติฐานท่ี
ถกู ต้อง สอดคล้องกบั สถานการณข์ องสงั คม ตลอดจนกระท่ังเรียงลำดบั เนอื้ หาอยา่ งเหมาะสม
3. ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยที่ถูกต้อง ในการดำเนินการวิจัยจะต้องมีการสุ่มตัวอย่างที่
ถูกต้องและมีขนาดพอเหมาะ ใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพ การออกแบบแผนการทดลอง หรือ
การกำหนดระดบั นยั สำคญั ทางสถิติ
4. การวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสม และ
สอดคล้องกบั ข้อตกลงเบอื้ งตน้ ของสถิติแต่ละประเภท
5. การนำเสนอข้อมูล จะต้องแปลผลจากผลการวิเคราะห์อย่างมีหลักเกณฑ์ ใช้ภาษา
นำเสนอทง่ี ่าย ๆ หรือใช้วธิ ีการนำเสนอทนี่ า่ สนใจโดยใชแ้ ผนภมู ิ หรือภาพประกอบตา่ ง ๆ
21 | บทที่ 2 ความรูพ้ น้ื ฐานเก่ียวกับการวิจัย
6. ความตรงการวิจัยตอ้ งคำนึงท้ังความตรงภายในและความตรงภายนอก ผลการวิจัยท่ี
ได้เป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในการวิจัย และสามารถนำไปใช้สรุปอ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างสู่
ประชากรไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
7. ความเช่อื ม่ันการวจิ ัยต้องดำเนินการดว้ ยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุและผล
มีความเป็นปรนัย ขจัดความลำเอียงจากความรู้สึกส่วนตัว และเน้นที่การทดสอบสมมุติฐานมากกว่า
การพสิ จู นว์ า่ จรงิ หรอื เทจ็
8. รูปแบบของรายงานการวิจัย เป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของรายงานการวิจัยท่แี ต่
ละหนว่ ยงานหรือองค์กรไดก้ ำหนดรปู แบบไวอ้ ย่างชดั เจน รวมทงั้ ความชดั เจน ถูกตอ้ งของเนือ้ หาสาระ
และรปู เลม่ ของรายงานการวิจยั ท่ถี กู ตอ้ ง สวยงาม
9. ขอบเขตของเวลา การวิจัยจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด มิฉะน้ัน
อาจจะมีความคลาดเคลื่อนจากสภาพเป็นจริงเนือ่ งจากการเปล่ียนแปลงของสังคม หรือมนุษยท์ ่ีมีการ
เปล่ียนแปลงทัศนคติ หรือคา่ นยิ มอย่างรวดเร็ว
รัตนะ บวั สนธ์ (2556) ได้อธบิ ายความตรงภายในและความตรงภายนอกของการวิจยั ไวด้ งั นี้
ความตรงภายในของการวิจัย หมายถึง ผลของการวิจัยครั้งนั้น ๆ ตอบคำถามของการ
วิจัยได้อย่างถูกต้องหมดจด โดยที่ผลของการวิจัยดังกล่าว เป็นผลจากตัวแปรที่นักวิจัยทำการศึกษา
อยา่ งแทจ้ ริง มใิ ชเ่ ป็นผลเนือ่ งมาจากส่งิ อื่น หรอื ตัวแปรอนื่ ทีน่ กั วจิ ัยไม่ได้ทำการศึกษา สำหรับ ความ
ตรงภายนอกของการวิจัย หมายถึง ผลของการวิจัยที่ค้นพบมีลักษณะเป็นนัยทั่วไปในการสรุปอ้างองิ
(Generalization) ไปสู่ประชากร เงื่อนไขเดียวกันกับที่ทำการวิจัย หรือกล่าวอย่างง่ายว่า ข้อค้นพบ
จากการทำวิจัยในครั้งนั้น สามารถนำไปสรุปใช้ได้กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่มีลักษณะ
เงื่อนไขเดียวกันกับการวิจัยครั้งนี้ ผลของการวิจัยครั้งหนึ่ง ๆ เปรียบเป็นตัวแทนหรือกลุ่มตัวอย่าง
ความรู้ที่ค้นพบ และกลุ่มตัวอย่างความรู้นี้ สามารถสรุปไปสู่มวลประชากรความรู้ในเรื่องเดียวกันได้
แต่กระนั้นก็ตาม ความตรงภายนอกของการวิจัย อาจไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่สำคัญของงานวิจัยทุก
ประเภท เพราะเหตุ งานวิจัยบางประเภทก็ไม่ได้มวี ัตถุประสงค์ท่ีจะสรุปอ้างอิงไปสู่ประชากรใด ๆ เชน่
งานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบแผนการวิจัยการศึกษารายกรณี (Case Study Design) เป็นต้น
นอกจากน้ี ความตรงภายนอกยังเกยี่ วพนั กับความตรงภายในเปน็ อยา่ งมากในแง่ ถ้างานวิจัยใด ๆ ขาด
ความตรงภายใน ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเกิดความตรงภายนอก เพราะจะทำให้มีการนำข้อค้นพบที่ผิด ๆ
ไปใช้สรปุ อา้ งองิ ดงั นั้น ในการดำเนินงานวิจยั ใด ๆ ก็ตาม ความตรงภายใน ถอื วา่ สำคัญมากกว่าความ
ตรงภายนอกและเปน็ สิ่งทีน่ ักวจิ ัยจะต้องพิจารณาให้เกิดความตรงภายในของการวจิ ัยก่อนเสมอ
Edmond และ Kennedy (2017) ได้อธิบายเกย่ี วกบั คุณภาพของงานวจิ ัยและปจั จยั ท่ีส่งผล
ต่อความตรงภายในและความตรงภายนอก มักจะใช้เกณฑ์การพิจารณาจากงานวิจัยเชิงทดลอง
22 | บทท่ี 2 ความรูพ้ ้ืนฐานเกยี่ วกับการวจิ ยั
