ชุดฝึกการศึกษหานค่วยน้ ทคี่ 1วา้เปแิดลปะระกเดา็นรปสัญรหา้ าง
องคค์ วามรู้ (Research and Knowledge Formation )
รายวิชาการศกึ ษาค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้: IS1 (I30201)
ครผู ้สู อน
……………………………………………………………………………..……………………………....
ช่อื ………………………………………………………………………………ชน้ั …….…เลขท…่ี ……
โรงเรียนเบญจมราชูทศิ จงั หวัดจนั ทบรุ ี
สำนกั งำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำมธั ยมศึกษำจนั ทบุรี ตรำด
คานา
ชุดฝึกรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้:IS1 รหัสวิชา (I30201) ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี จัดทาข้ึนเพ่ือเป็นแนวทาง ในการจัดการเรียนรู้ ให้สอดคล้องตามแนว
ทางการจัดการเรยี นการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยได้ศึกษาเอกสารหลักสตู ร ผังมโนทัศน์ โครงสร้าง
ขอบข่ายสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียน และตัวชี้วัด เพ่ือกาหนดกรอบการจัดกิจกรรมและระยะเวลาใน
การทากจิ กรรม ให้สอดคลอ้ งกบั แผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งประกอบไป ดว้ ย ใบงาน 19 ชุด เพ่อื สามารถนาไป
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้บูรณาการตามความเหมาะสม อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
เป็นไปตามความมุ่ง หมายของสถานศึกษาตอ่ ไป
รายวิชาการศกึ ษาคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้
สารบัญ
หนา้
ปกใน ................................................................................................................................................ ก
คานา................................................................................................................................................. ข
สารบัญ.............................................................................................................................................. ค
ใบความร้เู ร่อื ง การศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง (Independent Study : IS)........................................ 1
ใบความรู้ที่ 1เรอ่ื ง การต้ังประเด็นปญั หาหรือตัง้ คาถาม…………………………. ..................................... 2
ใบงานที่ 1 เรอ่ื ง การต้ังประเด็นปญั หาหรอื ต้ังคาถาม………………….. ................................................. 5
ใบงานท่ี 2 เรอ่ื ง การฝกึ ต้ังคาถาม……. .............................................................................................. 6
ใบงานท่ี 3 เรื่อง การวิเคราะห์ / ตง้ั คาถาม / ระบปุ ัญหาของตนเอง ................................................. 7
ใบงานท่ี 4 เรอื่ ง การวิเคราะห์ / ตั้งคาถาม / ระบุปัญหาของชมุ ชน .................................................. 8
ใบงานท่ี 5 เรอ่ื ง การวเิ คราะห์ / ตง้ั คาถาม / ระบุปญั หาของประเทศ............................................... 9
ใบงานท่ี 6 เรื่อง การตงั้ คาถาม / การระบุประเด็นปัญหา.................................................................. 10
ใบความรทู้ ่ี 2เรอ่ื ง การตงั้ สมมตฐิ าน.................................................................................................. 11
ใบงานท่ี 7 เร่ือง การตง้ั สมมติฐาน..................................................................................................... 13
ใบงานที่ 8 เรอ่ื ง การฝกึ ต้ังสมมตฐิ าน................................................................................................ 14
ใบความรทู้ ี่ 3เรื่องประเดน็ ปัญหาและสมมตฐิ าน ............................................................................... 15
ใบงานที่ 9 เรอ่ื ง ประเดน็ ปัญหากับการต้ังสมมตฐิ าน......................................................................... 17
ใบความรู้ท่ี 4เรอ่ื งการออกแบบ วางแผน รวบรวมขอ้ มูล................................................................... 19
ใบงานท่ี 10 เรอ่ื ง การออกแบบ วางแผน รวบรวมขอ้ มูล .................................................................. 21
ใบความรู้ท่ี 5เรื่องการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล........................................................................................... 22
ใบงานที่ 11 เรื่อง การเก็บรวบรวมขอ้ มูล .......................................................................................... 27
ใบงานท่ี 12 เรื่อง การแบบออกแบบ วางแผน ใชก้ ระบวนการรวบรวมขอ้ มลู อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ…. 2
ใบความรู้ 1
เร่ือง การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)
การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองนับเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพวิธีหน่ึงท่ีใช้กันอย่าง กว้างขวางในการพัฒนา
ผู้เรียน เพ โลกกว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในเรื่องหรือ “การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
(Independent Study : IS) ซง่ึ จัดเป็นสาระการเรยี น 3 ประกอบด้วย
IS1: การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็นสาระที่
มุ่งให้ผู้เรียนกาหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการ สังเคราะห์และสร้าง
องค์ความรู้
IS2: การสือ่ สารและการนาเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่มุ่งให้
ผู้เรียนนาความรู้ท่ไี ด้รับ มาพัฒนาวิธีการการถ่ายทอด/ ส่ือสารความหมาย/ แนวคิด ข้อมูลและองค์ความรู้ วิธีการ
นา เสนอที่เหมาะสม หลากหลายรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ
IS3: การนาองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนนาไป
ประยกุ ตเ์ พื่อองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ หรือนาไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อสังคม เกดิ บรกิ ารสาธารณ ซง่ึ โรงเรียนต้อง
นาการเรียนรู้ ในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS )ไปสู่การเรียนการสอน ใน
ลักษณะของหน่วยการเรียนรู้วิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามแนวทางที่กาหนด โดยพิจารณาให้
สอดคล้องกบั บรบิ ทและพฒั นาการวยั ของผู้เรียนซึ่งอาจแตกต่างกันในระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ และตอนปลาย
การศึกษาอิสระหรือการค้นคว้าอิสระ(อังกฤษ: independent study หรือdirected study) เป็น
การศึกษารูปแบบหนึ่งท่ีผู้เรียนศึกษา ค้นคว้า วิจัย อย่างอิสระในหัวข้อท่ีตกลงกัน นอกเหนือจาก ช้ันเรียนตาม
หลกั สตู รปกตขิ องสถานศึกษา
หัวข้อที่ศึกษาข้ึนอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ภายใต้กรอบที่สถานศึกษา มักกาหนด
สาขาวิชาที่ให้ศึกษา ระยะเวลา ความยากง่าย ปริมาณเน้ืองานที่ต้องศึกษาและวิธีการประ เอาไว้โดยปกติก่อนเริม่
ทาการศึกษาต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ประจาวิชาศึกษาอิสระรับ นั้นก่อน ซ่ึงอาจการรับรองดังกล่าว
แตกต่างกันไปตามบริบท เชน่
รับรองวา่ ตนมีความรู้ ความเชยี่ วชาญทีจ่ ะใหค้ าปรึกษาในหัวข้อน้ัน
รบั รองว่าผูเ้ รียนมีความสามารถเพยี งพอทจ่ี ะศึกษาหัวข้อดังกล่าวไดด้ ว้ ยตนเอง
