The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงาน-ysc-24YTMSE01125กกฟฟ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Manirat Khenkham, 2022-08-17 11:56:53

โครงงาน-ysc-24YTMSE01125กกฟฟ

โครงงาน-ysc-24YTMSE01125กกฟฟ

โครงงานวิทยาศาสตร์
เรอ่ื ง การเปรียบเทียบฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้นใยธรรมชาติ

( Comparison of natural fiber insulation )

นางสาวจิรชั ยาภรณ์ พรหมเหรียญชยั
นายภูตะวนั แก้ววงศ์
นางสาวมณรี ตั น์ เคนคำ

โรงเรียนวทิ ยาศาสตร์จฬุ าภรณราชวทิ ยาลยั เลย
สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาเขต 19

โครงงานวทิ ยาศาสตร์
เรอ่ื ง การเปรียบเทียบฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ

( Comparison of natural fiber insulation )

นางสาวจิรชั ยาภรณ์ พรหมเหรียญชยั
นายภตู ะวนั แกว้ วงศ์
นางสาวมณีรัตน์ เคนคำ

โรงเรียนวทิ ยาศาสตรจ์ ฬุ าภรณราชวทิ ยาลยั เลย
สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 19



ชื่อโครงงาน : การเปรียบเทียบฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ
( Comparison of natural fiber insulation )
ผจู้ ัดทำ : 1. นายภูตะวนั แก้ววงค์
2. นางสาวจริ ชั ยาภรณ์ พรหมเหรียญชยั
อาจารย์ที่ปรึกษา 3. นางสาวมณรี ตั น์ เคนคำ
สาขา : 1. นายณัฏฐพัชร์ เพ็ชรศรกี ุล
ปีการศึกษา : วัสดศุ าสตร์
โรงเรียน : 2564
: วิทยาศาสตรจ์ ฬุ าภรณราชวิทยาลยั เลย

บทคดั ยอ่

การเปรียบเทยี บฉนวนกนั ความร้อนนี้เป็นการศกึ ษากรรมวธิ แี ละประสทิ ธภิ าพของฉนวนกนั ความร้อนจากพืช
ในท้องถิน่ 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ ชานอ้อย ซงั ขา้ วโพด และตน้ กลว้ ยโดยมีจุดมงุ่ หมายเพื่อศึกษาและเปรยี บเทยี บคุณสมบตั ิ
ของเส้นใยพชื ในท้องถ่นิ ท่ีเหมาะสาํ หรบั ทาํ ฉนวนกันความร้อน เพ่ือศึกษาสมบตั ิเชงิ ความร้อนของฉนวนกันความร้อน
จากเส้นใยธรรมชาติและเพอ่ื พัฒนากระบวนการผลติ แผ่นฉนวนกันความร้อนจากวตั ถดุ ิบธรรมชาติ ซึง่ เปน็ การนำเอา
วัสดธุ รรมชาติทเี่ หลอื ใช้ และพบได้ง่ายในท้องถิ่นมาประดิษฐเ์ ป็นฉนวนกนั ความร้อนโดยใช้นำ้ ยางเป็นตัวประสาน ใน
การศึกษาครง้ั น้ีมวี ธิ กี ารดำเนินงาน 4 ขัน้ ตอน คอื 1) การเตรยี มเสน้ ใยจากพชื 2) การผสมวตั ถุดบิ 3) การทดสอบ
สมบตั ขิ องชน้ิ งาน และ 4) การวเิ คราะหข์ ้อมลู

สารบัญ ข

บทคัดย่อ หนา้
สารบญั ก
สารบัญตาราง ข
สารบญั ภาพ ค
บทที่ 1 บทนำ ง
1
ท่มี าและความสำคัญ 1
วตั ถุประสงค์ 1
ขอบเขตของการดำเนินงาน 1
สมมติฐาน 2
ตัวแปรทีศ่ ึกษา 2
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับ 2
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 3
เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกบั ฉนวนกันความร้อน 3
เอกสารทเี่ กย่ี วข้องกับเสน้ ใย 6
บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน 12
เครอ่ื งมือและวัสดุอปุ กรณ์ 12
การดำเนินงานวิจยั 12
การวิเคราะห์ขอ้ มลู 14
บทที่ 4 ผลการวิจัย 15
ความหนาแนน่ 15
การดูดซึมน้ำ 16
ดา้ นการใช้งาน 18
ผลการเปรยี บเทียบคุณสมบตั ิ 20
บทที่ 5 สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 21
สรปุ ผลการวิจัย 21
อภปิ ราย 21
ข้อเสนอแนะในการนำผลงานวิจยั ไปใช้ 21
ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจัยครั้งตอ่ ไป 21
บรรณานุกรม
ภาคผนวก

สารบัญตาราง ค

ตารางที่ หน้า
2.1 ประเภทฉนวนกันความร้อน คุณสมบตั ิประเภทฉนวน และขอ้ ดีข้อเสยี ของฉนวนความร้อน 3
4.1.1 ผลการทดสอบความหนาแนน่ ของฉนวนกันความรอ้ นจากเสน้ ใยชานอ้อย ซงั ขา้ วโพดและ 15
ลำต้นกลว้ ยผสมกบั น้ำยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซ์ในอตั ราสว่ นที่กำหนด 16
4.1.2 ผลการทดสอบความหนาแนน่ ของฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยชานอ้อย ซงั ข้าวโพดและ 17
ลำต้นกลว้ ยผสมกับน้ำยางพาราสงั เคราะหแ์ ละสารบอแรกซ์ในอัตราส่วนทก่ี ำหนด 17
4.2.1 ผลการทดสอบการดดู ซมึ น้ำของฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยชานออ้ ย ซงั ข้าวโพดและ 18
ลำตน้ กลว้ ยผสมกับนำ้ ยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซ์ในอัตราส่วนที่กำหนด 19
4.2.2 ผลการทดสอบการดูดซมึ น้ำของฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยชานออ้ ย ซงั ขา้ วโพดและ 20
ลำตน้ กลว้ ยผสมกับน้ำยางพาราสงั เคราะหแ์ ละสารบอแรกซ์ในอัตราสว่ นที่กำหนด
4.3.1 ผลการทดสอบค่าด้านการใช้งานของฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยชานออ้ ย ซังข้าวโพด
ลำต้นกล้วยผสมกบั น้ำยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซใ์ นอตั ราสว่ นทก่ี ำหนด
4.3.2 ผลการทดสอบคา่ ดา้ นการใชง้ านของฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้นใยชานออ้ ย ซังขา้ วโพด
ลำต้นกล้วยผสมกับนำ้ ยางพาราสังเคราะหแ์ ละสารบอแรกซใ์ นอัตราส่วนท่กี ำหนด
4.4.1 ผลการเปรียบเทียบคุณสมบตั ิ



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หนา้
2.1 โครงสรา้ งของเซลลูโลส 6
2.2 ชานออ้ ย 8
2.3 ต้นกลว้ ย 9
2.4 ซังขา้ วโพด 9
2.5 น้ำยางธรรมชาติ 10
2.6 น้ำยางสังเคราะห์ 10
4.1.1 แสดงค่าความหนาแน่นของฉนวนกนั ความรอ้ นจากเสน้ ใยพชื นำ้ ยางพาราธรรมชาตแิ ละ 15
สารบอแรกซใ์ นอัตราส่วนทีก่ ำหนด
4.1.2 แสดงค่าความหนาแน่นของฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยพชื น้ำยางพาราสังเคราะหแ์ ละ 16
สารบอแรกซ์ในอตั ราสว่ นทกี่ ำหนด
4.2.1 แสดงเปอร์เซ็นต์ของการดูดซึมนำ้ ของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพชื น้ำยางพาราธรรมชาติ 17
และสารบอแรกซ์ในอัตราส่วนทก่ี ำหนด
4.2.2 แสดงเปอร์เซ็นต์ของการดดู ซึมน้ำของฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยพืช น้ำยางพาราสงั เคราะห์ 18
และสารบอแรกซ์ในอัตราสว่ นทก่ี ำหนด
4.3.1 แสดงคา่ ดา้ นการใช้งานของฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยพืช น้ำยางพาราธรรมชาตแิ ละ .18
สารบอแรกซ์ในอตั ราสว่ นทก่ี ำหนด
4.3.2 แสดงค่าด้านการใช้งานของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพืช นำ้ ยางพาราสังเคราะหแ์ ละ 19
สารบอแรกซ์ในอัตราสว่ นท่กี ำหนด
4.4.1 แสดงค่าผลการเปรียบเทยี บคุณสมบตั ิ 20

บทท่ี 1
บทนำ

1.1 ที่มาและความสำคัญ
เน่อื งจากประเทศไทยเปน็ ประเทศเขตร้อนชนื้ จึงมีสภาพอากาศร้อนเกือบทัง้ ปี ปจั จุบนั การเปล่ียนแปลงสภาพ

แวดลอ้ มทำให้อุณหภูมิสงู ขน้ึ ประเทศไทยต้องสูญเสยี พลงั งานกับการใช้อุปกรณไ์ ฟฟ้าภายในบ้าน ท้ังพัดลมหรอื เครือ่ ง
ปรับอากาศเป็นตน้ โดยเฉลีย่ แล้วประมาณ 17,358 พันตันเทยี บเทา่ นำ้ มนั ดิบ (กระทรวงพลงั งาน, 2562)

