เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 1
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชีพของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 2
วิชา คุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณวิชาชพี
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
โดย
นางสาวอรอมล โคกระทงิ
นางสาวเสาวลักษณ์ แก้วแกมจันทร์
นายสุชาติ กล่นิ เขียว
นางสาวนติ ยกานต์ บุญเกือ้
รายงานฉบบั นเี้ ป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวชิ า คุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณวชิ าชพี
ภาคเรยี นที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 3
คานา
รายงานเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเล่มนี้ จัดทาขึ้นเพ่ือใช้ประกอบการเรียน
ในรายวชิ าคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ เนอ้ื หาของรายงานเลม่ นเี้ กี่ยวกบั ขอ้ บงั คบั ของคุรุสภา
ว่าด้วยเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ความหมายของผู้บริหารสถานศึกษา
ความหมายของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ความหมายของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา
ความสาคัญของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา แนวคิดเก่ียวกับการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา
องค์ประกอบของมาตรฐานวชิ าชีพผู้บริหารสถานศึกษา หลกั ธรรมเกย่ี วกับมาตรฐานความรู้และประสบการณ์
วิชาชพี และหลักธรรมเก่ยี วกับมาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านและมาตรฐานการปฏิบตั ิตน
รายงานฉบับนี้ ได้จัดทาเพื่อประกอบการศึกษาวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับน้ีคงจะเป็นประโยชน์สาหรับครู ผู้บริหารและผู้ท่ีสนใจ เพ่ือนาไปปรับใช้
ในองคก์ รตอ่ ไปไม่มากกน็ ้อย
คณะผ้จู ัดทา
กุมภาพนั ธ์ 256๕
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 4
สารบญั
เรอื่ ง หนา้
คานา
สารบัญ ๑
๕
ขอ้ บงั คับของครุ ุสภาวา่ ดว้ ยเกณฑม์ าตรฐานวิชาชพี ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ๖
ความหมายของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ๗
ความหมายของมาตรฐานวชิ าชีพทางการศกึ ษา ๗
ความหมายของมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศกึ ษา ๗
ความสาคญั ของมาตรฐานวชิ าชพี ทางการศึกษา ๙
แนวคดิ เกยี่ วกับการพฒั นาวิชาชพี ของผ้บู ริหารสถานศึกษา ๑๗
องค์ประกอบของมาตรฐานวิชาชพี ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา ๑๘
หลักธรรมเกยี่ วกับมาตรฐานความรแู้ ละประสบการณว์ ชิ าชพี
หลักธรรมเกยี่ วกับมาตรฐานการปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบัติตน
บรรณานกุ รม
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 1
มาตรฐานวิชาชีพผู้บรหิ ารสถานศึกษา
ขอ้ บังคับของครุ ุสภาว่าด้วยเกณฑม์ าตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศกึ ษา พ.ศ. 2548
วิชาชีพ (profession) เป็นอาชีพให้บริการแก่สาธารณชนท่ีต้องอาศัยความรู้ ความชานาญ
เป็นการเฉพาะ ไม่ซาซ้อนกับวิชาชีพอื่น และมีมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพ
ต้องฝึกอบรมทังภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเพียงพอก่อนท่ีจะประกอบวิชาชีพ ต่างกับอาชีพ (career)
ซ่ึงเป็นกิจกรรมที่ต้องทาให้สาเร็จ โดยมุ่งหวังค่าตอบแทนเพ่ือการดารงชีพเท่านัน วิชาชีพซึ่งได้รับการยกย่อง
ให้เป็นวิชาชีพชันสูง ผู้ประกอบวิชาชีพย่อมต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูงตามมา เพราะมีผลกระทบ
ต่อผู้รับบริการและสาธารณชน จึงต้องมีการควบคุมการประกอบวิชาชีพด้วยวิธีการแหง่ ปัญญา (intellectual
method) ได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างเพียงพอ (long period of training) มีอิสระในการใช้วิชาชีพ
ตามมาตรฐานวิชาชีพ (professionalautonomy) และมีจรรยาบรรณของวิชาชีพ (professionalethics)
รวมทังต้องมีสถาบันวิชาชีพ(professional institution) หรือองค์กรมีชาชีพ (professionalorganization)
เป็นแหล่งกลางในการสร้างสรรค์จรรโลงวิชาชีพ เช่น ทนาย หมอรวมทังวิชาชีพควบคุมทางการศึกษา
(ครุ ุสภา, 2540,หน้า 45)
การส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของคุรุสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพครู
ตามท่ีได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติข้าราชการครู พ.ศ. 2548 โดยการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู
ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมสอดคล้องกับวิทยาการเทคโนโลยีสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ของประเทศ เป้าหมายการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู คือ คุณภาพและประสิทธิภาพของวิชาชีพครู
ที่ใหบ้ รกิ ารด้านการศกึ ษาแกส่ ังคม
มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาของคุรุสภา พ.ศ. 2548 ได้ยึดถือแนวคิดและความเช่ือที่ว่า
ผู้บริหารศึกษาเป็นผู้จัดการทางการศึกษา เพ่ือให้ครูและบุคลากรอื่น ๆ ดาเนินการพัฒนา เด็กและเยาวชน
ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของสถานศึกษาและความคาดหวังของสังคมลักษณะของ เกณฑ์เป็นการปฏิบัติงาน
โดยเกณฑ์แต่ละข้อกาหนดลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกที่นาไปสู่ผลสาเร็จ และประกันคุณภาพของครู
และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มี 12 ด้าน ดังรายละเอียดต่อไปนี (ราชกิจจานุเบกษา, 2548,
หนา้ 44)
1. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเก่ียวกับการพัฒนาวิชาชีพการบริหาสถานศึกษา คุณสมบัติเบืองต้น
ที่สาคัญประการหนึ่งของผู้บริหารมืออาชีพ คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกท่ีดีขององค์กรวิชาชีพ ด้วยการ
มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพ ได้แก่ การเป็นผู้ริเร่ิม ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมจัดงาน
หรือกิจกรรม รวมทังการเป็นผู้เสนอผลงานและเผยแพร่ผลงานขององค์กร ตลอดจนการนาองค์กรให้เป็น
ทย่ี อมรับของสังคมโดยส่วนรวม
2. การตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยคานึงถึงผลที่จะเกิดขึนกับการพัฒนาของบุคลากรผู้เรียน
และชุมชน ผูบ้ ริหารมืออาชีพแสดงความรกั ความเมตตา และความปรารถนาดตี ่อองค์กรผู้รว่ มงาน ผู้เรยี น และ
ชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทางานต่าง ๆ เพื่อผลการพัฒนาท่ีเกิดขึนกับทุกฝ่ายการตัดสินใจของผู้บริหาร
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 2
ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทากับผลของของการกระทา เน่ืองจากการ
ตัดสินใจของผู้บริหารที่มีผลต่อองค์กรโดยส่วนรวม ผู้บริหารจึงต้องเลือกแต่กิจกรรมที่จะนาไปสู่ผลดี
ผลทางบวก ผลต่อการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และระมัดระวังไม่ให้เกิดผลทางลบโดยมิได้ตังใจ
ทงั นี เพื่อนาไปสู่ความไว้วางใจความ ศรทั ธา ความรู้สึกเป็นที่พ่ึงพาของบุคคลท่ัวไป
3. มุ่งมั่นพัฒนาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพ ความสาเร็จของการบริหารอยู่ที่การ
ดาเนินการเพื่อให้บุคลากรในองค์กรหรือผู้ร่วมงานการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารมืออาชีพ
ต้องหาวิธีพัฒนาผู้ร่วมงาน โดยการศึกษาจุดเด่น จุดด้อยของผู้ร่วมงาน กาหนดจุดพัฒนาของแต่ละคน
และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับการพัฒนาด้านนัน ๆ แล้ว ใช้เทคนิคการบริหารและการนิเทศภายใน
ให้ผู้ร่วมงานลงมือปฏิบัติจริง ประเมิน ปรับปรุง ให้ผู้ร่วมงานรู้ศักยภาพเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนและ
ลงมือปฏิบัติจนเป็นผลให้ศักยภาพของผู้ร่วมงานเพ่ิมพูนพัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยัง นาไปสู่การเป็นบุคคล
แห่งการเรียนรู้
4. การพัฒนาแผนงานขององค์การให้สามารถปฏิบัติงานได้เกิดผลจรงิ ผู้บรหิ ารมืออาชีพวางแผนงาน
ขององค์กรได้อย่างมียุทธศาสตร์เหมาะสมกับเง่ือนไขข้อมูลของผู้เรียน ครู ผู้ร่วมงาน ชุมชน ทรัพยากร
ส่ิงแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายแนวทางเป้าหมายพัฒนา เมื่อนาไปปฏิบัติจะเกิดผลต่อการพัฒนา
อย่างแท้จริง แผนงานต้องมีกิจกรรมสาคัญนาไปสู่ผลของการพัฒนา ความสอดคล้องของเป้าหมาย กิจกรรม
และผลงานหรือเป็นคุณภาพสาคัญนาไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่าและเกิดผล
อย่างแทจ้ รงิ
5. การพัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลท่ีมีคุณภาพสูงขึนเป็นลาดับ นวตักรรม
การบรหิ ารเป็นเคร่ืองมือสาคัญของผู้บริหารในการนาไปส่ผู ลงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึนเปน็ ลาดับ
ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องมีความรู้ในการบริหารแนวใหม่ ๆ เลือกและปรับปรุงใช้นวัตกรรมได้หลากหลาย
ตรงสถานการณเ์ งื่อนไขข้อจากัดของงานและองค์กรไปสูผ่ ลได้จริง เพ่อื ให้องคก์ รก้าวหนา้ พัฒนาอย่างไมห่ ยุดยัง
ผู้รว่ มงานทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตนเอง อย่างเตม็ ท่ีมคี วามภาคภมู ิในผลงานร่วมกัน
6. ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเน้นผลถาวร ผู้บริหารมืออาชีพเลือกและใช้กิจกรรมในการบริหาร
