The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gfpdsa trewq, 2020-11-12 00:40:11

ทิวลี่อีบุ๊ก

ทิวลี่อีบุ๊ก

เรอ่ื งวนั ลอยกระทง

ด.ญ.จรยิ า ศรจี นั ทร์

ชนั้ ม.2/1 เลขท่ี13
เสนอ

ครุวีรณา หลายวิวฒั น์

โรงเรยี นดงมะไฟพทิ ยาคม

สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา
มธั ยมศกึ ษายโสธร

คำนำ

• หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส(์ E-book)เร่ืองวนั ลอย
กระทงเป็นสว่ นหนง่ึ ของการศกึ ษาการสรา้ งส่ือดว้ ย
เทคโนโลยีรายวิชาการสรา้ งหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์
รหสั วิชาว20243หนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ สเ์ ร่อื งวนั ลอย
กระทงเป็นการศกึ ษาเก่ียวกบั การทาประเพณีวนั
ลอยกระทงเพ่ือเป็นการเผยแผค่ วามรูผ้ า่ นส่ือ
เทคโนโลยีหากมีขอ้ ผิดพลาดประการใดขา้ พเจา้ ขอ
นอ้ มรบั และปรบั ปรุงแกไ้ ขพฒั นาใหด้ ยี ่งิ ขนึ้ ตอ่ ไป

เรอื่ ง หนา้
เนอื้ เรอื่ ง 4-9
การลอยกระทงในแตล่ ะภาค 10-11
ความเช่ือการลอยกระทงในแตล่ ะทอ้ งถนิ่ 12-13
เพลงวนั ลอยกระทง 14
คาถวายเวลาลอยกระทง 15
ตานานนางนพมาส 15-17
ประเพณีการลอยกระทงในแตล่ ะภาค 18-20
วตั ถปุ ระสงคใ์ นการลอยกระทง 21-23
รูปวนั ลอยกระทง 24-26
กระทงแตล่ ะรูปแบบ 25-30
อา้ งองิ 31

เนือ้ เรอ่ื ง

ประเพณีและประวตั วิ นั ลอยกระทง
วนั ลอยกระทง เป็นวนั สาคญั วนั หนงึ่ ของชาวไทย ตรงกบั วนั ขนึ้ 15 ค่า
เดอื น 12 ตามปฏิทินจนั ทรคตไิ ทย ตามปฏทิ นิ จนั ทรคติลา้ นนา มกั จะ
ตกอยใู่ นราวเดอื นพฤศจิกายน ตามปฏทิ ินสรุ ิยคติ ประเพณีนกี้ าหนด
ขนึ้ เพอื่ เป็นการสะเดาะเคราะหแ์ ละขอขมาตอ่ พระแมค่ งคา บาง
หลกั ฐานเชื่อวา่ เป็นการบชู ารอยพระพทุ ธบาทที่รมิ ฝ่ังแมน่ า้ นมั ทามหา
นที และบางหลกั ฐานก็วา่ เป็นการบชู าพระอปุ คตุ อรหนั ตห์ รอื พระ
มหาสาวก สาหรบั ประเทศไทยประเพณีลอยกระทงไดก้ าหนดจดั ในทกุ
พนื้ ท่ีท่วั ประเทศ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งบรเิ วณทต่ี ิดกบั แมน่ า้ ลาคลอง
หรอื แหลง่ นา้ ตา่ ง ๆ ซงึ่ แตล่ ะพนื้ ทก่ี ็จะมเี อกลกั ษณท์ ี่นา่ สนใจแตกตา่ ง
กนั ไป

