The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1_GE21101_จริยธรรม-จรรจาบรรณตำรวจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peaw.2749, 2022-06-25 01:52:01

วิชาจริยธรรมจรรยาบรรณตำรวจ

1_GE21101_จริยธรรม-จรรจาบรรณตำรวจ

๔๖

¡® ¡.μÃ.

ÇÒ‹ ´ŒÇ»ÃÐÁÇŨÃÂÔ ¸ÃÃÁáÅШÃÃÂÒºÃó¢Í§μÓÃǨ ¾.È. òõõñ
------------------------------

อาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ และ
มาตรา ๒๘๐ พระราชบญั ญตั ิตาํ รวจแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๑ (๒) และมาตรา ๗๗ และ
มติ ก.ตร. ในการประชมุ คร้ังท่ี ๖/๒๕๕๑ เม่อื วันท่ี ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ก.ตร. จงึ ออกกฎ ก.ตร.
ไวดังตอ ไปน้ี

ขอ ๑ กฎ ก.ตร. น้ี ใหใชบังคับเม่ือพนกําหนดหกสิบวันนับแตวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา

ขอ ๒ ใหใชประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจทายกฎ ก.ตร. น้ี เปนกรอบ
แหง การประพฤตปิ ฏิบัติของขาราชการตํารวจ

ขอ ๓ ใหถือวาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจทายกฎ ก.ตร. นี้
เปน ประมวลจรยิ ธรรมของขา ราชการตาํ รวจตามมาตรา ๒๗๙ แหง รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย
พ.ศ. ๒๕๕๐ และเปนจรรยาบรรณของตํารวจตามมาตรา ๗๗ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗

ขอ ๔ ในการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแตงตั้งขาราชการตํารวจผูใด รวมท้ัง
การโยกยาย การเลื่อนตําแหนง การเล่ือนข้ันเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ทั้งในระดับสํานักงาน
ตํารวจแหงชาติ กองบัญชาการหรือหนวยเทียบเทากองบัญชาการ กองบังคับการ กองกํากับการ
สถานตี าํ รวจ และหนว ยงานทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื ควรคาํ นงึ ถงึ พฤตกิ รรม การปฏบิ ตั ติ ามประมวลจรยิ ธรรม
และจรรยาบรรณของบุคคลดงั กลาวดวย

ขอ ๕ ใหกองบัญชาการศึกษาทําหนาที่เปนศูนยสงเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรม
ของขาราชการตํารวจ มีหนาที่กําหนดตัวช้ีวัดและหลักเกณฑการประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติ
หนวยงานและขาราชการตํารวจท่ีประพฤติปฏิบัติดีเย่ียมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ
ของตํารวจ รวมทั้งรณรงค สงเสริม ประชาสัมพันธ เผยแพร กําหนดหลักสูตร พัฒนาและฝกอบรม
ขาราชการตํารวจเกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ รวมท้ังสรางเครือขายท้ังภายในและภายนอก
สํานักงานตํารวจแหงชาติ เพ่ือสงเสริมจริยธรรมและจรรยาบรรณของขาราชการตํารวจใหเทียบเทา
ระดบั สากล

ตวั ชวี้ ดั และหลกั เกณฑก ารประเมนิ เพอื่ ประกาศเชดิ ชเู กยี รตหิ นว ยงานและขา ราชการตาํ รวจ
ท่ีประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ รวมทั้งแผนดําเนินงาน

๔๗

ตามความในวรรคแรกใหกองบัญชาการศึกษาเสนอขอความเห็นชอบตามลําดับชั้น และตองไดรับ
ความเห็นชอบจาก ก.ตร. ดวย

ขอ ๖ ใหสํานักงานตํารวจแหง ชาติประกาศเชิดชูเกียรติหนวยงานและขาราชการตํารวจ
ในระดับสํานักงานตํารวจแหงชาติ ท่ีประพฤติปฏิบัติดีเย่ียมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ
ของตํารวจประจําทกุ ป ตามหลักเกณฑการประเมนิ ตามขอ ๕ วรรคสอง

ใหสํานักงานผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ กองบัญชาการ และหนวยงานเทียบเทา
กองบัญชาการ ประกาศเชิดชูเกียรติหนวยงานและขาราชการตํารวจในสังกัดตามความในวรรคแรก
โดยอนโุ ลม

ขอ ๗ ใหสถาบันการฝกอบรมของสํานักงานตํารวจแหงชาตินําประมวลจริยธรรม
และจรรยาบรรณของตํารวจไปกําหนดเปนหลักสูตรการเรียนการสอนท่ีอยูในอํานาจหนาที่และ
ความรบั ผิดชอบ และมหี นา ที่สนบั สนนุ การดาํ เนนิ งานของกองบัญชาการศกึ ษาตามขอ ๕ วรรคแรก

ขอ ๘ ใหจเรตํารวจแหงชาติมีอํานาจและหนาที่ใหคําปรึกษาแนะนําเก่ียวกับการปฏิบัติ
ตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ จัดทําคูมือและคําอธิบายแนวทางการปฏิบัติ
และสอดสองดูแลการรักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจในภาพรวมระดับสํานักงาน
ตํารวจแหง ชาติ

หากจเรตํารวจแหงชาติพบวา หนว ยงานตาํ รวจและหรอื ขาราชการตาํ รวจใดละเมิด ฝา ฝน
หรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ โดยพฤติการณดังกลาวอาจเกิด
ผลกระทบในทางเสอื่ มเสียตอชือ่ เสียงและเกียรติภมู ิของสาํ นักงานตํารวจแหงชาติ หรือวิชาชีพตาํ รวจ
ใหจ เรตาํ รวจแหง ชาตริ ายงานผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาติ และแจง ผบู งั คบั บญั ชาในระดบั กองบญั ชาการ
หรือหนวยงานเทียบเทากองบัญชาการสอบขอเท็จจริง เพ่ือดําเนินการตามอํานาจหนาท่ี หากเห็น
สมควร จเรตํารวจแหงชาติอาจมอบหมายใหรองจเรตํารวจแหงชาติ จเรตํารวจ หรือรองจเรตํารวจ
ไปกํากับและติดตามการสอบขอเท็จจริง หรือตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงท่ีเปนอิสระ
จากกองบัญชาการ หรอื หนวยงานเทียบเทา กองบัญชาการนนั้ กไ็ ด

ใหจเรตํารวจแหงชาติจัดใหมีศูนยใหคําปรึกษาแนะนําเกี่ยวกับการปฏิบัติตามวรรคหน่ึง
ในระดับสํานักงานตํารวจแหงชาติ รวมท้ังประสานกับกองบัญชาการตางๆ จัดตั้งศูนยดังกลาว
หรือแตงต้ังที่ปรึกษาดานจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจในระดับกองบัญชาการ
หรอื กองบังคบั การตามความเหมาะสมแลวแตก รณี

ขอ ๙ ใหผูบังคับบัญชาหนวยงานทุกระดับมีอํานาจและหนาที่สนับสนุนสงเสริม
ใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจอยางเครงครัด
รวมทัง้ สอดสองดแู ลมิใหม ีการละเมิด ฝาฝน หรอื ไมปฏิบตั ิตาม หากพบวา มกี ารละเมดิ ฝาฝน หรือ
ไมปฏิบัติตาม และไมดําเนินการตามอํานาจหนาท่ี ใหถือวาผูบังคับบัญชาน้ันจงใจละเมิด ฝาฝน
หรือไมป ฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ

ขอ ๑๐ ในกรณีท่ีขาราชการตํารวจพบวาผูบังคับบัญชาของตน ขาราชการตํารวจ
หรอื หนว ยงานตาํ รวจใดละเมดิ ฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ

๔๘

ใหสามารถรายงานตอผูบังคับบัญชาเหนือหนวยงานที่ตนสังกัดไดอยางนอยสามลําดับชั้น และหาก
ผบู งั คบั บญั ชาทตี่ นรายงานมไิ ดด าํ เนนิ การใด ใหส ามารถรายงานถงึ จเรตาํ รวจแหง ชาติ หรอื ผบู ญั ชาการ
ตํารวจแหง ชาติได

การรายงานตามวรรคแรก ไมถอื วา เปน การกระทําขา มผบู งั คับบญั ชาเหนือตน
ใหส าํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตโิ ดยการเสนอแนะของจเรตาํ รวจแหง ชาติ วางระเบยี บเกย่ี วกบั
การรายงานตามวรรคแรกใหแลวเสรจ็ ภายในสส่ี บิ หาวันนบั แตว ันท่ี กฎ ก.ตร. นี้ ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา
ขอ ๑๑ ใหจเรตํารวจแหงชาติมีหนาท่ีเสนอความเห็นตอ ก.ตร. เพื่อแกไขเพิ่มเติม
หรือปรบั ปรุงประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจใหเ หมาะสมกับกาลเวลาและสถานการณ
ขาราชการตํารวจหรือหนวยงานตํารวจทุกระดับมีสิทธิและเสรีภาพท่ีจะเสนอปญหา
และอุปสรรคในการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ หรือเสนอความเห็นในการ
แกไขปรับปรุงประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ โดยสงขอเสนอหรือความเห็นดังกลาว
ไปยงั จเรตํารวจแหงชาติ
ขอ ๑๒ ขาราชการตํารวจซึ่งตองปฏิบัติหนาท่ีโดยอาศัยวิชาชีพใดซึ่งมีการกําหนด
ประมวลจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของวิชาชีพน้ันไวเปนการเฉพาะ ตองถือปฏิบัติตามประมวล
จริยธรรมหรอื จรรยาบรรณแหง วชิ าชพี นั้นดวย
ก.ตร. อาจใหมีการกําหนดประมวลจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของขาราชการตํารวจ
ทปี่ ฏบิ ตั หิ นา ท่ใี นสายงานใดไดตามท่ีเห็นสมควร
ใหไ ว ณ วนั ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สมัคร สนุ ทรเวช
(นายสมัคร สนุ ทรเวช)

นายกรฐั มนตรี
ประธานกรรมการขา ราชการตํารวจ

(ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา เลมที่ ๑๒๕ ตอนท่ี ๑๐๐ ก ๑๙ ก.ย. ๕๑)

๔๙

»ÃÐÁÇŨÃÔ¸ÃÃÁáÅШÃÃÂÒºÃó¢Í§μÓÃǨ ¾.È. òõõñ
(แนบทายกฎ ก.ตร.วาดวยประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๕๑)