(Experimental Research) เป็นหลกั ทั้งนงี้ านวิจยั เชิงทดลองมีลักษณะและมีเงื่อนไขต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง
กับปัจจัยทั้งหลายที่จะกล่าวถึงมากกว่างานวิจัยประเภทอื่น ๆ ปัจจัยดังกล่าวหากเกิดขึ้นในงานวิจัย
แลว้ จะทำให้ผลการวจิ ัยน้นั ไมส่ ามารถสรุปได้อย่างชัดเจนวา่ เป็นผลของตวั แปรทีเ่ ราทำการศึกษาอย่าง
แท้จริงหรือไม่ คำตอบการวิจัยที่ได้แม้จะตอบคำถามการวิจัยได้ แต่ไม่แน่ว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
ที่สุด นอกจากนี้งานวิจัยเชิงทดลองให้ความสำคัญเป็นอย่างมากที่สุดในเรื่องความตรงภายในและ
ความตรงภายนอก ซ่งึ พอสรปุ สาระสำคญั ไดด้ ังน้ี
1. ความตรงภายในของการวิจยั (Internal Validity)
ความตรงภายในของการวจิ ัย คอื ผลของการวิจัยนัน้ ตอบคำถามการวิจัยไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
โดยที่ผลของการวิจัยเป็นผลจากตัวแปรที่นักวิจัยทำการศึกษาอย่างแท้จริง มิใช่เป็นผลเนื่องมาจาก
ตวั แปรอน่ื ทนี่ ักวิจัยไม่ได้ทำการศึกษา
การควบคุม หรือ ภัยคุกคาม (Threat) ความตรงภายในของการวิจัยประกอบด้วย
ประวัตหิ รือภูมิหลังของการทำวิจัย (History) วุฒภิ าวะของกลุ่มตัวอย่างขณะทำการวิจยั (Maturation)
การทดสอบหรือเก็บข้อมูล (Testing) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย (Instrumentation) การถดถอยทาง
สถิติ (Statistical Regression) ความลำเอียงการเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Selection Bias) การสูญเสีย
กลุ่มตัวอย่างขณะทำการวิจัย (Attrition) การเลือกกลุ่มตัวอย่างร่วมกัน หรือการได้รับ สิ่งเร้าอื่น
ควบคู่กับสิ่งเร้าในงานวิจัย (Combination of selection and other treatments) การให้สิ่งเร้า
หรือการวิจัยผิดพลาด (Diffusion) การให้ความสนใจกับกลุ่มควบคุมมากเกิน (Special treatment)
และอิทธิพลของการทดสอบซำ้ (Sequencing effects) รายละเอยี ดดังตารางท่ี 2.1
ตารางที่ 2.1 การควบคุมความตรงภายในของงานวิจยั
การควบคุม อธิบาย
1. History สิ่งทเี่ กดิ ข้ึนกอ่ นหรือเกดิ ขณะทำการวิจยั กับตวั อย่าง ส่งผล
รว่ มกับตวั แปรตน้ ท่มี ีต่อตัวแปรตาม เช่น การทดลองโครงการ
2. Maturation สง่ เสริมคุณธรรมจริยธรรมให้ชาวบ้าน โดยการฝึกอบรมและ
ดูวีดีทัศน์ (ความเปน็ จริงก่อนหน้านี้ มีพระมาอบรมสอนศีลธรรม
คุณธรรม จริยธรรมใหก้ ับชาวบา้ นก่อนแลว้ )
กระบวนการทางชีววิทยา และทางจติ วทิ ยาทีเ่ กิดข้ึนกับตวั อยา่ ง
อันเนอ่ื งจากเวลา ทำใหเ้ กิดการตอบสนอง เชน่ ความลา้ หงุดหงดิ
ความหวิ ความโมโห ฯลฯ
23 | บทท่ี 2 ความรพู้ ื้นฐานเกยี่ วกับการวิจยั
ตารางท่ี 2.1 (ต่อ)
การควบคมุ อธิบาย
3. Testing ผลกระทบท่เี กิดจากความค้นุ เคย จากการทดสอบเดยี วกัน หรอื
การเกบ็ ขอ้ มูลเดยี วกนั มากกว่าหนงึ่ ครงั้ เช่น ทดสอบก่อนเรียน
4. Instrumentation การทดลองสอน ทดสอบหลังเรยี น การเก็บข้อมลู ของภาคสนาม
สองรอบ การสัมภาษณ์ซำ้ เป็นต้น
5. Statistical regression เครอ่ื งมือในการวจิ ัย ตอ้ งมคี ุณภาพ ประกอบด้วย ความตรงของ
เครื่องมอื ความเชอื่ มนั่ ของเครื่องมือ ซ่ึงเครื่องมือต้องผา่ นการ
6. Selection bias ทดลองใช้ และหาคณุ ภาพดงั กล่าว
รูปแบบการวิจยั ทม่ี ีการวัดสองครงั้ กบั กลมุ่ ตวั อยา่ ง แตกต่างกัน
7. Attrition แบบสุดข้วั (Extreme) เชน่ กลุ่มตวั อยา่ งที่เกง่ มาก ๆ หรือ อ่อน
มาก ๆ ในการทดสอบครง้ั ที่ 2 ผลของค่าเฉลยี่ การทดสอบจะมี
8. Combination of คา่ เปลย่ี นไป โดยจะมคี า่ ใกล้เคยี งกับค่าเฉลี่ยของประชากร หรือ
selection and other กลมุ่ เกง่ มากคะแนนจะลดลง เกิดแนวโนม้ ของคะแนนคร้ังหลัง
treatments ลู่เขา้ สคู่ ะแนนเฉลี่ยที่แท้จริงของประชากร
9. Diffusion การเลือกตวั อย่างสำหรับงานวจิ ยั หากมกี ารเลอื กท่มี ีความ
10. Special treatment ลำเอียง จะทำใหไ้ ด้ข้อมูลท่ีไม่ถูกต้อง และไม่สามารถสรุปผลของ
การวิจัยโดยอา้ งอิงไปยงั ประชากรได้ ความตรงภายในงานวิจัยต่ำ
การสูญเสยี ของผูเ้ ขา้ รว่ มงานวิจัยในช่วงระยะเวลาของการทดลอง
เชน่ การตายของกลมุ่ ตัวอยา่ ง การขาดการติดต่อ หรือการยกเลิก
การเข้าร่วมวิจยั
การเลือกกลุ่มตวั อย่างรว่ มกนั หรือการไดร้ ับสง่ิ เร้าอื่นควบคู่กบั สง่ิ
