มหาเวกัสณสัฑน์มดัทรชรี าดก
จัดทำโดย
น.ส.ญาดาวดี บัวเพ็ชร
ม.๕/๙ เลขที่ ๑๒
ประวัติผู้เเต่ง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
เป็นกวีเอกคนหนึ่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
มีนามเดิมว่า หน เกิดเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
น่าจะอยู่ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และถึงแก่อสัญกรรม
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๘
ผลงานด้านวรรณคดีที่ท่านได้แต่งไว้หลายเรื่องด้วยกัน
เจ้าพระยาพระคลัง เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦๅชัย (บุญมี)
กับท่านผู้หญิงเจริญ มีบุตรธิดาหลายคน ที่มีชื่อเสียงคือ เจ้าจอมพุ่ม
ในรัชกาลที่ ๒ เจ้าจอมมารดานิ่ม พระมารดาสมเด็จฯ กรมพระยา
เดชาดิศร (มั่ง) ในรัชกาลที่ ๒ นายเกต และนายพัด
ซึ่งเป็นกวีและครูพิณพาทย์ เป็นต้นสกุล บุญ-หลง
การรับราชการ
มีหลักฐานระบุได้ว่าท่านได้รับราชการมาตั้งแต่
สมัยกรุงธนบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต ตำแหน่ง
นายด่านเมืองอุทัยธานี ครั้นเมื่อถึงปลายรัชกาล ที่เหตุ
ระส่ำระสายเกิดจลาจลในพระนคร ท่านได้ลอบส่งคนนำ
หนังสือแจ้งเหตุภายในพระนครไปถวายสมเด็จเจ้าพระยา
มหากษัตริย์ศึก (ภายหลังคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลก) ซึ่งกำลังยกกองทัพไปตีเขมรหลวงสรวิชิต
(ในเวลานั้น) ออกไปรับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ถึงทุ่งแสนแสบ แล้วบอกข้อราชการต่างๆ จากนั้น
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เข้ามาปราบเหตุจลาจล
ในพระนคร แล้วทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติ
เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อเหตุการณ์ใน
พระนครสงบเรียบร้อย พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระยาพิพัฒน์โกษา
และในที่สุดเมื่อตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังว่างลง ได้รับ
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาพระคลัง
เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า มีหน้าที่ควบคุมบังคับ
บัญชากิจการทางหัวเมืองชายทะเลทั้งหมด เจ้าพระยาพระ
คลังท่านนี้นอกจากมีความสามารถในเชิงบริหารกิจการ
บ้านเมือง และเป็นนักรบแล้ว ยังมีความสามารถในเชิง
อักษรศาสตร์เป็นที่ยกย่องว่าเป็นกวีฝีปากเอก มีสำนวน
โวหารไพเราะ ทั้งร้อยกรองหลากหลายชนิด และสำนวน
ร้อยแก้วที่มีสำนวนโวหารไพเราะไม่แพ้กัน
ผลงาน
แต่งในสมัยกรุงธนบุรี
