แนวโน้มการพัฒ พั นาหลักสูต สู ร ศตวรรษที่ 21 นางสาวนริศริรา จันจัทร์เ ร์ ครือรื รหัสหันักนัศึกศึษา 6421126007 เลขที่ 5 ( สาขา สังสัคมศึกศึษา ค.บ.) หมู่เมู่ รียรีน D11 รายวิชาการพัฒพันาหลักสูตสูร 1190201
คำนำ รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งรายวิชา การพัฒนาหลักสูตร กลุ่มวิชาชีพครู หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมีจุดประสงค์ในการจัดทำขึ้น เพื่อเป็นการรวบรวมและสรุป ข้อมูลเกี่ยวกับ แนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตรของไทย ในศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ ผู้จัดทําหวังว่ารายงานเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและต้องการข้อมูลไปอ้างอิงหรือ ค้นคว้า เพื่อพัฒนาต่อยอดต่อไปหากมีข้อผิดพลาดประการใดสามารถแจ้งมาได้และจะดำเนินการแก้ไขถูกต้อง ต่อไป ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวนริศรา จันทร์เครือ
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1 หลักการ 1 จุดมุ่งหมาย 1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2 การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาการเด็ก 8 การอบรมเลี้ยงดูการจัดประสบการณ์ 10 การประเมินพัฒนาการ 11 การใช้หลักสูตรการศึกษาประถมวัย 12 หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) 16 หลักการสำคัญ 16 จุดหมาย 16 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 17 มาตรฐานการเรียนรู้ 17 โครงสร้างเวลาเรียน 18 การวัดและประเมินผลการเรียน 18 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช. ) พุทธศักราช 2562 20 หลักการ 20 จุดหมาย 20 หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร 21 การประเมินผลการเรียน 23 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ( ปวส. ) พุทธศักราช 2563 24 หลักการ 24 จุดหมาย 24 หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร 25 การประเมินผลการเรียน 27
เรื่อง หน้า หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 28 เป้าหมายการอาชีวศึกษา ( มาตรา 6 ) 28 การจัดการศึกษาโครงสร้างหลักสูตร 29 การวัดผลและประเมินผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา 29 หลักสูตรอุดมศึกษา ( ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา ) 30 ประกาศ 30 เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี 32 บทที่ 2 สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย 37 สภาพปัญหาของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 37 หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) 38 หลักสูตรอาชีวศึกษา 38 หลักสูตรอุดมศึกษา ( ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา ) 38 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 39 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 39 หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) 39 หลักสูตรอาชีวศึกษา 40 หลักสูตรอุดมศึกษา ( ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา ) 40 สรุป 42 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย 42 สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย 42 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 43 บรรณานุกรม 44
1 บทที่ 1 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่ เกี่ยวข้อง กับการอบรมเลี้ยงดูพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้อย่าง เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล • หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ เด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนาและให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวมมีคุณภาพและเต็มตาม ศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลและวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชนสังคมและวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมีกิจกรรมที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เหมาะสมกับวัยและมีการพักผ่อนเพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิตและสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดี มีวินัยและมีความสุข 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับพ่อ แม่ ครอบครัว ชุมชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย • จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนี้ 1.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรงและมีสุขภาพดี 2.สุภาพจิตดีและมีความสุข 3.มีทักษะชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 4.มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสารและสนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
2 • คุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี 2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ 3. มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย 3. พัฒนาการด้านสังคม 4. รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม 5. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา 6. สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย 7. สนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 1.1 มีน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบ ศีรษะตามเกณฑ์ อายุ - น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ - เส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์ 1.2 มีร่างกายแข็งแรง - มีภูมิต้านทานโรค ไม่ป่วยบ่อย ขับถ่ายเป็นเวลา รับประทานอาหาร นอนและพักผ่อนเหมาะสมกับวัย หมายเหตุ * แรกเกิด – 2 เดือน หมายถึง แรกเกิด – 1 เดือน 29 วัน 2 – 4 เดือน หมายถึง 2 เดือน – 3 เดือน 29 วัน 4 – 6 เดือน หมายถึง 4 เดือน – 5 เดือน 29 วัน 6 – 9 เดือน หมายถึง 6 เดือน – 8 เดือน 29 วัน 9 – 1 ปี หมายถึง 9 เดือน – 11 เดือน 29 วัน 1 ปี – 1 ปี 6 เดือน หมายถึง 12 เดือน – 17 เดือน 29 วัน 1 ปี 6 เดือน – 2 ปี หมายถึง 18 เดือน – 23 เดือน 29 วัน 2 ปี – 3 ปี หมายถึง 24 เดือน – 35 เดือน 29 วัน
3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 2 ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 2.1 ใช้กล้ามใหญ่ได้ เหมาะสมกับวัย - นอนคว่ำและ ยกศีรษะหันไป ข้างใดข้างหนึ่ง ได้ - นอนคว่ำ ยกศีรษะและ อกพ้นพื้น - เมื่อจับมือเริ่ม ลงน้ำหนักที่ เท้าทั้ง 2 ข้าง ได้ - ยันหน้าออก พ้นพื้นโดยใช้ แขนช่วย - นั่งได้โดยมีผู้ ประคอง - นั่งหลังตรง และเอี้ยวตัวใช้ มือเล่นได้อย่าง อิสระ - คลานโดดยใช้ มือและเข่า - ยืนเกาะ เครื่องเรือนสูง ระดับอกได้ - ยืนทรงตั้ง ( ตั้งไข่ ) ได้ ในช่วงสั้น ๆ - หย่อนตัวลง นั่งจากท่ายืน - ลุกขึ้นยืนด้วย ตนเอง - ยืนได้เอง อย่างอิสระ - ยืนแล้วก้มลง หยิบของที่พื้น ได้ - เดินได้เองโดย ปล่อยแขนเป็น อิสระ และ แกว่งแขนตาม สบาย - เริ่มวิ่ง หรือ เดินเร็ว ๆ ได้ - เดินขึ้นบันได โดยมือข้างหนึ่ง จับราวบันได อีกมือจับผู้ใหญ่ และก้าวเท้า วางบน ขั้นบันได เดียวกันก่อน - วิ่งและหยุดได้ ทันที และเริ่ม วิ่งใหม่ - นั่งย่อย ๆ เล่นโดยไม่เสีย การทรงตัว - เดินถอยหลัง ได้ - เดินขึ้นลง บันไดโดยมือ ข้างหนึ่งจับราว และก้าวเท้า วางบน ขั้นบันได เดียวกันก่อน - กระโดดอยู่ กับที่โยเท้าพ้น พื้นทั้ง 2 ข้าง 2.2 ใช้กล้ามเนื้อเล็กและ ประสานสัมพันธ์ มือ - ตา ได้เหมาะสมกับวัย - จ้องมองได้ มองเห็นใน ระยะ8 – 12 นิ้ว - มองตามวัตถุ ที่เคลื่อนไหว - กำหรือจับ สิ่งของที่ใส่ให้ ในมือ - เอื้อมคว้าของ ใกล้ ๆ ตัวได้ - เปลี่ยนมือถือ ของได้ทีละมือ - มองตามของ ตก - จับของมา กระทบกันด้วย มือทั้ง 2 ข้าง - เริ่มใช้ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และ นิ้วกลางหยิบ ของชิ้นเล็ก ๆ - หยิบของใส่ และเอาออก จากภาชนะได้ - ถือ กัด และ เคี้ยวอาหารได้ ด้วยตนเอง - วางก้อนไม้ ซ้อนกันได้ 2 ก้อน - เปิดหนังสือที ละ 3 - 4 หน้า - วางก้อนไม้ ซ้อนกันได้ 4 - 6 ก้อน - เปิดพลิกหน้า หนังสือได้ทีละ แผ่น - จับสีเทียน แท่งใหญ่เพื่อ ขีดเขียนได้ - เลียนแบบ ลากเส้นเป็นวง ต่อเนื่อง หรือ เส้นตรงแนวดิ่ง
4 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 3 มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 3.1 ร่าเริงแจ่มใส - อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม หัวเราะง่าย แววตามีความสุข 3.2 แสดงออกทาง อารมณ์ได้อย่าง เหมาะสมกับวัย - ยิ้มและ หัวเราะได้เมื่อ พอใจ - สบตาจ้อง หน้าแม่ - ผูกพันกับพ่อ แม่ หรือผู้ดูแล อย่างใกล้ชิด - ยิ้มทักทาย เมื่อเห็นหน้า คนคุ้นเคย - แสดงอารมณ์ ที่หลากหลาย ผ่านการส่ง เสียง - แสดงอารมณ์ ตามความรู้สึก - แสดงอาการ กลัวคนแปลก หน้า - แสดงความ สนใจติดผู้เลี้ยง ดู้ตนเอง มากกว่าผู้อื่น - แสดงความ ต้องการของ ตนเองมากขึ้น - แสดง ความชอบไม่ ชอบส่วนตัว อย่างชัดเจน - แสดงความ รักต่อผู้อื่น - แสดงความ กังวลเมื่อแยก จากคนใกล้ชิด - แสดงความ ภาคภูมิใจเมื่อ ทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จ - ชอบพูดคำว่า “ไม่” แม้จะ เป็นสิ่งที่ ต้องการ 3.3 สนใจ และมี ความสุขกับ ธรรมชาติ สิ่งสวยงาม ดนตรี และจังหวะ การเคลื่อนไหว - ตอบสนองต่อธรรมชาติ เสีงเพลง จังหวะดนตรี และสิ่งสวยงามต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน
5 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 4 รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 4.1 ปรับตัวเข้ากับ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ได้ - หยุดร้องไห้ เมื่อมีคนอุ้ม - มีปฏิกิริยา โต้ตอบด้วยการ เคลื่อนไหว ร่างกายเมื่อ เห็นหรือได้ยิน เสียงคนและสิ่ง ที่คุ้นเคย - ยิ้มทักทาย แสดงอาการดี ใจเมื่อเห็นสิ่งที่ ตัวเองพอใจ - จำหน้าแม่ และคนคุ้นเคย ได้ - แสดงออกถึง การับรู้ทาง อารมณ์และ ความรู้สึกของ ผู้อื่น - เลียนแบบ กิริยาท่าทาง ของผู้อื่นอย่าง ง่าย ๆ -มองผู้ใหญ่หรือ เด็กคนอื่น ๆ ทำกิจกรรม อย่างใกล้ชิด - เริ่มคุ้นเคยกับ ผู้อื่น - ขอความ ช่วยเหลือเมื่อ ต้องการ - ชอบการ ออกไปเที่ยว นอกบ้าน - แสดงความ เป็นเจ้าของ - ชอบเก็บของ ของตนเองไว้ ใกล้ตัว และไม่ ชอบแบ่งปัน ผู้อื่น 4.2 เล่นและร่วมทำ กิจกรรมกับผู้อื่นได้ ตามวัย - ยิ้มและส่ง เสียงเมื่อมีคุย พูดคุยเล่นหรือ สัมผัสตัว - หัวเราะเสียง ดังดีใจเมื่อมีคน มาเล่นด้วย - ยิ้มให้ผู้อื่น ชอบเล่นกับคน - ชอบเล่นจ๊ะเอ๋ กับผู้เลี้ยงดู้ ใกล้ชิด - เล่นกับผู้เลี้ยง ดูใกล้ชิด - ชอบดูเด็กคน อื่นเล่นกันแต่ ไม่ค่อยเข้าไป เล่นด้วย - ชอบเล่นของ เล่นคนเดียว - รอคอยช่วง สั้น ๆ - เล่นรวมกับ คนอื่นแต่ต่าง คนต่างเล่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 5 ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 5.1 ทำกิจวัตรประจำวัน ด้วยตนเองได้ตาม วัย - - - - ต้องการถือ ขวดนมด้วย ตนเอง - หยิบอาหาร กินได้ - ดื่มน้ำจาก แก้ว - ให้ความ ร่วมมือเวลา แต่งตัว - ถอดเสื้อผ้า ง่าย ๆ ได้ - เริ่มช่วยเหลือ ตนเองในการ แปลงฟัน ล้าง มือ โดยมีผู้ใหญ่ ดูแล - เริ่มฝึกขับถ่าย - ใช้ช้อนตัก อาหารเข้าปาก แต่หกบ้าง - ชอบ ช่วยเหลืองาน บ้านง่าย ๆ - สวมเสื้อผ้า โดยมีคนช่วย - บอกได้ว่า ตนเองต้องการ ขับถ่าย
6 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 6 สื่อความหมายและใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 6.1 รับรู้และเข้าใจ ความหมายของ ภาษาได้ตามวัย - ตอบสนองต่อ เสียง - หยุดฟังเสียง และหันตาม เสียงเคาะ - หันตามเสียง จ้องมองปาก คน - รับรู้ภาษา และแสดงสี หน้าท่าทาง - ตอบสนองต่อ คำสั่งง่าย ๆ - หันเมื่อ เรียกชื่อ - ชอบฟังคำพูด ซ้ำ ๆ - รู้ว่าคำแต่ละ คำมี ความหมาย ต่างกัน - หยุดกระทำ เมื่อได้ยินเสียง ห้าม - หยิบหรือชี้ ตามคำบอก - ชี้ส่วนต่าง ๆ ตามร่างกาย อย่างน้อย 1 ส่วน - ปฏิบัติตาม คำสั่งได้ 2 คำสั่งต่อเนื่อง - สนใจฟัง นิทานง่าย ๆ - ร้องเพลงได้ บางคำ และ ร้องเพลงคลอ ตามทำนอง - สนใจดู หนังสือนิทาน ภาพ 6.2 แสดงออกและ/หรือ พูดเพื่อสื่อ ความหมายได้ - ส่งเสียงในคอ - ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบสูง ๆ ต่ำ ๆ - ส่งเสียงตาม เมื่อได้ยิน เสียงพูด - ส่งเสียงได้ หลายเสียง - พยายาม เลียนเสียงต่าง ๆ - ทำเสียงซ้ำ ๆ เช่น หม่ำ หม่ำ - รู้จักเชื่อมโยง คำพูดกับการ กระทำ เช่น ไม่ จะสั่นหัว - พูดคำพยางค์ เดียวได้อย่าง น้อย 2 คำ - พูดคำพยางค์ เดียวที่มี ความหมายได้ อย่างน้อย 2 คำ - พูดคำต่อกัน เช่น ไปเที่ยว - พูดเป็นวลีสั้น ๆ - มักจะถาม คำถาม “อะไร” และ “ทำไม”