เร้าในงานวิจยั อปุ สรรคความตรงภายในใด ๆ ที่สามารถสง่ ผล
กระทบต่อกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงในการศึกษา
การใช้ ส่ิงเร้าหรือการแทรกแซง กับกลุ่มควบคุมโดยไม่ได้ต้ังใจ
กลมุ่ ควบคุมอาจได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เชน่ งานวิจยั ท่ีมสี อง
กลมุ่ เปรียบเทียบ กล่มุ ทดลอง และกลุม่ ควบคุม โดยผวู้ จิ ยั ให้
ความสำคัญกบั กล่มุ ควบคมุ มากกวา่ กลุ่มทดลอง ทำให้
ผลการวิจยั มีความคลาดเคล่อื น
24 | บทที่ 2 ความรพู้ ้นื ฐานเกยี่ วกับการวิจยั
ตารางท่ี 2.1 (ต่อ)
การควบคมุ อธบิ าย
11. Sequencing effects ลำดบั เป็นปัญหาทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับ กลุม่ ตัวอย่างภายใน (within-
subject) ท้งั นีก้ ารทดลองซำ้ หลายครง้ั หรอื การวัดหลาย ๆ ครง้ั
(repeated measures) ตามลำดับเวลาจะสง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้
และความเม่อื ยล้าของกลุ่มตัวอย่าง
2. ความตรงภายนอกของการวจิ ยั (External Validity)
ความตรงภายนอกของงานวิจัย หมายถึง ผลของงานวิจัยสามารถอ้างอิงไปสู่ประชากร
เป้าหมายได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำ เช่น ผู้วิจัยต้องการศึกษาผลการใช้กิจกรรมเพื่อขัดเกลา
คุณธรรมจริยธรรมในนักเรียน ซึ่งระดับการรับรู้ของนักเรียนมีความแตกต่างกัน และผู้วิจัยรวบรวม
ขอ้ มลู จากกล่มุ นกั เรยี นระดบั ประถมศกึ ษาเท่านนั้ แตผ่ ู้วจิ ัยสรปุ ผลการวจิ ัยไปสู่นกั เรียนทั้งหมด ทำให้
งานวิจัยนี้มีความตรงภายนอกต่ำ เนื่องจากสรุปผลการอ้างอิงไปสู่กลุ่มเป้าหมายไม่ถูกต้อง แนว
ทางการควบคมุ ความตรงภายนอกสำหรบั งานวิจัยดงั ตาราง 2.2
ตารางท่ี 2.2 การควบคุมความตรงภายนอกของงานวจิ ัย
การควบคุม อธิบาย
Sample characteristics คุณสมบตั ิของกลมุ่ ตัวอย่างตอ้ งเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากร
Stimulus characteristics คุณสมั บตั ิของสิง่ เร้า หรือการจัดกระทำกบั กลุ่มตัวอยา่ ง และการ
and settings กำหนดคา่ เง่ือนไขสำหรับการวจิ ัย
Treatment variations รูปแบบการจัดกระทำกับกล่มุ ทดลอง เช่น การวิจัยเชิงทดลอง
การวจิ ัยแบบสำรวจ
Outcome variations รูปแบบของผลลัพธ์ หรอื การตอบคำถามงานวจิ ัย
Context-dependent บรบิ ท สภาพแวดล้อมของกลุ่มตวั อย่าง
mediation
พอสรุปได้ว่า คุณภาพของการวิจัย หรือผลงานวิจัยจะมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และควรที่จะ
นำไปใช้เป็นประโยชน์หรือไม่ประเด็นสำคัญคือ ความตรง (Validity) ของงานวิจัย โดยจำแนกเป็น
25 | บทที่ 2 ความรู้พนื้ ฐานเกยี่ วกับการวจิ ยั
ความตรงภายใน (Internal Validity) และความตรงภายนอก (External Validity) ความตรงภายใน
ถือว่ามีความสำคัญมากซึ่งส่งผลต่อความตรงภายนอก หากไม่มีความตรงภายในแล้วความตรง
ภายนอกก็ย่อมไม่มี บางงานวิจัยอาจไม่ให้ความสำคัญกับความตรงภายนอก เช่น กรณีการทำวิจัย
ศึกษาเฉพาะพืน้ ที่ หรือศกึ ษารายกรณี เปน็ ตน้ ดังนั้นในการทำวจิ ยั จำเปน็ จะตอ้ งควบคุมภัยคุกคาม ที่
อาจส่งผลต่อผลการวิจัย ภัยคุกคามประกอบด้วย ประวัติหรือภูมิหลังของการทำวิจัย วุฒิภาวะของ
กลุ่มตัวอย่างขณะทำการวิจัย การทดสอบหรือเก็บข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย การถดถอยทาง
สถิติ ความลำเอียงการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสูญเสียกลุ่มตัวอย่างขณะทำการวิจัย การเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างร่วมกัน หรอื การได้รับสิ่งเร้าอ่ืนควบคู่กับส่ิงเร้าในงานวิจัย การใหส้ งิ่ เรา้ หรือการวิจัยผิดพลาด
การให้ความสนใจกับกลุ่มควบคุมมากเกิน และอิทธิพลของการทดสอบซ้ำ เมื่อควบคุมภัยคุกคาม
เหล่านี้ได้ย่อมจะทำให้ผลการวิจัย เกิดจากตัวแปรที่ศึกษาอย่างแท้จริง ทำให้ผลการวิจัยมีความ
แม่นยำและน่าเชื่อถือ สำหรับกระบวนการควบคุมภัยคุกคามขึ้นอยู่กับระเบียบวิธีวิจัยของแต่ละ
ประเภทงานวิจยั บางงานวิจัยอาจไม่มีภัยคุกคามเหล่านี้ เช่น งานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ อาจไม่มี
ภัยคุกคามครบทุกตัว แตส่ ำหรับงานวิจยั เชงิ ทดลอง ภยั คกุ คามเหลา่ นี้คอ่ นข้างจะมคี รบทุกตัว สำหรับ