- ลิลิตเพชรมงกุฎ
- อิเหนาคำฉันท์
แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
- สามก๊ก (เป็นผู้อำนวยการแปล)
- ราชาธิราช (เป็นผู้อำนวยการแปล)
- กากีกลอนสุภาพ
- ร่ายยาวมหาชาติ กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี
- ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง
- โคลงสุภาษิต
- กลอนและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาที่วัด
ราชคฤห์
- ลิลิตศรีวิชัยชาดก
- สมบัติอมรินทร์คำกลอน
ที่มาของเรื่อง
มาจากร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดก
เรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยกล่าวถึงเรื่องราวของพระ
โพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร
เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ต่อมามีการแปลเป็นภาษาไทย
ในสมัยกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ โปรดเกล้าฯให้ปราชญ์ราชบัณฑิตแต่ง
มหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็นมหาชาติสำนวนแรก โดยมีจุด
ประสงค์เพื่อใช้สวด ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้า
ให้แต่งกาพย์มหาชาติ เพื่อใช้สำหรับเทศน์ แต่เนื้อ
ความในกาพย์มหาชาติค่อนข้างยาว ไม่สามารถเทศน์ให้
จบภายใน ๑ วัน จึงเกิดมหาชาติขึ้นใหม่อีกหลาย
สำนวน เพื่อให้เทศน์จบภายใน ๑ วัน มหาชาติ
สำนวนใหม่นี้เรียกว่า มหาชาติกลอนเทศน์ หรือ
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
โปรดเกล้าฯให้มีการชำระและรวบรวมมหาชาติกลอนเทศ
สำนวนต่าง ๆ แล้วคัดเลือกสำนวนที่ดีที่สุดของแต่ละ
กัณฑ์ นำมาจัดพิมพ์เป็นฉบับของหลวง ๒ ฉบับ คือ
ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ และ ฉบับกระทรวง
ศึกษาธิการ
เนื้อเรื่องย่อ
พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระเวสสันดร
ทำนายฝันให้ แต่พระนางก็ยังไม่สบายพระทัย ก่อนเข้าป่า
พระนางฝากพระโอรสกับพระธิดากับพระเวสสันดรให้ช่วยดูแล
หลังจากนั้นพระนางมัทรีก็เสด็จเข้าป่าเพื่อหาผลไม้มาปรนนิบัติพระ
เวสสันดรและสองกุมาร ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติ
ผิดปกติไปจากที่เคยพบเห็น เช่นต้นไม้ที่เคยมีผลก็กลายเป็นต้นที่มี
แต่ดอก ต้นที่เคยมีกิ่งโน้มลงมาให้พอเก็บผลได้ง่าย ก็กลับกลาย
เป็นต้นตรงสูงเก็บผลไม่ถึง ทั้งท้องฟ้าก็มืดมิด ขอบฟ้าเป็นสีเหลือง
ให้รู้สึกหวั่นหวาดเป็นอย่างยิ่ง ไม้คานที่เคยหาบแสรกผลไม้ก็พลัดตก
จากบ่า ไม้ตะขอที่ใช้เกี่ยวผลไม้พลัดหลุดจากมือ ยิ่งพาให้กังวลใจยิ่ง