ที่จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึนของบุคลากรและองค์กร จนบุคลากรมีนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
ผู้บริหารต้องมีความเพียรพยายาม กระตุ้น ยั่วยวน ท้าทายให้บุคลากรมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ และชื่นชม
ผลสาเร็จเป็นระยะ จึงควรจากการริเร่ิมการร่วมพัฒนา การสนับสนุนข้อมูล และให้กาลังใจให้บุคลากรศึกษา
ค้นคว้า ปฏิบัติและปรับปรุงงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นค่านิยมในการพัฒนางานตามภาวะปกติ
อันเป็นบุคลิกภาพพึงปรารถนาของบุคลากรและองค์กร รวมทังบุคลากรทุกคนช่ืนชมศรัทธาในความสามารถ
ของตน
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ผู้บริหารมืออาชีพสามารถนาเสนอ
ผลงานท่ีได้ทาสาเร็จแล้วด้วยการรายงานผลท่ีแสดงถึงการวิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุม
การกาหนดงานที่จะนาไปสู่ผลแห่งการพัฒนาการลงปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฏมีหลักฐานยืนยัน ชัดเจน
การนาเสนอรายงานเป็นโอกาสท่ีผู้บริหารจะได้คิดทบทวนถึงงานท่ีได้ทาไปแล้วว่ามีข้อจากัด ผลดีผลเสีย
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 3
และผลกระทบท่มี ิได้ระวังอย่างไร ถ้าผลงานเป็นผลดีจะชืน่ ชม ภาคภูมใิ จได้ในสว่ นใด นาเสนอให้เป็นประโยชน์
ต่อผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าผลงานยังไม่สมบูรณ์จะปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างไร และจะนาประสบการณ์ที่ได้พบไปใช้
ประโยชน์ในการทางานต่อไปอย่างไร คุณประโยชน์อีกประการหน่ึงของรายงานที่ดี คือ การนาผลการประเมิน
ไปใช้ในการประเมนิ ตนเอง รวมทังการทาให้เกิดความรู้สึกชื่นชมของผู้รว่ มปฏิบัติงานทุกคน การท่ีผู้ปฏิบัติงาน
ได้เรียนรู้เก่ียวกับความสามารถและศักยภาพของตนเป็นขันตอนสาคัญอย่างหนึ่งที่จะนาไปสู่การรู้คุณค่า
แห่งตน
8. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดีผู้บริหารมีหน้าท่ีแนะนา ตักเตือน ควบคุม กากับดูแลบุคลากรใน
องค์กร การท่ีจะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ได้ผลดีผู้บริหารต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี มิฉะนันคาแนะนา
ตักเตือนหรือการกากับดูแลของผู้บริหารจะขาดความสาคัญไม่เป็นที่ยอมรับบุคลากรในองค์กร ผู้บริหาร
ทป่ี ฏบิ ัตติ นเป็นแบบอย่างทด่ี ีในทุก ๆ ด้าน เชน่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความยุตธิ รรมและบุคลิกภาพจะมีผล
สูงต่อการยอมรับของบุคลากร ทาให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อการบริหารงานจนสามารถปฏิบัติตามกฎ
ด้วยความพึงพอใจ
9. ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอ่ืนอย่างสร้างสรรค์ หน่วยงานการศึกษาเป็นองค์กรหน่ึง
ท่ีอยู่ในชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งสังคมซึ่งมีองค์กรอื่น ๆ ประกอบ ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมมือกันพัฒนาสงั คม
ตามบทบาทหนา้ ท่ี ซ่ึงผ้บู ริหารสถานศึกษาเป็นบคุ ลากรทสี่ าคญั ของสงั คมหรือชุมชนท่ีจะนาแนวทางการพัฒนา
สังคมให้เจริญก้าวหน้าตามทิศทางที่ต้องการ ผู้บริหารมืออาชีพจะต้องร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่น
ในการเสนอแนวทางปฏิบัติและแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือหน่วยงานอ่ืน ๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวม
ในลักษณะร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เต็มความสามารถ พร้อมทังยอมรับ
ความสามารถรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความสามรถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ
เพอ่ื เสริมสรา้ งบรรยากาศประชาธปิ ไตยและการรว่ มมอื ในสังคม การยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภมู ใิ จ
10. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา ความประทับใจของผู้รว่ มงานที่มีต่อผู้บริหารองค์กร
อยา่ งหน่ึง คอื ความเปน็ ผู้รอบรูท้ นั สมยั ทนั โลก รอู้ ยา่ งกว้างขวางและมองไกล ผู้บรหิ ารมอื อาชีพจึงต้องตดิ ตาม
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึนในทุกด้าน จนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูลข่าวสารท่ีทันสมัยและ
นาข้อมูลข่าวสารต่าง ๆท่ีได้รับไปใช้พัฒนางานและผู้ร่วมงาน การตื่นตัวการรับรู้และการมีข้อมูลข่าวสาร
สารสนเทศเหล่านัน นอกจากเป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาแล้วยังนามาซึ่งการยอมรับและความรู้สึกเชื่อถือ
ของผู้รว่ มงาน อันเปน็ เง่ือนไขเบืองตน้ ทีจ่ ะนาไปสู่การพัฒนาที่ลกึ ซงึ ต่อเน่ืองต่อไป
11. เป็นผู้นาและสร้างผู้นา ผู้บริหารมืออาชีพสร้างวัฒนธรรมขององค์กร ด้วยการพูดนา ปฏิบัตินา
และจัดระบบงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม โดยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ได้ทางานได้สาเร็จแล้ว จนนาไปสู่การ
พัฒนาตนเอง คิดได้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนาได้เองของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องแสดงออก
อย่างชัดเจนและสม่าเสมอเก่ียวกับวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อให้ผู้ร่วมงานมีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน
และสามารถเลือกการกระทาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม แสดงออกและชื่นชมได้ด้วยตนเอง ผู้บริหารจึงต้อง
สร้างความรู้สึกประสบความสาเร็จให้กับบุคลากรแต่ละคนและทุกคน จนเกิดเป็นผู้นาได้ทุกระดับนาไปสู่
องคก์ รแหง่ การเรียนรู้อย่างแทจ้ รงิ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา 4
12. สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์ การพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน สอดคล้อง
กับความก้าวหน้าของโลกที่เปล่ียนไปอย่างไม่หยุดยัง ผู้บริหารจาเป็นต้องรู้เท่าทันการเปล่ียนแปลง
สามารถปรับงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆได้สอดคล้อง สมดุล
และเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องต่ืนตัวเสมอ มองเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน รวมทัง
การเปลี่ยนแปลงในอนาคตและกล้าท่ีจะตัดสินใจดาเนินการเพื่อผลในอนาคต อย่างไรก็ตามการรู้เท่าทัน
ในการเปล่ียนแปลงนี ย่อมเป็นสิ่งประกันได้ว่าการเสี่ยงในอนาคตจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การที่องค์กร
ปรับไดท้ นั ต่อการเปล่ียนแปลงนี กย็ อ่ มเปน็ ผลให้องค์กรพัฒนาอย่างยั่งยืน สองคล้องกับความก้าวหน้าของโลก
ต่อไป
การกาหนดใหวิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุมวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งเป็นวิชาชีพชันสูง
ประเภทหนึ่งเชนเดยี วกบั วชิ าชีพชนั สูงอน่ื เชน แพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ พยาบาล สตั วแพทย์ ฯลฯ
ซ่ึงจะตองประกอบวิชาชีพเพื่อบริการต่อสาธารณชนตามบริบทของวิชาชีพนัน ๆ แลวยังมีบทบาทสาคัญ
ตอสงั คมและความเจริญก้าวหนาของประเทศ กลาวคอื
1. สร้างพลเมืองดีของประเทศ โดยการใหการศึกษาขันพืนฐานท่ีจะทาใหประชาชนเปนพลเมืองดี
ตามทปี่ ระเทศชาตติ องการ
2. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสนองตอบการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ
3. สบื ทอดวัฒนธรรมประเพณอี นั ดีงามของชาติ จากคนรุ่นหน่ึงไปอกี รุ่นหนงึ่ ใหมีการรกั ษาความ
เป็นชาติไวอย่างม่ันคงยาวนาน
จากบทบาทและความสาคัญดังกล่าว พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 จึงกาหนด
แนวทางในการดาเนินงานกากับดูแลรักษาและพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา โดยกาหนดใหมีองคกรวิชาชีพครู
ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ใหมีอานาจหนาท่ีกาหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอน
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กากับดูแลใหมีการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
รวมทังพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ซ่ึงเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวิชาชีพ
ทางการศึกษา กาหนดใหวชิ าชพี ทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม ประกอบด้วย
1. วิชาชพี ครู
2. วชิ าชีพผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
3. วชิ าชพี ผู้บรหิ ารการศึกษา
4. วชิ าชพี ควบคมุ อ่นื ทก่ี าหนดในกฎกระทรวง
การกาหนดใหวชิ าชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม จะเปน็ หลักประกันและคุ้มครองใหผู้รับบริการทางการ
ศกึ ษา ได้รบั การศกึ ษาอย่างมคี ณุ ภาพ รวมทังจะเป็นการพัฒนาและยกระดบั มาตรฐานวชิ าชพี ใหสงู ขนึ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 5
การประกอบวชิ าชพี ควบคมุ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศกึ ษา และบุคลากรทางการศึกษา
อ่ืน ที่กฎกระทรวงกาหนดใหเป็นวิชาชีพควบคุม ตองประกอบวิชาชีพภายใตบังคับแหงข้อจากัดและเง่ือนไข
ของครุ ุสภา ดังนี
1. ตองได้รับใบอนุญาตใหประกอบวิชาชีพ โดยย่ืนขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามท่ีคุรุสภา
กาหนด ผู้ไม่ได้รับอนุญาตหรือสถานศึกษาท่ีรับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเขาประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา
จะได้รบั โทษตามกฎหมาย
2. ต องประพฤติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทังต องพัฒนาตนเอง
อย่างต่อเนื่อง เพ่ือดารงไวซ่ึงความรู ความสามารถ และความชานาญการ ตามระดับคุณภาพของมาตรฐาน
ในการประกอบวชิ าชพี
3. บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีสิทธิกล่าวหาหรือ
กรรมการคุรุสภา กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และบุคคลอ่ืน มีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพที่ประพฤติ
ผดิ จรรยาบรรณได้
4. เม่ือมีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพอาจวินิจฉัยชีขาดใหยก
ขอกล่าวหา/กล่าวโทษ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใชใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้และ
ผู้ถกู พกั ใชหรอื เพกิ ถอนใบอนุญาตไม่สามารถประกอบวชิ าชีพตอไปได้
การกาหนดใหวิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม นับเป็นความก้าวหนาของวิชาชีพทาง
การศึกษา และเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพใหสูงขึน อันจะเป็นผลดีตอผู้รับบริการทางการศึกษา
ที่จะได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและมีมาตรฐานท่ีสูงขึนด้วย ซ่ึงจะทาใหวิชาชีพและผู้ประกอบวิชาชีพ
ทางการศกึ ษาไดร้ ับความเช่ือถือ ศรทั ธา มีเกียรติและศักด์ศรีในสงั คม
ความหมายของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา นกั การศึกษาได้กลา่ วถงึ ผู้บริหารสถานศึกษาไว้หลายแนวทางดังนี
ความหมายของผู้บริหาร โดยท่ัวไปโครงสร้างการจัดองค์การจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายปฏิบัติกับฝ่าย
บริหาร สาหรับฝ่ายบริหารจะมีบุคคลท่ีเรียกว่าผู้บริหารคอยจัดการดูแลให้ฝ่ายปฏิบัติการดาเนินงานด้วย
ความรวดเร็ว เรียบร้อย มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามความมุ่งหมายขององค์การในองค์การ
ทางการศึกษา
ธีระ รุญเจริญ และคณะ (2552 : 244) ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้ที่ทาหน้าท่ี
เป็นหัวหนา้ ของครู อาจารย์ และใช้ความร้คู วามสามารถดาเนินงานของสถานศึกษาให้บรรลุผลสาเร็จ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2553 : 45) ให้ความหมายผบู้ ริหารสถานศึกษา หมายถึง
บุคลากรที่รับผิดชอบในการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งทังของรัฐและเอกชนในการดาเนินงาน ตามแนว
ปฏริ ูปการเรยี นรู้ในสถานศึกษาจะมีประสิทธภิ าพเกิดประสิทธผิ ลได้เพยี งใดนัน ผ้บู รหิ ารสถานศึกษาเปน็ บุคคล
สาคัญ ที่จะผลักดนั ใหเ้ กิดการขับเคล่ือนและสรา้ งพลังแห่งการร่วมแรงรว่ มใจ
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชีพของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 6
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน (2553 : 5) ให้ความหมายผู้บริหารสถานศึกษา
หมายถึง บุคคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตังแต่ระดับเขตพืนที่การศึกษา
ขนึ ไป
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้บัญญัติไว้ว่า “ผู้บริหารสถานศึกษา” หมายความว่า บุคลากร
วชิ าชพี ที่รับผดิ ชอบการบรหิ ารสถานศกึ ษาแตล่ ะแห่งของรฐั และเอกชน
จากความหมายข้างต้นกล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษา คือ บุคลากรท่ีมีบทบาทรับผิดชอบ
ในการบริหารสถานศึกษาทังของรัฐและเอกชนให้มีการปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการให้เป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ภายใต้หลักนิติธรรมและคุณธรรมจริยธรรม ความสาคัญของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร
สถานศึกษาเป็นบุคลากรวิชาชีพท่ีรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา รวมทังมีอานาจหน้าท่ีหรือวัตถุประสงค์
ในการจัดการศกึ ษา
ความหมายของมาตรฐานวิชาชพี ทางการศึกษา
มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา คือ ข้อกาหนดเก่ียวกับคุณลักษณะและคุณภาพท่ีพึงประสงค์
ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซ่ึงผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิด
คุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสร้างความเชื่อม่ันศรัทธาให้แก่ผู้รับบริการจากวิชาชีพได้ว่า
เป็นบริการที่มีคุณภาพ ตอบสังคมได้ว่าการท่ีกฎหมายให้ความสาคัญกับวิชาชีพทางการศึกษาและกาหนด
ให้เป็นวิชาชีพควบคุมนัน เนื่องจากเป็นวิชาชีพท่ีมีลักษณะเฉพาะ ต้องใช้ความรู้ ทักษะ และความเช่ียวชาญ
ในการประกอบวิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 49
กาหนดใหม้ มี าตรฐานวิชาชีพ 3 ดา้ น ประกอบดว้ ย
1. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง ข้อกาหนดสาหรับผู้ที่จะเข้ามาประกอบ
วิชาชพี จะต้องมีความรู้และมปี ระสบการณ์วิชาชีพเพียงพอที่จะประกอบวชิ าชีพจึงจะสามารถขอรับใบอนุญาต
ประกอบวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นบุคคลท่ีมีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์
พร้อมท่ีจะประกอบวิชาชพี ทางการศึกษาได้
2. มาตรฐานการปฏิบัติงาน หมายถึง ข้อกาหนดเก่ียวกับการปฏิบัติงานในวิชาชีพให้เกิดผลเป็นไป
ตามเป้าหมายที่กาหนด พร้อมกับมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความชานาญในการประกอบ
วิชาชีพ ทังความชานาญเฉพาะด้านและความชานาญตามระดับคุณภาพของมาตรฐานการปฏิบัติงาน
หรืออย่างน้อยจะต้องมีการพัฒนาตามเกณฑ์ที่กาหนดว่ามีความรู้ความสามารถและความชานาญเพียงพอ
ที่จะดารงสถานภาพของการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพต่อไปได้หรือไม่ น่ันก็คือการกาหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพ
จะต้องตอ่ ใบอนุญาตทกุ ๆ 5 ปี
3. มาตรฐานการปฏิบัติตน หมายถึง ข้อกาหนดเก่ียวกับการประพฤติตนของผู้ประกอบวิชาชีพ
โดยมจี รรยาบรรณของวชิ าชีพเป็นแนวทางและข้อพึงระวังในการประพฤตปิ ฏิบตั ิ เพือ่ ดารงไว้ซึง่ ชื่อเสยี ง ฐานะ
เกียรติ และศักด์ิศรีแห่งวิชาชีพ ตามแบบแผนพฤติกรรม ตามจรรยาบรรณของวิชาชีพที่คุรุสภาจะกาหนด
เป็นข้อบังคับต่อไป หากผู้ประกอบวิชาชีพผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพทาให้เกิดความเสียหาย
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชีพของผู้บริหารสถานศกึ ษา 7
แก่บุคคลอื่นจนได้รับการร้องเรียนถึงคุรุสภาแล้ว ผู้นันอาจถูกคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชีขาด
อยา่ งใดอย่างหนึ่งดงั ต่อไปนี
ความหมายของมาตรฐานวิชาชพี ผู้บริหารสถานศกึ ษา
มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา คือ ข้อกาหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพท่ีพึงประสงค์
ในการประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ซ่ึงผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติ
ตามเพ่ือให้เกิดคุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสร้างความเช่ือม่ันศรัทธาให้แก่ผู้รับบริการจากวิชาชีพ
ได้วา่ เป็นบรกิ ารท่มี ีคณุ ภาพ
ความสาคัญของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา
มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา เป็นเคร่ืองมือสาคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
ซ่งึ พระราชบญั ญตั สิ ภาครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ กาหนดใหเ้ ป็นวชิ าชีพควบคมุ ทางการศึกษา
ตังแต่วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอ่ืน (ตามที่ประกาศ
กาหนดในกฎกระทรวง) จะต้องปฏบิ ัติเพ่ือใหเ้ กิดผลดีต่อผู้รบั บริการอันถือเป็นเป้าหมายหลักของการประกอบ
วิชาชีพทางการศึกษา ซ่ึงผู้ประกอบวชิ าชีพจะต้องศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องให้สามารถนาไปใช้
ในการประกอบวิชาชีพให้สมกับการเปน็ วิชาชพี ชนั สูงและได้รบั การยอมรบั
ความสาคญั ของมาตรฐานวิชาชีพผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
1. เป็นวิชาชพี ทตี่ ้องอาศัยความรู้เฉพาะด้าน
2. มีการกาหนดลกั ษณะการปฏิบัตงิ าน
3. ต้องมใี บอนุญาตประกอบวชิ าชพี
4. การออกใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพตอ้ งเป็นไปตามเง่ือนไขและมกี ารทดสอบ
แนวคดิ เกีย่ วกบั การพัฒนาวิชาชีพของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา
การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาคนและสังคมของประเทศ ภารกิจในการจัดการการศึกษา
เป็นการเฉพาะ โดยเป็นการใช้วิชาชีพครู (pedagogy) หรือวิชาการศึกษาในการประกอบวิชาชีพ จึงอาจเรียก
ได้ทังวิชาชีพทางการศึกษาหรือวิชาชีพครูในสังคมไทย ครูได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพท่ีมีเกียรติ
เป็นผู้ให้ความรู้วิทยาการเพื่อความเจริญของบุคคลและสังคม บทบาทวิชาชีพครูหรือวิชาชีพทางการศึกษา
จึงมีความสาคัญกลา่ วไดค้ ือ
1) บทบาทในการสร้างพลเมืองที่ดีของประเทศ เป็นการเตรียมสมาชิกใหม่ให้สงั คม โดยให้การศึกษา
ขันพนื ฐานท่ีจะทาใหป้ ระชาชนของประเทศเปน็ พลเมืองดตี ามที่ประเทศชาติต้องการ
2) บทบาทในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเป็นการพัฒนากาลังคนเพื่อสนองการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมของประเทศ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 8
3) บทบาทในการสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ซึ่งวิชาชีพทางการศึกษาจะทาหน้าที่