ในปัจจุบันการเปล่ยี นแปลงสภาพแวดล้อมนยิ มใชฉ้ นวนกนั ความรอ้ นเพือ่ ลดความรอ้ นให้กบั ที่อยู่อาศยั อยา่ ง
แพรห่ ลาย ฉนวนกันความร้อนท่นี ิยมใช้คือ ฉนวนเส้นใยสังเคราะห์ แต่เนื่องจากวัสดฉุ นวนส่วนใหญน่ ำเข้าจากต่าง
ประเทศและวสั ดสุ ่วนใหญ่ทำจากเสน้ ใยสงั เคราะห์ จึงเกดิ ปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านสขุ ภาพของท้ังผผู้ ลิตและ
ของผู้บรโิ ภคทีน่ ำมาใช้งาน ประเทศไทยเปน็ ประเทศอุตสาหกรรมเพราะรายได้หลกั มาจากภาคการเกษตร ในแตล่ ะปี
ประเทศจะมีวัสดเุ หลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากโดยเฉลยี่ แลว้ ประมาณ 29 ลา้ นตนั ตอ่ ปี จากปญั หาดังกล่าวจงึ มี
แนวทางการศกึ ษาค้นคว้าหาความรขู้ องสมบัติฉนวนกันความร้อนกับการป้องกันความร้อนโดยใช้วัสดเุ หลือใชภ้ ายใน
ท้องถ่ิน เชน่ ชานออ้ ย ตน้ กล้วยและซังข้าวโพด ซึ่งมคี ุณสมบตั ิสามารถทำฉนวนกันความร้อนไดเ้ ป็นวสั ดเุ หลือใชแ้ ละ
สามารถพบได้งา่ ยในท้องถนิ่ และเน่ืองจากชานอ้อย ต้นกล้วย ซงั ขา้ วโพด มสี ่วนประกอบของเซลลโู ลสเป็นจำนวนมาก
ทำให้เหมาะแก่การนำมาผลิตเป็นฉนวนกันความร้อน (โรสลีนา จาราแว, 2559)

ดงั น้นั ทางคณะผจู้ ัดทำจึงได้จัดทำโครงงาน เรอ่ื ง การเปรียบเทียบฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยธรรมชาติ”
เพือ่ ศึกษาเกีย่ วกับการนำเสน้ ใยของพืชในท้องถ่ินได้แก่ เส้นใยชานอ้อย เส้นใยลำต้นกล้วย และเส้นใยซงั ข้าวโพด โดย
ใช้นำ้ ยางเปน็ ตัวประสานในการทำฉนวนกันความรอ้ นและเพื่อทดสอบสมบัติตา่ ง ๆ เชน่ ความหนาแนน่ การดูดซึมน้ำ
และประสิทธิภาพในการต้านทานความร้อน โดยคำนึงถึงวสั ดุท่ีหาไดง้ ่าย ราคาถูกและต้องมีความเปน็ มาตรฐานที่
สามารถนำไปใช้ประโยชนใ์ นอาคารบ้านเรือนได้ ซ่งึ นับเปน็ การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลอื ใช้ทางการเกษตรอยา่ ง
แท้จรงิ

1.2 วตั ถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทยี บคณุ สมบัติของเสน้ ใยพืชในท้องถ่ินที่เหมาะสำหรบั ทำฉนวนกนั ความร้อน
2. เพอ่ื ศึกษาสมบัติเชิงความร้อนของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ
3. เพ่อื พัฒนากระบวนการผลิตแผน่ ฉนวนกนั ความร้อนจากวตั ถุดบิ ธรรมชาติ

1.3 ขอบเขตของการดำเนินงาน
1. ศึกษาเฉพาะพชื ที่นำมาทดลอง คอื ชานอ้อย ต้นกลว้ ย ซังข้าวโพด
2. ฉนวนกนั ความรอ้ น
2.1 แผ่นฉนวนกันความรอ้ นมีขนาด 15x15x3 เซนติเมตร

2

2.2 บลอ็ กพมิ พ์ขนาด 15x15x3 เซนติเมตร
2.3 อัตราสว่ นผสมระหว่างชานออ้ ย ตน้ กลว้ ย ซงั ขา้ วโพดตอ่ น้ำยางพาราต่อสารบอแรกซ์ 40 : 50 : 10
2.4 สมรรถนะของฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยธรรมชาตมิ ีดังนี้

- ความหนาแน่น
- การดดู ซึมนำ้
- ประสิทธภิ าพในการต้านทานความรอ้ น

1.4 สมมติฐาน
ชานอ้อย ต้นกล้วยและซงั ข้าวโพดมเี สน้ ใยท่เี หมาะสำหรับการทำฉนวนความร้อนทที่ ำให้ฉนวนความร้อนมี

ประสทิ ธิภาพทีแ่ ตกตา่ งกนั

1.5 ตัวแปรท่ีศกึ ษา
ตัวแปรต้น คือ เส้นใยจากชานอ้อย เส้นใยจากต้นกลว้ ยและเสน้ ใยจากซังขา้ วโพด อตั ราส่วนระหวา่ งชานอ้อย

ตน้ กล้วยและซงั ข้าวโพด ตอ่ น้ำยางพาราต่อสารบอแรกซ์
ตวั แปรตาม คอื ประสิทธภิ าพของฉนวนกนั ความร้อนจากชานออ้ ย ตน้ กล้วยและซังข้าวโพด
ตวั แปรควบคุม คือ ความเขม้ ข้นของสารเคมี ขนาดของฉนวนกันความร้อน ระยะเวลาในการทดลองและ

ทดสอบประสทิ ธิภาพ

1.6 ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รบั
1. ได้ฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยธรรมชาติ
2. ได้รคู้ ณุ สมบตั ิท่เี หมาะสมในการผลติ ฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยธรรมชาติ

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง

การทำโครงงานเรื่อง การเปรยี บเทียบฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยธรรมชาต”ิ ซง่ึ เปน็ โครงงานเกย่ี วกับการ
ทำฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยธรรมชาตทิ ่ีอยูภ่ ายในท้องถ่นิ ในครง้ั นี้ คณะผู้จดั ทำได้ศึกษาข้อมลู แนวคิดและวธิ กี าร
จากเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้อง และนำเสนอตามลำดับดงั ตอ่ ไปนี้

2.1 เอกสารที่เก่ียวข้องกับฉนวนกันความรอ้ น
2.1.1 ฉนวนความรอ้ น วัสดุหรอื วตั ถุที่ใชเ้ พื่อป้องกนั ความร้อนสญู เสียในระบบทำงานและป้องกันการถา่ ยเท

ความรอ้ นในอาคารได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ การเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนมีหลักควรพิจารณา ดังนี้
- ชว่ งอุณหภูมใิ ช้งานทีฉ่ นวนใชไ้ ดโ้ ดยไมเ่ สยี หายหรือเสื่อมคุณภาพ
- คา่ การนำความรอ้ น คา่ ท่ีต่ำกว่าจะลดการสญู เสียพลงั งานได้ดีกวา่
- กำลงั การอดั บบี ควรเลือกฉนวนท่ไี ม่เสียรปู ทรงมาก โดยเทยี บจากปริมาณการเสยี รูปทรงฉนวนตา่ ง ๆ คา่
เดยี วกันว่ารบั กำลงั การอดั บบี ไดเ้ ทา่ ไร
- ความทนทานต่อการตดิ ไฟ
- โครงสร้างเซลล์ ซึ่งจะเป็นสง่ิ กำหนดวา่ ฉนวนจะดดู ซับความชื้นยากงา่ ยเพียงไร
- รูปแบบของฉนวน ความหนาและรปู ทรงของฉนวน จะเปน็ ตวั กำหนดว่าฉนวนนน้ั มีความเหมาะสมในการ
นำมาใช้งาน

ฉนวนแต่ละชนดิ จะมีการต้านทานความร้อนท่ีแตกตา่ งกันออกไป ซงึ่ ฉนวนท่ีดีจะต้องต้านทานความร้อนทผี่ า่ น
จากด้านหนึ่งไปอีกดา้ นหน่งึ ให้ลดลงเหลือน้อยทีส่ ุด ทั้งน้ีถ้าค่าสมั ประสิทธข์ิ องการนำความรอ้ น (ค่า K) ยง่ิ น้อยแสดง
วา่ เป็นฉนวนที่สามารถตา้ นทานความร้อนได้ดกี วา่

2.1.2 ประเภทของฉนวนกันความรอ้ น
ตารางท่ี 2.1 ประเภทฉนวนกันความร้อน คุณสมบตั ิประเภทฉนวน และข้อดขี ้อเสยี ของฉนวนความร้อน

ประเภทฉนวน คุณสมบตั ิ ขอ้ ดี ข้อเสีย

วัสดุฉนวน คุณสมบัตใิ นการสะทอ้ น ขาดคุณสมบตั ิในการ
อลมู ิเนียมฟอยล์ ป้องกนั เสียง
มคี า่ การแผ่รังสคี วามร้อน ความร้อนสงู ทนความชนื้
วัสดุฉนวน เกดิ กา๊ ซพิษเม่อื ถกู
แบบโฟม ของผวิ อลูมเิ นียมตำ่ ไดด้ ี ไม่ตดิ ไฟและไม่ลามไฟ ไฟไหม้

ไม่ฉีกขาดง่าย

มีคณุ สมบัติในการนำความ

โพลยี รู เี ทนโฟมเป็นฉนวนที่ ร้อนต่ำ รองรบั น้ำหนักกด

กันความร้อน/เก็บความ ทบั ได้ดี มีคณุ สมบัตดิ ้าน

เย็นไดด้ ี เสยี งท่ีดี

4

ประเภทฉนวน คณุ สมบัติ ข้อดี ขอ้ เสีย
วสั ดฉุ นวน
ทำมาจากแกว้ หรือเศษแกว้ คุณสมบตั ใิ นการนำความ เสน้ ใยกอ่ ให้เกดิ การระคาย
ใยแกว้ นำมาหลอมและเปน็ เสน้ ใยล รอ้ นตำ่ มีคุณสมบตั ิดา้ น เคอื ง ไม่เหมาะสมกบั การ
วสั ดุฉนวน
ะเอียดนำมาอดั รวมกนั เสียงท่ดี ี ใช้งานท่เี ปิดโล่งโดย
ใยหิน ไมม่ ีอะไรปกคลมุ
เซลลโู ลส
เปน็ เส้นใยจากธรรมชาติ มคี ณุ สมบัติในการกนั ความ ไมท่ นทานต่อความ
แคลเซียมซิลเิ กต มีสารประกอบของ ร้อนและดูดซับเสียงที่ดี เปียกช้ืน

เวอรม์ คิ ไู ลท์ แอสเบสตอส ไม่ปลอดภัย ทนไฟ
ตอ่ สขุ ภาพ
เซรามคิ โค้ดต้ิง
เปน็ วัสดรุ ีไซเคลิ ผสมเคมีเพ่ื มีคา่ การกันความร้อนและ ไม่ทนต่อน้ำและความช้นื มี
อช่วยให้เกิดการยึดติด เสียงทด่ี ี ช่วยรักษา โอกาสหลุดลอ่ นได้
สงิ่ แวดล้อม

