รายงานการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการในช้นั เรยี น
เรื่อง
การพัฒนาความสามารถการเขยี นสะกดคำศัพท์ภาษาองั กฤษโดยใชเ้ กม
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบ้านทางตรง
โดย
นางชลธิชา ศรเี ทพ
โรงเรยี นบ้านทางตรง
ปีการศึกษา 2563
รายงานการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการในชน้ั เรยี น
เรอ่ื ง
การพฒั นาความสามารถการเขยี นสะกดคำศัพทภ์ าษาองั กฤษโดยใชเ้ กม
ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนบา้ นทางตรง
The Development of English Vocabulary Spelling Ability via Game
to Improve Grade 2 Student’s spelling of Bantangtrong School
โดย
นางชลธิชา ศรเี ทพ
โรงเรียนบ้านทางตรง
ปีการศกึ ษา 2563
บทคดั ย่อ
รายงานวิจัยเชงิ ปฏิบัตกิ ารในช้นั เรยี นน้ี มวี ัตถปุ ระสงค์ เพื่อเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์การเขยี นสะกด
คำศัพทภ์ าษาอังกฤษระหวา่ งกอ่ นและหลงั การใช้เกมเพอ่ื พัฒนาความสามารถในการเขียนคำศัพทภ์ าษาองั กฤษ
ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นบ้านทางตรง
กลุม่ เปา้ หมายทใ่ี ช้ในการวิจยั คือนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ท่กี ำลงั ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2563 โรงเรียนบา้ นทางตรง โดยวิธีการเลือกจากการสุ่มอยา่ งง่ายจากนกั เรยี นท้ังหมด 6 ระดับช้ัน
สมุ่ มา 1 ระดับชัน้ คือนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 จำนวนทัง้ ส้ิน 14 คน เครอื่ งมือที่ใชใ้ นการวิจัย ได้แก่
1. แผนการสอนการพฒั นาการเขยี นสะกดคำศัพทภ์ าษาองั กฤษโดยใชเ้ กม จำนวน 4 แผน แผน
ละ 3 ชัว่ โมงต่อสปั ดาห์ รวมทั้งสิ้น 4 สัปดาห์
2. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธก์ิ ารพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อน-หลงั เรียน 1
ฉบับซงึ่ เปน็ ข้อสอบปรนัยชนิด 3 ตัวเลือก 20 ข้อ และแบบปรนยั จำนวน 10 ข้อ
ผลการศึกษาพบวา่ นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 จำนวนทง้ั 14 คน มีคะแนนทกั ษะการเขียนสะกด
คำศัพทภ์ าษาอังกฤษจากการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยใชเ้ กม ผ่านเกณฑ์และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสงู
กว่าคะแนนเฉลยี่ ก่อนเรียนจำนวน 8.71 คะแนน หรอื ร้อยละ 29
ABSTRACT
Research Title: The Development of English Vocabulary Spelling Ability via Game
Author: to Improve Grade 2 Student’s spelling of Bantangtrong School
Mrs. Cholthicha Srithep
The purpose of this research were to compare the achievement and scores obtained
before and after using games, studied the effectiveness of using games. The sample group
was 14 students of Prathomsuksa 2 student of 2/2020 semester at Bantangtrong School.
They were selected by sample random sampling. Research tools include lesson plans,
academic achievement test and test the effectiveness of the English vocabulary written
spelling.
The results showed that the achievement average score of post-test was higher than
pre-test about 8.71 scores or 29%
สารบัญ หนา้
(1)
บทที่ (2)
บทคัดย่อ (3)
สารบัญ 1
บัญชีตาราง 1
บทที่ 1 บทนำ 3
3
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา 3
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 3
ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ 4
ขอบเขตของการวจิ ัย 4
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 5
ตวั แปรการศึกษา 6
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั 10
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง 13
เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกบั การสอนคำศัพท์ 20
เอกสารท่ีเก่ียวข้องกบั การเขียนสะกดคำ 21
เอกสารที่เกย่ี วข้องกับการเขยี นสะกดคำโดยใช้เกม 23
เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั ขอ้ สอบปรนยั 23
งานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง 23
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย 28
กล่มุ เป้าหมายการวจิ ยั 28
เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจัย 29
การเก็บรวบรวมข้อมูล 29
การวิเคราะห์ และนำเสนอขอ้ มูล 30
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 32
ตอนท่ี 1 ข้อมูลพนื้ ฐานของกลมุ่ เป้าหมายการวจิ ยั 32
ตอนท่ี 2 ผลการวิจยั
บทที่ 5 สรปุ ผลการวิจยั อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย
สารบญั (ตอ่ ) 32
33
อภปิ รายผล 33
ข้อเสนอแนะ 33
- ข้อเสนอแนะเพ่ือการสอน 34
- ข้อเสนอแนะเพ่อื การวจิ ยั
บรรณานกุ รม
บญั ชีตาราง หนา้
29
ตาราง 30
1. ตารางแสดงรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่าง
2. ตารางแสดงคะแนนผลสัมฤทธ์ิกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
ทกั ษะการเขยี นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ได้รบั การสอนโดยใชเ้ กม
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
การเรียนการสอนภาษาตา่ งประเทศในประเทศไทยปัจจุบันเป็นแนวการสอนเพอื่ การสื่อสาร
(Communicative Approach) ซึง่ มงุ่ เน้นการสร้างและการพฒั นาทักษะ 4 ด้านขนึ้ ในตัวผเู้ รยี นซึง่ ไดแ้ ก่
ทักษะการฟัง พดู อา่ นและเขียนเพ่อื ประโยชน์ในการสื่อสาร ซึ่งในการเรียนการสอนนั้น ความรู้เร่อื งศัพทม์ ี
ความสัมพันธ์กับทกั ษะทั้ง 4 ด้าน การทจ่ี ะเรยี นรภู้ าษาอังกฤษไดด้ ีน้ัน นักเรยี นที่รคู้ ำศัพท์มากและจำได้แมน่
สามารถนำไปใชไ้ ด้อย่างถูกต้องย่อมเรยี นได้ผลดี ซ่งึ สอดคล้องกับเสาวลกั ษณ์ รตั นวิชช์ (2540 : 39) ซ่ึงได้ทำ
วิจยั เร่อื งความสมั พนั ธ์ระหว่างความเขา้ ใจไวยากรณ์และคำศพั ท์กับความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของ
นกั เรยี นชั้น มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 และพบว่าถา้ นักเรยี นได้คะแนนคำศัพท์สงู จะได้คะแนนการอ่านสูงด้วย และ
สอดคล้องกบั รงุ่ รตั น์ ศรีไพร (2540 : 93) ท่ีกลา่ วว่าในการพฒั นาทักษะการอา่ นภาษาอังกฤษซ่ึงเปน็
ภาษาตา่ งประเทศสิ่งสำคัญคือการพัฒนาความคิดรวบยอดเก่ียวกบั คำศพั ทต์ ่างๆทเ่ี กย่ี วข้อง นอกจากนี้คำศัพท์
ยงั มคี วามสำคัญและความสมั พันธ์เก่ยี วขอ้ งกับการฟัง การพดู และการเขียนดว้ ย ในด้านการฟัง และการพูด ถา้
นักเรยี นไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ก็จะฟัง ไมร่ ู้เรื่อง จับใจความไม่ได้ ใช้คำผดิ ความหมาย ทำให้การ
ส่อื สารไมป่ ระสบผลสำเรจ็ สว่ นในด้านการเขียนนัน นกั เรียนจะเขยี นสะกดคำไม่ถกู ต้อง และเขยี นไม่ได้
ใจความชัดเจน กลา่ วคือถ้านักเรยี นไม่มีความแมน่ ยำหรอื ไมม่ คี วามรูเ้ กย่ี วกบั คำศัพทแ์ ล้วนกั เรียนจะเรยี น
ภาษาให้ไดด้ ีทง้ั การฟัง การพูด การอ่าน และการเขยี นได้ยาก
ความร้เู รื่องคำศัพท์จงึ เป็นเรื่องสำคัญในการเรียนภาษา ดังทีน่ ้ำทพิ ย์ นำเพชร (2541: 65) กล่าวว่าถา้
นักเรยี นคนใดมกี ารพัฒนาการทางภาษาไดด้ ีมาต้ังแตเ่ ด็ก คือรู้คำศัพท์มากพอเหมาะกบั วัยของตน สามารถนำ
คำศัพท์ไปใช้ได้อยา่ งถูกต้อง นักเรียนคนนนั้ จะเข้าใจความคดิ ของผู้อื่นและส่งิ แวดล้อมจนสามารถสื่อ
ความหมาย หรอื แสดงความต้องการของตนให้ผอู้ ่นื เขา้ ใจได้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ กนิษฐา ระเวช (2543 : 87)
ท่กี ลา่ วว่าการสอนคำศัพทม์ ีความจำเปน็ มากในการเรียนรภู้ าษา เพราะคำศัพทจ์ ะเปน็ จดุ เริ่มต้นในการพัฒนา
ทกั ษะการพดู การฟงั การอ่าน และการเขียน ทงั้ น้ีเปน็ เพราะคำศพั ทเ์ ปน็ หนว่ ยหนง่ึ ในโครงสร้างของภาษาท่ี
เปน็ พ้นื ฐานของการเรยี นภาษาทผ่ี ูเ้ รียนจะนำมาสร้างเปน็ วลี หรือประโยค
ในการเรียนการสอนภาษาองั กฤษท้งั 4 ทักษะน้นั การเขียนนับเป็นการสอ่ื สารท่ีมวี ธิ กี ารท่ีซบั ซอ้ นกว่า
ทกั ษะอื่น เพราะผู้ทสี่ ามารถฟัง พูดอา่ น ได้ดีจึงจะช่วยใหส้ ามารถถา่ ยทอดความเข้าใจ ความรู้สึกนึกคดิ และ
จนิ ตนาการออกมาทางการเขียนเพ่ือส่ือความหมายให้ผ้อู น่ื เข้าใจ ทักษะการเขยี นจึงเป็นเคร่อื งมือในการสื่อ
ความหมายท่ีคงทนถาวรเป็นหลกั ฐานท่ีดกี ว่าทักษะอื่น (จุไร วรศกั ดโิ์ ยธิน. 2520 : 3) ฉะนั้นผูเ้ ขยี นจึงต้อง
พยายามเขียนคำใหถ้ กู ต้อง ใช้ภาษาทถ่ี ูกตอ้ งเพ่ือสอื่ ความหมายให้ผู้อื่นเขา้ ใจ จงึ จะเรียกได้ว่าเปน็ การเขยี นท่ีมี
ประสิทธิภาพ ในการเขยี นนอกจากต้องคำนึงถงึ เนื้อความตามวัตถุประสงค์ สำนวนท่สี ละสลวยถกู ต้องตาม
หลักภาษาแลว้ ยังต้องคำนึงถึงการสะกดคำด้วย (สาลินี ภตู ิกนษิ ฐ.์ 2530 : 1) เพราะการเขยี นสะกดคำที่
2
ถกู ต้องนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเขา้ ใจได้ง่าย และรวดเร็วแล้วยังช่วยใหผ้ ู้เขยี นเกดิ ความมั่นใจในตนเองทุกครงั้ ท่ี
เขยี น เจมส์ ลูนเบริ ์ก (Luneburg 1959: 179) กล่าววา่ การสะกดคำจัดว่าเป็นหนงึ่ ในรายละเอียดทม่ี ีบทบาท
ในชีวติ ประจำวนั การสะกดคำผดิ จะลดประสิทธภิ าพของการเขียนลงปัจจุบนั มีแนวโนม้ ท่ีจะพจิ ารณากำหนด
หรอื ตดั สินระดบั คุณภาพของการศกึ ษาของบุคคลจากอัตราความถูกต้องในการสะกดคำของบุคคลน้นั
ความสําคญั และปญหาของคําศพั ทและการเขยี นสะกดคำศัพท์ที่กลาวมาขางตน ทําใหมผี ูศกึ ษาป
ญหาตางๆเพ่ือนาํ มาปรบั ปรุงในการสอนคําศัพทไว เชน ประนอม สรุ สั วดี (2539 : 32) ไดใหความคิดเห็นว
าการ เรียนการสอนภาษาอังกฤษนนั้ ครูผู้สอนนาจะทําใหการเรยี นการสอนสนกุ สนาน เพราะภาษาเปนสงิ่ ท่ี
เกย่ี วของกับชวี ิตจรงิ กิจกรรมทางภาษาจงึ ควรเปนกิจกรรมทีเ่ คลอื่ นไหวเปนเรื่องราวของการมีสวนรวมและ
สมมตุ ิสถานการณ ครูจึงควรใชกิจกรรมเพื่อชักจูงใหเด็กนักเรยี นอยางสนุกสนานไปพรอมๆ กับการเรียนรู ซง่ึ
นําไปสูการนําภาษาไปใชอยางไดผลน่ันคอื การใชกิจกรรมเกม เพราะเกมทําให นกั เรยี น เรียนอยางสนกุ สนาน
นักเรยี นทุกคนท่ีมสี วนรวมในกจิ กรรมท่ีครูจัดขน้ึ เปนการชวยเสรมิ การ เรียนรูในเรื่องของคําศัพทไดเปนอยางดี
สอดคลองกับสันติ แสงสุข (2541 : 1) และ Johnson (2001 : 76-161) ซ่งึ ไดทําการวจิ ัยพบวา การสราง
ความจําในการเรียนคําศัพทใหไดผลนั้น ครูควร จดั การเรยี นการสอนใหอยูในรปู ของเกมเพราะจะทําใหการ
เรยี นสนุกย่ิงขึน้ เชนเดียวกบั ดิกเกอรสนั 3 (Diskerson. 1976 : 6454-A) ไดทําการวิจัยเปรียบเทียบการจาํ
คําศัพทของนักเรียนในระดบั หนึ่ง โดยใชเกมการเคล่ือนไหว เกมเฉื่อยและกิจกรรมปกติ เปนสอ่ื การสอนในแต
ละกลุม โดยกลุมเกมการ เคลื่อนไหวเปนการเลนเกมที่ตองเคล่ือนไหวสวนตางๆ ของรางกาย กลุมเกมเฉ่ือยเป
นการเลนทใ่ี ช บัตรคํา และกระดานคาํ สวนกลุมกิจกรรมปกตใิ ชสมดุ แบบฝกหดั ผลการวจิ ัยพบวา กลุมเกม
เคลือ่ นไหวไดรับสมั ฤทธ์ิผลสงู กวาอีกสองกลุม และกลุมเกมเฉือ่ ยไดรับผลสมั ฤทธส์ิ ูงกวากิจกรรมปกติ
จากการทผ่ี ู้วจิ ยั ได้สอนท่ีโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา (ฝา่ ยมธั ยม) ระดับชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 และได้จดั ให้มีการเขียนตามคำบอก (Dictation) เพ่อื เปน็ การนำเขา้ สู่บทเรยี นในทุกๆคาบ
ผวู้ จิ ยั พบวา่ นักเรยี นเขยี นคำศัพทผ์ ดิ หลายคำ บางคำเขียนตัวสะกดผิด บางคำเขยี นสระผิด และจากการสงั เกต