ขึ้นบรรดาเทพยดาทั้งหลายต่างพากันกังวลว่า หากนางมัทรีกลับออก
จากป่าเร็วและทราบเรื่องที่พระเวสสันดร ทรงบริจาคพระโอรสธิดาเป็น
ทาน ก็จะต้องออกติดตามพระกุมารทั้งสองคืนจากชูชก พระอินทร์จึงส่ง
เทพบริวาร ๓ องค์ให้แปลงกายเป็นสัตว์ร้าย ๓ ตัว คือราชสีห์
เสือโคร่ง และเสือเหลือง ขวางทางไม่ให้เสด็จกลับอาศรมได้ตามเวลา
ปกติ เมื่อล่วงเวลาดึกแล้วจึงหลีกทางให้พระนางเสด็จกลับอาศรม
เมื่อพระนางเสด็จกลับถึงอาศรมไม่พบสองกุมารก็โศกเศร้าเสียพระทัย
เที่ยวตามหาและร้องไห้คร่ำครวญ พระเวสสันดรทรงเห็นพระนาง
เศร้าโศก จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วยการแกล้งกล่าวหานางว่าคิด
นอกใจคบหากับชายอื่น จึงกลับมาถึงอาศรมในเวลาดึก
เพราะทรงเกรงว่าถ้าบอกความจริงในขณะที่พระนางกำลังโศกเศร้าหนัก
และกำลังอ่อนล้า พระนางจะเป็นอันตรายได้ ในที่สุดพระนางมัทรี
ทรงคร่ำครวญหาลูกจนสิ้นสติไป ครั้นเมื่อฟื้นขึ้น พระเวสสันดร
ทรงเล่าความจริงว่า พระองค์ได้ประทานกุมารทั้งสองแก่ชูชกไปแล้ว
ด้วยเหตุผลที่จะทรงบำเพ็ญทานบารมี พระนางมัทรีจึงทรงค่อยหาย
โศกเศร้าและทรงอนุโมทนาในการบำเพ็ญทานบารมีของ
พระเวสสันดรด้วย
ลักษณะคำประพันธ์
แต่งเป็นร่ายยาว มีพระคาถาภาษาบาลีนำ และพรรณนา
เนื้อความโดยมีพระคาถาสลับเป็นตอนๆ ไปจนจบกัณฑ์
คำประพันธ์ประเภทร่ายยาว หนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี
๕ วรรคขึ้นไป วรรคหนึ่งๆ มีตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป ถึง ๑๐ คำหรือ
มากกว่า มีบังคับเฉพาะระหว่างวรรค คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่ง
สัมผัสไปที่คำที่ ๑ ถึง ๕ ของวรรคต่อไป เมื่อจบตอนมักมีคำสร้อย
เช่น “นั้นแล” “นี้แล” ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นร่ายยาว
สำหรับเทศน์ จะมีคำศัพท์บาลีขึ้นก่อน แล้วแปลเป็นภาษาไทย
แล้วจึงมีร่ายตาม ในระหว่างการดำเนินเรื่องจะมีคำบาลีคั่นเป็น
ระยะๆ คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับข้อความที่ตามมา
ร่ายยาว คือ ร่ายที่ไม่กำหนดจำนวนคำในวรรคหนึ่งๆ
แต่ละวรรคจึงอาจมีคำน้อยมากแตกต่างกันไป การสัมผัส คำสุดท้าย
ของวรรคหน้าสัมผัสกับคำหนึ่งคำใดในวรรคถัดไป จะแต่งสั้นยาว
เท่าไรเมื่อจบนิยมลงท้ายด้วยคำว่า แล้วแล นั้นแล นี้เถิด โน้นเถิด
ฉะนี้ ฉะนั้น ฯลฯ เป็นต้น
ถอดความจากเนื้อเรื่อง
เวลานั้นพระนางมัทรีได้ทรงเข้าไปหาผลไม้ในป่า ก็ทรง
หวั่นกลัว เมื่อเห็นธรรมชาติผิดปกติไป ก็ทรงคิดถึงลูกทั้งสอง เดินไปก็
เศร้าไปร้องไห้ไป พอดูผลไม้ในป่าจากที่เคยมีลูกก็มีแต่ดอก ทั้งดอกไม้
