The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่ม3 รูปเล่มการบริหารงานคลังและงบประมาณ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-10-11 13:13:56

การบริหารงานคลังและงบประมาณ

กลุ่ม3 รูปเล่มการบริหารงานคลังและงบประมาณ

๔๔

จอห์น แบล็ค (John Black) ได้ให้ความหมายของคำว่า "ฐานภาษี" หมายถึงกลุ่มของเงินได้ เงินได้พึง
ประเมินประเภทต่างๆ (เงินได้ก่อนหักรายจ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ) หรือเงินได้สุทธิ (เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
และค่าลดหย่อนต่างๆ ที่ภาษีทางตรงถูกจัดเก็บ หรือกำไรสุทธิจากการขายสินค้าหรือการให้บริการทางธุรกิจท่ี
ภาษีทางออ้ มถกู จัดเก็บ

วิทย์ ตันตยกุล ได้ให้ความหมายของคำว่า"ฐานภาษี" หมายถึงสิ่งที่เป็นเง่ือนไขหรือมูลฐานขั้นต้นที่เปน็
มูลเหตุให้บุคคลต้องเสียภาษี แต่หากภาษีอากรใดจำต้องปรับปรุงหรือตกแต่งฐานไว้ละเอียดลออ สิ่งที่นำมาคิด
ภาษีอาจแตกต่างจากที่กำหนดแต่ต้น เช่นภาษีเงินได้ต้องมีการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามฐานะ
ครอบครัว จึงจะเป็นเป็นเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี หรืออาจกล่าวได้ว่า ฐานภาษีที่แท้จริงคือสิ่งที่ใช้คำ นวณ
อตั ราภาษหี รือรองรบั อตั ราภาษี ไดแ้ ก่ เงนิ ได้ (Income) ทรัพยส์ ิน (Property) สนิ คา้ และบริการ

(Goods and Services) สทิ ธพิ เิ ศษในการประกอบกิจการ (Lincences) เป็นตน้ 52

ศาสตราจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ได้ให้ความหมายของคำว่า "ฐานภาษี" หมายถึงสิ่งที่ถูกใช้
เป็นฐานในการประเมินเก็บภาษีอากรแต่ละชนิดตามอัตราของภาษีที่ได้กำหนดไว้ซึ่งโดยปกติมักถูกใช้เป็น
เคร่อื งวัดถึงความสามารถในการเสียภาษขี องแตล่ ะบคุ คล ไดแ้ ก่ รายได้ ความมั่งคัง่ มูลค่าของสินค้าหรือบริการ
ที่ทำการซ้ือขายกันหรือส่ิงอื่นๆ ที่กำหนดข้ึน อน่ึง อาจกล่าวสรุปไดว้ า่ ฐานภาษีในความหมายอย่างกว้าง คือสิ่ง
ที่เป็นมูลเหตุให้ต้องเสียภาษีอากร และฐานภาษีในความหมายอย่างแคบ คือสิ่งที่รองรับอัตราภาษีนั่นเอง ฐาน
ภาษีอาจแบง่ ออกได้เป็น ๔ ประเภท ดังนี้

๑. ฐานที่เกี่ยวกับรายได้ (Income Base) เป็นฐานภาษีที่สำคัญประการหนึ่งซ่ึงสามารถใช้ เป็น
เครื่องวัดความสามารถในการเสียภาษี (Ability - to - Pay) ของบุคคลแต่ละคนได้ดีที่สุดเพราะรายได้ของแต่
ละบุคคลนั้นย่อมเป็นสิ่งที่แสดงถึงอำนาจในการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคจากการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ใน
ปัจจุบัน หรือเก็บสะสมไว้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคตในทางปฏิบัติการจัดเก็บภาษีเงินได้จะต้องมีการให้คำจำกัด
ความว่าอะไรคือรายได้ และจะถูกจัดเก็บภาษีอย่างไร ซึ่งปัจจุบันภาษีที่ดำเนินการจัดเก็บจากฐานรายได้ แบ่ง
ออกได้เปน็ ๒ ประเภท คือ

๑) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจัดเก็บจากรายได้ของประชาชนที่ได้รับในระหว่างปีภาษี หรือที่
เรียกว่า "เงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ " หรอื จากเงนิ ได้สทุ ธิ หลงั หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหยอ่ นตา่ งๆ แลว้

๒) ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกำไรหรือรายได้จากการประกอบธุรกิจการค้าที่มีสภาพ
เป็นนิติบุคคลตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายภาษี หรือจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งได้
จากกิจการหรือเน่อื งจากกิจการในรอบระยะเวลาบญั ชี

๒. ฐานการบริโภค (Consumption Base) เป็นการจัดเก็บภาษีจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคหรือ
การซื้อขายแลกเปลยี่ นสนิ คา้ และบริการต่างๆ ของประชาชนโดยการนำทรพั ยากรของสังคมไปใช้ในทางส่วนตวั
ดังนั้นผู้ที่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมากจึงควรจะต้องเสียภาษีมากกว่า และผู้ที่ใช้จ่ายเพื่อการบริ โภคน้อยจึงควร
จะต้องเสียภาษีน้อยกวา่ หรืออาจกล่าวได้ว่าการจดั เก็บภาษีจากการบริโภคเปน็ การส่งเสริมการทำงานและการ
ออมทรัพย์สินของประชาชน แต่เป็นการลงโทษผู้ที่บริโภคมาก และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ กทั้งยังก่อให้เกิดความเป็นกลาง (Neutral) หรือความยุติธรรมระหว่าง
การบริโภคในปัจจุบันและในอนาคตอีกประการหน่ึงภาษีที่จดั เกบ็ จากฐานการบรโิ ภค ได้แก่

52 วทิ ย์ ตนั ตยิ กุล. กฎหมายเกีย่ วกับภาษีอากร, (กรงุ เทพมหานคร : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑติ ยสภา, ๒๕๕๖), หนา้ ๑๒ - ๑๓.

๔๕

๑) ภาษกี ารใช้จ่ายเพ่อื การบริโภค เป็นภาษีที่ประเมินการจดั เก็บจากการใช้จา่ ย เพอ่ื การบริโภคในช่วง
ระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง มีลักษณะเป็นภาษีทางตรงอย่างหนึ่งแต่ในปัจจุบันไม่มีประเทศใดใช้ภาษีชนิดนี้ในการ
จัดเก็บ เนื่องจากมีข้อยุ่งยากในทางปฏิบัติและไม่อาจทราบได้ว่าผู้เสียภาษีแต่ละคนได้ทำการใช้จ่ายเพื่อการ
บรโิ ภคในปี หนึ่งๆ เปน็ จำนวนเท่าใด

๒) ภาษีการขาย เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าหรือบริการที่ทำการซื้อขายเพื่อการบริโภคโดยอาจเก็บจาก
ผ้ขู ายหรอื ผู้ซอ้ื สนิ คา้ หรือบรกิ ารเพียงข้ันตอนเดียวหรือหลายขั้นตอนในรูปแบบการจัดเกบ็ ตา่ ง ๆ

๓) ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าหรือบริการเฉพาะอย่าง ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษี
การค้าหรอื ภาษกี ารขาย เชน่ การจดั เก็บภาษีจากสรุ า ยาสูบ เครือ่ งดมื่ ปูนซีเมนต์ และนำ้ มนั เปน็ ตน้

๔) ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีการขายรูปแบบหนึ่ง โดยจะคำนวณจัดเก็บจากมูลค่าที่เพิ่ม( Value-
Added) ขึ้นของสินค้าที่ทำการผลิตในแต่ละช่วงภาษีสินค้าขาเข้า เป็นการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่สั่งมาจาก
ต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดเก็บจากฐานการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยน
สินค้าหรือบรกิ าร

๓. ฐานที่เกี่ยวกับความมั่งคั่ง (Wealth)เป็นการจัดเก็บภาษีโดยวัดจากความสามารถของประชาชนแต่
ละคน ซึ่งพิจารณาจากรายได้หรือทรัพย์สมบัติที่เก็บสะสมไว้ในรูปของทรัพย์สินต่าง ๆอาจถือได้ว่าเป็นการเก็บ
ภาษีจากรายได้หรือประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินนั้น(Capital-Income) เช่นภาษีที่ดิน ภาษีที่เก็บจากสิ่งปลูก
สร้าง ภาษีรถยนต์ภาษโี รงงาน และภาษมี รดก เป็นตน้

๔. ฐานสิทธิพิเศษ เป็นฐานภาษีที่คิดจากสิทธิพิเศษในการประกอบกิจการของผู้เสียภาษีได้แก่ การ
อนุญาตให้ประกอบกิจการหลายประเภทไม่ว่าจะลักษณะผูกขาดหรือไม่ก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องเสีย
คา่ ธรรมเนยี มให้แก่รัฐ เชน่ ใบอนญุ าตขายสรุ า และการผูกขาดทำรังนกนางแอ่น เปน็ ต้น

สรุป

ภาษีที่มีบทบาทสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาษีประเภทอื่นๆ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ( Personal
Income Tax) เพราะเมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน ประมวลรัษฎากรให้ถือ
เปน็ ภาษีอากรคา้ ง (Tax Arrears) ทนั ทีต้งั แต่ เม่ือมิไดป้ ฏิบตั ิตามท่ีกฎหมายกำหนด และเพอ่ื ให้ได้รับชำระภาษี
อากรค้างกรมสรรพากรมีอำนาจ ติดตามเรง่ รัดและบงั คับชำระหนี้กับทรัพยส์ ินของผู้ต้องรับผิดเสยี ภาษอี ากรได้
เอง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาลอย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบว่า กรมสรรพากรยังไม่สามารถเร่งรัด
จัดเก็บ ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา เพื่อใหไ้ ด้เม็ดเงนิ ภาษีมาชำระหน้ีได้อยา่ งครบถ้วนไม่วา่ จะเปน็ ภาษีอากรค้าง
ที่เกิดจากการประเมินตนเองและการขอผ่อนชำระภาษีอากร หรือเกิดจากการประเมินตรวจสอบโดยเจ้า
พนักงานประเมินสาเหตอุ าจเน่ืองมาจาก ข้อบกพรอ่ งของตัวบทกฎหมายภาษีและระเบยี บ ปฏิบัติท่ีใช้บงั คบั อยู่
ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างและไม่เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษี อากรที่ดี
(Good Principle of Taxation) และอาจสง่ ผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนวา่ รัฐบาลไม่สามารถติดตาม
เรียกเก็บหนี้ภาษีอากรได้ ทำให้ขาดความเกรงกลัวต่อสภาพบังคับของกฎหมายและ การพยามยามอาศัยช่อง
โหว่ของกฎหมายในการหลบหลีกภาษี หรือหนีภาษี ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักความมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บ
ภาษอี ากร (Efficiency in Tax Administration)

บทที่ ๕

การจดั เกบ็ ภาษเี งินได้บคุ คลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ
ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปี
ใดๆ ผู้มีรายได้มีหนา้ ทีต่ ้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคม
ถึงมีนาคมของปีถัดไปสำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับ
รายได้ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณีกฎหมา ย
กำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงิน
ไดเ้ กิดขน้ึ อกี ดว้ ย

หลกั การจัดเก็บภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) เป็นภาษีทางตรงประเภทหนึ่งที่สำคัญเพราะเป็นแหล่ง
รายได้ของรัฐบาลและเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้ มีหลักการจัดเก็บจากเงินได้ทุกประเภท ไม่ว่าเงินได้
น้นั จะได้มาโดยนำ้ พักน้ำแรง (Earned Income) หรอื โดยไม่ตอ้ งใชน้ ำ้ พกั น้ำแรง (Unearned Income) ก็ตาม
รวมถึงเงินได้ที่เกิดจากการลงทุนในทรัพย์สิน (Capital Gain) หากเงินได้ใดได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีต้องมี
กฎหมายกำหนดยกเวน้ ไว้เปน็ การเฉพาะ

สำหรับผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับใน
ระหว่างปี ภาษีที่ลว่ งมาแลว้ คำนวณเงินได้สุทธิวา่ ตนต้องเสยี ภาษีจำนวนเท่าใด พร้อมทัง้ ยื่นแบบแสดงรายการ
ประเมินตนเองเพื่อเสียภาษีเงินได้นั้น ภายในวันที่ ๑ มกราคม -๓๑ มีนาคม ของปี ถัดจากปี ที่มีเงินได้ และมี
สิทธนิ ำภาษีเงนิ ได้หกั ณ ทีจ่ า่ ย มาหกั ออกจากภาษที ี่ ต้องเสียในแตล่ ะปีซ่งึ แหล่งท่ีมาของเงินไดพ้ ึงประเมินท่ีจะ
นำมาคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาชีน้ัน อาจเกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยหรือแหล่งเงินได้นอกประเทศไทย
กล่าวคือ

๑. กฎหมายกำหนดให้บคุ คลใดกต็ ามหากมเี งนิ ได้ท่ตี ้องเสียภาษีอนั เกิดจากแหล่งเงนิ ได้ในประเทศไทย
มีหน้าที่ตอ้ งเสียภาษีในประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้น้ันจะมีเชื้อชาติหรือสัญชาติไทยหรอื ไม่ และไม่ว่าผู้นัน้ จะเปน็
ผู้อยใู่ นประเทศไทยหรอื ไม่

๒. กฎหมายให้ถือว่าบุคคลใดที่อยู่ในประเทศไทยถึง ๑๘๐ วัน ในปี ภาษีใด (ปี ประดิทิน) เป็นผู้อยู่ใน
ประเทศไทยในปี ภาษีนั้น นอกจากมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากแหล่งเงินได้ที่เกิดในประเทศไทยแล้ว หากมี
เงินได้เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศไทย ถ้าได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษี
เงินไดใ้ นประเทศไทยสำหรับเงนิ ได้ท่นี ำเขา้ มาในปี ภาษีท่ีอยู่ในประเทศไทย

ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ฝ่าฝืนไม่ดำเนินการเสียภาษีให้ถูกต้อง อาจถูกประเมินให้เสียภาษีพร้อมด้วยเบ้ยี
ปรับและเงินเพิ่มหรืออาจถูกดำเนินการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปชำระภาษี หรือ
อาจถกู ดำเนนิ คดตี ามกฎหมายไดแ้ ล้วแต่กรณี

๔๗

ความหมายและแหลง่ ท่ีมาของเงินได้

๑. ความหมายของคำวา่ "เงินได้ (Income)" สามารถอธบิ ายได้ ดังน้ี

๑. ความหมายในทางเศรษฐศาสตร์

เฮนรี่ ซี ไซม่อน (Henry C. Simons) ได้ให้ความหมายของคำว่า "เงินได้" หมายถึง ผลบวก
ของการบรโิ ภคและการเปล่ยี นแปลงของระดบั ทรพั ย์สนิ ๑