ประวตั คิ วามเป็นมาของวนั ลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงนนั้ ไมม่ หี ลกั ฐานระบแุ นช่ ดั วา่ เรม่ิ ตงั้ แตเ่ มอื่ ใด แต่
เช่ือวา่ ประเพณีนไี้ ดส้ บื ตอ่ กนั มายาวนานตงั้ แตส่ มยั สโุ ขทยั โดยในรชั
สมยั พอ่ ขนุ รามคาแหง เรยี กประเพณีลอยกระทงนวี้ า่ “พธิ ีจองเปรยี ญ”
หรอื “การลอยพระประทีป” และมีหลกั ฐานจากศลิ าจารกึ หลกั ท่ี 1
กลา่ วถงึ งานเผาเทียนเลน่ ไฟวา่ เป็นงานรน่ื เรงิ ท่ใี หญ่ทส่ี ดุ ของกรุง
สโุ ขทยั ทาใหเ้ ชื่อกนั วา่ งานดงั กลา่ วนา่ จะเป็นงานลอยกระทงอยา่ ง
แนน่ อน

ในสมยั กอ่ นนนั้ พธิ ีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี 5 ไดท้ รงสนั นษิ ฐานวา่ พิธีลอย
กระทงเป็นพธิ ีของพราหมณ์ จดั ขนึ้ เพ่อื บชู าเทพเจา้ 3 องค์ คอื พระ
อศิ วร พระนารายณ์ และพระพรหม ตอ่ มาไดน้ าพระพทุ ธศาสนาเขา้ ไป
เกี่ยวขอ้ ง จึงใหม้ ีการชกั โคม เพ่อื บชู าพระบรมสารรี กิ ธาตุ และลอยโคม
เพอื่ บชู ารอยพระบาทของพระพทุ ธเจา้

ก่อนท่ีนางนพมาศ หรอื ทา้ วศรจี ฬุ าลกั ษณ์ สนมเอกของพระรว่ งจะ
คดิ คน้ ประดิษฐ์กระทงดอกบวั ขนึ้ เป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดงั
ปรากฏในหนงั สอื นางนพมาศทีว่ า่

ครนั้ วนั เพ็ญเดือน 12 ขา้ นอ้ ยไดก้ ระทาโคมลอย คิดตกแตง่ ใหง้ าม
ประหลาดกวา่ โคมสนมกานลั ทงั้ ปวงจงึ เลอื กผกาเกษรสตี า่ ง ๆ มา
ประดบั เป็นรูปกระมทุ กลบี บานรบั แสงจนั ทรใ์ หญ่ประมาณเทา่ กง

ระแทะ ลว้ นแตพ่ รรณดอกไมซ้ อ้ นสสี ลบั ใหเ้ ป็นลวดลาย…
เมือ่ สมเด็จพระรว่ งเจา้ ไดเ้ สดจ็ ฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของ
นางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทยั จงึ โปรดใหถ้ ือเป็นเยี่ยงอยา่ ง และ
ใหจ้ ดั ประเพณีลอยกระทงขนึ้ เป็นประจาทกุ ปี โดยใหใ้ ชก้ ระทงดอกบวั
แทนโคมลอย ดงั พระราชดารสั ทว่ี า่ “ตงั้ แตน่ สี้ บื ไปเบอื้ งหนา้ โดยลาดบั
กษัตรยิ ใ์ นสยามประเทศถงึ กาลกาหนดนกั ขตั ฤกษว์ นั เพ็ญเดือน 12 ให้
ทาโคมลอยเป็นรูปดอกบวั อทุ ศิ สกั การบชู าพระพทุ ธบาทนมั มทานที
ตราบเทา่ กลั ปาวสาน” พธิ ีลอยกระทงจงึ เปลย่ี นรูปแบบตงั้ แตน่ นั้ เป็นตน้
มา

ประเพณีลอยกระทงสบื ตอ่ กนั เรอื่ ยมา จนถึงกรุงรตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้
สมยั รชั กาลที่ 1 ถงึ รชั กาลที่ 3 พระบรมวงศานวุ งศต์ ลอดจนขนุ นาง
นิยมประดษิ ฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชนั กนั ซงึ่ ตอ้ งใชแ้ รงคนและ
เงินจานวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 4 ทรง
เหน็ วา่ เป็นการสนิ้ เปลอื ง จึงโปรดใหย้ กเลกิ การประดษิ ฐ์กระทงใหญ่
แขง่ ขนั และโปรดใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศท์ าเรอื ลอยประทีปถวายองคล์ ะ
ลาแทนกระทงใหญ่ และเรยี กช่ือวา่ “เรอื ลอยประทีป” ตอ่ มาในรชั กาลที่
5 และรชั กาลท่ี 6 ไดท้ รงฟื้นฟพู ระราชพิธีนขี้ นึ้ มาอีกครงั้ ปัจจบุ นั การ
ลอยพระประทปี ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ทรงกระทาเป็นการ
สว่ นพระองคต์ ามพระราชอธั ยาศยั