เพิ่มเติมพบวา่ นกั เรียนบางคนเขยี นภาษาไทยกำกบั ไวใต้คำ เวลาอา่ นนักเรียนก็มกั จะอ่านภาษาไทยแทน
ภาษาองั กฤษ สง่ ผลให้นักเรียนไม่สามารถอ่านคำน้ันไดจ้ รงิ สงั เกตได้วา่ ผู้เรยี นท่ีอา่ นคำได้อยา่ งถูกต้องดว้ ย
ความเขา้ ใจนัน้ เปน็ ผู้ทส่ี ะกดคำ ซ่งึ เม่ือสะกดคำเป็น สามารถอา่ นคำได้ ก็จะสามารถเขยี นคำได้ ตามลำดบั
ดงั น้นั การสะกดคำจึงเปน็ พน้ื ฐานสำคญั และมีความจำเปน็ อย่างยิง่ ที่ครตู ้องวางรากฐานใหน้ กั เรียนเขา้ ใจอย่าง
ถอ่ งแท้ รวมถึงสามารถนำไปประยุกตใ์ ช้ไดอ้ ย่างถูกต้อง สำหรบั นักเรยี นท่สี ะกดคำภาษาอังกฤษไมเ่ ป็นนัน้ มี
ผลทำใหท้ กั ษะการเรยี นภาษาองั กฤษด้านอืน่ ๆ ไม่บรรลุเปา้ ประสงค์ทางการศึกษาดว้ ย อีกทง้ั อาจนำไปสู่ความ
ล้มเหลวในการเรียนการสอน ซง่ึ แสดงให้เห็นจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นท่ีตกต่ำของนักเรยี นที่มีจุดอ่อนใน
เรื่องของการสะกดคำ ซึ่งแสดงให้เห็นจากผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนทีต่ กต่ำของนักเรยี นที่มีจุดออ่ นในเร่ืองของ
การสะกดคำ ดังนัน้ การเรยี นการสอนภาษาอังกฤษนนั้ ครูผู้สอนนา่ จะทำใหก้ ารเรยี นการสอนสนุกสนาน เพราะ
ภาษาเปน็ สงิ่ เดยี วทเ่ี กย่ี วข้องกับชีวิตจริง กิจกรรมทางภาษาจงึ ควรเป็นกิจกรรมทเ่ี คลื่อนไหวเปน็ เรือ่ งราวของ
การมสี ่วนร่วมและสมมติสถานการณ์ ครจู ึงควรใช้กิจกรรมเพือ่ ชกั จงู ใหเ้ ด็กนักเรยี นสนกุ สนานไปพร้อมๆกับ
3
การเรยี นรู้ ซง่ึ นำไปสู่การนำภาษาไปใชอ้ ยา่ งได้ผล นนั้ คือ การใช้กิจกรรมเกม เพราะเกมทำให้นกั เรียน เรียน
อย่างสนุกสนาน นกั กเรียนทุกคนทีม่ ีส่วนรว่ มในกจิ กรรมท่ีครูจดั ขนึ้ เป็นการชว่ ยเสรมิ การเรยี นรูใ้ นเรือ่ งของ
คำศัพทไ์ ด้เปน็ อยา่ งดี (ประนอม สุรสั วดี. 2539: 32)
จากความสำคัญของสภาพปัญหาและวรรณกรรมที่ทบทวนมา ผวู้ จิ ัยจงึ มคี วามสนใจทำการศึกษาเร่ือง
การสอนเขยี นสะกดคำโดยใชเ้ กมจะทำใหน้ กั เรยี นสนกุ สนาน เพลิดเพลิน อยากรู้ อยากเรียน โดยเฉพาะอยา่ ง
ย่ิง จะทำใหน้ ักเรยี นได้เรียนรู้คำศัพทแ์ ละสามารถเขียนคำศพั ท์ต่างๆได้มากขึน้ จดจำคำศัพท์ไดด้ แี ละสามารถ
นำไปใช้ได้ทัง้ ในการฟัง พดู อ่าน และเขยี น
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพ่ือเปรียบเทยี บความสามารถการเขยี นคำศัพท์ภาษาองั กฤษระหว่างก่อนและหลงั การใชเ้ กมโดย
ใชแ้ บบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์กิ ่อนเรยี นและหลงั เรียน
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
2. นกั เรยี นสามารถเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษไดแ้ ละนำไปใช้เพ่ือสือ่ สารได้อย่างถูกต้อง
3. เกิดแนวการสอนที่พัฒนาทั้งความรู้ด้านการเขยี นสะกดคำศัพท์และสร้างบรรยากาศในช้นั เรียนให้
ไมน่ า่ เบื่อ
ขอบเขตการวจิ ยั
1. ขอบเขตดา้ นประชากร คือ นักเรียนกลมุ่ เป้าหมายชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 จำนวน 14 คน
2. ขอบเขตด้านเน้อื หา สาระการเรียนรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง On the farm
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 2 เร่อื ง Nice weather
- แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรือ่ ง Play days
- ขอบเขตด้านเวลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม
ระยะเวลา 3 ชัว่ โมงต่อสปั ดาห์รวมทั้งส้ิน 4 สัปดาห์
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
1. ความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง การเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้
อย่างถูกต้อง สามารถกำหนดตัวอักษรหรือสัญลักษณ์แทนเสียง สามารถถ่ายทอดความคิดออกม าเป็น
ตวั หนังสือและผอู้ ่านสามารถเขา้ ใจได้ สามารถเขียนเรียงพยัญชนะ สระ ตวั สะกดเรยี บเรียงเปน็ คำไดถ้ ูกต้อง
2. เกม หมายถึง กิจกรรมที่จัดอยู่ในรูปของการเล่นหรือแขง่ ขันอย่างมกี ฎเกณฑ์ในแต่ละเกมกำหนดจุ
มุ่งหมาย จำนวนผู้เล่น อุปกรณ์ วิธีการเล่น กติกา เวลา เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำศัพท์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีด้วยกันทั้งหมด 4 เกม ดังนี้ เกมบิงโกคำศัพท์, เกมสร้างคำศัพท์, เกมลูกโซ่, เกม
Hangman ซึ่งเป็นเกมเกี่ยวกับการสะกดคำศัพท์ทั้งสิ้น โดยผู้วิจัยจะนำมาใช้ในขั้นสรุปบทเรียนเพื่อทบทวน
คำศพั ท์หลงั จากเรยี นจบแต่ละบท
4
3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิการเขียนสะกดคำศัพท์ หมายถึง ข้อสอบทใี่ ช้วัดทักษะในการเขยี นสะกด
คำศัพทภ์ าษาอังกฤษ เพอ่ื ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน เป็นปรนยั 20 ข้อและอัตนยั 10 ข้อ
4. นกั เรียน หมายถึง กลุ่มตวั อยา่ งที่ได้จากการส่มุ อยา่ งงา่ ยจากนักเรียนทั้งหมด 6 ระดับชน้ั ส่มุ มา 1
ระดบั ชนั้ ซงึ่ กค็ ือนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2
ตัวแปรการศึกษา
ตัวแปรอิสระ คือเกมทใี่ ชใ้ นการพัฒนาการเขยี นคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน
ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการเขยี นสะกดคำศัพทภ์ าษาอังกฤษของนกั เรยี น
กรอบแนวคิดในการวิจัย
การวจิ ัยเรอื่ งการพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพทภ์ าษาองั กฤษโดยใช้เกมของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปี
ท่ี 2 โรงเรยี นบา้ นทางตรง ผู้วิจัยไดก้ ำหนดตัวแปรอิสระและตวั แปรตามดังกรอบแนวคิดในการวิจยั ดงั ตอ่ ไปนี้
ตัวแปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
เกมท่ใี ชใ้ นการพฒั นาการ ความสามารถในการเขยี น
เขยี นคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ สะกดคำศัพท์ภาษาองั กฤษของ
ของนักเรียนชั้น ป.2 นกั เรียนชัน้ ป.2
ภาพท่ี 1 ตัวแปรอิสระ ภาพท่ี 2 ตวั แปรตาม
5
บทท่ี 2
แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง
การวิจัยเรอื่ ง การพัฒนาการเขยี นสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้เกม สำหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปี
ท่ี 2 ผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาค้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้องตามลำดับ ดังนี้
1. เอกสารท่เี กี่ยวข้องกับการสอนคำศพั ท์
1.1 ความหมายของคำศัพท์
1.2 ความสำคัญของคำศัพท์
1.3 ประเภทของคำศัพทภ์ าษาองั กฤษ
1.4 องค์ประกอบของคำศัพท์ภาษาองั กฤษ
1.5 หลกั การเลือกคำศพั ท์ภาษาอังกฤษเพ่ือนำมาสอน
2. เอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกับการเขียนสะกดคำ
2.1 ความหมายของการเขยี นสะกดคำ
2.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ
2.3 การสอนการเขียนสะกดคำ
2.4 ปญั หาของการเขยี นสะกดคำ
3. เอกสารทเ่ี กีย่ วข้องกับการสอนการเขียนสะกดคำโดยใช้เกม
3.1 ความหมายของเกม
3.2 คุณค่าของการใช้เกม
3.3 จดุ มุ่งหมายของการใชเ้ กม
3.4 ประเภทของเกม
3.5 หลักการสรา้ งเกม
4. เอกสารท่เี กย่ี วข้องกับข้อสอบปรนยั
4.1 ความหมายของขอ้ สอบปรนัย
4.2 ประเภทของข้อสอบปรนัย
5. งานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องกบั การพัฒนาการเขยี นสะกดคำศัพทภ์ าษาอังกฤษโดยใชเ้ กม
5.1 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
5.2 งานวจิ ยั ในประเทศ
6
1. เอกสารท่เี ก่ียวข้องกับการสอนคำศัพท์
1.1 ความหมายของคำศพั ท์
คำศัพท์ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานพ.ศ. 2525 หมายถึง กลุ่มเสยี ง เสยี งพูด ลายลักษณ์
อกั ษร ท่เี ขียนหรือพมิ พข์ ึน้ เพื่อแสดงความคดิ เปน็ คำหรอื คำยากท่ตี ้องแปล (พจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑติ ยสถาน (2540 : 853)
คำศัพท์ คือ กลุม่ เสยี่ งท่ีมีความหมาย แบง่ ออกได้เป็นหลายประเภท ข้นึ อยู่กับหลกั เกณฑ์ทีแ่ ตกตา่ ง
กนั ออกไป เชน่ แบง่ ตามรูปหรือคำหรือแบ่งตามกษณะการนำไปใช้ เปน็ ต้น (สมพร วราวิทยาศรี. 2541 : 12)
สิรินธร แสงธนู และ คดิ พงษ์ทตั (2541: 35-41) ไดก้ ลา่ วสรุปวา่ คำศพั ทค์ ือกลุ่มเสีย่ งกลุ่มหน่ึง ซ่งึ มี
ทัง้ ความหมายใหร้ วู้ ่าเป็นคน ส่งิ ของ อาการ หรือ ลักษณะอาการอยา่ งใดอย่างหนึ่ง
สรปุ ความสำคญั ของคำศัพท์
1.2 ความสำคญั ของคำศัพท์
ในการเรียนภาษานัน้ สงิ่ ที่มปี ระโยชน์สำหรับผู้เรยี น ก็คอื การเรยี นร้คู ำศัพท์ เพราะคำศัพท์ถอื ว่าเป็น
พืน้ ฐานของการเรยี นภาษา ซ่ึงมผี ู้กลา่ วถงึ ความสำคัญของคำศัพท์ไวด้ งั นี้
สตวี ิค (Stewich 1972 : 2) กลา่ วว่า ในการเรยี นภาษาน้นั การเรยี นรคู้ ำศัพท์ของภาษาใหม่ถือวา่ เปน็
เร่ืองท่สี ำคัญมาก ความสำเรจ็ ในการเรยี นภาษาตา่ งประเทศ ส่วนหน่งึ น้ันข้ึนอยู่กบั ความสามารถในการใช้
องคป์ ระกอบของภาษา ซึง่ ประกอบด้วยเสียง โครงสร้าง และคำศัพท์ ซ่ึงองคป์ ระกอบทง้ั 3 ประการน้ีจะชว่ ย
ใหผ้ ้เู รียนสามารถเข้าใจเรือ่ งที่ผู้อนื่ พดู และสามารถพดู ใหผ้ ู้อืน่ เขา้ ใจได้ คำศัพทจ์ งึ นับเป็นหัวใจสำคญั อยา่ งหน่งึ
ในการเรยี นภาษา โดยถือวา่ ผเู้ รยี นไดเ้ รียนรภู้ าษาตา่ งประเทศก็ต่อเมื่อ
1. ไดเ้ รียนรูร้ ะบบเสยี ง คือสามารถพูดไดด้ ีและสามารถเข้าใจได้
2. ได้เรียนรู้และสามารถใช้โครงสร้างของภาษาน้ันนน้ั ได้
3. ได้เรียนรคู้ ำศัพทจ์ ำนวนมากพอสมควรและสามารถนำมาใชไ้ ด้
กาเดซี่ (Ghadessy 1998 : 24) ให้ความเห็นว่า คำศพั ท์ มีความสำคัญย่งิ กวา่ โครงสร้างทางไวยากรณ์
เพราะคำศัพทเ์ ปน็ พ้ืนฐานของการเรียนภาษา หากผเู้ รียนมีความรู้เกี่ยวกบั คำศัพท์ สามารถนำคำศัพท์มาสร้าง
เป็นหนว่ ยทใี่ หญข่ ึ้น เชน่ วลี ประโยค เรียงความ แต่หากไม่เข้าใจคำศัพท์ ก็ไมส่ ามารถเขา้ ใจหนว่ ยทางภาษาท่ี
ใหญ่กวา่ ได้เลย ดังนน้ั ในบรรดาองค์ประกอบท้ังหลายของภาษา “คำ” เปน็ ส่ิงทีเ่ รารจู้ กั มากทส่ี ุด ภาษาก็คือ
การนำมารวมกนั (A language is a collection of words) นนั่ เอง
วรรณพร ศลิ าขาว (2539: 15) ให้ความเหน็ ว่า คำศัพท์เปน็ หน่วยพื้นฐานทางภาษา ซงึ่ ผู้เรยี นจะต้อง
เรยี นรูเ้ ปน็ อันดบั แรก เพราะคำศพั ท์เป็นองคป์ ระกอบที่สำคัญในการเรยี นรู้ และฝึกฝนทกั ษะ การฟงั อ่าน และ
เขยี นภาษา
7
สรปุ ได้ว่า คำศัพทเ์ ปน็ หนว่ ยพ้ืนฐานทางภาษา ซึง่ ผเู้ รียนจะตอ้ งเรยี นร้เู ปน็ อันดบั แรกเพราะคำศพั ท์
เปน็ องคป์ ระกอบท่สี ำคัญในการเรียนทกั ษะ ฟงั พูด อ่าน และเขียนภาษา ดังนั้นการเรียนคำศัพท์จึงมี
ความสำคัญต่อการเรยี นภาษามาก
1.3 ประเภทของคำศพั ท์ภาษาองั กฤษ
ประเภทของคำศพั ท์ภาษาอังกฤษ แบ่งได้เป็นหลายประเภท เดล เอดกา้ (Dale Edgar and Others
1999 : 37-38) ไดแ้ บ่งคำศัพทอ์ อกเป็น 2 ประเภทคือ
1. คำศัพทท์ ม่ี ีความหมายในตัวเอง (Content Words) คือ คำศัพท์ประเภททเี่ ราอาจบอกความหมาย
ได้ โดยไม่ขน้ึ อยู่กับโครงสรา้ งของประโยค เปน็ คำทม่ี ีความหมายตามพจนานุกรม เช่น dog, box, pen เป็น
ตน้
2. คำศพั ทท์ ่มี ีความหมายแน่นอนในตวั เอง (Function Words) หรือท่เี รยี กวา่ ไวยากรณ์ ไดแ้ ก่ คำ
นำหน้า (Article), คำบพุ บท (Preposition), คำสรรพนาม (Pronoun) คำประเภทน้มี ีใช้มากกว่าคำประเภท
อื่น เปน็ คำท่ีไม่สามารถสอนและบอกความหมายได้ แต่ต้องอาศยั การสงั เกตจากการฝึกใช้โครงสร้างต่างๆ ใน
ประโยค
นอกจากนี้ สุไร พงษท์ องเจริญ (สขุ ุมาล บตุ รานนท์. 2542 : 14 ; อ้างอิงจาก สุไรพงศ์ ทองเจริญ.