ที่พระนางเคยร้อยไปฝากลูกทั้งสอง ท้องฟ้าก็แดงเป็นสายเลือด
มืดหมดทั้งแปดทิศ ผลไม้ก็ยังมาหล่นจากมือ ยิ่งผิดสังเกตเลยรีบก้าว
เท้าเดินโดยเร็ว มาถึงกลางทางก็ดันมาเจอสัตว์ทั้งสามตัว คือ
พญาราชสีห์ พญาเสือเหลือง และพญาเสือโคร่ง ยิ่งร้องไห้ รอเวลาก็
คิดว่าป่านี้ลุกคงคอย หากจะเดินไปทางอื่นก็ไกลมาก มีทั้งขอนไม้
ก้อนหินมากมาย เลยกราบไหว้อ้อนวอนขอทางกลับ แล้วจะแบ่งผลไม้
ให้สักครึ่ง
เทพทั้งสามที่แปลงกายมาเมื่อได้ฟังแล้วก็เห็นพระนางร้องไห้
น้ำตาเต็มไปทั้งสองตาก็หลีกทางให้ พระนางรีบวิ่งไปแล้วร้องไห้ไป
ไม่ยอมหยุด สักพักก็ถึงอาศรม ถึงที่ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นกันก็ไม่เห็น
ใจเริ่มเริ่มหวั่นเรียกหาก็ไม่มี พระนางทรงพรรณนาถึงความหลังมากมาย
ถึงลูกทั้งสอง คิดว่าลูกจะสิ้นใจไปเสียแล้ว
เมื่อตรัสถามพระเวสสันดรก็พูดไม่ใยดีแต่สักนิด คิดว่าคบชายอื่น
แต่พระนางก็ไม่ถือโกรธเพราะทั้งลูกและสามีล้วนเป็นเพื่อนร่วมในยาม
ยาก แต่กราบทูลเท่าไรพระสามีก็ไม่ฟัง ไม่ตรัสตอบแต่คำเดียว จึงยิ่ง
ทำให้พระนางมัทรียิ่งกลุ้มใจยิ่งขึ้น พระนางหนักใจเหลือเกิน เหมือน
คนเอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บใจจนทนไม่ได้ ทั้งลูกก็หายไปแม่
แทบทนไม่ไหว หากพระเวสสันดรไม่ใยดี เห็นว่าพระนางคงจะสิ้นใจ
อยู่ในป่านี้แล้ว
ถอดความจากเนื้อเรื่อง
เมื่อพระเวสสันดรทรงได้ฟังพระนางมัทรีแล้ว จึงรีบคิดหาวิธีดับ
โศกให้ ว่าพระนางมีพักตร์อันผุดผ่องเสมือนเอาน้ำทองเข้ามาทาบทับ
ผิว เหมือนเป็นนางฟ้าลงมา ใครเห็นก็อยากจะชื่นชม พระองค์เลยเลย
พูดกล่าวโทษว่าไปลอบคบชายอื่น แล้วยังมามารยา เมื่อตอนเช้าก่อน
จะไปยังทำเป็นห่วงใยลูกไม่อยากจาก แต่ไปซะนานเพิ่งจะกลับมาเอา
ปานนี้ หรือจะไปติดใจผลไม้ดีๆ แล้วลืมลูกลืมสามี ช่างไม่รู้จริงๆ กับ
ใจหญิง หากเป็นเหมือนเมื่อก่อนนั้นตอนที่เป็นกษัตริย์ พระนางก็คง
ไม่มีชีวิตอยู่ เพราะพระองค์จะสั่งประหาร ร่างกายก็ขาดสบั้นไปทันตา
แล้ว
ส่วนพระนางมัทรีเมื่อได้ฟังคำพระเวสสันดรก็ทรงเจ็บใจและ
หายทุกข์โศกลงบ้าง แล้วก้มกราบบังคมทูลพระเวสสันดรว่าที่พระนาง
มาช้าเพราะว่า ภายในป่าทั้งผลไม้ต้นไม้ พืชพรรณนานาชนิดมัน
แปรปรวนหมด ทั้งป่ามืดทั้งแปดทิศ พระนางก็รีบวิ่งไม่หยุดหย่อน แต่
ก็มาเจอสัตว์ราชสีห์ และเสืออีกสองตัว กัดไว้ จนเวลาตะวันตกดินแล้ว
จึงมาได้พระนางพยายามอธิบายและแสดงความจงรักภักดีต่อพระ
เวสสันดร ว่าพระนางเป็นเพื่อนยากให้พระองค์มาตลอดแล้วเห็นตรง
ไหนที่ผิดสังเกตบ้าง เมื่อไม่ว่าจะทุกข์ยากยังไงก็ทนหาผลไม้ เข้าไป