ประเพณีในแตล่ ะทอ้ งถิ่น

ภาคเหนอื ตอนบน นิยมทาโคมลอย เรยี กวา่ “ลอยโคม” หรอื “วา่ วฮม”
หรอื “วา่ วควนั ” ทาจากกระดาษบางๆ กระดาษทีใ่ ชท้ าวา่ ว แลว้ สมุ ควนั
ขา้ งใตใ้ หล้ อยขนึ้ ไปในอากาศอยา่ งบลั ลนู ประเพณีของชาวเหนือนี้
เรยี กวา่ “ย่ีเป็ง” หมายถึงการทาบญุ ในวนั เพ็ญเดือนยี่(ซงึ่ นบั วนั ตาม
แบบลา้ นนา ตรงกบั วนั เพญ็ เดอื นสบิ สองในแบบไทย)

– จงั หวดั เชียงใหม่ มีประเพณี “ย่ีเป็ง” เชียงใหม่ ในทกุ ๆ ปีจะมกี ารจดั
งานขนึ้ อยา่ งยง่ิ ใหญ่ตระการตา และมีการปลอ่ ยโคมลอยขนึ้ เตม็
ทอ้ งฟา้
– จงั หวดั ตาก จะลอยกระทงขนาดเลก็ ทยอยเรยี งรายไปเป็นสาย
เรยี กวา่ “กระทงสาย”
– จงั หวดั สโุ ขทยั ขบวนแหโ่ คมชกั โคมแขวน การเลน่ พลตุ ะไล ไฟ
พะเนยี ง

ภาคอีสาน ในอดีตมีการเรยี กประเพณีลอยกระทงในภาค
อสี านวา่ สบิ สองเพง็ หมายถงึ วนั เพญ็ เดอื นสบิ สองซง่ึ จะมี
เอกลกั ษณแ์ ตกตา่ งกนั ออกไป เช่น

– จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด มชี ่ืองานประเพณีวา่ “สมมานา้ คนื เพง็
เสง็ ประทปี ” ตามภาษาถิ่นมคี วามหมายถงึ การขอขมาพระ
แมค่ งคา ในคนื วนั เพ็ญเดอื นสบิ สอง การประกวดประทีปโคม
ไฟและกระทงอนั สวยงาม มกี ารจาลองแหห่ วั เมอื งสาเกตุ
นครทงั้ 11 หวั เมอื ง

– จงั หวดั สกลนคร ในอดตี จะมกี ารลอยกระทงจากกาบ
กลว้ ย ลกั ษณะคลา้ ยกบั การทาปราสาทผงึ้ โบราณ เรยี กงาน
นวี้ า่ เทศกาลลอยพระประทีปพระราชทาน สบิ สองเพง็ ไทสกล

– จงั หวดั นครพนม จะตกแตง่ เรอื แลว้ ประดบั ไฟ เป็นรูป
ตา่ งๆ เรยี กวา่ “ไหลเรอื ไฟ” โดยเฉพาะทีจ่ งั หวดั นครพนม
เพราะมคี วามงดงามและอลงั การทส่ี ดุ ในภาคอสี าน

ภาคกลาง มกี ารจดั ประเพณีลอยกระทงขนึ้
ท่วั ทกุ จงั หวดั
– กรุงเทพมหานคร จะมงี านภเู ขาทอง เป็น
รูปแบบงานวดั เฉลมิ ฉลองราว 7-10 วนั กอ่ น
งานลอยกระทง และจบลงในชว่ งหลงั วนั ลอย
กระทง
– จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา มกี ารจดั งาน
ประเพณีลอยกระทงกรุงเก่าขนึ้ อยา่ งยิ่งใหญ่
บรเิ วณอทุ ยานประวตั ิศาสตร์
พระนครศรอี ยธุ ยา ภายในงานมกี ารจดั แสดง
แสง สี เสยี ง อยา่ งงดงามตระการตา