สามารถตัดต่อเหมือนแผ่น

เปน็ ผงอัดเป็นแผ่นสำเร็จ ยปิ ซัมแตม่ ีคุณสมบัติใน มนี ำ้ หนกั มาก ไม่ทนต่อ
การตา้ นทานความร้อน ความช้ืน

ทาสีทับได้ ทนไฟ

ทำจากแร่ไมก้า มีลกั ษณะ

เป็นเกรด็ คล้ายกระจก

เปน็ ผง นำไปผสมกบั สามารถหล่อเปน็ รปู ต่างๆ มนี ้ำหนักมาก

ซเี มนตห์ รอื ทรายจะได้ ได้ ทนไฟ

คอนกรีตท่ีมีคา่ การ

นำความรอ้ นตำ่

เป็นสีเซรามคิ ลักษณะ ตดิ ตง้ั ง่าย มีคุณสมบัติชว่ ย อายกุ ารใชง้ านต่ำเน่ืองจาก
ของเหลวใชท้ าหรือพ่น ชว่ ย ป้องกนั ความร้อนทผี่ ิว สภาวะอากาศ การตดิ ตั้ง
อาคารโดยตรง อาศยั เทคนคิ ความชำนาญ
สะท้อนความรอ้ นไดด้ ี
สูง

2.1.3 คณุ สมบัตขิ องฉนวนความร้อนท่ีดี ฉนวนความร้อนจะต้องเลอื กใช้ให้เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคก์ ับงานและ
ตามชนดิ ของฉนวน ซ่ึงคุณสมบัติที่ดนี ั้นพจิ ารณาได้ ดังน้ี

2.1 ควรมนี ้ำหนกั เบาและมีความหนาแน่นนอ้ ย
2.2 มคี ่าสภาพการนำความร้อนต่ำ กลา่ วคือยอมให้ความร้อนผ่านตวั ฉนวนได้น้อยมาก
2.3 ในบางชนดิ จะต้องมีความคงทนต่อแรงดึงและแรงอดั ได้ดี

5

2.4 มีอัตราการดูดซบั ความชื้นทต่ี ำ่ มากหรอื ไม่มเี ลยจะดมี าก
2.5 สามารถต้านทานกดั กร่อนได้ดโี ดยเฉพาะทางเคมี
2.6 มคี วามคงตวั สงู เปลย่ี นรูปได้ยาก
2.7 ตอ้ งทนต่อการตดิ ไฟไดด้ ี
2.8 ติดตงั้ เพ่ือใชง้ านได้สะดวก
2.9 มรี าคาถูก สามารถหาซือ้ ไดง้ า่ ย

2.1.4 การศึกษาและงานวิจัยท่เี ก่ยี วข้อง
ประยูร สรุ ินทร์ (2544,61) ได้ทำการศึกษากระบวนการผลิตและสมบัติของฉนวนกนั ความร้อนจาก

ชานอ้อยโดยหาสภาวะและปริมาณกาวยเู รียฟอร์มัลดีไฮดเ์ กรด (EU-617) ที่เหมาะสมในการขึ้นรปู แผ่นฉนวนดว้ ยการ
อัดความร้อน และทำการทดสอบคณุ สมบัติเชงิ ความร้อน เชงิ กายภาพและเชงิ กล จากการศึกษาพบว่าการอัดเส้นใย
ทีป่ รมิ าณกาว 8% 12% 25% 33% และ 42% โดยน้ำหนักเส้นใยแห้งด้วยความร้อนอณุ หภูมิ 150 - 160 °C เป็น
เวลา 4 นาทที ำใหเ้ กิดการเชอื่ มโยงของกาวไดเ้ หมาะสมที่สุดโดยพิจารณาจากคุณสมบตั ิการต้านทานแรงกระแทกของ
แผน่ ฉนวน ผลการทดสอบคา่ การนำความร้อนตามมาตรฐาน ASTM C177 พบวา่ ค่าการนำความรอ้ นอยู่ที่ 0.0724 -
0.0925 W/m•K ซ่ึงขนึ้ กับค่าความหนาแนน่ และปริมาณกาวทใ่ี ช้ คา่ การนำความร้อนมแี นวโน้มเพมิ่ ขึน้ เมื่อความ
หนาแนน่ และปรมิ าณกาวเพิม่ ข้นึ นอกจากนี้ผลการทดสอบการดดู ซึมน้ำ การขยายตวั ทาง ความหนาและความยาว
คา่ ตา้ นทานแรงกระแทกค่ามอดูลัสยืดหยนุ่ ค่ามอดูลัสแตกรา้ วและคา่ ต้านทานแรงดึงต้ังฉากกับผิวหนา้ ชี้ใหเ้ หน็ ว่า
แผ่นฉนวนท่ใี ชป้ ริมาณกาว 25% และ 33% ทคี่ วามหนาแนน่ 600 - 700 kg/m³ สามารถใช้เปน็ แผน่ ไม้อัดความ
หนาแน่นปานกลางตามมาตรฐานมอก. 966-2533

ปล้ืมจิตต์ เตชธรรมรักข์ และคณะ (2548,23) ศกึ ษาความเป็นไปไดใ้ นการประยุกต์ใช้กาบกลว้ ยเปน็ วัสดุ
กนั ความร้อน บรรจภุ ณั ฑร์ ักษาอุณหภูมิของอาหาร ซงึ่ จากการวิจยั พบว่า สามารถทำแห้งกาบกล้วย ไดส้ องวธิ ี คือ
การตากแดด และการใชต้ ู้อบ กาบกล้วยที่แหง้ แลว้ จะมีลักษณะผิวเรียบ ผิวสัมผัสคอ่ นข้าง แข็งกระด้าง มีความมนั วาว
โปรง่ พองตัว โดยกาบกลว้ ยทีไ่ ดจ้ ากการอบจะมคี วามมนั วาว เรียบมากกว่า กาบกล้วยท่ีทำแห้งด้วยการตากแดดและ
มีสอี ่อนกว่ากาบกลว้ ยท่ีตากแดด ในงานวจิ ัยน้ยี ังไดท้ ดลองทำผลติ ภัณฑ์ซง่ึ ใช้กาบกลว้ ยเปน็ วัสดชุ ั้นฉนวนความรอ้ น
สองชนดิ คือ กล่องใส่ขา้ ว และกระเปา๋ ใสข่ วด นม จากการทดลองพบว่าผลติ ภัณฑท์ ่ใี ช้กาบกล้วยเปน็ ส่วนประกอบมี
ความสามารถในการเก็บรกั ษาอณุ หภมู ิใกล้เคียงผลิตภณั ฑ์ท่มี ใี นท้องตลาด

6

2.2 เอกสารที่เกยี่ วขอ้ งกบั เส้นใย
2.2.1 ความหมายของเสน้ ใย
สง่ิ ที่มีลกั ษณะเป็นเสน้ ยาวเรยี ว องคป์ ระกอบของเซลลส์ ว่ นใหญเ่ ปน็ เซลลโู ลส

เซลลูโลส

ภาพที่ 2.1 โครงสรา้ งของเซลลโู ลส

เซลลูโลส มสี ตู รโมเลกลุ คือ (C6H10O5)n เซลลูโลสเป็นพอลิเมอรช์ วี ภาพที่สามารถยอ่ ยสลายไดเ้ องตาม
ธรรมชาติ ประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรตประเภทพอลิแซ็กคาไรด์ชนิดโฮโมพอลิแซ็กคาไรด์ ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง
สำหรบั โครงสรา้ งของเซลลูโลสประกอบด้วยโมเลกลุ ของกลูโคสที่มหี ม่ไู ฮดรอกซลิ เป็นหมู่หลกั มาเรียงต่อกนั ด้วยพนั ธะ
ไกลโคไซด์ ที่ตำแหนง่ บีตา้ -1,4 (β(1-4 glycosidic bond)) ได้เปน็ สายยาวที่ประกอบด้วยโมเลกลุ ของกลูโคส
กว่า1,000-10,000 โมเลกุล ที่มีการจดั เรียงตวั กันอย่างเป็นระเบยี บ โดยเซลลโู ลสจะมีหน่วยซำ้ ทเี่ รียกวา่ เซลโลไบโอส
และทุก ๆ หนว่ ยท่สี องของกลโู คสท่ตี อ่ กันในโมเลกลุ ของเซลลโู ลสจะสามารถหมนุ ได้ 180 องศา เกิดเปน็ พนั ธะ
ไฮโดรเจนระหวา่ งหมไู่ ฮดรอกซลิ ในโมเลกลุ กลูโคส ทำใหเ้ ซลลูโลสมีความแข็งแรง มีอุณหภูมกิ ารหลอมตัวสูงและไม่
สามารถละลายไดใ้ นสารละลายอินทรยี ์ท่วั ไป ลกั ษณะการจัดเรยี งตวั ของโมเลกุลกลูโคสในเซลลูโลส ซง่ึ เซลลโู ลสเปน็
องค์ประกอบท่ีสามารถพบได้ในเซลล์พชื และแบคทเี รีย สำหรบั ผนงั เซลลพ์ ชื เช่น ผกั ผลไม้ เมล็ดธญั พชื หรอื เส้นใยพชื
จะประกอบดว้ ยโครงสร้าง พอลเิ มอร์ 3 ชนิดคือ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลกิ นิน โดยปริมาณเซลลโู ลสในพืช
นอกจากจะขึน้ อยู่กับการเจริญเติบโตและสายพันธุ์ของพชื แล้ว ยงั ขนึ้ อย่กู บั ชนดิ พชื เชน่ ชานอ้อย ซงั ขา้ วโพด ลว้ นมี
ปริมาณของเซลลูโลส เฮมเิ ซลลโู ลสและลกิ นนิ ทีแ่ ตกตา่ งกันโดยเซลลโู ลสมักอยรู่ วมกับเฮมเิ ซลลโู ลสและเพกทนิ เพื่อทำ
หน้าที่เสรมิ สร้างโครงสร้างของลำต้นและกิ่งกา้ นพืชให้มีความแขง็ แรงมากข้ึน นอกจากนเ้ี ซลลโู ลสจัดเปน็ เส้นใยอาหาร
ชนดิ ที่ไม่ละลายในนำ้ และไม่สามารถย่อยไดด้ ว้ ยเอนไซมใ์ นระบบทางเดนิ อาหารของมนษุ ยแ์ ละสัตวก์ ระเพาะเด่ยี ว