7 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ 7 สนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว คุณลักษณะ สภาพที่พึงประสงค์ แรกเกิด – 2 เดือน 2 - 4 เดือน 4 – 6 เดือน 6 – 9 เดือน 9 เดือน – 1 ปี 1 ปี – 1 ปี 1 เดือน 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 2 – 3 ปี 7.1 สนใจและเรียนรู้สิ่ง ต่างๆรอบตัว - สนใจมอง ใบหน้าคน มากกว่าสิ่งของ - กรอกตามอง ตามสิ่งของหรือ สิ่งที่มีเสียง - มองสิ่งของที่ อยู่รอบ ๆ และ ระยะใกล้ - แสดงความ อยากรู้อยาก เห็นเกี่ยวกับสิ่ง ต่าง ๆ และ พยายามหยิบ ของในระยะที่ เอื้อมถึง - เริ่มรู้จัก สิ่งของใน ชีวิตประจำวัน - คาดคะเนได้ ถึงการกลับมา ของบุคคลหรือ สิ่งของ - สำรวจสิ่งของ โดยใช้หลาย ๆ วิธี - สังเกต สำรวจ ลองผิด ลองถูกกับ คุณสมบัติของ สิ่งต่าง ๆ - อยากเรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ - ถามบ่อยถาม ซ้ำ - จดจ่อต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งได้ ยาวนานขึ้น 7.2 เรียนรู้ผ่านการเรียน แบบ - - - เลียนแบบ เสียงเพลงและ การเคลื่อนไหว - เลียนแบบ เสียงบุคคล - เลียนแบบ การเคลื่อนไหว หน้าตา แลบ ลิ้น ปากจู๋ - เลียนแบบ ท่าทางการ กระทำง่าย ๆ ของผู้ใหญ่ - เลียนแบบ คำพูดที่ผู้ใหญ่ พูด เลียนแบบการ กระทำผู้ใกล้ชิด หรือเด็กคนอื่น - พยายาม เลียนเสียง ต่างๆ 7.3 สำรวจโยใช้ประสาท สัมผัส - จ้องมอง สิ่งของ เคลื่อนไหวหรือ เครื่องแขวน ขาว - ดำ - สนใจเล่นมือ ตนเองและเอา เข้าปาก - ชอบปัดวัตถุที่ มองเล่น - จำเสียงบุคคล ที่ใกล้ชิด - ชอบสำรวจ ด้วยการนำ สิ่งของเข้าปาก - สำรวจ ร่างกายตนเอง และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว - ใช้นิ้วสำรวจ สิ่งของหรือ พื้นที่ที่มีช่อง หรือมีรู - สำรวจสิ่งที่ เกิดขึ้น - ลองผิดลอง ถูกเพื่อ แก้ปัญหา - มองอย่าง ค้นหา - สำรวจตามตู้ ลิ้นชัก ชั้นวาง ของ ตะกร้าผ้า - ชอบเล่น ลาก ดึง ผลัก โยน - ชอบวาง รูปทรงลงช่อง - ค้นหาของที่ ถูกซ่อนโดยมี สิ่งปกปิด 2 -3 ชั้น - ชอบละเลงสี ด้วยมือ
8 • การอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาการเด็ก หลักสูตรการศึกษาประถมวัย สำหรับเด็อายุต่ำกว่า 3 ปีแบ่งการอบรมเลี้ยงดูและการพัฒนาเด็ก ออกเป็น 2 ช่วงอายุประกอบด้วย ช่วงอายุแรกเกิด - 2 ปีเป็นแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถี ชีวิตประจำวัน โดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูและช่วงอายุ ๒ - ๓ ปีเป็นแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริม พัฒนาการและ การเรียนรู้โดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูแต่ละช่วงอายุมีรายละเอียด ดังนี้ ช่วงอายุแรกเกิด - 2 ปี แนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันโดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูสำหรับเด็กช่วงอายุ แรกเกิด - 2 ปีเน้นการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ได้แก่ด้านร่างกาย ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ร่างกายตามความสามารถ ด้านอารมณ์จิตใจ ส่งเสริมการตอบสนองความต้องการของเด็ก อย่างเหมาะสมภายใต้สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย ด้านสังคม ส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล ใกล้ชิด และด้านสติปัญญา ส่งเสริมให้เด็กได้สังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเพื่อสร้างความเข้าใจ และใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสารส่งเสริมการคิด และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวัย การอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กช่วงอายุแรกเกิด - 2 ปีมีความสำคัญอย่ำง ยิ่งต่อ การวางรากฐานชีวิตของเด็กทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดกิจกรรมในแต่ ละวันควรจัดให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความสามารถตามวัยของเด็ก โดยผ่านการอบรม เลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันและการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก โดยมีแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถี ชีวิตประจำวัน ดังนี้ 1. การฝึกสุขนิสัยและลักษณะนิสัยที่ดี 2. การเคลื่อนไหวและการทรงตัว 3. การฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ - ตา 4. การส่งเสริมด้านอารมณ์ จิตใจ 5. การสงเสริมทักษะทางสังคม 6. การใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า 7. การส่งเสริมการสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว 8. การส่งเสริมทักษะทางภาษา 9. การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
9 ช่วงอายุ 2 - 3 ปี แนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้โดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู สำหรับเด็กช่วงอายุ 2- 3 ปีเน้นการจัดประสบกำรณ์ผ่านการเล่นตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับวัยอย่างเป็นองค์ รวมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาโดยจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการความ สนใจและความสามารถตามวัยของเด็ก ทั้งนี้เด็กในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นมากกว่าในช่วงแรกเด็กมีการ พึ่งพาตนเองแสดงความเป็นตัวของตัวเองจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงสาระการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยประสบการณ์ สำคัญและสำระที่ควรเรียนรู้ตลอดจนส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไป สาระการเรียนรู สาระการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กช่วงอายุ 2 - 3ปี เป็นสื่อกลางใน การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยอาจจัดในรูปแบบหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการหรือ เลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยสาระการเรียนรู้ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ประสบการณ์สำคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ดังนี้ 1. ประสบการณ์สำคัญ ประสบการณ์สำคัญเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเองเพื่อพัฒนา เด็กทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาโดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มชีวิตและช่วงระยะปฐมวัย มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นรากฐานของพัฒนาการก้าวต่อไปของชีวิตเด็กแต่ละคนตลอดจนเป็นปัจจัย สำคัญที่กำหนดความสามารถแรงจูงใจใฝเรียนรู้และความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองของเด็กที่จะส่งผล ต่อเนื่องจากช่วงวัยเด็กไปสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ประสบการณ์สำคัญจะเกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมทุก ด้านที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในวิถีชีวิต ของเด็กและในสังคมภายนอกอันจะสั่งสมเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และสามารถพัฒนาต่อเนื่อง ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ประสบการณ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา ของเด็กนั้นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจำเป็นต้องสนับสนุนให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายการสร้างความรักความผูกพันกับคนใกล้ชิดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและ สิ่งต่าง ๆ รอบตัว และการรู้จักใช้ภาษาสื่อความหมายดังนั้น การฝกทักษะต่าง ๆ ต้องให้เด็กมีประสบการณ์ สำคัญผ่านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและการเล่นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากการเลียนแบบลองผิดลองถูก สำรวจทดลองและลงมือกระทำจริงการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของบุคคลและธรรมชาติรอบตัวเด็กตามบริบท ของสภาพแวดล้อมจำเป็นต้องมีการจัดประสบการณ์สำคัญแบบองค์รวมที่ยึดเด็กเป็นสำคัญดังต่อไปนี้ 1.1 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย 1.2 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ 1.3 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม 1.4 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา
10 2.สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่จะให้เด็กช่วงอายุ 2 -3 ปี เรียนรู้ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเด็กเป็นลำดับแรกแล้วจึง ขยายไปสู่เรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันเด็กควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูและ ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เหมาะกับวัย ดังนี้ 2.1 เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อและเพศของตนเองการเรียกชื่อส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าและร่างกาย การดูแลตนเองเบื้องต้นโดยมีผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือ การล้างมือการขับถ่ายการรับประทานอาหารการถอดและ สวมใส่เสื้อผ้าการรักษาความปลอดภัยและการนอนหลับพักผ่อน 2.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลภายในครอบครัวและบุคคลภายนอกครอบครัวการรู้จักชื่อเรียก หรือสรรพนามแทนตัวของญาติหรือผู้เลี้ยงดู วิธีปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม การทักทายด้วยการไหว้การเล่น กับพี่น้องในบ้าน การไปเที่ยวตลาดและสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน การเล่นที่สนามเด็กเล่น การเข้าร่วม กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี 2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการสำรวจสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติรอบตัว เช่น สัตว์พืช ดอกไม้ใบไม้ ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเล่นน้ำ เล่นทราย การเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ที่ไม่เป็นอันตราย การเดินเล่นใน สวน การเพาะปลูกอย่างง่าย 2.4 สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อของเล่นของใช้ที่อยู่รอบตัว การเชื่อมโยงลักษณะหรือคุณสมบัติ อย่างง่าย ๆ ของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เช่น สีรูปร่าง รูปทรง ขนาด ผิวสัมผัส • การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรงได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาสามารถจัดในรูปของกิจกรรม บูรณาการผ่านการเล่น การอบรมเลี้ยงดู และการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญต่อไปนี้ 1. อบรมเลี้ยงดูเด็กและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นเด็กเป็นสำคัญ 2. ตระหนักและสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับ 3. ปฏิบัติตนต่อเด็กด้วยความรักความเข้าใจและใช้เหตุผล 4. ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างสมดุลครบถ้วนทุกด้าน 5. ปลูกฝังระเบียบวินัยคุณธรรมและวัฒนธรรม 6. ชาติภาษาที่เหมาะสมกับความสามารถและการเรียนรู้ของเดก็ 7. สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก 8. จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก 9. ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
11 10. ประสานความร่วมมือระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เลี้ยงดูสถานพัฒนาเด็กประถมวัยและชุมชน แนวทางการอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีแนวทางดังนี้ 1. ดูแลสุขภาพอนามัยและตอบสนองความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล 2. สร้างบรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น ความไว้ใจ และความมั่นคงทำงอารมณ์ให้กับเด็ก ในวิถีชีวิตประจำวัน 3. จัดประสบการณ์ตรงให้เด็กได้เลือกลงมือทำ และเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าและการ เคลื่อนไหวผ่านการเล่น 4. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่แวดล้อมและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็กอย่าง หลากหลาย 5. จัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก วัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้และของเล่นที่สะอาด หลากหลายปลอดภัยและเหมาะสมกับเด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กรอบด้านรวมถึงมีพื้นที่ในการเล่นน้ำ เล่นทราย 6. จัดทำสื่อการเรียนรู้ที่เป็นสื่อธรรมชาติเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็กสื่อที่เอื้อให้ เกิดการปฏิสัมพันธ์หลีกเลี่ยงการใช้สื่อเทคโนโลยีเป็นพี่เลี้ยงเด็ก 7. จัดรวบรวมข้อมูลและติดตามการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 8. จัดกระบวนการเรียนรู้โดยให้พ่อแม่ครอบครัว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งการวางแผนการสนับสนุนสื่อ การเข้าร่วมกิจกรรมและการประเมินพัฒนาการเด็ก • การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุเพราะช่วง วัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและ ติดตาม ดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูควรสังเกตพัฒนาการเด็กโดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลหากพบความผิดปกติต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ความ เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อหาทางแก้ไขหรือบําบัดฟื้นฟูโดยเร็ว สำหรับหลักในการประเมินพัฒนาการ มีดังนี้ 1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิด การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก 4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย ( DSPM ) ของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขหรือของหน่วยงานอื่น นําผลที่ได้จาก การประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