ภาคใต้ อยา่ งทีอ่ าเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา ก็มี
การจดั งานอยา่ งยงิ่ ใหญ่ นอกจากนนั้ ในจงั หวดั
อน่ื ๆ ก็จะจดั งานวนั ลอยกระทงดว้ ยเชน่ กนั

นอกจากนใี้ นแตล่ ะทอ้ งถ่ินยงั อาจมปี ระเพณีลอย
กระทงท่ีแตกตา่ งกนั ไป และสบื ทอดตอ่ กนั เรอ่ื ยมา

เหตผุ ลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตทุ ีม่ ปี ระเพณีลอยกระทงขนึ้ นนั้ เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ
ประการของแตล่ ะทอ้ งท่ี ไดแ้ ก่

1.เพ่อื แสดงความสานกึ ถึงบญุ คณุ ของแมน่ า้ ท่ีใหเ้ ราไดอ้ าศยั นา้ กิน นา้
ใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาตอ่ พระแมค่ งคา ที่ไดท้ งิ้ สง่ิ ปฏิกลู ตา่ ง ๆ
ลงไปในนา้ อนั เป็นสาเหตใุ หแ้ หลง่ นา้ ไมส่ ะอาด

2.เพอื่ เป็นการสกั การะรอยพระพทุ ธบาทนมั มทานที เมื่อคราวท่ี
พระพทุ ธเจา้ เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และไดท้ รงประทบั
รอยพระบาทไวบ้ นหาดทรายแมน่ า้ นมั มทานที ซงึ่ เป็นแมน่ า้ สายหนงึ่
อยใู่ นแควน้ ทกั ขณิ าบถของประเทศอนิ เดยี ปัจจบุ นั เรยี กวา่ แมน่ า้ เนรพุ
ทท

3.เพ่ือเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรยี บเหมือนการ
ลอยความทกุ ข์ ความโศกเศรา้ โรคภยั ไขเ้ จ็บ และสง่ิ ไมด่ ีตา่ ง ๆ ให้
ลอยตามแมน่ า้ ไปกบั กระทง คลา้ ยกบั พิธีลอยบาปของพราหมณ์

4.เพอ่ื เป็นการบชู าพระอปุ คตุ ทชี่ าวไทยภาคเหนือใหค้ วาม
เคารพ ซงึ่ บาเพ็ญเพียรบรกิ รรมคาถาอยใู่ นทอ้ งทะเลลกึ หรอื
สะดอื ทะเล โดยมตี านานเลา่ วา่ พระอปุ คตุ เป็นพระมหาเถระ
รูปหนง่ึ ทม่ี ีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

5.เพื่อรกั ษาขนบธรรมเนยี มของไทยไวม้ ใิ หส้ ญู หายไปตาม
กาลเวลา และยงั เป็นการสง่ เสรมิ การทอ่ งเทยี่ วใหเ้ กิดขนึ้ ทงั้
ชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ

6.เพ่อื ความบนั เทิงเรงิ ใจ เน่อื งจากการลอยกระทงเป็นการ
นดั พบปะสงั สรรคก์ นั ในหมผู่ ไู้ ปรว่ มงาน

7.เพอ่ื สง่ เสรมิ งานฝีมอื และความคดิ สรา้ งสรรค์ เพราะเมอื่ มี
เทศกาลลอยกระทง มกั จะมกี ารประกวดกระทงแขง่ กนั ทา
ใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มไดเ้ กิดความคดิ แปลกใหม่ และยงั รกั ษาภมู ิ
ปัญญาพนื้ บา้ นไวอ้ ีกดว้ ย