2.2.2 เสน้ ใยธรรมชาติ
เป็นพอลเิ มอร์ชนิดหน่งึ ที่มนษุ ย์รจู้ กั นำมาใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน ซ่ึงมีแหล่งกำเนิดมาจากธรรมชาติ

ไดแ้ ก่ พชื และหนิ แรต่ า่ ง ๆ ปจั จุบนั ผลติ ภณั ฑจ์ ากเสน้ ใยธรรมชาติได้รบั ความนยิ มอย่างแพร่หลายเนอื่ งจากคุณสมบตั ิ
เด่นคอื น้ำหนักเบา เป็นฉนวนความร้อนท่ีดี สวมใสส่ บาย ปลอดภัยจากสารเคมแี ละมีความสวยงามเฉพาะตัวแบ่งออก
ไดเ้ ปน็ 3 ชนิด คือ

เส้นใยจากพชื หรอื เสน้ ใยจากเซลลูโลส (Cellulose fibers) เป็นเสน้ ใยที่ประกอบด้วยเซลลโู ลส ซึ่งไดจ้ าก
ส่วนต่าง ๆ ของพชื เชน่

7

(1) เส้นใยทห่ี ุม้ เมล็ด ไดแ้ ก่
- ใยฝ้าย (Cotton) ผ้าท่ไี ด้จากเสน้ ใยฝ้ายนนั้ ได้มาจากเมล็ดของฝา้ ย โดยเม่ือแห้งจะแตกออกมาเปน็ ใย

สีขาวมคี วามยาวทีแ่ ตกต่างกนั แล้วจงึ นำมาทอเป็นผา้ ผา้ ฝ้ายมคี ณุ สมบตั ิท่ีดีและมรี าคาถูกมคี วามทนทาน เรียบเป็นเงา
ดูดซับน้ำไดด้ ี

- ใยนนุ่ (Kapok) ส่วนใหญม่ กั นำเส้นใยนุ่นไปยัดเบาะ ฟูก หมอน ทนี่ อน ถุงนอน ตุ๊กตา เน่ืองจากมี
คุณสมบตั ิดดู ความชนื้ ต่ำ มนี ำ้ หนักเบา ทนต่อแมลงและเชอื้ ราได้ดี

(2) เส้นใยจากลำต้น ไดแ้ ก่
- ใยลนิ ิน (Linen) เปน็ เสน้ ใยทีไ่ ดจ้ ากสว่ นเปลอื กของลำตน้ แฟลกซ์(Flax) มีคุณสมบตั คิ อื

ระบายอากาศไดด้ ีมาก ดดู ซบั เหงอื่ ได้ดแี ตย่ ับง่าย
- ใยปอ (Jute) เสน้ ใยปอมคี วามสำคัญ และถูกนำมาใชป้ ระโยชน์มากรองจากฝ้าย แม้เป็นเส้นใยทไ่ี ม่

เหมาะสำหรบั ใช้ทำเปน็ เสือ้ ผา้ เพราะมคี วามหยาบกระด้างและระคายผิวแต่เหมาะสำหรับใชท้ ำเชอื ก กระสอบ ถงุ ผ้า
ถุงตาขา่ ยและใช้ประโยชนใ์ นงานอตุ สาหกรรมบางชนิด

(3) เสน้ ใยจากใบ ไดแ้ ก่
- ใยสับปะรด (Pine apple) เสน้ ใยสบั ปะรดสามารถนำมาใช้ทำเสน้ ใยสิง่ ทอ มีคุณสมบัติเหนียวนุ่มมัก

นำมาใช้ทำเชือก ดา้ ยเย็บและผา้ เน้อื ผ้า
- ใยปา่ นศรนารายณ์ (Sisal) ส่วนใหญ่มกั นำมาใชป้ ระโยชนส์ ำหรบั ทำเชอื กขนาดตา่ งๆ เพ่อื ใช้ในงาน

ทางการเกษตร การเดินเรอื และเชือกห่อของ
(4) เส้นใยจากผล ได้แก่
- เสน้ ใยมะพรา้ ว (Coir) เปน็ เสน้ ใยทไี่ ด้จากเปลือกของผลมะพรา้ ว ลกั ษณะเส้นใยแขง็ กระด้าง ทนต่อ

ความเปยี กชน้ื และการทำลายของจุลินทรยี ์ได้ดี สามารถนำมาใชท้ ำเบาะรถยนต์ ท่ีนอน เชือก เส่ือ แปรงและไม้กวาด
- เสน้ ใยจากสัตว์ (Protein fibers) เป็นเส้นใยที่ประกอบดว้ ยสารประเภทโปรตีน เชน่ ขนสัตว์ เสน้ ใย

จากสินแร่

8

ชานอ้อย

ภาพที่ 2.2 ชานอ้อย

ชานอ้อย คือ สว่ นของลำตน้ อ้อยทห่ี าบเอาน้ำอ้อยหรอื น้ำตาลออกแล้ว ปัจจบุ นั ชานออ้ ยสามารถนำไปใช้
ประโยชนไ์ ด้หลายอยา่ ง ทงั้ ในภาคเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรม

สว่ นประกอบของชานอ้อย ชานอ้อยทัว่ ไปมสี ว่ นประกอบโดยประมาณ ดังนี้
Cellulose 45-55%
Hemicellulose 20-25%
Lignin 18-24%
Ash 1-4%
Waxes <1%

ประโยชนข์ องชานอ้อย
1. ภาคอุตสาหกรรม
- ใชเ้ ปน็ เชอ้ื เพลิงในการผลิตไฟฟ้า
- ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลติ เยื่อกระดาษ
- ใชเ้ ปน็ สว่ นผสมของอาหาร
2. ภาคเกษตรกรรม
- ใช้เป็นสว่ นผสมของป๋ยุ หมัก
- ใชเ้ ป็นวตั ถคุ ลุมดินเพือ่ รักษาความชื้นของดินและปอ้ งกันวัชพชื

9

ตน้ กล้วย

ภาพท่ี 2.3 ตน้ กล้วย

ต้นกล้วย กลว้ ยมลี ำต้นอย่ใู ตด้ ินทีเ่ รียกวา่ หวั หรอื เหง้า ที่หวั มีตาซึง่ จะเจริญเป็นต้นแลว้ เกดิ เป็นหน่อ
หลายหนอ่ เรยี กว่า การแตกกอ หน่อท่เี กดิ หรือลำต้นท่ีเหน็ อยเู่ หนอื ดนิ ไมใ่ ชล่ ำต้นแต่เรยี กวา่ ลำต้นเทียม ซ่ึงชนั้ นอก
เรยี กว่า กาบและช้ันในเรยี กวา่ หยวก ลำต้นเทยี มเกิดจากการอดั แน่นของกาบใบท่ีเกิดจากจุดเจริญของลำต้นใต้ดนิ
กาบใบจะชกู ้านใบและใบ จุดเจรญิ นจ้ี ะมีการเจรญิ เป็นดอกตามมาทห่ี ลังจากสิน้ สุดการเจริญของใบ
ลำตน้ เทียมหรอื กาบลำต้นเราสามารถนาํ กาบลำตน้ มาใชท้ ำเส้นใยหรอื ทำเชือกทอผ้า ทาํ อาหารสตั ว์ เชน่
อาหารของสุกรและยงั เปน็ อาหารของคนอีกดว้ ยเชน่ แกงหยวกกล้วย กาบกลว้ ยก็ใช้เป็นสมนุ ไพรไดเ้ ชน่ กนั
ส่วนนำ้ คั้นจากลำต้นก็ยังสามารถนํามาทากันผมร่วงหรอื เรง่ ทำให้ผมข้นึ ได้อกี ดว้ ย

ซังข้าวโพด

ภาพท่ี 2.4 ซงั ขา้ วโพด

ซังข้าวโพด คือส่วนหนง่ึ ของข้าวโพดท่เี หลือจากการสีเมลด็ ขา้ วโพดออกไป เมื่อก่อนเกษตรกรจะไมไ่ ด้ใช้
ประโยชนจ์ ากซังข้าวโพด บางรายท้ิงให้ย่อยสลายไปเองหรอื ในบางรายก็นำมาเผาทิ้งเพื่อเตรยี มพน้ื ที่ปลกู ในฤดูกาล
ถดั ไป จนกระท่ังมีการศึกษาและนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรม ทำใหซ้ งั ข้าวโพดในปัจจุบันเปน็ ส่ิงที่มีมลู ค่าดว้ ยในซัง
ข้าวโพดให้คา่ ความรอ้ นอยทู่ ป่ี ระมาณบวกลบ 3,000 Kcal/kg. ซังขา้ วโพดมีความชื้น >30-20 และไดม้ ีการนำมาผลิต
พลังงานไฮโดรเจนตลอดถงึ ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากท้ังนำ้ ตาลกลูโคสและไซโลสที่หลงเหลอื อยู่
ในเศษพืชเปน็ ตน้ กำเนิด

10

น้ำยางพารา

ภาพท่ี 2.5 นำ้ ยางธรรมชาติ ภาพท่ี 2.6 นำ้ ยางสงั เคราะห์

น้ำยางพารา เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลือง ขุ่นขน้ อยูใ่ นทอ่ น้ำยางซ่งึ เรียงตัวกันอยู่ในสว่ นเปลอื ก
ของตน้ ยางพารา การท่ีจะเอาน้ำยางออกจากต้นยางจะต้องใชม้ ีดกรีดยางเพ่ือตดั ท่อน้ำยางใหข้ าดออกจากกัน ในนำ้
ยางจะมีสว่ นประกอบหลักท่สี ำคญั อยู่ 2 สว่ น คือ สว่ นทเี่ ปน็ เนื้อยาง (เน้ือยางแหง้ ) และสว่ นท่ไี ม่ใช่ยาง เน้ือยางแห้ง
หมายถงึ ปริมาณของเน้ือยางท่อี ยู่นำ้ ยาง ตามปกติในนำ้ ยางจะมเี น้ือยางแห้งประมาณ 25-45% เนอ้ื ยางแห้งนเ้ี องที่
เปน็ วัสดมุ หศั จรรย์ท่มี นษุ ย์นาํ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีพ จนกลายเปน็ สง่ิ จําเปน็ สำหรบั ชีวติ ประจำวนั ของ
สงั คมมนษุ ย์ในปัจจุบนั