12 • การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะนำหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่ มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ควรดำเนินการ ดังนี้ 1. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูมีความเชื่อและวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแตกต่างกันไปตามแนวความคิด และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนเองอยู่อาศัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ฉบับนี้ จะเป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กซึ่งมี ข้อแนะนำ ดังนี้ 1.1 ศึกษาปรัชญาการศึกษา หลักการ จุดหมาย เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการพัฒนา เด็ก อย่างมีคุณภาพ 1.2 ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับวัย ในกรณีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุแรกเกิด - 2 ปี ให้ใช้แนว ปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันเป็นกรอบการพัฒนาเด็ก และหากมีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุ 2 - 3ปี ให้ใช้แนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ 1.3 ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต และพัฒนาการตามช่วงอายุที่กำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปัญหาพัฒนาการที่ล่าช้าหรือความผิดปกติที่อาจเกิด ขึ้นกับเด็กหากพบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อช่วยเหลือ เด็กต่อไป 1.4 ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเร็วช้าต่างกัน พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเด็ก หรือเลือกปฏิบัติต่อเด็กเฉพาะคน แต่ควรจัดกิจกรรม เพื่อ ส่งเสริม พัฒนาการด้านที่บกพร่องหรือด้านที่เด็กขาดโอกาสในการพัฒนา 2. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัวแต่เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่ มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จึงนำเด็กไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนั้นสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยแต่ละแห่งควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยวางแผนหรือกำหนดแนวทางการ อบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ และการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพตรงตามปรัชญาการศึกษาและ หลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับพ่อแม่ ครอบครัว บุคลากรทางสาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหรือผู้สอน คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องและชุมชน เพื่อพัฒนา เด็กให้บรรลุคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
13 2.1 การจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรออกแบบและจัดทำบนพื้นฐานของหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย โดยสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์สอดคล้องกับหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย ทั้งนี้กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทำความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และคู่มือหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี รวมทั้งรวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูความต้องการของ พ่อแม่ผู้ปกครอง วัฒนธรรมความเชื่อของท้องถิ่น และความพร้อมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 2.1.2 จัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยการกำหนดปรัชญาการศึกษา วิสัยทัศน์ ภารกิจหรือพันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และกำหนดสาระการเรียนรู้ในแต่ละช่วง อายุ อย่างกว้าง ๆ ให้ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ผ่านประสบการณ์สำคัญที่เด็กใช้ในการเรียนรู้ตาม หลักสูตรการ ศึกษาปฐมวัยและสาระที่ควรเรียนรู้ ซึ่งอาจต่างกันตามบริบทหรือสภาพแวดล้อมของเด็ก การจัด ประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการประเมินพัฒนาการ โดยสถาน พัฒนาเด็ก ปฐมวัยอาจกำหนดหัวข้ออื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่ละแห่ง 2.1.3 ประเมินหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบ หลักสูตร สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แบ่งออกเป็น การประเมินก่อนนำหลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินเพื่อ ตรวจสอบ คุณภาพของหลักสูตรหลังจากที่ได้จัดทำแล้ว โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้ใช้หลักสูตร ผู้มีส่วนร่วม ในการทำหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ การประเมินระหว่างการดำเนินการใช้หลักสูตร เป็น การประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนำไปใช้ได้ดีเพียงใด ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใด และ การประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบหลักสูตรทั้งระบบ หลังจากที่ใช้หลักสูตรครบ แต่ละช่วงอายุ เพื่อสรุปผลว่าหลักสูตรที่จัดทำควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ 3 -6 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาตามวัย และความสามารถของแต่ละบุคคล • จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี มุ่งให้เด็กพัฒนาการตามวัยเต็มตาม ศักยภาพและมี ความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปจึงกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบการศึกษาระดับ ปฐมวัย ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
14 • การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ 3 -6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการผ่าน การเล่น การลงมือทำ จากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลายเกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรมร่วมทั้งเกิด การพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไม่จัดเป็นรายวิชาโดยมีหลักการจัด ประสบการณ์แนวทางการจัดประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมประจำวัน ดังนี้ 1. หลักการจัดประสบการณ์ 1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรอู้ ย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาโดนองค์รวม อย่างสมดุลและต่อเนื่อง 1.2 เน้นเด็กเป็นสำคัญสนองความต้องการความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ บริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ 1.3 จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการ 1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอยา่ งต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของ การจัด ประสบการณ์ พร้อมทั้งนําผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง 1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 2. แนวทางการจัดประสบการณ์ 2.1 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมองให้ เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะและระดับพัฒนาการ 2.2 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือทําและเรียนรู้ ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เคลื่อนไหว สํารวจ เล่น สังเกต ค้นหา ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2.3 จัดประสบการณ์บูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรม ทักษะและสาระการเรียนรู้ 2.4 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจลงมือทำและนําเสนอความคิด โดยผู้สอน หรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้อํานวยความสะดวกและเรียนรู้ร่วมกับเด็ก 2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นและผู้ใหญ่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ เอื้อต่อการ เรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความสุข และเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ 2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและอยู่ในวิถี ชีวิตของเด็กสอดคล้องกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก 2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 2.8 จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภาพ จริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ 2.9 จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็น รายบุคคล นํามาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและวิจัยในชั้นเรียน 2.10 จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผนการ สนับสนุนสื่อ แหล่งเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ
15 • การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3 - 6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กโดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่่จัดให้ เด็กในแต่ละวันผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนํามาจัดทำสารนิทัศน์ หรือจัดทำข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่างเป็นระบบด้วยการรวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็ก ได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ให้นําข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรมและส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตาม จุดหมายของ หลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3. ประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี 4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ 5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนําผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก สำหรับวิธีการ ประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 - 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ • การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะนำหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่ มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ควรดำเนินการ ดังนี้ 1. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู มีความเชื่อและวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแตกต่างกันไปตามแนวความคิด และ สภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนเองอยู่อาศัยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีฉบับนี้จะ เป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กซึ่งมีข้อแนะนำ ดังนี้ 2.การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว แต่ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้านประกอบกับครอบครัว ส่วนใหญ่มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยวพ่อแม่จึงนำเด็กไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนั้น สถาน พัฒนาเด็กปฐมวัยแต่ละแห่งควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยวางแผนหรือกำหนดแนว ทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพตรง ตามปรัชญาการศึกษาและหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
