47 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ปรับปรุงล่าสุด7ธันวาคม 2565 ล ำดบัรำยกำร จ ำนวน ข้อบง่ชี้ 1 ป้ายเตือน "โปรดระวังอนัตรำย" 2 ชุด สำหรับตั้งวางที่พื้นที่เพื่อแสดงเขตอันตราย/ติดเชื้อ 2 แว่นตานิรภัย 1 อัน สวมเพื่อป้องกันสารเคมี/วัสดุติดเชื้อกระเด็นเข้าตา 3 กระดาษแข็ง 1 ชุด ใช้แทนที่โกยผงสำหรับโกยเศษวัสดุอันตราย/ติดเชื้อ 4 กระดาษชำระแผ่นหนา 1 ม้วน ใช้สำหรับคลุมหรือซับของเหลวติดเชื้อ 5 ผ้าปิดปาก 1 ชิ้น ใช้สำหรับปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 6 ถุงมือยาง 1 คู่ใช้สวมมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 7 ปากคีบ 1 อัน ใช้สำหรับคีบวัสดุอันตราย/ติดเชื้อแทนการใช้มือหยิบ 8 ถุงใส่ขยะสารเคมี 3 ใบ ใช้สำหรับรองรับวัสดุที่มีสารเคมีเพื่อนำไปทำลาย 9 เอี๊ยมพลาสติก 1 ชุด ใช้สำหรับใส่ป้องกันอันตรายจากสารเคมี/วัสดุติดเชื้อ 10 ทรายแมว 1 ถุง ใช้สำหรับเทลงบนของเหลวติดเชื้อเพื่อดูดซับ 11 ผงกำมะถัน 1 ถุง ใช้สำหรับเทลลงบนปรอทที่ตกแตกเพื่อดูดซับสารเคมี 12 ภาชนะใส่ของมีคม 1 กระป๋อง ใช้สำหรับทิ้งของมีคมติดเชื้อ 13 Sodium Hydrogen Carbonate 1 กระป๋อง ใช้สำหรับลดความเป็นกรด (กรณีที่มีกรดหกที่พื้น) 14 Boric acid 1 กระป๋อง ใช้สำหรับลดความเป็นด่าง (กรณีที่มีด่างหกที่พื้น) *ข้อบ่งใช้ Spill kit ใช้เมื่อเกิดอุบัติเหตุมีสารเคมี/วัสดุติดเชื้อ หกหรือตกแตกในพื้นที่ห้องปฏิบัติการ *เมื่อมีการนำอุปกรณ์ในชุดSpill kit ไปใช้ให้นำของใหม่มาทดแทนของเดิม (เบิกจากคลังพัสดุกลุ่มงาน) *เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นให้แจ้งหัวหน้างานรับทราบ และบันทึกในHRMS(Healthcare Risk Management System) ผ่านทาง https://ppk.thai-nrls.org/ *ควรกำหนดผู้รับผิดชอบตรวจสอบความสมบูรณ์และความพร้อมใช้งานของชุดSpill kit ในแต่ละพื้นที่พร้อมบันทึกการ ตรวจสอบทุกเดือน *แนวทางปฏิบัติและวิธีใช้ชุดSpill kit แสดงในเอกสารด้านหลัง (อ้างอิงจาก WI-LAB-01: การป้องกันการติดเชื้อและความ ปลอดภัยจากการให้บริการทางห้องปฏิบิติการเทคนิคการแพทย์) รำยกำรอปุกรณ์ภำยในกลอ่ง Chemical Spill kit ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. 1 ป้ายเตือน "โปรดระวังอนัตรำย" 2 ชุด 2 แว่นตานิรภัย 1 อัน 3 กระดาษแข็ง 1 ชุด 4 กระดาษชำระแผ่นหนา 1 ม้วน 5 ผ้าปิดปาก 1 ชิ้น 6 ถุงมือยาง 1 คู่ 7 ปากคีบ 1 อัน 8 ถุงใส่ขยะสารเคมี 3 ใบ 9 เอี๊ยมพลาสติก 1 ชุด 10 ทรายแมว 1 ถุง 11 ผงกำมะถัน 1 ถุง 12 ภาชนะใส่ของมีคม 1 กระป๋อง 13 Sodium Hydrogen Carbonate 1 กระป๋อง 14 Boric acid 1 กระป๋อง ผตู้รวจสอบ ผทู้บทวน ตรวจสอบรำยกำรอปุกรณภ์ำยในกล่อง Chemical spill kit งาน...................................................... ปี................................. ล ำดบัรำยกำร จ ำนวน จ ำนวนคงเหลอื
48 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 3.5 ชุดท าความสะอาดบริเวณที่มีสารชีวภาพติดเชื้อหกหล่น(Biological spill kit) มีดังนี้ ปรับปรุงล่าสุด7ธันวาคม 2565 ลำ ดบัรำยกำร จำ นวน ขอ้บง่ ชี้ 1 ป้ายเตือน "โปรดระวังอนัตรำย" 2 ชุด สำหรับตั้งวางที่พื้นที่เพื่อแสดงเขตอันตราย/ติดเชื้อ 2 แว่นตานิรภัย 1 อัน สวมเพื่อป้องกันสารเคมี/วัสดุติดเชื้อกระเด็นเข้าตา 3 กระดาษแข็ง 1 ชุด ใช้แทนที่โกยผงสำหรับโกยเศษวัสดุอันตราย/ติดเชื้อ 4 กระดาษชำระแผ่นหนา 1 ม้วน ใช้สำหรับคลุมหรือซับของเหลวติดเชื้อ 5 ผ้าปิดปาก 1 ชิ้น ใช้สำหรับปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 6 ถุงมือยาง 1 คู่ใช้สวมมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 7 ปากคีบ 1 อัน ใช้สำหรับคีบวัสดุอันตราย/ติดเชื้อแทนการใช้มือหยิบ 8 ถุงขยะแดง 3 ใบ ใช้สำหรับรองรับวัสดุติดเชื้อเพื่อนำไปทำลาย 9 เอี๊ยมพลาสติก 1 ชุด ใช้สำหรับใส่ป้องกันอันตรายจากสารเคมี/วัสดุติดเชื้อ 10 ทรายแมว 1 ถุง ใช้สำหรับเทลงบนของเหลวติดเชื้อเพื่อดูดซับ 11 ผงกำมะถัน 1 ถุง ใช้สำหรับเทลลงบนปรอทที่ตกแตกเพื่อดูดซับสารเคมี 12 ภาชนะใส่ของมีคม 1 กระป๋อง ใช้สำหรับทิ้งของมีคมติดเชื้อ 13 น้ำยาฆ่าเชื้อ 10% คลอรีนน้ำ 1 ชุด ใช้ผสมเพื่อใช้ทำความสะอาดพื้นที่ติดเชื้อ *ข้อบ่งใช้ Spill kit ใช้เมื่อเกิดอุบัติเหตุมีสารเคมี/วัสดุติดเชื้อ หกหรือตกแตกในพื้นที่ห้องปฏิบัติการ *เมื่อมีการนำอุปกรณ์ในชุดSpill kit ไปใช้ให้นำของใหม่มาทดแทนของเดิม (เบิกจากคลังพัสดุกลุ่มงาน) รำยกำรอปุกรณ์ภำยในกลอ่ง Biological Spill kit *แนวทางปฏิบัติและวิธีใช้ชุดSpill kit แสดงในเอกสารด้านหลัง (อ้างอิงจาก WI-LAB-01: การป้องกันการติดเชื้อและความ *ควรกำหนดผู้รับผิดชอบตรวจสอบความสมบูรณ์และความพร้อมใช้งานของชุดSpill kit ในแต่ละพื้นที่พร้อมบันทึกการ *เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นให้แจ้งหัวหน้างานรับทราบ และบันทึกในHRMS(Healthcare Risk Management System) ผ่านทาง https://ppk.thai-nrls.org/ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. 1 ป้ายเตือน "โปรดระวังอนัตรำย" 2 ชุด 2 แว่นตานิรภัย 1 อัน 3 กระดาษแข็ง 1 ชุด 4 กระดาษชำระแผ่นหนา 1 ม้วน 5 ผ้าปิดปาก 1 ชิ้น 6 ถุงมือยาง 1 คู่ 7 ปากคีบ 1 อัน 8 ถุงขยะแดง 3 ใบ 9 เอี๊ยมพลาสติก 1 ชุด 10 ทรายแมว 1 ถุง 11 ผงกำมะถัน 1 ถุง 12 ภาชนะใส่ของมีคม 1 กระป๋อง 13 น้ำยาฆ่าเชื้อ 10% คลอรีนน้ำ 1 ชุด ผทู้บทวน ตรวจสอบรำยกำรอปุกรณภ์ำยในกล่อง Biological spill kit งาน...................................................... ปี................................. ล ำดบัรำยกำร จ ำนวน จ ำนวนคงเหลอื ผตู้รวจสอบ
49 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ บทที่4 ความปลอดภัยด้านสารเคมี(Chemical hazards) ระบบการจัดการด้านสารเคมีทางห้องปฏิบัติการมักเกี่ยวข้องกับน้ำยาชนิดต่างๆที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานจึงควรมีการจัดทำสารบบของสารเคมี(Chemical Inventory)และเอกสารข้อมูลความ ปลอดภัยของสารเคมี(MSDS)แต่ละตัวกำกับไว้ทุกตัว เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการสัมผัสหรือสูดดมเข้าไป สารเคมีอันตราย หมายถึง สารเคมีที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ซึ่งอยู่ในรูป ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยมีลักษณะดังนี้ 1. มีพิษกัดกร่อน ระคายเคือง ทำให้เกิดอาการแพ้ ก่อมะเร็งหรือทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย 2. ทำให้เกิดการระเบิด เป็นตัวทำปฏิกิริยาที่รุนแรง เป็นตัวเพิ่มออกซิเจนหรือไวไฟ 3. มีกัมมันตภาพรังสี 4.1 การแยกประเภทของสารเคมีอันตราย(Classification of chemicals) ตามการพิจารณาถึงอันตรายต่อสุขภาพ แบ่งเป็น 4.1.1สารเคมีไวไฟ(Flammable and combustible) - วัตถุไวไฟ (Flammable substances) เป็นวัตถุที่ง่ายต่อการติดไฟและเผาไหม้ในที่ที่มีอากาศ - ของเหลวไวไฟ(Flammable liquid) เป็นของเหลวที่มีจุดวาบไฟ ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 37.8๐ซ - ของเหลวติดไฟได้(combustible liquid) เป็นของเหลวที่มีจุดวาบไฟสูงกว่าหรือเท่ากับ37.8๐ซ 4.1.1.1 สารเคมีที่ระเบิดได้(Explosive) ระเบิดได้เมื่อได้รับความร้อน แสงหรือตัวเร่ง(catalyst) ได้แก สารประกอบในกลุ่ม nitrate, chlorate, perchlorates, picrate สารประกอบของโลหะ เช่น ผงแมกนีเซียมหรือผงสังกะสีเมื่อผสมกับอากาศก็ระเบิดได้เช่นกัน 4.1.1.2 สารเคมีที่ติดไฟเองได้(Pyrophorics) ตามมาตรฐาน US OSHA (United States Office of Occupation Safety and Administation ได้แก่ สารเคมีที่สามารถติดไฟ(ignition) ได้เองที่ อุณหภูมิเท่ากับหรือต่ำกว่า 54.4๐ ซ พวกนี้มักทำปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำและติดไฟเมื่อสัมผัสกับน้ำ หรืออากาศชื้น บางชนิดติดไฟขึ้นเองได้เมื่ออุณหภูมิภายนอกถึงจุดสันดาปของสารเคมีนั้น ได้แก่ sodium, potassium, phosphorus เป็นต้น 4.1.1.3 สารที่ไวต่อการทำปฏิกิริยากับน้ำ เกิดปฏิกิริยารุนแรง(Water reactive substances) สารเคมีในกลุ่มนี้ เช่น สาร Alkali และสารAlkali earth เช่น potassium, calcium สารในกลุ่ม Anhydrous metal halides เช่น Aluminum bromide, Germanium chloride เป็นต้น