เนื้อหาระเบยี บวธิ ีวิจยั แต่ละประเภทและภัยคกุ คามแต่ละงานวจิ ัย จะได้เรียนรใู้ นเนื้อหาถัดไป
4. ประโยชนข์ องการวจิ ยั
ผลของงานวจิ ยั หลาย ๆ ช้ิน แสดงให้เห็นวา่ กอ่ ให้เกดิ องค์ความรใู้ หม่ ๆ และสามารถต่อยอด
องค์ความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตของมนุษย์ได้ อาทิ งานวิจัยด้านพืช งานวิจัยด้านการแพทย์ เป็นต้น ด้วย
เหตุนี้ งานวิจัยจึงมีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ด้วยความสำคัญและ
ประโยชน์อย่างมากทำให้การเรียนรู้เรื่องการวิจัยแพร่หลาย มีการคิดค้นกระบวนการในการทำวิจัย
ออกมาอย่างหลากหลายรูปแบบ นำเสนอในหลากหลายมิติ ตามแนวคิด ทฤษฏี ความเชื่อ บาง
กระบวนการในการทำวิจัยได้รับการยอมรับและนิยมอย่างมาก บางกระบวนการวิจัยก็ถูกนำมาใช้
เฉพาะดา้ น ซึ่งจะมีเน้ือหางานวิจัยประเภทต่าง ๆ ในบทตอ่ ไป เมื่อกล่าวถึงประโยชน์ของงานวิจัยขอ
จำแนกออกเปน็ สองส่วนคือ ประโยชนท์ ่ีเกดิ จากผลงานวจิ ัยและประโยชนข์ องการเรียนรกู้ ารวิจัย ดงั นี้
4.1 ประโยชนก์ ารเรยี นรู้การวิจยั
John W. Best และ James V. Kahn (2006) อธิบายประโยชน์ของการเรยี นรวู้ จิ ยั เป็น
สองส่วนว่า
ประการแรกการเรียนรู้การวิจัยจะช่วยทำให้ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงและการ
ปรับปรุงในศาสตร์ด้านนี้ การทำเช่นนี้คุณจะต้องเป็นผู้บริโภคที่มีความรู้ในการวิจัย เพื่อให้สามารถ
เรียนรูท้ จ่ี ะเปน็ ผู้บรโิ ภคด้านการวิจัยได้ดีท่สี ุด โดยการทำความเขา้ ใจกระบวนการวจิ ัยจากมุมมองของ
26 | บทที่ 2 ความรู้พื้นฐานเก่ยี วกบั การวจิ ัย
นักวิจัย เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบของการวิจัยอย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อคุณ คุณ
จะต้องช่ืนชมการตัดสินใจที่นักวิจัยจำเป็นต้องทำทางเลือกที่เป็นไปได้ ในการตัดสินใจเหล่านั้น และ
ผลที่ตามมาของผลลัพธ์และข้อสรุป ในที่สุดคุณจะตอ้ งตดั สินคุณภาพของการวิจัยและความเป็นไปได้
ของมันท่ีจะเป็นมาตรฐาน
ประการที่สอง นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาอ่ืน ๆ ต้องตรวจสอบสิ่งที่พวกเขา
กำลังทำอยา่ งตอ่ เน่ือง ในเรอ่ื งนนี้ ักวิจัยอาจต้องเปรียบเทียบวิธปี ฏบิ ัติของเขากับวิธีการของคนอ่ืนที่ใช้
การกำหนดค่าที่คล้ายกัน นักวิจัยอาจทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบว่ากระบวนการทำงาน
ให้ประโยชนห์ รือไม่ หรือตอ้ งลองอะไรใหม่ ๆ กับกล่มุ ตวั อย่างทีก่ ำหนด
R. Burke Johnson และ Larry Christensen (2014) อธิบายประโยชน์ของการเรียนรู้การ
วจิ ยั โดยตั้งคำถามวา่ “ทำไมต้องเข้าเรยี นรายวชิ าการวจิ ัย”
ประการแรก การเรียนรู้การวิจัยน่าสนใจมาก ได้เรียนรู้เนื้อหา วิธีคิด และประโยชน์ใน
การนำการวิจัยไปใช้
ประการที่สอง เรียนรทู้ ักษะการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ อาทิ ส่งิ ทบี่ างคนพูดคือ "ความจริง"
หรือ "ความจริง" ที่ปฏิเสธไม่ได้ คุณสามารถใช้เทคนิคที่คุณจะเรียนรู้จากการวิจัยเพื่อประเมินข้อโต้แย้ง
การพิสูจน์มีอยใู่ นขอบเขตของคณติ ศาสตรแ์ ละตรรกะแบบนริ นัย แตใ่ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละการวิจยั สิง่ ท่ี
ดีที่สุดที่สามารถทำได้คือ การให้หลักฐาน บางครั้งหลักฐานก็น่าเชื่อถือมากในบางครั้งมันอาจจะไม่
จำเป็น คุณต้องใช้ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในการตัดสินหลักฐานที่มีอยู่ในหัวข้อใดก็ตาม
ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาและการทำงาน อย่างมืออาชีพ
ตราบใดทย่ี งั มชี วี ิตอยู่ การเรียนรู้วิธกี ารวจิ ัยช่วยพฒั นาทกั ษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของคุณ
ประการที่สาม เหตผุ ลสำคัญการศึกษาวิจัยคอื เพื่อชว่ ยใหค้ ณุ เข้าใจการอภปิ รายการวิจัย
ที่คณุ ได้ยินและเห็นในสื่อ เชน่ ทางโทรทัศน์และวิทยุ บนอนิ เทอร์เน็ต หรือในการประชุมระดับมืออาชีพ
ตัวอย่างของการวิจัยในสังคมมีมากมาย เช่น เมื่อดูรายการโทรทัศน์จะพบกับโฆษณา เราเคยสงสัย
เกี่ยวกับ“การศึกษาวิจัย”ที่อ้างว่า“พิสูจน์”ว่าผงซักฟอกชนิดหนึ่งดีกว่าผงซักฟอกชนิดอื่นหรือไม่ ?
