The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชญานิศ พรหมสุวรรณ, 2023-08-25 01:22:10

การตัดคำ

การตัดคำ

การตัดคำ การตัดคำ คือการตัดหรือลดรูปของคำให้เหลือน้อยกว่าคำเดิม เพื่อให้พยางค์สั้นเข้าวิธีตัดคำนี้เกิดจากกวี ผู้ร้อยกรองบทประพันธ์ เมื่อคำใดมีพยางค์มากเกินไป จะนำเข้าบรรจุในบทประพันธ์ก็ยาวเกินกว่าลักษณะบังคับ ที่วางไว้ในกฏ จึงหาวิธีลดพยางค์ของคำให้เหลือน้อยพอที่จะบรรจุลงได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ให้คำที่ลดพยางค์แล้ว นั้นยังมีความหมายเท่าคำเดิม หรือแม้จะมีความหมายเพี้ยนไปจากคำเดิมบ้าง ก็ยังแสดงเค้าของคำเดิมอยู่ เช่น :- อักโขภิณี ตัดเหลือ อักโข, พาราณสี ตัดเหลือ พารา, อนุช ตัดเหลือ นุช, เดียรดาษ ตัดเหลือ ระดาษ เป็นต้น วิธีเช่นนี้เรียกว่า การตัดคำ จะตัดคำโดดหรือคำประสม ที่เรียกตามบาลีว่าคำสมาสก็ได้ กำชัย ทองหล่อ, (2554, น. 122 - 123) ๑. ตัดข้างหน้า ได้แก่การตัดพยางค์ข้างหน้าของคำ จะตัดพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ แต่ต้องเหลือพยางค์ไว้พอเป็นเครื่อง สังเกตรู้ถึงคำเดิม เช่น :- อนุช เป็น นุช อภิรมย์ เป็น ภิรมย์ อนุสนธิ “ นุสนธิ์ อภิปราย “ ภิปราย อดิเรก “ ดิเรก อธิบาย “ ธิบาย ชีพิตักษัย “ ตักษัย เดียรดาษ “ ระดาษ โพล้เพล้ “ เพล้ อุโบสถ “ โบสถ์ อุบาสิกา “ สีกา สิสฺสานุสฺสิสฺส “ สานุศิษย์ การตัด “อ” ที่เป็นพยางค์หน้าของคำนั้น ควรเป็น “อ” ที่มาจากอุปสรรค เช่น :- อดิ (อติ), อธิ, อนุ, อภิ, ถ้าเป็น “อ” ปฏิเสธ ไม่ควรตัด เพราะจะทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้ามเช่น อมฤต แปลว่า ไม่ ตาย ถ้าตัด “อ” ออก จะแปลว่าตาย, อสัตย์ แปลว่า ไม่มีสัตย์ ถ้าตัด “อ” ออก จะแปลว่า มีสัตย์ เป็นต้น แต่ถ้า เป็น “อน” ที่แผลงมาจาก “อ” ถึงแม้จะเป็นปฏิเสธก็ตัด “อ” ได้ เช่น :-อเนก เป็น เนก(อ่านว่า เหนก), อนันต์ เป็น นันต์ เป็นต้น คำพูดที่มีความหมายเหมือนกัน แต่นิยมใช้คู่กันเพื่อบังคับมิให้ความหมายไปซ้ำกับคำอื่นที่มีรูปอย่าง เดียวกัน เช่น :- คดเคี้ยว, งูเงี้ยว เป็นต้น ในการแต่งบทประพันธ์ประเภทร้อยกรองบางทีก็ตัดคำหน้าออกเหลือไว้ แต่คำหลัง เช่นตัวอย่างในโคลงโลกนิติว่า : “น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว ยูงตาม” คำชนิดนี้เวลาแปลต้องอาศัยคำห้อมล้อมเป็นหลักวินิจฉัย กำชัย ทองหล่อ, (2554, น. 122 - 123)