16 หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) จากปัญหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้ทบทวน และปรับปรุงเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 • หลักการ หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็น ไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการ เรียนรู้ 5.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6.เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย คลอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ • จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขมี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1.มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2.มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3.มีสุขกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4.มีความรักชาติ มีจิตสำนึกเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5.มีจิตสำนึกในการอุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะที่มุ้งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
17 • คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะนอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพงึประสงค์เพิ่มเติมให้ สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง • มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุลต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึง ประสงค์ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไก สำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการ อะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการ ประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึง การทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐาน การเรียนรู้กำหนดเพียงใด
18 • โครงสร้างเวลาเรียน การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานและเพิ่มเติมสถานศึกษาสามารถดำเนินการดังนี้ระดับ ประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ ตามความ เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมี เวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการ เรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนด ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไป ตามที่กำหนดและ สอดคล้องกับเกณฑ์การจบหลักสูตร สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้ จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อม จุดเน้นของ สถานศึกษาและเกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 สถานศึกษา อาจจัดให้เป็นเวลา สำหรับสาระการเรียนรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กิจกรรม พัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120ชั่วโมงและชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 - 6 จำนวน 360 ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อ สังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ ระดับประถมศึกษา ( ป.1 – 6 ) รวม 6 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ( ม.1 – 3 ) รวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ( ม.4 – 6 ) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง • การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการ คือ การ ประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียนในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบ ผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้ บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ใน ทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และ ระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็น ข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจน ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ระดับชั้นเรียน การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน / ภาระงาน แฟ้ม สะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน
19 2. ระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี รายภาค ผลการประเมิน การอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเป็นการประเมินเกี่ยวกับการ จัด การศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามเป้าหมายหรือไม่ผู้เรียนมีสิ่งที่ต้องการ พัฒนา ในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียน ของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติและระดับ เขตพื้นที่การศึกษา ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของ สถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา และการรายงานผล การจัดการศึกษาต่อ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน 3. ระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐาน การเรียนรู้ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่ การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการ โดยประเมินคุณภาพผู้เรียนด้วยวิธีการและเครื่องมือ ที่เป็นมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการ โดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด และหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับ สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 4. ระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานสถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมินผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการ เทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ใน การวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับ นโยบายของประเทศ ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบ ดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่าง บุคคลที่ จำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถ พิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรมกลุ่มผู้เรียนที่ ปฏิเสธโรงเรียนกลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจ ของสถานศึกษาในการดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงทีเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสำเร็จในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ ที่เป็นข้อกำหนด ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกัน
20 หลักสูตรการอาชีวศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช. ) พุทธศักราช 2562 • หลักการของหลักสูตร 1. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าด้านวิชาชีพที่ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา ของชาติและกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนระดับฝีมือให้มีสมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการ ของสถานประกอบการ และการประกอบอาชีพอิสระ 2. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยการ ปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเทียบ โอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ สถานประกอบการ และ สถานประกอบอาชีพอิสระ 3. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงานและองค์กร ทีเกี่ยวข้อง ทังภาครัฐและเอกชน 4. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การพัฒนาหลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการ โดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและสอดคล้องกับสภาพ ยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ • จุดหมายของหลักสูตร 1. เพื่อให้มีความรู้ทักษะและประสบการณ์ในงานอาชีพสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ ในการปฏิบัติงานอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพเลือกวิถีการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ได้อย่างเหมาะสมกับตน สร้างสรรค์ความเจริญต่อชุมชน ท้องถิ่นและประเทศชาติ 2. เพื่อให้เป็นผู้มีปัญญา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการ ประกอบอาชีพ มีทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะการคิด วิเคราะห์และ การแก้ปัญหา ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ตลอดจนทักษะการจัดการ สามารถสร้าง อาชีพ และพัฒนาอาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ 3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียน รักงาน รักหน่วยงาน สามารถทำงาน เป็นหมู่คณะได้ดี โดยมีความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น 4. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ทั้งในการทำงาน การอยู่ร่วมกัน การต่อต้านความ รุนแรงและ สารเสพติด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว หน่วยงาน ท้องถิ่นและประเทศชาติ ดำรงตนตามหลัก ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมีจิต สาธารณะและจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี 5. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีมนุษยสัมพันธ์มีคุณธรรม จริยธรรมและวินัยในตนเองมีสุขภาพ อนามัยที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ เหมาะสมกับงานอาชีพ
21 6. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศและ โลกความรักชาติ สํานึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ดำรงรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข • หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 1. การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และ นำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอน ความรู้และประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตาม แบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทาง วิชาการ ทีสัมพันธ์กับวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหาร จัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนที่สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กําหนด ใช้ระยะเวลาไม่ น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด 2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดิวเนินการ ดังนี้ 2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจํานวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่ น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที
22 3. การคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 83 - 90 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิต ถือเกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อ 17 ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวม เวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3 หมวด วิชา และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 71 หน่วยกิต 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร ( 2 ชั่วโมง/สัปดาห์) - หน่วยกิต
23 หมายเหตุ 1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะ เป็น รายวิชาบังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะวิชาชีพของ สาขาวิชา ซึ่งยึดโยง กับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และ ผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา 3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ หรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่ม ขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพที่ ประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางานกำหนด • การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ • การสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 1. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด 2. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 3. ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 4. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ ผ่าน ” ทุกภาคเรียน