50 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 4.1.1.4 สารเคมีที่เกิดเปอร์ออกไซด์(Peroxidizable substances) สารเคมีในกลุ่มนี้ทำปฏิกิริยาอย่างช้าๆ กับออกซิเจนในอากาศ โดยมีแสงและความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เกิดเป็นสารเปอร์ออกไซด์ ซึ่ง ก่อให้เกิดการระเบิดรุนแรงได้ 4.1.2 สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน(Corrosives) ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทำลายเยื่อ บุผิวหนัง และเยื่อบุตา 4.1.2.1 กรดแก่ หรือกรดเข้มข้นทุกชนิด ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อบุตาโดยเฉพาะกรดไนตริก กรดโครมิก และกรดไฮโดรฟลูออริค การเคลื่อนย้ายสารเหล่านี้ควรใส่ถุงมือยาง ผ้ายางกันเปื้อน รวมทั้ง หน้ากากป้องกันไอระเหย 4.1.2.2 ด่างแก่ เช่น sodium hydroxide, potassium hydroxide, ammonia มีฤทฺธิ์ระคายเคืองตาสูง การเคลื่อนย้ายสารเหล่านี้กระทำเช่นเดียวกับการย้ายกรดแก่ 4.1.2.3 สารเคมีที่ดูดน้ำ(Dehydrating agent) ได้แก่ กรดกำมะถัน(sulfuric acid), sodium hydroxide, phosphorus pentoxide และ calcium oxide สารเหล่านี้หากสัมผัสผิวหนังก่อให้เกิดการไหม้ได้ 4.1.2.4 สารออกซิไดซ์(Oxidizing agent) ได้แก่สารที่เป็นตัวรับอิเล็คตรอน(Electron acceptor)ในปฏิกิริยา หรือเป็นตัวให้ออกซิเจน สารในกลุ่มนี้เช่น สารประกอบ Hypochlorite, permanganate และ เปอร์ออกไซด์เป็นต้น เนื่องจากสารเคมีในกลุ่มนี้เป็นตัวให้ออกซิเจน จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการสันดาป หรือเผาไหม้ได้ 4.2 แนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยของการใช้สารเคมี 4.2.1 การจัดเก็บสารเคมี พึงปฏิบัติดังนี้ 4.2.1.1 แยกเก็บสารเคมีตามประเภทอันตราย จากนั้นค่อยจัดวางเรียงตามอักษร 4.2.1.2 ไม่ใช้ตู้ดูดควันเป็นที่เก็บสารเคมี 4.2.1.3 เก็บสารเคมีเข้าที่หลังเสร็จงาน 4.2.1.4 สารเคมีไวไฟ ควรเก็บตู้ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อป้องกันการติดไฟ 4.2.1.5 ไม่ควรเก็บสารเคมีบนชั้นในระดับที่เหนือสายตาขึ้นไป 4.2.1.6 ไม่ควรวางขวดสารเคมีซ้อนกันในแนวตั้ง 4.2.1.7 ไม่ควรเก็บสารเคมีในบริเวณทางเดิน บันได หรือวางบนพื้น ควรเก็บในพื้นที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ 4.2.1.8 สารเคมีทุกตัวควรมีการบันทึกการรับเข้าและวันที่เปิดใช้ 4.2.2 การแยกเก็บสารเคมี( Segregation)
51 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ควรมีการจัดแยกเก็บตามชนิดหรือประเภทของสารเคมี รวมทั้งประเภทของอันตราย โดย สามารถดูได้จากเอกสารข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์ Material Safety Data Sheets(MSDS) ซึ่ง สารเคมีชนิดหนึ่งอาจถูกจัดเรื่องของความอันตรายอยู่ในหลายหมวดหมู่ได้ จึงควรจัดให้สารเคมีนั้นอยู่ ในกลุ่มที่เป็นอันตรายสูงสุด ข้อพึงระวังในการจัดเก็บสารเคมี 1. ควรมีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่จะเก็บสารเคมีประเภทของเหลวที่ไวไฟหรือติดไฟในห้องปฏิบัติการ ไม่ควรเก็บของเหลวไวไฟในภาชนะที่ทำด้วยแก้วเนื่องจากมีโอกาสตกแตกและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย รวมทั้งควรแยกการเก็บสารเคมีประเภทนี้ออกจากสารเคมีที่เป็น Oxidizer เช่น ไม่ควรเก็บกรด อินทรีย์(Organic acids) ที่มักมีคุณสมบัติติดไฟได้(combustible)ไว้รวมกับกรดอนินทรีย์(Inorganic acids) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Oxidizer กรณีของเหลวที่มีความไวไฟสูงอาจต้องเก็บในตู้เย็น ทั้งนี้ก่อน นำเข้าเก็บ ควรปิดฝาภาชนะให้แน่น เพื่อป้องกันการระเหยของสารเคมีเหล่านี้ 2. การจัดเก็บสารเคมีประเภท Oxidizer ไม่ควรเก็บสารนี้รวมกับสารเคมีประเภทของเหลวไวไฟ โดยทั่วไปสาร Oxidizer ที่เป็นก๊าซ จะมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมี รวมทั้งสามารถทำปฏิกิริยากับโลหะ ต่างๆ การทำความสะอาดสารเคมีประเภทนี้ ไม่ควรทิ้งลงในถังขยะเนื่องจากอาจเกิดการลุกไหม้ได้ 3. สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (Health hazard) ได้แก่ สารพิษต่างๆรวมถึงสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) และสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม(Mutagen) ควรมีการแยกเก็บสาร ประเภทนี้ไว้เฉพาะส่วน รวมทั้งควรมีการกำหนดบุคคลที่สามารถใช้งานสารประเภทนี้เฉพาะผู้ได้รับ อนุญาตเท่านั้น 4. สารเคมีที่ไม่ควรจัดเก็บร่วมกัน (Incompatible chemicals) สารเคมีหลายตัวเมื่อทำปฏิกิริยากัน จะเกิดผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและทรัพย์สิน ดังนั้นควร ระมัดระวัง ในการจัดเก็บสารเคมีเหล่านี้ให้แยกจากกัน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะทำให้สารเคมี เหล่านี้ทำปฏิกิริยากัน รวมทั้งระมัดระวังในการนำขวดบรรจุสารเคมีเก่ามาใช้บรรจุสารเคมีตัวอื่นๆ
52 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ตวัอยา่งสารเคมีที่ไม่ควรจดัเกบ ็ ร่วมกนั ที่มา : คู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ(Laboratory Safety Manual) และ แผนจัดการสารเคมี (Chemical Hygiene Plan) (fisheries.go.th) 4.2.3 เครื่องหมายเตือนสารเคมีอันตราย เป็นเครื่องหมายสากลที่เข้าใจง่าย อาจใช้สีพื้นหรือข้อความที่แตกต่างกันได้บ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ทราบถึงอันตรายของสารเคมีเช่น
53 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ
54 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ
55 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ป้ายก ากับสารเคมีตามมาตรฐาน NAPA
56 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ รายละเอียดความรุนแรงของเคมีโดยแบ่งตามสีและระดับตัวเลขตามมาตรฐาน NFPA( National Fire Protections Agency) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มา : คู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ(Laboratory Safety Manual) และ แผนจัดการสารเคมี (Chemical Hygiene Plan) (fisheries.go.th) 4.2.4 การจัดการสารเคมี 4.2.4.1 การจัดการสารเคมีไวไฟ(Flammable chemicals) มีจุดวาบไฟที่อุณหภูมิต่ำกว่า 93.3๐ซ เสี่ยงต่อ การติดไฟ การจัดเก็บ ควรเก็บไว้ในตู้เก็บสารเคมีส าหรับสารเคมีไวไฟเท่านั้น การปฏิบัติงานกับสารนี้ต้องทำ ในตู้ดูดควันและหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดประกายไฟ
57 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างจุดวาบไฟและจุดชวาลของสารเคมีบางชนิด ที่มา : คู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ(Laboratory Safety Manual) และ แผนจัดการสารเคมี (Chemical Hygiene Plan) (fisheries.go.th) 4.2.4.2 การจัดการสารเคมีที่ไวต่อปฏิกิริยา(Reactive chemicals) ได้แก่สารจำพวก Oxidizer, Organic peroxide และสารที่ระเบิดได้(Explosive) การเคลื่อนย้ายสารต้องทำด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยง การผสมสารเหล่านี้เข้ากับสารเคมีตัวอื่นโดยไม่จำเป็น และควรใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ เหมาะสม 4.2.4.3 การจัดการสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและอันตรายต่อการสัมผัส มีผลต่อการทำลายหรือเปลี่ยนแปลง เซลล์สิ่งมีชีวิตหรือเป็นสารที่สามารถกัดกร่อนโลหะ การปฏิบัติงานกับสารกลุ่มนี้ควรทำในตู้ดูดควัน และใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม 4.2.4.4 การจัดการสารที่ก่อมะเร็ง เช่น Chloroform, Formaldehyde การปฏิบัติงานกับสารกลุ่มนี้ควรทำ ในพื้นที่ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ โดยต้องมีขอบเขตที่แน่ชัดและมีป้ายประกาศที่ชัดเจน บุคลากรต้อง ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับสารก่อมะเร็งนั้น ควรใช้สารก่อมะเร็งในปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่กำหนดใน คู่มือการปฏิบัติงานเท่านั้น รวมทั้งควรทำความสะอาดพื้นที่ทำงานทุกครั้งภายหลังการปฏิบัติงาน 4.2.4.5 การจัดการท่อบรรจุก๊าซ(Compressed gas cylinders) การใช้ท่อบรรจุก๊าซควรมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอันตรายจากตัวก๊าซเองหรือก๊าซบางตัว อาจติดไฟง่าย บางตัวก่อให้เกิดการระเบิดจากการบรรจุก๊าซในท่อความดันสูง หากเกิการเสียหาย บริเวณวาล์วเปิดปิด จำเป็นต้องมีการป้องกันการล้มหรือกระแทกโดยการผูกคล้องท่อบรรจุก๊าซด้วย โซ่รัดกับฝาผนัง การเคลื่อนย้ายท่อก๊าซควรปิดฝาหุ้มวาล์วก่อนทุกครั้ง และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมใน
58 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ การเคลื่อนย้าย เช่น รถเข็น ไม่ควรใช้มือยกบริเวณวาล์วเพื่อป้องกันการเสียหายของวาล์ว ท่อบรรจุก๊าซ ที่มา : คู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ(Laboratory Safety Manual) และ แผนจัดการสารเคมี (Chemical Hygiene Plan) (fisheries.go.th) 4.2.4.6 การจัดการสารเคมีที่เป็นพิษ (Toxic chemicals) พิจารณาจากค่า TLV (Threshold limit values) หรือ PEL (Permissible exposure limits) ซึ่งกำหนดระดับความเข้มข้นสูงสุดที่มีได้ในอากาศ โดย ปกติสารเคมีถูกจัดเป็นสารพิษ เมื่อมีค่า TLV หรือ PEL ต่ำกว่า 50ppm หรือใช้ค่า LD50 (Lethal dose)หรือ LC50 (Lethal concentration) โดยที่ LD50เป็นความเข้มข้นของสารเคมีที่ให้สัตว์ทดลอง ตายลง 50% จากการกิน ฉีดหรือการดูดซึม(Absorption)หรือการหายใจ ขณะที่ LC50 เป็นการระบุ ความเข้มข้นของสารเคมีที่ให้สัตว์ทดลองตายลงโดยการหายใจเท่านั้น ซึ่งปกติค่าเหล่านี้จะระบุอยู่ใน ข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์(MSDS) ของสารเคมีนั้น ที่มา : คู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ(Laboratory Safety Manual) และ แผนจัดการสารเคมี (Chemical Hygiene Plan) (fisheries.go.th)