เพลงวนั ลอยกระทง

เพลงราวงวนั ลอยกระทงแตง่ โดยครูแกว้ อจั ฉรยิ กลุ ผใู้ หท้ านองคือ
ครูเออื้ สนุ ทรสนาน แหง่ สนุ ทราภรณ์ ซง่ึ ครูเออื้ ไดแ้ ตง่ เพลงนตี้ งั้ แต่
ปี พ.ศ.2498 ขณะท่ไี ดไ้ ปบรรเลงเพลงท่ีบรเิ วณคณะบญั ชี
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ และมีผขู้ อเพลงจากครูเออื้ ครูเอือ้ จึงน่งั
แตง่ เพลงนที้ ี่รมิ แมน่ า้ เจา้ พระยา ในระยะเวลาเพียงครง่ึ ช่วั โมงจงึ
เกิดเป็นเพลง “ราวงลอยกระทง” มเี นอื้ รอ้ งวา่

วนั เพ็ญเดอื นสบิ สอง นา้ นองเตม็ ตลง่ิ
เราทงั้ หลายชายหญิง
สนกุ กนั จรงิ วนั ลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกนั แลว้
ขอเชิญนอ้ งแกว้ ออกมาราวง
ราวงวนั ลอยกระทง ราวงวนั ลอยกระทง
บญุ จะสง่ ใหเ้ ราสขุ ใจ บญุ จะสง่ ใหเ้ ราสขุ ใจ

คาถวายกระทงสาหรบั ลอยประทีป วนั ลอยกระทง

มะยงั อมิ นิ า ปะทีเปนะ นมั มะทายะ
นะทยิ า ปเุ ลเนฐิตงั มนุ ิโน ปาทะวะลญั ชงั อะภิปเู ชมะ
อะยงั ปะทเี ปนะ มนุ โิ น ปาทะวะลญั ชสั สะ ปชู า
อมั หากงั ทีฆะรตั ตงั หติ ายะ สขุ ายะ สงั ฆวตั ตะตุ

ประวตั นิ างนพมาศ

นางนพมาศ หรอื บา้ งก็เรยี กกนั วา่ เรวดี นพมาศ เกิดในรชั กาลพระ
ยาเลอไท กษัตรยิ อ์ งคท์ ่ี 4 แหง่ ราชวงศพ์ ระรว่ ง นางนพมาศ เป็น
ธิดาของพระศรมี โหสถกบั นางเรวดี บดิ าเป็นพราหมณป์ โุ รหิตใน
สมยั พระยาเลอไท มรี ูปสมบตั แิ ละคณุ สมบตั ิที่งดงาม ไดร้ บั การ
อบรมจากบดิ า มคี วามรูท้ างอกั ษรศาสตร์ พทุ ธศาสนา ศาสนา
พราหมณ์ การช่างของสตรี ตลอดจนการขบั รอ้ งดนตรี สนั นิษฐาน
วา่ นางนพมาศ ไดถ้ วายตวั เขา้ รบั ราชการในสมยั พระยาลไิ ท ในยคุ
สโุ ขทยั และเป็นที่โปรดปรานจนไดเ้ ป็นสนมเอก ตาแหนง่ ทา้ วศรี
จฬุ าลกั ษณ์ ซง่ึ กลา่ วกนั วา่ นางนพมาศ เป็นบคุ คลทีฉ่ ลาดถ่อมตวั
เป็นอยา่ งยิง่ จนไดส้ มญาวา่ “กวีหญิงคนแรกของไทย” ดงั เช่นท่ีมี
ขอ้ ความเขียนไวว้ า่ …

ทงั้ เป็นสตรี สติปัญญาก็นอ้ ยกวา่ บรุ ุษ แลว้ ก็ยงั ออ่ นหยอ่ นอายุ
กาลงั จะรกั รูปและแตง่ กาย ซงึ่ อตุ สาหะพากเพียร กลา่ วเป็น
ทาเนยี บไว้ ทงั้ นเี้ พอื่ หวงั จะใหส้ ตรอี นั มปี ระเภทเสมอดว้ ยตน พงึ
ใหท้ ราบวา่ ขา้ นอ้ ยนพมาศ กระทาราชกิจในสมเดจ็ พระรว่ งเจา้
กรุงมหานครสโุ ขทยั ตงั้ จิตคดิ สงิ่ ซงึ่ เป็นการควรกบั เหตุ ถกู ตอ้ ง
พระราชอชั ฌาสยั พระเจา้ อยหู่ วั ก็ไดป้ รากฏช่ือเสยี งวา่ เป็นสตรี
นกั ปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยชู่ ่วั กลั ปาวสาน”