ในป่าก็โดนขุดขวนจนเป็นริ้วรอยเลือดไหล พระนางทรงรักสามี
เหมือนดังบิดาของตน ไม่เคยคิดที่จะนอกใจ ด้วยพระคุณพระกรุณาให้
พระเวสสันดรทรงให้อภัยความผิดครั้งนี้ของนางด้วย
ถอดความจากเนื้อเรื่อง
เมื่อพระนางมัทรีทรงกราบทูลไปแล้วพระเวสสันดรก็ยังนิ่งเฉย
ไม่กล่าวอะไร พระนางจึงออกอาการเศร้าโศกยิ่งสะอึกสะอื้น และกราบ
บังคมออกมาเที่ยวตามหาพระกุมารทั้งสองตามสถานที่ต่างๆ รำลึกถึง
ความหลังเมื่อถึงสถานที่ตรงที่พระกุมารทั้งสองเคยเล่นกัน ยิ่งมองใน
น้ำก็มีแต่น้ำขุ่น มองป่าก็จากที่เคยดำผุดดำว่ายอยู่ก็ไม่มี นกที่เคยบิน
ลงจิกอาหารก็ไม่เห็น ทุกอย่างแปลกตาแปรปรวนไปทุกอย่างยิ่งทำให้
ใจหาย ออกตามหาต่อเมื่อได้ยินเสียงอะไรก็คิดว่าเป็นเสียงพระกุมาร
ทั้งสอง มองเห็นอะไรตะคุ่มๆ ก็คิดว่าจะเป็นพระกุมารทั้งสอง ทุกอย่าง
รอบกายที่ได้ยินได้เห็นก็คิดว่าจะเป็นลุกทั้งสอง จึงกล่าวว่า เวลา
ปานนี้จะดึกดื่น จนจะรุ่งแล้วก็ไม่รู้เลย ลมพัดเรื่อยๆอกแม่เองก้อ่อนล้า
ทั้งดาวเดือนก็ลับกิ่งไม้ลง ฝูงลิงฝูงค้างก็เที่ยวกลับเกลือกอยู่มากมาย
นกก็เงียบไปทุกรัง แต่ตัวแม่ยังคงเที่ยวตามหาลูกอยู่ในป่าทุกหนแห่ง
สุดแล้วสายตาที่แม่จะตามลูกไปดูแล สุดที่จะได้ยินเสียง สุดปัญญา
สุดค้นหาสุดที่จะคิดแล้วที่แม่จะได้พบลูกน้อยแต่รอยสักนิดก็ไม่มี ลูก
ทั้งสองเจ้าเอ๋ย หรือว่าเจ้าทั้งสองจะสิ้นเสียแล้วเหมือนดังที่แม่ได้ฝัน
เมื่อคืน
เมื่อพระนางมัทรีทรงตามหาแล้วจนทั่วแห่งละ ๓ หน ก็ยังไม่
เจอ ทรงหมดเรี่ยวแรง และเมื่อกลับมาที่อาศรมก็เหมือนจะสิ้นใจลง
ตรงนั้น ทรงพรรณนาถึงลุกทั้งสอง ทรงร้องไห้น้ำตานองหน้าตลอด
ตั้งแต่ตามหาก็ยังไม่หยุด คร่ำครวญร้องไห้ หากว่าพระนางรู้ว่าลูกอยู่
หนแห่งใดก็จะไปตามหาหรือลูกจะข้ามน้ำทะเลไปเขตแคว้นอื่นแล้ว
หากแม่รู้แม่จะไปตามลูกด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ เมื่อตอนเช้าแม่ยังได้
กอดจูบลูกอยู่แต้ตอนนี้ไม่เห็นเสียแล้ว
ถอดความจากเนื้อเรื่อง
ยามลูกทั้งสองอยู่แม่กล่อมเจ้าแล้วต่อแต่นี้แม่จะกล่อมใครให้นิทรา
แม่คิดว่าเจ้าจะได้เป็นเพื่อนยากกันยามหน้าแม่จะได้ฝากผีพึ่งลูกทั้ง
สองคน แต่เจ้าก็ทิ้งแค่ชื่อไว้ให้เปล่าออก แล้วสมควรหรือไงที่มาสลัด
ทิ้งแม่ไปให้แม่ต้องเสียใจ และจะสิ้นใจเสียให้ เลยกราบบังคมทูล
น้อมศีรษะลงต่อพระเวสสันดรเพื่อที่จะได้รู้ แล้วกราบบังคมลาเมื่อเท้า
ย่องย่างก็ไม่ไหวต่อร่างกายที่อ่อนล้า ร่างกายหน้าตาง่วงงอให้พระนาง
ไม่ไหวไม่ทันได้บังคมทูล พอพูดพระคุณเจ้าเอ๋ยแค่คำเดียวเท่านั้นก็ไม่มี