59 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ บทที่5 อันตรายจากอัคคีภัยและไฟฟ้า อัคคีภัย คือ เหตุการณ์ไฟไหม้ หรือเหตุการณ์อันตรายที่เกิดจากไฟ ที่ขาดการควบคุมและเกิดการลุกลามก่อให้เกิด ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัย องค์ประกอบของการเกิดไฟ อัคคีภัย มี 3 ปัจจัยหลัก คือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และความร้อนซึ่งหากควบคุมทั้ง 3 ปัจจัยนี้ได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี ก็จะ สามารถควบคุมและป้องกันการเกิดอัคคีภัยได้มากขึ้น ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/1-836.jpg?id=836 1. เชื้อเพลิง สิ่งของหลายชนิดสามารถเป็นเชื้อเพลิงของการเกิดอัคคีภัย หรือเกิดไฟไหม้ได้ตลอดเวลาจะอยู่ในสภาพ ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ซึ่งเชื้อเพลิงทุกชนิดจะมีคุณสมบัติการติดไฟและการเผาไหม้ยากง่าย แตกต่างออกไป รวมถึงลักษณะการเผาไหม้ที่แตกต่างกัน 2. ออกซิเจน ในอากาศที่เราหายใจจะมีปริมาณของ ออกซิเจน ประมาณ 21 % ซึ่งสำหรับการเผาไหม้ ในแต่ละครั้งจะ ใช้ ออกซิเจนประมาณ 16 % ซึ่งในการเผาไหม้ ยิ่งถ้ามีปริมาณออกซิเจนมาก เชื้อเพลิงก็จะยิ่งสามารถ ติดไฟได้ดีขึ้น นอกจากนั้นเชื้อเพลิงบางประเภทไม่ต้องการ ออกซิเจนในการเผาไหม้ เนื่องจากมีออกซิเจน ในตัวเองเพียงพอโดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจนโดยรอบ 3.ความร้อน ความร้อน คือ พลังงานที่ทำให้เชื้อเพลิงแต่ละชนิดเกิดการเผาไหม้ และเป็นตัวเร่งจุดเดือดต่อวัตถุ หรือ เชื้อเพลิงนั้นๆ
60 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ สาเหตุของการเกิดอัคคีภัย ความรู้เรื่องอัคคีภัยเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกัน และจัดการกับปัญหาและเหตุการณ์เวลาเกิดอัคคีภัยใน ขณะนั้น ซึ่งสาเหตุของการเกิดอัคคีภัย เกิดได้จากหลายปัจจัยมากมาย สาเหตุหลักๆ มีดังนี้ 1. สาเหตุของการเกิดอัคคีภัยที่เกิดจากความตั้งใจทำให้เกิด 2. สาเหตุของการเกิดอัคคีภัยที่มิได้ตั้งใจให้เกิด หรือการเกิดอัคคีภัยที่เกิดจากความประมาทจนเกิดเพลิงไหม้ ขนาดใหญ่ 2.1 ความประมาทขาดความรู้ในการใช้อุปกรณ์ วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง ของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่อาจเป็น องค์ประกอบของการเกิดไฟ 2.2 ความประมาทจากการคึกคะนอง ทดลองใช้งานแบบผิดวิธีหรือความเคยชิน โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อาจ เกิดขึ้น 2.3 อุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานที่ผิด หรืออุปกรณ์ วัสดุนั้นไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ดังนั้นก่อนการใช้งานอุปกรณ์ที่มีความอันตรายจากการใช้งานที่อาจจะก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ ควรจะ ตรวจสอบสภาพก่อนใช้งาน ศึกษาวิธีใช้งาน รวมถึงวิธีการเก็บรักษาสิ่งนั้นๆ และการระมัดระวังที่จะช่วย ทำให้โอกาสการเกิดไฟนั้นมี โอกาสน้อยลงให้มากที่สุด การเกิดอัคคีภัย สามารถแบ่งตามประเภทของไฟ ชนิดของไฟได้ทั้งหมด 5 ประเภท 1. ไฟประเภท A (Ordinary Combustible) ไฟประเภท A เป็นการเกิดอัคคีภัยจากเชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง เช่นไม้ กระดาษ เสื้อผ้า พลาสติก ยาง ฯลฯ ที่หลังจากเกิดการเผาไหม้แล้วจะเหลือซากเป็นเถ้าถ่าน สามารถดับไฟได้ด้วยวิธี: การปล่อยให้เย็นลง การชุบน้ำ หรือใช้สารเคมีที่ช่วยในการดับไฟ 2. ไฟประเภท B (Flammable Liquids) ไฟประเภท B เป็นการเกิดอัคคีภัยจากเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว ติดไฟง่าย หรือเป็นของเหลวไวไฟ รวมถึงเกิดจากเชื้อเพลิงที่มีสถานะเป็นก๊าซ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดต่างๆ ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ สารตัว ทำละลาย ต่างๆ เช่น ก๊าซหุงต้ม,โพรเพน,บิวเทน ไฮโดรเจน, อะซิทีลนี เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากเชื้อเพลิง ประเภทนี้แล้ว จะไม่เหลือเถ้าถ่าน
61 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ สามารถดับไฟได้ด้วยวิธี: การปกคลุมให้ไม่พบอากาศ การกลบปิดกำจัดออกซิเจน ให้ไม่มีอากาศ หรือใช้สาร ทำลายการเกิดปฏิกิริยา เช่นผงเคมีแห้ง 3. ไฟประเภท C (Electrical Equipment) ไฟประเภท C เป็นประเภทเดียวที่การเกิดอัคคีภัยไม่เกี่ยวกับชนิดเชื้อเพลิง แต่ใช้กระแสไฟฟ้าที่อยู่ใน เชื้อเพลิงเป็นเกณฑ์การจ าแนกประเภท เช่นการเกิดไฟกับเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า สามารถดับไฟได้ด้วยวิธี: การตัดกระแสไฟฟ้าให้ปิดลงขณะเกิดไฟไหม้ สามารถใช้สารดับเพลิงที่ไม่นำไฟฟ้าได้ ข้อห้ามส าคัญ : ห้ามใช้น้ำฉีดเด็ดขาด 4. ไฟประเภท D (Combustible Metals) ไฟประเภท D เป็นการเกิดอัคคีภัยจากกลุ่มประเภทเชื้อเพลิงที่อยู่ในกลุ่มพวกโลหะ เช่น แมกนีเซียม ไทเทเนียม ผงอะลูมิเนียมซึ่งเชื้อเพลิงประเภทนี้จะติดไฟยากกว่าประเภทข้างต้น แต่ถ้าหากเกิดการลุกไหม้ เกิดขึ้นแล้ว เชื้อเพลิงประเภทนี้จะมีเพลิงไหม้ที่รุนแรงมาก สามารถดับไฟได้ด้วยวิธี: การใช้สารเคมีแห้งชนิดพิเศษ ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง มาปกคลุมเพลิงไหม้ ข้อห้ามส าคัญ : ห้ามใช้น้ำฉีดเด็ดขาด 5. ไฟประเภท K (Cooking Media) ไฟประเภท K เป็นการเกิดอัคคีภัยจากกลุ่มประเภทเชื้อเพลิง เช่นน้ำมันทำอาหาร น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ และ ไขมัน ประเภทเหล่านี้จะพบได้บ่อยจากสถานที่ประกอบอาหาร ห้องครัว เป็นต้น สามารถดับไฟได้ด้วยวิธี: ทำให้อับอากาศ หรือใช้น้ำยาโฟม หรือทรายในการดับไฟ หรืออีกหนึ่งวิธีคือใช้ เครื่องดับเพลิงที่เป็นชนิดน้ำผสมสารโพแทสเซียมอะซิเตท ข้อห้ามส าคัญ : ห้ามใช้น้ำฉีดเด็ดขาด ชนิดและการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง( Type and Applications of fire Extinguishers) 1. เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical Fire Extinguishers)
62 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5-960.png?id=960 เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุผงเคมีแห้งและก๊าซไนโตรเจนเป็นสารขับดัน สามารถดับเพลิงได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เมื่อฉีดผงเคมีออกมาจะขัดขวางการลุกไหม้ของออกซิเจนกับเชื้อเพลิง จึงเหมาะสำหรับการ ดับเพลิงได้หลายรูปแบบ เมื่อฉีดใช้งานจะมีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย จึงเหมาะสำหรับใช้ฉีดในที่โล่ง เหมาะส าหรับติดตั้ง: พื้นที่โล่ง เช่น บริเวณ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน อพาร์ทเม้นท์ และโรงงาน อุตสาหกรรม ฯลฯ ข้อควรระวัง: หลังจากการใช้งาน น้ำยาดับเพลิงจะใช้หมด หรือไม่หมดก็ตาม ต้องทำการบรรจุน้ำยาดับเพลิง ใหม่ทุกครั้ง 2. เครื่องดับเพลิงชนิดสูตรน้ า (Low Pressure Water Mist Fire Extinguisher) ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5-961.png?id=961 เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุสารเคมีดับเพลิงผสมน้ำและก๊าซไนโตรเจนเป็นสารขับดัน สามารถ ดับเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อฉีดสารดับเพลิงออกมาจะสามารถตัดองค์ประกอบในการลุกไหม้ และ สามารถลดความร้อนได้เป็นอย่างดี สามารถมองเห็นวิสัยทัศน์ชัดเจนขณะฉีดใช้ และสามารถป้องกันการลุก ติดกลับของเพลิงไหม้ได้ เหมาะส าหรับติดตั้ง: สถานที่ที่ไม่ต้องการความสกปรก ฝุ่นฟุ้งกระจาย เช่น บริเวณทั่วไปภายใน บ้านพัก อาศัย อาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม และห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
63 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ข้อควรระวัง: เหมาะสำหรับฉีดใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่เกิน 1,000 โวลท์ ในระยะไม่น้อยกว่า 1 เมตร ตาม มาตรฐาน BS:EN 3-7 3. เครื่องดับเพลิงชนิดสารสะอาด Halotron I (Clean Agent Fire Extinguishers) ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5-965.png?id=965 เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุก๊าซ Halotron I และก๊าซไนโตรเจนเป็นสารขับดัน สามารถดับเพลิงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวน้ำยาเป็นก๊าซเหลวระเหย ที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ติดไฟ ไม่เป็นสื่อในการนำไฟฟ้าและ ไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังการฉีดทำให้ไม่เกิดความเสียหายต่อสิ่งของต่าง ๆ จึงเหมาะใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ เหมาะส าหรับติดตั้ง: สถานที่ที่เน้นเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น อาคาร สำนักงาน โรงพยาบาล ห้อง คอมพิวเตอร์ ห้องเซิร์ฟเวอร์ ห้องควบคุมไฟฟ้า ห้องแลป ห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไลน์การผลิตที่ มีเครื่องจักรมูลค่าสูง ฯลฯ 4. เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(Carbon Dioxide (CO2) Fire Extinguishers) ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5- 985.png?id=985
