เร่ือง การรับมรดกแทนที่
จดั ทำโดย 622081029
นางสาวมสั ยานนั ท์ ทองขาว 622081031
นางสาวรชั ดาภรณ์ มุณีแนม 622081042
นางสาวสุชาดา โปจีน 622081044
นางสาวสวุ ีรา ประเสรฐิ สายสิทธิ์
คณะนติ ศิ าสตร์
เสนอ
อาจารย์ มาตา สนิ ดำ
รายงานเล่มนีเ้ ป็นส่วนหน่งึ ของรายวิชา มรดก 0801313
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
มหาวทิ ยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
ก
คำนำ
รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชามรดก 0801313 ชั้นปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อได้ศึกษาหา
ความรู้ในเรื่องการรับมรดกแทนที่ ซึ่งรายงานเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับมรดกแทนที่ การสืบ
มรดก และได้ศกึ ษาไดอ้ ยา่ งเข้าใจเพ่ือเปน็ ประโยชน์กบั การเรียน
คณะผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน หรือนักศึกษา ที่กำลังหา
ข้อมลู เรอ่ื งน้ีอยู่ หากมขี ้อเสนอแนะนำหรือผิดพลาดประการใดคณะผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ท่ีนี้
ด้วย
คณะผู้จดั ทำ
สารบญั ข
เรื่อง
คำนำ หนา้
สารบัญ ก
1.หลักเกณฑ์การรบั มรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 ข
2.การสบื มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยม์ าตรา 1607 1-4
อ้างองิ 5-7
ง
1
การรบั มรดกแทนท่ี
การรับมรดกแทนที่
“ การที่ให้มีการรับมรดกแทนที่นั้นเป็นไปตามนโยบายของกฎหมายคือเพื่อประโยชน์ในการบำรุงตระกูล
ให้มีความมั่นคงอันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อบุตรหลานต่อไปการที่กฎหมายให้มีการรับมรดกแทนที่นั้นเพื่อ
ป้องกันและคุ้มครองบุคคลให้พน้ จากความเดือดร้อนที่อยูน่ อกเหนืออำนาจของเขา กฎหมายมุ่งที่จะคุ้มครอง
ลูกกำพร้าไม่ให้ได้รับความเสียหาย แต่อย่างใดจากการตายของบิดาและมารดา” (เสนีย์ปราโมช , 2508) จึง
สรุปได้ว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้สืบสันดานเป็นสำคัญเพราะหากบิดามารดาของเขาไม่ได้ถึงแก่
ความตายหรอื ถกู กําจดั ไมใ่ ห้ไดร้ ับมรดกก่อนเจา้ มรดกถึงแก่ความตายบดิ ามารดาของเขาย่อมมีสิทธิได้รับมรดก
ของเจา้ มรดกและเมื่อบิดามารดาของเขาถึงแก่ความตายมรดกของบิดามารดาของเขาซงึ่ ย่อมรวมมรดกของเจ้า
มรดกเดิมอยู่ด้วยย่อมตก ได้แก่ เขาทั้งสิ้นการที่บิดามารดาของเขาซึ่งเปน็ บุคคลที่จะเป็นทายาทโดยธรรมของ
เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกก็ดีหรือถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ดีมิได้
เปน็ ความผิดของเขา แต่ประการใด”
การรับมรดกแทนท่ีก่อให้เกิดการตกทอดแห่งทรัพย์มรดกของเจา้ มรดกโดยไม่ขาดสายโดยได้ศึกษามาแล้ว
ว่าตามมาตรา 1604 ซึง่ บัญญตั ิวา่ “ บคุ คลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ต่อเม่ือมสี ภาพบุคคลหรือสามารถมีสิทธิได้
ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ” ดังนี้หากทายาทถึงแก่ความตาย
กอ่ นเจา้ มรดก ทายาทคนนัน้ ย่อมไมม่ สี ิทธริ ับมรดกนนั้ แตใ่ นกรณีของทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรบั มรดก ซึ่งไม่มี
ชีวิตอยนู่ ถี้ า้ ได้มผี ู้รับมรดกแทนที่ไม่ขาดสายแล้ว ทายาทท่ีอยู่ในลำดบั ถัดลงไปก็ไม่มสี ิทธิในทรัพย์สินของผู้ตาย
ซึ่งตามมาตรา 1631 นั้น บัญญัติให้ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไป จะสามารถเข้ารับมรดกได้ก็แต่โดยลำดับ
สิทธิในการรับมรดกแทนท่ี และจากมาตรา 1634 (1) น้ัน ก็ยงั บัญญตั ิใหผ้ ู้สบื สนั ดานในชั้นถดั ลงไป จะรับมรดก
ไดแ้ ตโ่ ดยอาศยั สทิ ธิในการรับมรดกแทนทีเช่นกนั
หลกั เกณฑ์การรับมรดกแทนท่ีตามมาตรา 1639
มาตรา 1639 บัญญัติว่า “ ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่
ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับ
มรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็
ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉ พาะส่วนแบ่งของ
บุคคลเปน็ ราย ๆ สืบต่อกันไปเช่นน้ีไปจนหมดสาย ”
1.1 ต้องพิจารณาความเป็นทายาทตามมาตรา 1629 คือ ทายาทนั้นต้องเป็นบุคคลธรรมดา และเป็น
ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ก็คือ “ทายาทโดยธรรม” ตามมาตรา 1603 เท่านั้น โดยบุคคล
2
เหลา่ นี้จะเป็นทายาทโดยธรรมของเจา้ มรดก แตว่ า่ ยงั ไมท่ ันมีสิทธทิ จ่ี ะรับมรดกเพราะเจ้ามรดกยงั ไม่ตาย ก็
มีเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดก ก่อนเจ้ามรดกตาย ส่วนทายาทที่มีสิทธิตาม
พินัยกรรมคอื ผรู้ บั พินัยกรรมน้ันไมม่ ีสิทธทิ จี่ ะรับมรดกแทนทก่ี นั ได้
1.2 กรณีท่ีจะรบั มรดกแทนทม่ี ี 2 กรณี คอื
1.2.1ทายาทโดยธรรมท่ีมีสิทธิรับมรดกถึงแกค่ วามตายก่อนเจ้ามรดกทายาทโดยธรรมท่ีมีสิทธิรับ
มรดกนนั้ ไดถ้ ูกกำจดั มิให้รับมรดกก่อน
1.2.2 ทายาทโดยธรรมทมี่ สี ิทธิรับมรดกนนั้ ได้ถูกจำกดั มิให้รบั มรดกกอ่ นเจา้ มรดกตาย
เพราะฉะนั้นถ้าไม่เป็นทายาทตามกรณีข้างต้นน้ี ก็ไม่มีการรับมรดกแทนที่กันได้ เช่น กรณีที่มีทายาท
โดยธรรมซึ่งถูกตัดไม่ให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคแรกถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก ผู้สืบสันดาน
ของทายาทคนน้กี ็ไม่มสี ิทธริ ับมรดกแทนท่ีได้
สำหรับกรณีทว่ี า่ ทายาทโดยธรรมนั้นถกู กำจดั มิให้รับมรดกก่อนเจา้ มรดกตายนนั้ เปน็ กรณที ีท่ ายาทถูก
กำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา 1606 ซึ่งมีทั้งกรณีที่ถูกกำจัดก่อนเจ้ามรดกตาย และหลังเจ้ามรดก
ตาย ทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก ทายาทผู้นั้นจะไม่มีสิทธิรับมรดก
เว้นแต่จะมกี ฎหมายบัญญัตไิ วเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื ซึง่ มาตรา 1639 น้ีเปน็ บทบญั ญตั ิยกเวน้ ใหผ้ ู้สืบสนั ดานโดยตรง