เป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกคนรุ่นหน่ึง เป็นการรักษา
ความเป็นชาตนิ ่ันเอง (จักรพรรดิ วะทา, 2549)
การพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาได้มีนักการศึกษา นักวิชาการ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการพัฒนา
วิชาชีพของผูบ้ ริหารสถานศึกษา ไว้ดังนี
Boydell (1985) กล่าวว่า การพัฒนาตนเองเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคล ความสามารถ
และความรู้ใหม่ๆ ท่ีเกิดขึน มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากเดิม โดยส่ิงเหล่านีเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา
ด้วยตนเอง
สานักงานเลขาธิการคุรุสภา (2549) กล่าวว่า วิชาชีพ (profession) เป็นอาชีพที่ให้บริการ
แก่สาธารณชนท่ีต้องอาศัยความรู้ ความชานาญเป็นการเฉพาะ ไม่ซาซ้อนกับวิชาชีพอื่น และมีมาตรฐาน
ในการประกอบวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีการฝึกอบรมทังภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเพียงพอ
ก่อนที่จะประกอบวิชาชีพ ต่างกับอาชีพ (career) ซ่ึงเป็นกิจกรรมท่ีต้องทาให้สาเร็จโดยมุ่งหวังค่าตอบแทน
เพอื่ การดารงชีพเท่านัน
จักรพรรดิ วะทา (2549) กล่าวว่า วิชาชีพทางการศึกษา ได้รับการยอมรับเป็นวิชาชีพชันสูง
เชน่ เดียวกับวชิ าชพี สาคญั หลายวชิ าชพี โดยมีลักษณะสาคัญ คอื
1) เป็นการให้บริการการศึกษาแก่สังคม(social service) โดยเฉพาะไม่ซาซ้อนกับวิชาชีพอื่น
ซง่ึ ทกุ สงั คมจะตอ้ งจดั ใหม้ ขี ึนเพ่ือพฒั นาความรคู้ วามสามารถของประชากรของประเทศ
2) การประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องอาศัยความรู้ความคิดและสติปัญญาเป็นพืนฐานสาคัญ
การตัดสินใจในการปฏิบัติงานเป็นไปตามหลักวิชาชีพทางการศึกษาเป็นสาคัญ ซ่ึงเป็นวิธีการแห่งปัญญา
ในการใหบ้ รกิ าร (intellectual method)
3) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องได้รับการศึกษาอบรมให้มีความรู้ทังภาคทฤษฎีและฝึกฝน
จนเกิดประสบการณ์อย่างเพียงพอ (long period of training) ก่อนประกอบวิชาชีพ ซึ่งกาหนดความรู้
ผูป้ ระกอบวชิ าชีพไมต่ า่ กวา่ ปรญิ ญาตรที างการศกึ ษา
4) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาหรือครู มีอิสระในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดคุณภาพ
ตามวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา หรือให้สามารถให้บริการตามมาตรฐานของวิชาชีพ (professional
autonomy)
5) วิชาชีพทางการศึกษามีจรรยาบรรณของวิชาชีพ (professional ethics) เพื่อเป็นแนวทาง
การประพฤติปฏิบัติตนของผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพที่ละเมิดจรรยาบรรณก็จะได้รับ โทษ
ในกรณีร้ายแรงก็สามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้ วิชาชีพทางการศึกษามีคุรุสภาเป็นองค์กรวิชาชีพ
ซงึ่ เปน็ สถาบันของวิชาชีพ (professional institution) ทาหนา้ ท่ดี แู ลรักษามาตรฐานวิชาชีพใหส้ ามารถบริการ
ใหแ้ ก่สงั คมอย่างมีคณุ ภาพและเปน็ ที่เชื่อถือศรัทธาของสังคม
สัมมนา รธนิธย์ (2553) กล่าวถึงการพัฒนาตนเองของผู้บริหารด้านมนุษยสัมพันธ์ไว้ว่า นักบริหาร
ที่ดีต้องรู้จักจูงใจบุคคลและกลุ่มให้มุ่งสู่เป้าหมายในการปฏิบัติงานร่วมกัน มนุษย์สัมพันธ์จึงเป็นเร่ืองของการ
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา 9
ปฏิบัติมุ่งสู่เป้าหมายโดยการเน้นให้ความสาคัญแก่บุคคล ผู้ปฏิบัติงานในฐานะท่ีเป็นมนุษย์ท่ีต้องการ
มีความรู้สึก มีอารมณ์ รวมทังผลกระทบของพฤติกรรมผู้ปฏิบัติงานท่ีมีต่อบุคคลอ่ืน หลักการเบืองต้นในการ
พัฒนาตนเองของผู้บริหาร คือ จะต้องรู้จักตนเอง เข้าใจผู้อื่น และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีมีบรรยากาศ
เออื อารีต่อกัน
ปานใจ ธารทัศนวงศ์ และศิริพร ศักดิ์บุญรัตน์ (2564) กล่าวว่า การพัฒนาตนเองทังทักษะและ
ความรู้ (ReSkill, UpSkill) เพื่อตอบสนองความต้องการของสถานศึกษา การศึกษาในอนาคตจาเป็นต้อง
มีความยืดหยุ่นและปรับให้เข้ากับบริบทท่ีแตกต่างกันและตามความต้องการของสังคมที่เปล่ียนแปลงไป
นับตังแต่ศตวรรษที่ 21 ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายความสามารถของมนุษยชาติ เพราะเป็นยุคที่โลกต้องเผชิญ
กับความเปล่ียนแปลงที่เกิดขึนอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารทุกอย่างไม่ได้จากัดอยู่เพียงรอบตัวเราอีกต่อไป
การหาความรู้สามารถทาผ่านโลกดิจิทัล สามารถก้าวข้ามพรมแดนไปได้ทุกมุมโลก เพราะฉะนันรูปแบบ
การศกึ ษาท่ีเราใช้อยู่ในปจั จุบนั กต็ ้องเปลี่ยนแปลงเพ่ือที่จะรองรับทังผเู้ รยี นและผู้สอนในยุคใหม่ ตอ้ งเตรียมคน
ออกไปเพื่อใช้ความรู้และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ในการดารงชีวิตและการทางาน
ในอนาคตภายใต้ส่ิงแวดล้อมทางการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 (21st Century
Skills) ท่ีจะสร้างคนให้เป็นคนท่ีมีคุณภาพ (Character Qualities) เพ่ือให้สามารถใช้ชีวิตให้เหมาะสม
กับบริบทของโลก สามารถจัดการกับความท้าทายในชีวิต และสามารถรับมือกับโลกท่ีเปล่ียนแปลงไป
อย่างรวดเรว็
สรุปได้ว่า การพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง การพัฒนาตนเองของผู้บริหาร
สถานศึกษาเพ่ือให้มีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติ
ตน (จรรยาบรรณของวิชาชีพ) และมีความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพของตนเอง เป็นบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถ ความเขา้ ใจ มที กั ษะในการปฏบิ ัตงิ าน ตลอดจนทศั นคติและพฤตกิ รรมทด่ี ีขนึ เจรญิ ขึน เพ่อื ให้มี
ประสิทธภิ าพในการปฏิบตั งิ านท่ดี ีขนึ ก้าวทนั การเปล่ียนแปลงของโลกและการเปน็ พลเมืองดจิ ทิ ัล
องค์ประกอบของมาตรฐานวิชาชพี ผู้บริหารสถานศกึ ษา
1. มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณว์ ชิ าชีพ
มาตรฐานความรู้
1. มีคุณวุฒิไม่ต่ากว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่าหรือคุณวุฒิอ่ืนท่ีคุรุสภารับรอง
โดยมีความรู้ ดงั ต่อไปนี
1) หลักและกระบวนการบรหิ ารการศกึ ษา
2) นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา
3) การบรหิ ารดา้ นวชิ าการ
4) การบริหารดา้ นธุรการ การเงนิ พัสดแุ ละอาคารสถานที่
5) การบริหารงานบุคคล
6) การบริหารกจิ การนักเรยี น
7) การประกันคุณภาพการศกึ ษา
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 10
8) การบริหารจดการเทคโนโลยสี ารสนเทศ
9) การบริหารการประชาสมั พันธแ์ ละความสมั พันธ์ชมุ ชน
10) คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาหรับผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา
2. ผ่านการฝกึ อบรมหลักสตู รการบรหิ ารสถานศกึ ษาทคี่ ณะกรรมการครุ สุ ภารับรอง
มาตรฐานประสบการณว์ ิชาชพี
1. มปี ระสบการณด์ ้านปฏิบัติการสอนมาแลว้ ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ
2. มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตาแหน่งหัวหน้าหมวด/หัวหน้าสาย/
หัวหน้างาน/ตาแหน่งบรหิ ารอื่น ๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกวา่ 2 ปี
สาระความรแู้ ละสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา
1. หลักและกระบวนการบริหารการศกึ ษา
สาระความรู้
1) หลกั และทฤษฎีทางการบรหิ าร และการบริหารการศกึ ษา
2) ระบบและกระบวนการบริหารและการจัดการการศกึ ษายคุ ใหม่
3) การสร้างวิสัยทศั น์ในการบรหิ ารและจดั การการศึกษา
4) กฎหมายทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การศกึ ษา
5) บริบทและแนวโนม้ การจัดการการศกึ ษา
สมรรถนะ
1) สามารถนาความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการ
บรหิ ารการศึกษา
2) สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ในการบรหิ ารจัดการการศึกษา
3) สามารถกาหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายของการศึกษา
4) สามารถจัดองค์กร โครงสร้างการบริหาร และกาหนดภารกิจของครูและบุคลากรทางการศึกษา
ไดเ้ หมาะสม
2. นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา
สาระความรู้
1) พนื ฐานทางเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง และเทคโนโลยที ี่มีผลต่อการจดั การศกึ ษา
2) ระบบและทฤษฎกี ารวางแผน
3) การวิเคราะห์ และการกาหนดนโยบายการศึกษา
4) การวางแผนพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา
5) การพัฒนานโยบายการศกึ ษา
6) การประเมินนโยบายการศึกษา
สมรรถนะ
1) สามารถวิเคราะห์ ข้อมลู เพอื่ จัดทานโยบายการศกึ ษา
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา 11
2) สามารถกาหนดนโยบาย วางแผนการดาเนินงานและประเมนิ คุณภาพการจัดการศึกษา
3) สามารถจัดทาแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ท่ีมุ่งให้เกิดผลดี คุ้มค่าตอการศึกษา สังคมและ
ส่ิงแวดล้อม
4) สามารถนาแผนพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาไปปฏบิ ัติ
5) สามารถติดตาม ประเมนิ และรายงานผลการดาเนนิ งาน
3. การบรหิ ารด้านวชิ าการ
สาระความรู
1) การบรหิ ารจัดการเรยี นรู้ทย่ี ึดผู้เรยี นเปน็ สาคญั
2) หลักการและรูปแบบการพฒั นาหลกั สตู ร
3) การพฒั นาหลักสูตรทองถิ่น
4) หลกั และแนวคดิ เกี่ยวกับการนเิ ทศ
5) กลยทุ ธการนิเทศการศกึ ษา
6) การวางแผนและการประเมนิ ผลการนิเทศการศกึ ษา
7) ระเบียบวธิ ีวจิ ัยทางการศึกษา
8) หลักการและเทคนคิ การวดั และประเมนผลทางการศึกษา