....................................
ดว ยสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตมิ อี าํ นาจและหนา ทท่ี สี่ าํ คญั ไดแ ก การรกั ษาความปลอดภยั
สําหรับองคพระมหากษัตริย พระราชินี พระรัชทายาท ผูสําเร็จราชการแทนพระองค พระบรม
วงศานวุ งศ ผแู ทนพระองค และพระราชอาคนั ตกุ ะ และการรกั ษากฎหมายคมุ ครองชีวิตและทรัพยสิน
ของประชาชน รักษาความสงบเรียบรอยของสังคม บริการชุมชนใหเกิดความรมเย็น ปองกันและ
ปราบปรามผกู ระทาํ ผดิ กฎหมาย และดาํ เนนิ การเพอ่ื นาํ ผกู ระทาํ ผดิ กฎหมายเขา สกู ระบวนการยตุ ธิ รรม
ดงั นัน้ เพ่อื ใหก ารปฏบิ ตั ติ ามอาํ นาจหนา ทข่ี องสาํ นกั งานตํารวจแหง ชาติ มีประสิทธภิ าพ
ประสิทธิผล และประชาชนมีความศรัทธาเช่ือม่ัน จึงจําเปนตองกําหนดประมวลจริยธรรม
และจรรยาบรรณของตาํ รวจ เปน กรอบการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องขา ราชการตาํ รวจใหม คี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม
และจรรยาบรรณทดี่ แี ละเปนมาตรฐาน
ขอ ๑ ประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจประกอบดว ย
(๑) คุณธรรม คานิยมหลัก และอุดมคติของตํารวจ เปนเครื่องเหนี่ยวรั้งใหขาราชการ
ตํารวจอยูในกรอบของศีลธรรมและคุณธรรม ขณะเดียวกันก็เปนแนวทางช้ีนําใหขาราชการตํารวจ
บรรลุถงึ ปณิธานของการเปน ผูพ ิทกั ษสันตริ าษฎร
(๒) จริยธรรมของตํารวจ คือ คุณความดีท่ีเปนขอประพฤติตนและปฏิบัติหนาท่ีของ
ขา ราชการตํารวจเพ่ือใหประชาชนศรทั ธา เช่อื มั่นและยอมรับ
(๓) จรรยาบรรณของตาํ รวจ คอื ประมวลความประพฤติในการปฏบิ ตั ิหนาทขี่ องวชิ าชพี
ตาํ รวจ ทข่ี า ราชการตํารวจตองยดึ ถอื ปฏิบัติ เพอ่ื ธาํ รงไวซ ง่ึ ศกั ด์ศิ รีและเกยี รตภิ มู ขิ องขา ราชการตํารวจ
และวชิ าชพี ตาํ รวจ
ขอ ๒ ในประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจนี้
“การไมเลือกปฏิบัติ” หมายความวา การไมใชความรูสึกพึงพอใจหรือไมพึงพอใจ
สวนตัวตอบุคคลหรือกลุมบุคคล อันเน่ืองมาจากชาติกําเนิด เพศ ศาสนาหรือความเช่ือ เชื้อชาติ
สัญชาติ อายุ การศึกษา ความเห็นทางการเมืองหรือความเห็นอื่น ความนิยมทางเพศสวนบุคคล
ความพิการ สภาพรา งกาย จิตใจหรือสุขภาพ หรือสถานะทางเศรษฐกจิ หรือสงั คม
“ประโยชน” หมายความวา เงนิ ทรัพยสนิ บริการ ตาํ แหนงหนาทกี่ ารงาน สิทธิประโยชน
หรอื ประโยชนอ ืน่ ใด หรอื คาํ มัน่ สญั ญาท่จี ะใหหรอื จะไดร ับสงิ่ ดงั กลา วในอนาคตดว ย
“การทารุณหรือทารุณกรรม” หมายความวา การปฏิบัติหรือกระทําใดๆ ตอรางกาย
หรอื จิตใจของบคุ คล ในลกั ษณะทโ่ี หดราย ไรมนุษยธรรม หรอื กอ ใหเกดิ ความเจ็บปวดอยา งแสนสาหสั
หรอื ดูถกู ศกั ด์ศิ รีความเปน มนษุ ย
ขอ ๓ ขาราชการตํารวจตองเคารพและปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและ
จรรยาบรรณของตํารวจอยา งเครง ครดั เมื่อตนไดละเมิด ฝาฝน หรอื ไมป ฏิบัติตามประมวลจริยธรรม
และจรรยาบรรณของตํารวจ จะตอ งรายงานผูบังคับบญั ชาเปน หนังสือทันที

๕๐

หากไมแนใจวาการท่ีตนไดกระทําหรือตัดสินใจ หรือจะกระทําหรือจะตัดสินใจ เปน
หรือจะเปนการละเมิด ฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ
หรือไมใหขาราชการตํารวจน้ันปรึกษาหารือผูบังคับบัญชา หรือปรึกษากับศูนยใหคําปรึกษาแนะนํา
ตามกฎ ก.ตร. ขอ ๘ วรรคสาม

ʋǹ·èÕ ñ
¤Ø³¸ÃÃÁ ¤‹Ò¹ÔÂÁËÅ¡Ñ áÅÐÍØ´Á¤μԢͧμÓÃǨ
ขอ ๔ ขาราชการตํารวจตองยึดถือคุณธรรมสี่ประการตามพระบรมราโชวาท เปนเคร่ือง
เหนีย่ วร้งั ในการประพฤตติ นและปฏบิ ัติหนาที่ ดงั น้ี
(๑) การรักษาความสัจ ความจริงใจตอตัวเองท่ีจะประพฤติปฏิบัติแตส่ิงที่เปนประโยชน
และเปนธรรม
(๒) การรูจักขม ใจตนเอง ฝก ตนเองใหป ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิอยใู นความสัจ ความดีเทานน้ั
(๓) การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไมประพฤติลวงความสัจสุจริต ไมวา
ดวยเหตุประการใด
(๔) การรูจักละวางความชั่ว ความทุจริต และรจู ักสละประโยชนสวนนอยของตน
เพือ่ ประโยชนสวนใหญข องบานเมอื ง
ขอ ๕ ขาราชการตํารวจตองปฏิบัติตามคานิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมสําหรับ
เจา หนา ท่ีของรฐั ตามทผี่ ตู รวจการแผนดนิ กําหนด ดังนี้
(๑) การยดึ ม่ันในคณุ ธรรมและจริยธรรม
(๒) การมจี ิตสาํ นึกที่ดี ซอื่ สตั ย สจุ รติ และรบั ผิดชอบ
(๓) การยึดถือประโยชนของประเทศชาติเหนือกวาประโยชนสวนตน และไมมี
ผลประโยชนท บั ซอ น
(๔) การยนื หยดั ทําในส่งิ ทถี่ กู ตอง เปน ธรรม และถกู กฎหมาย
(๕) การใหบ รกิ ารแกประชาชนดว ยความรวดเร็ว มอี ธั ยาศยั และไมเ ลอื กปฏิบัติ
(๖) การใหข อ มูลขา วสารแกป ระชาชนอยา งครบถวน ถูกตอ ง และไมบ ดิ เบือน
ขอเท็จจรงิ
(๗) การมุงผลสมั ฤทธข์ิ องงาน รักษามาตรฐาน มคี ุณภาพ โปรง ใสและตรวจสอบได
(๘) การยดึ มัน่ ในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมุข
(๙) การยดึ ม่ันในหลกั จรรยาวชิ าชพี ขององคก าร
ขอ ๖ ขาราชการตํารวจตองยึดถืออุดมคติของตํารวจ ๙ ประการ เปนแนวทางช้ีนํา
การประพฤติตนและปฏิบตั หิ นา ที่เพื่อบรรลถุ ึงปณธิ านของการเปน ผพู ทิ กั ษส นั ตริ าษฎร ดังน้ี
(๑) เคารพเอ้ือเฟอตอ หนาที่
(๒) กรุณาปราณตี อ ประชาชน

๕๑

(๓) อดทนตอความเจบ็ ใจ
(๔) ไมห วั่นไหวตอ ความยากลําบาก
(๕) ไมม กั มากในลาภผล
(๖) มงุ บาํ เพ็ญตนใหเ ปน ประโยชนแกประชาชน
(๗) ดาํ รงตนในยุติธรรม
(๘) กระทําการดวยปญ ญา
(๙) รักษาความไมป ระมาทเสมอชีวิต

ʋǹ·Õè ò
¨ÃÔ¸ÃÃÁ¢Í§μÓÃǨ
ขอ ๗ ขา ราชการตาํ รวจตอ งเคารพ ศรทั ธา และยดึ มน่ั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
อันมีพระมหากษตั รยิ ท รงเปนประมุข ซง่ึ ตองประพฤติปฏบิ ตั ดิ งั นี้
(๑) จงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย พระราชินี และพระรัชทายาท และไมยอม
ใหผูใดลวงละเมดิ
(๒) สนับสนุนการเมืองประชาธิปไตยดวยศรัทธา มีความเปนกลางทางการเมือง
ไมเปนผูบริหารหรือกรรมการพรรคการเมือง และไมกระทําการใดๆ อันเปนคุณหรือเปนโทษ
แกพรรคการเมอื ง หรอื ผสู มัครรบั เลือกตง้ั ทั้งในระดบั ชาตแิ ละทอ งถิน่
ขอ ๘ ขาราชการตํารวจตองเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติ
แหงรฐั ธรรมนญู และตามกฎหมายอน่ื โดยเครง ครัด โดยไมเ ลอื กปฏิบตั ิ
ขอ ๙ ขาราชการตํารวจตองปฏิบัติหนาที่อยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและเกิด
ประโยชนสูงสดุ โดยคํานึงถึงประโยชนของทางราชการ ประชาชน ชมุ ชน และประเทศชาติ เปนสาํ คัญ
ซง่ึ ตอ งประพฤตปิ ฏิบัติ ดงั นี้
(๑) ปฏิบัติหนาท่ีดวยความรวดเร็ว กระตือรือรน รอบคอบ โปรง ใส ตรวจสอบได และ
เปน ธรรม
(๒) ปฏิบัตหิ นา ท่ีดว ยความวิริยะอุตสาหะ ขยนั หมนั่ เพยี ร เสียสละ ใชป ฏภิ าณไหวพรบิ
กลาหาญและอดทน
(๓) ปฏิบัติหนาที่ดวยความรับผิดชอบ ความเต็มใจ ไมละท้ิงหนาที่ ไมหลีกเลี่ยง หรือ
ปดความรบั ผดิ ชอบ
(๔) ดูแลรักษาและใชทรัพยสินของทางราชการอยางประหยัดคุมคา โดยระมัดระวังมิให
เสยี หายหรือส้นิ เปลืองเย่ียงวิญู ชนจะพงึ ปฏบิ ตั ิตอทรัพยส ินของตนเอง
(๕) รักษาความลับของทางราชการ และความลับที่ไดมาจากการปฏิบัติหนาที่ หรือ
จากประชาชนผูมาติดตอราชการ เวนแตเปนการเปดเผยเพื่อประโยชนในกระบวนการยุติธรรม หรือ
การตรวจสอบตามท่ีกฎหมาย กฎ ขอบังคับ กําหนด

๕๒

ขอ ๑๐ ขาราชการตํารวจตองมีจิตสํานึกของความเปนผูพิทักษสันติราษฎรเพื่อให
ประชาชนศรทั ธาและเช่อื ม่ัน ซ่ึงตองประพฤติปฏบิ ัติดังน้ี

(๑) มีทาทีเปนมิตร มีมนุษยสัมพันธอันดี และมีความสุภาพออนโยนตอประชาชน
ผรู ับบรกิ าร รวมทัง้ ใหบรกิ ารประชาชนดว ยความเต็มใจ รวดเร็ว และไมเลอื กปฏิบัติ

(๒) ปฏิบัติตนใหเปนที่เชื่อถือไววางใจของประชาชน ไมเบียดเบียน ไมแสดงกิริยา
หรือทาทางไมสุภาพหรือไมใหเกียรติ รวมทั้งไมใชถอยคํา กิริยา หรือทาทาง ที่มีลักษณะหยาบคาย
ดูหมิน่ หรือเหยียดหยามประชาชน