2526) ได้แบ่งประเภทของคำศัพท์ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ
1. Active Vocabulary คอื คำศัพทท์ น่ี ักเรียนควรจะใชเ้ ป็น และใชไ้ ด้อย่างถูกต้อง คำศัพทเ์ หล่านีใ้ ช้
มากในการฟัง พูด อ่าน และเขียน เชน่ คำวา่ important, necessary, consist เป็นต้น สำหรบั การเรียน
คำศัพท์ประเภทนี้ จะต้องฝกึ ใช้ บ่อยๆ ซำ้ ๆ จนนกั เรียนสามารถนำไปใช้ได้ถูกต้อง
2. Passive Vocabulary คอื คำศัพท์ท่ีควรจะสอนให้รู้แตค่ วามหมายและการออกเสยี งเทา่ นนั้ ไม่
จำเปน็ ตอ้ งฝกึ คำศัพทป์ ระเภทนี้ เช่น คำว่า elaborate, fascination, contrastive เปน็ ตน้ คำศัพท์เหลา่ น้ี
เมื่อผ้เู รยี นเรยี นในระดับท่สี ูงขึ้น กอ็ าจจะกลายเปน็ คำศัพท์ประเภท Active Vocabulary ได้
สรปุ ไดว้ า่ คำศัพทใ์ นภาษาองั กฤษสามารถแบ่งประเภทได้จากความหมายของคำ คือคำที่มี
ความหมายในตวั เอง และคำทไี่ ม่มคี วามหมายในตัวเอง นอกจากนี้ ยงั สามารถแบง่ ตามประเภทการนำมาใชค้ ือ
คำศัพทท์ ีน่ ักเรยี นควรจะใชไ้ ปใชไ้ ดอ้ ย่างถูกตอ้ ง และคำพูดที่ควรจะสอนใหร้ ู้แต่ความหมายและการออกเสยี ง
เทา่ นัน้
1.4 องค์ประกอบของคำศัพทภ์ าษาองั กฤษ
ด้านองค์ประกอบของคำศัพท์ภาษาอังกฤษนนั้ ศธิ ร แสงธนู และ คดิ พงษ์ทตั (2541 : 9-10 และ) ได้
กลา่ วถึง องค์ประกอบท่สี ำคัญของคำศัพท์วา่ ต้องมีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. รูปคำ (Form) ได้แก่ รูปร่างหรอื การสะกดตวั ของคำนัน้ ๆ
8
2. ความหมาย (Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำนั้นนัน้ ซง่ึ จะกลา่ วโดยละเอียด แลว้
คำศัพทห์ นง่ึ ๆ จะมคี วามหมายแฝงอยถู่ ึง 4 นัย ดว้ ยกัน คอื
2.1 ความหมายตามพจนานุกรม (Lexical Meaning) ได้แก่ ความหมายตาม
พจนานกุ รมสำหรบั ภาษาอังกฤษ คำหน่ึงๆ มคี วามหมายหลายอยา่ ง บางคำอาจใชใ้ นความหมายแตกต่างกนั
ทำให้บางคนเข้าใจความหมายทแ่ี ตกตา่ งกันออกไป หรือความหมายท่ีตนไมค่ ่อยรจู้ ักนั้นเป็น “สำนวน” ของ
ภาษา เชน่ He went to his house. (บา้ นทเี่ ปน็ ที่อย่อู าศยั )
The President lives in the White House. (บ้านประจำตำแหนง่ ประธานาธิบดี)
The House of Representative is meeting today. (สภา)
2.2 ความหมายทางไวยากรณ์ (Morphological Meaning) คำศพั ท์ประเภทน้เี มอื่
อยูต่ ามลำพังโดดๆ จะเดาความหมายได้ยาก เชน่ “s” เมอื่ ไปตอ่ ท้ายคำนาม hats, pens จะแสดงความหมาย
เป็นพหูพจน์ หรอื เม่ือนำไปต่อท้ายคำกรยิ า เชน่ walk ในประโยค She walks home. ก็จะหมายความวา่
การกระทำนนั้ ทำอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
2.3 ความหมายจากการเรยี งคำ (Syntactic Meaning) ความหมายท่เี ปล่ียนแปลง
ไปตามการเรยี งลำดบั เช่น boathouse หมายถงึ อ่เู รือ houseboat หมายถงึ เรอื ท่ีทำเป็นบา้ น
2.4 ความหมายตามเสยี งขน้ึ ลง (Intonational Meaning) ไดแ้ ก่ ความหมายของคำ
ท่เี ปลี่ยนไปตอนเที่ยงขึ้นลงที่ผ้พู ดู เปล่งออกมา ไมว่ ่าจะเป็นเสยี งทีม่ พี ยางคเ์ ดยี ว หรือมากกวา่
เชน่ Fire กบั Fire คำแรกเป็นการบอกเล่าที่อาจทำให้ผู้ฟงั ตกใจมากหรือน้อย แลว้ แตน่ ำ้ หนักของ
เสยี งทีเ่ ปล่งออกมา ส่วนคำหลงั เป็นคำถามเป็นเชิงไมแ่ น่ใจจากผ้ฟู ัง
3. ขอบเขตการใช้คำ (Distribution) จำแนกออกเป็น
3.1 ขอบเขตทางด้านไวยกรณ์ เชน่ ในภาษาอังกฤษการเรียงลำดับคำ หรอื ตำแหน่ง
ของคำที่อยูใ่ นประโยคท่แี ตกต่างกนั ทำให้คำน้นั มีความหมายแตกตา่ งกนั ออกไปดว้ ย ดงั ประโยคตอ่ ไปนี้
This man is brave. (คำนาม) แปลว่า คนผู้ชาย
They man the ship. (คำนาม) แปลว่า บังคับ
We need more man-power. (คำคณุ ศัพท์) แปลวา่ กำลังคน
3.2 ขอบเขตของภาษาพดู และภาษาเขยี น คำบางคำใชใ้ นภาษาพดู เท่านั้นและคำ
บางคำใชภ้ าษาเขยี นโดยเฉพาะ
3.3 ขอบเขตของภาษาในแต่ละท้องถิ่น การใชค้ ำศัพทบ์ างคำมีความหมายแตกต่าง
กนั ไปในแตล่ ะท้องถน่ิ แม้แต่ภายในประเทศเดียวกันก็ยังมีภาษาทอ้ งถ่ินท่ีแตกตา่ งกันไป
สรปุ ได้ว่า องคป์ ระกอบของคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ มี 3 ประการคือ รูปคำ ความหมาย และขอบเขต
ของการใช้คำ ในด้านของความหมาย นอกจากจะมีความหมายตามพจนานกุ รมแล้ว ยงั มีความหมายทางไว
ยกรณ์ ความหมายจากการเรียงคำ และความหมายจากการออกเสยี งขึน้ ลงของคำพูด สว่ นในดา้ นของของเขต
9
ของการใช้คำ แบ่งออกเปน็ ขอบเขตโครงการเรยี งลำดับคำ ขอบเขตของภาษาพูดและภาษาเขยี น และขอบเขต
ของภาษาในแต่ละท้องถ่ิน
1.5 หลักการเลือกคำศัพท์ภาษาองั กฤษเพื่อนำมาสอน
จากการวจิ ัยของ นันทพร คชศิริพงศ์ (2541 : 79) กล่าวถงึ การเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่าควร
เลอื กคำศัพท์ท่ีเกย่ี วข้องกับประสบการณ์ทใี่ กล้ตวั เด็กทีส่ ุดมาสอน หัวใจของการสอนคำศัพท์ อยทู่ ี่การฝึกซำ้ จน
ผเู้ รียนสามารถนำคำศัพท์ไปใชใ้ นสถานการณ์ท่ีตอ้ งการไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ โดยอตั โนมัติ
แม๊กกี้ (Maggi. 1997 : 176-190) และศธิ ร แสงธนู (2541 : 13-14) ได้ให้ความเห็นเก่ยี วกบั หลกั การ
ในการเลอื กคำศัพท์มาสอนนักเรยี นดงั นี้
1. คำศัพท์ทป่ี รากฏบ่อยๆ (Frequency) หมายถึง คำศัพท์ทีป่ รากฏบ่อยในหนงั สือ เป็น
คำศัพท์ท่นี ักเรยี นตอ้ งรจู้ ัก จึงจำเปน็ ต้องนำมาสอนเพอื่ ใหน้ ักเรียนร้แู ละใช้ไดอ้ ย่างถูกต้อง
2. อตั ราความถี่ของคำศพั ทจ์ ากหนงั สอื ตา่ งๆ สูง (Range) หมายถงึ จำนวนหนงั สอื ทีน่ ำมาใช้
ในการนับความถี่ ใช้หนงั สอื จำนวนมากเทา่ ไหร่ บญั ชคี วามถ่ีย่ิงมคี ุณคา่ มากเท่าน้นั เพราะคำทจี่ ะหามาไดจ้ าก
หลายแหลง่ ยอ่ มมีความสำคัญมากกวา่ คำท่ีพบเฉพาะในหนังสอื เลม่ ใดเล่มหนงึ่ อยา่ งเดียว แมว้ า่ ความถี่ของ
คำศัพทท์ ี่พบในหนังสือเล่มนั้นจะมมี ากก็ตาม
3. สถานการณ์หรือสภาวะในขณะนัน้ (Availability) คำศัพทท์ เี่ ลือกมาใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ
ความถเ่ี พียงอย่างเดียว ตอ้ งพิจารณาถงึ สถานการณ์ดว้ ย เชน่ คำว่า blackboard ถ้าเก่ยี วกับห้องเรียนครูต้อง
ใช้คำนี้ แม้จะเปน็ คำที่ไมป่ รากฏบอ่ ยท่ีอน่ื
4. คำท่ีครอบคลุมคำได้หลายอยา่ ง (Coverage) หมายถงึ คำท่สี ามารถครอบคลุมความหมาย
ไดห้ ลายอย่างหรือสามารถใช้คำอ่นื แทนได้
5. คำทเ่ี รยี นรไู้ ด้ง่าย (Learn ability) หมายถงึ คำที่สามารถเรยี นรไู้ ด้งา่ ย เชน่ คำท่คี ล้ายกบั
ภาษาเดิม มีความหมายชัดเจน สัน้ จำง่าย
หลักการดงั กลา่ วสอดคล้องกับ ลาโด (Lado. 1996 : 119-120) เปน็ สว่ นใหญ่ เวน้ บางข้อทลี่ าโดได้
เสนอเพม่ิ เตมิ ไวด้ ังน้ี
1. ควรเป็นคำศัพทท์ ่ีมีความสัมพันธก์ ับประสบการณแ์ ละความสนใจของผู้เรียน
2. ควรมีปรมิ าณของตวั อกั ษรในคำศัพทเ์ หมาะสมกบั ระดบั อายุ และสตปิ ัญญาของผู้เรยี น เช่น ใน
ระดบั ประถมศึกษากค็ วรนำคำศพั ทส์ นั้ ๆ มำสอน
3. ไม่ควรมีคำศัพท์มากเกนิ ไปหรอื น้อยเกนิ ไปในบทเรยี นหน่งึ ๆ แต่ควรเหมาะสมกบั วฒุ ิภาวะทาง
สตปิ ญั ญาของผ้เู รยี น
4. ควรเปน็ คำศัพท์ท่นี ักเรยี นมีโอกาสนำไปใช้ในชีวติ ประจำวัน เชน่ นำไปพดู สนทนาหรือเป็นคำศพั ท์
นั้นตามไปโฆษณา เปน็ ตน้
10
สรปุ ไดว้ า่ การเลือกคำศพั ท์เพื่อนำมาสอนผู้เรียนน้ัน ควรเป็นคำศัพทท์ ี่อยใู่ กล้ตวั และเป็นคำศัพท์ท่ี
ปรากฏบ่อย นอกจากน้ีคำศัพท์ทจ่ี ะนำมาสอนนัน้ ต้องเหมาะสมกบั วัยและระดบั ความสามารถของผู้เรยี น อีก
ทั้งยังสามารถนำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้
2. เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกับการเขยี นสะกดคำ
2.1 ความหมายของการเขียนสะกดคำ
มนี ักการศกึ ษาหลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของการเขยี นสะกดคำไว้ตา่ ง ๆ กันดังนี้ คารเ์ ตอร์ วี กูด
(Good 1945: 383) กลา่ ววา่ การสะกดคำเปน็ วธิ กี ารจำตวั ไดเ้ กดิ จากการให้ชอ่ื หรือออกเสยี งตัวอกั ษรเปน็ ตัว
ตวั ไปและเชือ่ มเข้าเป็นเสียงคำๆ หน่งึ ทท่ี ุกคนยอมรบั โนอา เวบสเตอร์ (Webster 1965: 2190) ซงึ่ กล่าวว่า
การสะกดคำคือศิลปะหรือเทคนคิ ในการจดั อักษรต่าง ๆ ให้เปน็ คำตามทีท่ กุ คนยอมรบั
จอร์จ เอช วอลลนิ ส(์ Vallins 1965: 16) ได้ให้ความหมายของการสะกดคำที่แปลกออกไปวา่ การ
สะกดคำส่วนใหญ่คือเรอื่ งราวเก่ียวกบั ตาเวลาอ่านหนังสือผู้อ่านจะเหน็ กระบวนของคำบนกระดาษซึ่งจะแสดง
ใหเ้ ห็นถึงความหมายของคำโดยไม่เกีย่ วขอ้ งกบั การเร่ืองเสียงเลยจงึ ควรทีจ่ ะกล่าววา่ การสะกดคำเปน็ เรือ่ งทีไ่ ม่
เฉพาะเจาะจงการสะกดคำจะกำหนดได้ตามทศนิยมและความคดิ ของผูส้ ะกดคำนน้ั น้นั จากคำจำกัดความนจี้ ะ
เห็นไดว้ า่ การสะกดคำเป็นเรื่องท่ีเกีย่ วกับการกำหนดตัวอักษรหรือสัญลักษณแ์ ทนเสียงเพ่ือให้ผเู้ ขียนสามารถ
ถา่ ยทอดความคดิ ของตนเองลงเปน็ ตวั หนงั สือให้ผู้อา่ นสามารถเขา้ ใจความหมายได้
วรรณี โสมประยรู (2539: 542) ให้ความหมายไวว้ ่า การเขียนสะกดคำ หมายถึง วธิ เี ขียนคำโดย
เรียงลำดบั อกั ษรภายในคำหนึ่งๆ เพ่อื ออกเสียงใหช้ ดั เจนและส่ือความหมายไดถ้ ูกต้องตามท่ผี เู้ ขียนต้องการ
จากความหมายของการเขียนสะกดคำที่กลา่ วมาข้างต้น สรุปไดว้ ่า การเขยี นสะกดคำหมายถึงวิธเี ขียน
คำโดยเรยี งลำดบั อักษรภายในคำหน่งึ ๆ เพ่ือออกเสยี งไดช้ ัดเจนและสอื่ ความหมายไดถ้ ูกตอ้ งตามท่ผี ู้เขยี น
ต้องการ
2.2 ความสำคัญของการเขยี นสะกดคำ
มีนักการศกึ ษาหลายทา่ นไดใ้ หค้ วามสำคัญของการเขียนสะกดคำไวต้ ่าง ๆ กัน ดังน้ี
อรทยั อตุ รดิตถ์ (2540: 40) วา่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ครูจะต้องมบี ทบาทสำคญั ในการหา
วิธกี ารสอนที่เหมาะสมกับวยั เด็กนักเรยี น เลอื กคำสอนและฝึกการเขียนตามระดบั ความยากง่าย นำมาสรา้ ง
เปน็ แบบฝึกสำหรบั การเขยี น
เจมส์ ลนู เบริ ์ก (Luneburg 1959: 179) กล่าววา่ การสะกดคำจดั วา่ เป็นหน่ึงในรายละเอียดท่มี ี
บทบาทในชีวติ ประจำวันการสะกดคำผดิ จะลดประสิทธิภาพของการเขียนลงปัจจุบนั มีแนวโนม้ ที่จะพิจารณา
กำหนดหรอื ตดั สินระดับคุณภาพของการศึกษาของบุคคลจากอัตราความถูกต้องในการสะกดคำของบคุ คลนัน้
11
เออร์เนส ฮอรน์ (Horn 1954: 3) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการสะกดคำไว้วา่ การเขยี นสะกดคำผิด
นน้ั จะทำให้ผ้ทู ่ีมาร่วมงานเขยี นชิ้นนนั้ น้ันมองเหน็ คุณคา่ หรือความสามารถของผู้เขียนต่ำลง
นอรแ์ มน เลวิส (Lewis 1963: 7) ยงั กล่าวสนบั สนุนอีกว่าเรามีโอกาสเขียนหนังสือสะกดตัวผดิ ได้มาก
หากไม่ระมัดระวังและการเขียนผดิ จะทำให้ผู้อา่ นโมงความสามารถในการเขียนลดลงสง่ ผลกระทบถงึ
ผลประโยชนท์ ส่ี ำคัญของผ้เู ขียนอีกดว้ ย
สรปุ ได้ว่า การสอนการเขียนสะกดคำมีความสำคญั ทจ่ี ำเป็นตอ้ งเสริมสร้างและพัฒนาผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นในด้านทักษะทางภาษาให้เกิดประสทิ ธิภาพเพราะหากเร่ิมสอนการเขียนอย่างถกู วิธยี อ่ มช่วยให้
ผเู้ รียนนำการเขียนไปใช้ประโยชนไ์ ดโ้ ดยแท้จริงจึงนบั ได้ว่าเปน็ จุดเรม่ิ ตน้ ที่ควรเร่มิ หรือแก้ไขให้ผเู้ รยี นสามารถ