24 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ( ปวส. ) พุทธศักราช 2563 • หลักการของหลักสูตร 1. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนระดับเทคนิคให้มี สมรรถนะมีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการของ ตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอิสระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการ ศึกษาแห่งชาติเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษา แห่งชาติ 2. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยการ ปฏิบัติจริงสามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเทียบโอน ผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ สถานประกอบการและ สถานประกอบอาชีพอิสระ 3. เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ มีความรู้เต็มภูมิ ปฏิบัติได้จริง มีความเป็นผู้นำและสามารถทํางานเป็นหมู่คณะได้ดี 4. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงานและองค์กร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน 5. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีด ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ • จุดหมายของหลักสูตร 1. เพื่อให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ มีทักษะด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและงานอาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมหรือ ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น 2. เพื่อให้มีทักษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ สามารถบูรณาการความรู้ ทักษะจาก ศาสตร์ต่าง ๆ ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3. เพื่อให้มีปัญญา มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน บริหาร จัดการ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ มีทักษะการเรียนรู้ แสวงหา ความรู้และแนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใช้ในการสร้างงานให้สอดคล้องกับวิชาชีพและ การพัฒนางานอาชีพอย่างต่อเนื่อง 4. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในงานอาชีพ รักงาน รักหน่วยงาน สามารถทำงาน เป็นหมู่คณะ ได้ดี มีความภาคภูมิใจในตนเองต่อการเรียนวิชาชีพ 5. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทั้ง ร่างกายและจิตใจ เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในอาชีพนั้น ๆ 6. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติด ทั้งในการ ทำงาน การอยู่ร่วมกัน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว องค์กร ท้องถิ่นและประเทศชาติ อุทิศตนเพื่อสังคม
25 เข้าใจและเห็นคุณค่า ของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตระหนักในปัญหาและความสำคัญของ สิ่งแวดล้อม 7. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็น กำลังสำคัญ ในด้านการผลิตและให้บริการ 8. เพื่อให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนในฐานะ พลเมืองดี ตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข • หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 1. การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลา รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตาม แบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทาง วิชาการ ที่สัมพันธ์กับวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการตัดสินใจวางแผน แก้ปัญหาบริหาร จัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะรวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ ( ปวช. ) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้ระยะเวลา 2 ปี การศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สำเร็จ การศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช. ) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กำหนด ใช้ ระยะเวลาไม่ น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด 2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดิวเนินการ ดังนี้ 2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่ น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วัน ๆ และไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที
26 3. การคิดหน่วยกิต ให้มีจํานวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 83 - 90 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิต ถือเกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมง ต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวม เวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อ 17 ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวม เวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไม่น้อยกว่า 21 หน่วยกิต 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร ( 2 ชั่วโมง/สัปดาห์) - หน่วยกิต
27 หมายเหตุ 1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะจะ เป็นรายวิชาบังคับที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะวิชาชีพของ สาขาวิชาซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพจึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และผู้เรียน ต้องเรียนทุกรายวิชา 3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ หรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่ม ขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ที่ ประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางานกำาหนด • การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง • การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 1. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน หลักสูตร แต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำาหนด 2. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 3 ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 4. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน” ทุกภาคเรียน
28 หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 • เป้าหมายการอาชีวศึกษา ( มาตรา 6 ) เพื่อผลิตและพัฒนากําลังคนในด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี รวมทั้ง เป็นการยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยนําความรู้ ในทางทฤษฎีอันเป็นสากลและภูมิปัญญาไทยมาพัฒนา ผู้รับการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติ และมีสมรรถนะจนสามารถนําไปประกอบอาชีพใน ลักษณะผู้ปฏิบัติหรือผู้ประกอบอาชีพโดยอิสระได้ การจัดอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ( มาตรา 9 ) ให้จัดตามหลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา กําหนด ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 3. หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี/ปฏิบัติการ 4. หลักสูตรเพื่ออาชีพ/ศึกษาต่อ/กลุ่มเฉพาะ • การจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา การจัดภาคเรียนให้ใช้ ระบบทวิภาค โดยกําหนดให้ 1 ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน และใน 1 ภาคเรียนปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า 18 สัปดาห์ สำหรับภาคเรียนฤดูร้อนให้กำหนดระยะเวลาและจำนวนหน่วยกิตให้มีสัดส่วน เทียบเคียงกันได้กับภาคเรียนปกติ การจัดภาคเรียนระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้น รวมทั้งการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ในหลักสูตรให้ชัดเจน • การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน 1. รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย ไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 2. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 5. การฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 6. การทำโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 2 หน่วยกิต จำนวนหน่วยกิต มีจำนวนหน่วยกิตรวมระหว่าง 72 - 87 หน่วยกิต
29 • โครงสร้างหลักสูตร 1. หมวดวิชาทักษะชีวิต ประกอบด้วยกลุ่มวิชาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการปรับตัวและดําเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่ เห็น คุณค่าของตนและการพัฒนาตน มีความใฝ่รู้แสวงหาและพัฒนาความรู้ใหม่ มีความสามารถในการใช้ เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการจัดการ มีทักษะในการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ การ ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีคุณธรรม จริยธรรม มนุษยสัมพันธ์ รวมถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวม ไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต การจัดวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต สามารถทำได้ในลักษณะเป็นรายวิชา หรือ ลักษณะบูรณาการให้ครอบคลมกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุ จุดประสงค์ของหมวดวิชาทักษะชีวิต 2. หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ ประกอบด้วยกลุ่มวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะวิชาชีพ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์วางแผน จัดการ ประเมินผล แก้ปัญหา ควบคุมงานสอนงาน และพัฒนางานโดยบูรณาการความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงาน รวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพรวมไม่น้อยกว่า 51หน่วยกิต ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ดังนี้ 2.1 กลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะ 2.2 กลุ่มทักษะวิชาชีพเลือก 2.3 ฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ 2.4 โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในการกําหนดให้เป็นสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ต้องศึกษา กลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะในสาขาวิชานั้น ๆ รวมไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต นอกจากนี้กําหนดให้มีโครงการ พัฒนาทักษะวิชาชีพ จำนวน 6 หน่วยกิต ใน กรณีที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีอาจยกเว้นการฝึกประสบการณ์ ทักษะวิชาชีพได้ 3. หมวดวิชาเลือกเสรี ประกอบด้วยวิชาที่เกี่ยวกับทักษะชีวิตหรือทักษะวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้20 ผู้เรียนเลือกเรียน ตามความถนัดและความสนใจเพื่อการประกอบอาชีพ หรือการศึกษาต่อรวมไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต การ ยกเว้นการเรียนรายวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ และหมวดวิชาเลือกเสรีสามารถทำ ได้โดยการเทียบโอนผลการเรียน หรือโดยการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เข้าสู่หน่วยกิตตาม หลักสูตร ตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด • การวัดผลและประเมินผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา 1. การวัดผลและประเมินผลการเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ 2. การสำเร็จการศึกษา ต้องได้จำนวนหน่วยกิตสะสมครบถ้วนตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรและได้คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 3.ระดับคะแนน และผ่านการประเมิน มาตรฐานวิชาชีพ การให้ปริญญาตรีเกียรตินิยมให้เป็นไป ตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด
30 หลักสูตรอุดมศึกษา ( ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา ) ตามที่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 มาตรา 34 กำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่สอดคล้องกับความ ต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับ มาตรฐานการศึกษาของชาติโดย คำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ ของสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อใช้เป็นกลไกระดับ กระทรวง ระดับคณะกรรมการการอุดมศึกษา และระดับหน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายของ สถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาการอุดมศึกษาต่อไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในคราว ประชุมครั้งที่ 7/2549 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 จึงประกาศมาตรฐานการอุดมศึกษาไว้ดังต่อไปนี้ มาตรฐานการอุดมศึกษา ประกอบด้วย มาตรฐาน 3 ด้าน 12 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต บัณฑิตระดับอุดมศึกษาเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถ ในการเรียนรู้ และ พัฒนาตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการดำรงชีวิตในสังคม ได้อย่างมีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความสำนึกและความรับผิดชอบในฐานะ พลเมืองและพลโลก ตัวบ่งชี้ 1.1 บัณฑิตมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตน สามารถเรียนรู้ สร้าง และประยุกต์ใช้ ความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง สามารถปฏิบัติงานและสร้างงานเพื่อพัฒนาสังคม ให้สามารถแข่งขันได้ใน ระดับ สากล 1.2 บัณฑิตมีจิตสำนึก ดำรงชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม 1.3 บัณฑิตมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแล เอาใจใส่ รักษา สุขภาพของตนเอง อย่างถูกต้อง เหมาะสม 2. มาตรฐานด้านการบริหารจัดการการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล และพันธกิจของ การอุดมศึกษาอย่าง มีดุลยภาพ ก. มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของการบริหารการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการอุดมศึกษา ตามหลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงความหลากหลายและ ความเป็นอิสระทางวิชาการ ตัวบ่งชี้ 1. มีการบริหารจัดการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความยืดหยุ่นสอดคล้อง กับความต้องการที่หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีอิสระ ทางวิชาการ