จอร์จ ชันส์ (George Schanz) ได้ให้ความหมายของคำว่า "เงินได้" หมายถึง ผลรวมของการ
บรโิ ภคกับการเปล่ยี นแปลงสินทรพั ยส์ ุทธิของปจั เจกชนในปนี ้ันๆ หรือรอบระยะเวลาบัญชอี นื่

อยา่ งไรกต็ าม โดยทว่ั ไปต่างยอมรับวา่ ความหมายของเงินได้น้นั มีองคป์ ระกอบสองส่วน คือ

๑) จำนวนของมูลค่าทรัพย์สินของบุคคลที่ได้เพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ถ้าหากเขาไม่ได้
บริโภคหรือใช้จ่ายแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงสว่ นทีเ่ ปล่ียนแปลงของมลู ค่าทรัพย์สนิ ทีไ่ ดเ้ พิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาใด
เวลาหนึ่ง เช่น ซื้อหุ้นของบริษัทแห่งหนึ่งในราคาหุ้นละ ๑๐๐ บาท ต่อมามูลค่าหุ้นขึ้นไปเป็นหุ้นละ ๔๐๐ บาท
ดังนั้น มูลค่าของหุ้นที่เพิ่มขึ้น ๓๐๐ บาท จึงต้องถือเป็นเงินได้ หรือบุคคลคนหนึ่งทำแต่งานไม่เคยใช้จ่ายเพ่ือ
การบริโภคเลย การทำงาน ของเขาย่อมทำให้เขามีทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้น จำนวนมูลค่าของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นนัน้
ต้องถอื เป็น เงนิ ไดข้ องเขา เปน็ ตน้

๒) การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ได้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยที่การใช้จ่ายนั้นมิได้ทำให้
มูลค่าหรือสิทธิในทรัพย์สินที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งหมายถึง การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่เกิดขึ้นโดยท่ี
บุคคลนั้นไม่ต้องขายทรัพย์สมบัติ หรือทำให้สิทธิในทรัพย์สินของตนเปลี่ยนไปจากเดิม รายจ่ายเพื่อการบริโภค
น้นั จะต้องถอื เป็นเงินไดด้ ว้ ยเช่นกนั

๒. ความหมายในทางวิชาการบัญชี

เงินได้หรือรายได้ (Revenue Income) ในทางวิชาการบัญชี หมายถึงการเพิ่มขึ้นในมูลค่าของ
สินทรัพย์หรือส่วนของเจ้าของหรือการลดลงในมูลค่าของหนี้สิน อันเนื่องมาจากสาเหตุจากการลงทุนโดยเป็น
เจ้าของ และ เกิดจากการดำเนินงานของกิจการโดยการผลิตสินค้าหรือบริการก่อให้เกิดเหตุการณ์ในการขนส่ง
หรือผลิตสินค้าหรือให้บริการ รายได้จึงเกิดจากความสำเร็จของกิจการซึ่งวัดจากผลการดำเนินงานของกิจการ
อันเนื่องมาจากการที่กิจการใช้ความพยายามซึ่งวัดจากจำนวนค่าใช้จ่ายที่กิจการได้จ่ายไปไม่ได้เกิดจากจำนวน
เงินอันเป็นผลตอบแทนจากการดำเนินงาน53

นอกจากนี้ สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้ให้ความหมายของคำว่า
"เงินได้ " หรอื "รายได้" ไวห้ ลายความหมายดงั นี้

รายได้ หมายถึงการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิของกิจการอันเนื่องมาจากการขายสินค้าหรือบริการ หรือ
มลู คา่ ทีค่ ดิ เป็นเงินตราของสินคา้ หรือบริการท่ีโอนจากธรุ กจิ ไปใหแ้ กล่ กู ค้าในระหว่างงวดหน่ึงเวลาหน่งึ

53 มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, เอกสารการสอนชุดวชิ าทฤษฎีบัญชีและการบญั ชภี าษอี ากร หนว่ ยที่ ๙ - ๑๕, (กรุงเทพมหานคร :
สำนักพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๓),หน้า ๓๖๔.

๔๘

รายได้ หมายถึงการได้รับหรือเพิ่มทุนสินทรัพย์ หรือการชำระหนี้ สินของธุรกิจซึ่งเกิดขึ้นในรอบ
ระยะเวลาหนึ่ง อันเนื่องมาจากการส่งมอบหรือการผลิตสินค้า การให้บริการหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ประกอบข้ึน
เปน็ หลกั หรอื ศูนย์กลางของการดำเนนิ งานท่ธี รุ กจิ กำลังทำอยู่

รายได้ หมายถึงจำนวนเงินสด ลูกหนี้ หรือผลตอบแทนที่ได้มาจากการประกอบการโดยปกติของ
กิจการก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ จากการขายสินค้า การให้บริการหรือจากการให้ใช้สินทรัพย์ที่ทำให้เกิดรายได้ใน
รูปของดอกเบี้ย ค่าสิทธิ และเงินปันผลจำนวนรายได้จะกำหนดจากจำนวนเงินที่คิดจากลูกค้าสำหรับสินค้าท่ี
ขายหรือบริการที่ได้ให้หรือจำนวนเงิน ที่คิดจากลูกค้าหรือผลตอบแทนที่เกิดจากการให้ใช้สินทรัพย์ แต่ไม่รวม
จำนวนที่เรียกเก็บหรือ รับแทนบุคคลอื่นในกรณีที่เป็นตัวแทน เงิน ภาษีเงินได้ รายได้ ให้ถือเฉพาะจำนวนค่า
นายหน้าเปน็ หลกั มิใช่ถือจำนวนเงินสด ลูกหนี้ หรอื ผลตอบแทนอนั ท่ไี ดร้ บั มาท้ังจำนวน

๓. ความหมายในทางกฎหมาย

ประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๙ ได้ให้คำนิยามของคำว่า "เงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา"
หรือที่เรียกว่า "เงินได้พึงประเมิน (Assessable Income หรือ Gross Income)" หมายความว่า เงินได้อันเข้า
ลักษณะพึงเสียภาษีเงินได้ตามที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยภาษีเงินได้แห่งประมวลรัษฎากร และให้หมายความ
รวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณ ได้ เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้
จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๔o และเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิ
ดว้ ย

จากคำนยิ ามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงนิ ไดท้ ี่จะตอ้ งเสียภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดาหรอื เงินได้พงึ ประเมิน มี
ความหมายแบ่งออกเป็น ๕ ประการ ได้แก่

๑) เงิน หมายถึง เงินตราไทยหรือเงินตราต่างประเทศที่ผู้มีเงินได้ ได้รับจากการทำงานหรือได้รับจาก
การอื่นใด ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงินสดหรือเช็คหรือตราสารอื่นใดก็ตาม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินทัง้ สิ้น ถ้าได้รับเป็น
เงินตราต่างประเทศให้คำนวณค่าเป็นเงินตราไทย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ หรือ
อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งประกาศไว้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตรา
ตา่ งประเทศเป็นเงนิ ตราไทยในแต่ละวัน

๒) ทรัพย์สิน หมายถึง วัตถุมีรูปร่างและวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ เป็นทรพั ย์สนิ ทไ่ี ดม้ าในระหว่างปีภาษไี ม่ใช่ทรพั ยส์ นิ ทม่ี ีอยูแ่ ล้ว และทรัพย์สินท่ีไดม้ า
นั้นอาจคิดคำนวณได้เปน็

๓) ประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน หมายถึง สิ่งที่ได้รับมาที่ไม่ใช่เงินหรือ
ทรพั ยส์ ิน แต่เป็นการไดร้ ับประโยชน์อย่างหน่งึ อย่างใดซ่ึงอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินถือเป็นเงินได้พงึ ประเมนิ

๔) เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ตามมาตรา ๔- ไม่วา่
จะออกแทนให้ในทอดใดและออกแทนให้ในปภี าษใี ดกต็ าม ใหถ้ ือเปน็ เงินไดพ้ งึ ประเมิน

๕) เครดติ ภาษภี าษเี งนิ ปนั ผลหรือเงนิ สว่ นแบ่งกาไรตามมาตรา ๔๗ ทวิ คือ เงินภาษีท่ีรฐั บาลคนื ให้แก่ผู้
เสียภาษซี ่งึ ไดร้ ับเงินปันผลหรือเงนิ สว่ นแบ่งกำไรจากบรษิ ัทหรอื ห้างหุ้นส่วนนิตบิ คุ คล เหตุท่ีมีการคนื ภาษีเพราะ
เงนิ ปนั ผลหรอื เงนิ ส่วนแบ่งกำไรนัน้ มที ี่มาจากกำไรสทุ ธขิ องบริษทั หรือห้างหุน้ สว่ นนติ บิ ุคคลซึ่งไดเ้ สียภาษีเงนิ ได้
นิติบุคคลมาครั้งหนึ่งแล้ว และได้นำกำไรหลังจากเสียภาษีแล้วมาจัดสรรจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของ
บริษัทหรอื ผู้เปน็ หุน้ ส่วนในห้างหุน้ ส่วนนติ ิบุคคล

๔๙

ฐานภาษีและอัตราภาษี

ฐานภาษีและอัตราภาษีถอื เปน็ องค์ประกอบของกฎหมายภาษแี ละระบบภาษเี ป็นแหล่งที่มาของรายได้
ในการจดั เก็บภาษีหรือแหล่งเงนิ ทนุ ในการจัดหารายได้ใหแ้ ก่รฐั บาลโดยมีขอบเขตหรือสัดส่วนของเงินได้ท่ีจะถูก
จัดเกบ็ ตามที่กฎหมายกำหนด

๑. ฐานภาษี

ฐานภาษี (Tax Base) คือ สิ่งซึ่งเป็นมูลเหตุขั้นต้นที่ทำให้บุคคลต้องเสียภาษีอากร เป็นแหล่งที่มาหรือ
แหล่งเงินทนุ ในการจดั หารายได้ของรฐั บาล เพ่ือนามาเป็นคา่ ใช้จ่ายในการบริหารประเทศ

ฐานภาษีในความหมายอยา่ งแคบ หมายถึงสิ่งทร่ี บั รองอัตราภาษี กลา่ วคอื

ภาษอี ากรที่ต้องเสีย = ฐานภาษอี ากร X อัตราภาษีอากร

ฐานภาษีในความหมายอย่างกว้าง หมายถึง สิ่งที่เป็นมูลเหตุให้ต้องเสียภาษีอากรครอบคลุมการทำ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภทและทุกชนิด เช่น การหาและการมีรายได้ของบุคคลการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อ
สินค้าและบริการ การมีหรือถือครองทรัพย์สิน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ย่อมอำนวยรายได้ให้แก่รัฐบาลเป็น
อย่างมาก โดยรัฐบาลในหลายประเทศพยายามหาทางที่จะขยายฐานภาษี หรือออกแบบวิธีการหารายได้เข้ารัฐ
โดยการจดั เก็บภาษจี ากแหลง่ ท่ีมาท่ีหลากหลายแตกตา่ งกัน

ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ผู้เสียภาษีหักค่าใช้จ่ายออกจาก
เงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้บางอย่างก่อนที่จะหักค่าลดหย่อน เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินได้สุทธิ ( Net /
Taxable Income) ท่ีจะนำไปคำนวณภาษีตามบญั ชีอัตราภาษีเงินได้ หรอื อาจกลา่ วได้ว่า ฐานภาษีสำหรับภาษี
เงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา คอื เงนิ ไดส้ ทุ ธิ ดังสมการตอ่ ไปนี้

เงินไดส้ ุทธิ = เงินไดพ้ งึ ประเมิน - คา่ ใช้จา่ ย - ค่าลดหย่อน

เงินได้พึงประเมิน (Assessable Income หรือ Gross Income) หมายถึง เงินได้ทุกชนิดที่ได้รับก่อน
หักค่าใช้จ่ายใดๆ เว้นแต่ที่มีกฎหมายกำหนดยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ และหมายความ
รวมถงึ ทรพั ยส์ ินหรือประโยชน์อยา่ งอืน่ ท่ีได้รบั ซง่ึ อาจคดิ คำนวณเปน็ เงินได้

ค่าใช้จ่าย (Deduction) หมายถึง ต้นทุนหรือเงินที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินได้ในเบื้องต้นเงินได้พึง
ประเมินที่จะนำไปคำนวณภาษีนั้นจะต้องหักค่าใช้จ่ายออกก่อน เว้นแต่จะเป็นเงินได้ที่ประมวลรัษฎากรไม่ยอม
ให้หักค่าใช้จ่าย การหักค่าใช้จ่ายนั้นแบ่งออกเป็น ๒ วิธี คือ การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา แล ะการหัก
ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร

การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา (Standard Deduction) เป็นการกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายในอัตรา
ตายตัว โดยกำหนดเนร้อยละของยอดเงินได้พึงประเมิน ไม่ว่าค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่
กฎหมายกำหนด และการหักคา่ ใชจ้ ่ายเปน็ การเหมาะสำหรบั เงนิ ได้บางประเภทกฎหมายกำหนดเพดานขั้นสูงไว้

การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร (Necessary and Reasonable Expenses) เป็นการ
กำหนดให้หกั ค่าใชจ้ ่ายตามท่จี า่ ยไปจรงิ ท้งั น้ี ต้องเป็นไปตามทีก่ ฎหมายกำหนด54

54 ชัยสทิ ธ์ิ ตราชธู รรม, คำสอนวิชากฎหมายภาษอี ากร, (กรุงเทพมหานคร : สำนกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติ-บัณฑติ ยสภา, ๒๕๕๖), หน้า
๒๘๐ - ๒๘๒.