รบั รองวา่ หวั ขอ้ นั้นมคี วามสาคัญเหมาะสมกบั วชิ าการศกึ ษาอสิ ระในระดับท่ีผเู้ รยี นศึกษาอยู่
เม่ือได้หัวข้อ ผู้เรียนทาการศึกษาในเร่ืองที่ได้รับอนุมัติให้ศึกษาด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลของครูที่ปรึกษา
ระดับของการกากับดูแลอาจมากน้อยต่างกันตามข้อกาหนดของวิชาการศึกษาอิสระในระดับท่ีศึกษาอยู่ โดยทั่วไป
ในระดับมัธยมศึกษามักต้องการคาแนะนาอย่างใกล้ชิดจากที่ครู เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษามักมีการประเมินผลโดย
รายงานสรุปผลการศกึ ษาและ/ หรอื นาเสนอปากเปลา่ ผลการเรียนของการศกึ ษาอิสระอาจเปน็ คะแนนระดับ ต่างๆ
หรอื ใหแ้ ต่เพียงผ่านหรอื ไมผ่ ่านกไ็ ด้
การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมีความมุ่งหมายเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน เพ่ือให้ผู้เรียน ได้
ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เก่ียวกับประเด็นท่ีอยู่ในความต้องการและความสนใจ อย่างเป็นการ ตระหนักถึง
ความสาคัญของกระบวนการและวิธีการของการศึกษาด้วยตนเอง และสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการ
เรียนรู้ตลอดชีวติ ได้
2
ใบความรูท้ ่ี 1
เรอ่ื ง การตงั้ ประเด็นปัญหาหรอื ตง้ั คาถาม
การใชค้ าถามเป็นเทคนคิ ทส่ี าคญั ในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสทิ ธิภาพเป็นกลวิธีการสอนท่กี ่อใหเ้ กดิ
การเรยี นรทู้ ่พี ฒั นาทักษะการคดิ การตีความการไตร่ตรอง การถ่ายทอดความคดิ สามารถนาไปสู่ การเปลี่ยนแปลงและ
ปรบั ปรงุ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ได้เป็นอย่างดี
การถามเปน็ สว่ นหนง่ึ ของกระบวนการเรียนรชู้ ว่ ยใหผ้ เู้ รียนสรา้ งความรู้ความเข้าใจ และพัฒนาความคดิ ใหม่ๆ
กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคดิ ความเข้าใจให้กระจ่างได้ขอ้ มลู ปอ้ นกลับท้ัง ด้านการเรยี นการสอน
ก่อให้เกดิ การทบทวนการเช่อื มโยงระหวา่ งความคิดตา่ งส่งเสริมความอยากร้ๆู อยากเหน็ และเกดิ ความท้าทาย
การสงั เกต (Observation) วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์มักจะเรม่ิ จากการสงั เกตปรากฏการณต์ า่ งๆ ที่อยู่
รอบๆ ตวั เรา เม่อื ได้ข้อสังเกตบางอยา่ งทีเ่ ราสนใจจะทาให้ได้สิง่ ทตี่ ามมาคือปญั หา (Problem) เชน่ การ
สังเกตตน้ หญา้ ใต้ตน้ ไม้ใหญ่ หรือต้นหญา้ ที่อยูใ่ ต้หลังคามักจะไม่งอกงามส่วนตน้ หญา้ ในบริเวณใกล้เคียงกนั ที่
ได้รบั แสงเจรญิ งอกงามดี
การตั้งปญั หา
-แสงแดดมีส่วนเก่ียวข้องกับการเจริญงอกงามของตน้ หญ้าหรอื ไม่
-แบคทีเรียในจานเพาะเชือ่ เจริญช้าไมง่ อกงามถา้ มีราสีเขยี วอยูใ่ นจานเพาะเชื้อนน้ั
การตั้งปัญหานน้ั สาคัญกว่าการแกป้ ญั หาเพราะการตงั้ ปัญหาทดี่ ีและชดั เจนจะทาให้ผู้ตัง้ ปัญหาเกดิ ความเขา้ ใจและ
มองเห็นลู่ทางของการคน้ หาคาตอบเพือ่ แกป้ ัญหาทต่ี ง้ั ข้ึน ดังน้ันจงึ ต้องหม่นั ฝึกฝน สงิ่ ที่สงั เกตน้นั เปน็ อะไร
เกดิ ขน้ึ เม่ือไร เกดิ ขน้ึ ที่ไหน เกิดขน้ึ ได้อย่างไร ทาไมจงึ เป็นเช่นนนั้
ระดบั ของการตง้ั คาถาม
การต้งั คาถามมี2ระดบั คือคาถามระดับพื้นฐานและคาถามระดับสูงซง่ึ มีรายละเอียดดังน้ี
1) คาถามระดบั พนื้ ฐาน เปน็ การถามความรจู้ ากเป็นคาถามที่ใช้ความคดิ ทัว่ ไป หรือความคิด ระดับตา่ งๆ ใช้
พ้ืนฐานความรู้เดิมหรือสง่ิ ที่ประจกั ษ์ในการตอบเนื่องจากเปน็ คาถามท่ฝี กึ ให้เกดิ ความคล่องตัวใน การตอบคาถามใน
ระดบั น้ีเปน็ การประเมนิ ความพรอ้ มของผู้เรียนก่อนเรยี นวิเคราะห์ถึงจุดอ่อน–จุดแขง็ และ สรุปเน้ือหาท่เี รียนไปแล้ว
คาถามระดบั พืน้ ฐานได้แก่
1.1) คาถามให้สังเกต เปน็ คาถามที่ให้ผเู้ รียนคดิ ตอบจากการสังเกตเป็นคาถามทตี่ ้องการ ใหผ้ ู้เรยี น
ใช้ประสาทสัมผัสท้ังหา้ ในการสบื คน้ หาคาตอบ คือใชต้ าดู มือสัมผัส จมูกดมกลิ่น ล้นิ ชมิ รสและ หูฟังเสียง
ตวั อย่าง คา ถามเช่น
- เมือ่ นักเรียนฟงั ขา่ วน้แี ลว้ รสู้ กึ อย่างไร - ภาพนมี้ ลี ักษณะอย่างไร
- ตน้ ไมท้ ้ัง 2 ชนดิ น้ีต่างกันอย่างไร - พ้นื ผวิ ของวตั ถเุ ปน็ อยา่ งไร
1.2) คาถามทบทวนความจา เปน็ คาถามท่ีใชท้ บทวนความรู้เดิมของผู้เรยี นเพื่อใช้ เช่ือมโยงไปสู่
ความรู้ใหม่ก่อนเร่ิมบทเรยี นตัวอยา่ งคาถามเชน่
- วันจักรีตรงกับวนั ใด - ดาวเคราะหด์ วงใดที่มขี นาดใหญ่ทีส่ ดุ ในระบบสุริยะ
- ใครเป็นผแู้ ตง่ เรื่องสนุ ทรภู่ - วิธกี ารลดความอ้วนมีอะไรบ้าง
3
1.3) คาถามท่ีให้บอกความหมายหรือ คาจากัดความ เป็นการถามความเข้าใจโดยการให้
บอกความหมายของข้อมลู ตา่ งๆ ตัวอย่างคาถาม เช่น
- สทิ ธิมนุษยชนหมายความวา่ อย่างไร
- ภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดาคืออะไร
- สถิติ(Statistics)( หมายความว่าอย่างไร
- บอกความหมายของ Passive Voice
1.4) คาถามบ่งช้ีหรอื ระบุ เปน็ คาถามทใ่ี ห้ผเู้ รียนบง่ ช้ีหรือระบุคาตอบจากคาถาม ถกู ต้อง
ตัวอยา่ งคาถาม เช่น
- ประโยคท่ีปรากฏบนกระดานประโยคใดบา้ งท่ีเปน็ Past Simple Tense
- คาใดต่อไปนเ้ี ปน็ คาควบกล้าไมแ่ ท้
- ระบชุ อ่ื สัตว์ที่มีกระดูกสนั หลงั
- ประเทศใดบ้างท่ีเปน็ สมาชิก APEC
2) คาถามระดับสูง เปน็ การถามให้คดิ ค้นหมายถงึ คาตอบทผ่ี ู้เรยี นตอบต้องใช้ความคดิ ซบั ซ้อน เป็นการ
ส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์และกระตุน้ ใหผ้ ู้เรยี นสามารถใชส้ มองซกี ซ้ายและซกี ขวาในการคิดคาตอบ โดยอาจใช้
ความรหู้ รือประสบการณ์เดมิ มาเปน็ พ้ืนฐานในการคดิ ตัวอยา่ ง คาถามระดับสูงไดแ้ ก่
2.1) คาถามใหอ้ ธิบายเป็นการถามโดยใหผ้ ู้เรียนตีความหมาย ขยายความ โดยการให้
อธบิ ายแนวคิดของข้อมูลต่างๆ ตวั อยา่ งคาถาม เชน่
- เพราะเหตุใดใบไม้จึงมีสีเขยี ว
- นักเรียนควรมบี ทบาทหน้าท่ีในโรงเรยี นอยา่ งไร
- ชาวพุทธท่ีดีควรปฏิบตั ติ นอย่างไร
- นกั เรียนจะปฏบิ ัตติ นอยา่ งไรจึงจะทาใหร้ ่างกายแขง็ แรง
2.2) คาถามให้เปรียบเทียบ เปน็ การต้งั คาถามให้ผูเ้ รยี นสามารถจาแนกความเหมือนและความ
แตกตา่ งของข้อมลู ได้ ตัวอยา่ ง คาถามเชน่
- พืชใบเลีย้ งคูต่ า่ งจากพืชใบเลีย้ งเดี่ยวอยา่ งไร
- จงเปรียบเทยี บวถิ ีชีวติ ของคนไทยในภูมภิ าคต่าง ๆ ของประเทศไทย
- DNA กับRNA แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
- สังคมเมืองกับสังคมชนบทเหมือนและตา่ งกันอย่างไร
2.3) คาถามให้วเิ คราะห์ เป็นคาถามใหผ้ เู้ รยี นวิเคราะหแ์ ยกแยะปัญหา จัดหมวดหมู่ วจิ ารณ์แนวคิด
หรอื บอกความสมั พนั ธแ์ ละเหตุ ตวั อย่างคาถาม เช่น
- อะไรเป็นสาเหตุท่ีทาให้เกิดภาวะโลกร้อน
- วฒั นธรรมแบ่งออกเปน็ ก่ปี ระเภทอะไรบ้าง
- สาเหตใุ ดทที่ าใหน้ างวนั ทองถูกประหารชีวติ
- การตดิ ยาเสพติดของเยาวชนเกดิ จากสาเหตใุ ด
2.4) คาถามให้ยกตัวอยา่ ง เปน็ การถามใหผ้ ูเ้ รยี นใชค้ วามสามารถในการคิดเพอ่ื ยกตัวอย่าง
ตัวอย่างคาถาม เชน่ - ร่างกายขับของเสยี ออกจากสว่ นใดบ้าง
- ยกตัวอยา่ งการเคล่ือนทแ่ี บบโปรเจกไทล์
4
- หินอคั นีสามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
- อาหารคาวหวานในพระราชนิพนธ์กาพย์เหช่ มเครื่องคาวหวานไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง
2.5) คาถามให้สรุป เปน็ การใช้คาถามเมอ่ื จบบทเพื่อให้ทราบวา่ ผ้เู รียนได้รับความรู้ หรอื มี
ความก้าวหนา้ ในการเรยี นมากน้อยเพยี งใดและเปน็ การช่วยเน้นยา้ ความรูท้ ่ีได้เรยี นไปแลว้ นัน้ ให้ สามารถจดจา
เนื้อหาได้ดีย่งิ ขึน้ ตัวอย่างคาถามเช่น
- จงสรุปเหตผุ ลท่ีทาใหพ้ ระเจา้ ตากสนิ ทรงย้ายเมอื งหลวง
- เมือ่ นักเรียนอา่ นบทความเรื่องนีแ้ ลว้ นักเรียนได้ข้อคดิ อะไรบา้ ง
- จงสรุปแนวทางในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรน้าเพ่ือให้เกดิ คุณคา่ สูงสุด
- จงสรุปขนั้ ตอนการทาผ้าบาติก
2.6) คาถามเพื่อให้ประเมินและเลือกทางเลือก เป็นการใช้คาถามท่ีใหผ้ ้เู รียนเปรยี บเทียบ หรอื
ใช้วจิ ารณญาณในการตัดสินใจเลอื กทางเลือกท่หี ลากหลาย ตวั อย่างคาถาม เชน่
- การวา่ ยน้ากับการว่งิ เหยาะๆอย่างไหนเป็นการออกกาลงั กายที่ดกี วา่ กันเพราะเหตใุ ด
- ระหวา่ งน้าอดั ลมกับนมอย่างไหนมีประโยชน์ตอ่ ร่างกายมากกว่ากนั เพราะเหตใุ ด
- ดินรว่ นดินทรายและดนิ เหนยี วดินชนดิ ใดเหมาะแก่การปลูกมะม่วงมากกว่ากันเพราะเหตุใด
- ไกท่ อดกบั สลัดไกน่ ักเรียนจะเลือกรับประทานอาหารชนดิ ใดเพราะเหตุใด
2.7) คาถามให้ประยุกต์ เป็นการถามให้ผูเ้ รยี นใชพ้ ื้นฐานความรู้เดิมที่มีอยมู่ าประยุกต์
สถานการณ์ใหม่หรอื ในชวี ิตประจาวนั ตวั อย่างคาถาม เชน่
- นักเรียนมีวิธีการประหยัดพลงั งานอย่างไรบา้ ง
- เมอ่ื นักเรียนเห็นเพ่ือนในห้องขาแพลงนักเรยี นจะทาการปฐมพยาบาลอยา่ งไร
- นักเรยี นนาปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใชใ้ นการดาเนินชวี ติ
ประจาวนั อย่างไรบา้ ง
2.8) คาถามใหส้ รา้ งหรือคดิ คน้ สิ่งใหมห่ รือผลิตผลใหม่ๆ เป็นลักษณะการถามให้ๆ ผเู้ รียนคดิ
สร้างสรรคผ์ ลงานใหม่ ๆ ที่ไม่ซา้ กบั ผู้อ่นื หรือที่มีอย่แู ล้วตวั อยา่ งคาถามเช่น
- กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช้แลว้ สามารถนาไปประดษิ ฐข์ องเล่นอะไรได้บา้ ง
- กลอ่ งหรือลงั ไม้เกา่ ๆ สามารถดัดแปลงกลับไปใชใ้ ห้เกิดประโยชนไ์ ด้อยา่ งไร
- เส้ือผา้ ที่ไมใ่ ช้แล้วนักเรยี นจะนาไปดดั แปลงเปน็ สงิ่ ใดเพอื่ ให้เกดิ ประโยชน์
- นักเรยี นจะนากระดาษท่ีใช้เพียงหนา้ เดียวมาประดิษฐเ์ ป็นสง่ิ ใดบา้ ง
การตั้งคาถามระดับสูงจะทาให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดระดับสูงและเป็นคนมีเหตุผล ผู้เรียนไม่เพียงแต่จดจา
ความรู้ข้อเท็จจริงได้อย่างเดียวแต่สามารถนาความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาวิเคราะห์และ ประเมินสิ่งที่ถามได้
นอกจากน้ียังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสาระสาคัญของเร่ืองราวท่ีเรียนได้อย่างถูก กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูลมาตอบ
คาถามด้วยตนเอง การตอบคาถามระดบั สูงผูส้ อนต้องใหเ้ วลาผู้เรยี นใน การคิดหาคาตอบเปน็ เวลามากกวา่ การตอบ
คาถามระดับพ้ืนฐาน เพราะผู้เรียนต้องใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ อย่างลึกซ้ึงและมีวิจารณญาณในการตอบความ
ผิดพลาดอย่างหนึ่งของการต้ังคาถามมาถามคือ การถามแล้ว ต้องการคาตอบในทันทีโดยไม่ให้เวลาผู้เรียนในการ
คดิ หาคาตอบ
5
ใบงานท่ี 1
เรือ่ ง การตงั้ ประเดน็ ปัญหาหรอื ตง้ั คาถาม
คาชี้แจง: ใหน้ กั เรียนตอบคาถามลงในชอ่ งว่างให้ได้ใจความถูกต้องสมบรู ณ์
1. เทคนคิ สาคัญในการเสาะแสวงหาความรูท้ ีม่ ีประสทิ ธิภาพเป็นกลวธิ ีการสอนท่ีก่อให้เกิดการเรยี นรู้ ท่พี ฒั นา ทักษะ
การคดิ การตีความ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดความคิด คือ………………………………………………………….……….
……………….……………………………………………………………………………………………………………………………………….………
2. กระบวนการเรยี นร้โู ดยการถามชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นเป็นอยา่ งไร…………………………..…………...…………………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
การสงั เกต(Observation) เป็นวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์เมื่อได้ข้อสงั เกตบางอย่างทเ่ี ราสนใจจะทาให้ ไดส้ ิง่ ทต่ี ามมา
คือ………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………….……
3. ทก่ี ล่าววา่ "การตั้งปัญหาน้ันสาคัญกวา่ การแก้ปญั หา" เพราะเหตุใด
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
4. ระดบั ของการต้ังคาถามมีก่ีระดับอะไรบ้าง……………………………………………………………….……………………………….
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
เปน็ การถามความรู้ ความจา คาถามที่ใช้ความคิดทัว่ ไป หรอื ความคิดระดับต่า ใชพ้ ้ืนฐานความรู้เดิมหรือส่ิง
ท่ปี ระจกั ษ์ในการตอบเปน็ การประเมนิ ความพร้อมของผเู้ รียนก่อนเรียนวินิจฉัยจดุ อ่อนและจุดแขง็ และสรุปเน้ือหาท่เี รียน
ไปแล้วเรียกวา่ ………………………………………………………….………………………………………………………………………
5. คาถามระดบั พน้ื ฐาน ไดแ้ ก่…………………………………………..…………………………………………………………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
6. คาถามระดบั สงู เปน็ การถามให้คดิ คน้ หมายถึง…………………………………………………………………….……………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
7. ตัวอย่างคาถามระดับสูงได้แก่………………………………………………………………………………………………………………….
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
……..……………………………………………………………………………………..…………………………………..…..…………………………
8. คาถามที่ทาใหผ้ เู้ รยี นเกิดทักษะการคิดระดบั สงู และเป็นคนมีเหตผุ ล ผูเ้ รียนไมเ่ พียงแต่จดจาความรู้ ขอ้ เท็จจรงิ ได้
อย่างเดียวแต่สามารถนาความรไู้ ปใช้ในการแก้ปัญหาวิเคราะห์และประเมนิ ส่ิงทถ่ี าม ไดเ้ ปน็ คาถามระดบั
ใด……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6
ใบงานท่ี 2
เร่ือง การฝกึ ตัง้ คาถาม
คาช้แี จง: ให้นกั เรยี นฝกึ ต้ังคาถามตามลักษณะคาถามทก่ี าหนดให้พรอ้ มเขียนตอบลงในช่องวา่ ง
ระดับการตั้งคาถาม ลกั ษณะคาถาม คาถาม
ข้ันพ้ืนฐาน 1.ให้สังเกต
2.ทบทวนความจา
3.บอกให้ความหมายหรือคา
จากัดกัดความ
4.บง่ ช้ีหรอื ระบุ
ขน้ั สงู 1.ให้อธบิ าย
2.ใหเ้ ปรยี บเทยี บ
3.ให้วเิ คราะห์
4.ให้ยกตัวอยา่ ง
5.ใหส้ รุป
6.ให้ประเมนิ และเลือก
ทางเลอื ก
7.ให้ประยกุ ต์
8.ให้สร้างหรอื คดิ ค้นสิ่งใหมๆ่
หรือผลิตผลใหมๆ่
7
ใบงานท่ี 3
เรอ่ื ง การวิเคราะห์/ ตั้งคาถาม/ระบุปัญหาของตนเอง
1. ปญั หาของตนเองคืออะไร
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
2. ปัญหาของตนเองนน้ั มีสาเหตุ มาจากอะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
3. ควรมีวธิ ีการแกไ้ ขปญั หาของตนเองได้อยา่ งไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
8
ใบงานท่ี 4
เร่อื ง การวิเคราะห์/ ต้งั คาถาม/ระบุปญั หาของชมุ ชน
1. ปัญหาของชุมชนคอื อะไร
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
……………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
2. ปัญหาของชมุ ชนนน้ั มสี าเหตุ มาจากอะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
3. ควรมีวธิ กี ารแกไ้ ขปัญหาของชุมชนไดอ้ ย่างไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………..……………………………………………………………….…......................................
…………………………………………..…………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
9
ใบงานท่ี 5
เรอ่ื ง การวเิ คราะห์/ ตงั้ คาถาม/ระบุปญั หาของประเทศชาติ
1. ของประเทศชาติคืออะไร
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
……………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
2. ปญั หาของประเทศชาตินน้ั มีสาเหตุ มาจากอะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
3. ควรมีวิธีการแกไ้ ขปัญหาของชุประเทศชาติได้อย่างไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………..……………………………………………………………….…......................................
…………………………………………..…………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
………………………………………………………………………………………………………….…......................................