ดังท่ีทราบวัตถุประสงค์ของการโฆษณาคือการมีอิทธิพลต่อผู้บริโภค บริษัทโฆษณาใช้เงินหลายล้าน
ดำเนินการวิจัยการตลาดเพื่อทำความเข้าใจความคิดและพฤติกรรมของผู้บริโภค หากผู้บริโภคดูการ
แขง่ ขันกฬี าจะเหน็ โฆษณาเบียร์ รถยนต์ รถบรรทุก อาหาร และรองเทา้ เทนนสิ หากดลู ะครมีแนวโน้ม
ท่ีจะเห็นโฆษณาทแ่ี ตกต่างกนั มาก สาเหตุของการเปล่ียนแปลงน้ีคือ ผู้โฆษณาโดยท่ัวไปรวู้ ่าใครกำลังดู
ว่ารายการใดบ้าง โฆษณาดังกล่าวไดร้ ับการพัฒนาข้ึนเพื่อดงึ ดูดความสนใจของผู้ชมเกีย่ วกับสิง่ ที่สนุก
ต่นื เต้นและสำคญั นอกจากนผี้ ู้สมคั รชิงตำแหนง่ ทางการเมืองทุกคนมีท่ปี รึกษาด้านการวิจัยที่พยายาม
ระบุวิธที ี่มปี ระสทิ ธภิ าพมากทส่ี ดุ ในการลงคะแนนและชนะการเลือกต้งั
27 | บทท่ี 2 ความร้พู นื้ ฐานเกย่ี วกบั การวิจัย
4.2 ประโยชน์ของผลการวิจยั
การทำวิจัยมีผลก่อให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลก ทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม พอสรุปสาระสำคญั จากแหล่งขอ้ มูลประโยชนผ์ ลการวจิ ัยดังน้ี
เทียนฉาย กีระนันทน์ et al. (2557) กล่าวว่า การวิจัยมีบทบาทและความสำคัญมาก
ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่า ประเทศพัฒนาทั้งหลาย สามารถพัฒนาประเทศจนกระท่ัง
บรรลเุ ป้าหมาและความสำเร็จมาได้จนถึงท่ีปรากฎในปัจจุบันนน้ั ก็เพราะผลของการวิจยั ในด้านตา่ ง ๆ
และถือเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาประเทศในหลาย ๆ กรณี การวิจัยก่อให้เกิดความรู้ในเชิง
วิชาการและในการนำไปประยุกตใ์ ช้ ดังนี้
1. การวิจัยก่อให้เกิดการขยายองค์ความรู้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน
ด้านต่าง ๆ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท่ีนำมาใช้ในวงการต่าง ๆ ล้วนเป็นผลมา
จากการศกึ ษาค้นคว้าวิจัย
2. การวิจัยช่วยให้เข้าใจปัญหาและช่วยแก้ปัญหา การวิจัยช่วยในการพิจารณา
ปญั หา ค้นหาสาเหตขุ องปญั หา ทำใหเ้ ข้าใจปัญหาที่เกิดข้นึ นอกจากนี้ยังช่วยทำใหเ้ กิดแนวทางในการ
แก้ปัญหา กล่าวคือ การวิจัยทำให้ทราบสาเหตุของปัญหา ทำให้เข้าใจปัญหาและมองเห็นแนวทาง
แก้ปญั หา ทำใหส้ ามารถแกป้ ัญหาไดถ้ กู จุด
3. การวิจัยทำให้ได้ข้อมูลในการกำหนดนโยบาย ผลจากการวิจัยจะทำให้ทราบ
ข้อมูลตามสภาพท่ีเป็นจริง และแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการ
กำหนดนโยบาย และทศิ ทางการดำเนินงานในอนาคต
4. การวิจัยช่วยในการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง
ผลการวิจัยจะช่วยให้ผู้วางแผนมีข้อมูลที่จะใช้ในการวางแผนและดำเนินกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้ตรงกับ
สภาพทเี่ ป็นจริง
5. การวิจัยช่วยในการตัดสินใจของนักบริหารไม่ว่านักบริหารในระดับใดย่อมต้อง
อาศัยข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การตัดสินใจที่ดำเนินการโดยปราศจากข้อมูลอาจนำไปสู่ ความ
ผิดพลาด และก่อให้เกิดความเสยี หายได้
6. การวิจัยช่วยให้ทราบผลและข้อบกพร่องในการดำเนินงาน จากการวิจัยเพ่ือ
ติดตามและประเมินผลการดำเนินการ จะทำให้ทราบว่าผลของการดำเนินงานเป็นอย่างไร ประสบ
ความสำเร็จหรือล้มเหลว มีจุดเด่น ข้อบกพร่องในเรื่องใด มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใด ซึ่งสามารถ
นำมาใชใ้ นการดำเนินงานในลักษณะเดยี วกัน หรอื การดำเนนิ การในครัง้ ตอ่ ๆ ไปได้
7. การวิจัยช่วยให้เข้าใจทฤษฏี และหลักการทางวชิ าการ การศกึ ษาในระดับอุดมศึกษา
มักให้ความรู้เชิงทฤษฏี หลักการทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น หากมีการนำทฤษฏี หลักการทาง
28 | บทที่ 2 ความรู้พ้ืนฐานเกย่ี วกับการวิจัย
วิชาการมาศึกษาวิจัยกับสภาพการณ์จริง จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจทฤษฏี และหลักการ
ดังกล่าวไดช้ ดั เจนขึ้น
นิภา ศรีไพโรจน์ (2557) อธิบายประโยชน์การวิจัยว่า ปัจจุบันนี้บุคคลในวงการต่าง ๆ
ได้ให้ความสนใจการวจิ ยั มากขึน้ ทั้งนี้เพราะได้เล็งเห็นประโยชนข์ องการวิจัยทีม่ ีต่อมวลมนุษย์นั่นเอง
แต่ประโยชน์ของการวิจัยจะมีมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มี
ความเชื่อถือและถูกต้องมากน้อยเพียงใด ถ้าข้อมูลเป็นเท็จผลการวิจัยท่ีได้แทนท่ีจะเป็นประโยชน์จะ
กลับกลายเป็นโทษต่อผู้นำผลการวิจัยนั้นไปใช้ ดังนั้นการวิจัยจะมีประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่