(๓) เอื้อเฟอ สงเคราะห และชวยเหลือประชาชนเม่ืออยูในฐานะที่จําเปนตองไดรับ
ความชวยเหลอื หรอื ประสบเคราะหจากอุบัติเหตุ การละเมดิ กฎหมาย หรอื ภยั อ่นื ๆ ไมวาบุคคลนนั้
จะเปน ผูตอ งสงสยั หรอื ผกู ระทําผิดกฎหมายหรอื ไม

(๔) ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวาดวยขอมูลขาวสารของทางราชการอยาง
เครงครัด การใหขอมูลขาวสารแกประชาชนที่รองขอ ตองดําเนินการดวยความรวดเร็ว ไมถวงเวลา
ใหเน่นิ ชา และไมใ หขอ มลู ขาวสารอนั เปนเท็จแกป ระชาชน

ขอ ๑๑ ขาราชการตํารวจตองหมั่นศึกษาหาความรูอยูตลอดเวลา เพ่ือพัฒนา
ตนเอง ใหทันโลกทันเหตุการณ และมีความชํานาญการในงานที่อยูในความรับผิดชอบ รวมท้ังตอง
ศึกษาหาความรูเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ธรรมเนียมการปฏิบัติของสวนราชการในกระบวนการ
ยุติธรรม เชน ฝายอัยการ ศาล ราชทัณฑ และกระทรวง ทบวง กรมอื่น ท่ีเกี่ยวของกับหนาที่และ
ความรับผิดชอบของตน เพื่อสามารถประสานงานไดอยางกลมกลืนแนบเนียน และเปนประโยชน
ตอราชการของสํานักงานตํารวจแหง ชาติ

ขอ ๑๒ ขาราชการตํารวจตองมีความซื่อสัตยสุจริตและยึดมั่นในศีลธรรม โดยยึด
ประโยชนสว นรวมเหนือประโยชนส ว นตน ซึ่งตอ งประพฤติปฏิบัติ ดงั นี้

(๑) ไมใ ชต ําแหนง อํานาจหรือหนาที่ หรอื ไมย อมใหผ ูอ ื่นใชตาํ แหนง อาํ นาจหรอื หนาท่ี
ของตน แสวงหาประโยชนสําหรบั ตนเองหรอื ผอู น่ื

(๒) ไมใ ชตาํ แหนง อาํ นาจหรือหนา ที่ หรอื ไมยอมใหผ อู ่นื ใชต าํ แหนง อาํ นาจหรือหนาที่
ของตน ไปในทางจูงใจหรือมีอิทธิพลตอการตัดสินใจ การใชดุลพินิจ หรือการกระทําของขาราชการ
ตํารวจหรือเจาหนาที่ของรัฐอ่ืน อันเปนผลใหการตัดสินใจ การใชดุลพินิจ หรือการกระทําของผูนั้น
สญู เสยี ความเทย่ี งธรรมและยตุ ิธรรม

(๓) ไมรับของขวัญนอกเหนือจากโอกาสและกาลตามประเพณีนิยม และของขวัญนั้น
ตองมีมูลคาตามท่คี ณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหงชาติประกาศกําหนด

(๔) ไมใ ชเ วลาราชการหรอื ทรัพยของราชการเพือ่ ธุรกิจหรอื ประโยชนสวนตน
(๕) ไมประกอบอาชีพเสริมซ่ึงมีลักษณะเปนผลประโยชนทับซอน หรือเปนการขัดกัน
ระหวางประโยชนส วนตนกับประโยชนสวนรวม
(๖) ดํารงชีวิตสวนตัวไมใหเกิดมลทินมัวหมองตอตําแหนงหนาที่ ไมทําผิดกฎหมาย
แมเห็นวาเปนเร่ืองเล็กนอย ไมหมกมุนในอบายมุขท้ังหลาย ไมฟุงเฟอหรูหรา และใชจายประหยัด
ตามฐานะแหง ตน

๕๓

ขอ ๑๓ ขาราชการตํารวจตองภาคภูมิใจในวิชาชีพ กลายืนหยัดกระทําในสิ่งท่ีถูกตอง
ดงี ามเพ่อื เกยี รตศิ ักด์แิ ละศักดศ์ิ รขี องความเปน ตํารวจ ซึ่งตอ งประพฤติปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ปฏิบัติหนาที่อยางตรงไปตรงมาตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ ตามรัฐธรรมนญู และกฎหมายอยา งเครง ครัด

(๒) ไมสั่งใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติการในส่ิงท่ีไมชอบดวยกฎหมายหรือขัดตอคุณธรรม
และศลี ธรรม

(๓) ไมปฏิบัติตามคําส่ังท่ีตนรูหรือควรจะรูวาไมชอบดวยกฎหมาย ในการนี้ใหทักทวง
เปน ลายลักษณอ กั ษรตอ ผบู ังคับบัญชาผสู ่ัง

(๔) ไมเลี่ยงกฎหมาย ใชหรือแนะนําใหใชชองโหวของกฎหมายเพื่อประโยชนสําหรับ
ตนเองหรือผูอืน่ หรอื ทาํ ใหสูญเสียความเปน ธรรมในกระบวนการยุตธิ รรม

ขอ ๑๔ ในฐานะเปน ผูบงั คับบญั ชา ขาราชการตาํ รวจตอ งประพฤติปฏิบตั ิ ดังน้ี
(๑) ประพฤติปฏิบัติตนเปนผูนําและเปนแบบอยางท่ีดี รวมท้ังเปนที่ปรึกษาและท่ีพ่ึง
ของผใู ตบ ังคบั บญั ชา
(๒) หมั่นอบรมใหผูใตบังคับบัญชายึดถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ
วา กลา วตกั เตือนดว ยจิตเมตตา และใหความรูเก่ียวกบั งานในหนาที่
(๓) ปกครองบังคับบัญชาดวยหลักการและเหตุผลท่ีถูกตองตามทํานองคลองธรรม
ยอมรับฟงความคิดเห็น และไมผ ลักความรบั ผดิ ชอบใหผ ใู ตบงั คับบัญชา
(๔) ใชหลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลท่ีอยูในความรับผิดชอบของตน
อยา งเครงครดั และปราศจากความลาํ เอียง
ขอ ๑๕ ในฐานะผูใตบังคับบัญชาและเพ่ือนรวมงาน ขาราชการตํารวจตองประพฤติ
ปฏิบตั ิดังนี้
(๑) เคารพเชอ่ื ฟง และปฏิบัตติ ามคําส่ังผบู งั คบั บัญชาท่ชี อบดวยกฎหมาย
(๒) รกั ษาวินัยและความสามัคคใี นหมคู ณะ
(๓) ปฏบิ ตั ติ อ ผบู งั คบั บญั ชาและเพอื่ นรว มงานดว ยความสภุ าพมนี า้ํ ใจ รกั ใครส มานฉนั ท
และมีมนุษยสัมพันธ รวมท้ังรับฟง ความคิดเหน็ ของเพื่อนรว มงาน
(๔) อทุ ศิ ตนเอง ไมห ลกี เลยี่ งหรอื เกยี่ งงาน รว มมอื รว มใจปฏบิ ตั หิ นา ทโ่ี ดยยดึ ความสาํ เรจ็
ของงานและชือ่ เสียงของหนว ยเปนทต่ี ั้ง

ʋǹ·èÕ ó
¨ÃÃÂÒºÃó¢Í§μÓÃǨ
ขอ ๑๖ ขาราชการตํารวจจะตองสํานึกในการใหบริการประชาชนดานอํานวยความ
ยุติธรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ใหสอดคลองกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน
เพอื่ ใหประชาชนมีความเล่อื มใส เชอื่ มน่ั และศรัทธา ซึ่งตอ งประพฤตปิ ฏิบตั ิ ดงั น้ี

๕๔

(๑) อํานวยความสะดวกแกประชาชนในการรองทุกข กลาวโทษ ขออนุญาต ขอขอมูล
ขาวสาร หรือติดตอราชการอื่น ดวยความเต็มใจ เปนมิตร ไมเลือกปฏิบัติ และรวดเร็ว
เพ่อื ไมใ หป ระชาชนเสียสทิ ธหิ รือเสรีภาพตามกฎหมาย

(๒) สุภาพ ออนนอม และใหเกียรติประชาชนเพ่ือใหเกิดความนาเคารพยําเกรง
ไมใ ชถ อ ยคาํ กิริยา หรือทา ทาง ท่ีมลี กั ษณะหยาบคาย ดูหม่ิน หรอื เหยยี ดหยามประชาชน

(๓) ขณะท่ีอยูในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ ตองดํารงตนใหอยูในสภาพที่พรอม
และเหมาะสมแกก ารปฏบิ ตั หิ นาท่ดี วยความนา เชอ่ื ถือและนา ไวว างใจ

(๔) พกพาอาวุธตามระเบียบแบบแผน ไมจับหรือถืออาวุธ หรือเล็งอาวุธไปยังบุคคล
โดยปราศจากเหตอุ ันสมควร

(๕) พกพาเอกสารหรือตราประจําตัว และแสดงเอกสารหรือตราประจําตัวเม่ือมีบุคคล
รอ งขอ

ขอ ๑๗ เม่ือเขาจับกุมหรือระงับการกระทําผิด ขาราชการตํารวจตองยึดถือและปฏิบัติ
ตามรฐั ธรรมนูญและกฎหมายอยางเครง ครดั ซ่ึงตองประพฤตปิ ฏิบตั ดิ ังนี้

(๑) แสดงถงึ การอทุ ศิ ตนและจติ ใจใหแ กก ารปฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี ยา งกลา หาญและมสี ตปิ ญ ญา
(๒) ยืนหยัดเจตนารมณในการรักษากฎหมายใหถึงท่ีสุด ไมประนีประนอม ผอนปรน
หรือละเลยการดําเนินการตามกฎหมายตอผูกระทําความผิด ท้ังน้ีใหระลึกเสมอวาการใชกฎหมาย
จะตอ งคํานงึ ถึงหลกั มนุษยธรรมดว ย
(๓) ไมใชมาตรการรุนแรง เวนแตการใชมาตรการปกติแลว ไมเพียงพอท่ีจะหยุดยั้ง
ผูกระทําความผดิ หรอื ผูตองสงสัยได
ขอ ๑๘ ขาราชการตํารวจตองตระหนักวา การใชอาวุธ กําลัง หรือความรุนแรง
เปนมาตรการที่รุนแรงที่สุด ขาราชการตํารวจอาจใชอาวุธ กําลัง หรือความรุนแรง ไดตอเม่ือมี
ความจาํ เปน ภายใตก รอบของกฎหมายและระเบยี บแบบแผน หรอื เมอ่ื ผกู ระทาํ ความผดิ หรอื ผตู อ งสงสยั
ใชอ าวธุ ตอ สูขัดขวางการจบั กุม หรือเพื่อชว ยบุคคลอ่ืนท่อี ยใู นอนั ตรายตอ ชวี ติ
เม่ือมีการใชอาวุธ กําลัง หรือความรุนแรง ไมวาจะมีผูบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม
ขา ราชการตาํ รวจตอ งรายงานเปนหนังสอื ตอ ผบู งั คบั บญั ชาตามระเบยี บแบบแผนทนั ที
ขอ ๑๙ ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคํา หรือ
การซกั ถามผกู ระทาํ ความผดิ ผตู อ งหา ผทู อี่ ยใู นความควบคมุ ตามกฎหมาย ผเู สยี หาย ผรู เู หน็ เหตกุ ารณ
หรอื บคุ คลอนื่ ขา ราชการตาํ รวจตอ งแสดงความเปน มอื อาชพี โดยใชค วามรู ความสามารถทางวชิ าการ
ตํารวจ รวมท้ังใชปฏิภาณไหวพริบและสติปญญา เพื่อใหไดขอเท็จจริง และธํารงไวซ่ึงความยุติธรรม
ซง่ึ ตองประพฤตปิ ฏิบตั ิ ดงั นี้
(๑) ไมทําการทารุณหรือทารุณกรรมตอบุคคล หรือตอบุคคลอื่นท่ีเก่ียวของสัมพันธ
กับบคุ คลน้ัน
(๒) ไมใช จาง วาน หรือยุยงสงเสริม หรือปลอยปละละเลยใหมีการทารุณ หรือ
ทารุณกรรมตอบคุ คล หรอื ตอบคุ คลอ่นื ทเี่ กย่ี วขอ งสมั พันธกับบคุ คลน้ัน