น้ำยางธรรมชาติ มีความหนาแน่น 0.98 มีคา่ ความเป็นกรดเปน็ ด่าง (pH) ประมาณ 6.8 เมอ่ื ตรวจดใู น
ห้องปฏิบัติการจะพบว่ามีอนุภาคขนาดต่างกันแขวนอยูใ่ นของเหลว อนภุ าคเหลา่ นจ้ี ะมีประจเุ ปน็ ลบ ผลกั กันอย่ตู ลอด
เวลา ทำใหอ้ นภุ าคเหล่านนั้ แขวนลอยและคงสภาพเป็นนำ้ ยางอยูไ่ ดจ้ นกว่าจะมสี ภาพแวดลอ้ มและปจั จัยต่าง ๆ มา
รบกวนทำใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้น้ำยางเสยี เสถยี รภาพและจบั ตัวกันเปน็ ก้อน
สว่ นประกอบของน้ำยางคือ ปรมิ าณของแข็งทั้งหมด 22 - 48% ปริมาณเนอื้ ยางแห้ง 25 - 45% สารจาํ พวกโปรตนี
1.5% สารพวกเรซิน 2.0% คารโ์ บไฮเดรต 1.0% และสารอนนิ ทรยี ์ 0.5%

น้ำยางสังเคราะห์ ปจั จบุ นั ไดม้ ีการพัฒนาการผลติ ยางสังเคราะหเ์ พ่อื ใหไ้ ดย้ างท่มี ีคุณสมบตั ิตามต้องการ
ในการใชง้ านที่สภาวะต่าง ๆ เชน่ ทส่ี ภาวะทนตอ่ นำ้ มัน ทนความร้อน ทนความเย็น เปน็ ตน้ การใชง้ านยางสงั เคราะห์
จะแบง่ ตามการใช้งานออกเป็น 2 ประเภทคือ ยางสำหรบั งานทั่วไป และยางสำหรับงานสภาวะพเิ ศษ

การผลิตยางสงั เคราะห์เปน็ จะผลิตโดยการทำปฏกิ ิรยิ าพอลเิ มอไรเซซัน ซง่ึ การพอลิเมอไรเซซันคือ การ
เตรียมพอลเิ มอร์จากมอนอเมอร์ โดยพอลิเมอร์ในทีน่ ี้คือยางสังเคราะห์ทีต่ อ้ งการผลติ ในสว่ นของมอนอเมอร์คือสารตั้ง
ต้นในการทำปฏิกริ ยิ านัน่ เอง

หลกั การถ่ายเทความรอ้ นของฉนวนความร้อน โดยธรรมชาตจิ ะเคลื่อนท่ีจากบรเิ วณทมี่ ีอุณหภมู ิสูงไปยัง
บรเิ วณทม่ี ีอุณหภมู ติ ำ่ เช่นเดียวกบั น้ำทไี่ หลจากทส่ี ูงไปยังท่ตี ำ่ วธิ ีการถา่ ยเทความร้อนแบง่ ออกเปน็ 3 วธิ ีหลกั คือ การ
นาํ ความร้อน การพาความรอ้ น และการแผร่ ังสคี วามร้อน

11

2.2.3 การศกึ ษาและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วข้อง
ประชุม คาํ พฒุ และคณะ (2550,21) ศึกษาผลของการผสมน้ำยางธรรมชาติลงในคอนกรีตมวล เบาแบบ

ฟองอากาศ – อบไอน้ำ เพอื่ ปรับปรุงสมบตั ิดา้ นการเป็นฉนวนกันความรอ้ น โดยมีอัตรา ส่วนผสม คือ ปนู ซีเมนต์ :
ทราย : ยปิ ซมั : สารลดแรงตึงผิว : ปนู ขาว : ผงอลูมเิ นียม เท่ากบั 1 : 1 : 0.5 : 0.04 : 0.05 : 0.03 อตั ราส่วนน้ำตอ่
ปนู ซีเมนต์ (W/C) เทา่ กบั 0.5 และอัตราสว่ นของนำ้ ยางพาราต่อปนู ซีเมนต์ (P/C) เท่ากบั 0.00, 0.10, 0.15, 0.20
และ 0.25 ผลการทดสอบพบวา่ การผสมนำ้ ยางพาราลงในคอนกรตี มวลเบาสามารถช่วยปรบั ปรุงสมบัติท้ังทาง
กายภาพและทางกลให้ดีข้ึน ได้แก่ การชว่ ยลด ค่าความหนาแน่น , ค่าอตั ราการดูดซึมน้ำและค่าสัมประสิทธิก์ ารนํา
ความรอ้ น ตลอดจนช่วยเพม่ิ สมบัติ ด้านกาํ ลังอัดและกาํ ลังดดั ได้ โดยอัตราส่วนนำ้ ยางพาราต่อปูนซเี มนต์ทีเ่ หมาะสม
ทส่ี ดุ ในการผสมลงในคอนกรีตมวลเบา คือ 0.10 คา่ กําลังอัด 115.64 กิโลกรมั ต่อตารางเมตร ค่ากําลังอดั ดา้ นแบน
31.23 กโิ ลกรมั ต่อตารางเซนติเมตร คา่ กําลงั ด้านต้ัง 72.35 กิโลกรัมตอ่ ตารางเซนติเมตร คา่ การเปลี่ยนแปลง ความยาว
ร้อยละ 0.180 และคา่ สัมประสิทธก์ิ ารนําความร้อน 0.175 W/m•K

อนุภา สกุลพาณิชย์ (2559,9) ได้ทำการศึกษาความเป็นไปไดใ้ นการนำซงั ข้าวโพดท่ีเปน็ วสั ดเุ หลือใช้ทางการ
เกษตรมาผลิตเป็นแผ่นฉนวนกนั ความร้อนเพ่ือทดแทนฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ และใช้น้ำยาง
ธรรมชาติเปน็ ตัวเช่ือมประสานภายในแผ่นเพอื่ ลดปริมาณการใช้กาวสังเคราะห์ที่จะสง่ ผลกระทบต่อสขุ ภาพและสภาพ
แวดลอ้ ม โดยในงานวิจยั น้ไี ด้แบง่ การทดลองเปน็ 4 ข้ันตอนหลักคือ

1. การทดลองผลติ ข้นึ รูปแผน่ ฉนวน
2. การทดสอบหาค่าคณุ สมบตั เิ ชิงกายภาพ เชิงกล และเชิงความร้อนตามมาตรฐาน JIS A 5905
3. ทดสอบความสามารถในการปอ้ งกันความร้อนด้วยกลอ่ งทดลองเปรียบเทียบกับฉนวนตามทอ้ งตลาด
4. ประเมนิ ต้นทนุ การผลติ
ในการผลติ ฉนวนไดใ้ ช้นำ้ ยางธรรมชาติผสมกับน้ำในสัดสว่ นท่ีแตกต่างกัน 4 แบบ ได้แก่ นำ้ ยางธรรมชาตติ ่อ
นำ้ 1:0 1:1 2:1 และ 1:2 โดยแบ่งความหนาแน่นเปน็ 2 แบบ คือ 200 Kg/m³ และ 300 Kg/m³ ขนึ้ รูปด้วยการนำ
ซังข้าวโพดมาจุ่มในน้ำยางแล้วใส่ในแมพ่ ิมพ์และอบที่อุณหภมู ิ 100 °C เปน็ เวลา 1 ชวั่ โมง 30 นาที จากการวจิ ัยพบวา่
1. ฉนวนสดั ส่วนน้ำยางต่อน้ำ 1:0 และ 2:1 ทัง้ ความหนาแน่น 200 Kg/m³ และ 300 Kg/m³ มกี ารจับยดึ
ภายในแผ่นดีกว่าฉนวนแบบอื่น ๆ แตแ่ ผ่นฉนวนสัดสว่ น 1:0 มีนำ้ หนักมากกวา่ สดั ส่วน 2:1
2. การทดสอบหาค่าคุณสมบัติของแผ่นฉนวนพบว่ามีคา่ ความหนาแน่น, ค่าปรมิ าณความชื้น, คา่ การพองตวั
เมื่อแช่นำ้ และคา่ ตา้ นทานความรอ้ นผา่ นตามมาตรฐาน JIS A 5905 ยกเว้นค่ามอดูลสั แตกรา้ วท่ไี มผ่ า่ นมาตรฐาน และ
แผน่ ฉนวนความหนาแนน่ 300 Kg/m³ สดั ส่วนนำ้ ยางธรรมชาติต่อนำ้ 1:0 1:1 และ 2:1 มคี ่าการนำความร้อน 0.068
W/m•K, 0.067 W/m•K และ 0.066 W/m•K ตามลำดบั
3. ทดสอบการป้องกนั ความรอ้ นด้วยกลอ่ งทดลองเปรียบเทยี บฉนวนซงั ขา้ วโพดความหนาแน่น 300 Kg/m³
สดั ส่วน 2:1 หนา 1.5 เซนติเมตร กบั ฉนวนโฟมโพลเี อทธีลีนหนา 1 เซนตเิ มตร พบว่าลดความรอ้ นได้ใกลเ้ คยี งกัน
4. ฉนวนจากซังข้าวโพด มีราคาต่ำกว่าฉนวนโฟมโพลเี อทธีลนี 49.11% พิจารณาแลว้ มคี วามเป็นไปไดใ้ น
การพัฒนาฉนวนจากซงั ข้าวโพดและน้ำยางธรรมชาติเพ่ือทดแทนฉนวนทผ่ี ลิตจากเสน้ ใยและกาวสงั เคราะห์

12

บทที่ 3
วิธีการดำเนินงาน

งานวิจยั น้มี ุง่ ศึกษาและผลิตฉนวนกันความรอนจากเสน้ ใยธรรมชาติ โดยใชอ้ ตั ราสส่วนชานออ้ ย ตน้ กลว้ ยและ
ซังขา้ วโพดต่อน้ำยางพาราต่อสารบอแรกซ์ 40 : 50 : 10 และศึกษาสมบตั ิทางกายภาพ สมบตั เิ ชงิ ความรอ้ น โดยมวี สั ดุ
อุปกรณ์และวิธกี ารทดลองดังนี้