ย่อมขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของนักวิจัย ตลอดจนความร่วมมือของผู้ให้ข้อมูลด้วย โดยทั่วไปแล้ว
อาจกล่าวไดว้ า่ การวจิ ัยมปี ระโยชน์ดังต่อไปน้ี
1. การวิจัยชว่ ยให้เกิดวิทยาการใหม่ ๆ เพม่ิ พนู มากย่ิงขนึ้ ทั้งทางด้านทฤษฎี ปฏบิ ตั ิ
2. การวจิ ยั สามารถใช้แก้ปญั หาไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ ถกู ตอ้ งและยุตธิ รรม
3. การวิจัยจะชว่ ยให้เขา้ ใจปรากฏการณ์และพฤติกรรมตา่ ง ๆ ได้ดขี ึ้น และสามารถ
ใช้ทำนายปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากกว่าการ
คาดคะเนแบบสามัญสำนกึ
4. การวิจัยสามารถช่วยในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผนงาน การตัดสิน
ปญั หาหรอื การวนิ จิ ฉยั สงั่ การของผูบ้ รหิ ารใหเ้ ปน็ ได้อย่างถกู ต้องและรวดเร็ว
5. การวจิ ัยสามารถตอบคำถามท่ียงั คลมุ เครอื ใหก้ ระจา่ งชัดยิง่ ขน้ึ
6. การวิจัยจะช่วยกระตุ้นความสนใจของนักวิชาการ ให้มีการใช้ผลการวิจัยและ
ทำงานคน้ คว้าวจิ ยั ต่อไป
7. การวิจัยจะทำให้ทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งนำมาใช้เป็นประโยชน์เพือ่ การปรับปรุง
หรือพัฒนาบคุ คลและหน่วยงานตา่ ง ๆ ให้เจรญิ ก้าวหน้าดียิ่งข้ึน
8. การวิจัยทำให้มีผลงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมให้ทราบข้อเท็จจริงได้
กวา้ งขวางและแจม่ ชดั ย่งิ ขึน้
9. การวิจยั จะชว่ ยกระตนุ้ บุคคลใหม้ เี หตผุ ล รู้จักคิด และค้นควา้ หาความรอู้ ยู่เสมอ
10. การวิจัยชว่ ยใหม้ เี ครือ่ งมือและเทคโนโลยใี หม่ ๆ ทีท่ ันสมัยเกดิ ข้ึนอยตู่ ลอดเวลา
ซงึ่ อำนวยความสะดวกสบายให้แกม่ นษุ ยเ์ ป็นอย่างมาก
29 | บทที่ 2 ความร้พู นื้ ฐานเก่ยี วกับการวิจัย
5. จรรยาบรรณ และจริยธรรมของนักวิจยั
จรรยาบรรณในวิชาชีพมีความสำคัญตอ่ ทุกสาขาอาชพี เมือ่ นำจรรยาบรรณของวชิ าชีพตนไป
ยึดปฏิบตั ใิ นงานทีเ่ กยี่ วข้องแล้ว ผูป้ ระกอบวิชาชพี น้ันก็จะประสบกับความสำเร็จในวชิ าชีพของตนเอง
ซงึ่ ผลทีไ่ ด้รับเปน็ ผลโดยตรง อีกทั้งยงั สะท้อนใหผ้ ู้รับบริการ และผูท้ ่เี กย่ี วข้องได้รับผลผลิตและบริการ
ท่ีดเี ช่นกนั กลายเป็นความสขุ ความสำเร็จของสังคมโดยส่วนรวม การวิจัยก็ถอื เปน็ วิชาชีพเฉพาะที่ต้อง
ใช้ความรู้ความสามารถในการดำเนินงาน นักวิจัยจึงต้องมีกรอบจรรยาบรรณในการปฏิบัติตนให้
ถูกต้องเหมาะสม และไดร้ บั การยอมรบั ในสังคม สำนักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (2555) จึงได้
นยิ ามความหมายและกำหนดจรรยาบรรณของนักวจิ ยั ไว้ดงั น้ี
นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบเพื่อตอบประเด็นที่
สงสัยโดย มีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์
และวธิ กี ารทใ่ี ช้ในการรวบรวมและวเิ คราะห์ขอ้ มูล
จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสมแสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรม
ในการประกอบอาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขา
วิชาชีพนั้น ๆ ยดึ ถือปฏบิ ัติเพอ่ื รักษาช่อื เสยี งและส่งเสรมิ เกียรติคณุ ของสาขาวชิ าชีพของตน
จรรยาบรรณนักวิจัย หมายถึง หลักเกณฑ์ควรประพฤติปฏิบัติของนักวิจัยทั่วไปเพื่อให้
การ ดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกัน
มาตรฐาน ของการศกึ ษาค้นคว้าใหเ้ ปน็ ไปอย่างสามศักดิศรีและเกียรตภิ มู ิของนกั วิจยั
จรรยาบรรณของนกั วิจัย
ข้อ 1 นกั วจิ ัยต้องซ่ือสตั ย์และมีคณุ ธรรมในทางวชิ าการและการจัดการ
นักวิจัยตอ้ งมีความซ่ือสัตย์ตอ่ ตนเองไมน่ ำผลงานของผู้อน่ื มาเป็นของตนไม่ลอกเลียน
งานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติและอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้อง
ซอ่ื ตรงต่อการแสวงหาทนุ วจิ ยั และมีความเป็นธรรมเกย่ี วกับผลประโยชนท์ ี่ได้จากการวจิ ัย
ข้อ 2 นักวิจัยต้องตระหนักถึงพนั ธกรณีในการทำวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไวก้ ับหน่วยงาน
ทสี่ นบั สนนุ การวิจยั และตอ่ หนว่ ยงานท่ีตนสังกดั
นักวิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ำยยอมรับ
ร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัยให้ได้ผลดีที่สุดและเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม่ละทิ้ง
งานระหวา่ งดำเนนิ การ
ขอ้ 3 นักวิจัยตอ้ งมีพ้นื ฐานความรใู้ นสาขาวชิ าการท่ที ำวิจัย
นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอและมีความรู้
ความชำนาญหรือ มีประสบการณ์เก่ียวเนือ่ งกับเร่ืองที่ทำวจิ ยั เพื่อนำไปสู่งานวิจัยท่ีมีคุณภาพและเพ่ือ
30 | บทท่ี 2 ความรพู้ น้ื ฐานเกย่ี วกับการวิจยั
ป้องกันปัญหาการ วิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
งานวจิ ัย
ขอ้ 4 นักวจิ ัยต้องมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สง่ิ ทีศ่ กึ ษาวจิ ยั ไมว่ ่าเปน็ สงิ่ ทม่ี ชี วี ติ หรือไม่มชี วี ติ
นักวิจัยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและปณิธานที่จะ
อนุรักษ์ ศลิ ปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดลอ้ ม
ข้อ 5 นกั วิจยั ตอ้ งเคารพศกั ดิศรแี ละสิทธขิ องมนษุ ย์ทีใ่ ชเ้ ปน็ ตัวอย่างในการวิจยั
นักวิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพใน
ศักดิศรีของเพื่อน์ มนุษย์ต้องถือเป็ นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็น
กลมุ่ ตวั อยา่ งโดยไม่ หลอกลวงหรือบีบบังคบั และไม่ละเมดิ สทิ ธส่วนบคุ คล
ข้อ 6 นกั วจิ ัยตอ้ งมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทกุ ขนั้ ตอนของการทำวจิ ยั
นักวจิ ัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่า อคติสว่ นตนหรือความลำเอียงทาง
วชิ าการ อาจสง่ ผลใหม้ กี ารบิดเบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อนั เป็นเหตใุ หเ้ กิดผลเสียหายต่อ
งานวจิ ัย
ขอ้ 7 นักวจิ ัยพงึ นำผลงานวิจยั ไปใช้ประโยชนใ์ นทางทีช่ อบ
นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคมไม่ขยายผลข้อ
ค้นพบจนเกิดความเปน็ จรงิ และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมชิ อบ
ขอ้ 8 นักวจิ ยั พึงเคารพความคดิ เห็นทางวชิ าการของผอู้ นื่
นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัยยอมรับฟังความ
คดิ เหน็ และเหตุผลทางวชิ าการของผอู้ ื่นและพรอ้ มท่ีจะปรบั ปรงุ แก้ไขงานวิจยั ของตนให้ถกู ตอ้ ง
ขอ้ 9 นักวิจัยพงึ มีความรับผดิ ชอบตอ่ สังคมทุกระดบั
นักวิจัยมีจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังสติปัญญาในการทำวิจัยเพื่อคว ามก้าวหน้าทาง
วชิ าการเพ่อื ความเจริญและประโยชนส์ ุขของสงั คมและมวลมนษุ ยชาติ
จรรยาวิชาชพี ของนกั วิจัย
จรรยาวิชาชพี ของนักวจิ ัย และแนวทางปฏิบัติ นกั วจิ ัยพึงมจี ริยธรรม และเป็นแบบอย่าง
ที่ดีแก่ผู้ร่วมงานและบุคคลทั่วไป พึงทําวิจัยอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความเสียสละ ขยัน และ
อดทน ต้องมอี ิสระทางวิชาการโดยปราศจากอคติในทกุ ขนั้ ตอนของการวิจยั ต้องมคี วามรับผิดชอบต่อ
สง่ิ ทศี่ ึกษาวิจยั ไมว่ า่ จะเป็นคน สัตว์ พชื สงั คม ศิลปวัฒนธรรม ทรพั ยากรธรรมชาติ หรือสิง่ แวดล้อม
31 | บทที่ 2 ความรู้พนื้ ฐานเก่ียวกับการวิจัย
1. นักวิจัยพึงมีจริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ร่วมงานและบุคคลทั่วไป นักวิจัย
ต้องมีความซ่ือสตั ย์ต่อตนเองและผู้อ่นื มคี วามรบั ผิดชอบ มีใจเปิดกว้างทางความคิด ปราศจากอคติ มี
ความยตุ ธิ รรมและมีความประพฤติอนั ดีงามสมควรแก่ตาํ แหน่งหน้าท่ี
2. นักวิจยั พึงทาํ วจิ ัยอย่างเต็มความสามารถด้วยความเสยี สละ ขยัน และอดทน นกั วิจัย
ต้องทุ่มเททําวิจัยอย่างเต็มกําลังความสามารถด้วยความขยันและอดทน อุทิศเวลาเพื่อการวิจัยอย่าง
ต่อเน่อื งและเพยี งพอ เพือ่ ให้งานวิจัยสําเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ภายในกรอบเวลาที่กาํ หนด
3. นักวิจัยต้องมีอิสระทางวิชาการ โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทําวิจัย
นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ไม่ยอมสูญเสียเสรีภาพทางวิชาการ ต้องนําเสนอผลงานวิจัยตาม
ความเป็นจริง และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา โดยปราศจากอคติ
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นคน สัตว พืช สังคม
ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม นักวิจัยต้องทําวิจัยด้วยจิตสํานึกว่า จะไม่
ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อสิ่งทศ่ี ึกษา ไม่วา่ จะเปน็ สิ่งที่มชี ีวิตหรือไม่มชี ีวิตต้องดําเนินการ
วจิ ยั อย่างรอบคอบ ระมัดระวังและเป่ียมด้วยคุณธรรมในการทําวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช สังคม