๕๐

ค่าลดหย่อน (Allowances หรือ Exemptions) เป็นตัวบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ทำให้เสีย
ภาษีน้อยลงหรืออาจไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ได้ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประชาชนสร้าง
ความมั่นคงให้แก่ชีวิตและครอบครัวส่งเสริมให้มีความกตัญญู ส่งเสริมการศึกษาและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เพ่มิ มากขน้ึ

การหักค่าลดหย่อนเพื่อคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ค่าลดหย่อนส่วนตัวของผู้มีเงินได้
คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตร
ชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ค่าลดหย่อนเบ้ียประกันชีวิต ค่าลดหย่อนเงินสะสมที่จ่ายเข้า
กองทนุ สำรองเลี้ยงชพี ค่าลดหย่อนเงนิ สะสมทจี่ า่ ยเข้ากองทนุ บำเหน็จบำนาญขา้ ราชการ

๒. อัตราภาษี

อัตราภาษี (Tax Rate) หมายถงึ ขอบเขตหรอื จำนวนทซ่ี ่งึ ถกู จดั เกบ็ จากฐานภาษี หรอื สัดส่วนร้อยละท่ี
ภาษีเงินได้หรือภาษีจากการใช้จ่ายจะถูกจัดเก็บ ซึ่งการกำหนดอัตราภาษีจะสูงหรือต่ำ หรือจะมีจำนวนอัตรา
มากหรอื น้อยเพยี งใดขึ้นอยกู่ บั นโยบายของรฐั บาล เพือ่ ใหบ้ รรลุเปา้ หมายที่สำคัญทางการเมอื งและทาเศรษฐกิจ
โดยมอี ตั ราภาษอี ยู่ ๒ ลักษณะ คือ อัตราภาษีแบบอัตราเดยี วและอัตราภาษแี บบหลายอตั รา กล่าวคอื

๑) อัตราภาษีแบบอัตราเดียว (A Single Rate) หมายถึง กรณีที่ภาษีชนิดหนึ่งถูกจัดเก็บจากฐานภาษี
ในจำนวนอัตราภาษีเพียงอัตราเดียวและทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยเท่ากับอัตราภาษีส่วนเพิ่ม หรือทำให้สัดส่วนของ
ภาษีที่จัดเก็บมาจากเงินไดห้ รือฐานภาษีทุกจำนวนเท่ากัน ไม่ว่าเงินได้หรือฐานภาษีจะมีจำนวนมากหรือจำนวน
น้อยเพยี งใดก็ตาม

๒) อัตราภาษีแบบหลายอัตรา (Multiple Rates) หมายถึง กรณีที่ภาษีชนิดหนึ่งถูกจัดเก็บจากฐาน
ภาษีในจำนวนหลายอัตรา ไม่ว่าจะใช้อัตราภาษีหลายอัตราในการจัดเก็บภาษีจากฐานภาษีเดียวกันหรือฐาน
ภาษที ี่แตกตา่ งกัน และทำให้อตั ราภาษีเฉลีย่ หรอื จำนวนสดั สว่ นของภาษที ตี่ ้องเสยี เพิม่ สูงข้นึ

อัตราภาษีที่เรียกเก็บจากฐานภาษีเพื่อนาไปคำนวณเสียภาษีอากรให้แก่รัฐบาล อาจพิจารณา
เปรียบเทียบจากการเปลี่ยนแปลงของฐานภาษี (Tax Base) กับอัตราภาษี (Tax Rate) หรือเปรียบเทียบ
ระหว่างอัตราภาษีโดยเฉลี่ย (Average Tax Rate) หมายถึง จำนวนของภาษีที่ต้องเสียในฐานะที่เป็นสัดส่วน
หรืออัตราร้อยละของเงินได้หรือฐานภาษีที่พึงชำระภาษีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง กับอัตราภาษีส่วนที่เพ่ิม
(Marginal Tax Rate) หมายถึง อัตราภาษีที่ใช้จัดก็บจากส่วนที่เพิ่มขึ้นในเงินได้ของบุคคล หรือหมายถึงอัตรา
ภาษีทใ่ี ชจ้ ดั เกบ็ จากส่วนที่เพิม่ ขนึ้ ของฐานภาษี แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท กล่าวคือ

(๑) อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive Tax Rate) เมื่อฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น อัตราภาษี
ส่วนที่เพิ่มจะมีค่าสูงกว่าอัตราภาษีโดยเฉลี่ย หรืออัตราภาษที ี่จัดเกบ็ จะเพิ่มขึน้ เร็วกวา่ เช่น ภาษีเงินได้
บุคคลธรรมดา

(๒) อัตราภาษีตามสัดส่วนหรืออัตราภาษีแบบคงที่ (Proportional Tax Rate) เมื่อฐานภาษี
ขยายใหญ่ขึ้น อัตราภาษีส่วนที่เพิ่มจะมีค่าเท่ากับอัตราภาษีโดยเฉลี่ย หรืออัตราภาษี ที่จัดเก็บจะ อยู่
คงทอ่ี นั นำมาซึ่งความงา่ ยในระบบภาษี เช่น ภาษีเงนิ ไดน้ ิตบิ คุ คลภาษมี ูลค่าเพ่ิม

๕๑

(๓) อัตราภาษีแบบถดถอยหรืออัตราภาษีแบบถอยหลัง (Regressive Tax Rate) เมื่อฐาน
ภาษีขยายใหญ่ขึ้น ค่าของอัตราภาษีส่วนเพิ่มจะมีค่าน้อยกว่าอัตราภาษีโดยเฉลี่ย หรืออัตราภาษีที่
จัดเก็บจะลดลงเมือ่ ฐานภาษีขยายใหญ่ข้นึ เชน่ ภาษีบำรุงทอ้ งที่

สรปุ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีทางตรงและเป็นภาษีอากรประเมิน หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจาก
บุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ท่ี
กำหนด โดยปกตจิ ัดเกบ็ เป็นรายปี รายได้ทเี่ กิดข้ึนในปใี ดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าทต่ี อ้ งนำไปแสดงรายการตนเองตาม
แบบแสดงรายการภาษที ่ีกำหนดภายในเดอื นมกราคมถึงมีนาคมของปถี ัดไป สำหรับผมู้ ีเงนิ ได้บางกรณีกฎหมาย
ยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทา
ภาระภาษีท่ีตอ้ งชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ทีจ่ า่ ย
บางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วยผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้มี
หน้าที่เสยี ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด
๔ ประเภท ได้แก่ (๑) บุคคลธรรมดา (๒) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล (๓) ผู้ถึงแก่ความ
ตายระหว่างปภี าษี (๔) กองมรดกที่ยงั ไม่ได้แบ่ง

บทที่ ๖

การกระจายอำนาจทางการคลัง

จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้บัญญัติเรื่องการกระจายอำนาจใน
หมวดว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ผลจากการนี้ทำให้รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ การกำหนดให้มีกฎหมายกำหนดแผนและชั้นตอนการกระจาย
อำนาจซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากการมีกฎหมายฉบับนี้คือทำให้หลังปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา รายได้ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามถึงแม้ในแง่ของ
รายได้รวมจะให้ภาพออกมาดี แต่เมื่อพิจารณาในแง่สัมพัทธ์แล้วกลับพบว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างมาก

นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีข้อจำกัดในการให้บริการสาธารณะ ทั้งข้อจำกัดด้านเขต
พื้นที่ที่รับผิดชอบ ข้อจำกัดของจำนวนประชากร และที่สำคัญ คือ ข้อจำกัดในด้านทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้น
กระบวนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องจัดกลไกความสัมพันธ์ระหว่าง
รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเองด้วยให้ชัดเจน เพื่อสะดวกแก่การทำงานและ
ไมส่ ญู เสียทรัพยากรโดยเปลา่ ประโยชน์จากการทำงานซ้ำซ้อนซึ่งกันและกนั รวมถึงเพือ่ เสรมิ สร้างความเข้มแข็ง
ให้แกอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายหลังเมือ่ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ สาระสำคญั เก่ยี วกบั การกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ได้ถกู บญั ญัติให้มี
ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในมาตรา ๒๘๓ โดยนอกจากจะบัญญัติในเรื่องความเป็นอิสระทางด้านการเงินและการ
คลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ยังกำหนดให้ต้องมีการตรากฎหมายรายได้ท้องถิ่นเพื่อกำหนดอำนาจ
หน้าที่ในการจัดเก็บภาษีและรายได้อื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมตาม
ลักษณะของภาษีแต่ละชนิด การจัดสรรทรัพยากรในภาครัฐและการมีรายได้ที่เพียงพอกับรายจ่ายตามอำนาจ
หนา้ ที่องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น

การคลังท้องถนิ่

การคลังท้องถิ่น เป็นการอธิบายถึงการบริหารงานราชการบริหารส่วนกลางให้กับประชาชนในท้องถิ่น
ที่เป็นลักษณะการบริหารและการปกครองตนเอง โดยการบริหารราชการสว่ นกลางจะเปน็ ผู้กำหนดว่ารายได้ว่า
ประเภทใดท่ีให้อยู่ในความรับผิดชอบของการบริหารงานราชการส่วนท้องถิ่น และรายไดป้ ระเภทใดที่ยังคงเปน็
ของการบริหารราชการส่วนกลางผ่านการกำหนดในรูปแบบในการจัดเก็บตามกฎหมาย ทั้งที่เป็น
พระราชบัญญัติพระราชกฤษฎีกากฎกระทรวง ประกาศกระทรวง รวมทั้งระเบียบและข้อบังคับต่างๆ และการ
กำหนดรายได้ให้การบริหารงานส่วนท้องถิ่นนั้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญหลายประการในการบริหารงาน เช่น
ปัจจัยด้านเศรษฐกิจของประเทศ ฐานะทางการคลังของรัฐ ความพร้อมของท้องถิ่น การเรียกร้องของท้องถ่ิน
และที่สำคัญ คือ ปัจจัยทางด้านการเมืองมีส่วนสำคัญสำหรับการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละส่วนท้องถิ่น เป็น
ต้น

๕๓

ซึ่งการการบริหารงานคลังของท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในการบริหารงานงบประมาณเพ่ือ
แกไ้ ขปัญหาความเหลื่อมลา้ ของประชาชนในทอ้ งถิ่นน้นั ๆ55

การกระจายอำนาจให้กับราชการส่วนท้องถิ่น นั้นจะต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเนื่องจากระบบการ
คลงั ของประเทศต่างๆ มักมคี วามซับซ้อนไม่ว่าดา้ นการจัดเกบ็ ภาษแี ละงบประมาณแผน่ ดนิ นอกจากน้ีรัฐบาลยัง
ต้องใช้มาตรการทางการคลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับมหาภาคและจุลภาค
กล่าวได้ว่า การคลังท้องถิ่น ซึ่งเกิดจากการได้รับการกระจายอำนาจจากรัฐบาลส่วนกลางเพื่อก่อใ ห้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม และนำมาซึ่งการกระจายความเจริญและความมั่งคั่งสู่ภูมิภาค
ต่างๆอย่างเท่าเทียม และเสมอภาคกัน ซึ่งบทบาทการบริหารงานคลังท้องถิ่นนั้นการบริหารงานเพื่อให้เกิด
ความเสมอภาคและสามารถตอบสนองตอ่ ความต้องการของประชาชนไดอ้ ยา่ งทวั่ ถึงในสังคมท้องถ่ิน

การคลังท้องถิ่น ถือว่าเป็นเครื่องมือ หรือกระบวนการการจัดการที่สำคัญซึ่งเป็นกลไกของการ
บริหารงาน เพื่อมุ่งไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการคลังท้องถิ่นย่อมมี
ความเช่ือมโยงกับการบรหิ ารการคลัง (Financial Administration) ซงึ่ ครอบคลุมเกยี่ วกบั การจัดหารายได้ การ
กำหนดรายจ่าย ซึ่งการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเองที่กำหนดไว้
ในรัฐธรรมนูญนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความสามารถในการจัดหารายได้ด้วยตนเองให้มากที่สุด
โดยการจดั เก็บภาษีท้องถิ่นตามท่ีกฎหมายกำหนดให้เตม็ ความสามารถและถ้าหากรายได้ไมเ่ พียงพอกับรายจ่าย
ที่จำเป็นในการจัดบรกิ ารพ้ืนฐานแล้ว รัฐบาลควรเข้าไปใหค้ วามช่วยเหลือสนับสนุนการบริหารงานในด้านต่างๆ
เช่น การให้เงินอุดหนุนตามความจำเป็นรวมทั้งการบริหารการคลังยังครอบคลุมถึงการจัดหางบประมาณ การ
จัดซื้อจัดจ้าง การบัญชี และการตรวจสอบบัญชี ซึ่งการบริหารงานคลังท้องถิ่นนั้น เพื่อจัดสรรงบประมาณเพ่ือ
ลดปัญหาความเหลือ่ มล้าที่เกดิ ข้ึนจากการใช้งบประมาณการบรหิ ารงบประมาณในการใช้จ่ายเงินตอ้ งได้รับการ
ตรวจสอบเพื่อลดปัญหาความไม่โปรงใสในการทำงานและเพื่อจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง
ไดอ้ ยา่ งเพียงพอกบั ความต้องการของประชาชน

55 ธนพร โรจนวฒุ ิธรรม, "การพฒั นาการบรหิ ารงานด้านการคลังขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ ในเขตพน้ื ท่อี ำเภอสนั ทราย จังหวัดเชยี งใหม่" , วทิ ยานิพนธ์รฐั
ประศาสนศาสตรม์ หาบัณฑติ (บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่, ๒๕๕๒), หน้า ๑๑.

๕๔

การพัฒนาศกั ยภาพการคลังทอ้ งถิน่

การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกคาดหวังให้การจัดบริการสาธารณะต่างๆ เพิ่มขึ้นจากสังคมน้ัน
ล้วนมีความจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทางการเงินด้วยกันทั้งสิ้น การพัฒนาขีดความสามารถด้านคลังของท้องถิ่น
ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้นำไปสู่การเกิดขึ้นของนวัตกรรมในด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นในวงกว้าง และยังช่วยลดแรง
กดดันทางการคลงั และลดความผนั ผวนในการจัดบริการสาธารณะท่ีอาจเกิดจากความผนั ผวนของเงินอดุ หนนุ ท่ี
จะได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลในแต่ละปี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนประการหนึ่งที่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นและหน่วยงานที่รับผิดชอบควรรีบดำเนินการ จากนวัตกรรมท้องถิ่นด้านการคลังนั้น พบว่าการเพิ่มขีด
ความสามารถทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกระทำได้ใน ๓ ลักษณะที่สำคัญ ประการ
แรกคือ การขอรับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนจากภายนอก ประการที่สองคือ การพัฒนาการบริหารจัดเก็บ
ภาษีท้องถิ่นและพัฒนารายได้ใหม่ๆ และประการสุดท้ายคือ การบริหารรายจ่ายให้มีความประหยัดและเกิด
ความคมุ้ คา่ ของการใชเ้ งนิ งบประมาณ