เขยี นสะกดคำที่ต้องการเขยี นได้นอกจากนี้การเขยี นสะกดคำนัน้ ตอ้ งใหน้ ักเรยี นรู้จุดหมายความสามารถ
ความหมายของคำใหน้ กั เรยี นเห็นความสำคัญของการเขยี นสะกดคำเพราะการเขียนสะกดคำเปน็ ทักษะที่
จะต้องฝึกฝนจึงจำเปน็ ต้องใช้กิจกรรมหลายรูปแบบเพื่อชว่ ยให้นักเรยี นประสบความสำเรจ็ และสามารถ
นำไปใชใ้ นดา้ นอื่น ๆ ได้
2.3 การสอนการเขียนสะกดคำ
มนี กั การศึกษาหลายทา่ นได้ให้นิยามการสอนเขียนสะกดคำไว้ต่างกัน ดังน้ี
กรมวิชาการ (2524 : 49-50) ไดเ้ สนอแนะกระบวนการสอนการเขยี นสะกดคำไว้ ดังน้ี
1. ให้นักเรยี นเหน็ คำ
2. ใหน้ ักเรยี นได้ยินการออกเสียงคำที่ชัดเจนถูกต้อง
3. ใหน้ กั เรยี นฝึกออกเสยี งคำท่จี ะเขียนให้ชัดเจนถูกต้อง
4. ใหน้ กั เรยี นดูความหมายและการใชค้ ำนน้ั
5 ให้นักเรียนสะกดคำนนั้ ได้
6. ให้นกั เรียนเขียนคำ
คงิ (King 1984 : 15) ไดเ้ สนอหลักการสอนเขียนสะกดคำไว้ 6 ขั้นตอน ดงั น้ี
1. ตรวจสอบใจแกก่ ารตรวจสอบคำทจี่ ะใหน้ ักเรยี นเขยี นอย่างระมดั ระวงั เช่นคำที่มอี ุปสรรค (Prefix)
และคำทม่ี ีปัจจยั (Suffix) และบนั ทึกไว้
2. ออกเสียง (Pronounce) ได้แก่การออกเสยี งคำทีจ่ ะเขยี นใหถ้ กู ต้อง
3. สะกดคำ (Spell) ไดแ้ กก่ ารฝกึ หัดสะกดคำทจ่ี ะเขยี นดว้ ยปากเปล่าโดยเสียงดงั ดังทำเชน่ นหี้ ลาย ๆ
คร้งั
4. เขยี น (Write) ได้แก่การฝึกเขียนคำทสี่ ะกดนานนาน 5 ถึง 10 ครั้งตรวจ
5 ใช้ (Use) นำคำท่ีเขียนสะกดคำมาแต่งประโยชน์
12
6. ทบทวน (Review) ทบทวนคำทเี่ ขียนสะกดคำแต่ละคำในโอกาสต่อไป
สรุปไดว้ า่ การสอนการเขยี นสะกดคำเป็นวธิ ีท่ีจะทำใหน้ ักเรียนเขยี นสะกดคำได้อยา่ งถูกต้อง ครูจะต้อง
ทำความเข้าใจกบั นักเรียนเพอ่ื รขู้ ้อมลู พ้ืนฐานของนกั เรียนแตล่ ะคนเสียก่อน และหาวธิ ีการสอนทหี่ ลากหลายที่
จะทำใหน้ ักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการเรียนรูใ้ นการเขียนสะกดคำแต่ละเรื่องไดอ้ ย่างถูกต้อง การสอน
การเขยี นสะกดคำ จะต้องมสี ่ือการเรียนการสอนที่หลากหลายเพือ่ ดึงดดู ให้เกิดความสนใจและเข้าใจใน
หลักการเขียนสะกดคำที่ถูกต้อง จึงจะทำใหน้ ักเรียนเขยี นสะกดคำได้ถกู ต้อง
2.4 ปัญหาของการเขียนสะกดคำ
มีนกั การศกึ ษาหลายท่านไดใ้ หน้ ิยามปญั หาและสาเหตขุ องการเขยี นสะกดคำใหมต่ า่ ง ๆ กันดงั นี้
เจ เรมอน เกอรเ์ บอรร์ ชิ (Gerberuch 1964: 622) ได้กล่าวถึงความยากในการเรียนรู้การเขยี นสะกด
คำไวว้ า่ การเรียนรูก้ ารเขยี นสะกดคำต้องอาศยั ความสามารถอย่างยิ่ง ตอ้ งมจี ินตนาการสูงและความจำดีดว้ ย
ซง่ึ ธรรมชาตขิ องความสามารถน้ี ขึ้นอยู่กับระดับความยากงา่ ยของพยญั ชนะและสระท่เี รียงกันเข้าเปน็ คำด้วย
เหมือนกัน
เกอทรูท ฮิวเดร็ท, สไุ ร ทัพกะสุต, มาเรยี ว เป่ย และจอด เอช วอลลินส์ (Hildreth 1955 : 3-5,
2498: 15-16, Pei 1967 : 336-339, Vallin 195: 16) มคี วามเห็นตรงกันเก่ียวกับปัญหาและความยุ่งยากใน
การสะกดในภาษาอังกฤษ วา่ เร่อื งตวั สะกดในภาษาอังกฤษมกั จะความยุง่ ยากให้แก่ผเู้ ขียนแม้แตผ่ เู้ ปน็ เจา้ ของ
ภาษาเอง เพราะคำบางคำสะกดอยา่ งเดียวกนั แต่ถึงเวลาออกเสียงจริงๆ กลับออกเสียงผิดเพ้ียนไป แตม่ ีวธิ ี
สะกดคำต่างๆได้ ซงึ่ ไมม่ ีกฎเกณฑต์ ายตัว นอกจากผู้เขยี นจะต้องอาศัยความจำบ้าง เพราะคำบางคำเปน็
ขอ้ ยกเวน้ ในภาษา ขณะเดยี วกนั พวกเขาได้กล่าวถงึ ความยุ่งยากหรอื ปัญหาในการสะกดคำในภาษาอังกฤษว่า
เปน็ เพราะภาษาอังกฤษไม่มรี ะบบคงทีแ่ น่นอน
แคทเธอรนี ดี แบรอน (Baron 1965, 16-21) ยังกลา่ วเพ่ิมเติมถึงสาเหตุท่ที ำให้การสะกดคำใน
ภาษาอังกฤษเกิดเป็นปัญหาขึ้นว่า เพราะเน่ืองจากลักษณะของคำเหล่านัน้ น่ันเองและได้สรปุ ลักษณะท่ีเป็น
ปญั หาไว้ว่า เกิดจากการนำอักษรมาเรียงเข้าด้วยกนั (Letter Combination) โดยเฉพาะคำที่ถ่ายทอดมาจาก
ภาษากรีก เพราะภาษากรีกและภาษาอังกฤษใช้พยัญชนะแทนเสียงต่างกนั ภาษาองั กฤษมีตัวอกั ษรแทนเสียง
จำกัดอีกดว้ ย
สรปุ ได้วา่ ปัญหาและความยุ่งยากในการสะกดตัวอักษรในภาษาอังกฤษ เร่อื งตวั สะกดในภาษาอังกฤษ
มกั จะก่อความยุ่งยากให้แก่ผเู้ ขียนแมแ้ ต่ผู้เปน็ เจ้าของภาษาเองเพราะคำบางคำสะกดอยา่ งเดียวกนั แต่ถึงเวลา
ออกเสยี งจริงๆ กลบั ออกเสยี งผิดเพ้ยี นไป แต่มีวิธสี ะกดตัวได้ต่างๆ ซึง่ ไม่ได้มกี ฎเกณฑ์ตายตวั นอกจากผ้เู ขียน
13
จะต้องอาศัยความจำบ้าง เพราะคำบางคำเปน็ ข้อยกเว้นในภาษา ขณะเดียวกันพวกเขาไดก้ ล่าวถึงความยุ่งยาก
หรอื ปญั หาในการการสะกดคำในภาษาอังกฤษวา่ เปน็ เพราะภาษาองั กฤษไมม่ ีระบบคงท่ีแน่นอน
3. การสอนการเขียนสะกดคำโดยใชเ้ กม
3.1 ความหมายของเกม
พจนานุกรมกรมฉบับเฉลิมพระเกยี รติ พ.ศ. 2530 (2525: 62) ไดใ้ ห้ความหมายของเกมว่า "เกม หมายถงึ การ
แข่งขันกันเล่นเพื่อความสนุก" นอกจากน้นี ักการศกึ ษาหลายทา่ นได้ให้ความหมายของเกมไว้ ดังน้ี
วฒั นา สุทธปิ ญั ญา (2521: 12), วิมล รว่ มสขุ (2522: 20), จลุ จกั ร โนพันธ์ (2527: 24) ให้ความหมาย
ของเกมสอดคล้องกนั ไวว้ า่ เกมเปน็ กจิ กรรมหนงึ่ ท่ใี ห้ผู้เลน่ ตั้งแต่ 2 คนข้นึ ไป ได้แขง่ ขันโดยอาศัยกฎเกณฑ์และ
กตกิ า เพื่อให้ผูเ้ ลน่ มสี ่วนรว่ มทางอารมณ์เกดิ ความสนุกสนานและพัฒนาความจรงิ ด้านร่างกายและสติปัญญา
และการเลน่ ผูน้ ำในเกมนั้นจะตอ้ งแจง้ ในกฎเกณฑ์ กตกิ า ของแต่ละเกมเป็นอยา่ งดี ผู้เลน่ แตล่ ะคนหรือแต่ละ
ฝ่ายจะตอ้ งรู้เทคนิคในการเล่น พร้อมท้งั มีความร้ใู นการแปรผันของเกม ว่าตนมหี น้าที่อย่างไรจากไหนไปไหน
และทำอะไรบ้าง ความมน่ั ใจเปน็ ปัจจยั ทส่ี ำคัญ อาจจะทำใหผ้ ู้เลน่ ไดร้ ับชยั ชนะและเมื่อส้ินสุดลงแลว้ จะตอ้ งมี
การแพ้ชนะ
บุญชู สนั่นเสียง (2527 : 29) ไดใ้ ห้ความหมายเกมการศึกษา หมายถึง อุปกรณ์ เคร่ืองชว่ ยสอนที่จะ
ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นได้รับความพอใจและความสนกุ สนาน อกี ทัง้ ยังท้าทายท่จี ะใหเ้ ด็กเล่นเสมอ ช่วยใหเ้ ดก็ มีความ
พรอ้ มไดท้ ุกดา้ น แต่เน้นด้านสติปญั ญา เด็กจะใชป้ ระสาทสมั ผัสกบั กลา้ มเนื้อมือ ฝึกการสงั เกต เปรยี บเทียบใน
เรอื่ งรูปทรง จำแนกประเภท และฝึกหาเหตุผล
สวุ มิ ล ตน้ ปติ ิ (2536 : 32) ได้ให้ความหมายว่า เป็นกิจกรรมการเลน่ ที่มีลักษณะแข่งขนั กันโดย ผเู้ ลน่
จะต้องเล่นอยูภ่ ายใต้ครู เกณฑแ์ ละกติกาตามท่ีได้วางไว้ ผเู้ ลน่ อาจจะมตี ้ังแตห่ น่ึงคน สองคน หรอื เป็นทีม ซ่ึง
การเลน่ เกมถอื ว่าเป็นกิจกรรมการเลน่ ทม่ี ีการประเมนิ ผลความสำเร็จของผ้เู ลน่ ไปในตวั ซ่ึงจะช่วยใหผ้ เู้ ลน่ เกดิ
ความกระตอื รือรน้ ฝึกสตปิ ัญญาและไหวพรบิ
กรรณิกา สุขมาก (2539 : 24) ได้ใหค้ วามหมายวา่ เป็นกิจกรรมการเล่นที่มคี รู เกณฑ์กติกาท่ไี ม่
ยงุ่ ยากซบั ซ้อนเป็นกิจกรรมท่ีสนกุ สนานมวี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการอา่ นและสง่ เสรมิ ให้เกิดทกั ษะด้านต่างๆ
ดวงเดือน วังสนิ ธ์ ( 2532 : 40 ) กล่าววา่ เกมเปน็ การแขง่ ขัน ซึ่งมีเวลากำหนดแนน่ อน มีกฎ กตกิ าท่ี
ไมส่ ลบั ซับซ้อนมากนกั และเป็นการเลน่ ทีส่ ง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการพฒั นาการเคลอ่ื นไหวข้ันพ้ืนฐาน
14
พูนสุข บญุ สวัสด์ิ (2527 : 86) กล่าววา่ เกมและการละเล่นเปน็ ทง้ั กจิ กรรมและวธิ กี ารทสี่ รา้ ง
ประสบการณ์ให้ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนรับรู้เกดิ ความคดิ ความเขา้ ใจใช้สตปิ ญั ญาเพ่งิ สงั เกตฝึกการสังเกตและไหวพริบ
ในการแก้ปญั หาตลอดจนได้รับความสนกุ สนานเพลิดเพลินและช่วยสง่ เสริมให้ผเู้ ล่นมคี วามเจริญทางจิตใจ อนั
จำเป็นแกก่ ารเปน็ พลเมืองดีอีกด้วย ลดั ดาวัลย์ กนั หสุวรรณ (2527: 1) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่าเกมหมายถึง
กิจกรรมการเลน่ ใด ๆ ทีผ่ ูเ้ ลน่ จะตอ้ งเล่นตามกตกิ าทกี่ ำหนดไว้และจะตอ้ งมีการประเมินความสำเร็จของผู้เลน่
ด้วย นอกจากนัน้ Boocock (1981 : 150) ได้กลา่ วว่าเกมเปน็ กจิ กรรมทสี่ ำคญั ท่ีมกี ฎกติกาและวิธีการเลน่ ที่
แนน่ อนสามารถเล่นได้ทั้งกลมุ่ หรือคนเดียวมีจดุ มุ่งหมายเพ่อื ให้เกิดความสนุกสนานและฝึกทักษะบางประการ
ให้แกผ่ ้เู ล่น
จากความหมายของเกมดังกล่าว สรปุ ได้วา่ เกมหมายถึงกจิ กรรมการเล่น หรือการแขง่ ขันเพอ่ื การ
เรยี นรู้ มกี ารกำหนดจุดม่งุ หมาย กฎเกณฑ์ กติกา ผูเ้ ลน่ วิธกี ารเล่น การตัดสนิ ผลการเลน่ เปน็ แพ้หรอื ชนะ การ
นำเกมมาประกอบการสอน จะช่วยทำใหห้ ้องเรยี นมีชวี ิตชวี า บทเรียนน้นั นนั้ น่าสนใจไม่รู้สึกเบอ่ื หนา่ ย
ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน นักเรยี นมโี อกาสใช้ปฏิภาณไหวพริบของตน สามารถจำบทเรยี นได้งา่ ย
เร็วและจำไดน้ าน การท่ีเด็กไดเ้ ล่นเกมนอกจากจะให้ความรทู้ างวิชาการแลว้ ยังช่วยพัฒนาสติปัญญาตลอดจน
ความเจริญเติบโตของรา่ งกายอีกด้วย
3.2 คณุ คา่ ของการใช้เกม
การใหน้ ักศึกษาเรยี นรู้โดยการใช้เกมประกอบการสอนนนั้ จะก่อใหเ้ กดิ คณุ ค่าหลายประการ
ดงั นี้
อจั ฉรา ชวี ะพันธ์ (2533 : 3) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชน์ของการใชเ้ กมประกอบการสอน ดงั นี้
1. ช่วยใหเ้ กดิ พัฒนาการทางด้านความคิดให้กับนักเรยี น
2. ชว่ ยส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาด้านการฟงั การพูด การอ่าน และการเขยี น
3. ชว่ ยในการฝึกทกั ษะทางภาษาและทบทวนเนอื้ หาวชิ าตา่ งๆ
4. ช่วยเปิดโอกาศใหน้ ักเรยี นได้แสดงออกซ่ึงความสามารถที่มอี ยู่
5. ช่วยประเมนิ ผลการเรยี นและการสอน
6. ช่วยใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเพลดิ เพลนิ และผ่อนคลายความตงึ เครยี ดในการเรียน
7. ช่วยจงใจและรบั ความสนใจของนักเรยี น
8. ช่วยส่งเสรมิ ในใหน้ กั เรยี นมีความสามัคคีร้จู ักกนั เอ้ือเฟ้ือช่วยเหลือกนั
9. ช่วยฝกึ ความรับผดิ ชอบ และฝึกใหน้ ักเรยี นรูจ้ ักกนั ปฏิบัติตามกฎเกณฑต์ ามระเบยี บกฎเกณฑ์
10. ช่วยใหค้ รไู ดเ้ ห็นพิธกี รรมของนักเรยี นไดช้ ัดเจนย่ิงขึน้
11. ให้เปน็ กจิ กรรมคนั นำเข้าสบู่ ทเรียน เสรมิ บทเรยี น และสรปุ บทเรยี น
15
สมใจ ศรสี ินรุง่ เรอื ง (2535 : 91) กลา่ วถึงคุณคา่ ของการใช้เกมประกอบการสอนหลายประการ ดังนี้
1. ดา้ นร่างกาย การเลน่ เกมจะชว่ ยตอบสนองความจะชว่ ยสนองความต้องการของร่างกาย ตามหลกั
สรรี ะวทิ ยา สามารถควบคมุ บุคลกิ ภาพการทำงานของร่างกายใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งดยี ิง่ ตามความต้องการของผู้เลน่
ซึง่ เป็นการแสดงออกทางสรรี ะวทิ ยาอยา่ งกวา้ งขวางและถูกต้องเหมาะสม นับว่าเปน็ การสง่ เสริมทักษะขน้ั
พนื้ ฐาน
2. ด้านอารมณ์ เกณฑ์จะชว่ ยพฒั นาอารมณ์ของผูเ้ รียนใหร้ ู้จกั ยบั ย้ังช่งั ใจ มีใจคอหนักแน่น เด็ดขาด
สขุ มุ รอบคอบ และกล้าตัดสินใจ ทงั้ ช่วยใหผ้ เู้ ล่นไดร้ ับความสนกุ สนานเพลิดเพลิน
3. ดา้ นสงั คม เกมจะช่วยสง่ เสริมความสามคั คใี นหมู่คณะ รู้จกั ช่วยเหลือเออื้ เฟ้ือเผือ่ แผ่ สามารถ