3.1 เครื่องมือและวสั ดุอปุ กรณ์
1. ชานอ้อย ต้นกลว้ ย ซงั ขา้ วโพด
2. บลอ็ กพมิ พ์ขนาด 15x15x3 เซนตเิ มตร
3. นำ้ ยางพารา
3.1 น้ำยางธรรมชาติ
3.2 น้ำยางสงั เคราะห์
4. สารบอแรกซ์
5. โซเดยี มไฮดรอกไซค์ ( โซดาไฟ )
6. ตอู้ บลมร้อน
7. บกี เกอร์ ขนาด 1000 มิลลิลิตร
8. แท่งแกว้ คนสาร
9. กลอ่ งปิดทบึ
10. เทอรม์ อมิเตอร์
11. เคร่อื งใหค้ วามร้อน ( Hot plate )
12. เครือ่ งชั่งดจิ ิตอล
13. ภาชนะสำหรับใสน่ ้ำ

3.2 การดำเนนิ งานวิจยั
ตอนท่ี 1 การเตรียมเสน้ ใย
1. นำชานออ้ ยมาล้างทำความสะอาด จากน้ันหัน่ ตามแนวเส้นใย
2. นำไปต้มกับสารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซค์ (NaOH) ท่คี วามเขม้ ข้น 5% ของนำ้ หนักวัตถดุ บิ แห้ง
ทอ่ี ุณหภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส เป็นเวลา 2 ชว่ั โมงแลว้ ล้างสารออก
3. นำไปอบแห้งท่อี ุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชวั่ โมง
4. นำลำตน้ กลว้ ย และซังข้าวโพด มาทำตามขนั้ ตอนจากข้อ 1 ถงึ ข้อ 3 ตามลำดับจะได้เสน้ ใย
ท้งั หมด 3 เสน้ ใยตามชนดิ ของพืช

13

ตอนที่ 2 การขึน้ รูปแผน่ ฉนวนกนั ความร้อนจากชานอ้อยและยางพารา ในงานวิจยั นี้จะกำหนดอัตราส่วน
ของเส้นใยชานอ้อยต่อนำ้ ยางพาราต่อสารบอแรกซ์ในอตั ราส่วน 40:50:10 ซึ่งมีข้นั ตอนการขึน้ รูปดังน้ี

1. ผสมนำ้ ยางพาราต่อสารบอแรกซ์ในอัตราส่วนทกี่ ำหนดตามลำดับ

2. เทนำ้ ยางพาราที่ผสมไว้ลงบนบลอ็ กขนาด 15x15x3 เซนตเิ มตร เพ่ือรองพน้ื เส้นใย
3. นำเส้นใยชานอ้อยในอตั ราสว่ นทก่ี ำหนดไว้ มาโรยเป็นช้นั บางๆบนถาด โดยระวงั ให้เสน้ ใย

กระจายตัวอย่างสมำ่ เสมอบนถาด
4. จากนนั้ เทน้ำยางพาราทบั ลงไปอีกชัน้ และโรยเส้นใยชานออ้ ย ทำซำ้ เช่นนีจ้ นไดค้ วามหนา

ประมาณ 3 เซนตเิ มตร
5. กดใหแ้ น่น ถอดจากบล็อกพิมพแ์ ลว้ นำไปอบท่ีอณุ หภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส เป็นเวลา 3 ชว่ั โมง
6. ทำซำ้ ข้อท่ี 1 - 5 โดยเปลย่ี นชนดิ ของเสน้ ใยธรรมชาติเป็น ซังข้าวโพดและลำตน้ กลว้ ย

ตามลำดบั

ตอนที่ 3 การทดสอบสมบตั ิของชน้ิ งาน
1. ความหนาแน่น
ตดั ชนิ้ งานขนาด 5x5x3 เซนตเิ มตร แลว้ นำไปช่งั น้ำหนักเพื่อหามวล จากนำไปวางในถว้ ยยูเรก้าท่ี

เตมิ นำ้ ไวแ้ ล้ว จะไดป้ รมิ าตรออกมาแล้วหาค่าเฉล่ยี ความหนาแน่นจากสมการท่ี 3.1

ρ=m/v (3.1)
เม่อื

ρ คอื ความหนาแนน่ ของวัตถุ (กโิ ลกรมั /ลกู บาศก์เมตร)
m คอื มวลรวมของวตั ถุ (กโิ ลกรัม)
v คือ ปริมาตรรวมของวตั ถุ (ลูกบาศก์เมตร)

2. การดูดซมึ นำ้
ตดั ชิน้ งานขนาด 5x5x3 เซนตเิ มตร แล้วนำชนิ้ ทดสอบไปชงั่ น้ำหนกั กอ่ นการแชน่ ำ้ จากนัน้ วางช้ิน

ทดสอบในระนาบเดยี วกนั กับระดับน้ำโดยให้ขอบบนอยใู่ ต้ผิวนำ้ ประมาณ 20 มิลลลิ ิตร ชิ้นทดสอบแตล่ ะชน้ิ ควรห่าง
กันและหา่ งผนังของภาชนะพอสมควร เม่ือแช่ชิ้นทดสอบครบ 24 ชั่วโมง แลว้ จงึ นำชน้ิ ทดสอบข้นึ จากนำ้ และนำไปช่ัง
หาน้ำหนักที่แนน่ อนอีกครั้ง

หาไดจ้ ากสมการท่ี 3.2

เปอรเ์ ซ็นต์การดดู ซมึ น้ำ = ′− × 100 (3.2)


14

เมือ่
Ws = นำ้ หนักฉนวนกนั ความร้อน (กรัม)
W = น้ำหนักฉนวนกันความร้อนหลังจากแช่น้ำ (กรัม)

3. ดา้ นการใช้งาน
3.1 สร้างกลอ่ งทป่ี ิดทบึ 5 ดา้ นและเปิดชอ่ งดา้ นบนไว้
3.2 นำเครอ่ื งมอื วดั อุณหภูมิลงไปวัดอณุ หภูมภิ ายในกล่อง
3.3 จดบันทกึ อุณหภมู กิ ่อนทำการทดลอง
3.4 นำอปุ กรณว์ ดั อุณหภูมิลงไปไว้ในกลอ่ งและติดตัง้ ฉนวนกนั ความร้อนที่ไดจ้ ากการทดลอง
และผา่ นการทดสอบประสทิ ธภิ าพดว้ ยวธิ ีต่างๆ ลงไป
3.5 รับอณุ หภมู จิ ากพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง ทำการทดลองเปน็ เวลา 3 ชัว่ โมง
3.6 เมื่อครบตามเวลาท่กี ำหนดให้นำฉนวนกนั ความรอ้ นออกและบันทึกอุณหภูมิทไี่ ด้หลงั จาก
ทำการทดลอง
3.7 สรปุ ผลการดำเนนิ งาน

3.3 การวเิ คราะห์ข้อมูล
นำฉนวนความร้อนมาทดสอบสมบัติและสง่ ตรวจวัดค่าสัมประสทิ ธ์กิ ารนำความร้อนด้วยเคร่ืองวดั ฟลกั ซ์

ความรอ้ น (ASTM C177) ค่าความหนาแน่น นำค่าทไี่ ด้ไปเปรยี บเทยี บกบั คา่ มาตรฐาน โดยเสนอเปน็ ตาราง คา่ การ
ดดู ซึมนำ้ จัดขอ้ มลู เปน็ แผนภมู ิ การหาค่าทนต่อแรงดงึ สูงสดุ เม่ือไดค้ ่าของการทดสอบสมบัตดิ งั กลา่ วมาแลว้ นำมา
สร้างเป็นแผนภูมหิ รอื กราฟมาวิเคราะห์ ค่าสัมประสิทธ์การนำความรอ้ นและค่าอัตราการนำความรอ้ นท่ไี ด้จากการส่ง
ตรวจ จัดข้อมูลเปน็ แผนภมู ิหรอื กราฟมาวเิ คราะห์ หาขอ้ สรปุ เพ่อื หาและเปรียบเทียบชนิดของเสน้ ใยที่มีประสิทธิภาพ
มากท่สี ดุ หรือทนต่อสมบัตติ า่ งๆไดม้ ากทส่ี ุด

15

บทท่ี 4
ผลการวิจัย

จากการทดลองผลติ ฉนวนกนั ความรอ้ นจากเสน้ ใยธรรมชาตทิ ผี่ ลติ จากเส้นใยของชานออ้ ย ซงั ขา้ วโพดและลำ
ต้นกล้วย ผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาตแิ ละสารบอแรกซใ์ นอัตราส่วน 40 : 50 : 10 ตามลำดบั และผสมกับน้ำยางพารา
สงั เคราะหแ์ ละสารบอแรกซ์ในอตั ราสว่ น 40 : 50 : 10 ตามลำดบั โดยนำฉนวนกันความรอ้ นท่ีได้จากการทดลองมา
เปรยี บเทียบโดยการวิเคราะห์ทดสอบหาความหนาแน่น การดูดซึมนำ้ และด้านการใชง้ าน

4.1 ความหนาแนน่
ผลการทดสอบความหนาแนน่ ของฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยพืชผสมกบั น้ำยางพาราธรรมชาติและสาร

บอแรกซใ์ นอัตราสว่ นท่กี ำหนดโดยใชห้ ลกั ของอารค์ ีมีดีส ซ่ึงแสดงไดด้ ังตารางที่ 4.1.1

ตารางที่ 4.1.1 ผลการทดสอบความหนาแนน่ ของฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยชานอ้อย ซังข้าวโพดและลำตน้ กล้วย
ผสมกับนำ้ ยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซ์ในอตั ราส่วนที่กำหนด

ฉนวนกันความรอ้ นจากเสน้ ใยพืช ความหนาแนน่
ผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาติ
(kg/m3)
และสารบอแรกซ์
ชานอ้อย ครั้งที่ 1 คร้ังที่ 2 คร้งั ที่ 3 เฉลย่ี
ซังขา้ วโพด 724.39 724.40
ลำตน้ กลว้ ย 724.50 724.40 724.40 724.50
718.99 719.00
724.50 724.51

718.98 719.01

ความหนาแน่น 840.00
(kg/m3) 720.00
600.00
480.00
360.00
240.00
120.00
0.00

ชานออ้ ย ซังข้าวโพด ลำต้นกล้วย

ภาพที่ 4.1.1 แสดงคา่ ความหนาแน่นของฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยพืช นำ้ ยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซ์ใน
อัตราส่วนที่กำหนด

