ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซลล์ (Gesell’ Maturation Theory)
อาร์โนลด์ กีเซลล์ เป็นนักจิตวิทยาและกุมารแพทย์ชาวอเมริกันที่เกิดเมื่อ วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1880 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1961 ผู้เริ่มก่อตั้งสถาบันพัฒนาการเด็ก ณ มหาวิทยาลัยเยล อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กว่าการเจริญเติบโตของเด็กทางร่างกาย เนื้อเยื้อ อวัยวะ หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ และพฤติกรรมที่ปรากฏขึ้นเป็นรูปแบบที่แน่นอน และเกิดขึ้นเป็นล าดับขั้นประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมเป็นองค์ประกอบรองที่ ต่อเติมเต็มเสริมพัฒนาการต่างๆ และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกคนหนึ่งในการใช้ กล้องวิดีโอเพื่อศึกษาพัฒนาการของเด็กทารกและเด็กทั่วไป นักจิตวิทยาการพัฒนา ที่ส าคัญที่สุดคนหนึ่ง อาร์โนลด์ กีเซลล์
อาร์โนลด์ กีเซลล์ (Arnold Gesell 1880 – 1961) เป็นนักจิตวิทยาที่มี ความเชื่อในเรื่องของความเจริญเติบโตตามวุฒิภาวะ โดยให้ความหมายของวุฒิ ภาวะไว้ว่า “วุฒิภาวะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างมีระเบียบ โดย ไม่ได้เกี่ยวโยงกับสิ่งเร้าภายนอกเลย” กีเซลล์ เชื่อว่าพฤติกรรมของเด็กจะเกี่ยวข้อง กับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เช่น ความพร้อมของกล้ามเนื้อ ต่อมต่าง ๆ ของร่างกาย ฯลฯ จะกระตุ้นให้เกิด พฤติกรรมขึ้น เช่น เด็กจะพูดได้ก็ต่อเมื่อมีความพร้อมด้าน กล้ามเนื้อปาก เป็นต้น ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซลล์ (Gesell’ Maturation Theory)
ดังนั้น การเรียนรู้จะไม่เกิดหากร่างกายไม่มีความพร้อม นอกจากนี้ กีเซลล์ เชื่อว่าวุฒิภาวะเพียงประการเดียวที่มีส่วนรับผิดชอบในการเจริญเติบโต และความสามารถในการท าพฤติกรรมต่าง ๆ การฝึกฝนหรือการเรียนรู้ไม่ว่าใน ลักษณะใดก็ตาม จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่จะเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ หาก ร่างกายยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีวุฒิภาวะ ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซลล์ (Gesell’ Maturation Theory) (ต่อ)
ด้วยความเชื่อดังกล่าว กีเซลล์จึงได้ท าการทดลองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีด้วยการทดลอง เรื่องการเดิน ของเด็กฝาแฝดว่าจะเป็นผลมาจากวุฒิภาวะหรือการเรียนรู้โดยน าเด็กที่เป็น แฝดแท้ 2 คน ให้คนแรกหัดขึ้นบันได และปล่อยคนหลังไว้เฉย ๆ ฝาแฝดคนแรกเดินขึ้นบันได ส าเร็จภายใน 6 สัปดาห์ต่อมา เมื่อน าแฝดคนหลังมาหัดเดินขึ้นบันได ก็ปรากฏว่าแฝดคนหลัง ท าส าเร็จได้ภายใน 2 สัปดาห์และความสามารถ ก็ไม่แตกต่างจากแฝดคนแรกเลย กีเซลล์จึง สรุปผลการทดลองว่า ความพร้อมหรือวุฒิภาวะมีส่วนส าคัญในพัฒนาการในขั้นต่อ ๆ ไปของ บุคคล และเมื่อมีความพร้อมของระบบต่าง ๆ แล้ว เด็กสามารถจะท ากิจกรรมของขั้นนั้นได้ เอง โดยไม่ต้องการการเรียนรู้แต่ประการใด ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซลล์ (Gesell’ Maturation Theory) (ต่อ)