ของทายาทโดยธรรมที่ถูกกำจัดมใิ ห้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านัน้ ที่จะมีสทิ ธริ ับมรดกแทนที่ทายาทที่
ถูกกำจัดได้ ส่วนการถูกกำจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตายนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติยกเว้นให้มีการ
รับมรดกแทนที่ได้ สำหรับกรณีถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายนั้น เช่นกรณีการฆ่าหรือพยายาม
ฆ่าเจ้ามรดกหรือผู้มสี ิทธิรับมรดกก่อนตนและศาลมีคำพิพากษาถึงท่ีสุดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายว่าได้
เจตนาหรือพยายามกระทำหรือให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิรับมรดกก่อนคนถึงแก่ความตายโดยมีชอบด้วย
กฎหมายตามมาตรา 1601 (1) เปน็ ต้น
1.3 ทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตายเท่านั้น ผู้สืบสันดานโดยตรงจึงจะ
รับมรดกแทนที่ได้ แต่ในส่วนของทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 ลำดับ (2) บิดามารดา และลำดับที่
(5) ป่ยู า่ ตายาย และตามมาตรา 1629 วรรคท้าย หากคสู่ มรสถึงแก่ความตายแล้ว ผู้สืบสนั ดานของทายาท
ดงั กล่าวจะรบั มรดกแทนท่ีไม่ได้
เหตุผลก็เพราะว่าผู้สืบสันดานของบิดามารดาเจ้ามรดก ก็คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาของเจ้ามรดก ซึ่ง
เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (3) อยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกันของเจ้า
มรดกซง่ึ จะเปน็ ทายาทโดยธรรมของเจา้ มรดกลำดบั (4) อยแู่ ลว้
ส่วนผู้สืบสันดานของปู่ ยา่ ก็คือ บิดา กบั ลงุ ป้า นา้ อา ของเจ้ามรดก และผู้สบื สนั ดานของตายาย ก็
คือ มารดา กับ ลุง ป้า น้า อา ของเจ้ามรดก ซึ่งผู้สืบสันดานของทายาทลำดับ (2), (5) นั้นก็ต่างก็เป็น
ทายาทโดยธรรมของเจา้ มรดกลำดบั (2) (6) อยูแ่ ล้ว
3
ส่วนผู้สืบสันดานของคู่สมรสถ้าเกิดระหว่างสมรสกับเจ้ามรดก ก็เป็นบุตรของเจ้ามรดกย่อมเป็น
ทายาทโดยธรรมลำดับ (1) อยู่แล้ว
โดยผู้สืบสันดานโดยตรงที่มีสิทธิเข้าแทนที่ทายาทนั้นมีสิทธิรับมรดกเท่าที่ทายาทนั้นมีสิทธิได้รับ
แบ่งปันมรดกของเจา้ มรดก และในกรณที ม่ี ีผู้สืบสันดานหลายคนในช้ันเดียวกัน กย็ อ่ มมสี ิทธิได้รับส่วน
แบง่ เท่ากนั ตามมาตรา 1634 (2)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1640 บัญญัติว่า “ เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่
ความตายตามความในมาตรา 65 แหง่ ประมวลกฎหมายนี้ ใหม้ กี ารรับมรดกแทนทีกันได้ ”
ดังนี้ผู้สบื สันดานโดยตรงของทายาทโดยธรรมที่ถูกศาลสั่งใหเ้ ป็นคนสาบสญู มีสิทธริ ับมรดกแทนที่
ไดต้ ามมาตราน้ี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1641 บัญญัติวา่ “ ถ้าบคุ คลใดซึง่ จะเป็นทายาทตาม
มาตรา 1629 (2) หรือ (5) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รบั มรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้ามีทายาท