9) สถติ ิและคอมพิวเตอร์เพอื่ การวิจยั
สมรรถนะ
1) สามารถบรหิ ารจัดการการเรียนรู
2) สามารถพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษา
3) สามารถนเิ ทศการจดั การเรียนรูในสถานศกึ ษา
4) สามารถสงเสริมให้มีการวิจยั เพอื่ พัฒนาคุณภาพการจดั การเรียนรู้
4. การบริหารดา้ นธุรการ การเงิน พัสดุ และอาคารสถานท่ี
สาระความรู
1) กฎหมายที่เก่ียวของกับงานธุรการ การเงนิ พสั ดุ และอาคารสถานที่
2) การจดั วางระบบควบคุมภายใน
3) เทคนคิ การบริหารจัดการสภาพแวดลอมภายในสถานศกึ ษา
สมรรถนะ
1) สามารถจัดระบบงานสารบรรณได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
2) สามารถบรหิ ารจดั การงบประมาณอยา่ งถูกตองและเป็นระบบ
3) สามารถวางระบบการบริหารและจัดการทรัพยากรภายในสถานศึกษาได้อยา่ งมปี ระสทธิภาพ
4) สามารถพฒั นาส่งิ แวดลอมทางกายภาพเพ่อื สงเสริมการจดั การเรียนรู
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 12
5. การบรหิ ารงานบคุ คล
สาระความรู
หลักการบรหิ ารงานบคุ คล
สมรรถนะ
1) สามารถสรรหาบคุ ลากรท่ีมีประสทิ ธิภาพเขามาปฏิบตั งิ าน
2) สามารถจัดบุคลากรใหเหมาะสมกับหนาทท่ี รี่ ับผิดชอบ
3) สามารถพัฒนาครแู ละบุคลากรในสถานศึกษาใหสามารถปฏิบตั ิหนาที่ไดอ้ ย่างมีประสทธิภาพ
4) สามารถเสรมิ สร้างขวญั และกาลงั ใจสาหรบั ครูและบุคลากรในสถานศึกษา
5) สามารถใหคาปรกึ ษาและแกไขปญหาการทางานใหแกครูและบุคลากรในสถานศึกษา
6. การบริหารกิจการนักเรียน
สาระความรู
1) คุณธรรม จริยธรรม คานิยมและคุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค
2) ระบบการดูแลช่วยเหลอื ผู้เรียน
3) การจัดกจิ กรรมสงเสริมและพฒั นาผู้เรยี น
สมรรถนะ
1) สามารถบริหารจดั การใหเกิดกจิ กรรมการพฒั นาผู้เรยี น
2) สามารถบริหารจดั การใหเกดิ งานบรกิ ารผู้เรยี น
3) สามารถสงเสริมการจัดกจกรรมพิเศษเพื่อพฒั นาศกั ยภาพผู้เรยี นในด้านตา่ ง ๆ
4) สามารถสงเสริมวนิ ยั คณุ ธรรม จริยธรรมและความสามัคคีในหมูคณะ
7. การประกนั คุณภาพการศึกษา
สาระความรู
1) หลกั การ และกระบวนการในการประกนั คณุ ภาพการศึกษา
2) องคประกอบของการประกันคณุ ภาพการศึกษา
3) มาตรฐานการศกึ ษา
4) การประกันคณุ ภาพภายในและภายนอก
5) บทบาทของผู้บรหิ ารในการประกนั คณุ ภาพการศึกษ
สมรรถนะ
1) สามารถจัดทาแผนพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา
2) สามารถประเมินผลและตดิ ตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษาของสถานศึกษา
3) สามารถจัดทำรายงานผลการประเมนิ ตนเองของสถานศกึ ษาเพ่ือรองรบั การประเมินภายนอก
8. การบรหิ ารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
สาระความรู
1) เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการศกึ ษา
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บริหารสถานศึกษา 13
2) เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การบริหารจดั การ
3) เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การจดั การเรยี นรู
สมรรถนะ
1) สามารถใชและบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การศึกษาและการปฏิบัตงิ านได้อย่างเหมาะสม
2) สามารถประเมนิ การใชเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื นามาปรับปรุงการบริหารจัดการ
3) สามารถสงเสริมสนับสนนุ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การศึกษา
9. การบรหิ ารการประชาสัมพนั ธ์และความสัมพันธ์ชุมชน
สาระความรู
1) หลักการประชาสัมพันธ์
2) กลยุทธการสรา้ งความสัมพนั ธก์ บั ชุมชน
สมรรถนะ
1) สามารถบริหารจัดการข้อมลู ข่าวสารไปสู่ผู้เรยี น ครูและบคุ ลากรในสถานศกึ ษา
2) สามารถเผยแพรข้อมูลขา่ วสารและกิจกรรมของสถานศึกษาไปสู่ชมุ ชน
3) สามารถใชยทุ ธศาสตรท์ ีเ่ หมาะสมในการประชาสมั พันธ์
4) สามารถสร้างกิจกรรมเพ่ือพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน โดยมีเป้าหมายในการเข้าไปช่วยเหลอื
ชมุ ชนและเปิดโอกาสใหชมุ ชนเขามามสี วนร่วม
5) สามารถระดมทรัพยากรและภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ เพื่อสงเสริมการจัดการศึกษา
10. คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสาหรบั ผบู้ ริหารสถานศึกษา
สาระความรู
1) คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสาหรบั ผู้บรหิ าร
2) จรรยาบรรณของวิชาชีพผู้บรหิ ารสถานศึกษา
3) การพัฒนาจริยธรรมผู้บริหารใหปฏิบตั ติ นในกรอบคณุ ธรรม
4) การบริหารจัดการบานเมืองทด่ี ี (Good Governance)
สมรรถนะ
1) เป็นผู้นาชงิ คุณธรรม จริยธรรม และปฏบิ ัตติ นเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี
2) ปฏิบตั ิตนตามจรรยาบรรณของวชิ าชีพผู้บริหารสถานศกึ ษา
3) สงเสรมิ และพัฒนาใหผู้รว่ มงานมีคุณธรรมและจริยธรรมทเ่ี หมาะสม
มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงาน
มาตรฐานที่ 1 ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเก่ียวกบั การพฒั นาวิชาชีพการบริหารการศึกษา
คุณสมบัติเบืองตนที่สาคัญประการหนึ่งของผู้บริหารมืออาชีพ คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ดี
ขององคกรวิชาชีพด้วยการมีสวนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เก่ียวของกับการพัฒนาวิชาชพี ได้แก การเป็นผู้รเิ รม่ิ
ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมจัดงานหรือกิจกรรม รวมทังการเป็นผู้เสนอผลงาน และเผยแพร ผลงานขององค กร
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 14
เพ่ือใหสมาชิกยอมรับและเห็นคุณประโยชนของผู้บริหารท่ีมีตอการพัฒนาองคกร ตลอดจนการนาองคกร
ใหเ้ ปน็ ทย่ี อมรับของสงั คมโดยสวนรวม
มาตรฐานท่ี 2 ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยคานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนา
ของบุคลากร ผู้เรยี น และชมุ ชน
ผู้บริหารมืออาชีพแสดงความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีตอองคกร ผู้ร่วมงาน ผู้เรียน
และชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทางานต่าง ๆ เพ่ือผลการพัฒนาท่ีจะเกิดขึนกับทุกฝ่าย การตัดสินใจ
ของผู้บริหารตองผ านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทากับผลของการกระทา
เน่ืองจากการตัดสินใจของผู้บริหารมีผลตอองคกรโดยสวนรวม ผู้บริหารจึงตองเลือกแต่กิจกรรมที่จะนา
ไปสู่ผลดี ผลทางบวก ผลตอการพัฒนาของทุกฝ่ายทเ่ี กี่ยวของและระมัดระวังไม่ให้เกดิ ผลทางลบ โดยมไิ ด้ตังใจ
ทงั นีเพือ่ นาไปสู่ความไววางใจ ความศรัทธา และความรูสึกเป็นทพี่ ่ึงไดข้ องบุคคลทังปวง
มาตรฐานท่ี 3 มงุ่ มน่ั พฒั นาผ้รู ว่ มงานใหสามารถปฏิบัตงิ านได้เตม็ ศกั ยภาพ
ความสาเร็จของการบริหาร อยู่ท่ีการดาเนินการเพื่อใหบุคลากรในองคกรหรือผู้รว่ มงานได้มีการพัฒนา
ตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารมืออาชีพตองหาวิธีพัฒนาผู้ร่วมงาน โดยการศึกษาจุดเดน จุดด้อย
ของผู้ร่วมงาน กาหนดจุดพัฒนาของแต่ละคนและเลือกใชวิธีการท่ีเหมาะสมกับการพัฒนาด้านนัน ๆ แลวใช
เทคนิคการบริหารและการนิเทศภายในใหผู้ร่วมงานได้ลงมือปฏิบัติจริง ประเมิน ปรับปรุง ให้ผู้ร่วมงาน
รศู ักยภาพ เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนและลงมือปฏิบัติจนเป็นผลใหศักยภาพของผู้รว่ มงานเพิ่มพูนพัฒนา
ก้าวหนา้ อย่างไมห่ ยดุ ยังนาไปสู่การเปน็ บคุ คลแหงการเรยี นรู
มาตรฐานที่ 4 พฒั นาแผนงานขององค์กรใหสามารถปฏบิ ตั ไิ ดเ้ กดิ ผลจรงิ
ผู้บริหารมืออาชีพวางแผนงานขององค กรได้อย่างมียุทธศาสตร์ เหมาะสมกับเงื่อนไขขอจากัด
ของผู้เรียน ครู ผู้ร่วมงาน ชุมชน ทรัพยากรและส่ิงแวดลอม สอดคลองกับนโยบายแนวทาง เป้าหมายของการ
พฒั นา เพื่อนาไปปฏิบัตจิ นเกดิ ผลตอการพฒั นาอย่างแท้จริง แผนงานตองมีกจิ กรรมสาคัญทน่ี าไปสู่ผลของการ
พัฒนาความสอดคลองของเป้าหมาย กิจกรรม และผลงาน ถือเป็นคุณภาพสาคัญที่นาไปสู่การปฏิบัติงาน
ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพสูง มีความคุ้มค่าและเกดิ ผลอย่างแทจ้ รงิ
มาตรฐานที่ 5 พัฒนาและใชนวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานทม่ี คี ณุ ภาพสงู ขนึ้ เป็นลาดบั
น วั ต ก ร ร ม ก า ร บ ริ ห า ร เ ป็ น เ ค ร่ื อ ง มื อ ส า คั ญ ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร ใ น ก า ร น า ไ ป สู่ ผ ล ง า น ที่ มี คุ ณ ภ า พ แ ล ะ
ประสิทธิภาพสูงขึนเป็นลาดับ ผู้บริหารมืออาชีพตองมีความรูในการบริหารแนวใหม่ ๆ เลือกและปรับปรุง
ใชนวัตกรรมได้หลากหลาย ตรงกับสภาพการณ เงื่อนไข ขอจากัดของงานและองคกร จนนาไปสู่ผลได้จริง
เพื่อให องค กรก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยัง ผู้ร่วมงานทุกคนได้ใช ศักยภาพของตนอย่างเต็มท่ี
มีความภาคภูมิใจในผลงานร่วมกัน
มาตรฐานที่ 6 ปฏบิ ตั งิ านขององคกรโดยเนนผลถาวร
ผู้บริหารมอื อาชีพเลือกและใชกจิ กรรมการบรหิ ารทีจ่ ะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทด่ี ีขึนของบคุ ลากรและ
องคกร จนบุคลากรมีนิสัยในการพฒั นาตนเองอยู่เสมอ ผู้บริหารตองมคี วามเพียรพยายาม กระตุน ยัว่ ยุ ทาทาย
ใหบุคลากรมีความรูสึกเป็นเจ้าของและช่ืนชมผลสาเร็จเป็นระยะ ๆ จึงควรเริ่มจากการริเริ่ม การร่วมพัฒนา
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 15
การสนับสนุนข้อมูล และใหกาลังใจใหบุคลากรทางการศึกษา คนควา ปฏิบัติ และปรับปรุงงานต่าง ๆ
ได้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นคานิยมในการพัฒนางานตามภาวะปกติ อันเป็นบุคลิกภาพท่ีพึงปรารถนา