๕๕

(๓) ไมกระทําการขมขูหรือรังควาน หรือไมใชอํานาจที่มิชอบ หรือแนะนําเส้ียมสอน
บุคคลใหถ อยคําอนั เปนเทจ็ หรือปรักปรําผูอ่ืน

(๔) ไมกักขังหรือหนวงเหนี่ยวบุคคลท่ียังไมไดถูกจับกุมตามกฎหมาย เพื่อการสอบ
ปากคาํ

(๕) ไมใ ชอ ํานาจทม่ี ชิ อบเพ่อื ใหไ ดมาซ่ึงพยานหลักฐาน
ขอ ๒๐ ขาราชการตํารวจตองควบคุมดูแลบุคคลที่อยูในการควบคุมของตนอยาง
เครง ครดั ตามกฎหมายและมมี นุษยธรรม ซึ่งตองประพฤตปิ ฏิบัติ ดงั น้ี
(๑) ไมผ อ นปรนใหบ คุ คลนนั้ มสี ทิ ธหิ รอื ไดป ระโยชนโ ดยไมช อบดว ยกฎหมายและระเบยี บ
แบบแผน
(๒) ไมร บกวนการตดิ ตอสื่อสารระหวางบคุ คลกับทนายความตามสทิ ธแิ หง กฎหมาย
(๓) จัดใหบุคคลไดรับการรักษาพยาบาลหรือการดูแลทางการแพทยตามสมควรแกกรณี
เมื่อบุคคลน้ันมีอาการเจบ็ ปว ยหรอื รองขอ
(๔) ไมค วบคมุ เดก็ และเยาวชนรวมกบั ผูกระทําความผดิ ท่ีเปนผูใหญ หรอื ไมคุมขงั ผูหญิง
รวมกับผูชาย เวน แตเ ปนกรณีท่ีมกี ฎหมายและระเบยี บแบบแผนอนญุ าต
ขอ ๒๑ ขอมูลขาวสารที่ขาราชการตํารวจไดมาจากการปฏิบัติหนาท่ีตามขอ ๑๙
หรือจากการปฏิบัติหนาท่ีอ่ืน ขาราชการตํารวจจะตองรักษาขอมูลขาวสารน้ันเปนความลับ
อยางเครงครัด เพราะอาจเปนอันตรายตอผลประโยชนหรือช่ือเสียงของบุคคล หรืออาจเปนคุณ
หรือเปน โทษทั้งตอผเู สยี หายหรือผกู ระทําความผิด
ขาราชการตํารวจจะเปดเผยขอมูลนั้นไดตอเมื่อมีความจําเปนตอการปฏิบัติหนาที่
หรือเพื่อประโยชนในราชการตํารวจที่ชอบดวยกฎหมาย หรือเพื่อการดําเนินการตามกระบวนการ
ยตุ ธิ รรมเทาน้ัน

........................................

ËÁÒÂàËμØ :- เหตุผลในการประกาศใชกฎ ก.ตร. ฉบบั นคี้ อื โดยท่ีตาํ รวจเปนท่พี ่ึงสาํ คญั ของประชาชน
ในดานอํานวยความปลอดภัยและความยุติธรรม เท่ียงตรง ดังน้ัน เพื่อประโยชนในการดําเนินการ
ใหข า ราชการตาํ รวจปฏบิ ตั หิ นา ทเ่ี ปน ไปอยา งมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคน โยบายของทาง
ราชการ และเปนตํารวจของประชาชนอยา งแทจ ริง จงึ จําเปน ตอ งออกกฎ ก.ตร. นี้

๕๖

º¹Ñ ·¡Ö ¢ŒÍ¤ÇÒÁ

ÊÇ‹ ¹ÃÒª¡Òà ตร. â·Ã. ๐-๒๒๐๕-๓๗๓๘
·Õè ๐๐๐๑ (ผบ.)/๑๕๑ Çѹ·èÕ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
àÃÍ×è § แนวทางการรายงานตามกฎ ก.ตร.วาดวยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ
พ.ศ.๒๕๕๑

จตช., รอง ผบ.ตร., ผูช ว ย ผบ.ตร. และผดู ํารงตําแหนงเทยี บเทา
ผบช., ผบก.ใน สง.ผบ.ตร. และผดู ํารงตําแหนง เทียบเทา

ตาม กฎ ก.ตร.วาดว ยประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๑ ขอ ๘
กําหนดใหจเรตํารวจแหงชาติมีอํานาจและหนาท่ีใหคําปรึกษาแนะนําเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวล
จริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ จัดทําคูมือและคําอธิบายแนวทางปฏิบัติและสอดสองดูแล
การรักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจในภาพรวมระดับสํานักงานตํารวจแหงชาติ
และในขอ ๑๐ วรรคสาม ใหสํานักงานตํารวจแหงชาติ โดยการเสนอแนะของจเรตํารวจแหงชาติ
วางระเบียบเก่ียวกับการรายงานตามขอ ๑๐ วรรคแรก ใหแลวเสร็จภายในส่ีสิบหาวันนับแตวันท่ี
กฎ ก.ตร. นป้ี ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา น้ัน

ดังน้ัน เพื่อใหการดําเนินการเกี่ยวกับการรายงานกรณีมีการพบขาราชการตํารวจละเมิด
ฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจตามนัยกฎ ก.ตร. ดังกลาว
เปนไปดวยความเรียบรอย จึงไดก ําหนดแนวทางเก่ยี วกบั การรายงานไวดังนี้

๑. กรณีจเรตํารวจแหงชาติพบวาหนวยงานตํารวจและหรือขาราชการตํารวจใดละเมิด
ฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ ใหจเรตํารวจแหงชาติ
ดําเนนิ การดังน้ี

๑.๑ ในกรณีที่พบขาราชการตํารวจต้ังแตระดับผูบังคับการข้ึนไปใหรายงาน
ผบู ัญชาการตํารวจแหง ชาติ เพอื่ ทราบ

๑.๒ แจงผูบังคับบัญชาในระดับกองบัญชาการหรือหนวยงานเทียบเทา
กองบัญชาการ หรือผูบังคับการในสังกัดสํานักงานผูบัญชาการตํารวจแหงชาติสอบขอเท็จจริง
เพอ่ื ดําเนินการตามอํานาจหนา ที่

๑.๓ ในกรณีท่ีจเรตํารวจแหงชาติเห็นสมควร อาจมอบหมายให รองจเรตํารวจ
แหงชาติ จเรตํารวจ รองจเรตํารวจ ไปกํากับและติดตามการพิจารณาขอเท็จจริง หรือ
ตง้ั คณะกรรมการสอบขอ เทจ็ จรงิ ทเี่ ปน อสิ ระจากกองบญั ชาการหรอื หนว ยงานเทยี บเทา กองบญั ชาการ
หรอื กองบังคับการในสังกัด สาํ นกั งานผูบัญชาการตํารวจแหง ชาตกิ ็ได

๕๗

๒. กรณีขาราชการตํารวจพบวาผูบังคับบัญชาของตน ขาราชการตํารวจหรือหนวยงาน
ตํารวจใดละเมิดฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ ตามขอ ๑๐
วรรคแรกใหสามารถรายงานตอผูบงั คบั บญั ชาเหนือหนว ยงานทต่ี นสงั กดั ไดอ ยา งนอ ยสามลําดบั ชั้น

๓. เม่ือผูบังคับบัญชาไดรับรายงานตามขอ ๒ แลว ใหดําเนินการสอบขอเท็จจริงหรือ
ต้ังคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงภายใน ๑๕ วัน นับแตไดรับการรายงานเพ่ือดําเนินการตามอํานาจ
หนา ท่ีตอ ไป

๔. หากผูบังคับบัญชาที่ไดรับรายงานมิไดดําเนินการใด ภายในระยะเวลาท่ีกําหนดให
สามารถรายงานถงึ จเรตํารวจแหงชาติ หรอื ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาติได โดยไมถ ือวาเปนการกระทาํ
ขามผูบ งั คับบัญชาเหนือตน

ทงั้ น้ี การรายงานกรณมี กี ารพบขา ราชการตาํ รวจละเมดิ ฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามประมวล
จริยธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ ตามขอ ๑ และขอ ๒ ใหรายงานพรอมทงั้ แสดงพยานหลกั ฐาน
ตา งๆ ซง่ึ ยนื ยนั วา มกี ารละเมดิ ฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามประมวลจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ
ใหผรู บั รายงานทราบดวย

๕. เมื่อดําเนินการสอบขอเท็จจริง หรือตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงแลวมีมูล
ฟงไดวาขาราชการตํารวจหรือหนวยงานตํารวจใดกระทําละเมิด ฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามประมวล
จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจใหด าํ เนินการทางวนิ ยั ไปตามอาํ นาจหนาที่

จึงแจง มาเพอ่ื ทราบและถือปฏิบตั โิ ดยเครง ครัดตอ ไป
พล.ต.อ. พัชรวาท วงษสวุ รรณ
(พัชรวาท วงษส ุวรรณ)
ผบ.ตร.