เสียง ตาหลับร่างลงสลบตรงหน้าพระเวสสันดร ดั่งพุ่มฉัตรทองถูกสาย
อัสนีฟาดลงระเนนเอนแล้วก็ล้มลงตรงหน้าพระที่นั่งพระเวสสันดรทันที
เวลานั้นพระเวสสันดรก็ทรงทอดพระเนตรเห็นพระนางมัทรีสลบ
ไปก็คิดว่าพระนางจะสิ้นใจแล้ว จึงพรรณนาว่า บุญของพี่นี้น้อยนัก
เพื่อนยาก เจ้ามาตายจากพี่ไปภายในวัด เจ้าจะเอาป่าแห่งนี้เป็นป่าช้า
จะเอาอาศรมหลังนี้หรือเป็นบริเวณเมรุทอง จะเอาเสียงสาริดร่ำร้อง
เสียงจักจั่นและเรไรอันร่ำร้องหรือมาเป็นกลองประโคมใน
และแตรสังข์เป็นพิณพาทย์ จะเอาเมฆหมอกเป็นเพดาน จะเอายุ่งใน
ป่าหรือมาแต่งฉัตรเงินและฉัตรทอง แล้วจะเอาแสงพระจันทร์หรือมา
เป็นแสงไฟประดับ ช่างน่านิจจามัทรีมาตายไร้ญาติอยู่ในป่า
เมื่อได้ตั้งสติลดโศกเศร้าจึงพิจารณาก็รู้ว่ายังไม่สิ้น จึงเอาผ้ากับน้ำมา
ประคบเพื่อให้ฟื้น ยกศีรษะพระนางตั้งบนตัก แล้วประคบเพื่อให้นาง
ฟื้นตื่นขึ้นมา
ถอดความจากเนื้อเรื่อง
เมื่อพระนางมัทรีตื่นขึ้นมาเห็นตนนอนอยู่บนตักพระเวสสันดร
ก็เห็นว่ามิควร เลยรีบลุกแล้วถัดลงไป ก็ทรงทูลถามพระเวสสันดรต่อว่า
ลูกทั้งสองอยู่ที่ไหน พระองค์ทรงเล่าให้ฟังว่า ได้ให้ทานแก่พราหมณ์
เมื่อวานนี้แล้ว ขอให้พระนางจงอย่าโศกเศร้าไปเลย ให้ศรัทธาใน
การทำทานครั้งนี้ หากเรายังมีชีวิตอยู่ต้องได้เจอกันสักวัน พระองค์จะ
ต้องให้ผู้ที่มาขอ ถึงแม้จะมีผู้มาขอเนื้อหนัง เลือด หรือจะเป็นดวงตา
พระองค์พร้อมที่จะให้ และถ้าหากพระองค์มีเงินทองมากมาย หากมียาจก
มาไหว้วอนขอก็จะให้เช่นกัน มัทรีจงช่วยอนุโมทนาทานในครั้งนี้ด้วย
พระนางมัทรีทรงถามว่า เมื่อวานนี้ทำไมพระองค์ไม่บอกให้รู้
พระเวสสันดรจึงตอบว่า หากจะเล่าให้พระนางฟังก็สุดใจมาจากป่าไกล
ยังเหนื่อยอยู่ และด้วยความรักร้อนรนที่มีต่อลูก ที่ลูกทั้งสองไปไกลตา
พระนางมัทรีเลยพูดต่อว่า พระกุมารทั้งสองคนพระนางอุตสาถนอม
เลี้ยงดูมา ก็ขออนุโมทนาด้วยปิยบุตรทานบารมีด้วย ขอให้น้ำพระทัย
พระองค์จงผ่องแผ้วอย่ามีมัจฉริยธรรมอกุศลอย่าปนในน้ำพระทัยของ
พระองค์
ข้อคิดจากเรื่อง
๑.ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นัก แนวคิด พระนางมัทรีมี
ความรักในสองกุมารยิ่งนัก พระนางทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังสติปัญญา
ที่มีเพื่อค้นหาสองกุมารจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง และสิ้นเสียงที่ร่ำร้อง
เรียกหา พระนางมัทรีดั้นด้นตามหาสองกุมารในป่าโดยมิได้พรั่นกลัวต่อ
ภยันตรายเลยถึง ๓ รอบ จนกระทั่งหมดกำลังและสิ้นสติไปในที่สุด
๒.ผู้ที่ปรารถนาสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่จะต้องทำด้วยความอดทน