ในการหาเงินทุนจากแหล่งภายนอกนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถขอรับการสนับสนุนจาก
หน่วยงานต่างๆ เพือ่ ใหม้ ที รพั ยากรเพยี งพอสำหรับการดำเนินนวัตกรรมต่างๆ ได้เปน็ ครง้ั คราว เช่น จากองค์กร
พัฒนาเอกชน จากบริษัทห้างร้านเอกชนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือจากการขอรับบริจาค
ทั่วไป ฯลฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิธีระดมทุนเช่นนี้จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทรัพยากร
เพิ่มขึ้นสำหรับการดำเนินนวัตกรรมต่างๆ หากแต่ว่าทรัพยากรที่ได้รับไม่มีความแน่นอนและไม่ยั่งยืน บ่อยคร้ัง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจได้รับทรัพยากรโดยอาศัยการรู้จักหรือความสัมพันธ์ส่วนบุ คคล ซึ่งเป็น
ประสบการณ์ที่มีข้อจ้ากัดในการประยุกต์ใช้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งอื่นๆ พอสมควรแนวทางที่
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเลือกใช้เพื่อลดข้อจำกัดจากการระดมทรัพยากรด้วยวิธีการแรกก็คือการ
พัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดเก็บภาษีท้องถิ่น วิธีการท่ีสองนี้คือการปรับปรุงประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลของกระบวนการบริหารจัดเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อให้การจัดเก็บภาษีทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีความ
ประหยัดและเป็นธรรมกับประชาชนในชุมชนอย่างทั่วหน้ากัน นวัตกรรมในด้านนี้มหี ลายประการเริ่มตั้งแต่การ
ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีแก่ประชาชน (Tax Education) โดยการชี้แจงทำ
ความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ เหตุผลความจำเป็นของการจัดเก็บภาษี และการนำเงินภาษีไปใช้จ่ายเพื่อการ
พัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆ เป็นต้น การชี้แจงเหล่านี้ย่อมมีส่วนในการเพิ่มการยอมรับของประชาชนในการเสีย
ภาษีอากร (Tax Compliance) และนำไปสู่การจัดเก็บภาษีท้องถิ่นได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้ว องค์กรปกครอง
สว่ นท้องถ่นิ จา้ นวนหนึ่งได้พัฒนาระบบการบริหารจดั เก็บทีม่ คี วามเข้มขน้ เพ่มิ ขนึ้ โดยการพฒั นาระบบฐานข้อมูล
ภาษีและแผนที่ภาษี (Tax Map) เพื่อใช้สำหรับกรวางแผนและการติดตามผลสำเร็จของการจัดเก็บภาษีท้องถน่ิ
ในการจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ ภาษีดังกล่าวอาจดำเนินการโดยบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง
(เชน่ กรณขี องเทศบาลนครนนทบรุ )ี ไปจนถึงการจา้ งเหมาบรษิ ทั เอกชนซงึ่ มีการนำเทคโนโลยีภาพถา่ ยดาวเทียม
และระบบฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ของที่ดินและทรัพย์สิน (เช่นกรณีของ
องค์การบริการส่วนตำบลบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ)ในบางกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจพัฒนา
ให้มีระบบการจัดเก็บภาษีร่วมกับชุมชน (Tax Farming) โดยกำหนดให้ผู้นำชุมชน เช่นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน
ฯลฯ เป็นต้น ดำเนินการสำรวจและจัดเก็บภาษีแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามอัตราภาษีและเงื่อนไขที่
บัญญัติไว้ในกฎหมาย จากนั้น นำส่งภาษีที่จัดเก็บได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ หากผู้นำชุมชน
สามารถจัดเก็บภาษีได้ครบถ้วนหรือเกินกว่าเป้าหมายที่ประมาณการไว้ ก็จะมีการจัดสรรเงินภาษีที่จัดเก็บได้
บางส่วนคืนให้แก่ชุมชนเพื่อใช้สำหรับการดำเนินกิจกรรมของชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นต่อไป (ดังกรณีนวัตกรรม
ของเทศบาลเมืองน่าน) การดำเนินนวัตกรรมในลักษณะนี้พบว่าช่วยเพิ่มรายได้ภาษีท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน อีก

๕๕

ทั้งเป็นการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนพอสมควร บทเรียนจากนวัตกรรมดา้ นการจัดเกบ็ รายได้ของทอ้ งถิ่น
อีกลักษณะหนึง่ ได้แก่ การวางระดมทุนจากชุมชนเป็นครั้งคราวเพื่อนำมาใชจ้ ่ายในกิจกรรมบางด้านทีก่ ำหนดไว้
เป็นการเฉพาะ การจัดก็บรายได้เช่นนี้เปรียบเสมือนกันการจัดเก็บภาษีประเภท Earmarked Tax ใช้การ
จัดเก็บค่าธรรมนียมในการเข้าหาของป่าเป็นอัตราที่แน่นอน อีกทั้งมีการกำหนดเงินค่าปรับสำหรับผู้ที่ปฏิบตั ิฝา่
ฝืนกฎชุมชนเงินค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้นี้จะนำมาใช้ในการดำเนินงานของกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เป็นต้น
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปใช้จ่ายเฉพาะด้านเช่นนี้ความต้องการในการเก็บของ
ปา่ (Demand มมี ากเกนิ ไปจนทำลายความอุดมสมบรู ณข์ องระบบนเิ วศป่าชมุ ชน (Supply) นั่นเองนอกจากจะ
ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณประจ้าปีในการบริหารจัดการป่า
ชุมชนได้แล้ว ยังเป็นการใช้กลไกราคา (Price Mechanism) ในการอนุรักษ์ป่าชุมชนไปพร้อมกัน กล่าวคือ
ค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจะช่วยควบคุมมิให้ปริมาณความต้องการในการเก็บของป่า (Demand) มีมากเกินไปจน
ทำลายความอุดมสมบรู ณข์ องระบบนิเวศปา่ ชุมชน (Supply) นั่นเอง

การพัฒนาศกั ยภาพทางการคลังท้องถ่นิ ในประการสุดทา้ ย ไดแ้ ก่ การเพิม่ ประสทิ ธิภาพของการบริหาร
รายจ่ายสาธารณะ กล่าวคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถใช้เทคนิควิธีการบริหารจัดการใหม่ๆ ที่ช่วย
เพิ่มความคุ้มค่าของการใช้จ่าย หรือช่วยลดภาระรายจ่ายลงได้ตามแนวคิดการจัดการภาครัฐสมัยใหม่ ( New
Public Management: NPM) นวัตกรรมกลุ่มหนึง่ ที่ไดศ้ กึ ษาพบว่า องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นได้ใช้ระบบการ
จ้างเหมาเอกชนภายนอก (Outsourcing) ให้จัดบริการสาธารณะหลายด้าน นวัตกรรมในลักษณะนีน้ อกจากจะ
พิสูจน์ถึงผลสำเร็จของการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ การลงทุน และการบริหารบุคลากรให้กับองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ แล้ว ยงั ช่วยเพม่ิ คณุ ภาพของการใหบ้ รกิ ารสาธารณะได้พรอ้ มกนั

ดังนั้น การพฒั นาศักยภาพทางการคลังขององคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินจงึ เปน็ ประเด็นทคี่ วรส่งเสริมให้
เกิดการดำเนินการในวงกว้างอย่างเรง่ ด่วน ในช่วงเวลาปัจจุบันที่การจัดสรรสัดส่วนรายได้ใหแ้ ก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นตามบทบัญญัติมาตรา ๓๐ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ
พ.ศ.๒๕๔๒ ยังไมม่ ีความชัดเจนในขณะนี้ การปรับปรงุ ศกั ยภาพทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือ
เปน็ สิง่ ทีม่ คี วามแน่นอนและสามารถดำเนินการโดยมิตอ้ งรอแต่เพียงความช่วยเหลือจากรฐั บาลกลาง การเรียนรู้
และการประยุกต์ใช้มาตรการในการพัฒนาศักยภาพทางการคลังจากนวัตกรรมท้องถิ่นเหล่านี้ควรสนับสนุนให้
เกิดขึน้ อย่างจรงิ จงั ในวงกวา้ งตอ่ ไป

การกระจายอำนาจทางการคลัง

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ผลักดันการปฎิรูปการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
โดยอาศัยหลักการการปกครองตนเอง ความเป็นอิสระของทองถิ่น และหลักความเป็นอิสระทางการคลัง ทำให้
มีการกระจายอำนาจทางการคลังสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำให้เกิดพระราชบัญญัติกำหนดแผนและ
ขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อส่งเสริมสถานภาพขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิน่ ทำหน้าทีจ่ ดั สรรอำนาจหน้าที่ภาษี เงินโอนและรายได้อ่ืนๆ แก่องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน
เป้าหมายการกระจายอำนาจด้านการคลังตามกฎหมายนี้คือรายได้รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมือ
เปรียบเทียบกับรายได้ทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องไม่น้อยกว่า ๒๐% และ๓๕% ภายใน พ.ศ. ๒๕๔๔ และ พ.ศ.
๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ การขยายบทบาทหน้าที่การให้บริการสาธารณะของ

๕๖

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนมากขึ้น และสร้างความสมดุลระหว่างการให้บริการสาธารณะกับขนาด
รายรับโดยกำหนดใหม้ ีการร่างกฎหมายรายได้ขององค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ

การกำหนดแนวนโยบาย เป้าหมาย และมาตรการดำเนินการหลายประการเพื่อส่งเสริมการกระจาย
อำนาจทางการคลังให้แก่ อปท. จะถูกกำหนดขึ้นอย่างรอบด้าน และการดำเนินการหลายส่วนตามแผนงานมี
ความก้าวหนำไปพอสมควร แต่ในภาพรวมผลการกระจายอำนาจทางการคลังยังไม่ก้าวหน้ามากนัก โดยเฉพาะ
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเจตนารมณ์ของการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจทางการคลังตาม
บทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญและกฎหมายกำหนดแผนและและขนั้ ตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.

ความหมายของการกระจายอำนาจทางการคลงั และการบริหารการคลังท้องถ่นิ

เพื่อให้ทราบถึงความหมายของการกระจายอำนาจทางการคลังและการบริหารการคลังท้องถิ่น จึงมี
นักวิชาการไดใ้ ห้ความหมายไวด้ งั น้ี

พรชัย ลิขิตธรรมโรจน์56 ได้ให้ความหมายของ การกระจายอำนาจทางการคลัง ( Fiscal
Decentralization) ว่า เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญสำหรับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นการโอนความ
รับผิดชอบในการตัดสินใจด้านการเงินจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นอย่างมาก องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินได้ด้วยตนเอง โดยมีที่ของงบประมาณท้องถิ่นจาก
การจัดเก็บภาษีในท้องถิ่นและเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางซึ่งลักษณะสำคัญของการกระจายอำนาจทางการ
คลัง คือ

๑. บริการสาธารณะทใี่ หก้ บั ทอ้ งถ่นิ ใด จะตอ้ งจัดเก็บเงินจากประชาชนในท้องถ่นิ ท่ไี ด้รับบรกิ ารนนั้

๒. ผู้ใช้บริการท้องถิ่น อาจจะต้องจ่ายค่าบริการบางส่วน โดยประชาชนในท้องถิ่นอาจร่วมกับองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นผลติ บริการสาธารณะได้

๓. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะหารายได้จากภาษีโรงเรือนและที่ดินภาษีบำรุงท้องที่ ภาษี
ป้ายและอากรฆา่ สตั วไ์ ด้

๔. มีการโอนรายได้จากรัฐบาลกลางสำหรับการใช้จ่ายบางอย่างหรือการใช้จ่ายทั่วไปแก่องค์กร
ปกครองสว่ นท้องถ่นิ

๕. อนญุ าตให้องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินกู้ยืมเงนิ ไดต้ ามความเหมาะสม

อุดม ทุมโฆสิต57 ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระจายอำนาจทางการคลังท้องถิ่นว่า การคลังท้องถิ่น
เป็นตวั ชว้ี ดั สถานะหลายประการในการปกครองท้องถนิ่ ได้ ดงั น้ี

๑. บ่งชี้สถานะการกระจายอำนาจ โดยหากอำนาจในการจัดเก็บภาษีได้รับถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่นมาก
เพียงใดก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการกระจายอำนาจมมี ากเพยี งนั้น ตรงข้ามหากมไิ ดก้ ระจายอำนาจทางภาษใี ห้

56 พรชัย ลขิ ิตธรรมโรจน,์ การคลงั รฐั บาลและการคลงั ท้องถ่นิ , (กรุงเทพมหานคร : โอนเตียนสโตร์, ๒๕๕๐), หน้า ๔๓๕.
57 อุดม ทุมโฆสติ , การปกครองทอ้ งถ่ินสมยั ใหม่ : บทเรียนจากประเทศพฒั นาแล้ว, (กรุงเทพมหานคร : แซท โฟร์ พรน้ิ ติ้ง, ๒๕๕๒), หนา้ ๔๖๙
๔๙๐.

๕๗

ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังสงวนอำนาจไว้อยู่ ทั้งนี้เพราะหากท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีมากแสดงให้
เหน็ ได้ว่าทอ้ งถิน่ จะมรี ายได้ของตัวเองมาก มีความเปน็ อสิ ระในการตัดสินใจใชเ้ งนิ ไปในกจิ กรรมใดๆ ได้มากกว่า
การใช้เงนิ ชว่ ยเหลอื จากสว่ นกลาง

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การกระจายอำนาจที่แท้จริง ก็คือการถ่ายโอนอำนาจในการจัดหารายได้ไปให้
นนั้ เอง

๒. ฐานะทางการคลังท้องถิ่นย่อมบ่งบอกถึงความเข้มแข็งของท้องถิ่น กล่าวคือ ท้องถิ่นใดมีฐานะ
ทางการคลังท้องถิ่นดี ก็จะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากและมีความน่าเชื่อถือทางการเงินมากอีกด้วย
ตรงกันข้ามหากท้องถิ่นใดฐานะทางการคลังท้องถิ่นไม่ดีย่อมไม่มีเงินไปจัดทำบริการต่างๆ ได้ความน่าเชื่อถือก็
จะต่ำตามไปดว้ ย

๓. ประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการทำงานของท้องถิ่นโดยปริยาย
กล่าวคือ ท้องถิ่นใดสามารถจัดเก็บรายได้อย่างครบถ้วน ภายใต้ต้นทุนการจัดเก็บที่ต่ำ แสดงให้เห็นถึ ง
ความสามารถของผู้บริหารท้องถิ่นนั้นและความร่วมมือของประชาชนเนื่องจากงานจัดเก็บภาษีและหารายได้
เป็นงานทย่ี ากย่ิงที่ประสทิ ธิภาพในการจัดเก็บจะเกิดขนึ้ ได้

๔. รายได้ของท้องถิ่นต่อหัวย่อมบ่งขี้ถึงความมั่งคั่งของท้องถิ่น ดังนั้นท้องถิ่นที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง
ย่อมบ่งบอกได้ว่าประชาชนในท้องถิ่นนั้นมีรายได้มากมีทรัพย์สินมากอันเป็นตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของท้องถิ่นนั้น
ดี

๕. อัตราเพิ่มของรายได้ท้องถิ่นในแต่ละรอบปี แสดงให้เห็นถึงอัตราความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในรอบปีได้
ด้วย อันแสดงใหเ้ ห็นว่าผ้บู รหิ ารท้องถนิ่ น้ันมีความสามารถในการบรหิ ารงานธุรกิจและเศรษฐกิจไดผ้ ลดี เป็นต้น
ดงั นั้น การบรหิ ารงานคลังทอ้ งถิน่ จงึ ถอื เปน็ เรือ่ งสำคัญทผ่ี บู้ รหิ ารท้องถ่ินต้องใหค้ วามสนใจเป็นอย่างมาก

สกนธ์ วรัญญวฒั นา58 ไดใ้ ห้ความหมายของการกระจายอำนาจทางการคลังทอ้ งถิ่นส่ทู อ้ งถ่นิ ไว้ ดงั นี้

๑. เปน็ การถ่ายโอนอำนาจการตดั สินใจทางการคลังท้องถน่ิ แก่ทอ้ งถนิ่ อย่างอสิ ระตามกรอบที่กำหนด

๒. สรา้ งความรับผิดชอบทางการคลงั ทอ้ งถิน่ ให้เกิดข้นึ กบั ทอ้ งถิ่น

๓. มอบอำนาจการหารายได้แกท่ อ้ งถิ่นดำเนนิ การ

๔. ทอ้ งถิ่นสามารถกำหนดการใชจ้ า่ ยทงั้ ขนาดและประเภทได้ดว้ ยตัวเอง

๕. ท้องถนิ่ กำหนดและจดั ทำงบประมาณได้ดว้ ยตัวเอง

จากความหมายของการคลังท้องถิ่น ไพรัช ตระการศิรินันท์ ได้ให้ความหมายการคลังท้องถิ่นดงั นี้ การ
คลังท้องถิ่นเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการในการบริหารงานของท้องถิ่น ไม่เพียงเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของ
หน่วยการปกครองท้องถิ่นแต่ยังรวมถึงการกระจายอำนาจทางการคลังท้องถิ่นการบริหารการคลังท้องถ่ิน
(Financial Administration) อันรวมไปถึงรายได้ การกำหนดรายจ่ายการจัดหางบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง
การบญั ชีและการตรวจบัญชี

ดังนั้น การคลังท้องถิ่น จึงหมายถึง การบริหารการคลังท้องถิ่นขององค์การปกครองท้องถิ่นอัน
ประกอบด้วย การจัดหารายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การบัญชี การ

58 สกนธ์ วรญั ญวฒั นา, การบรหิ ารการคลังขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน, (กรุงเทพมหานคร : เอ็กซเปอรเ์ น็ท, ๒๕๕๑), หน้า ๒๓.