10
ใบงานท่ี 6
เร่ือง การตง้ั คาถาม/ระบปุ ระเด็นปัญหา
คาช้ีแจง: ให้นกั เรยี นช่วยกันคิดระดมพลงั สมองต้ังคาถาม/ข้อสงสัยและระบุประเดน็ ปญั หาทีก่ ล่มุ ตน
ขอ้ ท่ี คาถาม/ ข้อสงสยั ประเด็นปญั หา
…………………………………………………………….. …………………………….…………………………………
………………………………………………………………
1. ……………………….…...………………………………. ………………………………………………………………
…………………………….…………………………………
…………………………………………………………….. ………………………………………………………………
………………………………………………………………
…………………………………………………………….. …………………………….…………………………………
………………………………………………………………
2. ……………………….…...………………………………. ………………………………………………………………
…………………………….…………………………………
…………………………………………………………….. ………………………………………………………………
………………………………………………………………
…………………………………………………………….. …………………………….…………………………………
………………………………………………………………
3. ……………………….…...………………………………. ………………………………………………………………
…………………………….…………………………………
…………………………………………………………….. ………………………………………………………………
………………………………………………………………
…………………………………………………………….. …………………………….…………………………………
………………………………………………………………
4. ……………………….…...………………………………. ………………………………………………………………
…………………………….…………………………………
…………………………………………………………….. ………………………………………………………………
………………………………………………………………
…………………………………………………………….. …………………………….…………………………………
………………………………………………………………
5. ……………………….…...………………………………. ………………………………………………………………
…………………………….…………………………………
…………………………………………………………….. ………………………………………………………………
………………………………………………………………
……………………………………………………………..
6. ……………………….…...……………………………….
……………………………………………………………..
……………………………………………………………..
7. ……………………….…...……………………………….
……………………………………………………………..
……………………………………………………………..
8. ……………………….…...……………………………….
……………………………………………………………..
……………………………………………………………..
9. ……………………….…...……………………………….
……………………………………………………………..
……………………………………………………………..
10. ……………………….…...……………………………….
……………………………………………………………..
11
ใบความรทู้ ี่ 2
เรื่อง การตั้งสมมติฐาน
1. สมมติฐานหมายถงึ ความเชอ่ื ของบคุ คลใดบุคคลหน่ึง หรอื ของกลมุ่ ใดกลุม่ หนึ่งหรืออาจกล่าว่าสมมตฐิ านเป็นส่งิ
ที่บคุ คลหรือกลุ่มบุคคลคาดวา่ จะเกดิ ขึ้นโดยที่ความเช่ือหรือสิ่งที่คาดไวน้ ัน้ ก็ได้ เช่น
-เจา้ ของรา้ นค้าปลกี คาดว่าจะมกี าไรสุทธจิ ากการขายสินค้าต่อปไี ม่ตา่ วา่ 5,000,000 บาท
-หัวหน้าพรรคการเมือง A คาดวา่ การเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในคราวหน้า พรรคอื่นๆ
จะไดท้ ี่นัง่ ในสภาต่ากวา่ 50% ของทั้งหมด
-คาดว่ารายไดเ้ ฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในจังหวดั พิษณุโลกเทา่ กบั 55,000บาท
2. ความแตกต่างของสมมติฐานกับการพยากรณ์
การต้งั สมมตฐิ าน คือ การทานายผลล่วงหนา้ โดยไมม่ ีหรือไมท่ ราบ ความสมั พนั ธเ์ กีย่ วข้องกบั ข้อมูล
การพยากรณ์ คือการทานายผลลว่ งหนา้ โดยการมหี รอื ทราบความสัมพันธ์ระหวา่ งข้อมลู ท่ีเกย่ี ว ในการ
ทานายลว่ งหนา้
3. หลักการตัง้ สมมุติฐาน
1) สมมตฐิ านตอ้ งเป็นข้อความทบ่ี อกความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ตวั แปรตน้ กบั ตวั แปรตาม
2) ในสถานการณ์หนึง่ ๆ อาจตั้งหนึ่งสมมตฐิ านหรือหลายสมมติฐานก็ได้ สมมติฐานที่ต้ังขน้ึ อาจจะถูกหรือ
ผดิ กไ็ ด้ ดังน้นั จาเปน็ ตอ้ งมีการทดลองเพอ่ื ตรวจสอบวา่ สมมตฐิ านทีต่ ัง้ ขน้ึ น้ี หรือไม่ซงึ่ จะทราบภายหลงั จากการ
ทดลองหาคาตอบแลว้ ตัวอย่าง การตั้งสมมติฐานอะไรมีผลตอ่ ความเร็วรถ (ความเรว็ รถข้ึนอยกู่ ับปจั จยั อะไรบ้าง)
สมมตวิ า่ นกั เรียนเลอื กขนาดของยางรถยนต์ เปน็ ตัวแปรท่ีตอ้ งการทดสอบ ก็อาจตัง้ สมมตฐิ านได้วา่ เมื่อ
ขนาดของยางรถยนต์ใหญ่ขึ้น ความเรว็ ของรถยนตจ์ ะลดลง
ตวั แปรตน้ : ขนาดของยางรถยนต์
ตัวแปรตาม : ความเร็วของรถยนต์
4. การตั้งสมมติฐานทด่ี ีควรมลี ักษณะดังนี้
1) เปน็ สมมตฐิ านทเ่ี ข้าใจงา่ ยมักนยิ มใช้วลี“ถ้า…ดงั นั้น”
2) เป็นสมมตฐิ านทีแ่ นะล่ทู างทจี่ ะตรวจสอบได้
3) เปน็ สมมติฐานทต่ี รวจได้โดยการทดลอง
4) เปน็ สมมตฐิ านท่สี อดคลอ้ งและอยู่ในขอบเขตข้อเท็จจรงิ ทีไ่ ด้จากการสังเกตและสัมพันธก์ บั ปญั หาทตี่ ั้งไว้
สมมตฐิ านท่เี คยยอมรบั อาจล้มเลกิ ได้ถา้ มีข้อมูลจากการทดลองใหม่ๆแตก่ ็มมี าลบลา้ งสมมตฐิ านทไ่ี ม่มขี ้อมลู จากการ
ทดลองมาคดั ค้านทาใหส้ มมติฐานเหล่าน้ันเป็นทย่ี อมรบั ว่าถูกต้อง เชน่ สมมตฐิ านของเมนเดลเกยี่ วกบั หนว่ ย
พนั ธุกรรม
12
ตัวอยา่ งการตัง้ สมมติฐาน
ขอ้ สงสัย/ ข้อสังเกต/ ปัญหา เช่น ทาไมหญ้าบริเวณใต้ต้นไม้จึงไม่งอกงามเทา่ หญ้าท่ีอยู่กลางแจ้ง
ประเดน็ ปญั หา: แสงแดดมสี ว่ นเกยี่ วข้องกับการเจรญิ งอกงามของตน้ หญ้าหรือไม่
สมมติฐาน: ถ้าแสงแดดมีส่วนเก่ยี วขอ้ งกบั การเจรญิ งอกงามของต้นหญา้
ดงั นั้น ตน้ หญา้ บริเวณท่ไี ม่ไดร้ ับแสงแดดจะไม่งอกงามหรือตายไป หรอื
ถา้ แสงแดดมสี ่วนเกี่ยวข้องกับการเจรญิ งอกงามของต้นหญ้า
ดงั นั้น ตน้ หญา้ บรเิ วณทไี่ ด้รับแสงแดดจะเจริญงอกงาม”
ขอ้ สงสัย/ขอ้ สงั เกต/ปญั หา: ความเร็วรถขึ้นอยู่กบั ปัจจัยอะไรบา้ ง
ประเดน็ ปัญหา: ขนาดของยางรถยนต์มีผลต่อความเร็วของรถยนต์หรอื ไม่
สมมติฐาน: เม่อื ขนาดของยางรถยนตใ์ หญ่ขึน้ ความเรว็ ของรถยนต์จะลดลง
ข้อสงสยั / ขอ้ สังเกต/ ปญั หา: นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6/1 ชอบอ่านหนังสือประเภทใด
ประเด็นปัญหา: ศึกษาพฤตกิ รรมการเลือกอา่ นหนังสอื ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6/1
สมมติฐาน: ถ้านกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/2 มีนสิ ยั ชอบเพ้อฝัน ดงั นั้นนกั เรยี น
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6/2 ชอบอา่ นหนังสือประเภทนวนยิ าย”
หมายเหตุ : การวิจัยเชงิ สารวจไมต่ ้องต้งั สมมติฐานก็ได้
13
ใบงานท่ี 7
เร่ือง การตัง้ สมมติฐาน
คาช้แี จง: ให้นกั เรยี นตอบคาถามลงในชอ่ งวา่ งใหไ้ ด้ใจความถกู ต้องสมบรู ณ์
1. สมมติฐาน
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
2. การตงั้ สมมติฐาน คือ
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
3. การพยากรณ์ คือ
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
4. บอกหลกั ในการต้ังสมมติฐาน
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
5. บอกลักษณะการตง้ั สมมติฐานทดี่ ี
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
……………………………………………………………………………………………........................................................