ของบคุ ลากรและองคกร รวมทังบุคลากรทกุ คนชื่นชมและศรทั ธาในความสามารถของตน
มาตรฐานที่ 7 รายงานผลการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาได้อย่างเป็นระบบ
ผู้บรหิ ารมอื อาชีพสามารถนาเสนอผลงานที่ไดท้ าสาเรจ็ แลวด้วยการรายงานผลทแ่ี สดงถึงการวเิ คราะห์
งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมการกาหนดงานท่ีจะนาไปสู่ผลแหงการพัฒนาการลงมือปฏิบัติจริง และผลท่ี
ปรากฏมหี ลักฐานยนื ยันชดั เจน การนาเสนอรายงานเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะได้คดิ ทบทวนถึงงานที่ได้ทาไปแลว
วามีขอจากัด ผลดี ผลเสียและผลกระทบท่ีมิได้ระวังไวอย่างไร ถาผลงานเป็นผลดี จะช่ืนชม ภาคภูมิใจได้ใน
ส่วนใดนาเสนอให้เป็นประโยชนตอผู้อ่ืนได้อย่างไร ถาผลงานยังไม่สมบูรณจะปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างไร และ
จะนาประสบการณท่ีได้พบไปใชประโยชนในการทางานต่อไปอย่างไร คุณประโยชนอีกประการหนึ่งของ
รายงานท่ีดี คือ การนาผลการประเมินไปใชในการประเมินตนเอง รวมทังการทาใหเกิดความรูสึกช่ืนชมของผู้
ร่วมปฏิบัติงานทุกคน การที่ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรูเกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของตน เป็นขันตอน
สาคญั อย่างหนึ่งที่จะนาไปสู่การรคู ุณคาแหงตน
มาตรฐานที่ 8 ปฏบิ ัติตนเปน็ แบบอย่างทีด่ ี
ผู้บรหิ ารมหี นาท่ีแนะนา ตกั เตือน ควบคุม กากับดูแลบุคลากรในองคกร การท่จี ะปฏบิ ัติหนาทีด่ ังกล่าว
ใหได้ผลดี ผู้บริหารตองประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างท่ีดี มิฉะนันคาแนะนาตักเตือน หรือการกากับดูแล
ของผู้บริหารจะขาดความสาคัญ ไม่เป็นที่ยอมรับของบุคลากรในองคกร ผู้บริหารท่ีปฏิบตั ิตนเป็นแบบอย่างทด่ี ี
ในทกุ ๆ ด้าน เชน ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ความยตุ ธิ รรมและบุคลกิ ภาพจะมีผลสูงตอการยอมรับของบุคลากร
ทาใหเกิดความเชื่อถอื ศรทั ธาตอการบริหารงาน จนสามารถปฏบิ ตั ติ ามไดด้ ว้ ยความพงึ พอใจ
มาตรฐานท่ี 9 รว่ มมือกบั ชมุ ชนและหน่วยงานอืน่ อย่างสร้างสรรค
หน่วยงานการศึกษาเป็นองคกรหน่ึงท่ีอยู่ในชุมชนและเป็นสวนหนึ่งของระบบสงั คม ซ่ึงมีองคกรอื่น ๆ
เปน็ องคประกอบ ทกุ หน่วยงานมหี นาท่รี ่วมมือกันพัฒนาสังคมตามบทบาทหนาท่ี ผู้บรหิ ารการศกึ ษา/ผู้บริหาร
การศึกษาเป็นบุคลากรสาคัญของสังคมหรือชุมชนที่จะชีนา แนวทางการพัฒนาสังคมให เจริญก้าวหน า
ตามทิศทางที่ตองการ ผู้บริหารมืออาชีพตองร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอ่ืนในการเสนอแนวทางปฏิบัติ
แนะนา ปรับปรุงการปฏิบัติและแกปญหาของชุมชนหรือหน่วยงานอื่น เพื่อใหเกิดผลดีตอสังคมสวนรวม
ในลักษณะรวมคิดร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เต็มความสามารถ พร้อมทังยอมรับ
ความสามารถรับฟังความคิดเหน็ และเปิดโอกาสให้ผู้อืน่ ได้ใชความสามารถของตนอย่างเตม็ ศักยภาพ เพอ่ื เสริม
สร้างบรรยากาศประชาธิปไตยและการร่วมมือกันในสังคมนาไปสู่การยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภูมิใจ
มาตรฐานท่ี 10 แสวงหาและใชข้อมลู ข่าวสารในการพฒั นา
ความประทับใจของผู้ร่วมงานที่มีตอผู้บริหารองคกรอย่างหนึ่ง คือ ความเป็นผู้รอบรูทันสมัย ทันโลกรู
อย่างกว้างขวางและมองไกล ผู้บริหารมืออาชีพจึงตองติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึนในโลกทุก ๆ ด้าน
จนสามารถสนทนากับผู้อ่ืนด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย และนาข้อมูลข่าวสารต่าง ๆที่ได้รับมาใชในการพัฒนา
งานและผู้ร่วมงาน การตื่นตัว การรับรู และการมีข้อมูลข่าวสารสารสนเทศเหลานี นอกจากเป็นประโยชน
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 16
ต่องานพัฒนาแลว ยังนามาซ่ึงการยอมรับและความรูสึกเชื่อถือของผู้ร่วมงาน อันเป็นเง่ือนไขเบืองตนที่จะ
นาไปสู่การพฒั นาทล่ี กึ ซงึ ต่อเน่ืองตอไป
มาตรฐานที่ 11 เป็นผู้นาและสร้างผ้นู า
ผู้บริหารมืออาชีพสร้างวัฒนธรรมขององคกรด้วยการพูดนา ปฏิบัตินา และจัดระบบงานใหสอดคลอง
กับวัฒนธรรม โดยการใหรางวลั แกผู้ท่ที างานไดส้ าเร็จแลวจนนาไปสู่การพัฒนาตนเอง คดิ ได้เอง ตดั สินใจได้เอง
พัฒนาได้เองของผู้ร่วมงานทกคน ผู้บริหารมืออาชีพจึงตองแสดงออกอย่างชัดเจน และสม่าเสมอเก่ียวกับ
วัฒนธรรมขององคกรเพื่อใหผู้ร่วมงานมีความม่ันใจในการปฏิบัติ จนสามารถเลือกการกระทาที่สอดคลองกับ
วฒั นธรรม แสดงออกและชืน่ ชมได้ดว้ ยตนเอง ผู้บริหารจงึ ตองสร้างความรูสกึ ประสบความสาเร็จใหแกบุคลากร
แตล่ ะคนและทกุ คน นาไปสู่องคกรแหงการเรยี นรูอย่างแทจ้ รงิ จนเกดิ ภาพความเป็นผู้นาในทกุ ระดับ
มาตรฐานท่ี 12 สร้างโอกาสในการพฒั นาได้ทกุ สถานการณ
การพัฒนาองค กรให ก้าวหน้าอย่างย่ังยืนสอดคล องกับความก้ าวหน าของโลกท่ีเปลี่ยนแปล ง ไป
อย่างไม่หยุดยัง ผู้บริหารจาเป็นตองรูเทาทันการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับงานใหทันตอการเปลยี่ นแปลงและ
สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้สอดคลองสมดุลและเสริมสรางซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพ
จึงตองต่นื ตวั อยู่เสมอ มองเหน็ การเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านรวมทังการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และกลาท่ีจะ
ตัดสินใจดาเนินการเพื่อผลในอนาคต อย่างไรก็ตามการรูเทาทันการเปล่ียนแปลงนี ย่อมเป็นส่ิงประกัน
ได้ว่าการเส่ียงในอนาคตจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การที่องค กรปรับได้ทันต อการเปลี่ยนแปลงนี
ยอมเปน็ ผลใหองคกรพัฒนาอย่างยงั่ ยนื สอดคล้องกบั ความกา้ วหนาของโลกตลอดไป
มาตรฐานการปฏิบัติตน
จรรยาบรรณตอตนเอง
1. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพบุคลิกภาพ
และวิสยั ทัศน ใหทนั ตอการพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยูเสมอ
จรรยาบรรณตอวชิ าชีพ
2. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองรัก ศรัทธา ซ่ือสัตยสุจริต และรับผิดชอบตอวิชาชีพ และ
เปน็ สมาชกิ ที่ดขี ององคกรวิชาชีพ
จรรยาบรรณต่อผรู้ บั บริการ
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษาตองรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ สงเสริมใหก้ าลงั ใจแก่ศิษย์และ
ผู้รับบริการตามบทบาทหนาที่โดยเสมอหนา
4. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตองสงเสริมใหเกิดการเรียนรู ทักษะ และนิสัยท่ีถูกตองดีงามแก
ศิษย์และผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหนาทอี่ ย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสทุ ธิใ์ จ
5. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตองประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทังทางกาย วาจา และ
จิตใจ
6. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องไม่กระทาตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ทางกาย สติปัญญา
จิตใจ อารมณและสังคมของศษิ ย์และผู้รับบรกิ าร
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 17
7. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตองใหบริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือ
ยอมรบั ผลประโยชนจากการใชต้ าแหนงหนาที่โดยมิชอบ
จรรยาบรรณต่อผรู้ ว่ มประกอบวชิ าชีพ
8. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงช่วยเหลือเกือกูลซ่ึงกันและกันอย่างสร้างสรรค โดยยึดมั่น
ในระบบคณุ ธรรม สร้างความสามัคคีในหมูคณะ
จรรยาบรรณตอสงั คม
9. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นาในการอนรุ ักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล อม รักษาผลประโยชน ของส วนรวม และยึดม่ัน
ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
หลักธรรมเกีย่ วกบั มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วชิ าชีพ
หลกั ไตรสกิ ขา
ไตรสิกขามาจาก 2 คา คือ คาว่า “ไตร” แปลว่า สาม ส่วน “สิกขา” แปลว่า การศึกษา เมื่อรวมกัน
แล้วแปลว่า สิกขาสาม หรือข้อท่ีจะต้องศึกษาสามประการ หรือข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสาหรับการศึกษา
สามประการ กล่าวคือ ศึกษาในอธิศีล อธิสมาธิ และอธิปัญญา ซึ่งเรียกง่าย ๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
ดังนัน ไตรสิกขา หมายถึง ข้อท่ีจะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติท่ีเป็นหลักสาหรับศึกษา หลักสาหรับฝึกหัดอบรมกาย
วาจา จิตใจ และปัญญารู้แจ้งเห็นจริงไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ป
ยตุ โฺ ต), 2556) การเสริมสร้างคณุ ธรรม - จรยิ ธรรมสาหรับผู้บริหาร นกั บรหิ ารที่ดีควรมีหลักธรรมสาหรับพฒั นา
ตน เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม ได้แก่ ศีล คือ การสารวมระวัง ความประพฤติปฏิบัติ ทางกาย และทางวาจา
ให้เรียบร้อยดีงาม ไม่ประพฤติเบียด เบียนตนเองและผู้อ่ืน สมาธิ คือ การรักษาใจให้ผ่องใสปราศจากกิเลส
นิวรณ์ แล้วให้ตังม่ันอยู่ในอารมณ์เด่ียว และปัญญา คือ การรอบรู้กองสังขารรอบรู้สภาวะธรรมที่ประกอบดว้ ย
ปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร) และท่ีไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง(สังขาร คือ พระนิพาน) และรู้แจ้งเห็นแจ้ง
พระอริยสัจ 4 รวมเป็นผู้มีปัญญาอันเห็นชอบรอบรู้ทางเจริญ ทางเส่ือมแห่งชีวิต ตามท่ีเป็นจริง