16

ผลการทดสอบความหนาแน่นของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพชื ผสมกบั น้ำยางพาราสังเคราะห์และสาร
บอแรกซใ์ นอัตราสว่ นทก่ี ำหนดโดยใช้หลักของอารค์ ีมีดสี ซึ่งแสดงไดด้ ังตารางท่ี 4.1.2

ตารางที่ 4.1.2 ผลการทดสอบความหนาแนน่ ของฉนวนกนั ความรอ้ นจากเสน้ ใยชานอ้อย ซังขา้ วโพดและลำต้นกลว้ ย
ผสมกับนำ้ ยางพาราสังเคราะห์และสารบอแรกซใ์ นอตั ราสว่ นทีก่ ำหนด

ฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยพชื ความหนาแนน่
ผสมกับนำ้ ยางพาราสงั เคราะห์
(kg/m3)
และสารบอแรกซ์
ชานออ้ ย คร้งั ที่ 1 ครั้งท่ี 2 ครั้งท่ี 3 เฉลี่ย
ซงั ขา้ วโพด 822.20 822.20
ลำต้นกล้วย 822.25 822.20 822.19 822.25
817.09 817.09
822.24 822.25

817.10 817.09

ความหนาแน่น 840.00

(kg/m3) 720.00
600.00
480.00
360.00
240.00
120.00

0.00

ชานอ้อย ซงั ขา้ วโพด ลำตน้ กลว้ ย

ภาพที่ 4.1.2 แสดงค่าความหนาแนน่ ของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพชื น้ำยางพาราสังเคราะห์และสารบอแรกซ์

ในอตั ราส่วนทกี่ ำหนด

4.2 การดูดซึมน้ำ

ผลการทดสอบการดูดซึมน้ำของฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยพืชผสมกับน้ำยางพาราธรรมชาติและสาร

บอแรกซใ์ นอัตราส่วนที่กำหนด ซง่ึ แสดงได้ดังตารางที่ 4.2.1
ตารางท่ี 4.2.1 ผลการทดสอบการดูดซึมน้ำของฉนวนกนั ความรอ้ นจากเสน้ ใยชานอ้อย ซังข้าวโพดและลำต้นกล้วย
ผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซใ์ นอตั ราสว่ นที่กำหนด

17

ฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้นใยพชื การดดู ซึมน้ำ
ผสมกบั น้ำยางพาราธรรมชาติ
(%)
และสารบอแรกซ์
ชานอ้อย ครง้ั ที่ 1 ครงั้ ที่ 2 ครัง้ ที่ 3 เฉลยี่
ซังขา้ วโพด 65.94 65.92
ลำตน้ กล้วย 57.89 65.95 65.87 74.62
48.25 48.15
56.96 57.52

48.08 48.11

การดูดซึมน้ำ 105.00

(%) 90.00

75.00

60.00

45.00

30.00

15.00

0.00

ชานอ้อย ซังข้าวโพด ลำต้นกล้วย

ภาพท่ี 4.2.1 แสดงเปอรเ์ ซ็นตข์ องการดดู ซึมนำ้ ของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพืช น้ำยางพาราธรรมชาตแิ ละสาร

บอแรกซ์ในอตั ราสว่ นที่กำหนด

ผลการทดสอบการดดู ซึมนำ้ ของฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยพชื ผสมกับนำ้ ยางพาราสังเคราะห์และสาร
บอแรกซใ์ นอัตราสว่ นท่กี ำหนด ซึง่ แสดงได้ดังตารางที่ 4.2.2

ตารางท่ี 4.2.2 ผลการทดสอบการดดู ซมึ น้ำของฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยชานอ้อย ซงั ข้าวโพดและลำต้นกลว้ ย
ผสมกับน้ำยางพาราสังเคราะห์และสารบอแรกซ์ในอตั ราส่วนท่ีกำหนด

ฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยพชื การดดู ซึมนำ้
ผสมกับนำ้ ยางพาราสังเคราะห์
(%)
และสารบอแรกซ์
ชานอ้อย ครัง้ ที่ 1 คร้งั ที่ 2 ครัง้ ที่ 3 เฉลี่ย
ซังข้าวโพด 45.00 45.00
ลำต้นกล้วย 36.77 45.00 45.01 36.77
28.50 28.50
36.77 36.77

28.49 28.50

18

การดูดซึมนำ้ 70.00
(%) 60.00
50.00
40.00 ซังขา้ วโพด ลำตน้ กลว้ ย
30.00
20.00
10.00
0.00

ชานออ้ ย

ภาพท่ี 4.2.2 แสดงเปอรเ์ ซน็ ตข์ องการดูดซึมน้ำของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพืช นำ้ ยางพาราสงั เคราะห์และสาร
บอแรกซ์ในอตั ราส่วนท่ีกำหนด

4.3 ด้านการใชง้ าน
ผลการทดสอบด้านการใช้งานของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพืชผสมกบั น้ำยางพาราธรรมชาตแิ ละสาร

บอแรกซใ์ นอัตราส่วนทีก่ ำหนด ซึง่ แสดงได้ดงั ตารางท่ี 4.3.1
ตารางที่ 4.3.1 ผลการทดสอบด้านการใชง้ านของฉนวนกันความร้อนจากเสน้ ใยชานอ้อย ซงั ขา้ วโพดและลำตน้ กลว้ ย
ผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซ์ในอัตราสว่ นทีก่ ำหนด (วนั ที่ 24 ม.ค. 65 เวลา 10.15-13.15 น.)

ฉนวนกนั ความรอ้ นจากเสน้ ใยพชื อุณหภูมิ
ผสมกับน้ำยางพาราธรรมชาติ (C°)

และสารบอแรกซ์ 38
กล่องเปล่า 37
ชานออ้ ย 37
ซังขา้ วโพด 36.5
ลำตน้ กล้วย

อุณหภูมิ 42.00
(C°) 36.00
30.00
24.00 ชานออ้ ย ซังขา้ วโพด ลำตน้ กล้วย
18.00
12.00
6.00
0.00

กล่องเปลา่

19

ภาพท่ี 4.3.1 แสดงอุณหภมู ขิ องฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้นใยพืช น้ำยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซใ์ น
อัตราส่วนท่ีกำหนด

ผลการทดสอบดา้ นการใชง้ านของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยพืชผสมกับน้ำยางพาราสงั เคราะห์และสาร
บอแรกซ์ในอัตราส่วนท่ีกำหนด ซงึ่ แสดงได้ดังตารางที่ 4.3.2

ตารางที่ 4.3.2 ผลการทดสอบดา้ นการใช้งานของฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยชานอ้อย ซงั ข้าวโพดและลำตน้ กลว้ ย
ผสมกบั นำ้ ยางพาราสังเคราะหแ์ ละสารบอแรกซ์ในอัตราสว่ นทก่ี ำหนด (วนั ท่ี 24 ม.ค. 65 เวลา 10.15-13.15 น.)

ฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยพืช อณุ หภูมิ
ผสมกับน้ำยางพาราสงั เคราะห์ (C°)

และสารบอแรกซ์ 38
กลอ่ งเปล่า 35.5
ชานอ้อย 35.5
ซงั ขา้ วโพด 34
ลำต้นกลว้ ย

อณุ หภูมิ 42.00

(C°) 36.00

30.00
24.00
18.00
12.00
6.00

0.00

กล่องเปล่า ชานอ้อย ซังขา้ วโพด ลำตน้ กล้วย

ภาพที่ 4.3.2 แสดงอุณหภมู ิของฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยพืช นำ้ ยางพาราสงั เคราะหแ์ ละสารบอแรกซใ์ น

อัตราสว่ นทก่ี ำหนด

20

4.4 ผลการเปรยี บเทียบคณุ สมบัติ

ผลการเปรยี บเทียบคุณสมบตั ิระหวา่ งฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ (ชานอ้อย ซังขา้ วโพด ลำต้น
กล้วย) ผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาติและสารบอแรกซ์ ฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ (ชานอ้อย ซงั ข้าวโพด
ลำต้นกล้วย) ผสมกับน้ำยางสังเคราะห์และฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยสังเคราะห์ ซ่ึงแสดงผลได้ดังตารางที่ 4.5.1

ตารางท่ี 4.4.1 ผลการเปรียบเทียบคณุ สมบัติ

ชนิดของฉนวนกนั ความร้อน

(เสน้ ใย)

ชานอ้อย ซงั ข้าวโพด ลำตน้ กล้วย สงั เคราะห์

น้ำยางพารา นำ้ ยางพารา น้ำยางพารา น้ำยางพารา นำ้ ยางพารา นำ้ ยางพารา
ธรรมชาติ สงั เคราะห์ ธรรมชาติ สังเคราะห์ ธรรมชาติ สงั เคราะห์

ความ 724.40 822.20 724.50 822.25 719.00 817.09 780.92
หนาแนน่

การดดู 65.92 45.00 74.62 36.77 48.15 28.50 37.65
ซมึ น้ำ

ด้านการใช้ 37 35.5 37 35.5 36.5 34 33.5
งาน

บทที่ 5
สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

สรปุ ผลการวจิ ัย
ผลการทดสอบความหนาแน่นของฉนวนกันความร้อนชนดิ ต่าง ๆ แสดงใหเ้ ห็นว่าฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้น

ใยธรรมชาตผิ สมกบั น้ำยางธรรมชาตแิ ละสารบอแรกซ์อตั ราส่วน 40 : 50 : 10 และ ฉนวนกันความร้อนจากเส้นใย
ธรรมชาตผิ สมกับน้ำยางสงั เคราะห์และสารบอแรกซอ์ ัตราส่วน 40 : 50 : 10 มีค่าลดลงเม่อื ปริมาณนำ้ ยางพาราลดลง
หรือปรมิ าณเส้นใยเพิ่มขน้ึ

ผลการทดสอบการดดู ซมึ น้ำของฉนวนกันความรอ้ นชนดิ ต่าง ๆ แสดงใหเ้ ห็นวา่ เมื่อฉนวนกันความร้อนมีรูพรุน
มาก จะทำให้สามารถดูดซึมน้ำไดม้ าก