๒. ตัดข้างหลัง ได้แก่การตัดพยางค์ข้างหลังของคำ จะตัดพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่นเดียวกับวิธีที่ ๑ ต่างกันที่ตัดข้าง หลัง เช่น :- วินิจฉัย เป็น วินิจ หรือ พินิจ ไอราวัณ เป็น ไอยรา พาราณสี “ พารา อโหสิกรรม “ อโหสิ อัชฌาสัย “ อัชฌา เอกอุดม “ เอกอุ ฯลฯ ๓. วิธีตัดตอนกลาง วิธีนี้คล้ายกับวิธี “มัชเฌโลป” ของบาลี มัชเฌโลป แปลว่าลบศัพท์ที่อยู่ในระหว่างกลาง หรือพูดน้อย อีก นัยหนึ่งก็คือ ละศัพท์ที่อยู่ในระหว่างกลางไว้ในฐานเข้าใจ แต่เวลาแปลต้องเติมเข้ามาให้ครบ เช่น :- อสฺส + ยุตฺต + รถ (ม้า+เทียม+รถ) เป็นอสฺสรถ (ม้ารถ)ตัดคำ “ยุตฺต” ซึ่งอยู่ระหว่างกลางออก จึงเรียกมัชเฌโลป ต่างกับ วิธีตัดตอนกลางของไทยก็คือมัชเฌโลปของบาลีตัดคำในระหว่างกลางออกทั้งคำ ส่วนวิธีของไทย ตัดเฉพาะส่วนใด ส่วนหนึ่งของศัพท์หน้าหรือศัพท์หลัง ไม่ใช่ตัดทั้งคำ วิธีมัชเฌโลปของบาลี คล้ายกับวิธีย่อคำของไทย เช่น :- รถเทียมม้า เป็น รถม้า, เรือใช้พาย เป็น เรือพาย, เรือใช้เครื่องยนต์ เป็น เรือยนต์, เป็นต้น การตัดคำนี้ ในภาษาพูดหรือภาษาปาก เรานิยมใช้กันมาก เพราะทำให้พยางค์สั้นพูดได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ เยิ่นเย้อยืดยาด เช่น :- พฤษภาคม เป็น พฤษภา พฤหัสบดี เป็น พฤหัส พฤษจิกายน “ พฤษจิ กรุงเทพมหานคร “ กรุงเทพฯ กรกฎาคม “ กรกฎา วัดบวรนิเวศวิหาร “ วัดบวร ฯลฯ ชื่อเฉพาะของคน ถ้าพูดในฐานะคุ้นเคย เราก็มักจะตัดคำให้สั้น เช่น :-สมจิต, ถาวร, เริงชัย ฯลฯ เป็น จิต, วร , เริงส่วนการที่จะตัดคำพยางค์หน้าหรือหลังนั้น ไม่มีหลักแน่นอน เพราะเป็นภาษาพูด ซึ่งผู้พูดอาจนิยมเรียกพยางค์ หน้าหรือหลังก็ได้ ที่ยกภาษาพูดขึ้นมากล่าวก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าการตัดคำนี้ เรานิยมใช้กันทั้งในภาษาพูดและภาษา เขียน และการเรียกชื่อคนโดยการตัดคำนั้น จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้พูดมีความสนิทสนมกับเจ้าของชื่อเท่านั้น มิฉะนั้น ถือ ว่าเป็นการไม่สุภาพ กำชัย ทองหล่อ, (2554, น. 123 - 124)