๕๘

ตรวจสอบบัญชีของหน่วยการปกครองท้องถิ่น โดยกระบวนการงบประมาณของท้องถิ่นจะเป็นตัวกลางในการ
เชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรับกับรูปแบบการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยขององค์กรปกครองท้องถ่ิน
เพ่ือใหบ้ รรลุวัตถปุ ระสงคข์ องหนว่ ยการปกครองทอ้ งถิ่นนั้นๆ

สรุป

ในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจทางการคลังเป็นการ
กระจายอำนาจที่สำคัญท่ีสุดส่วนหนึ่ง เนื่องจากการจัดบริการสาธารณะต้องอาศัย งบประมาณการเงินการคลัง
เพื่อผลิตบริการสาธารณะในพื้นที่ของท้องถิ่น และดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า ท้องถิ่นมีความแตกต่างหลากหลาย
ความพร้อมด้านการคลังต่างกนั จึงเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางการคลังของทอ้ งถิ่น โดยส่วนใหญท่ อ้ งถิ่นขาด
ความเข้มแข็งด้านการจัดหารายได้ โครงสร้างรายได้ มีลักษณะพึง่ พิงรฐั บาลสูง คือแหล่งรายได้ของท้องถิ่นส่วน
ใหญ่มากจากการจัดสรรเงินให้ของรัฐบาลส่วนกลาง และสำหรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นงบประมาณที่ต้อง
ดำเนินการตามภารกิจของรัฐบาลแบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ซึ่ง ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ได้กล่าวถึงทฤษฎีเงินอุดหนุน ว่าแหล่งรายได้หลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากเงินอุดหนุนที่รัฐบาล
จัดสรรให้หรือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งสัดส่วนให้ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีเงินงบประมาณปจัดบริการ
สาธารณะ โดยเงินงบประมาณที่รัฐบาลโอนหรือมอบให้ท้องถิ่นหรือ "เงินอุดหนุน" สามารถแบ่งประเภทได้เป็น
เงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ภายใต้กรอบโครงสร้างทางการคลังนี้ รายได้ของท้องถิ่น จึงมี
ลกั ษณะพ่ึงพงิ เงนิ อดุ หนุนอย่างมาก และคาดเดาได้วา่ ท้องถิ่นย่อมต้องการเงินอุดหนนุ ทั่วไป มากกวา่ เน่ืองจาก
ทำให้ลดต้นทุน ไม่กระทบกับคะแนนนยิ มทางการเมือง แต่การออกแบบโครงสร้างทางการคลังเช่นนี้ อาจทำให้
ท้องถิ่นขาดความกระตือรือร้นหรือความพยายามในการจัดเก็บรายได้ เช่นการจัดเก็บภาษีท้องถ่ิน
ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต นอกจากนี้การที่โครงสร้างทางการคลังของท้องถิ่นต้องอิงกับเงินอุดหนุนสูง
โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เป็นการสะท้อนให้เห็นการขาดอิสระทางการคลังของท้องถิ่น และเป็นการ
ออกแบบให้ท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานให้กับรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลางมีอำนาจในการอนุมัติ
โครงการต่างๆ ทำให้ทิศทางหรือเป้าหมายในการปฏิบัติภารกิจหรือจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่นมุ่งจัดทำ
โครงการที่สนองหรือสอดคลอ้ งกับนโยบายของรฐั บาลสว่ นกลางเป็นหลกั แทนที่จะปฏิบัติภารกจิ เพอื่ ตอบสนอง
หรือแก้ไขปัญหาของประชาชนใน ท้องถิ่นเป็นหลักทั้งนี้เพื่อให้ได้รับอนุมัติโครงการและเงินงบประมาณ
สนับสนุนในแต่ละปี โดยสัดส่วนในการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับท้องถิ่นแต่ละแห่งยังเป็นไปอย่างขาด
ความโปร่งใส เปิดเผยเกี่ยวกับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจจำนวนหลายหมื่นล้าน ถูกกระจายไปยังท้องถิ่นใดจำนวน
เท่าใด ข้อมูล เหล่านี้มักจะเก็บอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในหน่วยราชการ แม้แต่ฝ่าย
การเมือง ที่กำกับดูแลหน่วยราชการอาจยังไม่ทราบข้อมูล ซึ่งความจริงการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างเป็นธรรม
เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลไกหนึ่งที่ใช้ในการสนับสนุนความเข้มแข็งทางการคลังของ
ท้องถิ่นได้ การพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนควรเปิดให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เข้าร่วมพิจารณา
การจัดสรรในแต่ละปี และควรเป็นไปอย่างเปิดเผย มีการเผยแพร่ข้อมูล และในกระบวนการพิจารณาเงิน
อุดหนนุ ควรใชเ้ คร่อื งชี้วัด หรอื สตู รท่ีเป็นรูปธรรมชัดเจน นอกจากนี้ควรจะลดสดั ส่วนของเงินอดุ หนุนเฉพาะกิจ
และเพ่ิมสัดส่วนเงินอดุ หนนุ ท่วั ไป

บทที่ ๗
การคลังทอ้ งถนิ่

การคลังท้องถิ่น เป็นเครื่องมือหรือกระบวนการในการบริหารจัดการของรัฐบาล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ
ของการบริหารงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นการบริหารการคลังมี
ความหมายครอบคลุมเกี่ยวกับรายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดหางบประมาณ การจัดซื้อ จัดจ้างการบัญชี
และการตรวจสอบบญั ชี

ความหมายของการคลังทอ้ งถน่ิ
ปธาน สวุ รรณมงคล59 ได้กล่าวถงึ ความหมาย และความสำคัญของการคลงั ท้องถนิ่ ไว้ดงั นี้
การคลังท้องถิ่นมีความสำคัญมากต่อการปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะที่ เป็นเครื่องมือ หรือกลไก

อันหนึ่งที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือความสำเร็จในการปกครองท้องถิ่น การคลัง ท้องถิ่นเป็นการพิจารณาถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งที่มาของรายได้กับรูปแบบของการใช้จ่าย ของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น
ประการสำคัญ

การคลังท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ ๓ ประการที่สำคัญ คอื
ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการพัฒนาสังคม และก่อให้เกิดการพัฒนาเมือง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ของการพัฒนาประเทศตอ่ ไป ดงั น้ี

๑. ความหมายของการคลังท้องถิ่น การคลังท้องถิ่นเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการในการจัดการ
อนั หนึง่ ท่เี ป็นกลไกในการบรหิ ารงานเพอื่ บรรลุวัตถุประสงคข์ องหน่วยการปกครองสว่ นทอ้ งถิน่

การบริหารการคลังโดยทั่วไป (Financial Administration) มีความหมายครอบคลุมเรื่องที่ เกี่ยวกับ
รายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อวัสดุการว่าจ้าง การบัญชี การตรวจบัญชีของ
หน่วยการท้องถิ่น ในการศึกษาการคลังท้องถ่ินจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายรับ (Source of
Revenue) กระบวนการงบประมาณ (Budget Process) และรปู แบบของการใช้จ่าย (Type of Expenditure)
ของหน่วยการปกครองท้องถิ่น ซึ่งกระบวนการงบประมาณดังกล่าวจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์
ของแหล่งที่มารายรับกับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง
ตอ่ การบรรลวุ ัตถปุ ระสงคข์ องหน่วยการปกครองทอ้ งถน่ิ

องคป์ ระกอบของการคลงั ทอ้ งถ่นิ มี ๓ ประการ ได้แก่
๑) แหล่งที่มาของรายรับ หมายถึง การพิจารณาถึงแหล่งที่มาของรายได้ขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นทีก่ ำหนดไว้ในกฎหมาย

59 ปธาน สุวรรณมงคล, ทศั นะบางประการในเรอ่ื งสภาตำบลกับการมสี ่วนรว่ มของชุมชนในการมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการพัฒนา.
(กรุงเทพมหานคร : ศูนยศ์ กึ ษานโยบายสาธารณสขุ มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๔๗), หน้า ๕๒-๕๓.

๖๐

๒) กระบวนการงบประมาณ หมายถึง การพิจารณาถึงขั้นการจัดเตรียมงบประมาณ ( Budget
Preparation) ขั้นตอนในการอนุมัติงบประมาณ (Budget Adoption) และขั้นตอนในการบริหารงบประมาณ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภทโดยทั่วไปจะมี
กระบวนการงบประมาณทีค่ ลา้ ยคลึงกัน

๓) รูปแบบของการใช้จ่าย หมายถึง การพิจารณาถึงลักษณะของการใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่นิ ในแตล่ ะประเภทตามบทบญั ญัติของกฎหมาย

วัตถปุ ระสงคข์ องการคลังทอ้ งถ่นิ
วัตถปุ ระสงค์ของการคลังทอ้ งถนิ่ มี ๓ ประการ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. การจดั หารายได้ขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ
๒. การกำหนดรายจา่ ยและการจัดทำงบประมาณ
๓. การบริหารรายได้ รายจ่าย และทรัพยส์ ินของท้องถ่ิน

ประเภทรายไดข้ องทอ้ งถน่ิ
เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่เหมาะสมที่รัฐบาลท้องถิ่นจะต้องดำเนินกิจกรรมต่างๆ และให้บริการ

สาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่นที่รับผิดชอบ รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นจะต้องมีแหล่งรายได้และรายรับที่
เหมาะสม รายได้ของท้องถนิ่ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญๆ่ ดังนี้

๑. ภาษีอากรทร่ี ัฐบาลกลางควรจะเปน็ ผจู้ ดั เก็บ
รัฐบาลกลางจะเก็บภาษีอากรต่าง ที่ใช้เป็นรากฐานในการควบคุมนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ๓
ประเภท ดังน6ี้ 0

๑) ภาษอี ากรท่ีเกยี่ วกับความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ
๒) ภาษอี ากรทเ่ี กี่ยวกบั การรักษาเสถยี รภาพของเศรษฐกจิ ภายในประเทศ
๓) ภาษอี ากรเกี่ยวกับการกระจายรายได้และความม่ันคงของสังคม
๒. ภาษีอากรทร่ี ฐั บาลท้องถิน่ ควรจะเปน็ ผจู้ ดั เกบ็
ภาษีอากรที่รัฐบาลกลางจะมอบให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจในการจัดเก็บนั้นอาจจะพิจารณาได้
ดังน้ี
๑) ภาษีอากรทมี่ อบให้รฐั บาลทอ้ งถิน่ เป็นผู้จัดเก็บ

60 เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม, การคลังว่าด้วยการจัดสรรและการกระจาย , พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๕), หน้า ๒๓-๒๙.

๖๑

เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละระดับต่าง ๆ มีความต้องการที่จะใช้เงิน ดังนั้น รัฐบาลกลางจึงจำเป็น
ที่จะต้องพิจารณามอบอำนาจการจัดเก็บภาษีอากรบางอย่างให้แก่รัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมักจะพิจารณาหลักสำคัญ
สองประการดงั นี้

(๑.๑) ภาษีทเี่ ก็บตามหลกั ผลประโยชนท์ ไี่ ด้รับ

(๑.๒) พิจารณาถงึ ความสามารถ หรือความพยายามในการจัดเกบ็

๓. ภาษีอากรท่ีท้องถน่ิ รว่ มเกบ็ กบั รัฐบาลกลาง หรือภาษีเสริม

ภาษที ่ีทอ้ งถ่นิ จดั เก็บเพิม่ สามารถแบ่งได้ ๒ ประเภท ดงั น้ี

๑) ภาษที ีท่ ้องถิน่ เป็นผู้จดั เก็บเอง (Pure tax supplement)

ภาษีชนิดนี้ รัฐบาลกลางจะมอบอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละระดับมีสิทธิจัดเก็บภาษีอากรบางชนิด
เพิ่มขึ้นตามอัตราที่รัฐบาลกลางกำหนดให้ แต่หน่วยงานของรัฐบาลกลางจะเป็นผู้จัดเก็บเอง ภาษีแบบนี้มี
ลักษณะเป็นการแบ่งรายได้จากรัฐบาลกลางเรียกว่า Revenue sharing ซึ่งการจัดเก็บภาษีแบบนี้มีข้อดี ๒
ประการ คือ

(๑.๑) ทำให้ท้องถิ่นประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษี เพราะรัฐบาลกลางจะเป็นผู้จัดเก็บ
ให้เอง ซึ่งโดยปกติแล้วหน่วยงานการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลกลาง จะมีความสามารถสูงกว่าหน่วยงาน
ของรัฐบาลทอ้ งถ่ิน

(๑.๒) รัฐบาลกลางอาจจะให้อำนาจแก่รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละระดับและแต่ละท้องถ่ิน
สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มได้ในอัตราที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้รัฐบาลกลางใช้ในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว
เป็นเครื่องกระจายความเสมอภาคทางการคลังให้ แก่ท้องถิ่นแต่ละแห่งหรือเพื่อให้เป็นไปตาม
จุดมุ่งหมายบางอยา่ งของรฐั บาลกลาง

๔.รฐั บาลกลางแบ่งรายไดใ้ หแ้ ก่รฐั บาลทอ้ งถิ่น หรือภาษีแบง่

ซึง่ รปู แบบของการแบง่ ส่วนรายได้ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น ๒ แบบ ดังน้ี