ใบงานที่ 8 14
เร่ือง การฝกึ ต้ังสมมติฐาน สมมติฐาน
คาชแี้ จง: ให้นักเรียนตั้งสมมติฐานตามประเดน็ ปัญหาท่ีกาหนดให้ ดงั นี้
ข้อที่ ประเดน็ ปญั หา
ตวั อย่าง วิธีการเล้ยี งดูของผ้ปู กครองมีผลต่อ
พฤตกิ รรมการกา้ วร้าวของเด็ก
1. การสารวจพฤติกรรมการใชผ้ งชูรสในการ
ประกอบอาหารของแม่คา้ โรงเรยี น
2. การสารวจพฤติกรรมการใชโ้ ทรศพั ทข์ อง
นักเรยี น
3. ผลกระทบทเี่ กดิ จากการท่ีไม่ไดอ้ ยบู่ ดิ า
มารดาของนกั เรยี น
4. การสกัดสจี ากวสั ดธุ รรมชาติเพ่อื นา
มาแทนสีนา้
5. สารวจพฤติกรรมเกยี่ วกบั การบริโภค
เคร่อื งด่ืมของนกั เรยี น
6. การสารวจการประหยดั พลงั งานไฟฟา้
ของนักเรยี น
7. การศึกษาผลการจัดทาบญั ชีครวั เรือน
ของครอบครวั
8. ผลกระทบทเี่ กิดจากการระบาดของ
โรคโควิด-19
9. การสารวจการประหยดั พลงั งานไฟฟา้ ของ
นกั เรยี น
10. การสารวจการเล่นเกมออออนไลนข์ อง
นกั เรียน
15
ใบความรทู้ ่ี 3
เร่ือง ประเด็นและสมมติฐาน
การตงั้ ประเดน็ ปัญหา
การวจิ ยั เป็นการหาคาตอบที่อยากรู้ ท่ีสงสัย ทเี่ ปน็ ปัญหาข้องใจ แต่คาตอบนนั้ ต้องเช่ือถือ
ได้ ไม่ใช่การ
คาดเดา หรอื คดิ สรปุ ไปเองโดยใช้ความรสู้ กึ วิธีการหาคาตอบจึงตอ้ งเป็นกระบวนการขนั้ ตอนอยา่ ง
เป็นระบบ ตัวอยา่ ง เช่น
- ถ้าตอ้ งการทราบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6/1โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ จงั หวดั
จันทบุรี ชอบอ่านหนังสือประเภทใด
จะคาดเดาเองหรือไปสอบถามนกั เรยี นเพยี งหนง่ึ คน สองคน แลว้ มาสรุปว่านกั เรียนช้นั
มัธยมศึกษาปที ี่ 6/1โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ จงั หวดั จนั ทบุรี ชอบอา่ นหนังสอื ประเภทน้ัน ประเภทน้ี
ไมไ่ ด้
แตต่ ้องทาแบบสอบถามให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรยี นเบญจมราชูทศิ จงั หวัด
จันทบรุ ี เป็น
ผ้ตู อบแลว้ นามาสรปุ คาตอบข้อค้นพบท่ีได้ เป็นตน้
ผลท่ีได้จากการทาวจิ ัย นอกจากจะได้คาตอบท่ีต้องการแล้ว ผวู้ จิ ัยเองกไ็ ดป้ ระโยชนจ์ าการ
ทาวิจัย คือ การเปน็ คนช่างคิด ช่างสังเกต ศึกษาคน้ คว้าหาความรู้ และเขียนเรยี บเรยี ง อยา่ งเป็น
ระบบ นอกจากน้ันการวิจยั จะเกิดประโยชนใ์ นภาพรวม ดงั น้ี
1. การวิจัยทาใหเ้ กิดความรู้ทางวชิ าการใหม่ๆ
2. การวิจัยทาใหเ้ กดิ นวัตกรรม ส่ิงประดษิ ฐ์ แนวคิดใหม่ๆ
3. การวิจัยช่วยตอบคาถามที่อยากรู้ ให้เขา้ ใจปัญหา และช่วยในการแก้ปญั หา
4. การวิจยั ชว่ ยในการวางแผนและตดั สนิ ใจ
5. การวจิ ยั ช่วยให้ทราบผลและข้อบกพรอ่ งจากการดาเนินงาน
การคน้ หาความรู้ ความจรงิ และตรวจสอบความถูกต้อง ความรู้ ความจริงของ ชาร์ล
ดารว์ นิ ( Charles Darwin ) ซง่ึ ปจั จบุ นั เรยี กวา่ วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เป็น
วิธีการหาความรู้ ความจรงิ ที่นา่ เช่อื ถือที่สดุ การวจิ ยั ได้นาเอาวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์นข้ี ึ้นมาประยุกต์
เป็น ประกอบด้วย5 ข้ันตอน ดงั น้ี
16
1. ข้ันปญั หา(Problem) เปน็ ข้นั ตอนท่ีเราสังเกตพบปญั หาความต้องการความรู้ความจริง
หนงึ่ ว่า เหตกุ ารณ์หรอื สภาพการณเ์ ป็นอย่างไร มเี หตุหรือปจั จัยอะไรทท่ี าใหเ้ กดิ เหตุการณห์ รือสภาพ
เหตุการณน์ น้ั
2. วิธีตงั้ สมมติฐาน(Hypothesis) ในข้ันตอนน้เี ราจะต้องศึกษาทบทวนความรู้เดิมมา
ประกอบการ พจิ ารณาว่าคาตอบของปัญหาในขัน้ ท่ี1นนั้ จะเป็นอย่างไร ซึ่งเรียกว่า การตั้งสมมตฐิ าน
ซง่ึ จะเปน็ แนวในการ ตรวจสอบว่า สมมติฐานทตี่ ้ังขน้ึ จะเป็นจรงิ หรือไม่
3. ข้นั รวบรวมข้อมูล(Gathering Data) ในข้ันน้เี ราจะทาการเกบ็ รวบรวมข้อมูลที่เก่ียวข้อง
มาอยู่เพยี งพอและตรงกบั สงิ่ ท่ีตอ้ งการศึกษา
4. ข้นั วเิ คราะห์ข้อมูล(Analysis) ในขน้ั นี้จะเป็นการนาข้อมูลที่รวบรวมมาทาการวเิ คราะห์
เพ่อื มาหา ลกั ษณะรว่ มหรือสอดคล้องกนั ของข้อมลู เหล่าน้ัน และพิจารณาว่าข้อมลู เหลา่ นมี้ ีกลี่ กั ษณะ
และแตกตา่ งอยา่ งไร เปน็ ต้น
5. ขั้นสรุป (Conclusion) ในข้ันตอนนน้ี าผลการวเิ คราะห์มาแปลผลและตคี วามผลการวจิ ัย
ท่ีพบอนั เป็นการสรุปผลการวิจยั
กระบวนการและขั้นตอนการทาวิจยั อยา่ งงา่ ย
1. ข้ันปัญหา (Problem) เป็นขั้นตอนท่ีเราสังเกตพบปัญหาความต้องการความรู้ความจริง
หนึ่งว่า เหตุการณ์หรอื สภาพการณ์เป็นอย่างไร มีเหตุหรือปจั จยั อะไรท่ีทาใหเ้ กดิ เหตกุ ารณห์ รือสภาพ
เหตุการณ์ การตั้งประเด็นปัญหานั้นสาคัญกว่าปัญหา เพราะการต้ังประเด็นปัญหาท่ีดีและชัดเจนจะ
ทาให้ผู้คนเกดิ ความเขา้ ใจและมองเห็นล่ทู างของการคน้ หาคาตอบเพ่ือแก้ปญั หาทต่ี ้ังขน้ึ
การสงั เกตและการตง้ั ปญั หา (Observation problem)
การสังเกต (Observation) วิธีทางการวิทยาศาสตร์มักจะเริ่มจากการสังเกต
ปรากฏการณ์ต่างๆที่ อยู่รอบตัวเรา เมื่อได้ข้อสังเกตบางอย่างที่เราสนใจจะทาให้ได้ส่ิงท่ีตามมาคือ
ปัญหา (problem) เช่น การสังเกต ต้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือต้นหญ้าท่ีอยู่ใต้หลังคามักจะไม่งอก
งาม ส่วนต้นหญา้ บริเวณใกล้แสงแดดเจรญิ งอกงามดี
การตงั้ ปญั หา: แสงแดดมีสว่ นเก่ียวขอ้ งกบั การเจริญงอกงามของต้อนหญา้ หรอื ไม่
ดงั นน้ั การตัง้ ประเดน็ ปัญหาตอ้ งหม่ันฝึกการสงั เกตสิ่งท่สี ังเกตนั้น เป็นอะไร เกิดขึ้นที่ไหน เกดิ ขน้ึ ได้
อยา่ งไร ทาไมถงึ เปน็ เชน่ น้นั
17
ข้นั ตอนแรกของการวิจัยจะเร่ิมต้นจากผูว้ ิจัยอยากรู้อะไร มปี ญั หาข้อสงสัยอะไร เปน็ ขั้น
การกาหนด
คาถามวิจยั /ปญั หาวิจยั
ตวั อย่าง คาถามการวจิ ัย/ปญั หาการวิจัย (การตง้ั ประเดน็ ปัญหา)
- นักร้องในดวงใจวัยรุ่นคือใคร นักการเมืองในดวงใจวยั รุ่นคอื ใคร
- การศกึ ษาผลการจัดบญั ชีครวั เรือนของนกั เรยี น
- วิธกี ารเล้ียงดูของผู้ปกครองท่ีลดพฤตกิ รรมของบุตร
- วิธีการลดสภาวะโลกรอ้ นของนักเรียนในโรงเรียน
- การสารวจความพึงพอใจของนักเรียนในการใชห้ ้องคอมพวิ เตอร์
- การใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่กับแม่แรงเพื่อกับล้อรถยนต์
- การผลติ เซลล์พลงั งานไฟฟ้าดว้ ยวธิ ีการหมกั หยวกกล้วย
- การสารวจพฤตกิ รรมการใชโ้ ทรศพั ท์ของนักเรียนในโรงเรยี น
- การสารวจการเลอื กอา่ นหนงั สอื นอกเวลาของนกั เรยี น
- การสารวจการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของนักเรียน
- การสารวจพฤติกรรมการเข้าวัดทาบญุ ของนักเรียน
18
ใบงานท่ี 9
เร่ือง ประเดน็ ปัญหากับการตงั้ สมมติฐาน
คาชี้แจง: ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาเนอ้ื หาจากใบความรู้ที่ 3 เรอื่ งประเด็นปัญหาและสมมติฐานแล้วใหร้ ะดม
ความคดิ เหน็ จากสมาชกิ ในกลุ่ม ตง้ั ประเด็นปัญหาทีส่ นใจมา10 ประเด็น อาจเลอื กประเด็น จากในใบความรหู้ รือ