1. ทิศทางของพัฒนาการ (Developmental Direction) เป็นการพัฒนาการอวัยวะ เคลื่อนไหว อย่างมีระเบียบตามแนวนอน และ แนวขวาง จากผลการทดลองดังกล่าว กีเซลล์ จึงได้กําหนดทฤษฎี พัฒนาการไว้ดังนี้ ทิศทางของพัฒนาการ ( Developmental Direction )
2. การพัฒนาตามแนวนอน คือ โครงสร้างและส่วนประกอบของร่างกาย จะเจริญตามแนวนอน โดยการเคลื่อนไหวของอวัยวะจะเริ่มจากส่วนบน กล่าวคือ จากส่วนศีรษะลงมาด้านล่างของร่างกาย และการพัฒนาตามแนวขวาง หมายถึง ความเจริญของร่างกายจะพัฒนาจากส่วนกลางล าตัวออกไปสู่ด้านข้าง กล่าวคือ ศูนย์ บังคับการเคลื่อนไหวจะมีการบังคับจาก แขน ขา ไปสู่มือและนิ้ว เป็นต้น ซึ่ง พัฒนาการทั้งสองอย่างนี้ จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบประสาทที่มีความพร้อมเป็น ส าคัญ
3. พัฒนาการมีความสัมพันธ์กัน (Reciprocal Interweaving) กล่าวคือ ในขณะที่พฤติกรรมชนิดหนึ่งของเด็กก าลังเจริญสูงอยู่ พฤติกรรมอีกอย่าง หนึ่งจะชะงัก เช่น ขณะที่ทารกก าลังหัดเดิน การหัดพูด จะหยุดชะงักลง เป็นต้น
4. พัฒนาการมีการใช้กิจกรรมร่วมกัน (Functional Asymmetry) กล่าวคือ วุฒิภาวะของ ร่างกายนั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมส่วนรวม มาสู่กิจกรรมเฉพาะตัว เช่น การเคลื่อนไหวของ อวัยวะทุกส่วน ทั้งมือและขาจะไป พร้อม ๆ กัน ต่อมาเมื่อมีวุฒิภาวะจะเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนได้เช่น มือ และ นิ้ว เป็นต้น
5. การพัฒนาต่าง ๆ ล้วนเป็นผลมาจากวุฒิภาวะ (Individuating Maturation) กีเซลล์ เชื่อว่าแบบแผนการเจริญเติบโตที่ไม่เท่ากัน หรือไม่เหมือนกันของแต่ละคนนั้น เนื่องมาจากความแตกต่างกันของ วุฒิภาวะ เพราะวุฒิภาวะจะเกิดอย่างมีกฎเกณฑ์ แต่อัตราจะแตกต่างกันแล้วแต่บุคคล และวุฒิภาวะจะมี อิทธิพลโดยตรงกับพฤติกรรม ของบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แต่ประการใดเลย
อาร์โนลด์ กีเซลล์ใช้ค าว่าวุฒิภาวะ เพื่อหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และรูปร่าง ของพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากยีนส์ หรือความพร้อมของกล้ามเนื้อและ ระบบประสาทจะปรากฏเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามโปรแกรมที่ก าหนดไว้ ล่วงหน้าทางพันธุกรรม ทักษะและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันของเด็กแต่ละคนจะ ปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน กีเซลล์ ใช้ค าว่าวงจรของพฤติกรรม กีเซลล์และคณะ ศึกษา พัฒนาการของทารก เด็ก และวัยรุ่น อายุแรกเกิด-16 ปี โดยการสังเกตพฤติกรรม ด้วยตนเองจากภาพยนตร์ และการสัมภาษณ์บิดามารดา และจัดกลุ่มข้อมูลส าหรับ เป็นข้อมูลพื้นฐานของบุคลิกภาพ ได้ 10 ด้าน คือ หลักพัฒนาการตามแนวคิด
1. ลักษณะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก 2. สุขนิสัยส่วนบุคคล 3. การแสดงออกของอารมณ์ 4. ความกลัว ความฝัน 5. ความเป็นตัวของตัวเอง การแสดงออกทางเพศ 6. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 7. การเล่นและการใช้เวลาว่าง 8. การเรียน 9.จริยธรรม 10. ปรัชญาชีวิต หลักพัฒนาการตามแนวคิด (ต่อ)