๑) การแบง่ สว่ นรายได้แบบมเี งื่อนไข หมายถึง การพจิ ารณาแบ่งรายได้

(๑.๑) จำนวนของประชากรในแต่ละท้องถิ่น รัฐบาลกลางสามารถแบ่งรายได้ให้กับท้องถิ่น
โดยอาศัยจำนวนประชากรในท้องถิ่นได้ ซึ่งท้องถิ่นใดมีจำนวนประชากรมากจะได้รับการแบ่งรายได้
มาก ถา้ ท้องถน่ิ ใดมีจำนวนประชากรนอ้ ย จะไดร้ ับการแบง่ รายได้นอ้ ยตามไปด้วย

๒) การแบ่งส่วนรายได้แบบมเี ง่ือนไข หมายถงึ การที่รฐั บาลกลางพิจารณา

๕. รายได้และรายรับอืน่ ๆ

๑) รายไดจ้ ากการประกอบกิจการของรัฐบาลท้องถิน่

๒) การกู้ยืมของรัฐบาลท้องถิ่น นอกจากรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น และเงินอุดหนุน หรือเงิน
ช่วยเหลอื จากรัฐบาลกลาง

๖๒

๖. การได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง โดยปกติแล้วรัฐบาลท้องถิ่นมักจะมีรายได้ไม่เพียงพอกับการใช้
จ่ายของท้องถิ่น จำเป็นต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง ซึ่งการให้เงินอุดหนุนแก่รัฐบาลท้องถิ่นโดยรัฐบาล
กลาง เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น รัฐบาลสามารถที่จะเลือกใช้การช่วยเหลือรูปแบบที่มีความ
เหมาะสมกับความต้องการของรัฐบาล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการปกครองประเทศ
ได้ ซ่ึงสามารถทราบทมี่ าของรายได้

รายจา่ ยทอ้ งถน่ิ

ไพรัช ตระการศิรินนท์61 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะสำคัญของการใช้จ่ายแบ่งออกเป็น ๒
ลักษณะ คือ รายจ่ายประจำและรายจ่ายพิเศษซ่ึงผลของรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแบบข้ึน
อยู่กับขนาดและรูปแบบการปกครองต่อการพัฒนาท้องถิ่นจะแตกต่างกันตามโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ นั้นที่เปน็ ส่วนสำคญั ของการปกครองท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ

ก. ประเภทรายจ่ายประจำ หมายถึง รายจ่ายที่จ่ายจากรายได้ของท้องถิ่นเอง รวมทั้งเงินอุดหนุน
ทั่วไปจากรัฐบาลกลาง รายจ่ายประจำของท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ สามารถแบ่งเป็นหมวดได้ตาม
หมวดรายจ่าย ตามหมวดรายจ่ายของงบประมาณแผน่ ดิน

ข. ประเภทพิเศษ หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดขึ้น เพื่อกิจการเฉพาะอย่างเป็นกรณีพิเศษในแต่ละปี
โดยเป็นการตั้ง จ่ายจากเงินสะสม เงินกู้ และเงินอุดหนุนเฉพาะหรือเงินอื่นที่ไม่ใช่งบประมาณ
ประจำ

การมีงบประมาณประจำปีของตนเองแต่จะมีจำนวนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบการ
ปกครองแต่ละแบบโดยสัดส่วนภาพรวมของท้องถิ่นต่องบประมาณแผ่นดินในปัจจุบันจะมีจำนวนน้อย และมี
รูปแบบการบรหิ ารงานงบประมาณท่ีอสิ ระตอ่ กนั

๑. งบประมาณทั่วไป หมายถึง งบประมาณที่จัดทำขึ้น เพื่อใช้ในการบริหารงานดา้ นตา่ งๆ ของท้องถ่ิน
โดยมหี นว่ ยงานต่างๆ ท่สี ังกดั การบรหิ ารท้องถน่ิ เปน็ ผ้รู ับผดิ ชอบดำเนนิ การ

๒.งบประมาณเฉพาะการ หมายถึง งบประมาณที่จัดทำขึ้น เพื่อกำหนดวงเงินที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
เฉพาะอยา่ งพเิ ศษ ต่างจากงบประมาณเพ่ือการบริหารท่วั ไป เชน่ งบประมาณของเทศพาณชิ ย์ เปน็ ต้น

โดยท่ัวไปรายจา่ ยขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน มี ๒ ประเภท คือ
๑. รายจ่ายประจำ ได้แก่ รายจ่ายประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนค่าใช้จ่ายค่าวัสดุ ค่า
สาธารณปู โภค และเงนิ อุดหนนุ
๒. รายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือรายจ่ายเพื่อการพัฒนา ได้แก่ รายจ่ายประเภทครุภัณฑ์ที่ดินและ
สิ่งก่อสร้างซึ่งการแบ่งรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าวจะทำให้สามารถพิจารณาฐานะการคลัง
ขีดความสามารถ ประสิทธิภาพและทิศทางในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ได้ การ
จำแนกงบประมาณออกเป็น ๒ ส่วนแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทข้างต้นทำให้การแยกประเภทของงบประมาณ
ทอ้ งถนิ่ แตกตา่ งจากการแยกประเภทของงบประมาณแผ่นดนิ ของรฐั บาลกลางซ่งึ ไมม่ กี ารแยกดังกล่าว

๑. งบประมาณทั่วไป คือ งบประมาณที่จัดขึ้น เพื่อกำหนดวงเงินที่ใช้ในการบริหารงานด้าน
ต่างๆ ของท้องถิ่น โดยแต่ละหน่วยงานที่สังกัดอยู่ในหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะเป็นผู้
ดำเนินงาน

61 ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น โครงการส่งเสริมเอกสารวิชาการ. (กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,
๒๕๓๔), หน้า ๑๕๑-๑๕๔.

๖๓

๒. งบประมาณเฉพาะการ คอื งบประมาณที่จดั ทำขนึ้ เพอื่ กำหนดวงเงนิ ทใี่ ชใ้ นการปฏิบัตงิ าน
เฉพาะอย่างเป็นพิเศษ แตกต่างออกไปจากการบริหารงานทั่วไปของท้องถิ่น ได้แก่ งบประมาณของ
เทศพาณชิ ย์ เปน็ ต้น

ปัจจยั ที่มอี ิทธิพลตอ่ ฐานะทางการคลงั ทอ้ งถ่นิ
คุก (Cook) ได้ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อฐานะทางการคลังของท้องถิ่นซึ่งโดยทั่วไปรายได้และ

รายจ่ายของท้องถิ่นจะถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกท้องถิ่นประกอบไปด้วยปัจจัยต่างๆ
ดงั ต่อไปน้ี

๑. ปัจจัยด้านรสนิยมและความจำเป็นของชมุ ชน
ปัจจัยด้านสนิยม และความจำเป็นของชุมชน จะมีผลกระทบต่อรายได้และรายจ่ายของชุมชน เพราะ
ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดการบริโภคและการใช้จ่ายในชุมชน ซึ่งการบริโภคและการใช้จ่ายดังกล่าวจะมผี ลกระทบ
ท้ังดา้ นรายได้และรายจา่ ยของรฐั บาลทอ้ งถน่ิ
๒. ปจั จยั สภาวะการผลิตและการบริการของชมุ ชน
ปัจจัยสภาวะการผลิตและการบริการของชุมชน จะมีอิทธิพลต่อรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลท้องถิ่น
เพราะการผลิตและการบริการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านรายได้และรายจ่ายของท้องถิ่น ถ้าท้องถิ่นใดมีอัตรา
การผลิตและการบริการเป็นจำนวนมากรายได้ด้านภาษีของท้องถิ่นนั้นจะอยู่ในเกณฑ์ดี จะทำให้ฐานะทางการ
คลังของท้องถิ่นดีตามไปด้วย หากท้องถิ่นใดมีภาระทางด้านการบริการมาก ท้องถิ่นนั้นก็มีความจำเป็นจะต้อง
จัดการบริการมาก ค่าใช้จ่ายของท้องถิ่นจะสูงตามขึ้น ไปด้วย ดังนั้นการผลิตและการบริการของชุมชนจะมี
อิทธพิ ลในการกำหนดรายไดแ้ ละรายจา่ ยของท้องถ่ินเปน็ อยา่ งมาก
๓. ปจั จัยทุน แรงงาน และตลาด
ทุน แรงงาน และตลาด ถือเป็นหวั ใจสำคญั ของกลไกทางเศรษฐกิจชุมชนชุมชนใดทมี่ ปี จั จัยทนุ แรงงาน
และตลาด อยู่ในเกณฑ์ดีจะทำให้มีรายได้มาก และฐานทางการคลังของชุมชนนั้นจะดีตามไปด้วย แต่ถ้าชุมชน
ใดขาดแคลนปจั จยั เหล่านี้ ฐานะทางการคลังของชมุ ชนน้ันจะอ่อนแอตามไปด้วย
๔. ปัจจัยดา้ นทรพั ยากรในชมุ ชน
ทรัพยากรในชุมชนจะมีผลต่อรายได้ภายในชุมชน หากชุมชนใดมีทรัพยากรภายในมาก ชุมชนนั้นจะมี
แนวโนม้ ฐานะทางการคลังทีด่ ี ตรงกันข้ามกบั ชมุ ชนใดที่มคี วามขาดแคลนของทรพั ยากรในชมุ ชน ชุมชนน้นั จะมี
แนวโน้มฐานทางการคลังทไ่ี มด่ ี
๕. ปจั จัยทางดา้ นโครงสร้างทางการเมอื งการปกครอง
ปัจจัยโครงสร้างทางการเมืองการปกครองจะมีอิทธิพลต่อฐานะทางการคลังของท้องถิ่น เนื่องจาก
นโยบายทางการเมืองจะมผี ลกระทบโดยตรงตอ่ รายไดแ้ ละรายจา่ ยของทอ้ งถ่นิ
๖. ปัจจยั แนวนโยบายจากสว่ นกลาง
ส่วนกลางหรือรัฐบาลกลางจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อรัฐบาลท้องถิ่น เพราะนโยบายของรัฐบาลกลางจะ
มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อรายได้และรายจ่ายของท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลกลางจะมีการโอนเงินส่วน
หนึ่งมาสู่ท้องถิ่น ดังนั้นหากรัฐบาลกลางมีการโอนเงินดังกล่าวมาสู่รัฐบาลท้องถิ่นมาเป็นจำนวนมาก ฐานะ
ทางการคลังของท้องถิ่นจะดี
๗. ปจั จยั นโยบายและข้อปฏบิ ัตทิ างการเงินของท้องถน่ิ
โดยทั่วไปท้องถิ่นสามารถออกนโยบายและข้อบัญญัติของตนเองได้ ดังนั้นนโยบายและข้อบัญญัติท่ี
ท้องถ่ินกำหนดข้นึ จะมีอทิ ธิพลต่อฐานะทางการคลงั ของทอ้ งถ่ินเอง

๖๔

ปญั หาสำคญั ทางการคลงั ท้องถ่นิ
ปัญหาทีส่ ำคัญของหนว่ ยการปกครองสว่ นท้องถิน่ คือ ไม่มคี วามสามารถในการหารายได้ให้เพียงพอกบั

ความต้องการใช้เงิน ซึ่งเกิดจาก ๒ ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ซึ่งปัจจัยภายนอก ได้แก่
ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจัยการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ิน
สำหรับปจั จยั ภายในไดแ้ ก่ ปจั จยั ในการบรหิ ารงานของหนว่ ยการปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ น้นั ๆ๑๘

๑. ปัญหาที่เกิดจากปจั จัยภายนอก
๑) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หมายถึง ความเจริญและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นๆโดยพิจารณา
รายได้ของประชาชนในท้องถิ่น ลักษณะของความเป็นเมืองและชนบท โดยพิจารณาจากแหล่งการค้า ตลาด
การพาณิชย์ ภาวการณ์จ้างงานในท้องถิ่นนัน้ ๆนอกจากนี้ยังพิจารณาถงึ ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม ความ
เจรญิ ด้านคมนาคมขนสง่ การพาณิชย์ และการสาธารณูปโภคพน้ื ฐาน ได้แก่ ไฟฟา้ ประปา
๒) ปัจจัยทางสังคมวิทยา หมายถึง ความรับผิดชอบของประชาชนต่อส่วนรวมในการเสียภาษีอากา
ให้แก่รัฐบาลกลางหรือหน่วยการปกครองท้องถิ่น ถ้าประชาชนในท้องถิ่นมีความรับผิดชอบและมีความสามารถ
ในการที่จะจ่ายภาษีอากรใหแ้ ก่ทอ้ งถน่ิ แลว้ จะทำให้รายได้ของทอ้ งถิน่ เพ่มิ มากขึ้น
๓) ปัญหาาการกระจายอำนาจทางการคลังแก่หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นการปกครองของไทยใน
ปัจจุบัน ท้องถิ่นไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ นโยบายส่วนใหญ่จะกำหนดมาจากส่วนกลาง ซึ่งปัญหาจากการ
กระจายอำนาจทางการคลังของทอ้ งถน่ิ ทส่ี ำคญั มี ๔ ประการ ดงั นค้ี อื

(๑) ข้อจำกัดทางด้านการคลังของหน่วยการปกครองท้องถิ่น อันได้แก่ รัฐบาลกลางเป็นผู้รวม
อำนาจทางการคลังและการบริหารเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาท้องถ่ิน
ของตนเองตามขอบเขตอำนาจหนา้ ท่ีของแต่ละหน่วยการ

(๒) แหล่งรายได้ท้องถิ่น ส่วนใหญ่กฎหมายทางด้านภาษีอากรและค่าธรรมเนียมท้องถิ่นมีผล
บังคับใช้มาเป็นเวลานาน โดยไม่ได้มีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ท่ี
เปลี่ยนแปลง

(๓) เกณฑก์ ารจัดสรรรายได้ โครงสรา้ งอัตราภาษีอากรท้องถน่ิ ท่รี ัฐบาลเก็บเพิ่มให้ท้องถ่ินหรือ
รายได้ที่รัฐบาลกลางแบ่งให้ท้องถิ่น มีหลักเกณฑ์จัดสรรให้ตามสัดส่วนรายได้ภาษีที่ท้องถิ่นเคยได้รับ
ซึ่งเป็นเกณฑ์การจัดสรรตามกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานทำให้หลักเกณฑ์ไม่เหมาะสมและไม่เป็น
ธรรมกบั ทอ้ งถนิ่

(๔) หลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุน ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนแล้ว
จะพบว่า เปน็ หลกั เกณฑ์ทไ่ี มเ่ อื้ออำนวยที่จะกระตุน้ ใหท้ ้องถ่นิ พยายามช่วยตนเองทางด้านการคลัง แต่
กอ่ ให้เกดิ ความยนิ ยอมทีท่ ้องถ่นิ จะปฏบิ ัติตามนโยบายและเงอ่ื นไขส่วนกลาง