การเป็นผู้บรหิ ารสถานศึกษาท่ีดีและประสบความสาเรจ็ ได้นัน นอกจากจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถทางดา้ น
การบริหารงานสถานศึกษาแลว้ ยังต้องเปน็ ผทู้ ีร่ ู้จกั การบริหารงานอย่างมีคุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณ
โดยการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซ่ึงถือเป็นหลักธรรม
ที่จะช่วยส่งเสริมทาให้ผู้บริหารสถานศึกษาเกิดการพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ
โดยมกี ารนาหลักไตรสกิ ขามาประยกุ ตใ์ ช้ ดงั นี
1. ศีล (ความประพฤติทางกาย) กล่าวคือ ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรปฏิบัติตนให้เหมาะสม
กับสถานภาพและเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ รักษาช่ือเสียงและปกป้อง
ศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความรับผิดชอบซ่ือสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และแบบแผน
ของทางราชการ ปฏบิ ัติหนา้ ที่ด้วยความมุ่งมนั่ ตงั ใจ และใชค้ วามรู้ความสามารถในการพัฒนาครูและบุคลากร
ปฏิบัติงานหรือให้บริการอย่างมีคุณภาพ โดยคานึงถึงสิทธิขันพืนฐานของผู้รับบริการ บริหารงาน
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 18
โดยยึดหลักการบริหารกจิ การบ้านเมืองท่ีดี ยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้รว่ มประกอบวิชาชีพ
ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในทางวชิ าการหรือวิชาชีพแก่ชุมชน และเป็นผู้นาในการวางแผนและดาเนินการ
เพอ่ื อนรุ ักษส์ ่ิงแวดลอ้ ม พัฒนาเศรษฐกิจภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นและศลิ ปวัฒนธรรม
2. สมาธิ (การฝึกอบรมทางจิตใจ) กล่าวคือ ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรมีความช่ืนชม
และศรัทธาในคุณค่าของวิชาชีพ ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ ส่งเสริมการ
ปฏิบัติงานโดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ รับฟังความคิดเห็นท่ีมีเหตุผลของศิษย์และผู้รับบริการ มีความรัก ความสามัคคี
และร่วมใจกัน ผนึกกาลังในการพัฒนาการศึกษา ยึดมั่น สนับสนุน และส่งเสริมการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ
3. ปัญญา (ความรู้แจ้ง) กล่าวคือ ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรหม่ันศึกษา ค้นคว้า คิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนาไปใช้ในการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงถึงการพัฒนา
ความรู้และความคิดในวิชาชีพจนเป็นท่ียอมรับหม่ันศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย และนาเสนอผลงาน
ท่เี กยี่ วข้องกับวิชาชีพ เสนอแนวคิด หรอื วธิ ีการทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาวิชาชีพ มีความคิดรเิ ริ่มสร้างสรรค์
ในการบรหิ ารสถานศกึ ษา เพ่ือให้เกดิ การพฒั นาในทกุ ด้านต่อผูร้ ว่ มประกอบวชิ าชีพและจัดกจิ กรรมเพ่ือให้ศิษย์
และผ้รู บั บรกิ ารเกดิ การเรยี นร้แู ละสามารถนาไปปรับใช้กบั การดาเนินชวี ติ ประจาวันของตนเองได้
หลกั ธรรมเก่ยี วกบั มาตรฐานการปฏิบัตงิ านและมาตรฐานการปฏิบัติตน
ซึง่ เปน็ หลักธรรมทีใ่ ช้ในการบริหารตน บริหารคน และบรหิ ารงาน ประกอบดว้ ย หลกั ธรรมดังนี
หลักปาปณิกธรรม 3 เพ่ือการบริหารตน การบริหารเป็นเร่ืองที่เกี่ยวกับคนและงาน เป็นส่ิงท่ีมี
ความสาคญั ต่อการบรหิ าร ผบู้ รหิ าร จงึ เปน็ บุคคลซ่งึ มีอิทธิพลทีจ่ ะทาให้ผู้อ่ืนปฏิบตั ิตามวตั ถปุ ระสงค์และบรรลุ
วัตถุประสงค์นันด้วยกัน เป็นบุคคลที่ทาให้องค์กรมีความก้าวหน้าและบรรลุผลสาเร็จ และการที่จะพัฒนา
องค์กรเพ่ือนาพาไปสู่การมีประสิทธิภาพสูงนันได้ ผู้บริหารต้องมีหลักในการบริหารตนเองเสียก่อน
ซึ่งสิ่งท่ีสาคัญประการหนึ่งคือหลักคุณธรรมของผู้นา ได้แก่ ปาปณิกธรรม 3 โดยท่ีหลัก ปาปณิกธรรมนัน
สามารถนามาปรบั ใชก้ ับผนู้ าได้ ดงั เช่น พระธรรมโกศาจารย์ (2549:38-39) ได้อธิบายรายละเอียด ดังต่อไปนี
1. จักขุมา หมายถึง ปัญญามองการไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจต้องรู้ว่า อนาคต
เศรษฐกิจหรือตลาดจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร สามารถคาดการณ์อนาคตในการดาเนินธุรกิจได้แม่นยา
จากการอาศยั กระบวนการคิดท่รี อบคอบและมีเหตุผลโดยอาจใช้ประสบการณ์ในอดีตร่วม ในการตดั สินใจและ
วางแผนด้วย ซ่ึงคุณลักษณะข้อแรกนีตรงกับภาษาอังกฤษคาว่า Conceptual Skill คือ การชานาญในการใช้
ความคิดหรือทกั ษะทางด้านความคดิ
2. วิธูโร หมายถึง จัดการธุระได้มีความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักการเงินต้องมีความรู้ และ
ความเช่ียวชาญทางการเงินสามารถคานวณอัตราผลตอบแทนต่าง ๆได้หรือเข้าใจในงบการเงิน ท่ีใช้ในการ
ประกอบการตัดสนิ ใจได้ เป็นต้น คณุ ลกั ษณะนีตรงกับคาภาษาองั กฤษคาว่าTechnical Skill คอื ความชานาญ
การด้านเทคนิค หรือ ทักษะทางด้านการปฏิบัตงิ าน
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชพี ของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 19
3. นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคนอ่ืนได้เพราะเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความสามารถ
ในการตดิ ต่อประสานงานให้งานสาเรจ็ ลุลว่ งไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่กาหนด มีความสามารถในการสื่อสาร
สามารถประสานผูกใจคนให้เป็นที่รักของคน คุณลักษณะนีตรงกับคาว่า Human Relation Skill คือ
ความชานาญด้านมนุษยสัมพนั ธ์ หรือทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์
กล่าวโดยสรุปว่า ผู้บริหารหรือนักบริหารจาต้องบริหารตนเองให้มีความเช่ียวชาญชานาญ
การเสียก่อน ทังนีคุณลักษณะทังสามประการนันมีความสาคัญมากน้อยแตกต่างกันขึนอยู่กับระดับ
ของนักบริหาร ถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมคนจานวนมาก
คุณลักษณะข้อท่ี 1 และ 3 มีความสาคัญมาก ส่วนข้อท่ี 2 มีน้อย เพราะเขาสามารถใช้ผู้ใต้บังคับบัญชา
ที่มีความสามารถเฉพาะด้านได้ สาหรับนักบริหารระดับกลางคุณลักษณะทัง 3 ข้อ มีความสาคัญพอๆ กัน
คอื ตอ้ งมีความชานาญเฉพาะด้านและมนษุ ย์สัมพันธ์ท่ีดีต่อเพื่อนรว่ มงานและผู้ใต้บังคับบญั ชา ในขณะเดียวกัน
ต้องมองภาพกว้างและไกล เพ่ือเตรียมตัวสาหรับเป็นนักบริหารระดับสูง นอกจากนันต้องมีความสามารถ
ในการสื่อสารประสานงานในการถ่ายทอดนโยบายและยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับสูงมาสู่การปฏิบัติ
ในผู้บริหารและพนักงานระดับล่างและนาผลการดาเนินงานท่ีได้จากการปฏิบัติงานมาสรุปและนาเสนอ
ตอ่ ผู้บริหารระดับสงู
หลักสังคหวัตถุธรรม เพ่ือการบริหารคน ในยุคท่ีมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ
นวัตกรรมไปอย่างรวดเร็วสังคม การทางานในปัจจุบันจึงประกอบด้วยปัจจัยหลายด้านท่ีมีอิทธิพล
ต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานในองค์กร ซึ่งปัจจัยประการหน่ึงที่สาคัญต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานในองค์กร
ของบุคคล คือ ผู้บริหารที่มีความสามารถนาองค์กรไปสู่ความสาเร็จ นอกจากความสามารถความเชี่ยวชาญ
ในกิจการงานต่าง ๆแลว้ ผบู้ รหิ ารยงั ต้องมคี วามเสมอภาค การให้ความมั่นคงในงานแก่บุคลากร ความยุติธรรม
ที่เป็นหลักปฏิบัติในการบริหารงานบุคคล และการเสริมสร้างจริยธรรมและคุณธรรม ซ่ึงสอดคล้องกับคาสอน
ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องของหลักการสงเคราะห์เกือกูลซ่ึงกันและกัน หลักการยึดเหน่ียวนาใจ
ผู้อ่ืนนัน คือ สังคหวัตถุธรรม ซึ่งพระมหาบุญเพียร ปุญฺญวิริโย (2539:119) ได้ให้ความหมายและองค์ประกอบ
ของสังคหวัตถุธรรม หมายถึง หลักธรรมท่ีเป็นเครื่องยึดเหน่ียวนาใจ ของผู้อ่ืน ผูกไมตรีเอือเฟื้อ เกือกูล
หรอื เปน็ หลักการสงเคราะหซ์ ่ึงกันและกัน มอี ยู่ 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. ทาน คือ การให้ปัน เอือเฟื้อเผ่ือแผ่ การเสียสละ แบ่งปัน ช่วยสงเคราะห์ตลอดจนให้ ความรู้
ความเขา้ ใจ และศลิ ปวิทยาเพ่อื ประโยชนแ์ กบ่ คุ คลอนื่ คุณธรรมข้อนีจะชว่ ยใหไ้ ม่เปน็ คนเหน็ แก่ตัว
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคาสุภาพที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ แนะนาในสิ่ง
ที่เป็นประโยชน์มีเหตุมีผล ชักจูงในทางที่ดีงาม แสดงความเห็นอกเห็นใจ เป็นกาลังใจ รู้จักพูดให้เกิด
ความเข้าใจอันดีสมานสามัคคี เกิดไมตรีทาให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกือกูลกัน ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว
พดู ในส่ิงที่เปน็ ประโยชนเ์ หมาะสาหรับกาลเทศะ
3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโย ชน์แก่ผู้อ่ืน
ให้ความช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายกิจการต่าง ๆ บาเพ็ญสาธารณประโยชน์รวมทังช่วยแก้ไขปัญหา
และช่วยปรับปรุงสง่ เสรมิ ในด้านจริยธรรม
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บริหารสถานศึกษา 20
4. สมานัตตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่าเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย
ให้ความเสมอภาค ปฏบิ ตั สิ มา่ เสมอกันตอ่ คนทงั หลาย ไมเ่ อาเปรียบ ร่วมทกุ ขร์ ว่ มสุข ร่วมรบั รูร้ ว่ ม แก้ไขปัญหา
เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน คุณธรรมข้อนีจะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่น ไม่โลเล รวมทังยังเป็น