สำนวนที่ต่างกันที่การตัดคำ หมายถึงสำนวน ๒ สำนวนที่มีความหมายเหมือนกัน มีการเปรียบเทียบแบบเดียวกัน สำนวนเดิมใช้คำมาก สำนวนปัจจุบันจะตัดคำออกไป ซึ่งได้แก่สำนวนต่อไปนี้ ๑. พระมาลัยมาโปรด -- พระมาโปรด ๒. เอาปูนหมายหัว -- หมายหัว ๑.พระมาลัยมาโปรด – พระมาโปรด สำนวนเดิมใช้ “พระมาลัยมาโปรด” ปัจจุบันตัดให้สั้นลงเหลือเพียง “พระมาโปรด” เท่านั้น อาจจะเป็น เพราะว่าสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่อง “พระมาลัย” ก็ได้ ที่มาของสำนวน “พระมาลัยมาโปรด” นั้น กาญจนาคพันธุ์ ได้อธิบายไว้ดังนี้ “มูลของสำนวนมาจากคัมภีร์มาลัยสูตร ที่มีเรื่องพระมาลัยมหาเถระมีอิทธิฤทธิ์ลงไปเมืองนรก ทำลาย เครื่องลงโทษสัตว์นรก เช่น ทุบหม้อทองแดงให้แตกสัตว์นรกได้เป็นสุขขึ้น มาลัยสูตรนี้สมัยโบราณแต่งเป็นกลอน สวดเรียกว่า “สวดมาลัย” เคยใช้สวดในพิธีแต่งงาน สวดให้คู่บ่าวสาวฟัง”ส่วนสำนวน “พระมาโปรด” ก็คงมาจาก สำนวน “พระมาลัยมาโปรด” นี่เอง แต่คำว่า “พระ” ในสำนวน “พระมาโปรด” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงพระ มาลัย อาจจะหมายถึงพระสงฆ์ทั่วๆไปก็ได้ เพราะตามปกติ“พระ” ก็เป็นตัวแทนของผู้ที่มีความเมตตากรุณาอยู่ แล้ว สำนวนทั้งสองมีความหมายเหมือนกันดังนี้ พระมาลัยมาโปรด ---- ผู้มีอำนาจหรือผู้ใดหรืออะไรมาช่วยให้พ้นจากความทุกข์หรือความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ได้ความสุข สำราญขึ้น (ส) ----- น. ผู้ที่มาช่วยเหลือในยามที่กำลังตกทุกข์ได้ยากได้ทันท่วงที (๒๕) พระมาโปรด ----- เปรียบบุคคลหรือสิ่งที่มาช่วยให้พ้นทุกข์ว่าเหมือน “พระมาโปรด” (ทั่วไป) เอาปูนหมายหัว --- หมายหัว สำนวนเดิมใช้ “เอาปูนหมายหัว” ปัจจุบันตัดให้สั้นเหลือเพียง “หมายหัว” กาญจนาคพันธุ์ได้อธิบายที่มาของ สำนวนนี้ไว้ ดังนี้


“ประเพณีคลอดบุตรของไทยโบราณมีว่า ถ้าเด็กคลอดออกมาตาย หมอตำแยหรือผู้ใหญ่จะเอาปูนหรือมินหม้อแต้ม ไว้ ทั้งนี้เพื่อว่าถ้าคลอดบุตรคนใหม่ มีปานแดงหรือปานดำติดตัวมา ก็จะรู้ว่าบุตรที่ตายนั้นมาเกิดใหม่ บางทีหมอ ตำแยก็เอาปูนหรือมินหม้อแต้มหน้าผากไว้ จะแต้มเพื่ออะไรไม่ทราบ จะเป็นเคล็ดหรือจะเป็นลัทธิของหมอตำแยก็ ได้ เพราะหมอตำแยอาจจะมีลัทธิวิธีของตนแตกต่างกันไป” การที่ปัจจุบันพูดสั้นๆเพียง “หมายหัว” อาจจะเพราะประเพณี “เอาปูนหมายหัว” เลิกใช้แล้ว ซึ่งสำนวนทั้งสองมี ความหมายดังนี้ เอาปูนหมายหัว --- เชื่อว่าจะเป็นคนไม่ดี เชื่อแน่ว่าจะเอาดีไม่ได้ (ส) --- จ้องตาไว้, คิดไว้ล่วงหน้าจะจับผิด (จ) ---ก. ผูกอาฆาตไว้, คาดโทษไว้, เชื่อแน่ว่าจะเป็นไปตามคาดหมายไว้ (๒๕) หมายหัว ---- ก. ตราหน้าไว้, จำหน้าไว้ (๒๕) จากคำอธิบายความหมายของสำนวนข้างบนนี้ แม้จะไม่ตรงกันนัก แต่สรุปได้ว่าสำนวนทั้งสองมี ความหมายไปในทางคาดการณ์ล่วงหน้าว่าบุคคลที่เรา “เอาปูนหมายหัว” หรือ “หมายหัว” ไว้จะไม่ดี และเชื่อว่า คงเป็นเช่นนั้นแน่ ซึ่งความหมายที่ ๑ กับความหมายที่ ๔ ข้างบนนี้ถือว่าตรงกัน เพราะ “ตราหน้า” ก็มีความหมาย ว่าประมาทหน้าเอาไว้ว่าจะไม่ดี ส่วนความหมายที่ ๒ ให้ความหมายเลยไปถึงการคอยจับผิดด้วย และความหมายที่ ๓ เพิ่มความหมาย ผูกอาฆาตกับคาดโทษเข้าไปด้วย ไขสิริปราโมช ณ อยุธยา, (2526, น.80-86) คำบางคำหรือสำนวนบางสำนวนมีลักษณะที่แตกต่างกับภาษาไทยปัจจุบัน เช่น สำนวน “เปนอัน”ในข้อความ “ตกลงเปนอันไม่รำคาญใจนัก” (ไกลบ้าน เล่ม ๑, ๒๕๔๕; ๒๔) ภาษาไทยปัจจุบันสามารถละหรือตัดออกได้เป็น “ตกลงไม่รำคาญใจนัก”เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังพบคำและสำนวนใหม่ ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เรียกแทนสิ่งแปลกใหม่หรือวิทยาการอันทันสมัยที่พระองค์ได้ทอดพระเนตร นพรัฐ เสน่ห์, (2558, น.44)