เลือกประเด็นอ่นื ตามที่สนใจได้
1. ประเด็นปัญหาจากการระดมความคิดเห็นของสมาชกิ ในกลมุ่ 10ท่สี นใจประเด็น มีดังน้ี
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
2. ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มอภิปรายเพ่ือคัดเลือกมา3ประเด็น จากประเดน็ ในข้อท่ี 1 โดยบอกเหตผุ ล ประกอบ
ประเดน็ ท่ี 1……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
เหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
ประเด็นที่ 2……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
เหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
ประเด็นที่ 3……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
19
เหตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
3. ให้นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ต้ังสมมติฐานตามปัญหาทตี่ ้ังไว้ 3 ประเดน็
ประเดน็ ปญั หาที่ 1…………………………………………………………………………………………………………………………..….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
สมมติฐาน………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
ประเด็นปญั หาที่ 2…………………………………………………………………………………………………………………………..….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
สมมติฐาน………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
ประเดน็ ปัญหาที่ 3…………………………………………………………………………………………………………………………..….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
สมมติฐาน………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
4. ให้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มอภิปรายเพอ่ื คดั เลอื กประเด็นเพื่อทาการศกึ ษาคน้ ควา้ ให้เหลอื เพียง 1ประเดน็ พรอ้ ม
อธบิ ายและใหเ้ หตผุ ลประกอบ
ประเด็นปญั หาทเี่ ลือก………………………..…………………………………………………………………………….………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
สมมติฐาน………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
เหตผุ ลทเ่ี ลอื กประเด็นนี้……………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
20
ใบความรูท้ ี่ 4
เร่อื งการออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมลู
การตรวจสอบสมมติฐานจะต้องยึดข้อกาหนดสมมติฐานไว้เป็นเหลักเสมอ เน่ืองจากสมมติฐานที่ได้
แนะลู่ทางการตรวจสอบและออกแบบการตรวจสอบไว้แล้ว โดยการตรวจสอบสมมติฐานน้ีได้จากการสังเกต
และการรวบรวมข้อเท็จจรงิ ตา่ งๆ ท่เี กิดจากประสบการณ์ธรรมชาติ
การทดลอง เปน็ กระบวนการปฏบิ ัติ หรือตรวจสอบสมมติฐานท่ตี ั้งไว้ โดยการทดลอง เพ่ือเป็นการหา
คาตอบ การค้นคว้าหาขอ้ มูลและตรวจสอบดวู ่าสมมตฐิ านข้อใดเป็นคาตอบท่ถี ูกต้องทส่ี ุด ประกอบด้วย
3 กระบวนการ คอื
3.1 การออกแบบการทดลอง คือ การวางแผนการทดลองก่อนท่ีจะลงมือปฏบิ ัติจริงโดยให้สอดคล้อง
กับสมมติฐานท่ีตัง้ ไวเ้ สมอ และควบคุมปจั จัยหรือตัวแปรต่างๆ ทีม่ ีผลต่อการทดลอง แบ่งไดเ้ ป็น 3 ชนดิ คือ
3.1.1 ตวั แปรอิสระหรือตวั แปรตน้ (Independent Variable or Manipulated Variable)
คือปัจจัยที่เป็นสาเหตุทาให้เกิดผลการทดลองหรือตวั แปรที่ตอ้ งศึกษาทาการตรวจสอบดูวา่ เปน็ สาเหตทุ ่ี
กอ่ ให้เกดิ ผลเช่นกัน
3.1.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ผลที่เกิดจากการทดลองซ่ึงต้องใช้
วิธกี าร สังเกตหรือวดั ผลดว้ ยวธิ ีการตา่ งๆ เพอ่ื เกบ็ ขอ้ มูลไว้ และจะเปลย่ี นแปลงไปตามตัวแปรอสิ ระ
3.1.3 ตัวแปรท่ีต้องควบคุม (Control Variable) คือปัจจัยอื่นๆ ท่ีนอกเหนือจากตัวแปรต้นท่ี
มีผลต่อการทดลอง และต้องควบคุมให้เหมือนกันทุกชุดการทดลองเพ่ือป้องกันไม่ให้ผลการทดลองเกิดความ
คลาดเคลื่อนในการตรวจสอบสมมติฐานนอกจากจะควบคุมปัจจัยท่ีมีผลต่อการทดลองจะต้องแบ่งชุดการ
ทดลองออกเปน็ 2 ชดุ ดังน้ี
ชดุ ทดลอง หมายถึง ชุดที่เราใช้ศกึ ษาผลของตวั แปรอสิ ระ
ชุดควบคุมหมายถึง ชุดของการทดลองทใ่ี ช้เป็นมาตาฐานอา้ งอิง เพื่อเปรียบเทียบ
ขอ้ มูลที่ได้จากการทดลอง ซงึ่ ชดุ ควบคุมน้ีจะมีตวั แปรต่างๆ เหมือนชุดทดลองแต่จะแตกต่างจากชุดทดลอง
เพยี ง 1 ตวั แปรเทา่ นน้ั คือตัวแปรท่เี ราจะตรวจสอบหรือตัวแปรอิสระ
3.2 การปฏิบตั ิการทดลองในกิจกรรมนจี้ ะลงมือปฏิบัตกิ ารทดลองจริงโดยจะดาเนินการไปตาม
ข้ันตอนท่ีได้ออกแบบไวแ้ ละควรจะทดลองซ้า ๆ หลายๆ ครั้งเพ่ือให้แน่ใจว่าได้ผลเช่นนัน้ จรงิ
3.3 การบันทกึ ผลการทดลองหมายถึง การจดบนั ทึกที่ไดจ้ ากการทดลองซึ่งข้อมูลท่ีได้นี้สามารถ รวบรวมไว้
ใช้สาหรบั ยนื ยนั ว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ถูกต้องหรือไม่
21
ในบางครั้งขอ้ มูลอาจไดม้ าจากการสรา้ งข้อเท็จจริงเอกสารจากการสงั เกตปรากฏการณ์ หรือจาก การ
ซักถามผ้รู อบรู้ แลว้ นาข้อมลู ท่ีได้มาน้ันไปแปรผลและลงข้อสรุปในต่อได้ ดงั นนั้ การรวบรวมขอ้ มูลเป็น ส่ิงจาเปน็ ใน
วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ตวั อย่าง
เม่อื คาดคะเนคาตอบว่า แสงแดดทาใหต้ น้ หญ้าเจรญิ ดังอกงามน้นั ต้นหญ้าทีถ่ กู แสงแดด จะ
เจรญิ งอกงาม ส่วนตน้ หญ้าทไี่ ม่ถูกแสงแดดจะไมเ่ จรญิ งอกงามหรอื เฉาตายไป ดังน้นั ในข้นั น้จี ะเป็น ตรวจสอบ
ว่า ค ตอบที่เราคาดคะเนไวน้ ้ีจะถูกตอ้ งหรือไม่ โดยอาจออกแบบการทดลองได้ดังนี้
นาต้นหญา้ (หรอื พืชชนิดอนื่ ก็ไดเ้ ชน่ ถั่วเขียวท่ีต้องเหมือนกันท้งั 2 กลุ่มชดุ ในทีมีแสงแดดสว่ นอกี
หนึ่งกลมุ่ ปลกู ใชส้ ังกะสีมาครอบไว้ไม่ใหไ้ ดร้ ับแสงแดด (จดั ชุดการทดลองและควบคุมใหเ้ หมือนกนั ทกุ ประการ
ยกเว้นการได้รับแสงแดดกับไม่ได้รบั แสงแดด) ทาการควบคุมท้งั ปริมาณนา้ ท่ีรดท้ัง 2 กลุ่มนเ้ี ท่าๆ กนั ประมาณ 2
สัปดาห์ ทาการสังเกตและบันทึกผล
* ตวั แปรตน้ หรอื ตวั แปรอิสระคือ แสงแดด
* ตัวแปรตามคือ ตน้ หญา้ เจริญงอกงาม (หรือการเจริญเติบโตของต้นหญา้ )
* ตัวแปรท่ีต้องควบคมุ คือปริมาณน้า, ชนดิ ของดิน, ปรมิ าณของดนิ ,ชนดิ ของกระถางทใ่ี ช้ปลกู ,
ชนดิ ของตน้ หญ้า
นาขอ้ มูลท่ีได้มาวิเคราะหห์ าค่าเฉล่ียความสูงของตน้ หญา้ หรือการนาจานวนใบของต้นหญ้า ซึง่ เรา พบว่า
ต้นหญา้ ที่ได้รับแสงแดดจะเจรญิ เตบิ โตงอกงามดสี ่วนต้นหญา้ ที่ไม่ได้รับแสงแดดจะมีสีเหลืองซดี และไมง่ อกงาม
จากน้นั กส็ รปุ ผลการทดลอง
22
ใบงานที่10
เร่อื ง การออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมูล
คาช้ีแจง: ใหน้ กั เรียนออกแบบ วางแผน และรวบรวมข้อมูล
1. การตรวจสอบสมมตฐิ านต้องยดึ ……………………………………………………………..เปน็ หลักในการตรวจสอบเสมอ
โดยการตรวจสอบสมมตฐิ านน้ไี ด้จาก……………………………………………………………………………………………………....