ศลิ ปวฒั นธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ หรอื สิง่ แวดล้อม
เกยี รติสดุ า ศรีสุข (2552) ไดก้ ล่าวถงึ คณุ ลักษณะที่ดขี องนักวิจัย ประกอบด้วย 3 ประการ
1. คณุ สมบัติทั่ว ๆ ไป คอื การเป็นผู้ทม่ี ีความคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรค์ คิดอยา่ งมีเหตผุ ล อยาก
รู้อยากเห็น กล้าตัดสินใจ ทำงานเป็นระบบ ใจกว้างในการรับความคิดเห็น มีความเป็นกลาง อดทน
ตรงตอ่ เวลา และมีมนุษยสมั พนั ธ์
2. ความรู้ในเนื้อหาที่จะทำวิจัย คือ การเป็นผู้มีความรู้อย่างเพียงพอในประเด็นหรือ
เนอ้ื หาทต่ี ้องการทำวจิ ยั
3. ความรู้ในกระบวนการวิจัย คอื การเป็นผูม้ ีความรู้ในระเบยี บวิธกี ารวิจัย รู้เทคนิคการ
สร้างเครื่องมือ เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล เทคนิคการแปลผลการวิเคราะห์ และเทคนิคการเขียน
รายงานการวจิ ยั
สรุปได้ว่า นักวิจัยต้องมีคุณธรรม ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและเพื่อนวิชาชีพ รับผิดชอบต่อ
ตวั อยา่ งในการวจิ ัย และสงั คม เคารพศักด์ิศรีและสิทธิของความเป็นมนษุ ย์ ตระหนกั ถงึ ภาระหน้าท่ี มี
ความรูค้ วามเช่ยี วชาญในศาสตร์ที่ตนเองทำวจิ ัย ไม่มีความลำเอยี ง เคารพในความคิดเห็นทางวิชาการ
ของผอู้ ่ืน และนำผลการวจิ ัยไปใชป้ ระโยชน์ในทางทเี่ หมาะสม
32 | บทท่ี 2 ความรู้พื้นฐานเก่ียวกับการวิจยั
กจิ กรรมทา้ ยหนว่ ยเรยี น
ตอบคำถามต่อไปนี้ดว้ ยความรู้ ความเข้าใจ ของนักศกึ ษาเอง (60 คะแนน)
1. สังเคราะห์ความหมายการวจิ ยั (5 คะแนน)
2. การวิจัยมลี กั ษณะอย่างไร (5 คะแนน)
3. การพจิ ารณาคุณภาพของงานวิจยั พจิ ารณาจากอะไร (5 คะแนน)
4. อธิบายความตรงภายในของงานวจิ ัย และภยั คกุ คาม (5 คะแนน)
5. อธบิ ายความตรงภายนอกของงานวจิ ยั และภัยคุกคาม (5 คะแนน)
6. สบื ค้นข้อมูลงานวิจัยด้านการศึกษา จำนวน 1 เรอื่ ง พร้อมอภิปราย งานวจิ ยั นี้มีความตรง
ภายใน และความตรงภายนอกหรือไม่ อยา่ งไร (10 คะแนน)
7. สืบคน้ ข้อมลู งานวิจยั ด้านการศกึ ษา จำนวน 1 เรอ่ื ง ที่ไมใ่ ห้ความสำคัญความตรงภายนอก
อธิบายและใหเ้ หตผุ ล (10 คะแนน)
8. บอกประโยชนก์ ารเรยี นรูก้ ารวิจัย อยา่ งน้อย 5 ขอ้ (5 คะแนน)
9. บอกประโยชน์ผลการวจิ ยั อย่างน้อย 5 ข้อ (5 คะแนน)
10. สงั เคราะห์คุณลักษณะของนกั วิจยั ทด่ี ี (5 คะแนน)
33 | บทที่ 2 ความรพู้ ้นื ฐานเกยี่ วกบั การวิจัย
เอกสารอ้างองิ
Alan Hevner, & Samir Chatterjee. (2 0 1 0 ) . Design Research in Information Systems
Theory and Practice (Vol. 22). NY: Springer Science+Business Media.
Edmond, W. A., & Kennedy, T. D. (2 0 1 7 ) . An applied reference guide to research
designs: Quantitative, qualitative, and mixed methods California: SAGE
Publication.
John W. Best, & James V. Kahn. (2 0 0 6 ) . RESEARCH IN EDUCATION. United States of
America: Pearson Education Inc.
R. Burke Johnson, & Larry Christensen. (2 0 1 4 ) . Educational research: Quantitative,
qualitative, and mixed approaches. Singapore: SAGE Publications.
Ranjit Kumar. (2011). RESEARCH METHODOLOGY a step-by-step guide for beginners.
Singapore: SAGE.
Wikiversity. (2020). Characteristics of research from https://en.wikiversity.org/wiki/
เกียรติสุดา ศรีสขุ . (2552). ระเบียบวิธวี ิจัย Research Methodology. เชยี งใหม่: ครองช่างพริน้ ต้ิง.
เทียนฉาย กีระนันทน์, จรัญ จันทลักขณา, & วรรณ์ดี แสงประทีปทอง. (2557). ความรู้พื้นฐานใน
การวิจยั . นนทบรุ ี: สำนกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช.
นภิ า ศรีไพโรจน์. (2557). ความรเู้ บอื้ งต้นเกย่ี วกบั การวิจยั . Retrieved 7 january, 2562, from
http://www.watpon.in.th/Elearning/res9.htm
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจยั เบ้อื งตน้ . กรุงเทพมหานคร: สุวรี ยิ าสาสน์ .
รัตนะ บัวสนธ์. (2556). ปรัชญาวิจัย (Vol. 3). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2555). จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ.
กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวจิ ัยแหง่ ชาติ.
สิน พนั ธพุ์ นิ จิ . (2551). เทคนคิ การวิจยั ทางสังคมศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: วทิ ยพัฒน์.