64 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ เครื่องดับเพลิงประเภทนี้จะบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เมื่อฉีดออกมาแล้วจะมีลักษณะเป็นไอเย็น จัดของน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ปกคลุมบริเวณที่เกิดเพลิงลุกไหม้ ช่วยให้ลดความร้อนและดับเพลิงได้อย่าง รวดเร็ว รวมถึงไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังการฉีดทำให้ไม่เกิดความเสียหายต่อสิ่งของและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เหมาะส าหรับติดตั้ง: อาคารสำนักงาน ห้องคอนโทรลไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และไลน์การผลิตที่มี เครื่องจักรต่าง ๆ ฯลฯ ข้อควรระวัง: ควรวางไว้ในที่ร่ม ที่มีอุณหภูมิไม่สูงมาก และปราศจากแสงแดดส่องถึง หรือใกล้เตาไฟ และไม่ ควรจับปลายหัวฉีดก๊าซ CO2 ขณะใช้งานและหลังใช้งานใหม่ๆ 5.เครื่องดับเพลิงชนิดน้ าสะสมแรงดัน (Water Fire Extinguishers) ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5- 972.png?id=972 เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุน้ำและก๊าซไนโตรเจนเป็นสารขับดัน เหมาะสำหรับการดับเพลิงไหม้ ประเภท A เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนของเชื้อเพลิงที่เป็นวัตถุของแข็งอย่าง ไม้ ผ้า กระดาษ ยาง และ พลาสติก เหมาะส าหรับติดตั้ง: ห้องเก็บสินค้า หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่อาจเกิดเพลิงไหม้จากเชื้อเพลิงประเภท A ข้อควรระวัง: ห้ามนำเครื่องดับเพลิงชนิดน้ำไปดับเพลิงประเภท B เพราะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายเป็น อันตรายต่อผู้ใช้ได้ ตลอดจนห้ามนำไปดับเพลิงประเภท C เนื่องจากน้ำเป็นสื่อในการนำไฟฟ้า 6. เครื่องดับเพลิงชนิดโฟม (Foam Fire Extinguishers) ที่มา:https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5-974.png?id=974
65 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุน้ำผสมโฟมเข้มข้น (AFFF หรือ AR-AFFF) และก๊าซไนโตรเจนเป็นสาร ขับดัน เมื่อฉีดออกมาจะเป็นน้ำยาฟองโฟมสีขาวปลุกคลุมผิวหน้าของวัสดุเชื้อเพลิง สามารถลดความร้อน และทำให้เชื้อเพลิงขาดอากาศมาทำปฏิกิริยา จึงไม่สามารถเกิดเพลิงไหม้ต่อไปได้ เหมาะส าหรับติดตั้ง: สถานที่ที่มีการเก็บเชื้อเพลิงจำพวกของเหลวต่าง ๆ ข้อควรระวัง: ห้ามนำเครื่องดับเพลิงชนิดโฟมไปดับประเภท C อันได้แก่ วัตถุเชื้อเพลิงที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า เช่น กรณีการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากน้ำยาโฟมมีน้ำเป็นส่วนประสม ซึ่งน้ำเป็นสื่อในการนำไฟฟ้า 7. เครื่องดับเพลิงชนิดสารเคมีเปียก (Wet Chemical Fire Extinguishers) ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5-978.png?id=978 เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุน้ำยา Wet Chemical (Potassium Acetate and Potassium Citrate) และก๊าซไนโตรเจนเป็นสารขับดัน สำหรับดับเพลิงที่เกิดขึ้นในห้องครัวโดยเฉพาะ หัวฉีดเป็นแบบ Spray สำหรับป้องกันการกระเด็นของน้ำมัน สามารถดับเพลิงที่เกิดขึ้นจากน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารได้เป็น อย่างดี เหมาะส าหรับการติดตั้ง: ภายในห้องครัวโดยเฉพาะ 8. เครื่องดับเพลิงชนิดสารเคมีโซเดียมคลอไรด์(Class D Fire Extinguisher)
66 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ที่มา: https://www.imperial.co.th/upload/live/knowledges_content_image/5-982.png?id=982 เครื่องดับเพลิงประเภทนี้บรรจุสารเคมีโซเดียมคลอไรด์ และก๊าซไนโตรเจนเป็นสารขับดัน สำหรับ ดับเพลิงที่เกิดจากโลหะที่ติดไฟได้ เช่น แม๊กนีเซียม เซอร์โครเนียม โซเดียม ลิเธียม โปแตสเซียม และไททา เนียม โดยมีหัวฉีดพิเศษแบบยาวเพื่อป้องกันอันตรายจากความร้อนและก๊าซพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง เหมาะส าหรับการติดตั้ง: สำหรับดับเพลิงที่เกิดจากโลหะที่ติดไฟได้โดยเฉพาะ การเลือกเครื่องดับเพลิงให้ดูจากความสามารถในการดับเพลิง (Fire Rating) ที่ติดอยู่บนฉลากข้างเครื่อง ดับเพลิง เพื่อเปรียบเทียบข้อแตกต่างของประสิทธิภาพในการดับเพลิงไว้ เพื่อการเลือกใช้ที่เหมาะสม โดย ต้องได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานของประเทศไทย คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย (มอก.) เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ต้องเหมาะสมกับประเภทของเชื้อเพลิงและเป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้ มอก. 332-2537 เครื่องดับเพลิงยกหิ้วชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical Portable Fire Extinguisher) มอก. 882-2532 เครื่องดับเพลิงยกหิ้วชนิดโฟม (Foam Portable Fire Extinguisher) มอก.881-2532 เครื่องดับเพลิงยกหิ้วชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Portable Fire Extinguisher) มาตรฐานสากลอื่นๆ เช่น UL (Underwriter Laboratory), FM (Factory Mutual) เป็นต้น Fire Rating ของเพลิงไหม้ประเภท A ยิ่งตัวเลขมากยิ่งสามารถดับเพลิงไหม้ประเภท A ได้มาก Fire Rating ของเพลิงไหม้ประเภท B ยิ่งตัวเลขมากยิ่งสามารถดับเพลิงไหม้ประเภท B ได้มาก สำหรับเพลิงไหม้ประเภท C จะไม่มี Fire Rating แต่บนฉลากจะบอกว่าเครื่องดับเพลิงนั้นสามารถดับเพลิง ประเภท C ได้หรือไม่
67 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง วิธีการใช้เครื่องดับเพลิง ที่มา: https://www.bing.com/ck/ อุปกรณ์เตือนภัยที่ใช้ 1. Smoke Detector smoke detector เป็นอุปกรณ์ตรวจจับควันที่สามารถจับกลุ่มควันที่ลอยขึ้นบนที่สูง และส่งสัญญาณ เตือนภัยเป็นเสียงให้ทราบ โดยทำงานตรวจจับควันไฟและคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อประสิทธิภาพในการ ดูแลและป้องกัน แนะนำให้ติดตั้งระบบ fire alarm ควบคู่กันเพื่อการป้องกันและแจ้งเตือนที่ดีขึ้น
68 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ที่มา: https://personet.co.th/wp-content/uploads/2022/11/SMOKE-DETECTOR.png 2. ป้ายทางออก ป้ายทางออก (Emergency Exit Sign) คือ ป้ายหนีไฟ หรือป้ายทางออกฉุกเฉิน มีความสำคัญอย่างมากใน กรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและต้องการหาทางออกจากตัวอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างนั้นๆ ป้ายนี้จะบอก ทางออกตำแหน่งที่ ทิศทาง ความหมายของป้ายที่มีรูปแบบแตกต่างกันออกไป ที่จะนำพาทุกคนไปยัง ตำแหน่งที่ปลอดภัยได้อย่างถูกต้อง ที่มา: https://th.bing.com/th/id
69 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 3. ไฟฉุกเฉิน ไฟฉุกเฉิน หรือ emergency light เป็นอุปกรณ์ให้แสงสว่างสำรองในพื้นที่ต่างๆ ไฟฉุกเฉินจะทำงาน อัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าดับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการมองเห็นชั่วคราว ผ่านการเก็บพลังงานจาก แบตเตอรี่ที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา นอกจากการส่องสว่างสำรองในขณะที่ไฟฟ้าเกิดเหตุขัดข้องแล้วนั้น ในสถานการณ์ที่เกิดอัคคีภัย ไฟสำรองฉุกเฉินจะทำการส่องแสงสว่างนำทางผู้ประสบภัยให้มองเห็น และ สามารถอพยพออกจากสถานที่ได้อีกด้วย ที่มา: https://personet.co.th/wp-content/uploads/2022/10/image1-6-1536x864.png.webp ภัยอันตรายจากไฟฟ้า สาเหตุที่พบบ่อย ที่มา : https://www.safetyinthai.com/ภัยอันตรายจากไฟฟ้า
70 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 1. ไฟฟ้าชอร์ต ( Short Circuit ) มักเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ฉนวนไฟฟ้าชำรุดเเละเสื่อมสภาพ , มีสิ่งก่อสร้าง หรือ ต้นไม้ ไปสัมผัส สายไฟฟ้าจนทำให้เกิดการเสียดสีเเละเกิดการลุกไหม้, สายไฟหลุดพื้นหรือขาดลงพื้น ทำให้กระแสไฟฟ้า กระจายอยู่ในบริเวณนั้น หากพื้นผิวบริเวณนั้นเปียกชื้น อาจทำให้ไม่ปลอดภัยกับผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณ นั้นๆ 2. ไฟฟ้าดูด ( Electric Short ) การสัมผัสโดยตรง(DIRECT CONTACT)คือการที่ส่วนของร่างกายสัมผัสถูกส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง เช่น สายไฟฟ้ารั่ว เมื่อฉนวนชำรุดแล้วเอามือไปจับ และการสัมผัสโดยอ้อม (INDIRECT CONTACT) ลักษณะนี้ ไม่ได้สัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง แต่เกิดจากการที่บุคคลไปสัมผัสกับส่วนที่ปกติไม่มีไฟฟ้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มีไฟฟ้าเนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ รั่ว ไฟฟ้าจึงปรากฏอยู่บนพื้นผิวของเครื่องใช้ไฟฟ้า นั้น ๆ เมื่อสัมผัสจึงถูกไฟฟ้าดูด
71 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ การป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า 1. เลือกซื้ออุปกรณ์ที่ได้รับรองจากการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2. ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดให้เป็นไปตามหลักและกฎความปลอดภัย โดยช่างผู้ชำนาญ 3. จำเป็นต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฉนวนสายไฟ เต้าเสียบ เต้ารับ สวิตช์ เป็นต้น 4. บำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยช่างผู้ชำนาญอย่างสม่ำเสมอ 5. ต่อสายกราวด์ของระบบไฟฟ้าดิน 6. ใช้ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้าที่มีอัตราเสียงต่อการเกิดไฟรั่ว 7. ติดตั้งเครื่องตัดไฟอัตโนมัติ วิธีสังเกตอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า 1. จุดต่อสายไฟฟ้า ต้องเเน่น ผิวหน้าหรือสายเคลือบพีวีซีจะต้องไม่ฉีกขาด 2. หากสายไฟฟ้าเก่าหรือหมดอายุ ฉนวนจะมีการแตกบวมหรือเเห้งกรอบ 3. แผงสวิตซ์ไฟฟ้า ต้องอยู่ในที่เเห้ง ไม่เปียกชื้น และห่างไกลจากสารเคมีหรือสารไวไฟต่างๆ 4. ขนาดของสายไฟฟ้า ต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน 5. สายไฟฟ้าต้องไม่อยู่ในตำเเหน่งที่มีความร้อน หรือถูกสิ่งของหนักกดทับอยู่ ที่มา : https://www.safetyinthai.com/ภัยอันตรายจากไฟฟ้า