ทงั้ นี้ นางนพมาศ ไดท้ าคณุ งามความดีเป็นท่ีโปรดปรานของพระ
รว่ งในกาลตอ่ มา ทีส่ าคญั ๆ มอี ยู่ 3 ครงั้ คอื …

ครงั้ ที่ 1 เขา้ ไปถวายตวั อยใู่ นวงั ไดห้ า้ วนั ก็ถึงพระราชพิธี
จองเปรยี งลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางไดค้ ดิ ประดิษฐ์โคม
ลอยรูปดอกกระมทุ (ดอกบวั ) มนี กเกาะดอกไมส้ สี วย ๆ ตา่ ง ๆ
กนั เป็นที่โปรดปรานของพระรว่ งมาก

ครงั้ ที่ 2 ในเดอื นหา้ มพี ธิ ีคเชนทรศั วสนาน เป็นพธิ ีชมุ นมุ
ขา้ ราชการทกุ หวั เมอื ง มีเจา้ ประเทศราชขนึ้ เฝา้ ถวายเครอ่ื งราช
บรรณาการดว้ ย ในพธิ ีนพี้ ระเจา้ แผน่ ดินทรงรบั แขกดว้ ยเครอื่ ง
หมากพลู นางนพมาศไดค้ ดิ ประดษิ ฐพ์ านหมากสองชนั้ รอ้ ยกรอง
ดว้ ยดอกไมง้ ดงาม พระรว่ งทรงโปรดปรานและรบั ส่งั วา่ ตอ่ ไปผใู้ ด
จะทาการมงคลก็ดี รบั แขกก็ดี ใหใ้ ชพ้ านหมากรูปดงั นางนพมาศ
ประดิษฐ์ขนึ้ ซง่ี เป็นตน้ เหตขุ องพานขนั หมากเวลาแตง่ งาน ซง่ึ
ยงั คงใชจ้ นถงึ ปัจจบุ นั

ครงั้ ที่ 3 นางนพมาศ ไดป้ ระดษิ ฐ์พนมดอกไมถ้ วายพระรว่ งเจา้ เพื่อ
ใชบ้ ชู าพระรตั นตรยั พระรว่ งทรงพอพระทยั ในความคิดนนั้ ตรสั วา่
แตน่ ตี้ อ่ ไปเวลามพี ิธีเขา้ พรรษาจะตอ้ งบชู าดว้ ยพนมดอกไมก้ อบวั
นี้

ภาคเหนอื มกั นิยมทาโคมลอย จงึ เรยี กวา่ ยเ่ี ป็ง หมายถงึ การ
ทาบญุ ในวนั เพญ็ เดือนย่ี (ซงึ่ นบั วนั ตามแบบลา้ นนา ตรงกบั วนั
เพ็ญเดือนสบิ สองในแบบไทย)

ภาคอสี าน เรยี กวา่ สบิ สองเพง็ หมายถงึ วนั เพ็ญเดอื นสบิ สอง

ภาคกลาง ในกรุงเทพมหานคร จะมีการจดั งานวดั ภเู ขาทอง ราว
7-10 วนั กอ่ นงานลอยกระทง และจบลงในชว่ งหลงั วนั ลอย
กระทง