๒. ปัญหาทีเ่ กิดจากปจั จัยภายใน
๑) ประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการจัดเก็บรายได้อยู่ ณ สำนักงาน ไม่มี
เครื่องมือหรือมาตรการท่ีจะติดตามจัดเก็บให้ครบถ้วนและถูกต้องเจา้ พนักงานที่รับผิดชอบในการจัดเก็บรายได้
ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ กฎหมายและระเบียบปฏบิ ัตเิ กี่ยวกับภาษอี ากร และคา่ ธรรมเนียมแต่ละประเภท อีก
ทัง้ ยงั ขาดแหล่งขอ้ มูล ทำให้การปฏิบตั ิการจดั เก็บรายได้มีลักษณะกระทำตามความเคยชนิ ที่ปฏิบตั กิ นั มา
๒) หน่วยงานที่จัดเก็บรายได้มีอัตรากำลังไม่เพียงพอ จำนวนเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้มีไม่เพียงพอที่จะ
ติดตามจดั เกบ็ รายได้ในท้องถิน่ ได้ครบถ้วน ค่าใช้จ่ายในการบรหิ ารจดั การมีในสดั สว่ นท่นี ้อย

๖๕

๓) การปฏิบัติการจัดเก็บรายได้ตามกฎหมาย ภาษีและค่าธรรมเนียมบางประเภทที่กฎหมายให้อำนาจ
ท้องถิ่นในการออกเทศบัญญัติ ข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติ ในการจัดเก็บรายได้แต่ปรากฏว่ามีบางท้องถิ่นยังคง
เพิกเฉยการจดั เก็บรายได้ หรอื ถา้ มีการจัดเกบ็ กเ็ ลือกเกบ็ ในอตั ราและจำนวนท่ตี ่ำ

๔) ความเต็มใจของผู้เสียภาษี ประชาชนในท้องถิ่นยังขาดความเข้าใจในหลักการของการจัดเก็บภาษี
และค่าธรรมเนยี ม นอกจากน้ียงั ขาดความเข้าใจในกฎหมายทอ้ งถิน่ และไมเ่ ข้าใจว่าตนมีหน้าท่ีที่จะต้องเสียภาษี
เมื่อไร อย่างไร ที่ไหน เพื่ออะไร เป็นจำนวนเท่าใด ทำให้ความเต็มใจในการเสียภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ของประชาชนท้องถ่ินอยู่ในระดบั ต่ำ

๕) การบรหิ ารการเงนิ ทอ้ งถ่ินยงั ไมม่ ีระบบบรหิ ารการเงนิ ทม่ี ีประสิทธภิ าพ

โครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามกฎหมายกำหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจาย
อำนาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ.
๒๕๔๒ กำหนดรายไดข้ ององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น โดยมีสาระสำคัญ ดังน้ี62

๑. เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาจมีรายได้จากภาษีอากร
ค่าธรรมเนยี ม และเงนิ รายได้ ตามที่กำหนดในมาตรา ๒๓ โดยสรปุ ดังน้ี

(๑.๑) ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ภาษบี ำรุงท้องที่ และภาษีป้าย ตามกฎหมายวา่ ด้วยการนั้น
(๑.๒) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตราซึ่งเมื่อร่วมกับ การ
จัดสรรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามมาตรา ๒๔ (๓) และให้ กทม. ตามมาตรา ๒๕ (๖) แล้ว ๑๒
ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้ โดยหักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของ
กรมสรรพากรท่ีจะจดั เก็บ
(๑.๓) ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตรา ซึ่ง
เมื่อรวมกับอัตราที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด จัดเก็บเพิ่มตามมาตรา๒๔ (๔) แล้ว ไม่เกินร้อยละ ๓๐
ของอัตราภาษีทจี่ ดั เก็บตามประมวลรษั ฎากร โดยเปน็ หน้าทข่ี องกรมสรรพากรทจ่ี ะจดั เก็บ
(๑.๔) ภาษีสรรพสามิต ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ตามกฎหมายว่า ด้วย
สุรา และค่าแสตมป์ยาสูบ ตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตเทศบาลเมือง พัทยา
และองค์การบริหารส่วนตำบล โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของอัตรา
ภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ถือเป็นภาษีและค่าแสตมป์ตามกฎหมายว่าด้วย การนั้น โดยเป็น
หนา้ ที่ของกรมสรรพสามติ ทจี่ ะจดั เกบ็
(๑.๕) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทั้งเงินเพิ่ม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถ
ตามกฎหมายว่าดว้ ยการขนส่งทางบก และคา่ ธรรมเนียมล้อเลอ่ื น ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยลอ้ เลื่อน
(๑.๖) ภาษีการพนัน ตามกฎหมายว่าด้วยการพนนั
(๑.๗) ภาษีเพ่ือการศกึ ษา ตามกฎหมายว่าดว้ ยการศึกษาแห่งชาติ
(๑.๘) อากรฆ่าสัตว์ และผลประโยชน์อื่นอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ ตามกฎหมายว่าด้วย การ
ควบคมุ การฆ่าสตั ว์ และจำหน่ายเน้อื สัตว์
(๑.๙) อากรรังนกอีแอน่ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยอากรรงั นกอีแอน่

62 พระราชบญั ญตั ิกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจใหแ้ กอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ พ.ศ. ๒๕๔๒. (๒๕๔๒, ๑๗ พฤศจิกายน). ราชกิจจา
นเุ บกษา. เล่ม ๑๑๖ ตอนท่ี ๑๑๔ ก หน้า ๖๓.

๖๖

(๑.๑๐) ค่าภาคหลวงแร่ ตามกฎหมายว่าดว้ ยแร่หลังจากหกั ส่งเป็นรายไดข้ องรัฐในอตั รา ร้อย
ละ ๔๐ แล้ว
๒. กรุงเทพมหานคร (กทม.) อาจมีรายได้จากภาษอี ากร คา่ ธรรมเนยี ม และเงินรายได้ ตามท่กี ำหนดใน
มาตรา ๒๕ โดยสรุปดงั นี้

(๒.๑) ภาษโี รงเรือนและทด่ี ิน ภาชบี ำรงุ ท้องที่ ภาษปี ้าย ตามกฎหมายวา่ ด้วยการนน้ั
(๒.๒) ภาษีบำรุง กทม. ซึ่งเก็บจากการค้าปลีกนำ้ มันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซ ปีโตรเลียม
ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ในเขต กทม. โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มไม่เกิน ๑๐ สตางค์ ต่อ
ลติ ร สำหรับนำ้ มันและต่อกโิ ลกรมั สำหรบั กา๊ ซ
(๒.๓) ภาษีบำรุง กทม. ซึ่งเก็บจากการค้ายาสูบในเขต กทม. โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บ เพิ่ม
ได้ไมเ่ กนิ มวนละ ๑๐ สตางค์
(๒.๔) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรร ในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับท่ี
จัดสรรให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล ตามมาตรา ๒๓ (๔) และองค์การ
บริหารส่วนจังหวัด ๑๔ ตามมาตรา ๒๔ (๓) แล้วไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของภาษีมูลค่าเพ่ิมที่จัดเก็บได้ หัก
ส่วนทีต่ ้องจ่ายคนื แลว้ โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรทีจ่ ะจัดเก็บ
(๒.๕) ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตรา ไม่
เกินร้อยละ ๓๐ ของอตั ราท่จี ดั เกบ็ ตามประมวลรษั ฎากร โดยเป็นหน้าทขี่ องกรมสรรพากรทจ่ี ะ จัดเก็บ
(๒.๖) ภาษีสรรพสามิต ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ตามกฎหมายว่า ด้วย
สุรา และค่าแสตมป์ยาสูบ ตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดย
ออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของอัตราภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บและ ให้
ถือเป็นภาษีและค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิต ที่จะ
จัดเก็บ
(๒.๗) ภาษีเพ่ือการศกึ ษา ตามกฎหมายว่าดว้ ยการศกึ ษาแห่งชาติ
(๒.๘) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทั้งเงินเพิ่ม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถ
ตามกฎหมายว่าด้วยการจนส่งทางบก และค่าธรรมเนยี มล้อเลอ่ื น ตามกฎหมายวา่ ด้วยล้อเล่อื น
(๒.๙) ภาษกี ารพนัน ตามกฎหมายว่าด้วยการพนนั
(๒.๑๐) คา่ ภาคหลวงแร่ ตามกฎหมายวา่ ด้วยแร่ และคา่ ภาคหลวงปิโตรเลยี มตาม กฎหมายวา่
ด้วยปิโตรเลียมที่จัดเก็บภายในเขต กทม. ในอัตราร้อยละ ๔๐ ของค่าภาคหลวงแร่และ ค่าภาคหลวง
ปโิ ตรเลยี มทีก่ รมทรัพยากรธรณีจัดเกบ็ ได้จรงิ
(๒.๑๑) อากรการฆ่าสัตว์ และผลประโยชน์อื่น อันเกิดจากการฆ่าสัตว์ ตามกฎหมายว่า ด้วย
การฆ่าสตั ว์ และจำหน่ายเนอ้ื สตั ว์
(๒.๑๒) ค่าธรรมเนียมบำรุง กทม. โดยออกข้อบัญญัติเรียกเก็บจากผู้พักในโรงแรม ตาม
กฎหมายว่าด้วยโรงแรม๒.๑๓ ค่าธรรมเนียมสนามบิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ทั้งนี้ตาม
อตั ราและ วธิ กี ารทค่ี ณะกรรมการกำหนด
(๒.๑๔) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบยี นสทิ ธิและนิตกิ รรมเกย่ี วกับอสงั หารมิ ทรัพยท์ ม่ี ีทุน ทรัพย์
ตามประมวลกฎหมายท่ีดิน และกฎหมายว่าด้วยอาคารชดุ
(๒.๑๕) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุรา ตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และค่าธรรมเนียม
ใบอนุญาตเล่นการพนัน ตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตรา ไม่
เกนิ ร้อยละ ๓๐ ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยการน้นั

๖๗

(๒.๑๖) คา่ ธรรมเนียม/ ค่าใบอนุญาต/ และค่าปรบั / ในกจิ การท่กี ฎหมายมอบหมายหนา้ ที่ ให้
กทม. เปน็ เจ้าหน้าท่ีดำเนินภายในเขตของ กทม. และให้ตกเปน็ รายได้ของ กทม.

(๒.๑๗) ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะ ท่ี
กทม. จัดใหม้ ีข้นึ

(๒.๑๘) รายไดอ้ นื่ ตามกฎหมายบญั ญัตใิ ห้เปน็ ของ กทม.

สรุป
การกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางสู่รัฐบาลท้องถิ่นเป็นการมอบภารกิจและให้อำนาจ การบริหารแก่

องค์กรในระดบั ลา่ งหรอื ในระดับ ท้องถ่ิน ซึ่งนักวิชาการยอมรับว่าการกระจาย อำนาจจากรฐั บาลกลางสู่องค์กร
ปกครองส่วนท้อง ถิ่นมีความชัดเจนเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อจากนั้นจึงมีการ
ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการ
กระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยลำดับ อย่างไรก็ตามแม้การกระจายอำนาจะถูกมองว่า
เป็นการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับรากหญ้าแต่ตลอดช่วงระยะเวลาของการกระจายอำนาจเกิดปัญหาและ
อปุ สรรคจำนวนมาก และการกระจายอำนาจ ทถ่ี ือวา่ ประสบความล้มเหลวและไม่เป็นอิสระ คือ การบริหารการ
คลังและถึงแม้ว่าการกระจายอำนาจจะประสบความล้มเหลว แต่ได้มีความพยายามของหน่วยงานระดับ
กระทรวง กรม ผลักดันให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ เช่น สำนักงานคณะกรรมการ
การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตลอดจน
กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น โดยพยายามกำหนดเป้าหมายแห่งความสำเร็จบนหลักการที่กำหนดไว้ ใน
รัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการแรกมีการผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มมีความสามารถ และการเมือง
เปน็ ของตนเอง โดยเปิดโอกาสให้มีการเลอื กตั้ง เน้นการมสี ว่ นร่วมระดบั ทอ้ งถ่ิน ประชาชนเขตความรับผดิ ชอบ
ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีความสามารถในการแสดงความคิดเห็นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้
อยา่ งอิสระ ในขณะเดียวกันองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ทม่ี ีหนา้ ทคี่ วามรบั ผิดชอบแตกต่างกบั หน่วยงาน ระดับ
กรมของส่วนภูมิภาค จึงดูเหมือนว่าการกระจายอำนาจทางการเมืองขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นน่าจะ
ประสบความสำเร็จมากกว่าด้านอื่นๆ และพบว่ามีปัญหาด้านการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง การเล่นพรรคเล่นพวกท่ี
ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะ ในขณะที่การกระจายอำนาจทางบุคลากร รัฐบาลกลาง
กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอ อกแบบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี
ความสามารถในการจัดการกับบุคลากรของตนเอง ซึ่งมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานส่วนกลาง ภายใต้สังกัด
รัฐบาลกลาง แต่ผลปรากฎอย่างเป็นรูปธรรมว่าการกระจายอำนาจเกี่ยวกับบุคลากร ยังคงไม่สามารถมีอิสระ
จากส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกทั้งอำนาจยังอยู่ภายใต้การดูแลของส่วนกลางมากจนเกินไป
และประเด็นสุดท้ายการกระจายอำนาจทางการคลัง ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาครั้งนี้ พบว่าองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถิ่นจำนวนไมน่ อ้ ยขาดอสิ ระทางการคลังท่ีมีความเกยี่ วข้องกับรายรับ รายจ่ายและหนี้สาธารณะ

บทท่ี ๘
การบริหารคลังและงบประมาณของรฐั บาลประยุทธ์

หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-๑๙ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว รัฐบาลจึง
จำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยกระตุ้นและรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ
เพ่อื ให้ทิศทางการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ใหเ้ ป็นไปได้อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ซึง่ ประกอบดว้ ย

ทีม่ ารปู ภาพ : https://www.js100.com/en/site/news/view/95768?fbclid=IwAR0K63qR7rj5jKdr2C3ROOZWhG_2Z2enbii72rZA88SOAj0e8_v0Z8iID38

โครงการคนละครง่ึ
โครงการคนละครึ่ง คือ มาตรการของภาครัฐที่ออกมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ

บรรเทาภาระคา่ ใช้จ่ายให้ประชาชนและช่วยเพ่ิมสภาพคลอ่ งให้ร้านคา้ รายยอ่ ย เปน็ การสนับสนนุ เศรษฐกิจฐาน
รากและฟนื้ ฟูเศรษฐกจิ ของประเทศในองคร์ วม โดยรฐั จะออกคา่ ใช้จา่ ยใหค้ รึ่งหนึง่ หรอื ๕๐ เปอรเ์ ซน็

โครงการคนละครึ่ง เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เนื่องจากเป็นการร่วมจ่าย
กลุ่มเป้าหมายจึงเป็นผู้ที่พอจะมีรายได้เพื่อมาร่วมจ่ายกับรัฐ ซึ่งเป็นการสร้างอุปสงค์ที่แท้จริง ส่งผลให้
ผู้ประกอบการรายยอ่ ย โดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอย รวมถึงผู้ผลติ ตลอดห่วงโซ่อปุ ทาน ใหม้ ีรายไดเ้ พมิ่ ขนึ้

โครงการคนละครึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญของโครงการ คือ ระบบการใช้จ่ายด้วยแอปพลิเคชัน “เป๋า
ตัง” และ “ถุงเงิน” ที่ต้องลงทะเบียนและใช้ OTP รวมทั้งยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์จริง เพื่อ
ประโยชน์แก่ผู้ใช้ให้มั่นใจว่าสิทธิจะไปถึงตัวของท่านจริง ไม่มีผู้อื่นมาใช้สิทธิแทน และมีการใช้จ่ายจริงตาม
วัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการสร้างการเรียนรู้ให้ประชาชนจนถึงระดับฐานราก ให้
สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาให้สังคมไทยเดินหน้าสู่ Digital Society
ไปพร้อมๆกัน ขณะเดียวกัน ยังลดการใช้เงินสด ทำให้การดำเนินโครงการโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น ขอยืนยันว่า ระบบการลงทะเบียนและการยืนยันตัวตนของโครงการคนละครึ่ง ซึ่งรวมถึงระบบการส่ง
OTP เปน็ ระบบทเี่ ปน็ มาตรฐานสากล โปร่งใส และตรวจสอบไดท้ กุ ขน้ั ตอน

๖๙

โครงการเราชนะ

เป็นมาตรการของภาครัฐที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ
ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ รวมเป็นเงินตลอดโครงการ ๙,๐๐๐ บาท โดยใช้เงินผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง สำหรับ
ชำระค่าสนิ ค้า อาหาร เคร่อื งด่ืม และบรกิ ารต่างๆ ณ ร้านธงฟา้ ประชารัฐ รา้ นค้าทลี่ งทะเบียนคนละครึ่ง รวมถงึ
ร้านค้าและผู้ให้บริการอื่นๆที่ลงทะเบียนเราชนะ ซึ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มอาชีพอิสระ เกษตรกร แท็กซี่ คนขับรถ
รบั จ้างตา่ งๆ คนหาบเร่ สำหรับผูท้ ี่มสี ิทธใิ์ นการลงทะเบียนรับเงินเยยี วยาในคร้ังน้ีประกอบด้วย

๑.ผู้ที่ไมอ่ ยู่ในในระบบประกันสังคม ตามมาตรา ๓๓
๒.ผ้ทู ่ไี ม่เป็นลูกจา้ ง พนักงานรัฐวสิ าหกจิ และราชการ
๓.ไม่เปน็ ขา้ ราชการการเมือง หรือขา้ ราชการบำนาญ
๔.ไมเ่ ปน็ ผมู้ ีอาชีพอิสระที่มีรายไดส้ งู เกนิ ๓๐๐,๐๐๐ บาท
๕.ไม่มีเงินฝากทกุ บญั ชีรวมกนั มากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท

ม.๓๓ เรารกั กนั

เป็นมาตรการของภาครัฐที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของผู้ประกันตน
มาตรา ๓๓ ทไ่ี ดร้ ับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควดิ -๑๙ โดยผู้ได้รบั สทิ ธจิ ะตอ้ งไม่เปน็ ผ้ถู ือบตั รสวสั ดิการ
แห่งรัฐ ไม่เปน็ ผู้ไดร้ บั สิทธเิ ราชนะ และไม่เป็นผู้มีบัญชเี งนิ ฝากรวมทุกบญั ชีเกนิ ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความต้องการดูแลประชาชนให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม ซึ่งนอกเหนือจากมาตรการดังกล่าว
แล้ว รัฐบาลยังดูแลประชาชนกลุ่มต่างๆ ผ่านมาตรการและสวัสดิการอื่นๆ ของรัฐ ซึ่งงบประมาณที่ใช้ใน
มาตรการหรือโครงการต่างๆ ของรัฐบาล มาจากแหล่งรายได้ของรัฐ รวมทั้งเงินกู้ ซึ่งเป็นการดำเนินการ
ตามปกติ

ทมี่ ารปู ภาพ : https://workpointtoday.com/50-50-01/

๗๐

บรรณานุกรม

สากล พรหมสถิตย์. (๒๐๑๙). การคลังสาธารณะ (Public Finance) สืบค้นเมื่อ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๔,
จากhttp://blog.bru.ac.th/๒๐๑๙/๐๙/๑๙/%E๐%B๘%๘๑%E๐%B๘%B๒%E๐%B๘%A๓%E๐%B๘%
๘๔%E๐%B๘%A๕%E๐%B๘%B๑%E๐%B๘%๘๗%E๐%B๘%AA%E๐%B๘%B๒%E๐%B๘%๙๘%E๐%
B๘%B๒%E๐%B๘%A๓%E๐%B๘%๙๓%E๐%B๘%B๐-public-finance/

ณัฐพชั ร์ สถิตพรธนชยั . (๒๕๕๓). การคลงั สาธารณะ. กรงุ เทพฯ: เอ็กซเปอรเ์ น็ท.
Clifford L. James. (๑๙๕๗). Principles of Economics, (New York : Barns& Noble).
พูนศรี สงวนชีพ. (๒๕๕๒). การบริหารรัฐกิจเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๙. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลยั นามคำแหง).
เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม. (๒๕๔๖). การคลังว่าด้วยการจัดสรรและการกระจาย. พิมพ์ครั้งที่ ๘,
(กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ .
โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์. (๒๕๕๕). นโยบายภาษีอากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
อกั ษรสมั พนั ธ)์ .
รงั สรรค์ ธนะพรพนั ธ.์ (๒๕๔๖). ทฤษฎีการภาษีอากร. (กรุงเทพฯ : กรงุ สยามการพิมพ)์ .
อรญั ธรรมโน. (๒๕๔๘). ความรทู้ ่วั ไปทางการคลัง. (กรุงเทพฯ : บรัษัท บพิธ จำกดั ).
สมนึก แตงเจริญ. (๒๕๔๕). การศึกษาวิชาการคลัง ใน การคลังของประเทศไทย. (กรุงเทพฯ : โรง
พมิ พ์อักษรสมั พนั ธ์).
บุญชนะ อตั ถากร. (๒๕๔๘). การคลงั . (กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์).
Otto Eckstein. (๑๙๖๗). Public Finance: Foundations of Modern Economics Series.
Englewood Cliffs, (N.J. : Prentice-Hall Inc).
ไพศาล ชัยมงคล. (๒๕๔๗). งบประมาณแผ่นดิน : ทฤษฎีและปฏิบัติ. (กรุงเทพฯ : บริษัท โรงพิมพ์
ไทยวฒั นาพานชิ จำกัด).
ป๋วย อ้งึ ภากรณ.์ (๒๕๔๓). เศรษฐกิจแหง่ ประเทศไทย. (กรุงเทพฯ : บริษัท ประมวลมติ ร จำกดั ).
อินสอน บวั เขยี ว. (๒๓๓๗). สาระสำคญั การบรหิ ารชุมชน. (กรงุ เทพฯ : พิราบสำนกั พิมพ์).
นงสักษณ์ สุทธิวัฒนพันธ์. (๒๕๔๔). การบริหารงานงบประมาณ หลักทฤษฎี และวิเคราะห์เชิง
ปฏบิ ตั ,ิ พิมพ์ครั้งท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร : หจก.เอมเทรดด้งิ ).
อารีลักษณ์ พษโ์ สภา. (๒๕๔๕). "กระบวนการงบประมาณท่ี : มคี วามสัมพนั ธก์ ับสัมฤทธิผ์ ลของการ
บริหารงานงบประมาณ กรณีสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ". วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์
มหาบัณฑิต. (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยขอนแก่น).
ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (๒๕๔๖). การปฏิรูประบบงานงบประมาณในประเทศไทย : กรณีศึกษา
เรือ่ งการจดั เตรียมงบประมาณในปงี บประมาณ ๒๕๔๖. (กรงุ เทพมหานคร : ศูนย์สง่ เสริม).
อรญั ธรรมโน. (๒๕๔๘). ความรู้ท่วั ไปทางการคลงั . (กรงุ เทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนตพ์ บั ลชิ ชิ่ง).
พรชัย ลิขติ ธรรมโรจน.์ (๒๕๕๐). การคลังรฐั บาลและการคลงั ทอ้ งถนิ่ . (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร)์ .
กันตทัช บุตรคำ. (๒๕๔๙). "สภาพและปัญหาการบริหารงบประมาณตามระบบงบประมาณแบบ
มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต ๓,"
วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบณั ฑติ สาขาการบริหารการศกึ ษา (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ราชนค
รินทร).

๗๑

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (๒๕๔๔). การปฏิรูประบบราชการ : ทางออกของการ
แกป้ ญั หาและฟันฝ่าวกิ ฤต. (กรุงเทพฯ : กราฟฟอรแมท ไทยแลนด จำกดั ).

ชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ. (๒๕๔๔). มาตรฐานการจัดการทางการเงิน ๗ Hurdles กับการจัดทำ
งบประมาณระบบใหม่. (กรุงเทพฯ : ธีระฟลม แอน ไซเท็กช.

ณรงค์ สัจพันโรจน์. (๒๕๔๓). การจัดทำอนุมัติการบริหารงบประมาณแผ่นดิน : ทฤษฎีและปฏิบัติ.
(กรงุ เทพฯ : บพติ รการพมิ พ)์ .

รุ่ง แก้วแดง. (๒๕๔๖). โรงเรียนนิตบิ ุคคล. (กรุงเทพฯ : สำนกั พิมพ์วฒั นาพานิช จำกดั ).
เสริมศักติ วิศาลาภรณ์. (๒๕๓๗). "ปัญหาและแนวโน้มเกี่ยวกับการมีสวนรวมของประชาชนในการ
บริหารการศึกษา." ประมวลชุดวิชาสัมมนาปัญหาแนวโน้มทางการบริหารการศึกษา หน่วยที่๗. (นนทบุรี :
มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช).
ธงชยั สันติวงษ.์ (๒๕๕๐). องค์การ ทฤษฎี และการออกแบบ. (กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช).
กติ มิ า ปรีดีดิลก. (๒๕๕๓). การบรหิ ารและการนิเทศเบ้อื งตน้ . (กรงุ เทพฯ : อักษรพพิ ฒั น์ จำกดั ).
สมาคมนกั บัญชีและผ้สู อบบญั ชรี ับอนุญาตแหง่ ประเทศไทย "ศพั ทบ์ ัญช"ี . (๒๕๓๘). (กรุงเทพฯ : บริษทั
พี.เอ.ลฟี วงิ่ จำกัด).
สถาบันพัฒนาขา้ ราชการพลเรอื น สำนักงาน ก.พ. Accessed ๒ April, ๒๐๑๓. Available from
http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/uploads/file/intcgration.pdf
ศุภลักษณ์ พินิจภูวดล. (๒๕๔๗). คำอธิบายทฤษฎีและหลักกฎหมายภาษีอากร. พิมพ์ครั้งที่ ๓.
(กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย).
ปรีดา บุญยัง. (๒๕๔๖). ชาญชัย วิชญานุภาพ และชวลิต หงสกุล. คู่มือภาษีการค้า. (กรุงเทพฯ :
สมาคมนักศึกษาเกา่ พาณชิ ยศาสตร)์ .
ขจร สาธุพนั ธุ์. (๒๕๕๓). คำอธิบายวชิ าภาษีอากร. (กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ).
รงั สรรค์ ธนะพรพันธ.ุ์ (๒๕๕๖). ทฤษฎกี ารภาษีอากร. (กรงุ เทพฯ : สำนักพิมพ์เคล็ดไทย).
กลุ่มนักวิชาการภาษีอากร. (๒๕๕๗). ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ๒๕๕๗. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
เรือนแกว้ การพมิ พ)์ .
สรายุทธ์ วุฒยาภรณ์. "ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร" ในหนังสือรวมบทความทางวชิ าการ
เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๙ ปี ศาลภาษีอากรกลาง.
วิทย์ ตันติยกุล. (๒๕๕๖). กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร. (กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง
เนติบัณฑิตยสภา).
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (๒๕๓๓). เอกสารการสอนชุดวิชาทฤษฎีบัญชีและการบัญชีภาษี
อากร หนว่ ยที่ ๙ – ๑๕. (กรุงเทพฯ : สำนักพมิ พม์ หาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช).
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม.ฮ(๒๕๕๖). คำสอนวิชากฎหมายภาษีอากร. (กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษา
กฎหมายแหง่ เนต-ิ บณั ฑติ ยสภา).
ธนพร โรจนวุฒิธรรม. (๒๕๕๒). "การพัฒนาการบริหารงานด้านการคลังขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่" วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (บัณฑิต
วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่).
พรชัย ลขิ ติ ธรรมโรจน.์ (๒๕๕๐). การคลงั รัฐบาลและการคลงั ท้องถน่ิ . (กรุงเทพฯ : โอนเตยี นสโตร์).
อุดม ทุมโฆสิต. (๒๕๕๒). การปกครองท้องถิ่นสมัยใหม่ : บทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้ว.
(กรงุ เทพมหานคร : แซท โฟร์ พริ้นติง้ ).

๗๒

สกนธ์ วรญั ญวัฒนา. (๒๕๕๑). การบรหิ ารการคลงั ขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น. (กรุงเทพฯ : เอ็กซ
เปอรเ์ นท็ ).

ปธาน สุวรรณมงคล. (๒๕๔๗). ทศั นะบางประการในเรอื่ งสภาตำบลกับการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการ
มีส่วนรว่ มของประชาชนในการพัฒนา. (กรุงเทพมหานคร : ศนู ยศ์ กึ ษานโยบายสาธารณสขุ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล).

ประทาน คงฤทธิศึกษากร. (๒๕๓๔). การปกครองท้องถิ่น โครงการส่งเสริมเอกสารวิชาการ.
(กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร)์ .

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.
๒๕๔๒. (๒๕๔๒, ๑๗ พฤศจิกายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๑๑๖ ตอนท่ี ๑๑๔ ก.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังชี้แจงวัตถุประสงค์ 'โครงการคนละครึ่ง'.7 ตุลาคม 2564, จาก
https://www.js100.com/en/site/news/view/95768?fbclid=IwAR376YwCm0kZTvZP6jybKbVX
4_8yClotB7A3OZnM4neucZkse3cy5QYuZLw

คนละคร่งึ . สบื คน้ เม่ือ 7 ตลุ าคม 2564, จาก https://www.xn--42caj4e6bk1f5b1j.com/
เราชนะ. สืบคน้ เมื่อ 7 ตลุ าคม 2564, จาก https://เราชนะ.com
ม.33 เรารกั กัน. สืบคน้ เมื่อ 7 ตลุ าคม 2564, จาก https://ม33เรารักกัน.com
ประวัติการบริหารงานคลังของประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2564, จาก
https://www.mof.go.th/th/detail/2018-12-21-14-57-33/2018-12-21-16-02-08


Click to View FlipBook Version