ปฏิบัตติ ามระเบียบกฎเกณฑข์ องสงั คม ชว่ ยให้ปรบั ตวั เขา้ กับบุคคลในสงั คมได้ สง่ เสริมความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา
รแู้ พร้ ู้ ชนะ ร้อู ภยั และสรา้ งเสรมิ คณุ ลกั ษณะของผ้นู ำและผตู้ ามที่ดี
4. ด้านสตปิ ัญญา สง่ เสริมใหผ้ ูเ้ รยี นมีเจตคตทิ ีด่ ีต่อวชิ าภาษาอังกฤษ ชว่ ยใหม้ ีความรู้และทักษะต่างๆ
ตามเนื้อหาของเกม ร้จู ักบูรณาการความรแู้ ละทักษะหลายดา้ นเข้าดว้ ยกัน อันจะก่อใหเ้ กดิ การเรยี นร้จู ดจำ
เร่ืองราวตา่ งๆ ได้รวดเรว็ แม่นยำ และเกบ็ ไว้ในความทรงจำได้นาน ท้งั ยงั ส่งเสริมการพัฒนาความคดิ ริเรม่ิ
สร้างสรรค์ และฝกึ ใหม้ ีไหวพริบที่ดี
ครคั ซานก์ (1999 : 28-32 ; อา้ งองิ จาก สำเนา ศรปี ระมง. 2547 : 14) กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการใช้
เกมประกอบการสอน ดงั น้ี
1. ชว่ ยพฒั นาทักษะการคิดเรียนของเด็กๆ
2. ทบทวนวิชาทเี่ รียนไปแล้ว
3. เพมิ่ พูนทกั ษะที่ดีแก่ผเู้ ล่นทีละนอ้ ยด้วยตัวของเขาเอง
4. สง่ เสรมิ การสอนของครูให้น่าสนใจละเอียดย่ิงข้ึนและชว่ ยแกไ้ ขปัญหาการเรียนการสอนที่น่าเบ่อื
จากข้อความดงั กล่าวข้างต้น สรุปไดว้ ่าการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบการสอนมีคณุ ค่าหลายประการ
คือ ช่วยพัฒนาทักษะทางการเรยี นของผู้เรยี น ทบทวนบทเรียน เพิม่ พนู ทกั ษะทีด่ แี กผ่ ้เู รียน และช่วยส่งเสรมิ
การสอนของครใู ห้นา่ สนใจยงิ่ ขึน้
3.3 จุดมุ่งหมายของการใชเ้ กม
การนำเอามาใชใ้ นการเรยี นการสอน วาสนา โมงวชิ า (2517 : 25) ไดก้ ลา่ วถงึ ความมุ่งหมายในการ
นำเสนอนำเกมมาสอน ดงั นี้
1. เพอ่ื สนองความต้องการตามธรรมชาติของเดก็ เพราะเด็กชอบกัดความเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลง
อริ ิยาบถต่างๆ ได้มคี วามต้องการทีจ่ ะแดงแสดงออก
2. เพือ่ ฝึกทักษะเบ้ืองต้นในการเคลื่อนไหวของรา่ งกาย
3. เพือ่ สง่ เสรมิ ให้มีความรู้ความเขา้ ใจกฎกตกิ าระเบียบเกย่ี วกับการเลน่ เกม
16
4. เพื่อสง่ เสรมิ ให้มีมีพัฒนาการทางร่างกายอารมณส์ ังคมจิตใจและสติปญั ญา
5. เพอ่ื ให้ไดร้ ับความสนุกสนานผอ่ นคลายความเครียดทางอารมณ์
6. เพื่อปลกู ฝงั ใหเ้ ปน็ ผ้มู ีนำ้ ใจนกั กฬี าร้แู พร้ ชู้ นะรูอ้ การให้อภยั
7. เพื่อสง่ เสรมิ ให้เป็นผู้ใชเ้ วลาว่างให้เป็นประโยชน์
8. เพือ่ ให้เปน็ การส่งเสริมกจิ กรรมทดแทนเมอื่ ไม่สามารถเล่นกฬี าใหญไ่ ด้เพราะต้องใชท้ กั ษะพืน้ ฐาน
มากเกมสามารถยดื หยุน่ ได้ตามความต้องการและความเหมาะสม
เทพวานี หอมสนิทและคนอนื่ ๆ (เทพวานี หอมสนทิ 2520: 1) ได้กล่าวถงึ ความมุ่งหมายการใช้เกม
ดงั นี้
1. เพื่อสอนใหม้ กี ารสนองต่อสงั คมโดยใช้ความรว่ มมือและการแข่งขนั
2. เพื่อพฒั นาทกั ษะที่ต้องการ และเทคนิคการเล่น
3. เพอ่ื สอนให้รูจ้ กั ทำงานทด่ี ีทสี่ ุดเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มคน
4. เพอ่ื พัฒนาในด้านการเป็นผู้นำและผูต้ ามท่ีดี
5. พฒั นาให้รู้จักเคารพในการตดั สนิ และความความสำคัญของการมีกฎ กติกา
6. เพอ่ื ให้เข้าใจกฎ กตกิ า มนี ้ำใจเปน็ นกั กีฬา มีความตนื่ กลัว และความร้สู กึ วา่ ตนเป็นส่วนหนงึ่ ของ
สงั คม
เกศศินี โชตกิ เสถยี ร (2529: 79) ได้กลา่ วถงึ จุดมุง่ หมายของการใช้เกมประกอบการสอน ดงั นี้
1. เพ่อื ส่อื ความหมาย
2 เพ่ือส่งเสริมในการตัดสินใจ
3. เพอ่ื ใหร้ จู้ กั การปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ์
4. เพื่อใหร้ ักความยุติธรรมและความถกู ต้อง
5. เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
6. เพื่อฝึกความจำและความคิดรวบยอด
7. เพื่อใหร้ ู้จกั ปรับตัว
8. เพอ่ื ใหม้ ีความกลา้ เพม่ิ ขึ้นในการแสดงออก กล้าพูด กลา้ เขยี น ตลอดจนฝึกการใช้กลา้ มเน้ือและ
สายตา ส่งเสรมิ ให้นักเรียนเป็นคนมีนำ้ ใจนักกีฬา
9. เพอ่ื ให้ไดร้ ับสนกุ สนานในการเรยี น
ทศิ นา แขมมณี (2544 : 81 – 85) กล่าวว่า การเรียนรโู้ ดยใช้เกม เปน็ กระบวนการที่ผสู้ อนใชใ้ น
การช่วยให้นักศึกษาเกิดการเรียนร้ตู ามวัตถุประสงค์ท่ีกำหนด โดยการใหน้ กั ศึกษาเลน่ เกมตามกตกิ า และนำ
เน้อื หาและข้อมลู ของเกม พฤติกรรมการเล่น วธิ กี ารเล่น และผลของการเลน่ เกมของนักศึกษามาใช้ในการสรปุ
การเรยี นรู้โดยมจี ุดประสงค์เพื่อชว่ ยใหน้ ักศึกษาได้เรยี นรู้เร่อื งต่าง ๆ อยา่ งสนุกสนานและทา้ ทาย
17
ความสามารถ โดยนักศึกษาเป็นผเู้ ลน่ เอง ทำใหไ้ ดป้ ระสบการณ์ตรง เป็นวิธที ี่เปิดโอกาสให้นักศกึ ษามสี ่วน
ร่วมสูง
คณาภรณ์ รัศมีมารยี ์ (http://www.itie.org/eqi/modules.php?name=Journal&file=
display&jid=683) กล่าววา่ เกมที่นำมาใชใ้ นการสอนส่วนใหญ่จะเป็นเกมทเ่ี รยี กวา่ เกมการศึกษา เปน็ เกมท่ีมี
วตั ถปุ ระสงคใ์ หผ้ เู้ ลน่ เกิดการเรียนรตู้ ามวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีกำหนดไว้ มิใช่เล่นเพือ่ ความสนุกสนานเทา่ น้นั
ปราณี แสงอากาศ (2532: 15) และรงั สรรค์ แมน่ มนิ ทร์ (2532: 45) ได้กล่าวถึงความมงุ่ หมายในการ
นำเกมมาใช้ประกอบการสอนตรงกนั วา่ จุดมุ่งหมายของการใช้เกมนนั้ เพื่อฝกึ ทักษะด้านตา่ งๆ ได้แก่ การฟงั
การพดู การอา่ น การเขยี น แสดงออกในด้านความคิดสรา้ งสรรค์ เพือ่ ใหน้ ักเรยี นมีความสามคั คีกัน มนี ำ้ ใจเป็น
นักกีฬา รูจ้ กั ปรับตวั กบั สงั คม มีระเบียบวนิ ัย มคี วามเปน็ ผู้นำแบบประชาธิปไตย สง่ เสริมให้คูรและนักเรยี นไดม้ ี
การวางแผนร่วมกนั ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้มีบรรยากาศดขี ึ้น
สรปุ ไดว้ า่ การใชเ้ กมประกอบการสอน มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะทั้ง 4 ดา้ น สง่ เสริมการพฒั นาด้าน
รา่ งกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ใหร้ ู้จกั ปฏบิ ตั ติ ามกฎ กติกา ใหม้ ีลักษณะความเปน็ ผนู้ ำ การวางแผนการทำงาน
มคี วามเป็นประชาธปิ ไตย มีน้ำใจนกั กีฬา ส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์ นอกจากน้นั ยังมีส่วนเพิ่มบรรยากาศการ
เรียนการสอนดว้ ย
3.4 ประเภทของเกม
สงั เวียน กฤษดิกุล (2525: 315) ไดแ้ บ่งเกมทใี่ ช้ในการสอนเปน็ 7 ประเภท ดงั นี้ Number Games
เปน็ เกมเก่ยี วกบั การฝึกนบั ตัวเลขและจำนวน Spelling Games เปน็ เกมเกย่ี วกบั การสะกดคำ สอนคำศัพท์
หรือเรียงอักษรภาษาอังกฤษ
1. Vocabulary Games เปน็ เกมฝึกศพั ท์และออกเสยี งคำศัพท์
2. Structure Games เปน็ เกมฝกึ สร้างประโยคและการพดู ที่ถูกต้อง
3. Pronunciation Games เป็นเกมฝึกการออกเสียงของคำตา่ งๆ ลักษณะสัมผัสเสยี ง
4. Rhyming Games เป็นเกมฝึกการออกเสียงคำตา่ งๆ ลักษณะสัมผสั เสยี ง
5. Miscellaneous Games เป็นเกมการฝกึ ผสมผสานกับหลายแบบ ครเู ลือกฝึกได้ตามที่เห็นวา่
เหมาะสมกบั วยั และระดับนกั เรยี น
ส่วน โคลัมบสั (เยาวพา เดชะคุปต์ 2525: 54 อา้ งอิงมาจาก Columbus. 1976: 141) ได้แบ่งเกม
ออกเปน็ 6 ประเภท คือ
1. เกมฝึกการจำ (Manipulative Games)
2. เกมจากการศึกษา (Didactic Games)
18
3. เกมจากฝึกทกั ษะทางกาย (Physical Games)
4. เกมฝกึ ทักษะทางภาษา (Language Games)
5. เกมทายบตั ร (Card Games)
6. เกมพเิ ศษต่างๆ (Special Games)
จากประเภทของเกมการสอนดงั ทีไ่ ด้กล่าวมา ผู้วจิ ยั สนใจท่จี ะทำเกมคำศัพท์ (Vocabulary Games)
มาประกอบการสอน โดยยดึ หลกั ของสงั เวยี น สฤษดกิ ุล (2541), คณะนกั วิชาการ บริษัท นานมบี ุ๊ค (2543)
และ ฟอง เกดิ แก้ว (2538) เพ่ือสร้างความสนใจและการจดจำในการเรยี นรู้ และเกมที่เขา้ หลักเกณฑ์ในการใช้
ในการวจิ ัยครั้งน้ี
3.5 หลักการสรา้ งเกม
ในการท่จี ะใช้เกมมาประกอบการสอนได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพนน้ั สง่ิ ท่ีต้องคำนงึ ถึงก็คือการเลอื กเกม
มาใช้ การเลอื กใช้เกมประกอบการสอนน้นั กำหนดแนน่ อนลงไปไม่ได้ว่าควรใชก้ บั ผเู้ รียนระดับใด ท้ังน้ีข้ึนอยูก่ บั
ความสนใจและลักษณะของผู้เรยี นตลอดจนเนอื้ หาวชิ าที่นำเกมมาใช้ ทส่ี ำคัญจะต้องใช้เกมใหเ้ หมาะสมกบั
เวลา โอกาส ความตั้งใจ ความสามารถของนักเรียน และการเลอื กเกมนัน้ เปน็ กิจกรรมประกอบการสอน
(นิตยา ฤทธิ์โยธี 2507: 16) ไดเ้ สนอแนะหลักการเลือกเกมไว้ ดงั นี้ เกมน้นั จะต้องชว่ ยให้การสอนเกิดผลสำเรจ็
ตามจุดม่งุ หมาย จะต้องเป็นประโยชนต์ ามทีค่ รตู ้องการ คือ เกมช่วยใหเ้ ด็กได้ฝกึ ฝนเรื่องที่เรยี นอยู่ เด็กสามารถ
ประเมินผลตัวเองได้ ทำให้เด็กมีความกา้ วหนา้ ในด้านทักษะและความสามารถของตนเองช่วยฝกึ ความมนี ้ำใจ
เปน็ นกั กีฬาและช่วยใหค้ ู่สงั เกตเดก็ ศึกษาเด็กแต่ละคนเพ่อื หาจะหาทางปรับปรุงและส่งเสริมเดก็ ตอ่ ไป เกมนน้ั
จะตอ้ งเหมาะสมกับเด็ก คือ จะต้องอธบิ ายมีคำอธิบายในการเล่นอย่างชดั เจน เกมไม่ยากเกินไป ควรเลอื กเกม
ให้เหมาะสมกับเด็ก ควรเปดิ โอกาสใหเ้ ด็กกล่มุ อ่อนชนะบ้าง เพื่อส่งเสรมิ ให้กำลงั ใจและก่อให้เกดิ ความรู้สกึ
สมั ฤทธิ์ผล อนั จะกอ่ ให้เกิดเจตคตทิ ีด่ ีต่อกันเรียน เกมน้นั จะต้องใช้เวลาและสถานท่ใี หเ้ หมาะสม เกมทใี่ ช้
เวลานานเกินไปทำใหเ้ ดก็ หมดความสนใจและไดผ้ ลตอ่ การเรยี นนอ้ ย ครูจึงต้องกำหนดเวลาทดลองให้กบั
นักเรียนให้แนช่ ัด รปู แบบของเกมนา่ สนใจ หากเกมใดต้องมีอปุ กรณ์การเล่น ควรทำด้วยฝีมอื พอสมควรเพื่อ
เป็นแรงจูงใจ เชน่ มสี ีสะดุดตา สวยงาม และครูอาจให้เด็กๆ ช่วยกนั คิดเกมทีน่ ่าสนใจบ้าง
อจั ฉรา ชวี พนั ธ์ (2536: 4-5) และ สุจิต เพียรชอบ (2531: 215-216) กลา่ วถงึ วิธกี ารเลือกเกม
ประกอบการสอนไว้ ดงั นี้ การใชเ้ กมแต่ละคร้ัง ต้องมีจดุ มงุ่ หมายท่ีชดั เจน วา่ ต้องการให้นักเรยี นเกิดความรู้
ด้านใด การใช้เกมนัน้ ต้องมีส่วนช่วยให้ความมุ่งหมายของการสอนสมั ฤทธิผ์ ล และชว่ ยฝึกทบทวนบทเรยี น ครู
ตอ้ งวางแผนการสอนเป็นอย่างดี วา่ ควรใช้เกมประกอบการสอนตอนใด และเน้นใหน้ ักเรียนปฏิบตั ิตามกันดว้ ย
ระเบียบทว่ี างไว้ และควรอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจจุดมุง่ หมายของการเลน่ และวธิ ีการเล่น เกมเล่นการเล่นเกมน้นั
จะตอ้ งช่วยให้นกั เรียนเกดิ การเรยี นรู้ เหน็ คุณค่าของการเรียนมิใช่เลน่ เกมเพื่อความสนุกเพยี งอย่างเดียว ใน
19
การเลน่ เกมแตล่ ะครงั้ ครคู วรชี้แจงใหน้ กั เรียนเข้าใจถึงความมนี ้ำใจเป็นนักกีฬา การทำกิจกรรมร่วมกนั ความ
ความเอื้อเฟ้ือ ความมนี ้ำใจ ความร่วมมือกนั ระหว่างกนั และกัน กำหนดเวลาในการเลน่ เกมไว้แน่นอน ในการ
เลน่ เกมที่มีการแข่งขนั เปน็ กลุ่ม ควรจัดนักเรยี นคละชัน้ ทงั้ นักเรียนเก่งและนักเรียนอ่อน เพื่อให้นักเรียนมี
โอกาสชนะ และรู้จักชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกัน
สรุปไดว้ ่า เพ่ือใหก้ ารเล่นเกมในการเรยี นการสอนมปี ระโยชนอ์ ยา่ งแทจ้ ริง ครผู ู้สอนต้องเตรยี มการ
สอนในแตล่ ะครั้ง กำหนดคัดเลอื กเกม ข้ันตอน เวลา สถานที่ และการวางจุดมงุ่ หมายของการเลน่ เกมให้
ถกู ต้องและเหมาะสม ทง้ั น้ีข้ึนอย่กู ับกับตวั ครผู ้สู อน หากได้ทราบถงึ แนวการสอนที่ถูกวธิ ีและรู้จักปรบั ปรงุ เกม