๕๘

ÃÐàºÂÕ ºÊÓ¹¡Ñ §Ò¹μÓÃǨá˧‹ ªÒμÔ

ÇÒ‹ ´ŒÇ»ÃÐÁÇÅÃÐàºÂÕ º¡ÒÃμÓÃǨäÁà‹ ¡èÂÕ Ç¡Ñº¤´Õ
ÅѡɳзèÕ ñö

¡ÒÃÊ‹§àÊÃÔÁ¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁáÅШÃÃÂÒºÃó¢Í§μÓÃǨ
¾.È.òõõõ

--------------------------
โดยท่ีเปนการสมควรปรับปรุงประมวลระเบียบการตํารวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะท่ี ๑๖
การไหวพระสวดมนตสําหรับตํารวจ เพ่ือเสริมสรางใหขาราชการตํารวจปฏิบัติหนาท่ีอยางมีคุณธรรม
จริยธรรม สอดคลอ งกับกฎ ก.ตร. วา ดวยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗
ผบู ัญชาการตาํ รวจแหงชาติ จึงวางระเบยี บไว ดงั ตอ ไปนี้
ขอ ๑ ใหย กเลกิ ความในลกั ษณะท่ี ๑๖ การไหวพ ระสวดมนตส าํ หรบั ตาํ รวจ แหง ประมวล
ระเบียบการตาํ รวจไมเกีย่ วกับคดี และใหใชความทีแ่ นบทา ยระเบยี บนแ้ี ทน
ขอ ๒ ใหใชร ะเบยี บนี้ ตั้งแตบัดน้เี ปนตน ไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕

พลตาํ รวจเอก เพรยี วพนั ธ ดามาพงศ
(เพรยี วพันธ ดามาพงศ)
ผบู ัญชาการตํารวจแหงชาติ

๕๙

ÅѡɳзèÕ ñö
¡ÒÃʧ‹ àÊÃÔÁ¨ÃÔ¸ÃÃÁáÅШÃÃÂÒºÃó¢Í§μÓÃǨ

--------------------------

¢ŒÍ ñ การไหวพระสวดมนตสําหรับขาราชการตํารวจนั้น ใหสวดและกลาวบทเจริญ
และระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ โดยใหผูนําสวดมนตกลาวนํา แลวให
ขาราชการตาํ รวจในทีน่ น้ั สวดและกลาวตามพรอ มกันทุกคน ดังนี้

¤Ó¹ÁÊÑ ¡ÒþÃÐÃÑμ¹μÃÂÑ
อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา พระผมู พี ระภาคเจา เปน พระอรหนั ต
ดับเพลิงกเิ ลส เพลิงทกุ ขสิน้ เชงิ
ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเ อง
พทุ ธงั ภะคะวันตงั อะภวิ าเทมิ. ขาพเจา ขออภวิ าท พระผมู พี ระภาคเจา
ผรู ู ผูต่ืน ผูเ บิกบาน.
(กราบ ๑ คร้ัง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม, พระธรรมอันพระผมู พี ระภาคเจา ตรัสไวดแี ลว,
ธมั มัง นะมัสสาม.ิ ขาพเจา ขอนมัสการพระธรรม.
(กราบ ๑ ครง้ั )
สุปะฏปิ นโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆสาวกของพระผูม พี ระภาคเจา
ปฏบิ ัตดิ แี ลว,
สังฆงั นะมามิ. ขา พเจาขอนอบนอมพระสงฆ.
(กราบ ๑ คร้ัง)

¤Ó¹ÁÊÑ ¡ÒþÃмÁŒÙ ¾Õ ÃÐÀÒ¤à¨ÒŒ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต ขอนอบนอม แดพระผมู พี ระภาคเจา
พระองคน น้ั ,
อะระหะโต, ซงึ่ เปน ผูไกลจากกิเลส,
สัมมาสมั พทุ ธัสสะ เปนผตู รสั รูชอบได โดยพระองคเ อง.
(วา ๓ หน)

อิตปิ โ ส ภะคะวา, º·ÊÇ´ÃÐÅÖ¡¶§Ö ¾Ãоط¸à¨ŒÒ
พระผมู พี ระภาคเจานั้น,
อะระหัง, เปน ผูไ กลจากกเิ ลส,
สมั มาสมั พทุ โธ, เปนผตู รัสรชู อบได โดยพระองคเอง,
วชิ ชาจะระณะสมั ปนโน, เปน ผถู ึงพรอ มดว ยวิชชาและจรณะ,

๖๐

สคุ ะโต, เปนผูเสดจ็ ไปแลว ดวยด,ี
โลกะวทิ ู เปนผูรูโ ลกอยางแจม แจง,
อะนุตตะโร ปรุ สิ ะทัมมะสาระถิ, เปน ผูสามารถฝก บรุ ษุ ที่ควรฝกไดอยา ง
สัตถา เทวะมะนสุ สานงั , ไมม ีใครยง่ิ กวา ,
พทุ โธ, เปนครผู สู อนของเทวดาและมนษุ ย
ภะคะวาติ. ท้งั หลาย,
เปน ผูรู ผูต นื่ ผเู บิกบานดวยธรรม,
เปน ผมู คี วามจาํ เรญิ จาํ แนกธรรมสงั่ สอน
สตั ว ดงั น้.ี

º·ÊÇ´ÃÐÅÖ¡¶Ö§¾ÃиÃÃÁ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม, พระธรรมน้นั เปนธรรมทพ่ี ระผมู ี
พระภาคเจาตรสั ไวดีแลว,
สนั ทิฏฐิโก, เปนธรรมทีพ่ งึ เหน็ ไดดวยตนเอง
อะกาลิโก, เปน ธรรมทใี่ หผลไดไมจ ํากัดกาล,
เอหิปส สโิ ก, เปน ธรรมทคี่ วรกลา ววา ทา นจงมาดเู ถดิ ,
โอปะนะยโิ ก, เปนธรรมท่ีควรนอ มเขา มาใสต วั ,
ปจจัตตงั เวทิตัพโพ วญิ หู ตี ิ. เปน ธรรมทีผ่ ูร ูพ งึ รไู ดเฉพาะตน ดงั นี.้

º·ÊÇ´ÃÐÅÖ¡¶Ö§¾ÃÐʧ¦
สปุ ะฏปิ นโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆสาวกของพระผมู พี ระภาคเจา
ปฏิบตั ดิ แี ลว
อุชุปะฏปิ น โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆส าวกของพระผูม พี ระภาคเจา
ปฏบิ ตั ิตรงแลว
ญายะปะฏิปน โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา
ปฏบิ ตั เิ พอ่ื รธู รรมเปน เครอ่ื งออกจากทกุ ข
แลว ,
สามีจปิ ะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, พระสงฆสาวกของพระผมู พี ระภาคเจา
ปฏบิ ัติสมควรแลว,
ยะททิ งั , ไดแกบ ุคคลเหลา นี้ คอื ,
จัตตาริ ปรุ ิสะยคุ านิ อฏั ฐะ ปุริสะปคุ คะลา, คแู หงบรุ ุษ ๔ คู นบั เปนรายบุคคลได ๘
บุรษุ ,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, น่ันแหละ พระสงฆส าวกของพระผมู ี
พระภาคเจา,

๖๑

อาหุเนยโย, เปนผูควรแกสกั การะท่ีเขานํามาบชู า,
ปาหเุ นยโย, เปน ผคู วรแกส กั การะทเ่ี ขาจดั ไวต อ นรบั ,
ทกั ขเิ ณยโย, เปน ผคู วรรบั ทักษิณาทาน,
อญั ชะลกิ ะระณโี ย, เปน ผคู วรทําอัญชลี,
อะนตุ ตะรัง ปญุ ญกั เขตตัง โลกัสสาติ. เปนเนื้อนาบุญของโลก ไมม นี าบุญอืน่
ยง่ิ กวา ดงั น.ี้

º·á¼‹àÁμμÒ
สพั เพ สัตตา, สัตวท้ังหลาย, ที่เปนเพื่อนทุกข, เกิด แก เจ็บ ตาย ดวยกันทั้งหมด
ท้งั สิน้
อะเวรา, จงเปน สุขเปน สขุ เถิด, อยาไดม เี วรแกกันและกนั เลย
อัพะยาปชฌา, จงเปนสขุ เปนสขุ เถิด, อยาไดพ ยาบาทเบียดเบยี นซ่ึงกนั และกนั เลย
อะนฆี า, จงเปนสขุ เปนสุขเถิด, อยาไดมีความทกุ ขกายทกุ ขใจเลย
สขุ ี อัตตานงั ปะริหะรนั ตุ, จงมคี วามสุขกายสขุ ใจ, รกั ษาตนใหพ น จากทกุ ขภยั ท้งั สิน้ เถดิ .

¢ŒÍ ò ขา ราชการตํารวจที่นบั ถอื ศาสนาอ่นื ๆ ใหปฏบิ ตั ติ ามท่ีศาสนาน้นั ๆ กาํ หนด
¢ÍŒ ó บทปลงใจ เปนบทความท่ีประสงคจะใหขาราชการตํารวจจําฝงอยูในใจเปนคดี
ในการปฏิบัติหนา ที่ โดยใหผ ูนาํ กลา วนํา แลว ใหข า ราชการตํารวจในทีน่ ั้นกลา วตาม ดังนี้
ชาติของเราเปนไทยอยูไดจนถึงทุกวันน้ี เพราะบรรพบุรุษของเรา เอาเลือด เอาเน้ือ
เอาชวี ิตและความลาํ บากยากเข็ญเขาแลกไว
เราตองรักชาติ
เราตองรักษาชาติ
เราตองบาํ รงุ ชาติ
เราตองสละชีพเพือ่ ชาติ
เราตอ งคมุ ครองชวี ติ และทรพั ยส ินของประชาชน
¢ŒÍ ô บทอดุ มคตขิ องตาํ รวจ กลา วดังนี้

เคารพเอ้อื เฟอตอ หนา ท่ี
กรณุ าปราณตี อ ประชาชน
อดทนตอ ความเจ็บใจ
ไมหว่ันไหวตอความยากลาํ บาก
ไมมักมากในลาภผล
มุงบาํ เพ็ญตนใหเปนประโยชนแ กป ระชาชน
ดํารงตนในยตุ ธิ รรม
กระทาํ การดว ยปญญา
รกั ษาความไมป ระมาทเสมอชีวิต

๖๒

¢ŒÍ õ เพลงชาติ
ประเทศไทยรวมเลือดเน้อื ชาตเิ ชอ้ื ไทย
เปนประชารัฐไผทของไทยทกุ สว น
อยดู าํ รงคงไวไดทัง้ มวล
ดว ยไทยลว นหมายรักสามัคคี
ไทยนร้ี กั สงบแตถึงรบไมข ลาด
เอกราชจะไมใ หใ ครขมขี่
สละเลอื ดทุกหยาดเปนชาตพิ ลี
เถลงิ ประเทศชาตไิ ทยทวีมชี ัย ชโย
¢ŒÍ ö คาํ ถวายสัตยปฏิญาณเพื่อเปนขาราชการท่ดี ีและพลังแผนดิน
ขอเดชะฝา ละอองธลุ พี ระบาทปกเกลา ปกกระหมอ ม
ขา พระพุทธเจา..........(ยศ ชอ่ื ตัว ช่อื สกลุ )..............
ขอถวายสตั ยปฏิญาณวา
จะประพฤตปิ ฏบิ ตั ิเปนขาราชการทดี่ ีตามรอยพระยุคลบาท
จะมงุ มนั่ แนวแนแ กไ ขปญ หาของชาติและประชาชน
และเสริมสรา งคุณประโยชนใ หแ กแผนดิน
โดยยึดมนั่ ในหลักธรรมและความถูกตองตลอดไป
ดวยเกลา ดวยกระหมอ ม ขอเดชะ
¢ÍŒ ÷ เพลงสรรเสรญิ พระบารมี
ขาวรพุทธเจา เอามโนและศริ ะกาน
นบพระภมู บิ าล บญุ ดเิ รก
เอกบรมจกั รนิ พระสยามนิ ทร
พระยศยงิ่ ยง เย็นศริ ะเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเปน สขุ ศานต
ขอบันดาล ธ ประสงคใ ด
จงสฤษดดิ์ ัง หวังวรหฤทัย
ดจุ ถวายชยั ชโย
¢ŒÍ ø การรองเพลงชาติ ไหวพระสวดมนต กลาวบทปลงใจ กลา วบทอดุ มคตขิ องตํารวจ
ถวายสัตยปฏิญาณ และรองเพลงสรรเสริญพระบารมี เปนการปลูกจิตสํานึก สรางความภาคภูมิใจ
และความเล่ือมใสศรัทธาชาติไทย และเปนการกระตุน เตอื นใหขาราชการตาํ รวจ มีความตัง้ ม่ันในการ
ปฏบิ ัติหนาท่ดี วยความซ่ือสตั ยสจุ รติ และยตุ ธิ รรม จึงใหปฏิบัติดังน้ี
๘.๑ สถานศึกษาและสถานฝกอบรมของสํานักงานตํารวจแหงชาติ จัดให
ผเู ขา รบั การฝก อบรมรอ งเพลงชาติ ไหวพ ระสวดมนต กลา วบทปลงใจ และกลา วบทอดุ มคตขิ องตาํ รวจ
รองเพลงสรรเสรญิ พระบารมี ประจาํ ทุกวนั ในเวลาทเี่ หมาะสม อยางนอ ยวันละ ๑ คร้ัง