ผลการทดสอบดา้ นการใชง้ านของฉนวนกนั ความร้อนชนดิ ต่าง ๆ แสดงใหเ้ ห็นวา่ เมื่อนำฉนวนกนั ความร้อนไป
วางไว้ด้านบนกลอ่ งพบวา่ อณุ หภมู ภิ ายในกล่องน้อยกว่ากล่องที่ไม่มีฉนวนกันความร้อนวางบนกล่อง

จากการเปรยี บเทยี บคา่ การนำความรอ้ นของฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยชานอ้อยผสมกบั น้ำยางธรรมชาติ
น้ำยางสังเคราะห์และสารบอแรกซ์ ฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้นใยซงั ข้าวโพดผสมกับนำ้ ยางธรรมชาติ นำ้ ยาง
สงั เคราะหแ์ ละสารบอแรกซ์ ฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยลำต้นกลว้ ยผสมกับน้ำยางธรรมชาติ น้ำยางสังเคราะห์และ
สารบอแรกซ์ และฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยสังเคราะห์ แสดงให้เห็นว่าฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยซงั ข้าวโพด
ผสมนำ้ ยางสงั เคราะหแ์ ละสารบอแรกซม์ คี ุณสมบตั เิ หมาะสำหรับการเปน็ ฉนวนกันความรอ้ นมากที่สดุ จากการทดลอง
และบนั ทึกผล

อภปิ รายผล
คณุ สมบัติของฉนวนท่ดี ีจะต้องมีคือ ค่าการนำความร้อนจะตอ้ งน้อย น้ำหนักเบา ดดู ซับน้ำไดด้ ี จากคุณสมบัติ

ดงั กล่าวฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยซงั ขา้ วโพดผสมกบั น้ำยางสังเคราะห์และสารบอแรกซ์ในอัตราสว่ น 40 : 50 : 10
จากผลการทดลองพบวา่ สามารถดดู ซับน้ำได้ดี นำความร้อนนอ้ ย และมีน้ำหนกั เบาเมือ่ เทยี บกับฉนวนกนั ความร้อน
ชนดิ อ่นื ๆ และเมอ่ื เทียบกบั ผลติ ภณั ฑใ์ นท้องตลาดที่เปน็ ท่ีนยิ มและราคาค่อนข้างสูง

ข้อเสนอแนะในการนำผลงานวิจัยไปใช้
ฉนวนกันความร้อนชนดิ ต่าง ๆ ท่ีได้สามารถนำไปใชเ้ ปน็ ฝา้ เพดานหรอื ปูทับฝ้าเพดานจากท่ที ำจากวัสดุชนดิ

อ่นื ได้

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครัง้ ตอ่ ไป
1) งานวจิ ยั นแี้ ผน่ ฉนวนมกี ารผสมสารบอแรกซเ์ พื่อเป็นสารหน่วงไฟ ซ่งึ สารบอแรกซ์เปน็ สารที่มีผลตอ่ มนุษย์
หากเกิดการเผาไหม้ ควรมีการศึกษาสารหน่วงไฟชนดิ อ่นื ท่ใี ห้ผลทางการหนว่ งไฟใกล้เคียงกันหรือดีกวา่
และเปน็ อนั ตรายน้อยกวา่
2) ศกึ ษาคณุ สมบัติของพชื ชนดิ อ่ืนท่สี ามารถเปน็ ฉนวนกันความรอ้ นไดด้ ีขนึ้ จากเดิม

บรรณานุกรม

บรรณานกุ รมภาษาไทย

ปริย นลิ แสงรัตน์. (2560). การผลติ ฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยหญา้ คาและยางพารา. [วารสารวจิ ยั ]. แหล่งทม่ี า:
http://research.rmu.ac.th/rdi-mis//upload/fullreport/1607006421.pdf. (12 กรกฎาคม 2564)

โรสลนี า จาราแว. (2559). การพฒั นาฉนวนกนั ความร้อนจากพชื ในเขตท้องถ่นิ . [วารสารวิจยั ]. แหลง่ ทีม่ า:
http://wb.yru.ac.th/bitstream/yru/249/1/16โรสลีนา.pdf. (12 กรกฎาคม 2564)

Somkit Chuenarrom. (2557). ทฤษฎีการจบั ตัวของนำ้ ยาง. [ระบบออนไลน์]. แหลง่ ที่มา:
https://rubberdigest.com/?p=124. (23 กรกฎาคม 2564)

ปรีดเิ์ ปรม ทศั นกลุ . (2559). ภยั มดื สารจับตัวยางก้อนถว้ ยสรา้ งความเสียหายต่อคุณภาพยางไทย. [ระบบออนไลน์].
แหล่งท่ีมา: https://www.yangpalm.com/2016/10/blog-post.html. (23 สงิ หาคม 2564)

เกษตรศาสตร์ นำไทย. (2562). แผน่ ฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยและน้ำยางพาราธรรมชาติ. [ระบบออนไลน์].
แหลง่ ทม่ี า: https://youtu.be/xEdKie4GVgA. (23 สิงหาคม 2564)

STREPHONSAYS. (2564). ความแตกต่างระหว่างยางธรรมชาตแิ ละยางสงั เคราะห์. [ระบบออนไลน์]. แหล่งท่ีมา:
https://th.strephonsays.com/natural-and-vs-synthetic-rubber-6085#. (23 สงิ หาคม 2564)

ภทั ราวดี ธงงาม ปียะนุช เจดยี ย์ อด และวนั ชยั ยทุ ธ วงษ์เทพ. (2561). กระดาษเปลือกข้าวโพดทำมือ. [E-Book].
แหลง่ ทมี่ า: https://kaewpanya.rmutl.ac.th/kb/HR-Blog/mediafiles/1537168456.pdf.

(25 สิงหาคม 2564)
กรองทพิ ย์ เตมิ เกาะ. (2555). การทดสอบสภาพนำความร้อนของฉนวนกันความร้อนคอมโพสิท. [วารสารวิจัย].

แหล่งทีม่ า: http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2555_190_60_p9-11.pdf. (25 สงิ หาคม 2564)
กระทรวงพลังงาน. (2562). สถานการณพ์ ลงั งานของประเทศไทยปี 2562. [E-Book]. แหล่งท่ีมา:https://

cdn.fbsbx.com/v/t59.270821/162849843_148952323806374_5315623508872925011_n.pdf/si
t2_jan_dec_62_REVISE.pdf?_nc_cat=104&ccb=15&_nc_sid=0cab14&_nc_ohc=ThbZlGztarMA
X8kt6Je&_nc_ht=cdn.fbsbx.com&oh=db063b018c650c2cadf4d549680da881&oe=61427
D83&dl=1. (28 สงิ หาคม 2564)

วกิ ิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2562). ชานออ้ ย. [ระบบออนไลน์]. แหลง่ ทมี่ า: https://th.wikipedia.org/wiki/ชานอ้อย.
(28 สงิ หาคม 2564)

วิกพิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี. (2562). กลว้ ย. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/กลว้ ย.

(28 สงิ หาคม 2564)

ขา่ วเดลนิ วิ ส.์ (2561). ซังขา้ วโพด. [ระบบออนไลน์]. แหลง่ ทมี่ า: https://www.dailynews.co.th/agriculture/
620131/. (28 สิงหาคม 2564)

บ้านจอมยทุ ธ. (2543). เสน้ ใย. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.baanjomyut.com/library_2/
extension-4/fiber/index.html. (28 สิงหาคม 2564)

วกิ พิ ีเดยี สารานุกรมเสรี. (2562). น้ำยาง. [ระบบออนไลน์]. แหล่งท่ีมา: https://th.wikipedia.org/wiki/นำ้ ยาง.

(28 สิงหาคม 2564)

Ammk. (2563). ฉนวนกันความรอ้ น มกี ่ปี ระเภท? ใช้งานแบบไหน?. [ระบบออนไลน์]. แหลง่ ท่มี า: https://
www.kachathailand.com/articles/ฉนวนกนั ความรอ้ น-มกี ป่ี ร/. (28 สงิ หาคม 2564)

Encyclopedia. (2560). ฉนวนกนั ความร้อน (Sound insulation) กับคณุ สมบตั ิท่นี ่าร้กู อ่ นจะนำเอาไปใช้งาน.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งท่มี า: https://www.wazzadu.com/article/1367. (28 สงิ หาคม 2564)

BANGKOK INTEGRATED TRADING CO., LTD. (2558). ประเภทฉนวนกันความรอ้ น และคุณสมบตั ิ.

[ระบบออนไลน์].แหล่งทีม่ า: https://www.bitbkk.com/ประเภทฉนวนกนั ความร้อน-แ/.
(29 สงิ หาคม 2564)

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก
ภาพแผ่นฉนวนกนั ความรอ้ นจากเสน้ ใยธรรมชาติ

ภาพท่ี ก-1 แผ่นฉนวนกันความรอ้ นจากเสน้ ใยชานอ้อยผสมกบั นำ้ ยางพาราสังเคราะห์
และสารบอแรกซใ์ นอตั ราส่วน 40 : 50 : 10 ตามลำดับ

ภาพที่ ก-2 แผน่ ฉนวนกนั ความร้อนจากเส้นใยชานอ้อยผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาติ
และสารบอแรกซ์ในอตั ราส่วน 40 : 50 : 10 ตามลำดับ

ภาพท่ี ก-3 แผ่นฉนวนกนั ความรอ้ นจากเส้นใยซังข้าวโพดผสมกับนำ้ ยางพาราสังเคราะห์
และสารบอแรกซใ์ นอัตราสว่ น 40 : 50 : 10 ตามลำดับ

ภาพที่ ก-4 แผน่ ฉนวนกันความรอ้ นจากเสน้ ใยซงั ข้าวโพดผสมกับนำ้ ยางธรรมชาติ
และสารบอแรกซ์ในอตั ราสว่ น 40 : 50 : 10 ตามลำดับ

ภาพท่ี ก-5 แผ่นฉนวนกนั ความร้อนจากเสน้ ใยลำต้นกล้วยผสมกับน้ำยางพาราสงั เคราะห์
และสารบอแรกซใ์ นอตั ราส่วน 40 : 50 : 10 ตามลำดับ

ภาพที่ ก-6 แผ่นฉนวนกันความรอ้ นจากเส้นใยลำตน้ กลว้ ยผสมกบั นำ้ ยางพาราธรรมชาติ
และสารบอแรกซ์ในอตั ราสว่ น 40 : 50 : 10 ตามลำดับ


Click to View FlipBook Version