31 2. มีการบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล คล่องตัว โปร่งใสและตรวจสอบได้ มีการจัด การศึกษาผ่านระบบและวิธีการต่าง ๆ อย่าง เหมาะสมและคุ้มค่าคุ้มทุน 3. มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษาอย่าง ต่อเนื่อง ข. มาตรฐานด้านพันธกิจของการบริหารการอุดมศึกษา การดำเนินงานตามพันธกิจของการ อุดมศึกษาทั้ง 4 ด้าน อย่างมีดุลยภาพ โดยมีการประสานความร่วมมือรวมพลังจากทุกภาคส่วนของชุมชน และ สังคมในการ จัดการความรู้ ตัวบ่งชี้ 1. มีหลักสูตรและการเรียน การสอนที่ทันสมัย ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการที่ หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา คุณภาพผู้เรียนแบบ ผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการเรียนรู้และการสร้างงานด้วยตนเอง ตามสภาพจริง ใช้การวิจัยเป็นฐานมีการประเมิน และใช้ผลการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน และการบริหารจัดการหลักสูตร ตลอดจนมีการบริหารกิจการนิสิต นักศึกษาที่เหมาะสม สอดคล้องกับหลักสูตรและการเรียน การสอน 2. มีการวิจัยเพื่อสร้างและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นการขยาย พรมแดนความรู้และ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตามศักยภาพของ ประเภทสถาบัน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประกาศตามที่มาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กําหนดให้ คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ โดยคํานึงถึง ความเป็นอิสระและ ความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละ แห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้องคณะกรรมการ การอุดมศึกษา จึงได้ดําเนินการจัดทํามาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา เพื่อนําไปสู่การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาตาม กลุ่มสถาบันที่มีปรัชญา วัตถุประสงค์ และพันธกิจในการจัดตั้งที่ แตกต่างกัน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถ จัดการศึกษาได้อย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 16 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการ สถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับ นานาชาติของ สังคมและประเทศชาติ 3. มีการให้บริการวิชาการที่ทันสมัย เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการ ของสังคมตาม ระดับความเชี่ยวชาญของประเภทสถาบัน มีการประสาน ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของสังคมและประเทศชาติ 4. มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน พัฒนา เผยแพร่ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีการปรับใช้ศิลปะ วัฒนธรรมต่างประเทศ อย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา สังคมและประเทศชาติ
32 3. มาตรฐานด้านการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้ และสังคมแห่ง การเรียนรู้ การแสวงหา การสร้างและจัดการความรู้ตามแนวทาง/หลักการอันนำ ไปสู่สังคมฐานความรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ 3.1 มีการแสวงหา การสร้าง และการใช้ประโยชน์ความรู้ ทั้งส่วนที่เป็น ภูมิปัญญา ท้องถิ่นและเทศ เพื่อเสริมสร้างสังคมฐานความรู้ 3.2 มีการบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักการวิจัย แบบบูรณาการ หลักการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลักการสร้างเครือข่าย และหลักการ ประสานความร่วมมือรวมพลังอันนำไปสู่ สังคมแห่งการเรียนร • เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยที่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้ประกาศใช้ มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว สำหรับการผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาที่ เหมาะสมกับพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว โดยมีเจตนารมณ์ให้เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2558 รองรับการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีลักษณะที่แตกต่างตามจุดเน้นของสาขาวิชาการ และวิชาชีพต่าง ๆ ตอบสนองการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพสอดคล้องกับกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ตลาดแรงงาน ความก้าวหน้าของศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งบริบททางสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของ คณะกรรมการการอุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2558 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 จึงออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558 ” ดังต่อไปนี้ 1. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ นี้เรียกว่า “ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2558 ” 2. ให้ใช้ประกาศกระทรวงนี้สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ที่จะเปิดใหม่และ หลักสูตรเก่าที่จะปรับปรุงใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและ เอกชน และให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 3. ให้ยกเลิก 3.1 ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ ” ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 3.2 ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ การจัดการศึกษา หลักสูตรระดับ ปริญญาตรี (ต่อเนื่อง ) ของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2553 ” ลงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 4. ในประกาศกระทรวงนี้ “ อาจารย์ประจำ ” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รอง ศาสตราจารย์และศาสตราจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรนั้น ที่มีหน้าที่ รับผิดชอบตามพันธกิจ ของการ อุดมศึกษา และปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา สำหรับอาจารย์ประจำที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าใหม่ตั้งแต่
33 เกณฑ์มาตรฐานนี้ เริ่มบังคับใช้ต้องมีคะแนนทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ประกาศ คณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง มาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษของอาจารย์ประจำ “ อาจารย์ประจำหลักสูตร ” หมายถึง อาจารย์ประจำที่มีคุณวุฒิตรงหรือ สัมพันธ์กับ สาขาวิชาของหลักสูตรที่เปิดสอน ซึ่งมีหน้าที่สอนและค้นคว้าวิจัยในสาขา วิชาดังกล่าว ทั้งนี้ สามารถเป็น อาจารย์ประจำหลักสูตรหลายหลักสูตรได้ในเวลาเดียวกัน แต่ต้องเป็นหลักสูตร ที่อาจารย์ผู้นั้นมีคุณวุฒิตรง หรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตร “อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจำหลักสูตรที่มี ภาระหน้าที่ในการ บริหารและพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ตั้งแต่การ วางแผน การควบคุมคุณภาพ การติดตาม ประเมินผลและการพัฒนาหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตร ต้องอยู่ประจำหลักสูตรนั้นตลอดระยะเวลา ที่จัดการศึกษา โดยจะเป็นอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้ยกเว้น พหุวิทยาการ หรือสหวิทยาการ ให้เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้อีกหนึ่งหลักสูตร และอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรสามารถซ้ำได้ไม่เกิน 2 คน “อาจารย์พิเศษ” หมายถึง ผู้สอนที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำ 5. ปรัชญา และวัตถุประสงค์ มุ่งให้การผลิตบัณฑิตมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาระดับ อุดมศึกษาของ ชาติปรัชญาของการอุดมศึกษา ปรัชญาของสถาบันอุดมศึกษา และมาตรฐาน วิชาการและวิชาชีพที่เป็นสากล ให้การผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาอยู่บนฐานความเชื่อว่า กำลังคนที่มีคุณภาพต้องเป็นบุคคลที่มีจิตสำนึกของ 24 ความเป็นพลเมืองดีที่สร้างสรรค์ ประโยชน์ต่อสังคม และมีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองบนฐานภูมิปัญญา ไทย ภายใต้กรอบ ศีลธรรมจรรยาอันดีงาม เพื่อนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและทัดเทียมมาตรฐานสากล ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับส่งเสริมกระบวนการผลิตบัณฑิตที่เน้นการพัฒนา ผู้เรียนให้มีลักษณะของความ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ที่ มีการสื่อสารแบบ ไร้พรมแดน มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้ตามกรอบ มาตรฐานและ จรรยาบรรณที่กำหนด สามารถ สร้างสรรค์งานที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทั้งในระดับ ท้องถิ่นและ สากล โดยแบ่ง หลักสูตรเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 5.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.1.1 หลักสูตรปริญญาตรีทาง วิชาการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรอบรู้ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เน้นความรู้และทักษะด้านวิชาการ สามารถนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่าง สร้างสรรค์ 5.1.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งเป็นหลักสูตร ปริญญาตรีสำหรับ ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ ระดับสูง โดยใช้หลักสูตรปกติที่เปิด สอนอยู่แล้ว ให้รองรับศักยภาพของผู้เรียน โดยกำหนดให้ ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่ เปิดสอนอยู่แล้ว และสนับสนุนให้ผู้เรียน ได้ทำวิจัยที่ลุ่มลึกทางวิชาการ 5.2 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.2.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิต ให้มีความรอบรู้ ทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เน้นความรู้ สมรรถนะและทักษะด้านวิชาชีพ ตามข้อกำหนดของมาตรฐาน
34 วิชาชีพ หรือมีสมรรถนะและทักษะด้านการปฏิบัติเชิงเทคนิค ในศาสตร์สาขาวิชานั้น ๆ โดยผ่านการฝึกงานใน สถาน ประกอบการ หรือสหกิจศึกษา ๆ หลักสูตรแบบนี้เท่านั้นที่จัดหลักสูตรปริญญาตรี ( ต่อเนื่อง ) ได้ เพราะ มุ่งผลิตบัณฑิต ที่มีทักษะการปฏิบัติการอยู่แล้ว ให้มีความรู้ด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับการฝึกปฏิบัติ ขั้นสูงเพิ่มเติม หลักสูตรปริญญาตรี ( ต่อเนื่อง ) ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ปริญญาตรี และ จะต้องสะท้อน ปรัชญาและเนื้อหาสาระของหลักสูตรปริญญาตรีนั้น ๆ โดยครบถ้วน และให้ระบุคำว่า “ ต่อเนื่อง ” ในวงเล็บ ต่อท้ายชื่อหลักสูตร 5.2.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหลักสูตร สำหรับ ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ สมรรถนะทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการขั้นสูง โดยใช้หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่แล้ว ให้รองรับ ศักยภาพของผู้เรียน โดยกำหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบาง รายวิชาใน ระดับบัณฑิตศึกษาที่เปิดสอน อยู่แล้ว และทำวิจัยที่ลุ่มลึกหรือได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงใน หน่วยงาน องค์กร หรือสถาน ประกอบการ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการหรือทางวิชาชีพ หรือปฏิบัติการ ต้องมีการเรียนรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 6. ระบบการจัดการศึกษา ใช้ระบบทวิภาค โดย 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ภาค การศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดการศึกษาภาคฤดูร้อน ให้กำหนดระยะเวลา และจำนวนหน่วยกิตโดยมีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับการศึกษาภาคปกติ สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาใน ระบบไตรภาค หรือระบบ จตุรภาค ให้ถือ แนวทางดังนี้ ระบบไตรภาค 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า 12 สัปดาห์โดย 1 หน่วยกิตระบบไตรภาค เทียบได้กับ 12/15 หน่วยกิตระบบทวิภาค หรือ 4 หน่วยกิตระ บบทวิภาค เทียบได้กับ 5 หน่วยกิตระบบไตรภาค ระบบจตุรภาค 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 ภาคการศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า 10 สัปดาห์โดย 1 หน่วยกิตระบบจตุรภาค เทียบได้กับ 10/15 หน่วยกิตระบบทวิภาค หรือ 2 หน่วยกิต ระบบทวิภาค เทียบได้กับ 3 หน่วยกิตระบบจตุรภาค สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ ระบบการศึกษานั้น รวมทั้ง รายละเอียดการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ใน หลักสูตรให้ชัดเจนด้วย 7. การคิดหน่วยกิต 7.1 รายวิชาภาคทฤษฎี ที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหาไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมงต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.2 รายวิชาภาคปฏิบัติ ที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา ปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค
35 7.3 การฝึกงานหรือการฝึกภาคสนาม ที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา ปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.4 การทำโครงงานหรือกิจกรรมการเรียนอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายที่ใช้เวลาทำโครงงาน หรือกิจกรรมนั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิตระบบทวิภาค 8.จำนวนหน่วยกิตรวมและระยะเวลาการศึกษา 8.1 หลักสูตรปริญญาตรี ( 4 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 120 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน 12 ปีการศึกษา สำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา 8.2 หลักสูตรปริญญาตรี ( 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 10 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน 15 ปีการศึกษา สำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา 8.3 หลักสูตรปริญญาตรี ( ไม่น้อยกว่า 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 180 หน่วยกิต ใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 12 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน 18 ปี การศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา 8.4 หลักสูตรปริญญาตรี( ต่อเนื่อง ) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต ใช้ เวลาศึกษาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน 5 ปีการศึกษาสำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลาทั้งนี้ ให้นับเวลาศึกษาจากวันที่เปิดภาคการศึกษาแรกที่รับเข้าศึกษาในหลักสูตร 9. โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วยหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือกเสรีโดยมีสัดส่วนจำนวนหน่วยกิตของ แต่ละหมวดวิชา ดังนี้ 9.1 หมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง หมวดวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ให้มี ความรอบรู้อย่างกว้างขวาง เข้าใจ และเห็นคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ ใส่ใจ ต่อความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรมพร้อมให้ความ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของสังคมไทยและสังคมโลกสถาบันอุดมศึกษาอาจจัดวิชา ศึกษาทั่วไปในลักษณะจำแนกเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการใด ๆ ก็ได้โดยผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ ครอบคลุมสาระของกลุ่มวิชา สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ภาษาและกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ใน สัดส่วน ที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป โดยให้มีจำนวน หน่วยกิตรวมไม่น้อย กว่า 30 หน่วยกิต อนึ่งการจัดวิชาศึกษาทั่วไปสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี ( ต่อเนื่อง ) อาจได้รับการยกเว้น รายวิชาที่ได้ศึกษามาแล้วในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือระดับอนุปริญญาทั้งนี้จำนวนหน่วยกิตของ รายวิชาที่ได้รับการยกเว้นดังกล่าว เมื่อนับ รวมกับรายวิชาที่จะศึกษาเพิ่มเติมในหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ต้องไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต 9.2 หมวดวิชาเฉพาะ หมายถึง วิชาแกน วิชาเฉพาะด้านวิชาพื้นฐานวิชาชีพและวิชาชีพที่ มุ่งหมายให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติงานได้ โดยให้มีจำนวน หน่วยกิตรวม ดังนี้ 9.2.1 หลักสูตรปริญญาตรี ( 4 ปี) ทางวิชาการ ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต
36 9.2.2 หลักสูตรปริญญาตรี ( 4 ปี) ทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ให้มีจํานวนหน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต โดยต้องเรียนวิชา ทางปฏิบัติการตามที่ มาตรฐานวิชาชีพกำหนด หากไม่มีมาตรฐานวิชาชีพกำหนดต้องเรียน วิชาทางปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิตและทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต หลักสูตร ( ต่อเนื่อง ) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า 42 หน่วยกิต ในจำนวนนั้นต้องเป็นวิชาทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า 14 หน่วยกิต 9.2.3 หลักสูตรปริญญาตรี ( 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 40 หน่วยกิต 9.2.4 หลักสูตรปริญญาตรี ( ไม่น้อยกว่า 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า 108 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดหมวดวิชาเฉพาะในลักษณะ วิชาเอกเดี่ยว วิชาเอกคู่หรือวิชาเอกและวิชาโทก็ได้ โดยวิชาเอกต้องมีจำนวนหน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 30 หน่วย กิต และวิชาโทต้องมีจำนวหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต ในกรณี ที่จัดหลักสูตรแบบวิชาเอกคู่ต้องเพิ่ม จำนวนหน่วยกิตของวิชาเอกอีกไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต และให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วย กิต สำหรับหลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้า ผู้เรียนต้องเรียน วิชาระดับบัณฑิตศึกษาในหมวดวิชาเฉพาะไม่ น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 9.3 หมวดวิชาเลือกเสรี หมายถึง วิชาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ตามที่ตนเองถนัด หรือสนใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตรระดับปริญญาตรีโดยให้มีจำนวน หน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 5 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจยกเว้นหรือเทียบโอนหน่วยกิตรายวิชาในหมวด วิชาศึกษาทั่วไปหมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือกเสรี ให้กับนักศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ ที่สามารถ วัดมาตรฐานได้ ทั้งนี้นักศึกษาต้องศึกษาให้ครบตามจำนวนหน่วยกิต ที่กำหนดไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ และแนวปฏิบัติที่ดี เกี่ยวกับการ เทียบโอน ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 10. เกณฑ์การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนด เกณฑ์การวัดผล เกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละรายวิชา และเกณฑ์การ สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรโดยต้องเรียนครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และต้องได้ ระดับ คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2,000 จากระบบ 4 ระดับคะแนนหรือเทียบเท่า จึงถือว่า เรียนจบหลักสูตรปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบการวัดผลและการสำเร็จการศึกษาที่แตกต่างจากนี้จะต้องกำหนดให้มีค่า เทียบเคียงกันได้
37 บทที่2 สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย สภาพปัญหาหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1. การขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เนืองจาก ผู้ปกครองส่วน ใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการที่ส าคัญตามช่วงวัยของ เด็ก จึงมีความคาดหวังที่ ต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ จึงส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีระบบการสอนแบบ “ เร่งเรียนเขียนอ่าน ” นอกจากนี้การ ใช้สื่อเทคโนโลยีในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น ไอแพต โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทัศน์ ก็มีส่วนส าคัญที่ท าให้เด็กมีความบกพร่องใน การเรียนรู้มากยิ่งขึ้น 2. การมีขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาปฐมวัยของครู ผู้บริหารและสถานศึกษา การขาด แคลนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ เหมาะสมกับวัย จึงท าให้ครูเน้นให้ เด็กอ่านเขียนมากกว่าวัย และเน้นการสอนที่มีลักษณะให้เด็กท่องจ า มากกว่าทักษะด้านการคิด การตัดสินใจในขณะที่ ผู้บริหารสถานศึกษาบางส่วนบริหารงานเพื่อชื่อเสียงของ โรงเรียนจึงเตรียมความพร้อมของเด็ก เพื่อการสอบแข่งขัน มากกว่าการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของ เด็ก รวมถึงปัญหาสถานศึกษาไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่า เทียมและทั่วถึง จึงท าให้เกิดการ เรียน เพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ระดับอนุบาล 3. ระบบการผลิตครูปฐมวัย จากค่านิยมของการเข้ารับราชการที่มีสวัสดิการที่ดีและมีความมั่นคงใน ชีวิต จึงเกิด ความต้องการเพิ่มคุณวุฒิด้านการศึกษาของครูให้สูงขึ้น แต่ระบบการผลิตครูในปัจจุบันยังขาดกลไก ในการติดตามและ ประเมินคุณภาพ เช่น การเปิดรับครูปฐมวัยจ านวนมาก ท าให้อัตราส่วนระหว่างอาจารย์กับ จ านวนนักศึกษาไม่สอดคล้อง กันส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเรียนการสอน เนื่องจากกระบวนการพัฒนา ครูปฐมวัย ไม่สามารถท าได้ด้วยการ บรรยายเท่านั้น แต่จ าเป็นต้องมีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย มาดูแล อย่างใกล้ชิด 4. การให้ความส าคัญด้านเนื้อหาและการวัดผลมากกว่าการประเมินผลเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการ วัดผล ระดับประถมศึกษาตอนต้น มุ่งเน้นให้เด็กท่องจ า ความรู้จ านวนมากไม่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับ หลักสูตรของการศึกษา ปฐมวัยที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยค านึงถึงการพัฒนาการในทุกด้านอย่าง สมดุล ได้แก่ ด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์และจิตใจ นอกจากนี้ครูในโรงเรียนอนุบาล และศูนย์เด็ก เล็ก ส่วนใหญ่ เน้นการวัดผลด้านความจ า โดยขาด การประเมินตามสภาพความเป็นจริง รวมถึงหน่วยงานทีรับผิดชอบทางด้านการศีกษาของรัฐ ใช้หลักเกณฑ์ตัดสินมากกว่า การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน ท าให้ขาด แนวทางในการปรับปรุงผู้เรียนให้ดีขึ้น
38 สภาพปัญหาของหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) 1. ปัญหาการใช้หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ในด้าน การวางแผนงานด้านวิชาการ การจัด ครูเข้าสอน การจัดทำจัดหาสื่อการเรียนการสอน และเอกสารหลักสูตร การบริการหลักสูตรภายในโรงเรียน การวางแผน ให้ครูจัดทำแผนการสอน การนิเทศและ ติดตามการใช้หลักสูตร 2. ปัญหาการใช้หลักสูตรสำหรับครูผู้สอน ในด้าน การเตรียมการสอน การจัด กิจกรรม การเรียนการ สอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ประเภทวัสดุอุปกรณ์ การวัดและประเมินผล สภาพปัญหาของหลักสูตรอาชีวศึกษา ผู้เข้าเรียนในการอาชีวศึกษาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรหลักสูตรก่อนถึงระดับ ปวช. คือระดับมัธยมต้น หรือการศึกษาผู้ใหญ่เป็นการปูพื้นฐานความรู้ระดับต่ำ เช่น อ่าน สะกดคำไม่ได้ ขาดความสามารถในการใช้ ภาษาอังกฤษ เมื่อมาเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษาจึงเกิดปัญหา แม้ครูจะเตรียมการสอนดีอย่างไร ผู้เรียนไม่ สามารถต่อยอดความรู้ได้ เพราะพื้นฐานความรู้ไม่ดีเพียงพอ สภาพปัญหาของหลักสูตรอุดมศึกษา ( ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา ) 1. ขาดแคลนอาจารย์ประจำที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์โดยเฉพาะสาขาวิชาที่มีความต้องการมาก ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม 2. อุดมศึกษามุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ ละเลยคุณธรรม จริยธรรม การบริการวิชาการแก่สังคม 3. มหาวิทยาลัยมักเลียนแบบต่างประเทศโดยไม่เข้าใจ หลักการและเป้าหมายที่แท้จริงของหลักการที่ เลียนแบบ 4. การเรียนการสอนยังเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติเน้นความรู้มากกว่าการนำไปใช้ 5. การตื่นตัวทางการวิจัยมุ่งการกำหนดให้เลื่อนตำแหน่งทางวิชาการซึ่งเน้นการวิจัยมากเกินไปจนทำ ให้ลดความสำคัญด้านการสอน 6. กลุ่มผู้บริหารอุดมศึกษามีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง 7. งบประมาณในการพัฒนาการศึกษาระดับนี้ก็ยังมีไม่เพียงพอ