กีเซลล์ (Gesell) กล่าวถึงทฤษฎีพัฒนาการทางร่างกายว่าการเจริญเติบโตของเด็กจะ แสดงออกเป็นพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ส าหรับพัฒนาการทางร่างกายนั้นหมายถึง การที่เด็ก แสดงความสามารถในการจัดกระท ากับวัสดุ เช่น การเล่นลูกบอล การขีดเขียน เด็กต้อง ใช้ความสามารถของการใช้สายตาและกล้ามเนื้อมือ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต้องอาศัยการ เจริญเติบโตของระบบประสาทและการเคลื่อนไหวประกอบกัน ลักษณะพัฒนาการที่ ส าคัญของเด็กในระยะนี้ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเคลื่อนไหว การท างานของ ระบบประสาทกล้ามเนื้อ การพัฒนาความสามารถในการควบคุมร่างกาย การบังคับส่วน ต่าง ๆ ของร่างกาย และกีเซลล์ได้แบ่งพัฒนาการเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ การนําไปใช้ในการเรียนรู้
1. พฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว (Motor behavior) ซึ่งครอบคลุมถึง การบังคับอวัยวะต่างๆของร่างกาย และความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหว ทั้งหมด พฤติกรรมกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการทรงตัว การควบคุมกล้ามเนื้อ การทรงตัว ของศีรษะ การนั่ง ยืน คลาน เดิน จับยึดวัตถุและการจัดกระท า (Manipulation) กับวัตถุ
2. พฤติกรรมทางการปรับตัว (Adaptive behavior) ซึ่งครอบคลุม ทางด้านความเชื่อมโยงของการใช้มือและสายตา ในการถือวัตถุและเข้าถึงวัตถุการ แก้ปัญหาในการปฏิบัติการส ารวจและการจัดกระท าต่อวัตถุ เช่น การจัดกล่องรูป ลูกบาศก์การสั่นระฆัง การวาดภาพ ฯลฯ
3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language behavior) ซึ่งครอบคลุม ทางด้านการติดต่อสื่อสารด้วยการแสดงออกทางใบหน้า การใช้อวัยวะต่าง ๆ เช่น มือหรือศีรษะถ่ายทอดความคิด การออกเสียง การใช้ภาษา รวมทั้งความเข้าใจจาก การสื่อสารของผู้อื่นด้วย
4. พฤติกรรมทางสังคมและตัวบุคคล (Personal – social behavior) ซึ่งครอบคลุมถึงการตอบสนองของเด็กต่อบุคคลอื่นในด้านวัฒนธรรมทางสังคม แบบ ของพฤติกรรมในกลุ่มนี้เช่น การเลี้ยงดูการฝึกขับ – ถ่าย และการตอบสนองต่อการ ฝึกหัดในสังคมต่าง ๆ การเล่น พัฒนาการทางด้านความเป็น“เจ้าของ” การยิ้มและ การตอบสนองต่อบุคคลอื่น ต่อวัตถุบางอย่าง เช่น กระจกเงา เป็นต้น
- โครงสร้างของทฤษฎีกีเซลล์ ยึดพัฒนาการเด็ก คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และประสบการณ์ส าคัญ - ไม่เร่งสอนสิ่งที่ยากเกินพัฒนาการตามวัยของเด็ก - จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสเคลื่อนไหว กิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม - จัดกิจกรรมให้เด็กได้ฟัง ได้พูด ท่องค าคล้องจองร้องเพลง ฟังนิทาน การนํามาประยุกต์ใช้
กีเซลล์อธิบายถึงพัฒนาการทางกายที่มีรูปแบบที่แน่นอนและเป็นไปตามล าดับ ขั้น สภาพแวดล้อมมีส่วนช่วยส่งเสริมและต่อเติมพัฒนาการของเด็ก กีเซลล์เน้นถึง การเติบโตและลักษณะของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ถึงแม้แบบแผนและขั้นตอน พัฒนาการจะเหมือนกัน พัฒนาการของเด็กเป็นกระบวนการที่ประสานสัมพันธ์กัน ทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจ ดังนั้นการพัฒนาเด็กจึงต้องพัฒนาไปพร้อมๆกันทุกด้าน ทฤษฎีพัฒนาการทางร่างกายของกีเซลล์มีส่วนในการจัดสภาพแวดล้อมและการ จัดกิจกรรมให้แก่เด็กโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้าน สรุปทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซลล์
Thank you นางสาวนาถยา โสภา รหัสนักศึกษา 6622610617 ห้องที่ 6 รุ่นที่ 26