ในการสอนให้ดยี ่อมทำให้การเรยี นการสอนหรอื ชวี ติ ชีวามากขึน้
เม่ือเลอื กเกมทีเ่ หมาะสมกบั การเรียนร้แู ละผู้เรยี น และสามารถนำมาผนวกกบั เนอ้ื หาได้แลว้ สิ่งที่ต้อง
คำนึงถงึ อกี ประการหนึ่ง คือ รปู แบบของการนำมาใช้เพื่อให้การใช้เกมประกอบการสอนมีประสิทธภิ าพ
ครูผู้สอนต้องจัดลำดบั ขน้ึ ตอนการใช้เกมให้เหมาะสมกบั จดุ ม่งุ หมายในการเรียนรู้ โดยอาศยั ประสบการณ์
ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ และทักษะในการใช้เกม จำรัส น้อยแสงสี (2520: 47-48) ไดเ้ สนอแนะ
ข้นั ตอนการใช้เกมประกอบการสอนไว้ ดังน้ี
1. ฝกึ นักเรียนใหเ้ ล่นเกมทตี่ ้องใชค้ วามรูท้ างวิชาการ ไหวพรบิ ปฏภิ าณ เช่น การเลน่ ต่อศัพท์ ทาย
ปัญหา เป็นตน้
2. บทเรียนท่ีให้เล่นเกม ควรจดั ไว้หลายอยา่ ง แบ่งนกั เรยี นออกเปน็ กล่มุ แตล่ ะกลุม่ จะเล่นเหมือนกนั ก็
ได้ ถือวา่ เป็นการแขง่ ขนั ในชนั้ เรยี น เช่น การค้นหาคำตอบ การทายปัญหา
3. การสร้างบทเรยี นให้เปน็ เกมต่างๆ เปน็ ส่วนหน่งึ ของการวัดและประเมนิ สงิ่ ที่ครสู อนไปแล้ว คือใช้
เวลาประมาณ 5 ถึง 10 นาที ทา้ ยชว่ั โมงเพ่ือจดั เกมง่ายๆ สำหรบั นกั เรียนไดเ้ ลน่
สุจริต เพียรชอบ (2531: 216-217), วมิ ล รว่ มสขุ (2522: 68) และบงกช ศุภธาดา (2527: 16-17) ได้
เสนอขน้ั ตอนการใช้เกมประกอบการสอน สรุปได้ ดงั นี้
1. ขั้นเลอื ก ครูจะตอ้ งเลือกเกมท่ีเหมาะสมกบั เน้ือหาบทเรียน เหมาะสมกับวยั และความเขา้ ใจของ
นกั เรยี นนอกจากนั้นต้องคำนึงถึงเวลา และสถานทีท่ ีจ่ ะเล่นด้วย
2. ขน้ั กำหนดตวั ผูเ้ ล่น เกมบางชนิดต้องการคนเล่นจำนวนมาก เกมบางต้องการผู้เล่นจำนวนนอ้ ย การ
กำหนดผเู้ ล่นควรใหเ้ หมาะสมกบั เหตุการณ์ และเปิดโอกาสใหท้ กุ คนมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรม อาจมีการหมุนเวยี น
กนั กไ็ ด้
3. ขน้ั แสดงหรอื ขนั้ เล่น ครูต้องอธิบายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจกฎ กติกาการเลน่ อาจมีการสาธติ ให้ชมกอ่ น
ลงมือทำจริง
4. ขั้นวิเคราะห์และนำผลจากการเล่นเกมไปใช้ หลังการเลน่ เกมแล้ว ครกู บั เรียนควรร่วมกันวิเคราะห์
อภิปรายถงึ ประโยชนจ์ ากการเลน่ เกม หรอื อาจมีการคน้ คว้าหาความรู้เพ่ิมเตมิ ได้อกี
5. ขน้ั สรปุ ครูและนกั เรียนช่วยกันสรุปเนื้อหาที่ไดจ้ ากการเล่นเกม
20
การเลือกเกมมาใช้ในการวจิ ยั ในครั้งครั้งนผ้ี ้วู จิ ัยได้ทำแบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนเกยี่ วกบั
เกมสะกดคำศพั ท์ภาษาองั กฤษ โดยจากผลสำรวจพบวา่ นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจใน Bingo Game และ
Sorting Game มากทีส่ ุดทคี่ า่ เฉล่ีย 4.3 เทา่ กนั ดงั นน้ั ผวู้ ิจัยจึงนำเอา Bingo Game และ Sorting Game มา
พัฒนาเพื่อใช้เปน็ กจิ กรรมการพฒั นาการเขียนสะกดคำภาษาองั กฤษต่อไป
4. เอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกับข้อสอบปรนัย
4.1 ความหมายของขอ้ สอบปรนัย
ข้อสอบปรนยั คอื คอื ขอ้ สอบที่มีคำตอบไว้ให้แล้ว ผู้ตอบตดั สนิ ใจเลอื กตามท่ตี ้องการหรือ
พจิ ารณาขอ้ ความท่ใี ห้ไว้ว่าถูกตอ้ งหรอื ไม่ ประกอบดว้ ย 2 สว่ น คือคำถาม และคำตอบ ตัวคำถามของ
ข้อสอบปรนัยมจี ดุ มุ่งหมายเพื่อผตู้ อบไดค้ วามสามารถต่างๆ ตามท่ผี ู้ถามต้องการ ซงึ้ จะวัด
ตั้งแตค่ วามจำผวิ เผนิ ไปจนถึงวดั พฤตกิ รรมทล่ี ึกซึ้งคือการประเมนิ ค่าคำถามแตล่ ะข้อจะถามเฉพาะจุดเล็ก ๆ
ของเนื้อหาดังนนั้ จึงมีจำนวนมากข้อส่วนคำตอบของคำ ถามประเภทน้ันผูต้ อบต้องใชเ้ วลาในการคิดและการ
ตอบเป็นสว่ นใหญ่การเขียนตอบจะใช้เวลาน้อยซ้งึ อาจเขียนเปน็ ประโยคสั้นๆ หรือทำเคร่อื งหมายบน
คำตอบทีต่ ้องการ (บุญเชดิ ภิญโญอนันตพงษ.์ 2526 : 122)
ข้อสอบแบบปรนยั หมายถึง แบบทดสอบท่มี คี ุณสมบตั ิ 3 ประการ ดงั นี้
(ชวาล แพรัตกลุ 2516 : 131)
1. ชดั แจง้ ในความหมายของคำถาม
2. ตรวจใหค้ ะแนนได้ตรงกัน
3. แปลความหมายของคะแนนไดต้ รงกนั โดยทวั่ ไปข้อสอบปรนัยนน้ั ผู้ตอบถกู ได้ 1 ตอบ
ผดิ ได้ 0 คะแนน จำนวนคะแนนท่ไี ดจ้ ะแทนจำนวนข้อที่ถกู ทำให้สามารถแปลความหมายได้ชดั เจนว่าใครเก่ง
ออ่ นอย่างไร ตอบถูกมากน้อยต่างกันอยา่ งไร
4.2 ประเภทของข้อสอบปรนัย
4.2.1 ขอ้ สอบแบบเลอื กตอบ (Multiple Choice) เป็นข้อสอบปรนัยท่นี ิยมใชก้ นั มากกว่า
ขอ้ สอบปรนยั แบบอ่ืน ข้อสอบ ประเภทนี้มสี ่วนประกอบท่ีสำคัญอยู่ 2 สว่ น คอื
1. ตวั คำถาม (Stem)
2. ตัวเลอื ก (Choices หรือ Options) ซงึ่ แบง่ เป็น 2 ประเภทคอื
- ตัวถกู (Correct Choice)
- ตัวลวง (Decoys หรือ Distracters)
ขอ้ สอบแบบเลือกตอบทดี่ ีนน้ั ตวั เลอื กทุกตัวจะมีน้ำหนกั พอๆ กนั ถ้าดเู ผนิ ๆหรือไม่มคี วามรู้
ในข้อน้ันจรงิ จะเหน็ วา่ ถูกหมดทุกข้อ และในการสอบแต่ละครง้ั ตัวเลือกแต่ละตัว จะมีโอกาสถูกเลือกพอ ๆ กนั
สำหรบั ข้อสอบแบบเลอื กตอบท่ีมีลักษณะถูกหรือผดิ อยา่ งเด่นชดั ทำให้ข้อสอบขาดคุณค่า และขาด
คุณลักษณะความเป็นปรนัยอันเป็นคณุ สมบตั ิสำคัญของ ข้อสอบประเภทน้ี (ชวาล แพรัตกลุ 2516 : 166)
21
4.2.2 ข้อสอบแบบถูกผดิ (True- False) มีลักษณะเปน็ ข้อสอบแบบเลือกตอบท่ีมี 2
ตัวเลอื ก ผตู้ อบ มโี อกาสเลือกตอบเพยี งอย่างใดอย่างหนึง่ อาจตอบวา่ ใช่-ไมใ่ ช่, ถกู -ผิด, จรงิ -ไม่จรงิ , เปน็ ต้น
ตวั คำถามของข้อสอบประเภทน้ีจะเขียนในรูปประโยคบอกเลา่ ธรรมดา หรอื อาจเป็นรปู คำถามโดยมีขอ้
ความถกู บ้างผดิ บา้ ง
คละเคล้ากันไป ซึ่งผู้ตอบจะต้องเลือกตดั สนิ ใจว่า ข้อความใชห่ รอื ไม่ใช่ ข้อสอบแบบถูก-ผิด นคี้ นสว่ นใหญ่
เข้าใจว่าใช้วดั ได้เฉพาะความรู้ ความจำและความจริงแล้วสามารถวัดความเข้าใจและการนำไปใช้ไดด้ ว้ ย (บุญ
ธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ุทธิ์ 2535 : 106)
4.2.3 ข้อสอบแบบเตมิ คำ (Completion)
ข้อสอบแบบเตมิ คำเป็นขอ้ สอบประเภทให้ตอบส้ัน ๆ มีขอบเขตในการตอบภาคคำถาม อาจอยู่
ในรูปคำถามหรือในรูปประโยคบอกเล่าที่เปน็ ข้อความไมส่ มบูรณ์ โดยเว้นช่องว่างสำหรับใหเ้ ติมคำหรือ
ขอ้ ความ ใหไ้ ด้ความถูกตอ้ งสมบูรณ์
4.2.4 ข้อสอบแบบจบั คู่ (Matching)
ข้อสอบแบบจับคู่เปน็ ขอ้ สอบที่กำหนดคำหรือข้อความเปน็ 2 คอลัมน์แล้วกำหนดให้ผู้ตอบ
เลอื กหรือข้อความจากคอลมั นห์ น่งึ ไปใส่ในคำ หรอื ข้อความอกี คอลัมน์หน่งึ ทีม่ ีความสัมพันธ์หรอื สอด
คลอ้ งกนั ขอ้ สอบประเภทนี้คลา้ ยกับข้อสอบแบบเลือกตอบ แต่ตัวเลอื กไม่แนน่ อนตายตัวเพราะตัวเลือก
จะลดลงเร่ือยๆเมอื่ เลือกตอบไปแล้ว
5. งานวิจัยที่เกีย่ วข้องกบั การพัฒนาการเขยี นสะกดคำศพั ทภ์ าษาองั กฤษโดยใช้เกม
4.1 งานวิจัยต่างประเทศ
-
4.2 งานวจิ ัยในประเทศ
ปัทมา ราษฎรด์ ุษดี (2545: บทคดั ย่อ) ได้ทำการศึกษาการใชเ้ กมพัฒนาทกั ษะการเขียนสะกดคำ
ภาษาไทยของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นชลประธานสงเคราะห์ จงั หวัดนนทบุรี พบวา่ ไดเ้ กมที่
สามารถนำมาใช้พัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และนักเรียนกล่มุ ที่เรียนการ
เขยี นสะกดคำภาษาไทยโดยใชเ้ กม มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเขียนสะกดคำสงู กวา่ กลุม่ ทเี่ รยี นโดยไม่ใชเ่ กมอยา่ งมี
นยั สำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05
Erikson (1963, อา้ งใน มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, 2529 หนา้ 109) ได้ทำการศึกษา
พฒั นาการทางดา้ นบุคลิกภาพของเด็กในระดับประถมศึกษาพบวา่ วยั นมี้ บี ุคลิกทมี่ ลี ักษณะเฉพาะตัว เพราะมี
ลกั ษณะของการแข่งขนั และผลการจากการแขง่ ขัน ในนี้เองทที่ ำให้เด็กพฒั นาบุคลกิ ภาพไปตา่ งๆกัน เด็กที่
ประสบความสำเร็จในการแข่งขันก็จะรสู้ กึ มนั่ ใจ กลา้ คิด กล้าทำอะไรต่อไปในอนาคต ดังนั้นครคู วรจัดกจิ กรรม
22
ตา่ งๆ โดยเฉพาะกจิ กรรมการเรียนการสอนและการเลน่ ให้นกั เรยี นได้ประสบผลสำเร็จ เพราะจะทำใหเ้ ด็กมี
ความขยันและมีความอยากที่จะทำกิจกรรมตา่ งๆ ใหส้ ำเรจ็ ตามมา แต่ถ้าประสบความล้มเหลวจะเกิดปมด้อย
การใหค้ วามสำเร็จต่อเด็กจงึ เปน็ ส่ิงดี แตค่ วรตระหนักถึงความลม้ เหลวทเ่ี กิดขึน้ ว่าเป็นอย่างไร เพราะจะเป็น
การเตรยี มเด็กใหร้ ้จู ักดำเนินชวี ิตจริง จากประเดน็ นี้ การใชเ้ กมมาประกอบการสอนกส็ ามารถมีสว่ นช่วยกระตุน้
ใหเ้ กิดการเรยี นรตู้ ามศักยภาพผู้เรียนไดเ้ ช่นกนั
สิทธศิ ักดิ์ โหมดหิรญั (2526: 86) ได้ศกึ ษาการเขียนสะกดคำผิดของภาษาอังกฤษของนักเรยี นชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ 6 พบวา่
1. คำทีน่ ักเรยี นสะกดผดิ มากทส่ี ดุ คือ คำวา่ “health” นักเรียนสะกดผิดมากถงึ ร้อยละ 93.33 ของ
นกั เรยี นทั้งหมด และคำทส่ี ะกดผิดรองลงมาอีก 10 คำ คือ eraser, blackboard, umbrella, post office,
classroom, carelessly, shoes, people และคำที่นักเรียนสะกดผดิ น้อยรองลงมาอีก 10 คำ คือ fish, zoo,
mother, notebook, listen, tree, dish, radio, pencil, teacher
2. ลกั ษณะคำที่นักเรยี นมักเขียนสะกดผิดมี ดงั น้ี
2.1 เป็นคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำทมี่ ตี ำแหน่งอยู่ทีต่ น้ คำ กลางคำ และท้ายคำ
2.2 เปน็ คำทม่ี ีความยาก คอื มีพยางค์ หรือมากกวา่ 1 พยางคข์ ึ้นไป
2.3 เป็นคำท่มี ีรูปรา่ งอยา่ งหนง่ึ แต่ออกเสียงเปน็ อีกอยา่ งหนงึ่
2.4 เปน็ คำทม่ี ีรูปพยญั ชนะหรอื สระปรากฏอยู่ แต่ไม่ออกเสยี งพยญั ชนะหรือสระนั้น
2.5 เปน็ คำท่ีมีพยญั ชนะซึ่งมีเสยี งใกลเ้ คยี งกัน
2.6 เปน็ คำท่ีมีรปู พหูพจน์
3. ลักษณะการสะกดคำของนักเรียนน้ัน ปรากฏต่างๆ กัน
4. ความสามารถในการเขียนสะกดคำของนักเรยี นอยใู่ นเกมทีจ่ ะต้องปรับปรุงแก้ไข อพุ ิษ เหมอื นทอง
(2544 : บทคัดย่อ) ไดท้ ำการวิจัยเร่อื ง การพัฒนาแบบฝกึ ทักษะและการสะกดคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ เร่ือง The
Class Ball จากเรยี น English Is Fun IV ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ผลการวจิ ัยพบว่าแบบฝึกทักษะทีผ่ ู้วจิ ัยสร้าง
ข้นึ มีประสทิ ธิภาพเทา่ กับ 97.65/ 88.93 ซ่งึ สูงกว่าเกณฑ์ 75/ 75 ทต่ี งั้ ไว้ และนักเรียนทเ่ี รียนดว้ ยแบบฝกึ
ทกั ษะการสะกดคำภาษาอังกฤษรอ้ ยละ 65.57
23
บทท่ี 3
วธิ ีการดำเนินการวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเขยี นคำศพั ท์ภาษาอังกฤษระหว่างก่อนและหลังการใช้เกม
โดยใช้แบบทดสอบ Pre-test Post-test โดยมขี ้นั ตอนในการดำเนนิ การวิจยั ดงั น้ี
1. กลุ่มเปา้ หมายการวิจยั
2. เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวิจัย
3. วธิ ีดำเนินการทดลอง
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
5. ขั้นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 14 คน
ทก่ี ำลังศกึ ษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบา้ นทางตรง
กลมุ่ ตวั อย่างทใี่ ช้ในการวจิ ัยครั้งน้ี คือ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 2 กำลังศกึ ษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านทางตรง โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเป็นหน่วย