และเสียสละอันยิ่งใหญ่ด้วย แนวคิด เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรง
ปรารถนาพระโพธิญาณ จึงต้องทรงบำเพ็ญบุตรทานที่ถือว่าเป็นทานที่
สูงส่ง พระองค์ต้องทรงตัดความอาลัยรักที่มีต่อพระลูกรักทั้งสอง ทั้งยัง
ทรงต้องตัดความรักความสงสารที่มีต่อพระมเหสีมัทรีด้วย ทั้งๆที่ใน
พระทัยนั้นต้องเจ็บปวดยิ่งนักเพราะไหนจะทรงห่วงใยพระลูกรัก และยัง
ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นตัดพ้อต่อว่าพระนางมัทรีด้วยการกล่าวบริภาษ
ที่รุนแรง และยังต้องทรงทนทำเฉยเมยไม่แยแสกับการตัดพ้อต่อว่า
คร่ำครวญของพระนางมัทรีด้วย
๓.ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยาทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข
แนวคิด เฉกเช่นพระนางมัทรีมีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดรยิ่งนัก
ไม่ว่าพระเวสสันดรจะทรงกล่าวบริภาษพระนางอย่างรุนแรงก็ตาม อาทิ
หาว่าพระนางคบชู้สู่ชาย แม้จะสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจแก่พระนางยิ่งนัก
แต่พระนางมัทรีก็มิได้ทรงถือโกรธ ทั้งยังกล่าวชี้แจงเหตุผลตามความ
เป็นจริงอีกด้วย
ข้อคิดจากเรื่อง
๔.ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี แนวคิด
เห็นได้จากพระเวสสันดรที่ทรงมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเยี่ยมในการแก้
ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเมื่อทรงเห็นว่าพระนางมัทรีกำลังมีแต่ความ
ทุกข์เศร้าโศกที่ตามหาสองกุมารไม่พบ พระองค์จึงทรงเบี่ยงเบนความคิด
และอารมณ์ทุกข์โศกของพระนางด้วยการทำเป็นตัดพ้อต่อว่าด่าทอที่พระ
นางมัทรีกลับมาถึงพระอาศรมค่ำๆ มืดๆ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนซึ่งก็
ทำให้พระนางมัทรีบรรเทาความทุกข์โศกลง เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจที่
ถูกต่อว่าทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด ทั้งยังต้องคิดถ้อยคำกราบทูลถึงเหตุผล
ที่แท้จริงให้พระสวามีทรงทราบอีกด้วยและครั้นพระเวสสันดรทรงเห็น
พระนางสร่างโศกแล้วจึงทรงเล่าความจริงให้ฟัง
๕.การบริจาคบุตรทานงบารมีเป็นสิ่งที่ยากยิ่งที่ใครจะกระทำ
ได้ง่ายๆ แนวคิด เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรงกระทำด้วยการให้บุตร
ทั้งสองแก่ชูชกทั้งๆ ที่ทรงรู้ว่าชูชกจะนำไปเป็นข้ารับใช้ พระองค์ก็ยังมี
พระทัยอันแน่วแน่ที่จะทรงกระทำ และอีกทั้งพระนางมัทรีเมื่อทรงทราบ
ว่าพระเวสสันดรได้ทรงบำเพ็ญทานดังกล่าว พระนางก็ยังทรงยินดีร่วม
อนุโมทนาด้วยอีก