๖๓

๘.๒ สถานีตํารวจหรือหนวยงานท่ีมีการเชิญธงชาติขึ้นสูยอดเสาในเวลา
๐๘.๐๐ น. ใหขาราชการตํารวจที่ปฏิบัติหนาท่ีอยู ณ ที่ต้ังขณะน้ันรวมแสดงความเคารพธงชาติ
กลา วบทปลงใจ และกลา วบทอดุ มคติของตาํ รวจ หลังจากเคารพธงชาติ

๘.๓ การจัดใหมีพิธีกลาวคําถวายสัตยปฏิญาณของขาราชการตํารวจ ใหจัดใน
โอกาสและสถานที่ท่ีเหมาะสมหรือตามท่ีคณะรัฐมนตรีกําหนดตอหนาพระบรมฉายาลักษณ หรือ
พระบรมสาทสิ ลกั ษณพ ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั พรอ มจดั เครอ่ื งสกั การะ โดยใหผ บู งั คบั บญั ชาสงู สดุ
ในพิธกี ลาวนํา แลวขาราชการตาํ รวจในทีน่ น้ั กลา วตาม

(ระเบียบสํานักงานตํารวจแหงชาติ วาดวยประมวลระเบียบการตํารวจไมเก่ียวกับคดี
ลักษณะท่ี ๑๖ การสง เสริมจริยธรรมและจรรยาบรรณของตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๕ ลงวนั ที่ ๒๖ กรกฎาคม
พ.ศ.๒๕๕๕)

๖๔ หนา ๑ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒
ราชกิจจานุเบกษา
เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก

¾ÃÐÃÒªºÑÞÞμÑ Ô

ÁÒμðҹ·Ò§¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ
¾.È. òõöò

ÊÁà´ç¨¾ÃÐà¨ÒŒ ÍÂÙË‹ ÑÇÁËÒǪÔÃÒŧ¡Ã³ º´Ô¹·Ãà·¾ÂÇÃÒ§¡ÙÃ

ãËäŒ ÇŒ ³ Çѹ·èÕ ñõ àÁÉÒ¹ ¾.È. òõöò
໚¹»‚·Õè ô ã¹ÃѪ¡ÒÅ»˜¨¨Øº¹Ñ

สมเดจ็ พระเจา อยหู วั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู มพี ระราชโองการโปรดเกลา ฯ
ใหป ระกาศวา

โดยท่เี ปนการสมควรมกี ฎหมายวา ดว ยมาตรฐานทางจรยิ ธรรม
จงึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหต ราพระราชบญั ญตั ขิ น้ึ ไวโ ดยคาํ แนะนาํ และยนิ ยอมของ
สภานติ ิบญั ญตั แิ หงชาติ ทาํ หนาท่รี ัฐสภา ดังตอไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบญั ญตั นิ เ้ี รยี กวา “พระราชบญั ญตั มิ าตรฐานทางจรยิ ธรรม พ.ศ.๒๕๖๒”
มาตรา ๒ พระราชบญั ญตั นิ ใี้ หใ ชบ งั คบั ตงั้ แตว นั ถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
เปนตน ไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญตั นิ ้ี
“หนว ยงานของรัฐ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม สวนราชการทเี่ รียกช่อื อยางอ่ืน
และมีฐานะเปนกรม ราชการสวนทองถ่ิน รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน หรือหนวยงานอื่นของรัฐ
ในฝา ยบรหิ าร แตไ มห มายความรวมถงึ หนว ยงานธรุ การของรฐั สภา องคก รอสิ ระ ศาล และองคก รอยั การ

เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก หนา ๒ ๖๕
ราชกจิ จานเุ บกษา
๑๖ เมษายน ๒๕๖๒

“เจาหนาท่ีของรัฐ” หมายความวา ขาราชการ พนักงาน ลูกจาง หรือผูปฏิบัติงานอ่ืน
ในหนวยงานของรัฐ

“องคกรกลางบริหารงานบุคคล” หมายความวา คณะกรรมการขาราชการพลเรือน
คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา และคณะกรรมการขา ราชการตาํ รวจ ตามกฎหมายวา ดว ยระเบยี บขา ราชการประเภทนนั้
รวมทั้ง คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลของเจาหนาท่ีของรัฐในฝายบริหาร และคณะกรรมการ
มาตรฐาน การบรหิ ารงานบคุ คลสว นทอ งถน่ิ ตามกฎหมายวา ดว ยระเบยี บบรหิ ารงานบคุ คลสว นทอ งถนิ่

“กรรมการ” หมายความวา กรรมการมาตรฐานทางจรยิ ธรรม
มาตรา ๔ ใหนายกรัฐมนตรีรกั ษาการตามพระราชบัญญัตินิี้

ËÁÇ´ ñ
ÁÒμðҹ·Ò§¨ÃÔ¸ÃÃÁáÅлÃÐÁÇŨÃÔ¸ÃÃÁ
มาตรา ๕ มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลกั เกณฑก ารประพฤตปิ ฏบิ ัตอิ ยางมคี ุณธรรม
ของเจาหนา ทข่ี องรฐั ซ่ึงจะตองประกอบดวย
(๑) ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันไดแก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข
(๒) ซ่ือสตั ยส ุจริต มจี ิตสาํ นึกทดี่ ี และรบั ผดิ ชอบตอ หนาที่
(๓) กลา ตดั สนิ ใจและกระทาํ ในสง่ิ ท่ีถกู ตองชอบธรรม
(๔) คดิ ถงึ ประโยชนสว นรวมมากกวาประโยชนสว นตัว และมจี ิตสาธารณะ
(๕) มุงผลสมั ฤทธิ์ของงาน
(๖) ปฏบิ ตั หิ นาทีอ่ ยา งเปนธรรมและไมเ ลือกปฏิบัติ
(๗) ดาํ รงตนเปน แบบอยา งทด่ี แี ละรักษาภาพลักษณของทางราชการ
มาตรฐานทางจรยิ ธรรมตามวรรคหนง่ึ ใหใ ชเ ปน หลกั สาํ คญั ในการจดั ทาํ ประมวลจรยิ ธรรม
ของหนวยงานของรัฐท่ีจะกําหนดเปนหลักเกณฑในการปฏิบัติตนของเจาหนาที่ของรัฐเก่ียวกับสภาพ
คุณงาม ความดีที่เจาหนาทขี่ องรฐั ตอ งยึดถอื สาํ หรับการปฏบิ ตั งิ าน การตัดสินความถกู ผดิ การปฏบิ ตั ิ
ที่ควรกระทาํ หรอื ไมค วรกระทํา ตลอดจนการดาํ รงตนในการกระทาํ ความดีและละเวน ความช่วั

๖๖ หนา ๓ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒
ราชกิจจานเุ บกษา
เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๕๐ ก

มาตรา ๖ ใหอ งคก รกลางบรหิ ารงานบคุ คลของหนว ยงานของรฐั มหี นา ทจ่ี ดั ทาํ ประมวล
จรยิ ธรรมสําหรบั เจาหนาที่ของรฐั ทอี่ ยใู นความรบั ผิดชอบ

ในกรณที เ่ี ปน เจา หนา ทขี่ องรฐั ซง่ึ ไมม อี งคก รกลางบรหิ ารงานบคุ คลทร่ี บั ผดิ ชอบใหอ งคก ร
ตอไปน้ี เปน ผูจัดทาํ ประมวลจริยธรรม

(๑) คณะรัฐมนตรี สําหรับขาราชการการเมอื ง
(๒) สภากลาโหม สําหรบั ขา ราชการทหารและขาราชการพลเรอื นกลาโหม
(๓) สาํ นกั งานคณะกรรมการนโยบายรฐั วสิ าหกจิ สาํ หรบั ผบู รหิ ารและพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ
(๔) คณะกรรมการพัฒนาและสงเสริมองคก ารมหาชน สาํ หรบั ผบู ริหาร เจา หนาท่ี และ
ผูปฏิบัตงิ านขององคการมหาชน
ในกรณีท่ีมีปญหาวาองคกรใดเปนผูจัดทําประมวลจริยธรรมสําหรับเจาหนาท่ีของรัฐ
ประเภทใด ให ก.ม.จ.เปน ผมู อี าํ นาจวนิ จิ ฉยั
ท้ังนี้หนวยงานของรัฐอาจจัดทําขอกําหนดจริยธรรมเพ่ือใชบังคับกับเจาหนาที่ของรัฐ
ในหนวยงานนั้น เพิ่มเติมจากประมวลจริยธรรมใหเหมาะสมแกภารกิจท่ีมีลักษณะเฉพาะของ
หนวยงานของรฐั นนั้ ดวยก็ได
การจัดทําประมวลจริยธรรมและขอกําหนดจริยธรรมของหนวยงานของรัฐตองเปนไป
ตามหลักเกณฑท ี่ ก.ม.จ. กาํ หนดตามมาตรา ๑๔ ดว ย
มาตรา ๗ เพอื่ ใหก ารจดั ทาํ ประมวลจรยิ ธรรมในภาครฐั มมี าตรฐานทางจรยิ ธรรมในระดบั
เดียวกัน ในการจดั ทําประมวลจริยธรรมขององคก รกลางบรหิ ารงานบุคคลของศาลหรือองคกรอยั การ
องคกรกลางบริหารงานบุคคลของหนวยงานธุรการของรัฐสภาและองคกรอิสระ ใหนํามาตรฐานทาง
จรยิ ธรรมตามมาตรา ๕ ไปใชป ระกอบการพจิ ารณาจัดทําประมวลจรยิ ธรรมของเจาหนาท่ขี องรฐั ท่ีอยู
ในความรบั ผิดชอบดวย

ËÁÇ´ ò
¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÁÒμðҹ·Ò§¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ
มาตรา ๘ ใหมีคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมคณะหน่ึง เรียกโดยยอวา
“ก.ม.จ.” ประกอบดวย
(๑) นายกรฐั มนตรหี รอื รองนายกรฐั มนตรซี ง่ึ นายกรฐั มนตรมี อบหมายเปน ประธานกรรมการ
(๒) ผแู ทนคณะกรรมการขา ราชการพลเรอื นทไ่ี ดร บั มอบหมายเปน รองประธานกรรมการ

เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก หนา ๔ ๖๗
ราชกิจจานเุ บกษา
๑๖ เมษายน ๒๕๖๒

(๓) กรรมการโดยตาํ แหนง จาํ นวนหา คน ไดแ ก ผแู ทนทไี่ ดร บั มอบหมายจากคณะกรรมการ
ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
คณะกรรมการขาราชการตํารวจ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสวนทองถ่ิน และ
สภากลาโหมอยางละหน่ึงคน