72 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ การป้องกันภัยอันตรายที่ท าให้เกิดอัคคีภัยทางห้องปฏิบัติการ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลพระปกเกล้า มีสถานที่ปฏิบัติการตั้งอยู่ที่ตึกประชาธิปกศักดิเดชน์ ชั้น5ซึ่งประกอบไปด้วย ห้องปฏิบัติการกลาง, งานจุลชีววิทยา,สำนักงาน,คลังพัสดุกลาง, งานอณูชีววิทยา, ห้อง เตรียมสารเคมี(Toxicologyเดิม), ห้องล้างอุปกรณ์และห้องสันทนาการเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดนี้เป็นจุดที่มีอุปกรณ์ เครื่องมือการทดสอบทางการแพทย์จำนวนมากและราคาแพง ห้องปฏิบัติการกลางเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการจะมีเจ้าหน้าที่เหลืออยู่น้อยคน ไม่สามารถดูแลพื้นที่ทั้งหมดได้ทั่วถึง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและหมั่นตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ในการช่วยเหลือไว้อยู่เสมอ โดย เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย(จป)ของแต่ละงาน ผู้ปฏิบัติงานควรต้องรู้เส้นทางหนีไฟจากแผนผังเส้นทางหนีไฟของ สถานที่ที่ปฏิบัติงานและทราบตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมทั้งต้องเรียนรู้วิธีการใช้ งานของอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยจากการอบรมและการซ้อมแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี ส่วนห้องปฏิบัติการที่อยู่บริเวณอื่น เช่น ห้องเจาะเลือดบริเวณชั้น2ของตึกประชาธิปกศักดิเดชน์ ห้องปฏิบัติการ ที่ตึกมะเร็งชั้น2และห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลเมือง แต่ละสถานที่ก็มีการบริหารจัดการใน ด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกันและดำเนินการซ้อมแผนตามสถานที่ที่อยู่นั้น ดังนั้นหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เกิดขึ้น เช่น ไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าลัดวงจร การประมาทเลินเล่อในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ชำรุดจะ สร้างความเสียหายอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การป้องกันและเฝ้าระวังก่อนเกิดเหตุจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรต้อง ตระหนักไว้ แผนผังในการแสดงเส้นทางหนีไฟของแต่ละหน่วยให้บริการ
73 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกประชาธิปกศักดิเดชน์ชั้น5
74 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 5.1 แนวทางปฏิบัติในการป้องกันอัคคีภัย 5.1.1 จัดอบรมให้ความรู้ในการเกิดเพลิงไหม้และฝึกการใช้เครื่องมือดับเพลิงแก่เจ้าหน้าที่ทุกคน 5.1.2 จัดทำแผนปฏิบัติการและกำหนดความรับผิดชอบในการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้หากเกิดเหตุ 5.1.3 มีการซ้อมแผนหนีไฟปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีความพร้อมในการใช้เครื่องมือดับเพลิง 5.1.4 ตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ 5.1.5 ให้มีการตรวจสอบป้าย, สัญญาณเตือนและระบบการทำงานของอุปกรณ์ช่วยเหลือให้อยู่ในสภาพที่ ใช้งานได้ดีมีประสิทธิภาพและเพียงพอ 5.1.6 เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องผ่านการอบรมอัคคีภัย 5.2 ขั้นตอนการด าเนินงานเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ การกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติการดังนี้ 1. หัวหน้ากลุ่มงานเทคนิคการแพทย์เป็นผู้ควบคุมและสั่งการ 2. ทีมสื่อสาร ทำหน้าที่แจ้งเหตุไปที่ผู้บังคับบัญชาและแจ้งหน่วยช่วยเหลืออื่นๆ เช่น ช่างไฟฟ้า, ศูนย์โทรศัพท์ ,191, 199, หรือหน่วยรปภ.ของโรงพยาบาล
75 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 3. ทีมดับเพลิงและระงับเหตุดำเนินการ 3.1 เข้าดับเพลิงโดยใช้อุปกรณ์ดับเพลิง 3.2 เคลื่อนย้ายวัตถุไวไฟออกจากบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ 3.3 ปิดประตู-หน้าต่างในหน่วยงานให้มากที่สุด 3.4 ถอดปลั๊กไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการออกให้หมด โดยเฉพาะเครื่องมือที่มี ราคาแพง 4. ทีมเคลื่อนย้ายเครื่องมือส าคัญ(หากทำได้) เนื่องจากที่ทำการอยู่บนที่สูง(ชั้น5)และอุปกรณ์เครื่องมือ ส่วนมากมักจะเป็นเครื่องมือขนาดใหญ่และไม่สามารถขนย้ายได้จึงควรประเมินเอาเฉพาะสิ่งที่สำคัญและ พอที่จะขนย้ายได้เท่านั้น 5.3 วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัย 5.3.1 เมื่อเกิดไฟไหม้เล็กน้อย เช่น ได้กลิ่นไหม้ มีควันไฟ มีแสงไฟหรือประกายไฟ อากาศร้อนกว่าปกติ 5.3.2 แจ้งเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลใกล้เคียงให้ช่วยสื่อสารถึงหัวหน้ากลุ่มงาน และช่วยกันบรรเทาเหตุ เบื้องต้นก่อน 5.3.3 หากจัดการแก้ไขและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ให้หัวหน้าหน่วยงานบันทึกเหตุการณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับขั้น 5.3.4 เมื่อไฟลุกลามไม่สามารถบรรเทาเหตุได้ ให้กดสัญญาณเตือน ณ จุดที่ใกล้ที่สุด และโทรแจ้งขอความ ช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก 5.3.5 จากนั้นให้ทีมเคลื่อนย้ายเริ่มปฏิบัติการได้ โดยไปตามเส้นทางการหนีไฟตามแผนผัง 5.3.6 เมื่อไฟดับแล้วให้หัวหน้าหน่วยงานบันทึกเหตุการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับขั้น ศูนย์โทรศัพท์ กด 0 ช่างไฟ กด 4606 หน่วยดับเพลิง กด 199 ต ารวจ กด 191 รปภ กด 1111 หรือ 2222
76 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ แผนด าเนินการระงับอัคคีภัย แผนด าเนินการระงับอัคคีภัย(ต่อ)
77 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ บทที่6 การจัดการขยะและการท าลายเชื้ออันตราย/ของเสียทางห้องปฏิบัติการ ขยะทั่วไป หมายถึง สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นขยะอันตราย เช่น เศษกระดาษ เศษผ้า พลาสติก โฟม ขยะสารเคมีอันตราย มีลักษณะ ดังนี้ กัดกร่อนได้: สารที่มีความเป็นกรดสูง (pH 2) หรือ อัลคาไลน์ (pH 12.5) ติดไฟได้: สารติดไฟได้ง่าย และอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ เกิดปฏิกิริยาเคมี: สารที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ เช่น การระเบิด ความเป็นพิษ: สารที่มีค่าน้ำชะขยะมีความเข้มข้นมากกว่าค่าควบคุม ขยะติดเชื้อ หมายถึง ขยะจากกระบวนการให้การรักษาพยาบาล การตรวจวินิจฉัย การให้ภูมิคุ้มกัน การ ศึกษาวิจัยที่ดำเนินทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีเชื้อโรค ได้แก่ เลือด ขยะที่ปนเปื้อน เลือด สารคัดหลั่ง จุลชีพ เช่น ถุงมือ หลอดทดลองหรือภาชนะเลี้ยงเชื้อ อาหารเลี้ยงเชื้อ สไลด์ แผ่นกระจก ปิดสไลด์หลอดแก้ว เข็มเจาะเลือด ใบมีด กระดาษชำระ เป็นต้น ขยะของเสียอันตราย (Hazardous waste) เป็นขยะที่ปนเปื้อนสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารพิษ สาร ไวไฟ สารออกซิไดซ์สารเปอร์ออกไซด์ สารระคายเคือง สารกดักร่อน สารที่เกิดปฏิกิริยาได้ง่าย สารที่ เกิด ระเบิดได้ สารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม สารหรือสิ่งอื่นใดที่อาจก่อหรือมีแนวโน้มที่ จะทำ ให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ขยะรีไซเคิล (Recycle waste)เป็นขยะทั่วไปที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้ ขยะอินทรีย์ หมายความว่า ขยะที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและ/หรือสามารถนำมาหมักทำ ปุ๋ยได้ เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ ซากหรือเศษของพืช ผัก ผลไม้ หรือสัตว์ เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงซาก หรือเศษของ พืช ผัก ผลไม้ หรือสัตว์ที่เกิดจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ 6.1 การคัดแยกขยะ ขยะภายในโรงพยาบาลที่พบได้ทั่วไป ได้จัดให้มีการแยกประเภทตามสีและป้ายปิดถังขยะต่างๆดังนี้ ประเภทขยะ ป้ายปิดถังขยะ การกำจัด 1 ขยะอินทรีย์ นำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ
78 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 2 ขยะทั่วไป ใส่ถุงดำส่งไปเผาทำลายตามระบบของโรงพยาบาล 3 ขยะรีไซเคิล คัดแยกใส่ถุงสีเหลืองและจำหน่ายให้หน่วยงานที่ จะนำไปแปรสภาพเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ 4 ขยะสารเคมีและ ของเสียอันตราย ใส่ถุงสีขาวขุ่นและมีบริษัทเอกชนรับไปกำจัด 5 ขยะอันตราย ส่งอบฆ่าเชื้อด้วย Autoclave แล้วใส่ถุงสีเขียว จากนั้นส่งไปเผาทำลาย 6 ขยะอันตราย ร้ายแรง ส่งอบฆ่าเชื้อด้วย Autoclave ใส่ถุงเขียวและส่งไป เผาทำลาย 6.2 ขั้นตอนการจัดการขยะ 6.2.1 การเก็บรวบรวมขยะ 6.2.1.1 แยกขยะไม่ติดเชื้อให้ใส่ในถุงสีตามประเภทของขยะแต่ละชนิดและนำไปกำจัดตามระบบของ โรงพยาบาล ขยะติดเชื้อต้องมีการคัดแยกเป็นขยะที่เป็นวัสดุมีคมที่ต้องเก็บในภาชนะสำหรับบรรจุที่มีความแข็งแรง ทนต่อการแทงทะลุและการกัดกร่อนของสารเคมีป้องกันการรั่วไหล บรรจุไม่เกิน3ใน4ของความจุของ ภาชนะ และปิดผนึกฝาภาชนะด้วยเทปกาวให้แน่นก่อนนำไปกำจัด