ทดลองกับนกั เรยี นจำนวน 4 คร้ัง รวมทั้งสิ้น 4 สปั ดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชว่ั โมง
ตวั แปรที่ศกึ ษา
ตวั แปรตน้ ได้แก่ เกมทีใ่ ช้ในการพัฒนาการเขียนคำศัพท์ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น
ตวั แปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการเขียนสะกดคำศพั ท์ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น
เครื่องมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งน้ี คือ
1. แผนการสอนโดยใชเ้ กมคำศัพทป์ ระกอบในการสอน
2. แบบฝึกทักษะการเขยี นสะกดคำศัพท์
3. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธก์ิ ารเรียนร้คู ำศัพท์
ระยะเวลาที่ใชใ้ นการวิจัย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม ระยะเวลา 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
รวมทงั้ สน้ิ 4 สปั ดาห์
การสรา้ งและพัฒนาเครอื่ งมอื
ผู้วิจยั ได้สรา้ งและพฒั นาเครอื่ งมือในการวจิ ยั ดังน้ี
การสรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้วชิ าภาษาองั กฤษ
24
1. การสร้างแผนการจดั การเรียนรวู้ ชิ าภาษาองั กฤษ ไดด้ ำเนนิ การตามขน้ั ตอนดังต่อไปนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาต่างประเทศ
โดยศกึ ษาสารการเรียนรู้ สาระสำคญั หลกั สตู รสถานศึกษาของกลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ ช่วงชั้น
ที่ 1 ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 โดยศึกษาสาระการเรียนรูม้ าตรฐานการเรียนร้ชู ่วงชั้นหนว่ ยการเรยี นรู้เนื้อหา
สาระ และ ตวั ช้วี ัดของวิชาภาษาองั กฤษ (อ12101)
1.2 ศึกษาเนื้อหา หน้าที่ของภาษา และ บริบทของภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหลักสูตรและตำรา
เรยี น รายวิชาภาษาอังกฤษ (อ12101) ระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 2
1.3 กำหนดเน้อื หาและจดุ ประสงคต์ ามผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวังจากหลักสูตรสถานศึกษาของกลุ่ม
สาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ ชว่ งช้ันที่ 1 ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2
1.4 สรา้ งแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางการสอนเพ่ือการสื่อสารจำนวน 3 แผนเพื่อใช้ในการ
ทดลอง โดยใชค้ ำศัพท์ในหนงั สือเรียน Smile 2 ท่ีผ่านการพจิ ารณาจากผู้เช่ียวชาญ
1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน
ประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำวิชาภาษาอังกฤษ 2 ท่าน อาจารย์ชาวต่างชาติ 1 ท่าน ไปใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่างจำนวน 5 คน แล้วนำแผนการจดั การเรยี นรู้ท้งั แผนมาปรบั ปรุงแก้ไข
1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องไปใช้ทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่าง
ซงึ่ เปน็ นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 จำนวน 14 คน โดยกล่มุ ตัวอย่างได้มากจากการสุม่ อยา่ งงา่ ย
2. การสร้างแบบฝึกการเขยี นสะกดคำศัพท์
2.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และแนวทางการสรา้ งแบบฝกึ การเขยี นสะกดคำศพั ท์
2.2 วิเคราะห์คำศัพท์จากหนังสือ Smile 2 ที่จะนำมาสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำศัพท์
ภาษาอังกฤษ แล้วนำไปให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษจำนวน 3 ท่าน ประกอบไป
ด้วยอาจารย์ประจำวิชาภาษาอังกฤษจำนวน 2 ท่าน อาจารย์ชาวต่างชาติจำนวน 1 ท่าน ได้ตรวจดูความ
เหมาะสมของเนื้อหาต่างๆพร้อมทั้งจำนวนเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการทดลอง 3
ชว่ั โมง ต่อสปั ดาห์
2.3 สรา้ งแบบฝกึ ประกอบการสอน นำมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญด้านการ
สอนภาษาอังกฤษทั้ง 3 ทา่ น เพอ่ื ให้แบบฝกึ ประกอบการสอนมีความสมบรู ณ์และมีประสิทธิภาพมากทส่ี ดุ
2.4 นำแบบฝึกที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านประกอบไปด้วย
อาจารยป์ ระจำวชิ าภาษาอังกฤษ 2 ทา่ น อาจารยช์ าวต่างชาติ 1 ทา่ น แล้วนำแบบฝกึ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ข
2.5 นำแบบฝึกท่ผี ่านการตรวจสอบจากผู้เชยี่ วชาญท้ัง 3 ท่านและผ่านการทดลองกับกลุ่มย่อยไป
ใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 14 คน โดยกลุ่มตัวอย่างได้มาโดย
การสุ่มอย่างงา่ ย
3. การสร้างแบบทดสอบการเขยี นสะกดคำ
3.1 ศึกษาแนวทางการสรา้ งแบบวัดประสิทธิภาพของแบบฝกึ
25
3.2 ศึกษาผลการเรียนรูท้ ่คี าดหวงั หนว่ ยการเรียนรู้ และสาระการเรยี นรู้ของหลกั สตู รสถานศึกษา
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ โรงเรียนบา้ นทางตรง และจากหนงั สอื เรียน Smile 2
3.3 สร้างแบบทดสอบการเขียนสะกดคำจำนวน 30 ขอ้ เปน็ ปรนัย 20 ข้อและอัตนัย 10 ขอ้
3.4 นำแบบทดสอบให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษจำนวน 3 ท่าน
ประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำวชิ าภาษาอังกฤษจำนวน 2 ทา่ น อาจารยช์ าวต่างชาติจำนวน 1 ท่าน ไดต้ รวจดู
ความเหมาะสมของเนื้อหา
3.5 นำแบบทดสอบที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านประกอบไป
ด้วยอาจารย์ประจำวิชาภาษาอังกฤษ 2 ทา่ น อาจารย์ชาวต่างชาติ 1 ทา่ น ไปใช้กับนกั เรียนทไี่ มใ่ ชก่ ลุ่มตัวอย่าง
จำนวน 5 คน แล้วนำแบบทดสอบท่ผี า่ นการตรวจสอบมาปรับปรงุ แก้ไข
3.6 นำแบบทดสอบท่ีผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านและผ่านการทดลองกับกลุ่ม
ยอ่ ยไปใชก้ บั นกั เรียนกลุ่มตัวอย่างซ่งึ เปน็ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 14 คน โดยกลมุ่ ตัวอย่างได้มา
โดยการสมุ่ อยา่ งง่าย
วิธดี ำเนนิ การทดลอง
1. ระยะเตรยี มการทดลอง
1.1 สรา้ งเครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผน ทสี่ อดคลอ้ งกับผลการ
เรียนรู้ทคี่ าดหวัง หนว่ ยการเรยี นรู้ และมาตรฐานการเรยี นร้วู ิชาภาษาองั กฤษ ระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2
1.2 สรา้ งแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ
1.3. สรา้ งแบบทดสอบการเขยี นสะกดคำศัพทภ์ าษาองั กฤษก่อนเรยี นละหลงั เรียน
1.4 สุ่มกลุม่ ตัวอย่างจำนวน 1 หอ้ งเรียนเป็นกลุ่มทดลอง
2. ระยะดำเนนิ การทดลอง
2.1 จัดปฐมนิเทศทำความเข้าใจกับนักเรยี นถึงวิธกี ารเรยี น จดุ ประสงค์ในการเรยี นและวธิ ีการ
ประเมนิ ผลการเรียน
2.2 ผ้วู จิ ัยไดท้ ำการทดสอบกอ่ นเรียนกบั นกั เรียนกลุ่มตัวอยา่ งโดยใชแ้ บบทดสอบผลสัมฤทธก์ิ าร
เรยี นรคู้ ำศพั ทก์ ่อนเรียนทัง้ หมด 30 ข้อ เป็นปรนยั 20 ข้อและอตั นยั 10 ข้อ
2.3 เมอื่ ทดสอบก่อนเรียนแลว้ จากนนั้ ผวู้ จิ ยั ได้ทำการสอนตามแผนการสอนโดยใชเ้ กมคำศพั ท์
ประกอบการสอน ซ่ึงใช้เกมทั้งหมด 4 เกม คอื เกมบิงโกคำศพั ท์ เกมสร้างคำศัพท์ เกมลูกโซ่ และเกมแฮงแมน
ใชเ้ วลาสอนรวม 4 สัปดาห์ สปั ดาห์ละ 3 ชว่ั โมง โดยผวู้ จิ ยั เป็นผดู้ ำเนนิ การสอนเอง ซงึ่ แต่ละเกมมีกติกา
ดังต่อไปนี้
2.3.1 เกมบงิ โกคำศัพท์
จดุ ประสงค์
1. เพือ่ ให้นักเรียนเขยี นสะกดคำได้ถูกต้อง
2. เพ่อื ให้นักเรยี นไดฝ้ ึกทกั ษะการฟัง
26
อปุ กรณ์
1. ตารางสำหรับการเล่นบงิ โก
2. สลากคำศพั ท์
วธิ กี ารเล่น
1. ครูแจกตารางสำหรบั การเลน่ บิงโกให้กับนกั เรียนคนละแผ่น
2. นักเรียนเขียนคำศัพท์ลงในแต่ละช่องให้ครบ 16 ช่อง โดยคุณครูกำหนดให้เวลา
10 นาที
3. คณุ ครูสมุ่ สลากคำศัพท์แล้วพูดออกมา ใหน้ กั เรยี นกากบาททบั คำศัพท์ท่ีตรงกับที่
คุณครูพดู ในตารางของตน หากคำศัพท์เรียงกนั ตลอดแถว ไม่วา่ จะเปน็ แนวตงั้ แนวนอน หรือแนว
เฉยี ง ให้นักเรียนพูดคำวา่ “บงิ โก”
4. คุณครูตรวจสอบว่าเป็นคำที่คุณครูพูดหรือไม่ และนักเรียนสะกดคำศัพท์ถูกต้อง
หรือไม่ ถ้าถูกตอ้ งนกั เรยี นคนน้ันจะเป็นผู้ชนะ
2.3.2 เกมสรา้ งคำศัพท์
จดุ ประสงค์
1. เพื่อให้นกั เรียนบอกความหมายของคำศพั ทไ์ ด้ถกู ต้อง
2. เพ่อื ให้นักเรยี นเขยี นสะกดคำศัพทไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง
อุปกรณ์
1. บัตรคำตวั อกั ษร
วิธกี ารเล่น
1. ใหน้ ักเรียนจบั คู่ แลว้ คุณครแู จกกระดาษคู่ละ 1 แผน่ พรอ้ มกำหนดเวลา
2. คณุ ครอู ธิบายวธิ ีการเลน่
3. คุณครูกำหนดตัวอักษร แล้วให้นักเรียนเขียนสร้างคำศัพท์จากตัวอักษรที่กำหนด
อย่างน้อย 15 คำพร้อมบอกความหมาย เช่น คุณครูกำหนดตัว R ก็ให้นักเรียนเขียนคำศัพท์ท่ี
ข้ึนตน้ ด้วยตัว R มา 15 คำพร้อมความหมาย
4. คู่ใดที่สร้างคำศัพท์ได้ครบหรือมากกว่า 15 คำและถูกต้องในเวลาที่กำหนดไว้ ก็
จะเปน็ ผชู้ นะ
2.3.3 เกมลกู โซ่คำศพั ท์
จุดประสงค์
1. เพื่อให้นักเรียนเขยี นสะกดคำศัพทไ์ ด้ถกู ตอ้ ง
อุปกรณ์
27
ไม่มี
วิธีการเล่น
1. คุณครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ส่งตัวแทนมาจับสลากว่าใครจะได้เป็นคน
เขยี นคำศพั ท์ก่อน
2. ให้นักเรียนพูดคำศัพท์มา 1 คำ พยายามให้นักเรียนนำคำศัพท์ที่เคยเรียนไปแล้ว
มาใชใ้ ห้ได้มากที่สดุ เม่ือนกั เรยี นคนแรกเขยี นแล้ว ใหน้ กั เรียนคนต่อไปเขยี นคำศัพท์ที่เริ่มต้นด้วย
ตวั สะกดของคำแรกโดยจะต้องเขียนใหถ้ ูกต้อง ทำเชน่ น้ีสลับไปเรอ่ื ยๆ
3. หากนักเรียนคนใดเขียนสะกดคำศัพท์ผิด จะต้องออกจากการแข่งขัน กลุ่มไหนท่ี
มจี ำนวนคนมากกวา่ กลมุ่ นัน้ จะเปน็ ผชู้ นะ
2.3.4. เกมแฮงแมน
จดุ ประสงค์
1. เพ่ือให้นกั เรยี นเขียนสะกดคำศัพทไ์ ดถ้ กู ตอ้ ง
2. เพอ่ื ให้นักเรยี นบอกความหมายของคำศัพท์ได้ถูกต้อง
อุปกรณ์
ไม่มี
วธิ กี ารเลน่
1. คุณครแู บ่งนักเรยี นเป็น 3 กลมุ่ แลว้ อธิบายวิธีการเลน่
2. คณุ ครูสุ่มคำศัพท์จากบทเรยี น แลว้ ขดี เส้นตามจำนวนตัวอกั ษรในคำศัพท์ จากนน้ั
คุณครูใบ้คำศัพท์ด้วยความหมาย ให้นักเรียนเดาคำศัพท์จากความหมายว่าเป็นคำว่าอะไรใน
คำศพั ทน์ ี้มตี ัวอักษรอะไรบ้าง โดยใหน้ ักเรยี นออกมาเขยี นทลี ะตวั อักษร
3. หากนักเรียนกลุ่มไหนเขียนตัวอักษรที่ไม่มีในคำศัพท์ คุณครูจะเริ่มวาดรูปเป็น
แทน่ แขวนคอ หากเขียนตวั อักษรผดิ เรอ่ื ยๆ รปู นั้นจะกลายเป็นรปู ตัวการต์ นู ถกู แขวนคอ
4. นักเรยี นกลุ่มใดท่อี อกมาเขียนตัวอกั ษรแลว้ ถกู ต้องมากทีส่ ุด กลุม่ นั้นจะเป็นผู้ชนะ
2.4 ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
คำศพั ทห์ ลงั เรยี นทัง้ หมด 30 ขอ้
28
ขน้ั เก็บรวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมคะแนนจากการทดสอบก่อนเรยี น-หลังเรียน โดยใช้รูปแบบ One-Group
Pretest - Posttest Design มีรปู แบบดงั นี้
O1 X O2
เมอ่ื กำหนด O1 หมายถึง การทดสอบกอ่ นเรียน
X หมายถงึ แบบเรียน
O2 หมายถงึ การทดสอบหลงั เรียน
ขน้ั การวเิ คราะหข์ ้อมลู
สถิติทีใ่ ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู
1. สถิตพิ น้ื ฐาน
1.1 ค่าเฉล่ีย (Mean)
1.2 คา่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
29
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิจัยครั้งนี้เป็นการใช้เกมเพื่อพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 1โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ ักษะการเขียนของนกั เรยี นก่อนและหลังได้รับ
การใช้เกมโดยใช้แบบฝกึ ท่ีผู้วจิ ัยสร้างขึ้นและไดว้ ิเคราะห์ขอ้ มูลตามลำดับขน้ั ตอนดังน้ี
สญั ลักษณ์ทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การวจิ ยั เร่ือง การพฒั นาทักษะการเขยี นคำศัพท์ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เกม ผ้วู จิ ัยได้
ใช้สญั ลกั ษณต์ า่ งๆในการวิเคราะห์ข้อมลู ดังต่อไปน้ี
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอยา่ ง
แทน ค่าเฉลย่ี
S.D แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ข้นั ตอนการวิเคราะหข์ ้อมลู
ผูว้ จิ ัยได้ดำเนินการวิจัยตามข้นั ตอนดงั ตอ่ ไปน้ี
ตอนที่ 1 วเิ คราะห์ขอ้ มูลกล่มุ ตวั อย่าง
ตอนที่ 2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน ทักษะการเขียนคำศัพท์
ภาษาองั กฤษทไี่ ดร้ บั การสอนโดยใช้เกม
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผูว้ จิ ัยได้นำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลตามลำดับดังต่อไปน้ี
ตอนที่ 1วิเคราะห์ขอ้ มูลกลุ่มตัวอยา่ ง
การวิจัยในครง้ั นก้ี ลมุ่ ตวั อย่างเปน็ นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 2 จำนวน 14 คน แบง่ เปน็ นกั เรียนชาย
9 คน และเปน็ นักเรียนหญิง 5 คน ดงั ตารางต่อไปนี้
ตารางท่ี 1: ตารางแสดงรอ้ ยละของกลุ่มตัวอยา่ ง
เพศ N=14 ร้อยละ
นักเรยี นชาย 9 64
นักเรียนหญิง 5 36
จากตารางพบวา่ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครัง้ นี้ เปน็ นักเรียนชายจำนวน 9 คน (ร้อยละ 64) และเป็น
นกั เรียนหญงิ 5 คน (ร้อยละ 36) จากนักเรยี นท้งั หมด 14 คน
30
ตอนท่ี 2 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรยี น ทักษะการเขยี นคำศัพท์ภาษาอังกฤษทีไ่ ดร้ ับการสอน
โดยใชเ้ กม
ผลรวมคะแนนผลสมั ฤทธิ์การเขยี นคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลงั เรยี นของนกั เรียนท่ีไดร้ ับการ
สอนโดยใชเ้ กม ปรากฏผลตามตารางดงั น้ี
ตารางที่ 2 : ตารางแสดงคะแนนผลสมั ฤทธก์ิ อ่ นเรียนและหลังเรยี น ทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษท่ี
ได้รบั การสอนโดยใช้เกม
นกั เรยี น คะแนนทักษะการเขียนคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ (30 คะแนน)
(14 คน) ก่อนเรียน หลงั เรียน คา่ ความแตกต่าง ค่าร้อยละ
1 18 30 12 40
2 14 27 13 43.33
3 16 23 7 23.33
4 11 20 9 30
5 15 19 4 13.33
6 22 30 8 26.66
7 18 25 6 20
8 20 28 8 26.66
9 16 24 9 30
10 17 25 8 26.66
11 16 28 12 40
12 13 20 7 23.33
13 20 29 9 30
14 20 30 10 33.33
คะแนนเฉล่ยี 16.85 25.57 8.71 31
S.D. 4.02 4.11 -
29
-
จากตารางพบว่า นักเรียนทุกคนมคี ะแนนผ่านเกณฑ์และคะแนนเฉลย่ี หลงั เรียนสงู กวา่ คะแนนเฉลยี่
กอ่ นเรียนจำนวน 8.71 คะแนนหรอื ร้อยละ 29 ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.02
32
บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
วิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเกมมาเป็นสื่อการสอนเพื่อพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของ
นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 ซ่ึงสามารถสรุปผล อภิปรายผล และมขี ้อเสนอแนะ ดงั น้ี
สรุปผลการวจิ ยั
จากการวจิ ัยการใช้เกมเพ่ือพัฒนาทักษะการเขยี นคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปี
ที่ 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 โรงเรยี นบา้ นทางตรง สามารถสรปุ ผลได้ดังน้ี
1. การใช้เกมประกอบการสอนช่วยให้นักเรียนเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและแม่นยำ
มากข้ึน จากการทดลองใช้แผนการสอนโดยใชเ้ กมเพ่ือพัฒนาทักษะการเขยี นคำศัพทภ์ าษาอังกฤษของนักเรียน
พบว่านักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรยี นเฉลี่ยเท่ากับ
16.85 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.02 ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ
56.16 และคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเท่ากับ 25.57 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 4.11 ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 85.23 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
เมื่อได้รับการสอนโดยการใช้เกม และการใช้เกมสามารถพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท์ ของนักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2
การอภปิ รายผล
การใชเ้ กมเพ่ือพฒั นาทักษะการเขยี นคำศัพท์ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ชว่ ยใหน้ กั เรียนมีการ
พัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ดีและแม่นยำมากขึ้น สามารถการเขียนสะกดคำศัพท์
ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง สามารถกำหนดตัวอักษรหรือสัญลักษณ์แทนเสียง สามารถถ่ายทอดความคิด
ออกมาเป็นตัวหนังสือและผู้อา่ นสามารถเข้าใจได้ สามารถเขียนเรียงพยัญชนะ สระ ตัวสะกดเรียบเรียงเป็นคำ
ไดถ้ ูกตอ้ ง โดยสามารถอภิปรายผลไดด้ ังน้ี
จากการวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรยี นของนักเรยี น นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่านักเรียนมีการพัฒนาทักษะการเขียนคำศพั ท์ท่ีดีขึ้น เพราะว่าการสอนโดยใช้เกมเปน็
กิจกรรมที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสามารถสร้างบรรยากาศภายใน
ห้องเรียนได้เป็นอย่างดีซึ่งทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียนและได้พัฒนาทักษะด้านการเขียน ดังทฤษฎี
Communicative Approach ทว่ี า่ นักเรียนจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กต็ อ่ เมอ่ื นักเรียนได้ทำกิจกรรมใน
รปู แบบต่างๆให้มากทส่ี ุด เช่น เกมทางภาษา (Language games), บทบาทสมมติ (Role Play) และละครหรือ
เพลง (Drama and Song) เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้เกมเพื่อจัดกิจกรรมที่เน้นการแข่งขันสามารถกระตุ้นให้
นักเรียน นักเรียนจงึ มีแรงจูงใจมากขึน้ มคี วามกระตอื รือร้นในการเรียนมากขึ้น ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซ่ึง
33
สอดคลอ้ งกับทฤษฎีการเรยี นรู้ 8 ขั้นของกาเยท่ ่วี ่า นักเรียนจะเกดิ ความสนใจและกระตือรือรน้ ในการเรียนมาก
ขึ้นหากมสี ื่อ กิจกรรม หรือสถานการณ์ตา่ งๆ โดยมกี ารแนะนำแนวทางในการเรียนเพ่ือใหเ้ กิดการเรียนรู้
ขอ้ เสนอแนะเพือ่ การสอน
1. ในการใช้เกมประกอบการสอน ครูควรชีแ้ จงกับนักเรียนถึงจุดมุ่งหมายของการเล่นเกมว่า เป็นการฝึก
การเขยี นคำศพั ท์โดยใช้กจิ กรรมเกมเขา้ มาประกอบการสอนเพือ่ ทำใหน้ ักเรียนจำคำศัพท์ได้
2. ในการแบ่งกลุ่มเล่นเกม ควรใช้วิธีการแบ่งกลุ่มที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนได้เปลี่ยนกลุ่ม ล ะได้
ชว่ ยเหลือซึ่งกนั และกันมากข้ึน
3. ครคู วรให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเลือกเกมบา้ ง จะทำให้นักเรียนรู้สึกว่ามีสว่ นรว่ มในการเรียนการ
สอนมากขึ้น
ขอ้ เสนอแนะเพื่อการวจิ ยั
1. ควรทำการศึกษา ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างอื่นๆเพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท์
ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมเป็นสือ่ ประกอบการสอน
2. ควรทำการศึกษาการสอนโดยการใช้เกมกับทักษะอื่นๆ เช่น ทักษะการพูด การฟัง และการอ่านเพื่อ
ศึกษาผลเฉพาะทาง
34
บรรณานกุ รม
กรมวชิ าการ. (2546). การจดั สาระการเรยี นรูก้ ลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ ตามหลักสตู รการศกึ ษา
ขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544. กรงุ เทพ : องค์การรบั สง่ สินค้าและพัสดภุ ัณฑ์, 2546.
ทรงสิทธิ์ ทองจรสั . (2544). การพฒั นาการเรยี นการสอนวชิ าภาษาองั กฤษเพ่ือการสื่อสารของนักเรยี นชัน้
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โดยใชเ้ กม. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. ขอนแกน่ : มหาวิทยาลัยขอนแกน่ .
ปราณี ทองคา. (2542). เกมประกอบการสอนวิทยาศาสตร.์ (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 6). กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช,
2542
ปัทมา ราษฎรด์ ุษด.ี (2545) การใชเ้ กมพฒั นาทกั ษะการเขียนสะกดคำศัพทภ์ าษาไทยของนักเรียนชน้ั
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นประทานสงเคราะห์ จงั หวัดนนทบรุ .ี
เรอื งศักดิ์ อำไพพันธ.์ (2545). 100Languages Game. (พิมพ์คร้ังท่ี 5). กรังเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช,
2545
วลั ภาภรณ์ คงถาวร. (2540). เกมในภาษาอังกฤษ. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ศริ วิ รรณ โสพติ ภักดีพงษ์. (2544). การใช้เกมคำศัพทป์ ระกอบการเรยี นการสอนเพื่อสรา้ งความคงทนในการ
เรียนร้คู ำศัพท์ภาษาองั กฤษ ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6. บทคดั ยอ่ สารนิพนธ์ กษ.ม. กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลัยศรีนคริทรว์ โิ รฒ.
ส่งศรี สาริบุตร. (2541). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเขยี นและความคงทนในการเรียนรูค้ ำศพั ท์วิชา
ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการสอนโดยใช้เกมกับการสอนปกต.ิ
วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
Konstantyuk,lrina.(February,2004).Communicative Language Teaching Methodology and
theTeaching of Ukrainian.Masters Abstracts International 42(1), 51. Raimes, Ann.
(1993). Techniques in teaching Writing. New York. Oxford University Press.
Ungricht, Ted Rulon. (February,1998). Learning strategies of concurrent enrollment students
at Utah Valley State college. Dissertation Abstracts International. 58 (8), 3004-A.
35
Wrucke – Nelson. Ann Catherine. (July, 1993). Ann Investigation into the Development of
Oral English in Concept Formation through the Use of group Game in the Bilingual
Classroom. Dissertation Abstracts International. 54(1), 82-A. Retrieved January 24,
2004
from http://www.lip.umi.umi.com.lochbuie.lib.ac.cowan.edu.au/dissertation.
www.vcharkarn.com
http://learnphonics.890m.com
http://learners.in.th/blog/wpumma30/18751