ภาคใต้ มกี ารจดั งานลอยกระทงในแตล่ ะพนื้ ท่ี มีการประกวดการ
ทากระทง เป็นตน้

ประเพณีลอยกระทงในภาคกลาง

งานนกั ขตั ฤกษ์ประจาปี ชาวบา้ นจะเยบ็ กระทงดว้ ยใบตองหรอื
กาบพลบั พลงึ เป็นรูปคลา้ ยดอกบวั บาน ตามแตจ่ ะคดิ ประดษิ ฐ์
กนั แลว้ ปักธปู เทียนใสด่ อกไม้ พอตกค่าจึงพากนั กนั ไปทท่ี า่ นา้
จดุ ธูปเทียนและตงั้ จิตอธิษฐาน แลว้ ปลอ่ ยกระทงลอยตามนา้
ไป ในวนั เพ็ญสบิ สองนี้ สมยั ก่อนเม่ือถึงเวลาเที่ยงคนื
พระจนั ทรอ์ ยตู่ รงศีรษะพอดี ชาวบา้ นจะตกั นา้ ใสต่ มุ่ ไวก้ นิ และ
อาบ ดว้ ยถือกนั วา่ เป็นช่วงเวลาท่ีนา้ น่งิ และใสสะอาดท่ีสดุ

ประเพณีลอยกระทงในภาคเหนือ

ในภาคเหนอื เรยี กวา่ "ย่ีเป็ง" เดือนย่หี มายถึงเดือน 12 หากนบั แบบ
ปฏิทินชาวลา้ นนา ซง่ึ หมายถงึ การทาบญุ ในเดอื น 12 เมื่อถึง
เทศกาลเดือนย่ีเป็ง หรอื เทศกาลลอยกระทง วดั ตา่ งๆจะตกแตง่
สถานทีด่ ว้ ยตน้ กลว้ ย ตน้ ออ้ ย ทางมะพรา้ วและโคมผลดั ทีม่ ี
รูปภาพตา่ งๆแขวนอยรู่ อบๆ เมอ่ื จดุ ไฟจงึ จะมองเห็นภาพเหลา่ นี้
ชาวบา้ นจะชว่ ยกนั ประดษิ ฐ์กระทง และแหแ่ หนนากระทงใหญ่ของ
วดั ไปลอยในแมน่ า้ แลว้ มีกระทงเลก็ ๆทาดว้ ยกาบมะพรา้ วของ
สว่ นตวั ลอยไปดว้ ย กระทงทงั้ หลาย ทาใหท้ อ้ งนา้ งดงามสวา่ งไสว
ไปท่วั ในคืนวนั เพญ็ เดอื นสบิ สอง ชาวลา้ นนานยิ มประดบั โคมไฟ
ตามบา้ นเรอื น และมีการปลอ่ ย โคมลอย หรอื ทีช่ าวเหนือเรยี กวา่
"วา่ วฮม" หรอื "วา่ วควนั " เพอื่ บชู าพระจฬุ ามณีบนสวรรค์ รวมทงั้ มี
ประเพณีฟังเทศนม์ หาชาตทิ ี่เรยี กวา่ “การตงั้ ธรรมหลวง” ตลอดทงั้
คืน

วตั ถปุ ระสงคใ์ นการลอยกระทงของแตล่ ะทอ้ งทีน่ นั้ เกิดจาก
ความเชื่อหลาย ๆ ประการ ไดแ้ ก่

1. เพ่ือบชู ารอยพระพทุ ธบาท ณ รมิ ฝ่ังแมน่ า้ นมั มทาน เมือ่ ครงั้ ที่
พระองคไ์ ดเ้ สดจ็ ไปแสดงธรรมโปรดนาคภภิ พ และทรงปประทบั
รอยพระบาทไวบ้ นหาดทราย ปัจจบุ นั แมน่ า้ นมี้ ีชื่อวา่ เนรพทุ ทา
แควน้ ทกั ขิณาบถของอินเดีย
2. เพ่ือเป็นการขอขมาลาโทษและสานกึ ในพระคณุ ของพระแม่
คงคาท่ีมนษุ ยไ์ ดใ้ ชด้ มื่ กิน และลว่ งเกินโดยการทงิ้ สง่ิ ปฏิกลู ตา่ งๆ
ลงในแมน่ า้
3. เพ่ือเป็นการสะเดาะเคราะห์ ลอยความทกุ ขค์ วามโศกโรคภยั
สง่ิ ไมด่ ตี า่ งๆ ใหไ้ หลไปกลบั แมน่ า้ คลา้ ยกบั พิธีลอยบาปของ
พราหมณ์
4. เพ่ือบชู าพระอปุ คตุ มหาเถระ ซง่ึ ชาวไทยทางภาคเหนือให้
ความเคารพแกพ่ ระอปุ คตุ เป็นอยา่ งสงู ตามตานานเลา่ วา่ เป็น
พระมหาเถระรูปหนง่ึ ทีม่ ากดว้ ยอิทธิฤทธิ์จนสามารถปราบพญา
มารได้ ตามคตขิ องชาวพมา่