ตัวอย่างเพิ่มเติม อนุช เป็น นุช อภิรมย์ “ ภิรมย์ อนุสนธิ “ นุสนธิ์ อภิปราย “ ภิปราย อดิเรก “ ดิเรก อธิบาย “ ธิบาย ชีพิตักษัย “ ตักษัย เดียรดาษ “ ระดาษ โพล้เพล้ “ เพล้ อุโบสถ “ โบสถ์ อุบาสิกา “ สีกา สิสฺสานุสฺสิสฺส “ สานุศิษย์ วินิจฉัย เป็น วินิจ หรือ พินิจ ไอราวัณ “ ไอยรา พาราณสี “ พารา อหิวาตกโรค “ อหิวาต์ อโหสิกรรม “ อโหสิ อักโขภิณี “ อักโข, โข หรือ ขุ อัชฌาสัย “ อัชฌา เอกอุดม “ เอกอุ พฤษภาคม “ พฤษภา พฤหัสบดี “ พฤหัส


พฤษจิกายน “ พฤษจิ กรุงเทพมหานคร “ กรุงเทพฯ กรกฎาคม “ กรกฎา วัดบวรนิเวศวิหาร “ วัดบวร เมษายน “ เมษา มิถุนายน “ มิถุนา สิงหาคม “ สิงหา กันยายน “ กันยา ตุลาคม “ ตุลา ธันวาคม “ ธันวา มกราคม “ มกรา กุมภาพันธ์ “ กุมภา มีนาคม “ มีนา กระทรวงศึกษาธิการ “ กระทรวงศึกษา กระทรวงเกษตราธิการ “ กระทรวงเกษตร กรมโยธาเทศบาล “ กรมโยธา วัดเทพศิรินทราวาส “ วัดเทพศิรินทร์ กรมอุตุนิยมวิทยา “ กรมอุตุ เมืองนครศรีธรรมราช “ เมืองนคร จันทบุรี “ จันทบูร จังหวัดชลบุรี “ จังหวัดชล ฯลฯ


ความหหมาย อักโขภิณี, อักโขเภณี ๑) น. จำนวนนับอย่างสูง คือ ๑ มีศูนย์ตาม ๔๒ ตัว (ป,; ส. อกฺเษาหิณี). ๒) น. กองทัพอินเดียโบราณที่มีกระบวนรบพร้อมมูลตามกำหนด (ป,; ส. อกฺเษาหิณี). ๓) น. ใช้ว่า อักเษาหิณี ก็มี. (ป,; ส. อกฺเษาหิณี). อักโข ว. มาก, หลาย. (อักโขภิณี). พารา น. เมือง, เขียนเป็น ภารา ก็มี. อนุช [อะนุด] น. “ผู้เกิดภายหลัง”, น้องสาว, นิยมใช้ว่า นุช. (ป., ส.). นุช (กลอน; ตัดมาจาก อนุช) น. น้อง (โดยมากใช้แก่ผู้หญิง). เดียรดาษ [เดียระดาด] ว. เกลื่อนกลาด, เกลื่อน, ดื่นดาษ, ดาษเดียร ก็ใช้. อนุสนธิ น. การต่อเนื่อง, การสืบเนื่อง. (ป.). อดิเรก, อดิเรก- (๑) [อะดิเหรก, -เหรกกะ-] ว.พิเศษ, (ป., ส.). (๒) [อะดิเหรก, -เหรกกะ-] น. ชื่อพรพิเศษที่พระสงฆ์ชั้นพระราชาคณะถวายพระมหากษัตริย์สมเด็จ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์หรือสามัญชนที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในคำ ว่า ถวายอดิเรก, (ป., ส.). ชีพตักษัย, ชีพิตักษัย (ราชา) น.การสิ้นชีวิต. (ส. ชีวิตกฺษย; ป.ชีวิตกฺขย).