(๔) กรรมการผูทรงคุณวุฒิซง่ึ นายกรัฐมนตรแี ตงต้ังจาํ นวนไมเ กนิ หาคนเปน กรรมการ
ใหเ ลขาธกิ าร ก.พ. เปน กรรมการและเลขานกุ าร และใหเ ลขาธกิ าร ก.พ. แตง ตงั้ ขา ราชการ
ในสํานักงาน ก.พ. เปน ผชู ว ยเลขานกุ ารไดต ามความจําเปน
เพ่ือประโยชนในการดําเนินการตามหนาท่ีและอํานาจของ ก.ม.จ. ก.ม.จ. อาจมีมติ
ใหเ ชญิ ผแู ทนทไี่ ดร บั มอบหมายจากคณะกรรมการทที่ าํ หนา ทบี่ รหิ ารงานรฐั วสิ าหกจิ หรอื องคก ารมหาชน
หรอื หวั หนา หนว ยงานของรฐั ทม่ี หี นา ทแ่ี ละอาํ นาจโดยตรงเกยี่ วกบั เรอื่ งทจ่ี ะพจิ ารณา หรอื ผซู งึ่ มคี วามรู
ความเชยี่ วชาญและประสบการณด า นจรยิ ธรรมใหเ ขา รว มประชมุ เปน ครงั้ คราวในฐานะกรรมการดว ยกไ็ ด
ในกรณเี ชน นนั้ ใหผ ทู ไี่ ดร บั เชญิ และมาประชมุ มฐี านะเปน กรรมการสาํ หรบั การประชมุ ครงั้ ทไี่ ดร บั เชญิ นน้ั
ใหส าํ นกั งาน ก.พ. มหี นา ทปี่ ฏบิ ตั งิ านธรุ การ งานประชมุ งานวชิ าการ การศกึ ษาหาขอ มลู
และกิจการตางๆ ที่เกี่ยวของใหแก ก.ม.จ. คณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานที่แตงต้ังโดย ก.ม.จ.
รวมท้ังใหมหี นา ท่แี ละอาํ นาจอนื่ ตามท่ีกาํ หนดในพระราชบญั ญตั ินี้
มาตรา ๙ กรรมการผูทรงคุณวุฒิตองมีความรู ความสามารถ หรือประสบการณ
ดานการสงเสริมจริยธรรม ดานกฎหมาย ดา นการบรหิ ารงานบุคคล ดา นการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย
หรือดานอื่นใดอันจะเปนประโยชนแกการปฏิบัติหนาท่ีของ ก.ม.จ. โดยมีผลงานเปนท่ีประจักษ
และตอ งมคี ุณสมบตั ิและไมมลี ักษณะตอ งหามดังตอ ไปน้ี
(๑) มสี ญั ชาติไทย
(๒) มอี ายุไมตํ่ากวาสสี่ ิบหาป
(๓) ไมเ ปนบุคคลลมละลายหรอื เคยเปนบุคคลลม ละลายทจุ รติ
(๔) ไมเปน คนไรความสามารถหรือคนเสมอื นไรความสามารถ
(๕) ไมเ คยไดร บั โทษจาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ ใหจ าํ คกุ เวน แตเ ปน โทษสาํ หรบั ความผดิ
ที่ไดก ระทําโดยประมาท

๖๘ หนา ๕ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒
ราชกิจจานุเบกษา
เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๕๐ ก

(๖) ไมเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถ่ิน
กรรมการ หรือผูซ่ึงดํารงตําแหนงซ่ึงรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ท่ีปรึกษาพรรคการเมือง
หรอื เจา หนาท่พี รรคการเมอื ง

(๗) ไมเ คยถกู ลงโทษทางวนิ ยั หรอื ใหอ อก ปลดออก หรอื ไลอ อกจากราชการ รฐั วสิ าหกจิ
หรอื หนว ยงานของรฐั

(๘) ไมเ คยตอ งคาํ พพิ ากษาหรอื คาํ สง่ั ของศาลอนั ถงึ ทสี่ ดุ ใหท รพั ยส นิ ตกเปน ของแผน ดนิ
เพราะร่ํารวยผดิ ปกติ

(๙) ไมเคยตองคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดวากระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการ
หรอื ตอ ตาํ แหนง หนา ทใี่ นการยตุ ธิ รรม หรอื กระทาํ ความผดิ ตามกฎหมายวา ดว ยความผดิ ของพนกั งาน
ในองคการหรือหนวยงานของรฐั

(๑๐) ไมอ ยใู นระหวางตองหามมิใหดาํ รงตําแหนงทางการเมอื ง
(๑๑) ไมเ คยพน จากตาํ แหนง เพราะศาลฎกี าหรอื ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู าํ รงตาํ แหนง
ทางการเมอื งมคี าํ พพิ ากษาวา ฝาฝน หรือไมป ฏบิ ัติตามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมอยางรา ยแรง
มาตรา ๑๐ กรรมการผทู รงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตาํ แหนงคราวละสามป
เมื่อครบกําหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิไดมีการแตงต้ังกรรมการผูทรงคุณวุฒิ
ข้ึนใหม ใหก รรมการผทู รงคณุ วุฒซิ ึ่งพน จากตําแหนงตามวาระนัน้ อยใู นตําแหนง เพ่ือดําเนนิ งานตอ ไป
จนกวา กรรมการผทู รงคุณวุฒิซ่งึ ไดรบั แตง ตง้ั ใหมเขา รบั หนาที่
กรรมการผูทรงคุณวุฒิซึ่งพนจากตําแหนงตามวาระอาจไดรับแตงต้ังอีกได แตจะดํารง
ตําแหนงติดตอ กนั เกินสองวาระไมได
มาตรา ๑๑ นอกจากการพน จากตาํ แหนง ตามวาระ กรรมการผทู รงคณุ วฒุ พิ น จากตาํ แหนง
เม่อื
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบตั หิ รือมลี ักษณะตองหา มตามมาตรา ๙
(๔) ก.ม.จ. มีมติใหออกจากตําแหนงดวยคะแนนเสียงไมนอยกวากึ่งหน่ึงของจํานวน
กรรมการเทา ทม่ี ีอยเู พราะบกพรองตอหนา ท่ี มคี วามประพฤตเิ สอื่ มเสยี หรอื หยอนความสามารถ

เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๕๐ ก หนา ๖ ๖๙
ราชกิจจานุเบกษา
๑๖ เมษายน ๒๕๖๒

มาตรา ๑๒ ในกรณีท่ีกรรมการผูทรงคุณวุฒิพนจากตําแหนงกอนวาระหรือในกรณี
ทน่ี ายกรฐั มนตรแี ตง ตงั้ กรรมการผทู รงคณุ วฒุ เิ พมิ่ ขนึ้ ในระหวา งทก่ี รรมการผทู รงคณุ วฒุ ซิ งึ่ แตง ตงั้ ไวแ ลว
ยังมีวาระอยูในตําแหนง ใหผูไดรับแตงตั้งแทนตําแหนงที่วางหรือเปนกรรมการผูทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้น
อยูในตําแหนงเทากับวาระท่ีเหลืออยูของผูซึ่งตนแทนหรือผูซ่ึงแตงต้ังไวแลว เวนแตวาระท่ีเหลืออยู
ไมถงึ หนึ่งรอยแปดสิบวนั จะไมแตงต้ังกรรมการผทู รงคณุ วฒุ ิแทนก็ได

ในกรณที ก่ี รรมการผทู รงคณุ วฒุ พิ น จากตาํ แหนง กอ นวาระให ก.ม.จ. ประกอบดว ยกรรมการ
ทงั้ หมดเทาที่มอี ยูจนกวาจะมกี ารแตงตงั้ ตามวรรคหน่งึ

มาตรา ๑๓ ก.ม.จ. มหี นา ท่แี ละอาํ นาจ ดังตอ ไปน้ี
(๑) เสนอแนะและใหคําปรึกษาเก่ียวกับนโยบายและยุทธศาสตรดานมาตรฐานทาง
จรยิ ธรรม และการสงเสรมิ จริยธรรมภาครัฐตอคณะรฐั มนตรี
(๒) กาํ หนดแนวทางหรอื มาตรการในการขบั เคลอื่ น การดาํ เนนิ กระบวนการรกั ษาจรยิ ธรรม
รวมทั้งกลไกและการบังคับใชประมวลจริยธรรมสําหรับเจาหนาที่ของรัฐเพื่อใหองคกรกลางบริหาร
งานบคุ คล องคก รตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรอื ผบู งั คบั บญั ชานาํ ไปใชใ นกระบวนการบรหิ ารงานบคุ คล
อยางเปน รูปธรรม
(๓) กําหนดแนวทางในการสงเสริมและพัฒนาเพื่อเสริมสรางประสิทธิภาพใหเจาหนาที่
ของรัฐ มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมและยึดถือแนวทางปฏิบัติตามประมวล
จรยิ ธรรม รวมทงั้ เสนอแนะมาตรการในการเพิ่มพนู ประสทิ ธภิ าพและเสรมิ สรา งแรงจงู ใจในการปฏิบตั ิ
ตามประมวลจรยิ ธรรมแกห นวยงานของรฐั ตอคณะรฐั มนตรี
(๔) กํากับ ติดตาม และประเมินผลการดําเนินการตามมาตรฐานทางจริยธรรม
โดยอยางนอยตองใหหนวยงานของรัฐจัดใหมีการประเมินความรูความเขาใจเก่ียวกับมาตรฐาน
ทางจรยิ ธรรม และใหมกี ารประเมนิ พฤติกรรมทางจรยิ ธรรมสําหรับเจาหนา ท่ีของรัฐในหนว ยงานนน้ั
(๕) ตรวจสอบรายงานประจําปของหนวยงานของรัฐตามมาตรา ๑๙ (๓) และรายงาน
สรุปผลการดําเนนิ งานดังกลาวเสนอตอคณะรัฐมนตรีเพือ่ ทราบอยางนอ ยปล ะหนง่ึ ครง้ั
(๖) ตคี วามและวินจิ ฉยั ปญ หาทีเ่ กิดจากการใชบ ังคับพระราชบญั ญตั นิ ิ้ี
(๗) ปฏบิ ตั หิ นา ทอี่ น่ื ตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นพระราชบญั ญตั นิ ห้ี รอื ตามทค่ี ณะรฐั มนตรมี อบหมาย
การประเมินผลตาม (๔) ใหเปน ไปตามหลักเกณฑและวิธกี ารที่ ก.ม.จ. กาํ หนด โดยอาจ
จดั ใหม ีองคก รภายนอกเขารวมการประเมนิ ผลดว ยกไ็ ด

๗๐ หนา ๗ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒
ราชกิจจานเุ บกษา
เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก

มาตรา ๑๔ เพื่อใหการดําเนินการจัดทําประมวลจริยธรรมและขอกําหนดจริยธรรม
ตามมาตรา ๖ เปน ไปดว ยความเรยี บรอ ยและสอดคลอ งกบั มาตรฐานทางจรยิ ธรรม และเพอ่ื ประโยชน
ในการดําเนินการตามหนาท่ีและอํานาจตามมาตรา ๑๓ ให ก.ม.จ. มีอํานาจกําหนดหลักเกณฑเปน
ระเบยี บ คมู อื หรอื แนวทางปฏบิ ตั เิ พอื่ ใหอ งคก รกลางบรหิ ารงานบคุ คล องคก รตามมาตรา ๖ วรรคสอง
และหนวยงานของรัฐใชเปนหลักเกณฑสําหรับการจัดทําประมวลจริยธรรมและขอกําหนดจริยธรรม
รวมท้ังการกําหนดกระบวนการรักษาจริยธรรมของเจาหนาที่ของรัฐ ในการน้ี ให ก.ม.จ. มีหนาท่ีให
คําแนะนําแกองคกรกลางบริหารงานบุคคล องคกรตามมาตรา ๖ วรรคสอง และหนวยงานของรัฐ
ในการปฏิบตั ติ ามพระราชบัญญัตนิ ้ี