ในลำดบั เดยี วกนั ยงั มีชีวติ อยู่ ก็ใหส้ ว่ นแบง่ ทงั้ หมดตก ไดแ้ ก่ ทายาทนั่นเทา่ นั้น หา้ มมิใหม้ กี ารรับมรดก
แทนที่กนั ต่อไป ”
ตามกฎหมายในบทบัญญตั นิ ี้ไม่อนุญาตให้ทายาทโดยธรรมในลำดับสองและหา้ ซึ่งตายก่อนหรือถูก
กำจดั มิใหร้ ับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายนั้นมีการรับมรดกแทนท่ีได้ตามมาตรา 1641 จึงบัญญัติให้มรดก
ส่วนของทายาทตามมาตรา 1629 (2) หรอื (5) ท่ีตายนั้นตก ได้แก่ ทายาทคนอ่นื ในลำดับเดียวกันถา้ มี
มาตรา 1642 บัญญัติว่า “การรับมรดกแทนที่กันนั้นให้ใช้บังคับ แต่ในระหว่างทายาท
โดยธรรม”
กรณีตามมาตรา 1642 นีเ้ ป็นการที่กฎหมายบญั ญตั วิ ่า ผสู้ บื สันดานของทายาทโดยธรรมเท่านั้นที่
มีสิทธิรับมรดกแทนท่ี ส่วนผู้สืบสันดานของผู้รับพินัยกรรมจะรับมรดกแทนที่ผู้รับพินัยกรรมที่ถึงแก่
ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจา้ มรดกตายไมไ่ ด้ เฉพาะฉะนั้นในส่วนผู้รับพินัยกรรมก็จะ
ตกกลบั คืนไปสู่ทายาทโดยธรรม
มาตรา 1643 บัญญัติว่า “ สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรงผู้
บุพการีหามสี ทิ ธดิ งั นน้ั ไม่ ”
คำพิพากษาฎีกาที่ 773/2528 (ประชุมใหญ่) บุตรบุญธรรม กฎหมายถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน
เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมก็จริง แต่บุตรบุญธรรมหาใช่ผู้สืบสันดาน
โดยตรงของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ คำว่า ผู้สืบสันดานโดยตรงตามมาตรา 1643 นั้น หมายถึง
ผู้สืบสันดานในทางสายโลหิตโดยแท้จริง หาใช่ผู้สืบสันดานโดยอ้อมเพียงการสมมติของกฎหมาย
เท่านั้นไม่ บุตรบุญธรรมของบุตรเจ้ามรดกก็ย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรม การที่
มาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ
4
ผรู้ ับบตุ รบญุ ธรรมนั้น ก็เพอ่ื ประโยชนใ์ นการท่ีใหบ้ ุตรบุญธรรมมีสทิ ธไิ ด้รบั มรดกของผ้รู ับบตุ รบุญธรรม
เท่านน้ั
คำพิพากษาฎีกาที่ 290/2494 บุตรบุญธรรมนั้นตามมาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน
เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทอันดับ 1 ตามความในมาตรา 1629 เมื่อบุตรบุญ
ธรรมตายกอ่ นผู้รับบุตรบุญธรรมบุตรของบุตรบญุ ธรรมยอ่ มรบั มรดกแทนทกี นั ไดต้ ามมาตรา 1639
คำพิพากษาฎีกาที่ 381/2538 ม. และโจทก์ที่ 1 ได้แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรโดยให้
ความอปุ การะเลี้ยงดูให้ใชน้ ามสกลุ เดยี วกนั เป็นพฤตกิ ารณ์ท่ีร้กู ันทั่วไปตลอดมาวา่ โจทก์ที่ 1 เป็นบุตร
โจทก์ท่ี 1 จงึ เป็นบตุ รนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วถือว่าเป็นผ้สู ืบสนั ดานเปน็ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิ
รับมรดกของ ม. แตเ่ มอ่ื ม. ซึ่งเป็นบตุ รของเจ้ามรดกตายไปก่อนเจา้ มรดกโจทก์ที่ 1 จึงมีสทิ ธิรับมรดก