39 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้รับ บริการ อย่างทั่วถึง 2. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็กซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมีการปฏิรูป การศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาวในเรื่อง การ วางแผนครอบครัว 3. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจในการ ปฏิบัติ หน้าที่เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ 4. ส่งเสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการ เรียนการสอน และวิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก 5. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนที่มี ผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย 6. รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม 7. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหา องค์กรกลุ่มบุคคล หรือ ครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์ 8. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น 9. พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุใน การเลี้ยงดูเด็ก หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 1. ด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้1.1 ส่งครูไปอบรมหลักสูตรให้ครบทุกคน เพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ 2. ด้านการจัดการเรียนการสอน 2.1 ปรับปรุง และพัฒนาครูผู้สอนที่มีอยู่ให้เกิดความชำนาญในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ 2.2 ครูต้องศึกษา เอกสารหลักสูตร วิธีสอน เตรียมสื่อ และแผนการสอนเป็นตัวช่วยให้มากขึ้น 3. ด้านสื่อการเรียนการสอน 3.1 ควรจัดสรรงบประมาณในการซื้อสื่อเพิ่มให้มากขึ้น จัดให้มีการอบรมการผลิตสื่อและการใช้ สื่อการสอน
40 หลักสูตรอาชีวศึกษา การจัดการอาชีวศึกษามุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับ เทคโนโลยี รวมทั้งเพื่อยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดแรงงาน การพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาจึงต้องยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและควาต้องการของงานอาชีพตามระดับ คุณวุฒิวิชาชีพด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาคนเข้าสู่อาชีพ คือ 1. อาชีพนั้นมีข้อมูลความต้องการที่ชัดเจนว่านักเรียน นักศึกษาที่จะผลิตหรือพัฒนานี้จะเข้า ไปทำงาน ในส่วนใดและระดับใดของกลุ่มอาชีพหรืออาชีพที่กำหนด ตำแหน่งงานนั้นต้องการคนมีคุณลักษณะ และมี สมรรถนะอย่างไร 2. จะต้องพัฒนาหรือใช้หลักสูตรชนิดใดและระดับใดในการพัฒนาคนเหล่านี้ 3. หลักสูตรที่จะพัฒนาหรือนำมาใช้นั้น มีข้อกำหนดอย่างไรในเรื่องของจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง หน่วยกิตและเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรหรือนำหลักสูตร มาใช้นั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร 4. เกี่ยวข้องกับผู้ใดหรือหน่วยงานใดบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระบวนการพัฒนา หลักสูตรอาชีวศึกษาจะเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ จนได้หลักสูตรที่ ผ่านการอนุมัติ การประกาศใช้ และการรับรองคุณวุฒิผู้สำเร็จ การศึกษา แต่หากสถาบันการอาชีวศึกษาและ สถานศึกษา ที่นำหลักสูตรไปใช้ไม่ เข้าใจในการบริหารจัด การศึกษาตามหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ผู้สำเร็จ การศึกษาก็อาจไม่มีคุณภาพ มาตรฐานตามที่ กำหนด หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) 1. หลักสูตรใหม่แบบบูรณาการ 2 ศาสตร์ขึ้นไปจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการแข่งขันใน ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคม ต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถในหลายสาขา เพื่อให้ ตนเองรู้เท่าทันและอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของสังคมในทุกด้าน จึงหันมาสนใจหลักสูตรการศึกษาที่ ให้ความรู้ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป เช่น บัญชีควบคู่กับ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ควบคู่กับเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ควบคู่กับสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น ( เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2550) 21 2. หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสภาพโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงด้านการค้าและ การลงทุน ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคต ต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความ ต้องการหลักสูตรนานาชาติมีมากขึ้น และ จากการเปิดเสรีทางการศึกษา ยังเป็นโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษา จากต่างประเทศเข้าในไทย และเปิดหลักสูตร ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งกระตุ้นให้หลักสูตรการศึกษานานาชาติ ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เนื่องจากหลักสูตรนานาชาติมีค่าใช้จ่าย สูงดังนั้น การเรียนในหลักสูตรนี้ยังคงจำกัด ในกลุ่มผู้เรียนฐานะดี
41 3. หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทำงานหลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทำงานจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อ ยกระดับฝีมือแรงงานของบุคลากรใน องค์กร สถาบันอุดมศึกษาอาจเปิดหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรภาคค่ำ นอกเวลาทำงาน หลักสูตรทางไกลที่เรียน ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาหลักสูตรควรมีความหลากหลาย มี ความน่าสนใจ และตอบสนองความต้องการของ ผู้เรียนในวัยทำงาน อาทิ หลักสูตรเฉพาะที่มีความจำเป็นต่อ การพัฒนาคนในวัยแรงงาน เป็นได้ทั้งหลักสูตร ระยะสั้นหรือหลักสูตรหลักในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่น หลักสูตรที่ เกี่ยวกับ Global literacy ได้แก่ ภาษา คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสารสนเทศ กฎหมาย ระหว่างประเทศ สังคมและวัฒนธรรมในโลก หลักสูตรการ คิด ได้แก่ การคิดเชิงสร้างสรรค์การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงอนาคต การคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงสังเคราะห์ ฯลฯ หลักสูตรเพิ่มความสามารถสร้างเครือข่าย เชื่อมโยงไปทั่วโลก ได้แก่ หลักสูตรในการสร้างหุ้นส่วน การ เจรจาต่อรอง การประสานประโยชน์ เป็นต้น หลักสูตรปริญญา 2 ใบ ควบกัน เหมาะสำหรับคนวัยทำงานที่ ต้องการลงทุนด้านการศึกษาครั้งเดียวแต่ได้ คุ้มค่า
42 สรุป สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรการศึกษาของชาติที่ใช้ในปัจจุบัน คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน และมีตัวชี้วัดชั้นปีไว้ ช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าจะสอนให้ผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้ รวมทั้งเพื่อการตรวจสอบความรู้ความสามารถของ ผู้เรียนเป็นระยะจนจบการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ หลักสูตรฉบับนี้พัฒนามาจากหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซึ่งคงหลักการและกรอบโครงสร้างหลักสูตรไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้ปรับปรุง มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และสาระ ภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กล่าวได้ว่า หลักสูตรที่กำหนดมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นผลลัพธ์การพัฒนานี้มีการใช้มาแล้วถึง 20 ปี หลักสูตรไทยในปัจจุบัน ยังคงรูปแบบที่เน้นความสำคัญของการศึกษาที่เน้นเนื้อหาในเชิงปริมาณและ ครอบคลุม โดยที่นักเรียนต้องศึกษาเล่าเรียนตามที่หลักสูตรต่างๆ กำหนดเอาไว้ ซึ่งจะสามารถทำให้นักเรียนมี ความรู้ที่จำเป็นและมากพอที่จะไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตทั้งที่นักเรียนสนใจเอง และเป็นที่ต้องการของ ตลาดหรือสังคมไทยและสังคมโลกได้ โดยที่หลักสูตรต่างๆ จะตอบสนองให้กับผู้เรียนในรูปแบบที่ต่างกันไปตาม ความสนใจ ต้องอาศัยครูและบุคลากรเป็นผู้นำหลักสูตรไปใช้ ขับเคลื่อนกระบวนการและประสบการณ์ต่างๆ ให้กับผู้เรียน สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย เนื่องจากหลักสูตรในไทยยังเป็นหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนามายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่าง แท้จริงทั้งในเรื่องของผู้เรียน ซึ่งต้องแบกรับความรู้ในปริมาณ ที่มากจนเกินความจำเป็นหรือเกินกว่าที่ช่วงวัย หนึ่งๆจะสามารถรับได้ และในส่วนของเวลาเรียนซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่เยาวชนจะยังคงมีสมาธิ และสนใจ เนื้อหา ที่ต้องศึกษาได้ ซึ่งในสภาพปัจจุบัน เป้าหมายและศูนย์กลางของการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ได้ เฉพาะเจาะจง มาที่ ผู้เรียน แต่ยังคงมีเป้าหมายอยู่ที่ครูหรือผู้สอน ทำให้หลักสูตรในปัจจุบัน ไม่ตอบสนองต่อ ผู้เรียน รวมทั้ง ความ ต้องการของสังคมไทย และสังคมโลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เป็นยุคที่เทคโนโลยี และนวัตกรรม ต่างๆ ได้รับความนิยมและมีความรุ่งเรืองมาก ทำให้หลักสูตรต้องได้รับการพัฒนาต่อไป
43 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ในปัจจุบัน สังคมไทยและสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยที่มีเทคโนโลยีหรือ นวัตกรรมต่างๆมากมายช่วงอ่านวยความสะดวก ทําให้เป้าหมายหรือความต้องการของตลาดหรือสังคม ต้องการผู้ใหญ่ที่มีความรู้ ความสามารถด้านนี้มาคอยขับเคลื่อนและพัฒนาต่อไป รวมทั้งผู้ที่จะสามารถเติบโต มาเป็นนวัตกร คอยแก้ไขและพัฒนา หรือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ หลักสูตรในอนาคตจึงควรที่จะเป็น หลักสูตรในรูปแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก และปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้สอน ให้คอยสนับสนุนหรือใน คำแนะนำ คำปรึกษาแก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้คิด ได้ทำ ได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตนสนใจ เพื่อการพัฒนาอย่างมี ประสิทธิภาพ อันเป็นผลมาจาก การได้เลือกในสิ่งที่ตรงกับศักยภาพของผู้เรียน รวมทั้งต้องมีการตกผลึก องค์ ความรู้และ ประสบการณ์ต่าง ๆ หลังจากที่ได้ศึกษา ให้ออกมาเป็นรูปของ โครงงาน ( Project ) เพื่อเป็นการ นำความรู้ที่ได้ให้ออกมาในรูปของผลงานเชิงประจักษ์ และที่สำคัญที่สุด คือต้องมีการจจัดสรรและ บริหาร งบประมาณให้ มีประสิทธิภาพและมีความทั่วถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น
44 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. ( 2560 ), หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560. สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จาก http://academic.obec.go.th/images/document/1590998426_d_1.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. ( 2560 ), หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ). สืบค้นวันที่ 3 พ.ค. 2566. จากhttp://academic.obec.go.th/images/ document/1559878925_d_1.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2562), หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช. ) พุทธศักราช 2562. สืบค้นวันที่ 4 พ.ค. 2566. จาก https://bsq.vec.go.th/Portals/9/Course/20/2562/newv1.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2563), หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563. สืบค้นวันที่ 4 พ.ค. 2566. จาก https://bsq.vec.go.th/Portals/9/Course/30/2563/newv3.pdf กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 สืบค้นวันที่ 4 พ.ค. 2566. จาก https://th.wikisource.org/wiki/ สำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา. (2560), หลักสูตรอุดมศึกษา (เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร อุดมศึกษา), สืบค้นวันที่ 6 พ.ค.2566. จาก http://cid.buu.ac.th/standard/Standard%20Curr-2558- Book.pdf กนิษณ์ฐา ทองดี. (2553). ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร. สืบค้นวันที่ 6 พ.ค.2566. จาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/40846