ในกรณีที่ปรากฏแก ก.ม.จ. วาการจัดทําประมวลจริยธรรมขององคกรกลางบริหาร
งานบคุ คล หรอื องคก รตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรอื ขอกาํ หนดจรยิ ธรรมของหนวยงานของรัฐแหง ใด
ไมส อดคลองกบั มาตรฐานทางจริยธรรมหรอื มกี ารปฏบิ ตั ิที่ไมเปน ไปตามหลกั เกณฑท ่ี ก.ม.จ. กําหนด
ตามวรรคหน่ึง ให ก.ม.จ. แจงใหอ งคกรกลางบรหิ ารงานบคุ คล องคกรตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรอื
หนว ยงานของรฐั แหง นน้ั ดาํ เนนิ การแกไ ขใหถ กู ตอ ง และใหเ ปน หนา ทขี่ ององคก รกลางบรหิ ารงานบคุ คล
องคกรตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรือหนว ยงานของรฐั ทจ่ี ะตอ งดาํ เนินการโดยเร็ว

มาตรา ๑๕ ให ก.ม.จ. จดั ใหม กี ารทบทวนมาตรฐานทางจรยิ ธรรมตามมาตรา ๕ ทกุ หา ป
หรือในกรณีท่ีมีความจําเปนหรือสถานการณเปลี่ยนแปลงไป ก.ม.จ. จะพิจารณาทบทวนในรอบ
ระยะเวลาที่เร็วกวานั้นก็ได โดยในการดําเนินการดังกลาวใหเชิญผูแทนจากองคกรกลางบริหาร
งานบคุ คล และองคก รตามมาตรา ๖ วรรคสอง มาหารือรวมกนั ดวย

มาตรา ๑๖ การประชมุ ก.ม.จ. ตอ งมกี รรมการมาประชมุ ไมน อ ยกวา กงึ่ หนงึ่ ของจาํ นวน
กรรมการทั้งหมดเทา ที่มีอยจู งึ จะเปนองคประชมุ

ในการประชุม ก.ม.จ. ถาประธานกรรมการไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ได
ใหรองประธานกรรมการปฏบิ ัติหนาทแี่ ทน ในกรณีทไี่ มม รี องประธานกรรมการหรอื มแี ตไ มอ าจปฏิบัติ
หนาท่ีได ใหทปี่ ระชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเปนประธานในท่ีประชุม

การวนิ จิ ฉยั ชขี้ าดของทป่ี ระชมุ ใหถ อื เสยี งขา งมาก กรรมการคนหนงึ่ ใหม เี สยี งหนง่ึ ในการ
ลงคะแนน ถา คะแนนเสยี งเทา กนั ใหประธานในท่ีประชมุ ออกเสียงเพม่ิ ขึน้ อกี เสยี งหนึ่งเปนเสียงช้ขี าด

เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก หนา ๘ ๗๑
ราชกิจจานุเบกษา
๑๖ เมษายน ๒๕๖๒

มาตรา ๑๗ ในการปฏิบัติหนาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ก.ม.จ. มีอํานาจแตงตั้ง
คณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางานเพ่อื พจิ ารณาหรอื ดาํ เนินการตามที่ ก.ม.จ. มอบหมายได

ใหน าํ ความในมาตรา ๑๖ มาใชบ งั คบั แกก ารประชมุ ของคณะอนกุ รรมการและคณะทาํ งานดว ย
โดยอนโุ ลม

มาตรา ๑๘ ใหประธานกรรมการ กรรมการ ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการ
ไดรับเบ้ียประชุมและประโยชนตอบแทนอื่นตามท่ีกระทรวงการคลังกําหนด โดยความเห็นชอบ
ของคณะรฐั มนตรี

ËÁÇ´ ó
¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·è¢Õ ͧðÑ
มาตรา ๑๙ เพอ่ื ประโยชนใ นการรกั ษาจรยิ ธรรมของเจา หนา ทขี่ องรฐั ใหห นว ยงานของรฐั
ดาํ เนินการดงั ตอไปน้ี
(๑) กาํ หนดใหม ผี รู บั ผดิ ชอบเกย่ี วกบั การรกั ษาจรยิ ธรรมประจาํ หนว ยงานของรฐั ในการนี้
อาจมอบหมายใหสวนงานท่ีมีหนาที่และภารกิจในดานจริยธรรม ธรรมาภิบาล หรือที่เก่ียวกับ
การบริหารงานบุคคล หรือคณะกรรมการและกลุมงานจริยธรรมประจําหนวยงานของรัฐที่มีอยูแลว
เปนผรู ับผิดชอบกไ็ ด
(๒) ดําเนินกิจกรรมการสงเสริม สนับสนุน ใหความรู ฝกอบรม และพัฒนาเจาหนาท่ี
ของรัฐในหนวยงานของรัฐ และจัดใหมีมาตรการและกลไกท่ีมีประสิทธิภาพเพ่ือเสริมสรางใหมี
การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม รวมท้ังกําหนดกลไกในการสงเสริมใหประชาชนมีสวนรวมในการ
ตรวจสอบพฤติกรรมของเจาหนาที่ของรัฐ ตลอดจนสรางเครือขายและประสานความรวมมือระหวาง
หนว ยงานของรัฐและ ภาคเอกชน
(๓) ทุกส้ินปงบประมาณ ใหจัดทํารายงานประจําปตามหลักเกณฑที่ ก.ม.จ. กําหนด
เสนอตอ ก.ม.จ. โดยใหหนวยงานของรัฐเสนอรายงานประจําปผานองคกรกลางบริหารงานบุคคล
หรอื องคก ร ตามมาตรา ๖ วรรคสอง แลว แตกรณี เพ่อื ประเมินผลในภาพรวมของหนว ยงานของรฐั
เสนอตอ ก.ม.จ. ดวย

๗๒ หนา ๙ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒
ราชกจิ จานุเบกษา
เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก

มาตรา ๒๐ ใหองคกรกลางบริหารงานบุคคลแตละประเภทและองคกรตามมาตรา ๖
วรรคสอง มีหนาท่ีกํากับดูแลการดําเนินกระบวนการรักษาจริยธรรม และการประเมินผลการปฏิบัติ
ตามประมวลจรยิ ธรรม รวมทง้ั ใหม หี นา ทแ่ี ละอาํ นาจจดั หลกั สตู รการฝก อบรม การเผยแพรค วามเขา ใจ
ตลอดจนการกําหนดมาตรการจูงใจเพ่ือพัฒนาและสงเสริมใหเจาหนาที่ของรัฐในหนวยงานของรัฐ
มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเปนแบบอยางที่ดี และมาตรการท่ีใชบังคับแกเจาหนาท่ีของรัฐในหนวยงาน
ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมที่เปนการฝาฝนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม
โดยอาจกาํ หนดมาตรการเพอ่ื ใชใ นการบรหิ ารงานบคุ คลตามกฎหมายวา ดว ยระเบยี บขา ราชการประเภทนน้ั

º·à©¾ÒСÒÅ
มาตรา ๒๑ เมื่อ ก.ม.จ. ไดประกาศกําหนดหลักเกณฑการจัดทําประมวลจริยธรรม
ตามมาตรา ๑๔ แลว ใหอ งคก รกลางบรหิ ารงานบคุ คลและองคก รตามมาตรา ๖ วรรคสอง จดั ทาํ ประมวล
จรยิ ธรรมใหแลว เสรจ็ ตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กําหนด
มาตรา ๒๒ บรรดาประมวลจริยธรรม กฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑเกี่ยวกับจริยธรรม
ของเจาหนาท่ีของรัฐท่ีมีผลใชบังคับอยูในวันกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับ ใหคงมีผลใชบังคับ
ไดตอไป เทาที่ไมขัดหรือแยงกับพระราชบัญญัตินี้ จนกวาจะมีการกําหนดประมวลจริยธรรม
หรือหลักเกณฑเ กี่ยวกบั จริยธรรมตามพระราชบญั ญัติน้ี
ผูรับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยทุ ธ จันทรโอชา
นายกรัฐมนตรี

เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๐ ก หนา ๑๐ ๗๓
ราชกิจจานุเบกษา
๑๖ เมษายน ๒๕๖๒

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพ ระราชบัญญตั ฉิ บบั น้ี คือ โดยที่มาตรา ๗๖ วรรคสาม ของ
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัตใิ หร ฐั พงึ จดั ใหมมี าตรฐานทางจรยิ ธรรม เพอ่ื ใหห นวยงาน
ของรัฐใชเปนหลักในการกําหนดประมวลจริยธรรมสําหรับเจาหนาท่ีของรัฐในหนวยงานนั้นๆ
ซึ่งตองไมตํ่ากวามาตรฐานทางจริยธรรมดังกลาว ดังน้ัน เพ่ือใหการจัดทําประมวลจริยธรรมเปนไป
ดวยความเรียบรอยและมีมาตรฐานเดียวกัน สมควรมีกฎหมายวาดวยมาตรฐานทางจริยธรรมใชเปน
หลกั สาํ คัญในการจัดทาํ ประมวลจริยธรรมของหนว ยงานของรฐั เพอื่ ใชเ ปนหลกั เกณฑใ นการปฏิบัตติ น
ของเจาหนาที่ของรัฐ โดยมีหลักเกณฑการจัดทําประมวลจริยธรรม กระบวนการรักษาจริยธรรมของ
เจา หนา ทขี่ องรฐั รวมทงั้ มาตรการและกลไกทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพเพอ่ื เสรมิ สรา งใหม กี ารปฏบิ ตั ติ ามประมวล
จริยธรรม จึงจําเปนตอ งตราพระราชบญั ญตั นิ ี้

๗๔

ºÃóҹ¡Ø ÃÁ

กองบัญชาการศกึ ษา (๒๕๕๗). คมู อื นสต. วชิ าจรยิ ธรรมตาํ รวจ ฉบบั ปรับปรงุ ๒๕๕๗.
“๒๐ คําคมเปลย่ี นมมุ มองชวี ติ ใหคิดบวก”. ๒๕๖๑.[ระบบออนไลน] .

แหลง ที่มา https://hilight.kapook.com/view/67603 (๑๔ ธนั วาคม ๒๕๖๑).
นติ ยสาร แมแ ละเดก็ “ครอบครวั สขุ สนั ต” .๒๕๕๙ ผศ. ธนากร สริ สิ คุ นั ทา “จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ ” ๒๕๕๙

หนา ๗-๑๑, ๑๗-๒๑.

๗๖

จัดพิมพโดย
โรงพิมพต าํ รวจ ถ.เศรษฐศิริ ดุสติ กรงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศพั ท ๐-๒๖๖๘-๒๘๑๑-๓ โทรสาร ๐-๒๒๔๑-๔๖๕๘

“เปนองคกรบังคับใชกฎหมายที่นําสมัย
ในระดับมาตรฐานสากล เพ�อใหประชาชนเช�อมั่นศรัทธา”

พลตํารวจเอก สุวัฒน แจงยอดสุข
ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ


Click to View FlipBook Version