ชีพิตักษัย ดู ชีพ, ชีพ-, ตักษัย [ตักไส] (กลอน; ตัดมาจาก ชีวิตักษัย) ก.สิ้นชีวิต, ตาย โพล้เพล้ น. เวลาพลบค่ำ, เวลาจวนค่ำ, เวลาเข้าไต้เข้าไฟ, พี้โพ้หรือ เพล้โพล้ ก็ว่า. อุบาสิกา น. คฤหัสถ์ผู้หญิงที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง. (ป., ส. อุปาสิกา). สีกา (ปาก) น. คำที่บรรพชิตเรียกคฤหัสถ์ผู้หญิง, คู่กับ ประสก. (ตัดมาจาก อุบาสิกา). อภิรมย์ (๑) ก. รื่นเริงยิ่ง, ดีใจยิ่ง, ยินดียิ่ง (ส.; ป. อภิรมฺม). (๒) ก. พักผ่อน (ส.; ป. อภิรมฺม). (๓) ก. ใช้ว่า ภิรมย์ ก็มี. (ส.; ป. อภิรมม). ภิรมย์ ดู อภิรมย์. อภิปราย [อะพิปฺราย] ก. พูดชี้แจงแสดงความคิดเห็น. (ส.อภิปฺราย). อธิบาย [อะทิบาย] ก. ไขความ, ขยายความ, ชี้แจง. (ป. อธิปฺปาย). อุโบสถ ๑ (๑) [อุโบสด] น. เรียกสถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมเช่นสวดพระปาติโมกข์ อุปสมบท ว่า โรง อุโบสถ หรือ อุโบสถ, เรียกย่อว่า โบสถ์ (ป. อุโปสถ; ส.อุโปษธ, อุปวสถ). (๒) (ปาก) น. เรียกวันพระ ว่า วันอุโบสถ (ป. อุโปสถ; ส.อุโปษธ, อุปวสถ).


(๓) น. เรียกการแสดงพระปาติโมกข์ของพระสงฆ์ทุก ๆ กึ่งเดือน คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือวันแรม ๑๕ ค่ำ ใน เดือนขาด ว่า การทำอุโบสถ (ป. อุโปสถ; ส.อุโปษธ, อุปวสถ). (๔) น. เรียกการรักษาศีล ๘ ของคฤหัสถ์ ว่า การรักษาอุโบสถ. (ป. อุโปสถ; ส.อุโปษธ, อุปวสถ). อุโบสถ ๒, อุโบสถหัตถี [อุโบสด, อุโบสดถะ-] น. ชื่อช้างตระกูล ๑ ใน ๑๐ ตระกูล กายสีทองคำ, ช้าง ๑๐ ตระกูล คือ ๑. กาฬาวกหัตถี ๒. คังไคยหัตถี ๓. ปัณฑรหัตถี ๔.ตามพหัตถี ๕. ปิงคลหัตถี ๖. คันธหัตถี ๗. มงคลหัตถี ๘. เหมหัตถี ๙. อุโบสถหัตถี ๑๐. ฉัททันตหัตถี.


เอกสารอ้างอิง กำชัย ทองหล่อ. ๒๕๕๔. หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น (1997) จำกัด. สืบค้นเมื่อ22 สิงหาคม 2566 ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา. ๒๕๓๙. การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำและความหมายของสำนวนไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2566 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ๒๕๓๖. ไกลบ้าน เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สืบค้นเมื่อ22 สิงหาคม 2566 แดนบีช แบรดเลย์. ๒๕๑๔. อักขราภิธานศรับท์. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. สืบค้นเมื่อ22 สิงหาคม 2566 นพรัฐ เสน่ห์. (2558). การใช้คำและสำนวนภาษาในพระราชนิพนธ์“ใกล้บ้าน”. วารสารวรรณคดีไทย (ฉบับ พิเศษ), 32 (1), 46-61. สืบค้นจาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/THlanglit/issue/view/5604 สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2566 ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๔๖. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่น สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2566 เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์. ๒๕๕๔. ดวงตาที่สาบสูญ.ใน แสงทิวา นราพิชญ์และคณะ (บ.ก.), วรรณมาลัย. (น.513-519). กรุงเทพฯ : สำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย. สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2566


Click to View FlipBook Version