5. เพ่อื ความรนื่ เรงิ บนั เทงิ ใจหลงั จากสนิ้ ฤดกู าลเก็บเก่ียว คืนวนั
พระจนั ทรเ์ ตม็ ดวงในฤดกู าลทน่ี า้ เตม็ ฝ่ัง แสงจนั ทรท์ ่สี อ่ งกระบน
ฝืนนา้ นนั้ เป็นภาพท่สี วยงาม เหมาะแก่การจดั งานรน่ื เรงิ พบปะ
สงั สรรคก์ นั
6. เพอื่ สง่ เสรมิ งานประดิษฐ์กระทงดว้ ยใบตอง รวมถึงความคดิ
สรา้ งสรรแปลกใหม่ และเพอื่ เป็นการรกั ษาภมู ปัญญาของพนื้ บา้ น
7. เพ่อื เป็นการรกั ษาวฒั นธรรม ประเพณีทีม่ มี าแตค่ รงั้ โบราณ
ไมใ่ หส้ ญู หายไปตามกาลเวลา
8. เพือ่ สง่ เสรมิ การทอ่ งเท่ียว นารายไดเ้ ขา้ ประเทศ

เพือ่ เป็นการอนรุ กั ษ์สงิ่ แวดลอ้ ม อยา่ ลมื ใชก้ ระทงที่ทามาจากวสั ดุ
ธรรมชาติ วนั นเี้ รามีเพลงวนั ลอยกระทงมากฝากทนุ่ ทา่ น ลอย
กระทงเสรจ็ แลว้ อยา่ พลาดชมปรากฏการณซ์ ปุ เปอรม์ นู ทใ่ี หญ่ทส่ี ดุ
ในรอบ 68 ปี หากพลาดชมปีนตี้ อ้ งรอกนั ไปอีกนานถึง 18 ขอให้
ทกุ ทา่ นมคี วามสขุ ในเทศกาลลอยกระทงปี 2559

ความเช่ือเก่ียวกบั วนั ลอยกระทง

- เป็นการขอขมาพระแมค่ งคา ทมี่ นษุ ยไ์ ดใ้ ชน้ า้ ไดด้ ม่ื
กินนา้ รวมไปถึงการทงิ้ สง่ิ ปฏกิ ลู ตา่ ง ๆ ลงในแมน่ า้

- เป็นการสกั การะรอยพระพทุ ธบาททีพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงได้
ประทบั รอยพระบาทไวห้ าดทรายแมน่ า้ นมั มทานที ในประเทศ
อินเดยี

- เป็นการลอยความทกุ ข์ ความโศกรวมถึงโรคภยั ตา่ ง ๆ
ใหล้ อยไปกบั แมน่ า้

- ชาวไทยในภาคเหนือมคี วามเช่ือวา่ การลอยกระทง
เป็นการบชู าพระอปุ คตุ ตามตานานเลา่ วา่ พระอปุ คตุ ทรง
สามารถปราบพญามารได้







ซง่ึ การทากระทงก็มีหลายแบบในแต่
ละแบบก็แตกต่างกนั ออกไปดงั นี้
1. กระทงใบตอง

2. กระทงจากขนมปัง

3. กระทงจากโฟม

4. กระทงจากกะลา

5. กระทงจากนา้ แขง็

สืบคน้ เนือ้ หาเม่ือวนั ท่ี 9 พฤศจิกายน 2563
จาก

https://sites.google.com/sit
e/pornchanokcind/home/pr
awati-lxy-krathng




Click to View FlipBook Version