79 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 6.2.1.2 ขยะติดเชื้อประเภทวัสดุมิใช่ของมีคม ให้บรรจุในถุงแดงที่มีสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกไขว้ คู่ กับ ตราหรือสัญลักษณ์ที่ใช้ระหว่างประเทศตามที่กระทรวงสารณสุขกำหนดโดยประกาศในราชกิจจา นุเบกษาและพร้อมข้อความ “ห้ามน ากลับมาใช้อีก ” และ ”ห้ามเปิด” ซึ่งบรรจุได้ไม่เกิน 2ใน3ส่วน ผูกถุงให้แน่นก่อนนำไปกำจัด หากมีขยะประเภทนี้มากต้องจัดให้มีที่รวมพักขยะนี้ไว้และเก็บได้ไม่เกิน 1 วัน 6.2.2 การเคลื่อนย้ายขยะ พนักงานผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการอบรมการป้องกันและระงับการแพร่เชื้อและสวมอุปกรณ์ ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน เช่น ถุงมือยางหนา ผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปาก ปิดจมูกและรองเท้าพื้นยางหุ้มแข้งตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
80 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 6.2.3 การขนส่งและเคลื่อนย้าย ให้วางขยะถุงแดงในภาชนะรองรับที่มีฝาปิด ง่ายต่อการฆ่าเชื้อและล้างทำความสะอาด เพื่อป้องกัน การหกหล่น การเคลื่อนย้ายขยะต้องขนย้ายตามตารางเวลาที่กำหนดและมีเส้นทางการเคลื่อนย้ายที่ แน่นอน ขณะขนย้ายต้องมีอุปกรณ์สำหรับจัดการสารชีวภาพหกหล่นด้วย ที่ส าคัญ ห้ามแวะหรือหยุดพัก ณ ที่ใดและระวังห้ามโยนหรือลาก
81 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 6.3 การก าจัดและการท าลาย สำหรับขยะติดเชื้อหากมิได้ทำลายทันที ให้เก็บไว้ในสถานที่ที่ป้องกันการเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องและ กำหนดระยะเวลาการนำไปทำลายด้วยวิธีการอันเหมาะสม เช่น มีโรงพักขยะ 6.4 การก าจัดขยะติดเชื้อ มีวิธีการดังนี้ 1. เผาในเตาเผา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อพ.ศ.2545 การเผาขยะติดเชื้อใช้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 760๐C การเผาควันใช้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,000 ๐C 2. ทำลายเชื้อด้วยไอน้ำ โดยใช้เครื่องนึ่งไอน้ำแรงดันสูง(Autoclave) ให้ใช้อุณหภูมิ 121๐C ภายใต้ความดัน เป็นเวลาอย่างน้อย 30-70นาทีขึ้นไปและทดสอบประสิทธิภาพ เครื่องนึ่งด้วย Spore test โดยใช้สปอร์ของเชื้อ Geobacillus stearothermophilus ขยะที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้ออาจส่งไปเผาทำลายหรือกลบฝังในพื้นที่เฉพาะ และควรมีการบันทึกการ ตรวจสอบและประเมินผลการทำลายไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้พรบ. เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ 3. ทำลายเชื้อด้วยความร้อน เป็นการฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อนจากตู้อบ(Hot air oven) ซึ่งตัวตู้ทำด้วย ฉนวนกันความร้อน ภายในช่องอบมีอุปกรณ์ตั้งค่าและควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 160 ๐C 120 นาที 170 ๐C 60 นาที 180 ๐C 30 นาที
82 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ การใช้งานตู้อบต้องมีการตรวจสอบและบันทึกการตรวจสอบ โดยเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี 4. วิธีอื่นตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
83 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ บทที่7 ความปลอดภัยส าหรับงานบริการทางเทคนิคการแพทย์ ในสถานการณ์การระบาดของโรค Coronavirus Disease 2019(COVID-19) แนวทางปฏิบัติ 7.1 ความปลอดภัยของผู้รับบริการ 7.1.1 ผู้ป่วยทุกรายต้องผ่านกระบวนการคัดกรองโรคตามมาตรฐาน ซึ่งมีการวัดไข้และซักถามประวัติอาการ ตั้งแต่หน้าประตูทางเข้า 7.1.2 มีมาตรการทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคทุก 30 นาทีหรือทุก 1 ชั่วโมง ในทุกจุดของสถานที่โดยเฉพาะ จุดที่มีการสัมผัสบ่อยๆ เช่น ราวบันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟท์ ลูกบิดประตู 7.1.3 จัดให้มีแอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือ 7.1.4 พิจารณาการตรวจหาเชื้อ SARS-CoV-2 ในผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยสาเหตุต่างๆ เช่นมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการของการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ รวมทั้ง pneumonia ที่ไม่ ทราบสาเหตุ 7.1.5 มีคำแนะนำวิธีการล้างมือที่ถูกต้อง รวมถึงคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 อย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ 7.1.6 ผู้มารับบริการต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา 7.1.7 พักรอในจุดนั่งพักที่กำหนดไว้ 7.1.8 จุดให้บริการต่างๆ ต้องคำนึงถึงระยะห่างของผู้เข้ารับบริการ 7.2 ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน 7.2.1 ตรวจสอบให้ผู้มาใช้บริการทุกคนสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่มารับบริการ 7.2.2 จัดสถานที่ให้มีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร 7.2.3 บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัย(surgical mask) ตลอดเวลาที่ให้บริการ 7.2.4 พื้นที่ที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แยกจากผู้ป่วยโดยใช้ฉากพลาสติก/อะคริลิกกั้นหรือถ้าทำไม่ได้ให้ เจ้าหน้าที่ใส่ face shield 7.2.5 มีการเช็ดทำความสะอาดจุดเสี่ยงสัมผัสต่างๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได้ ราวจับ พนัก เก้าอี้ ปุ่มลิฟต์ counter top อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง 7.2.6 มีจุดล้างมือหรือ alcohol gel ให้บริการให้เพียงพอ 7.2.7 บุคลากรควรมีความรู้ด้านการคัดกรอง COVID-19 เพิ่มขึ้น 7.2.8 ถ้าบุคลากรมีอาการของการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจหรือสัมผัสโรค ควรพิจารณาให้พักจากการ ปฏิบัติงานและไปรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุโดยเร็ว รวมทั้งตรวจหาการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ตาม
84 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ความเหมาะสม 7.2.9 ส่งเสริมให้บุคลากรรับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ให้ครบทุกคน 7.3 ความปลอดภัยของสถานที่และสิ่งแวดล้อมของหน่วยงาน 7.3.1 การเก็บสิ่งส่งตรวจ 7.3.1.1 การเก็บตัวอย่างผู้ป่วยจากทางเดินหายใจ เช่น nasopharyngeal swab/ throat swab/ sputum/ saliva * การเก็บตัวอย่างผู้ป่วยจากทางเดินหายใจ ควรทำในห้องที่ออกแบบโดยเฉพาะ มีระบบควบคุมแรงดันอากาศ ภายในห้อง หรือระบบควบคุมทิศทางการไหลเวียนของอากาศ และมีระบบการทำความสะอาดและกำจัดเชื้อใน ห้องได้ หากไม่มีห้องเฉพาะดังกล่าว ต้องเก็บในสถานที่โล่งแจ้ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก และกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสเชื้อ * กรณีเก็บ respiratory swab เช่น nasopharyngeal swab, throat swab ผู้เก็บต้องใส่PPEให้ครบ ได้แก่ หมวก คลุมผม หน้ากากนิรภัยN95 (ควรทำ fit test เพื่อทดสอบขนาด maskที่เหมาะสมกับผู้ใช้) face shield ชุดcover all หรือเสื้อกาวน์กันน้ำแบบปิดด้านหน้ามิดชิด รองเท้าหุ้มส้น over shoes และสวมถุงมือ 2 ชั้น * การเก็บเสมหะ/ น้ำลายควรใช้ภาชนะชนิดฝาเกลียว และทำความสะอาดด้านนอกภาชนะเพื่อลดการปนเปื้อน ของเชื้อ(decontaminated)ด้วย70% alcohol * ปฏิบัติตามมาตรฐานการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยแต่ละชนิด 7.3.1.2 การเจาะเลือด (blood collection) * โต๊ะเจาะเลือดผู้ป่วยควรมีฉากกั้นระหว่างผู้ป่ วยและผู้เจาะเลือด อาจทำด้วยวัสดุพลาสติก หรือ แผ่นอะครีลิค (กรณีที่เจาะเลือดบนหอผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามการบริหารจัดการความเสี่ยง และการป้องกันตนเอง) * ควรสวมใส่ PPE ได้แก่ surgical mask, แว่นตานิรภัย (goggle) หรือ face shield, เสื้อกาวน์กันน้ำ หรือเสื้อ กาวน์ผ้าคลุมแบบปิดด้านหน้า รองเท้าแบบปิดปลายเท้า ถุงมือ และ หมวกคลุมผม * เจาะเก็บเลือดโดยใช้หลอดสุญญากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงการฉีดเลือดลงหลอด (ถ้าไม่มีหลอดสุญญากาศควรใช้หลอด ที่เป็นฝาเกลียว) 7.3.1.3 การเก็บurine/ feces / body fluids / อื่นๆ * ควรเก็บในภาชนะชนิดฝาเกลียว และทำความสะอาดด้านนอกภาชนะ ด้วย 70% alcohol • ปฏิบัติตามมาตรฐานการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยแต่ละชนิด 7.3.2 การน าส่งห้องปฏิบัติการ 7.3.2.1 ใช้หลักการบรรจุตัวอย่างผู้ป่วยในภาชนะ3 ชั้น (the triple packaging system) ตามคำแนะนำ