2. บอกคาจัดกัดความของการทดลอง
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
3. การทดลองประกอบดว้ ยกิจกรรม 3 กระบวนการ คอื
3.1………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3.2…………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.3…………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. การออกแบบการทดลอง คือ………………………………………………………………………………………………………………
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
5. การออกแบบการทดลอง แบ่งไดเ้ ปน็ 3 ชนิด คอื
5.1………………………………………………………………………………………………………………………………………….
5.2…………………………………………………………………………………………………………………………………………
5.3…………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตน้ (Independent Variable or Manipulated Variable) คอื
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
7. ตวั แปรตาม(Dependent Variable) คอื
…………………………..…………………………………………………………………………………..……………………………………………
……………………………….…………………………………………………………………………… …..…………………………………………
8. ตัวแปรทต่ี อ้ งควบคุม(Control Variable) คอื
…………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………
9. ชดุ ทดลอง คือ……………………………………………………………………………..……………………………………………………..
ชดุ ควบคุม คือ…………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………
10. การบนั ทึกผลการทดลองหมายถึง …….………………………………………………………………………………………………..
………………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………
23
ใบความรู้ท่ี 5
เรอ่ื งการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ขั้นตอนสาคัญในการทาวิจัย หลงั จากไดป้ ัญหา วตั ถุประสงคแ์ ละสมมติฐานในการวิจัยแล้ว ข้นั ตอนท่ี
สาคัญตามมา คือ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู การตรวจสอบข้อมูลและการวเิ คราะห์ขอ้ มูล การเกบ็ รวบรวมข้อ คอื การท่ี
ผวู้ ิจยั พยายามรวบรวมหลกั ฐานตา่ งๆ นามาพิจารณา วเิ คราะห์วจิ ารณ์ แล้วสรุปผลมาเปน็ ปญั หาการวิจยั วา่ เป็นไป
ตามที่ไดต้ งั้ สมมติฐานไวห้ รือไม่ วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมูล มีวิธกี ารหาท่ีหลากหลาย เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยตรงจาก
ผูใ้ หข้ ้อมูล รวบรวมข้อมลู ท่ีมีอยเู่ ดิมแลว้ หรอื ใช้ผู้สังเกตการณเ์ ก็บรวบรวม ข้อมูล หรอื ใชว้ ิธกี ารหลาย ๆ วิธรี วมกัน
ขน้ั ตอนสาคัญของการรวบรวมข้อมูล
การรวบรวมขอ้ มลู ทางพฤติกรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมขอ้ มูลภาคสนาม แบ่งไดเ้ ป็น 6 ขนั้ ตอน
ตามท่บี ุญธรรม กจิ ปรดี าบริสทุ ธ์ิ ( 2540 ) แบ่งไว้ ดังน้ี
1. กาหนดตวั แปรทตี่ ้องการศกึ ษา ท่สี าคัญ คือ ต้องทราบวา่ อะไร คอื ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรต้น แปรควบคุม
การวดั ตวั แปรแตล่ ะตัววัดอย่างไร มีระดับการวัดของตัวแปรคืออะไร ตวั แปรและตัวมีความหมายอย่างไร ต้องนิยาม
ความหมายเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารใหช้ ัดเจนให้สามารถวดั ได้
2. กาหนดข้อมูลหรือตวั ชวี้ ัด จากตวั แปรท่ีศึกษาจะต้องระบขุ อ้ มลู และลักษณะของข้อมูลที มลี กั ษณะ
อย่างไร ที่ตรงกบั สภาพความเป็นจริง ควรสอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์ หรือปัญหาและขอบเขต การวจิ ัย
3. กาหนดแหล่งข้อมลู ต้องการข้อมูลหรอื รวบรวมข้อมลู มาจากท่ีไหนบ้างผใู้ หข้ ้อมลู เปน็ ใคร อยู่ทไ่ี หน เป็น
แหลง่ ขอ้ มูลปฐมภมู ิหรอื ทุตยิ ภมู ิ
4. เลอื กวิธรี วบรวมข้อมลู ต้องวางแผนในวิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างรอบคอบ รวมท้ังคานงึ ถึง
ขนาดของกลุม่ ตวั อยา่ งท่ีเหมาะสม ซึ่งวิธีการเกบ็ ข้อมลู จาเป็นตอ้ งเลือกเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการเกบ็ ว่ามีอะไร ถา้ มแี ลว้ ก็
สามารถนาไปปรับปรุงแกไ้ ขให้เหมาะกับงานวจิ ัยท่ที า ถ้าไม่มกี ็ต้องสรา้ งเครอ่ื งมอื ข้ึนมาใหม่ ซง่ึ ต้องคานงึ ถึงหลักใน
การสร้างเครื่องมือท่ดี ี
5. นาเคร่อื งมือรวบรวมข้อมลู ไปทดลองใช้ ในการใช้เครื่องมือรวบรวมข้อมลู ไมว่ ่าจะเปน็ เคร่อื งมือทม่ี ี อยู่
แลว้ หรอื เครอื่ งมอื ทส่ี รา้ งขน้ึ เอง ควรมีการทดลองใชก้ บั กลุม่ ท่ีใกลเ้ คยี งกบั กลมุ่ ตวั อย่า เพ่อื ดูขอ้ บกพร่องต่างๆ ที่อาจ
เกดิ ขน้ึ จากการใชเ้ คร่ืองมอื และผู้วิจยั เองต้องนาเคร่ืองมือไปปรบั ปรงุ แก้ไข อาจจะต้องสร้างใหม่เพื่อใหเ้ หมาะสมกับ
งานวจิ ัยท่ที า เพื่อใหเ้ กดิ คุณภาพของเครื่องมือวิจยั ทสี่ าคัญ มีความตรงและความเทย่ี งของเคร่ืองมือ
6. ออกรวบรวมขอ้ มูล ข้นั ตอนนี้เปน็ การออกภาคสนาม ต้องมีการวางแผนเป็นอยา่ งดวี า่ จะเก็บข้อมูล
อย่างไร คนเดียว หรอื หลายคน ต้องมกี ารอบรมผเู้ ก็บข้อมลู ในกรณีที่ใชผ้ ้เู ก็บหลายคน ทสี่ าคญั ต้องมีการ
ประสานงานเพ่ือให้แหลง่ ทตี่ ้องการเก็บขอ้ มลู ยินยอม
24
วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล มีหลายวิธที ใ่ี ช้กันมากในทางพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่
• การสมั ภาษณโ์ ดยตรง
ผูว้ จิ ยั ไปทาการสมั ภาษณจ์ ากหน่วยทดลองโดยตรงวิธีนีใ้ ช้กนั มากในการสารวจ วิธีนีเ้ หมาะสาหรับ
งานวิจยั ทีม่ ขี ้อคาถามเปน็ จานวนมาก ข้อคาถามมีความซบั ซ้อน มคี าศพั ท์เฉพาะ และมีคาจากดั ความทีต่ ้องการ
อธิบาย แต่เป็นวธิ ีทเ่ี สยี ค่าใช้จ่ายสูง
• การสมั ภาษณ์ทางโทรศพั ท์
ในกรณีที่คาถามไมม่ ากและไม่ซบั ซ้อน ปรมิ าณคาถามมีไม่มากนัก การสัมภาษณท์ างโทรศพั ทจ์ ะทาให้
ไดข้ ้อมูลเรว็ ขึ้น แต่มีข้อเสยี คือ สัมภาษณ์ได้เฉพาะหน่วย บางองคก์ รอาจเกรงใจ หรือไม่พอใจทจี่ ะตอบ หรือ
อาจจะวางหโู ทรศัพท์ก็ได้
• การตอบแบบสอบถาม
เป็นวธิ ีการรวบรวมขอ้ มลู โดยมอบแบบสอบถามพร้อมท้ังอธิบายวิธีบนั ทกึ ตลอดจนคาอธิบายศพั ท์ต่างๆ
ให้แกห่ น่วยตัวอยา่ งล่วงหน้า ผู้วจิ ยั จะกลบั ไปรับแบบสอบถามตามวัน เวลาทนี่ ดั หมายไว้ ถา้ แบบสอบถามไม่
ถูกต้องหรอื ไมเ่ รียบร้อยก็จะได้มกี ารสอบถามหรือสมั ภาษณ์เพ่ิมเติมจนกระทง่ั ไดข้ อ้ มูลตามที่ต้องการเตมิ
• การสง่ แบบสอบถามทางไปรษณีย์
ผู้เกบ็ รวบรวมข้อมูลส่งแบบสอบถามทางไปรษณยี ์ วธิ ีนเ้ี หมาะสาหรบั การเกบ็ ข้อมลู ทีไ่ ม่มี มากนัก เปน็
ขอ้ มูลงา่ ยๆ ที่ไมซ่ บั ซ้อน ไมม่ ีศพั ท์หรือคาจากดั ความที่ต้องการคาอธิบายมากนัก วธิ ีน้มี ีข้อดีคือ เสียคา่ ใชจ้ ่ายน้อย
แตม่ ขี ้อเสยี คือ ไดร้ ับแบบสอบถามกลับคนื มาน้อยหรอื ผู้ทาแบบสอบถามเข้าใจข้อคาถามไม่ถกู ต้อง หรือบันทกึ
อย่างขาดความรับผดิ ชอบ
• การนับและการวัด
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลบางอยา่ งต้องใช้วิธีนับ เชน่ การสารวจจานวนรถทีผ่ า่ นจดุ ท่ีต้อง และในเวลาท่ี
สนใจศกึ ษา จานวนลูกคา้ ทีเ่ ข้าแถวเพื่อชาระเงินในชว่ งเวลาหนงึ่ ๆ จานวนผ้ปู ว่ ยทเี่ ข้ารับการรกั ษาในโรงพยาบาล
ในช่วงเวลาหนึ่ง
• การสังเกตวิธนี ีใ้ ช้ในโครงการวิจยั ต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ และทางสงั คมศาสตร์ เชน่ การสังเกตตาแหน่งของ
ดวงดาวบนทอ้ งฟ้า การสังเกตพฤติกรรมของคนในชมุ ชนที่มตี ่อผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น ข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากาการสงั เกต
อาจจะเปน็ ข้อมลู เชงิ คุณลักษณะหรือปริมาณกไ็ ด้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผวู้ ิจัยตอ้ งกาหนดขนั้ ตอนใหร้ ัดกมุ
ต้ังแต่การวางแผนการเก็บรวบรวมกาหนดวิธีการให้เหมาะสมกบั กลุ่มตัวอยา่ ง กาหนดวิธีบันทึกข้อมูล ถ้ามีผ้ชู ่วย
ในการเกบ็ ข้อมลู ตอ้ งอบรมวธิ ีการเกบ็ ให้มีความรู้ ความเขา้ ใจและชานาญเท่าเทียมกัน จากนัน้ จึงเกบ็ ขอ้ มูลตามที่
วางแผนไว้ เมื่อไดข้ ้อมลู กลับมาต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมลู ท่ีไดร้ ับก่อนนาไปวเิ คราะห์ข้อมลู ต่อไป
25
(ตัวอย่าง )
แบบสอบถามความพงึ พอใจ / ไมพ่ งึ พอใจตอ่ การ
ใหบ้ ริการสานกั งาน
...............................................................................