การสร้างความนิยมและไวว้ างใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย
หลักอิทธิบาท 4 เพื่อการบริหารงาน การทางานท่ีจะให้ประสบความสาเร็จนันต้องอาศัย
องค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย แต่ส่ิงท่ีสาคัญและขาดไม่ได้คือ คุณธรรม สาหรับผู้บริหารในการบริหารงาน
ต้องมีการส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานให้ได้ใช้ศักยภาพท่ีมีในการทางานอย่างเต็มท่ี บุคคลจานวนมากที่ทางาน
แล้วไมป่ ระสบความ สาเรจ็ และทางานแล้วไม่มปี ระสิทธภิ าพ เพราะสงิ่ ทข่ี าดไปนัน่ คือ การนาหลกั ธรรมมาใช้
สนับสนุนในการทางาน ซึ่งหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับการทางานในพระพุทธศาสนา เรียกว่า อิทธิบาท 4
หลักแห่งความสาเร็จ หลักธรรมนีเป็นคุณธรรมท่ีส่งเสริมให้เกิดความสาเร็จในการทางาน ในขณะเดียวกัน
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (2551:92) ได้กล่าวถึง การทางานให้ประสบความสาเร็จตามแนวพุทธศาสนา
พระพุทธเจา้ ทรงแนะให้ปฏบิ ัติตามหลักอิทธบิ าท 4 อทิ ธบิ าท แปลว่า หลักพนื ฐานแหง่ ความสาเรจ็ หรอื ทางสู่
ความสาเร็จ มีองค์ประกอบ 4 ประการ คอื
1. ฉันทะ คือ มใี จรกั ทางานด้วยใจรกั งาน
2. วิรยิ ะ คอื พากเพียรทา รกั แลว้ ตอ้ งขยัน ความขยันคือ ภาคปฏบิ ตั ิการของความรัก ความรักในงาน
จะทาให้เรารู้ว่าควรทางานอะไร ส่วนความขยันจะทาให้งานนันก้าวไปสู่ความสาเร็จ การทางานถ้าขาด
ความขยัน ความชานาญกจ็ ะไม่เกดิ
3. จิตตะ คือ จดจาจ่อจิต หมายความวา่ ทาอะไรก็ตามให้เจาะลงไป ปักใจลงไปในสงิ่ นัน อย่างลึกซงึ
อย่างมุ่งมั่น อย่างจริงจัง และอย่างทุ่มเท ใครก็ตามท่ีทางานด้วยการเอาใจจดจ่ออยู่กับงานนัน คนนัน
จะประสบความสาเร็จ
4. วมิ งั สา คอื วนิ ิจวจิ ยั ได้แก่ การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ สร้างสรรค์ พฒั นานัน่ เอง เมือ่ เราทางานอะไร
ก็ตามให้พินิจพิเคราะห์ สร้างสรรค์พัฒนา พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างของนักวิจัยชันยอดของโลก
พระองค์ทรงสามารถสร้างปัญญาขึนมาใหม่จากเหตุการณ์ท่ีคนทังหลายมองไม่เห็นวา่ เป็นทางมาของปัญญาได้
อย่างไร หากเราจาพุทธประวัติได้ก็จะพบว่าสาเหตุท่ีทาให้พระพุทธเจ้าแต่เมื่อยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
เสด็จออกผนวช ก็เป็นเพราะวา่ พระองคท์ รงรจู้ ักใชป้ ัญญาในเชิงสร้างสรรค์อนั ได้แก่ การรจู้ ักคดิ เชงิ วเิ คราะห์
หลักสารณียธรรม หมายถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ทาให้เป็นที่รัก
ทาให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพ่ือความสามัคคีกัน เพ่ือความเป็น
อันเดียวกนั
1. เมตตากายกรรม หมายถึง การตังมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทังหลาย ทังต่อหน้าและ
ลับหลงั
2. เมตตาวจีกรรม หมายถึง การตังม่ันเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารี ทังหลายทังต่อหน้าและ
ลบั หลงั
เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 21
3. เมตตามโนกรรม หมายถึง การตังม่ันเมตตามโนกรรมในเพ่ือน พรหมจารีทังหลายทังต่อหน้าและ
ลบั หลงั
4. สาธารณโภคิตา หมายถงึ การบริโภคโดยไม่แบ่งแยก
5. สลี สามญั ญตา หมายถงึ การมีศีลทไี่ มข่ าด ไม่ทะลุ ไมด่ ่าง ไมพ่ ร้อย
6. ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง การ มีอริยทิฏฐิในอริยมรรคอันเป็นธรรมเคร่ืองนาออก เพ่ือความสิน
ทกุ ข์ โดยชอบแกผ่ ทู้ าตามเสมอกันกับเพ่อื น
หลักสัปปุริสธรรม คือ คุณธรรมคุณงามความดีเป็นตัวคอยกาหนดให้ผู้บริหารในฐานะเป็นหัวหน้า
ต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาสมควรต้องกระทาตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลากรอื่นและจะต้องบังคับใจ
ตนเองให้อยูใ่ นกรอบของศลี ธรรมอันดงี าม
1. ธมั มัญญุตา รู้หลักการ เมื่อดารงตาแหน่งมฐี านะหรือจะทาอะไรกต็ ามต้องรู้หลกั การรู้งานรู้หนา้ ท่ี
2. อตั ถัญญุตา รู้จดุ หมาย ผูน้ าถ้าไมร่ จู้ ดุ หมายก็ไมร่ ูว้ ่าจะนาคนและกิจการไปในทิศทางใด
3. อัตตัญญุตา รู้ตนคือต้อง รู้ว่าตนเองคือใครมีภาวะเป็นอะไรอยู่ในสถานะใดมีคุณสมบัติ
มีความพร้อมมคี วาม ถนดั สตปิ ญั ญาความสามารถอยา่ งไร
4. มัตตัญญุตา รู้ประมาณคือ รู้จักความพอดี หมายความว่า ต้องรู้จักขอบเขตขีดขันความพอเหมาะ
ทีจ่ ะจัดทาในเรื่องตา่ งๆ
5. กาลัญญตุ า ร้กู าลคือ รู้จักเวลา ร้จู ักการวางแผนงาน
6. ปริสญั ญตุ า รู้ชมุ ชนคอื รูส้ ังคมเพือ่ สนองความตอ้ งการได้ถูกต้องหรอื แก้ไขปัญหา ได้ตรงจุด
7. ปุคคลัญุตา รู้บุคคลคือ รู้จักบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ร่วมงานเพื่อการปฏิบัติได้ถูกต้อง
เหมาะสม
ดังนัน เม่ือก้าวเข้าสศู่ ตวรรษท่ี 21 ผบู้ ริหารไมว่ า่ จะองคก์ รประเภทใดหรือระดับใดก็ตาม จะตอ้ งเผชิญ
กับการเปล่ียนแปลงอย่างรุนแรง อันเป็นผลท่ีเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โลกข้อมูลข่าวสาร
ภาวการณ์แข่งขันท่ีไร้พรมแดน ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและภาวะท่ีมีทรัพยากรจากัด ผู้บริหารจึงต้องเป็นผู้
มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการกระตุ้นให้บุคลากรในองค์กรได้ใช้ ศักยภาพ ทางานให้เกิดผลสูงสุด เพ่ิมพูน
ความรู้ ทักษะ ความสามารถ สร้างพันธมิตรทังภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งบุคลากรในองค์กรนัน
ถือเป็นปัจจัยที่สาคัญที่สุดในการปฏิบัติงาน องค์กรจะประสบความสาเร็จบรรลุตามเป้าหมาย
หรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้นัน ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยกันทางานของบุคลากรหรือคนงานท่ีทางาน
ในองค์กร ดัง่ ที่พระพทุ ธเจา้ ทรงตรัสวา่ “รถมา้ แลน่ ไปไดเ้ พราะมลี ม่ิ สลกั คอยตรึงส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของรถม้า
เข้าดว้ ยกนั ฉนั ใด คนในสงั คมกฉ็ ันนัน”
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชีพของผู้บริหารสถานศกึ ษา 22
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พุทธศักราช 2542 . กรงุ เทพมหานคร:
สยามสปอรตซ์ ินดิเคท.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (ฉบับที่ 2) และท่ี
แก้ไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช 2545. กรงุ เทพมหานคร: สยามสปอรตซ์ นิ ดเิ ค
ปานใจ ธารทัศนวงศ์ และศริ ิพร ศกั ด์ิบุญรัตน์. (2564). แบบเรยี นออนไลนแ์ บบเปิดเพ่ือมหาชน (MOOCs) เพื่อ
การศึกษาไทยหลงั การแพร่ระบาดของโรคติดเชอื ไวรัสโคโรนา 2019. วารสารครุ ุสภาวทิ ยาจารย.์
2(1). 17-21
มั มา รธนิธย.์ (2553). หลักทฤษฎีและปฏบิ ัติการบริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร: ข้าวฟ่าง
สานักงานคณะกรรมการข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา. (2556). พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบ
ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์สานักงาน
คณะกรรมการส่งเสรมิ สวัสดิการและสวัสดภิ าพครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา.
สานักงานเลขาธิการคุรสุ ภา. (2546). พระราชบญั ญัติสภาครูและบุคลากรทางการศกึ ษา 2546.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ครุ ุสภาลาดพร้าว.
สานักงานเลขาธกิ ารครุ สุ ภา. (2548). มาตรฐานวชิ าชีพทางการศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พค์ ุรสุ ภา
ลาดพรา้ ว.
สานกั งานเลขาธิการคุรุสภา. (2548). หลักสูตรการพัฒนาผู้บรหิ ารสถานศึกษาใหม้ ีคุณภาพตามมาตรฐาน
และจรรยาบรรณของวชิ าชีพ. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พเ์ ดอื นตุลา.
สานักงานเลขาธิการครุ ุสภา. (2549). คูม่ ือการประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
ครุ ุสภาลาดพรา้ ว.
สานกั งานเลขาธิการคุรุสภา. (2563). แผนปฏบิ ตั กิ ารดจิ ิทัลสานักงานเลขาธกิ ารครุ สุ ภา. กรุงเทพมหานคร:
สานกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา.
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2561). มาตรฐานการศกึ ษาของชาติ พ.ศ. 2561. กรงุ เทพมหานคร: 21
เซน็ จรู ่.ี
ไกรฤกษ์ ศลิ าคม. (2557). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา จรยิ ธรรมกับชีวิต. อุดรธาน:ี สานกั วชิ าศึกษา
ทวั่ ไป มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธาน.ี
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตโฺ ต). (2549). พทุ ธวิธีการบรหิ าร. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลยั .
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2538). พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบบั ประมวลศัพท.์ กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาจุฬาลงกรณ์ราชวทิ ยาลัย.
เกณฑ์มาตรฐานวชิ าชีพของผู้บรหิ ารสถานศึกษา 23
พระมหาบุญเพียร ปุญฺญวิริโย. (2539). แนวคิดและวิธกี ารขัดเกลาทางสงั คมในสถาบนั ครอบครัว ตามแนว
พระพทุ ธศาสนา. วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต. บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราช
วทิ ยาลยั .
พระมหาวุฒชิ ยั วชิรเมธ.ี (2551). คนสาราญ งานสาเรจ็ . พิมพ์ครงั ที่ 14. กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพ์อมริ
นทร
Boydell, T. (1985). Management self-development: A guide for managers, organizations
and institution. Geneva: International Laboure Office