85 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ ของ WHO เพื่อนำส่งตรวจ ดังนี้ * ชั้นที่1 เป็นชั้นในสุด (inner) สำหรับบรรจุ specimen โดยตรง (primary tube) ต้องเป็นวัสดุที่แข็งแรง กันน้ำ ไม่รั่ว ไม่ซึม เช่น tube / ขวด / กระปุก ที่เป็นฝาจุกเกลียว เป็นต้น และ ต้องมีวัสดุดูดซับของเหลวพันไว้อีกชั้นหนึ่ง กรณีมีสิ่งส่งตรวจหก / ฝาหลุด จะได้มีวัสดุดูดซับ specimen ไว้ *ชั้นที่2 เป็นชั้นกลาง (middle) เพื่อป้องกันภาชนะชั้น 1 ต้องเป็นวัสดุกันน้ำ สามารถป้องกันของเหลวรั่วซึมได้ เช่น ถุงซิปล็อค (zip lock) หรือ กระป๋องพลาสติก * ชั้นที่3 เป็นชั้นนอกสุด (outer) ต้องเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน ไม่แตก ไม่หัก ขณะขนส่งและสามารถป้องกันการ แทงทะลุได้ มีฝาปิดมิดชิด เช่น กระป๋องพลาสติกขนาดใหญ่ หรือ กล่องโฟมที่แข็งแรง พร้อมติดฉลาก ระบุ Biohazard (ติดเชื้อ) ให้เห็นชัดเจน 7.3.2.2 การบรรจุและ การน าส่งตัวอย่างผู้ป่วย * นำภาชนะบรรจุสิ่งส่งตรวจ (ชั้นที่ 1) ที่มีฉลากป้ายชื่อผู้ป่วยแล้ว หุ้ม พันด้วยกระดาษซับ หรือ กระดาษทิชชู หนาๆ ใส่ในถุงซิปล็อคขนาด เหมาะสม (ชั้นที่ 2) ปิดปากถุงให้สนิท กำจัดเชื้อด้านนอกถุงด้วย 70% alcohol อาจ เพิ่มถุงซิปล็อค มากกว่า 1 ถุงได้ โดยนำถุงซิปล็อคใบที่ 1 ใส่ในถุงซิปล็อคใบที่ 2 ปิดปากถุงให้สนิท และกำจัดเชื้อ ด้านนอกถุงด้วย 70% alcohol เช่นกัน * นำถุงซิปล็อคดังกล่าว ไปใส่ในกระป๋องพลาสติก (ชั้นที่ 3) ปิดฝาให้แน่นสนิท และใช้เทปพันรอยต่อฝาปิดให้แน่น หนาติดป้ายสัญลักษณ์Biohazard และกำจัดเชื้อด้านนอกกระป๋องด้วย 70% alcohol อีกครั้ง * ให้แยกใบส่งตรวจ หรือ เอกสารอื่นๆ ออกจากภาชนะบรรจุตัวอย่างผู้ป่วย เพื่อป้องกันปนเปื้อนเชื้อ โดยนำใบส่ง ตรวจและเอกสารอื่นๆ ใส่แยกไว้ระหว่างชั้น 2-3 หรือแยกส่งต่างหาก * การปฏิบัติอื่นๆ ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการส่งตรวจนั้น เช่น กรณีส่งตรวจ blood gas ต้องใส่ cold pack เพื่อ ควบคุมอุณหภูมิของ ตัวอย่างเลือดให้เหมาะสม * นำส่งไปยังห้องปฏิบัติการตามข้อตกลงในแต่ละแห่ง * การนำส่ง เนื่องจากกล่องเป็นระบบปิดและผ่านการกำจัดเชื้อ (decontaminated) ภายนอกกล่องด้วย 70% alcohol แล้ว จึงมีความปลอดภัยในการขนส่ง (หากไม่มีการแกะกล่องระหว่างทาง) ดังนั้น ผู้นำส่งควรสวมใส่เพียง surgical mask และ ถุงมือ ซึ่งเพียงพอและปลอดภัย และกรณีขนส่งไปหน่วยงานภายนอก ให้เตรียม specimen spill kit ไปด้วย เผื่อกรณีมีอุบัติเหตุและจำเป็นต้องใช้กำจัดเชื้อระหว่างทาง 7.3.3 การปฏิบัติในสาขางานต่างๆ 7.3.3.1 ห้องปฏิบัติการชีวโมเลกุล (Biomolecular Laboratory) • RT-PCR 1. การเตรียมตัวอย่างผู้ป่วยเพื่อการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ต้อง สกัดสารพันธุกรรมจากสิ่งส่งตรวจ ใน BSC class-II (A2) และอยู่ในห้อง BSL-2 enhance 2. ห้องสกัดสารพันธุกรรมตัวอย่างผู้ป่วย (extraction room) ควรมีประตู2 ชั้น มีอ่างล้างมือ
86 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 3. ต้องระมัดระวังการผสมตัวอย่างตรวจ เพื่อไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจาย หรือaerosol เวลาเปิดจุกให้ใช้ผ้า ก็อซ/ทิชชู หุ้มฝาจุกค่อยๆเปิด เวลาใช้หลอดดูดหยดให้ปฏิบัติอย่างระมัดระวัง และทิ้ง tip ที่ใช้แล้วลงใน ภาชนะที่มีฝาปิด ซึ่งมี 0.5-1% sodium hypochlorite อยู่ กรณีสกัดโดยวิธี manual ต้องมี micro centrifuge ที่มีความเร็วรอบตามที่ผู้ผลิตชุดสกัดกำหนด 4. ผู้ปฏิบัติงานใส่ชุดอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย (PPE) ตามมาตรฐาน (ใส่ N95 mask) มีพื้นที่สำหรับใส่ชุดก่อน เข้าปฏิบัติงาน และถอดชุด PPE ก่อนออก จากห้องสกัด 5. ห้องเตรียมน้ำยา master mix ให้เตรียม master mix ใน PCR cabinet ที่มีหลอด UV มีสูตรการเตรียม น้ำยาให้พร้อมใช้ และ เปิด UV หลังการ ทำงานเสร็จแล้วทุกครั้ง 6. ห้อง additional เป็นห้องเติมสารพันธุกรรมที่สกัดได้ กับ น้ำยา master mix โดยให้ทำความสะอาดพื้นที่ ใน PCR cabinet ก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้ง และหลังการปฏิบัติงานเสร็จแล้ว ให้เปิด UV ใน PCR cabinet ทุกครั้ง (PCR cabinet นี้ ต้องแยกใช้คนละเครื่องจากที่ใช้เตรียม master mix) 7. ห้อง PCR เพื่อเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม ห้ามนำหลอด PCR หรือ อุปกรณ์ที่อยู่ในส่วนนี้ ย้อนกลับไปใน ห้องสกัด และห้องเตรียมเตรียมน้ำยาโดยเด็ดขาด รวมถึงปากกาและอุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละห้อง ให้แยกจาก กันให้ชัดเจน ไม่ใช้ปะปนกัน 8. หลังตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้นแล้ว ให้ทำความสะอาดพื้นที่ปฏิบัติงาน และ เครื่องมือ ด้วย 0.5-1% sodium hypochlorite หรือน้ำยาที่สามารถกำจัด enveloped RNA virus ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ กรณีใช้ sodium hypochlorite ให้ใช้น้ำกลั่นเช็ดตามด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการกัดกร่อน 9. เปิด UV ฆ่าเชื้อทุกครั้งเมื่อเสร็จงานประจำวัน ทั้งในห้องปฏิบัติงาน และ ใน BSC class-II) 10. การปฏิบัติอื่นๆ ให้ปฏิบัติตาม protocol ที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำ 7.3.3.2 โลหิตวิทยา (Hematology) • CBC 1. ไม่แนะนำให้ทำ smear slide เพื่อทำmanual differential แต่หากจำเป็นให้ทำ smear และย้อมสี ใน BSC class-II โดยใช้เทคนิคไถสไลด์แบบดันออกนอกตัวผู้ปฏิบัติงาน (ควรทดลองฝึกปฏิบัติจากเลือดคน ปกติก่อนที่จะทำจริง) 2. ควรตรวจด้วย primary mode หรือ close mode (แบบไม่เปิดจุก) หากจำเป็นต้องเปิดจุกหลอดเนื่องจาก เครื่องตรวจไม่มีระบบ close mode ควร mix หลอดเลือดเบาๆ แล้วเปิดจุกโดยใช้ผ้าก๊อซ/ทิชชูหุ้มที่ฝาจุก ค่อยๆ เปิดเบาๆ และปิดจุกทันทีหลัง zip เลือดเข้าเครื่องตรวจแล้ว และพันพาราฟิล์มทับฝาจุกอีกชั้น หรือ ใส่ในถุงซิปล็อค 3. ทำความสะอาดพื้นที่ปฏิบัติงานด้วย 70% alcohol ทุกครั้ง และทิ้งไว้นาน 10 นาที 4. การรายงานผล % WBC differential ควรใช้ค่าที่ได้จากเครื่อง automated
87 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ • Coagulogram (PT/APTT) 1. การปั่นเลือดเพื่อแยก plasma ให้ใช้เครื่องปั่น (centrifuge) ที่มี safety bucket หากไม่มีให้ปิดจุกหลอด ด้วยพาราฟิล์มก่อนนำไปปั่น และให้ปิดฝาเครื่องปั่นทุกครั้ง เมื่อครบเวลาปั่น ให้รอประมาณ 10-30 นาที ก่อนเปิดฝาเครื่องปั่น เพื่อให้เครื่องปั่นหยุดสนิทและป้องกันการเกิด aerosol นำหลอดเลือดไปตรวจ วิเคราะห์อย่างระมัดระวัง 2. หากต้องดูด plasma ให้ปฏิบัติใน BSC class-II การเปิด-ปิดจุกหลอด เลือดให้ใช้ผ้าก๊อซหรือทิชชูหุ้มปิดที่ฝา จุกขณะเปิดปิดทุกครั้งเพื่อป้องกันการเกิด aerosol 3. ควรตรวจด้วย primary mode หรือ close mode (แบบไม่เปิดจุก) 4. กรณีตรวจด้วยระบบเปิด ควรเตรียมสิ่งส่งตรวจให้พร้อมทำปฏิกิริยาใน BSC class-II จากนั้นพันปิดหลอด ด้วยพาราฟิล์ม หรือนำหลอดใส่ในภาชนะปกปิดก่อนนำออกจาก BSC class-II ไปยังเครื่องตรวจวิเคราะห์ และขณะเครื่องทำงานให้ปิดฝาเครื่องไว้ตลอดเวลา 5. หลังตรวจวิเคราะห์ให้ทำความสะอาดพื้นที่ปฏิบัติงานด้วย 70% alcohol ทิ้งไว้นาน 10 นาที 7.3.3.3 จุลทรรศนศาสตร์คลินิก (Clinical Microscopy) • Urine Analysis 1. การตรวจ UA ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็น fresh / untreated specimen และ การเปิด-ปิด ฝาภาชนะให้ใช้ผ้าก๊อซหรือทิชชูหุ้มที่ฝา ทุกครั้งเพื่อป้องกันเกิด aerosol 2. ควรตรวจด้วยเครื่อง automated (ทั้งตรวจ urine chemical strip และ sediment) 3. หากไม่มีระบบ automated ควรพิจารณาตรวจเฉพาะ urine chemical strip test เท่านั้น โดยให้ปฏิบัติ ในตู้ BSC class-II ทุกครั้ง 4. หากจำเป็นต้องตรวจ urine sediment ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ให้ปฏิบัติดังนี้ - การปั่นปัสสาวะ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปั่นเลือด (ควรใช้หลอด พลาสติกที่มีฝาเกลียว) - การแยกตะกอนปัสสาวะให้ปฏิบัติในตู้ BSC class-II ทุกครั้ง และเท ปัสสาวะทิ้งในภาชนะที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ 0.5-1% sodium hypochlorite - หลังเตรียมตะกอนปัสสาวะใส่สไลด์ ให้นำสไลด์ใส่ภาชนะปิดมิดชิดก่อน ยกออกไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ต่อไป 5. หลังตรวจวิเคราะห์ ให้ทำความสะอาดบริเวณปฏิบัติงานด้วย 70% alcohol ทิ้งไว้นาน 10 นาที •Stool exam 1. ไม่แนะนำให้ส่งตรวจ เนื่องจากไม่ใช่การตรวจเร่งด่วน 2. หากจำเป็นต้องตรวจ ให้ smear feces ในตู้ BSC class-II และ ให้นำ สไลด์ใส่ภาชนะปิดมิดชิดก่อนยก ออกไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ตาม ขั้นตอนปกติต่อไป และต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็น fresh / untreated specimen
88 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 3. หลังตรวจวิเคราะห์ ทำความสะอาดบริเวณปฏิบัติงานด้วย 70% alcohol ทิ้งไว้นาน 10 นาที • CSF, fluid 1. การตรวจ cell count ให้ fill specimen ลงใน chamber โดยปฏิบัติในตู้ BSC class-II และนำมาตรวจดู ด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็น fresh / untreated specimen 2. การตรวจ cell differential ให้ทำ smear และย้อมสีในตู้ BSC class-II กรณีต้องปั่น CSF/ body fluid ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปั่นเลือด (ควร ใช้หลอดพลาสติกที่มีฝาเกลียว) หลังจากปั่นให้เท specimen ส่วนใสทิ้ง ในภาชนะที่มี 0.5-1% sodium hypochlorite และนำตะกอนทำ smear และย้อมสีในตู้ BSC class-II นำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ 3. หลังตรวจวิเคราะห์ ทำความสะอาดบริเวณปฏิบัติงานด้วย 70% alcohol ทิ้งไว้นาน 10 นาที 7.3.3.3 งานภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก (Clinical Immunology)และเคมีคลินิก (Clinical Chemistry) 1. การปั่นเลือดเพื่อแยก serum/plasma ให้ใช้เครื่องปั่น (centrifuge) ที่มี safety bucket หากไม่มี safety bucket ให้ปิดจุกหลอดด้วยพาราฟิล์มก่อนนำไปปั่นและให้ปิดฝาเครื่องปั่นทุกครั้งเมื่อครบเวลาปั่นให้รอ ประมาณ 10-30 นาทีก่อนเปิดฝาเครื่องปั่นเพื่อให้เครื่องปั่นหยุดสนิทและ ป้องกันการเกิด aerosol นำ หลอดเลือดไปตรวจวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง 2. หากจำเป็นต้องมีการดูดแยก serum/plasma ให้ปฏิบัติในตู้ BSC class-II กรณีเป็น bucket ให้ยกทั้ง bucket เข้าไปเปิดในตู้ BSC class-II และการเปิด-ปิดจุกหลอดเลือด เพื่อป้องกันการเกิด aerosol ให้ใช้ผ้า ก๊อซหรือทิชชูหุ้มปิดที่ฝาจุกขณะเปิดปิดทุกครั้ง 3. ตรวจด้วยเครื่อง automated โดยยก bucket /หลอดเลือด มาใกล้ๆ เครื่อง เปิดฝาหลอดโดยใช้ผ้าก๊อซ/ทิช ชูคลุมฝาจุก แล้วเปิดออกเบาๆ นำเข้าเครื่อง เมื่อเครื่องทำงานเสร็จแล้ว ให้นำเลือดออกมาปิดฝาจุกทันที และพันพาราฟิล์มทับฝาจุกอีกชั้น หรือนำใส่ถุงพลาสติกแยกไว้เพื่อรอทำลาย 4. กรณีใช้เครื่องตรวจเคมีคลินิก แบบ point of care หรือ dry chemistry ควรปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ในตู้ BSC class-II 5. กรณีตรวจ blood gas ให้ mix syringe ไปมาเบาๆ และใช้ผ้าก๊อซ คลุมบริเวณปลอก syringe ก่อนเปิด ออกและฉีดเข้าเครื่องเบาๆ อย่างระมัดระวัง 6. กรณีตรวจ rapid / manaul test ให้ปฏิบัติในตู้ BSC class-II ใช้ micro-pipett ดูด/mix อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการกระเด็นหรือ aerosol และ ทิ้ง tip ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ควรอ่านผลปฏิกิริยาใน BSC class-II หลังตรวจวิเคราะห์เสร็จ ให้ทิ้ง strip test ลงในภาชนะติดเชื้อหรือภาชนะ/ ขวดที่มีฝาปิด ที่มี 0.5- 1% sodium hypochlorite อยู่ และทำความสะอาดพื้นที่ปฏิบัติงาน ด้วย 70% alcohol ทิ้งไว้นาน 10 นาที
89 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 7.3.3.4 จุลชีววิทยาคลินิก (Clinical Microbiology) • AFB/ Gram stain 1. กรณีเตรียมสิ่งส่งตรวจจากทางเดินหายใจทุกชนิด ให้สวม N95 mask ทุกครั้ง และการเตรียม smear ให้ ปฏิบัติงานในตู้ BSC class-II ทุกครั้ง 2. การ fix smear AFB โดยใช้ 5% phenol in 70% ethyl alcohol นาน 5 นาที หรือใช้ความร้อน 65-75 °C 2 ชั่วโมง หรือใช้ความร้อน 80 °C 20 นาที 3. การ fix smear Gram โดยใช้ความร้อน หรือ ใช้ 70-95% ethyl alcohol นาน 1-2 นาที 4. นำสไลด์ใส่ภาชนะปิดมิดชิด นำไปย้อมในสถานที่ย้อมสีที่กำหนด หรือถ้าสะดวก ควรย้อมใน BSC class-II เลย (โดยอาจแบ่งสีย้อมใส่ในภาชนะ เล็กๆ ที่เหมาะสม) 5. นำไปตรวจวิเคราะห์ทางกล้องจุลทรรศน์อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องการเกิด อุบัติเหตุ เช่น สไลด์ตกแตก Bacterial culture (Ident & AST) 1. ปฏิบัติงานในตู้ BSC class-II ทุกขั้นตอน ได้แก่ - การ innoculate สิ่งส่งตรวจลงอาหารเลี้ยงเชื้อ หากต้องมีการบด สิ่งส่งตรวจ ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิด aerosol (หลัง innoculate ให้นำ plate ใส่ในถุงพลาสติกแยกต่างหากและติดป้าย ให้ ชัดเจนว่าเป็นสิ่งส่งตรวจติดเชื้ออันตราย ก่อนนำไป incubate ตามขั้นตอนต่อไป) - การตรวจสอบหาเชื้อก่อโรคจากสิ่งส่งตรวจต่างๆ - การทดสอบแยกชนิดของเชื้อโดยปฏิกิริยาชีวเคมี หรือ การ smear เชื้อบน target (กรณีทำ MALDI Biotyper) และการทดสอบที่ทำให้เกิด aerosol ได้ เช่น การทำ catalase antisera agglutination 2. การทดสอบความไวของเชื้อต่อสารต้านจุลชีพ ขั้นตอนการ innoculate เชื้อควรทำใน BSC class-II Hemo culture 1. ให้ทำความสะอาดภายนอกขวด hemoculture ด้วย 70% alcohol และติดสัญลักษณ์ที่ขวดให้เห็นชัดเจน ว่าเป็นสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยติดเชื้อ อันตราย และนำเข้า incubator 2. กรณีมีการเจริญเติบโตของเชื้อ ให้เจาะขวด hemo ในตู้ BSC class-II รวมถึง การทำ smear การย้อมสี การลง plate และ การปฏิบัติการ ทดสอบต่างๆ ให้ปฏิบัติใน BSC class-II เช่นกัน 7.4 ขั้นตอนการเก็บสิ่งส่งตรวจหลังการวิเคราะห์ 7.4.1 Bloodหรือspecimenอื่นๆที่ต้องการจัดเก็บ 7.4.1.1 นำหลอดเลือดหรือภาชนะสิ่งส่งตรวจอื่นๆ ใส่ในถุงซิปล็อค 2-3 ชั้น และ ทำความสะอาดภายนอก ด้วย70% alcohol ก่อนใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด มิดชิดและชี้บ่งด้วยสัญลักษณ์ติดเชื้ออันตราย (Biohazard) ให้ชัดเจน
90 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 7.4.1.2 นำไปแช่ในตู้เย็นเก็บสิ่งส่งตรวจติดเชื้ออันตราย หรืออาจใช้ตู้เย็นเก็บสิ่งส่งตรวจทั่วไปแต่ให้จัดชั้น แยกเก็บสำหรับสิ่งส่งตรวจติดเชื้ออันตรายเป็นการเฉพาะ 7.4.1.3 หากต้องการแยกเก็บเป็น serum/plasma ต้องเก็บในหลอดพลาสติกชนิด ฝาเกลียวเท่านั้น เก็บใน ภาชนะ 3 ชั้นเช่นกัน และชี้บ่งให้ชัดเจน ก่อนแยกเก็บให้เป็นสัดส่วนในตู้เย็น/ตู้แช่แข็ง 7.4.1.4 ระยะเวลาที่จัดเก็บ เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของแต่ละห้องปฏิบัติการ 7.1.4.5 กรณี specimen ที่ให้ผลบวก SARS-CoV-2 ควรเก็บที่อุณหภูมิติดลบ (-20o C) และ หากเก็บไว้ นานเกิน 1 เดือน จะต้องจดทะเบียนครอบครอง เชื้อโรคอันตรายตามกฎหมาย 7.4.2 RNA ที่สกัดได้ 1. เก็บ RNA ที่อุณหภูมิติดลบ (-20 o C) 2. ระยะเวลาที่จัดเก็บ เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของแต่ละห้องปฏิบัติการ 7.5 ขั้นตอนการท าลายสิ่งส่งตรวจและการก าจัดขยะ 7.5.1 specimen ต่างๆ 1. นำหลอดเลือด / specimen ต่างๆ ที่ต้องการทำลาย ไปบรรจุในถุงแดง อีกชั้น ผูกมัดปากถุงให้แน่น หรือ ใส่กล่องหรือถังที่มีฝาปิดมิดชิด ก่อนนำ ไปทิ้งรวมในถังขยะติดเชื้อของห้องปฏิบัติการเพื่อส่งเผา ถ้า เป็นไปได้ควร นำไป autoclave ก่อนทิ้งลงในถังขยะติดเชื้อ 2. ขยะติดเชื้อจากห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา เช่น ตัวอย่างผู้ป่วย จานอาหาร ที่เพาะเชื้อ จานทดสอบความ ไวของเชื้อ ควรนึ่งฆ่าเชื้อด้วย autoclave ก่อนทิ้งถุงแดง 3. การเคลื่อนย้ายขนส่งขยะติดเชื้อไปยังที่พักขยะของโรงพยาบาล ให้ปฏิบัติตามระบบ IC หรือระบบการ ทำลายขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล 4. ควรจัดทำบันทึกการทำลายตัวอย่างผู้ป่วยไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ 7.5.2 PPE, RNA สกัด และวัสดุอุปกรณ์ติดเชื้อเช่น dropper,strip, tip,ถุงมือ, ผ้าก๊อซ 1. ทิ้งลงถุงแดงอีกชั้น ผูกมัดปากถุงให้แน่น ถ้าเป็นวัสดุปลายแหลม เช่น tip ซึ่งมีโอกาสแทงทะลุถุงพลาสติก ให้ใส่กล่องหรือกระป๋องพลาสติกแข็ง ที่มีฝาปิดมิดชิด ก่อนนำไปทิ้งรวมในถังขยะติดเชื้อของ ห้องปฏิบัติการ เพื่อ ส่งเผา 2. การเคลื่อนย้ายขนส่งขยะติดเชื้อไปยังที่พักขยะของโรงพยาบาล ให้ปฏิบัติตามระบบ IC หรือระบบการ ทำลายขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล 7.5.3 ของเสียที่เกิดจากการตรวจด้วยเครื่อง automated analyzer 1. waste จากเครื่อง automated analyzer ปกติจะมีความเสี่ยงต่ำ เพราะ ใช้ปริมาณตัวอย่างตรวจน้อย มาก (ไมโครลิตร) และตัวอย่างจะถูกเจือจาง ด้วยน้ำยาและน้ำล้าง ในระบบวิเคราะห์ ซึ่งปกติเป็น
91 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ detergent หรือ hypochlorite อยู่แล้ว หรือ Lab บางแห่งอาจต่อท่อ waste จากเครื่อง automated ลงระบบบาบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลโดยตรง จึงไม่จำเป็น ต้องจัดการเป็นพิเศษใดๆ 2. หากไม่แน่ใจ ให้เติมน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น sodium hypochlorite หรืออื่นๆ ที่ไม่ทำลายระบบบำบัดน้ำเสีย ลงในถัง waste โดยคำนวณปริมาณน้ำยา ฆ่าเชื้อตามขนาดบรรจุของถัง waste (ในสัดส่วนความเข้มข้น สุดท้ายที่ สามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อนำถังน้ำยาไปเททิ้งในอ่างน้ำต้องเปิดน้ำก๊อก ตามมากๆ เพื่อเจือจางน้ำยาฆ่าเชื้อไม่ให้มีผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสีย)
92 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ บทที่8 การตรวจติดตามระบบความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 8.1 การด าเนินงาน 8.1.1 จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของแต่ละหน่วยงาน เพื่อดูแลระบบความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ และสำรวจความพร้อมใช้ของอุปกรณ์เครื่องมือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ 8.1.2 ประเมินผลการดำเนินงานของระบบความปลอดภัย และติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ 8.1.3 รับการตรวจเยี่ยมระบบความปลอดภัยของหน่วยงานจากหน่วยงานภายนอก เช่น หน่วยงานควบคุม โรคติดเชื้อ(Infectious control, งานอาชีวอนามัยและงานสิ่งแวดล้อม 8.1.4 จัดทำแผนการป้องกันและพัฒนาจากการเยี่ยมสำรวจความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง 8.2 แบบประเมินที่ใช้ในการตรวจติดตาม แบบประเมินระบบความปลอดภัยของสภาเทคนิคการแพทย์ปี2565 วิธีการใช้แบบประเมิน 1. เติมชื่อหน่วยงาน วันที่ตรวจ และอื่นๆ ให้ครบถ้วน 2. เลือกคะแนนผลประเมิน โดย click Y/P/N/NA (กรุณาอย่าพิมพ์ทับ) คะแนนรวมอยู่ด้านล่าง Y = ไม่มีความเสี่ยง +มีบันทึกครบถ้วน+นำไปใช้ควบคุมความปลอดภัย ในหน่วยงาน P = มีความเสี่ยงในบางขั้นตอน/ปฏิบัติไม่ครบถ้วน/นำไปใช้ควบคุม ไม่ครบถ้วน-บางส่วน N = มีความเสี่ยงชัดเจน +ไม่มีบันทึก NA = ไม่เกี่ยวข้อง 3. เติมหลักฐานแสดงสิ่งที่พบเพื่อประกอบการให้คะแนน
93 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ
94 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ
95 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ
96 SD-LAB-04 คู่มือความปลอดภัยทางห้องปฏิบัติการ