เดอื น.................................พ.ศ…………….
คาชี้แจง: กรณุ าทาเครื่องหมาย ในข้อท่ีตรงกับความเป็นจรงิ และในช่องทต่ี รงกับความคดิ เหน็ ของท่านมาก
ทส่ี ุด
ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
1. เพศ 1) ชาย 2) หญงิ
2. อายุ 1) ตา่ กว่า 20 ปี 2) 21 - 40 ปี 3) 41 - 60 ปี 4) 60 ปีขนึ้ ไป
3. ระดบั การศกึ ษาสูงสุด
1) ประถมศึกษา 2) มัธยมศึกษาตอนตน้ /ตอนปลาย/เทยี บเท่า
3) ปริญญาตรี 4) สงู กวา่ ปริญญาตรี
4. สถานภาพของผู้มารบั บริการ
1) เกษตรกร/องค์กรเกษตรกร 2) ผูป้ ระกอบการ
3) ประชาชนผรู้ ับบรกิ าร 4) องค์กรชมุ ชน/เครอื ข่ายองค์กร
ชุมชน
5) อ่นื ๆ โปรดระบุ……………………………………….
ตอนที่ 2 ความพงึ พอใจ / ไมพ่ งึ พอใจต่อการให้บริการ
ประเดน็ /ด้าน ระดับความพึงพอใจ
มากที่สดุ มาก ปานกลาง น้อย ตอ้ งแกไ้ ข
1. ด้านเวลา
1.1 การให้บรกิ ารเปน็ ไปตามระยะเวลาท่ีกาหนด
1.2 ความรวดเร็วในการให้บริการ
2. ด้านขั้นตอนการใหบ้ ริการ
2.1 การตดิ ปา้ ยประกาศหรอื แจง้ ขอ้ มลู เกยี่ ว
ขนั้ ตอนและระยะเวลาการให้บริการ
2.2 การจดั ลาดับขน้ั ตอนการให้บรกิ ารตามท่ี
ประเดน็ /ด้าน มากทส่ี ดุ ระดับความพึงพอใจ 26
มาก ปานกลาง นอ้ ย ตอ้ งแกไ้ ข
2.3 การให้บรกิ ารตามลาดับก่อนหลัง เชน่ มากอ่ น
ต้องไดร้ บั บริการก่อน
3. ดา้ นบคุ ลากรทใ่ี หบ้ รกิ าร
3.1 ความเหมาะสมในการแต่งกายของผ้ใู หบ้ ริการ
3.2 ความเตม็ ใจและความพร้อมในการให้บรกิ าร
อย่างสภุ าพ
3.3 ความรคู้ วามสามารถในการให้บริการ เช่น
สามารถในการตอบคาถาม ช้แี จงข้อสงสยั ให้คา
แนะนาได้ เป็นต้น
3.4 ความซอ่ื สัตย์สจุ ริตในการปฏบิ ัตหิ น้าท่ี ไมร่ ับสง่ิ
ตอบแทน, ไมร่ ับสนิ บน, ไม่หาผลประโยชน์ในทางท่ี
มชิ อบ
3.5 การใหบ้ ริการเหมือนกันทุกรายโดยไม่เลือก
ปฏิบัติ
4. ดา้ นสง่ิ อานวยความสะดวก
4.1 ความชัดเจนของปา้ ย สัญลกั ษณ์ ประชาสมั พนั ธ์
บอกจดุ บริการ
4.2 มจี ุด /ชอ่ ง การใหบ้ ริการมคี วามเหมาะสมและ
เข้าถงึ ไดส้ ะดวก
4.3 ความเพยี งพอของสิ่งอานวยความสะดวก เชน่ ท่ี
นง่ั รอรบั บริการ น้าด่ืม wifi เป็นต้น
4.4 ความสะอาดของสถานทใ่ี หบ้ รกิ าร
5. ทา่ นมคี วามพงึ พอใจ / ไม่พึงพอใจต่อการ
ให้บริการในภาพรวม อยใู่ นระดับใด
ตอนท่ี 3 ปัญหา / ขอ้ เสนอแะ
ปัญหา: ………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
ขอ้ เสนอแนะ:………………………………………………………………………………………………………………..……………………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
27
(ตัวอย่าง)
แบบแบบสมั ภาษณ์ภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ
รปู ภาพ
1. ชื่อ……………………………………..…….สกุล………..………………………………………………..อายุ……………….ปี
2. อาชีพ………………………………………..สถานทป่ี ระกอบอาชพี ……………………….……………………………….
3. ท่อี ยู่……………………………………………………………………………………………………………….……………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………โทรศพั ท์………………………………………………………...
4. ภูมิปัญญาดา้ น………………………………………………………………………………………………….…………………..
5. ข้อคิดเหน็ จากการสมั ภาษณ์
……………………………………………………………………………………………….…………………….…………………...
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………….……………………………..…………………………...
………………………………………………………………………………….………………………………………………………...
ลงช่ือ……………………………………..ผใู้ ห้ข้อมูล
(……………………………………..)
………./…………../………
ลงช่ือ……………………………………..ผู้สมั ภาษณ์
(……………………………………..)
………./…………../………
28
ใบงานท่ี 11
เรื่อง การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
คาช้ีแจง: ให้นกั เรียนบอกข้นั ตอนการเก็บรวบรวมข้อมลู ดังนี้
1. ขนั้ ตอนสาคญั ในการทาวิจยั หลังจากไดป้ ญั หา วตั ถปุ ระสงค์และสมมตฐิ านในการวิจัยแลว้ ขนั้ ตอนท่ีสาคัญ
ตามมาคือ………………………………………………………………………………………………………………………………………….....
2. การเก็บรวบรวมขอ้ มูลคือ…………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. ขั้นตอนสาคัญของการรวบรวมข้อมลู ……………มีขั้นตอน อะไรบา้ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. กาหนดตัวแปรที่ต้องการศึกษา ที่สาคัญคือ……………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล มหี ลายวิธที ใี่ ช้กันมากในทางพฤติกรรมศาสตร์ ไดแ้ ก่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
29
ใบงานที่ 12
เรื่องออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
คาชี้แจง: ให้นักเรยี นแต่ละกล่มุ คดั เลือกประเด็นปญั หาจาก3 ประเดน็ ของกล่มุ ตนสนใจเลือกไว้ ใหเ้ หลือ 1
ประเด็น ออกแบบ วางแผน ใชก้ ระบวนการรวบรวมข้อมูลอยา่ งมีประสิทธิภาพ
บันทึกการวางแผนการทางาน(ID Plan)
ชอื่ กลุ่ม……………………………………….
1. ชอื่ สกุล…………………………………………………………………….. ชน้ั …………………. เลขท่ี…………
2. ชื่อ สกลุ …………………………………………………………………….. ชนั้ …………………. เลขที่…………
3. ชอ่ื สกลุ …………………………………………………………………….. ชัน้ …………………. เลขที่…………
ครูทป่ี รึกษาโครงงาน
ชื่อ-สกุล....................................................................กลุม่ สาระการเรยี นรู้……………………………………
ครูผสู้ อน
................................................................................................................. .
ประเดน็ ปญั หา
................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
สมมติฐาน
................................................................................................................................. ...............................
................................................................................................... .............................................................
การเก็บรวบรวมข้อมูล
.............................................................................................. ..................................................................
.......................................................................................................................................... ......................
เคร่อื งมอื เก็บข้อมลู
....................................................................................... .........................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
(ใหแ้ นบแบบฟอร์มท่ีใช้เกบ็ รวบรวมข้อมลู เชน่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ไวต้ อนทา้ ยใบงานน้ดี ว้ ย)
แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหา
...................................................................................................... ..........................................................
.............................................................................................. ..................................................................