ของเจ้ามรดกแทนทม่ี . ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2307/2527 โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของ บ. และ บ. เป็นผู้แจ้งการเกิด
โดยระบใุ นสูติบตั รวา่ บ. เปน็ บิดา และระบวุ า่ โจทกม์ ีชื่อสกลุ ของ บ. รับเล้ยี งดูจน บ. ถงึ แก่กรรม ดังนี้
ถือได้ว่า บ. รับรองว่าโจทก์เป็นบุตร โจทก์จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของ บ.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมีอำนาจฟ้องขอแบ่งมรดกของ ก. มารดา
บ. เม่อื บ. ถึงแก่กรรมก่อน ก. โจทก์ซ่ึงเปน็ ผ้สู บื สนั ดานของ บ. จงึ มสี ิทธิรบั มรดกแทนที่ได้ตามมาตรา
1639
การเข้ารับมรดกแทนที่โดยผู้สืบสันดานโดยตรงของทายาทโดยธรรม ซึ่งได้ตายไปก่อนเจ้ามรดก
หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย กฎหมายจะอนุญาตเฉพาะผู้สืบสันดานโดยตรงเท่านั้น
หากเป็นเพียงผู้สืบสันดานโดยอ้อมหรือบุตรบุญธรรมนั้นจะไม่อนุญาตให้ผู้สืบสันดานนัน้ เข้ารับมรดก
แทนที่ได้
สำหรับการเป็นผู้สืบสันดานโดยอ้อม ซึ่งเป็นเพียงการสมมติของกฎหมาย กรณีในมาตรา 1627
ซ่ึงถือวา่ บุตรบญุ ธรรมเป็นผูส้ ืบสันดานเหมือนกบั บุตรท่ีชอบด้วยกฎหมายของผรู้ บั บุตรบุญธรรมก็เพียง
เพื่อประโยชน์ในการให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1629 (1)
เท่านั้น แต่การรับมรดกแทนทีน่ ั้นไมเ่ หมือนกับการรับมรดกทัว่ ไป เนื่องจากมีมาตรา 1643 บัญญัติไว้
เปน็ พเิ ศษ เพราะฉะน้ันบุตรหรือผ้สู บื สนั ดานท่ีจะรับมรดกแทนทบ่ี ิดาตนน้นั ก็จะต้องเป็นบตุ รชอบด้วย
กฎหมายหรือบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วเท่านั้น และรวมถึงกรณีที่บุตรบุญธรรมดายก่อน
เจ้ามรดก ซ่ึงเป็นผรู้ บั มรดก ผูส้ บื สนั ดานของบตุ รบญุ ธรรม ก็สามารถรับมรดกแทนทบ่ี ตุ รบุญธรรมได้
มาตรา 1644 บัญญัติว่า “ ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์ในการรับ
มรดก”
5
ในกรณีทีผ่ ้สู บื สนั ดานที่จะรบั มรดกแทนที่ทายาทน้นั จะต้องไม่เสียไปซ่ึงสิทธใิ นมรดก คอื ไม่ได้ถูกกำจัดมิ
ใหร้ บั มรดก หรือถกู ตดั มใิ หร้ บั มรดก หรอื สละมรดกหรอื เสยี สิทธิรับมรดกโดยกฎหมายอื่น
มาตรา 1645 บัญญตั ิวา่ “ การที่บคุ คลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหน่ึงนน้ั ไม่ตัดสิทธิของผู้สละที่จะ
รับมรดกแทนท่บี คุ คลอกี คนหนง่ึ น้ันในการสืบมรดกบุคคลอ่นื ”
ตัวอยา่ งเชน่ ว่าถ้าสละมรดกพอ่ ไม่ถอื วา่ สละตอดไปจนถงึ มรดกปู่
คำพิพากษาศาลฎกี าที่เกี่วขอ้ ง
คำพพิ ากษาฎีกาท่ี 5189/2539
การรับมรดกแทนที่กันจะมีได้เฉพาะผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่บิดามารดาเท่านั้นตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1639 และ 1642 โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาของ ส. มิใช่ผู้สืบสันดานของ ส.
จึงไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ส. ส.มีบุตร 3 คนคือ พ.โจทก์ที่ 2 และที่ 3 พ.สละมรดกของ ส. เท่านั้น ไม่ได้
สละสิทธิในการรับมรดกของก. อันเป็นการรับมรดกแทนที่ ส.ดังนี้พ. มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. ในการสืบ
มรดกของ ก. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1645 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงมีสิทธิรับมรดก
แทนที่ ส. ในการสบื มรดกของ ก.คนละหนง่ึ ในสาม
การสืบมรดกตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์มาตรา 1607
การสืบมรดกตามมาตรา 1607 และการรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 นั้น เป็นคนละกรณีกันและมี
หลกั เกณฑ์ในทางกฎหมายแตกตา่ งกนั ดังนัน้ ในการพจิ ารณาจงึ พึงระวังเพราะอาจทำใหผ้ ิดหลงไปได้
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์มาตรา 1607 บัญญัติวา่ “ การถูกกำจัดมิให้รับมรดกน้ันเปน็
การเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว แต่ใน
ส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ใน
บรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายน้ี ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดย
อนุโลม ”
จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกหากเป็นการถูกกำจัดให้รับมรดกก่อนเจ้า
มรดกตายจึงต้องพิจารณากรณีการรับมรดกแทนทีต่ ามมาตรา 1639 แตห่ ากเป็นกรณีท่ีทายาทน้ันถูกกำจัด
มิให้รับมรดกภายหลังจากเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานโดยตรงของทายาทน้ันจะไม่อาจรับมรดกแทนท่ี
หากแตเ่ ปน็ กรณที กี่ ฎหมายกำหนดให้ผู้สืบสนั ดานของทายาทท่ถี ูกกำจดั มิให้รบั มรดกภายหลงั เจา้ มรดกตาย
นนั้ สบื มรดกได้ตามมาตรา 1607 เพราะการถกู กำจดั มิใหร้ บั มรดกนน้ั ถือเป็นการเฉพาะตัว
6
คำพิพากษาศาลฎีกาท่เี กวี่ ขอ้ ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7036/2557 แม้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท แต่การถูก
กำจัดมิให้รับทรัพย์มรดกนั้นเป็นเรื่องเฉพาะของจำเลย ผู้สืบสันดานของจำเลยสืบมรดกแทนจำเลยต่อไปได้
ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยมีบุตรทั้งหมด 4 คน จึงถือว่าจำเลยมีผู้สืบสันดานที่
สามารถสืบมรดกแทนจำเลยเสมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วได้ตามมาตรา 1607 เมื่อทายาทของ ก. เจ้ามรดกมี
ทั้งหมด 10 คน แม้ ส. ทายาทคนหนึ่งได้ตายไปก่อนที่ ก. ถึงแก่ความตาย แต่ ส. ก็มีผู้สืบสันดานเข้ารับมรดก
แทนที่ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ก. คนหนึ่งถูกกำจัดมิให้ได้มรดกที่ดินพิพาท แต่จำเลยก็มีผู้สืบสันดาน
มรดกแทนที่จำเลยได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งเป็น 10 ส่วนเท่าจำนวนทายาทของ ก. โจทก์ทั้งสามจึงมี
สิทธิไดร้ บั สว่ นแบ่งในทีด่ ินพพิ าทคนละ 1 ใน 10 ส่วน
คำพิพากษาศาลฎกี าที่ 6782/2544 จำเลยปลอมพนิ ัยกรรมของเจ้ามรดก จำเลยจงึ ต้องถกู กำจดั มิให้
รับมรดก แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูก
กำจัดมิให้รับมรดกย่อมสืบมรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้ว ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607,
1639
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2539 จำเลยมิได้ครอบครองที่ดินสว่ นของผูต้ ายด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ
ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายที่ดินยงั คงเป็น มรดกของผู้ตายจำเลยจงึ ไม่ได้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของผู้ตายโดย
การ ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382 โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ คู่ความในคดีก่อนจึง
เปน็ บคุ คลภายนอกเม่ือโจทกท์ ั้งสองสามารถพิสจู น์ไดว้ า่ จำเลยมิได้ครอบครองทีด่ นิ สว่ นของผ้ตู ายโดยสงบและ
เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา10ปีคำสั่งศาลในคดีก่อนที่ว่าที่ดินส่วนของผู้ตายเป็น
กรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา145(2) จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทส่วนของผู้ตายทั้งหมด
โดยการครอบครองทงั้ ๆ ท่จี ำเลยมไิ ดค้ รอบครองที่พิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเปน็ เจา้ ของเป็นเวลา
ถึง10ปีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอเช่นนั้นจนศาลหลงเชื่อและมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการ
ครอบครองแล้วจำเลยนำคำส่งั ศาลไปจดทะเบียนการได้มาซ่งึ กรรมสทิ ธใิ์ นท่ีพิพาทถือไดว้ า่ จำเลยได้ยักย้ายหรือ
ปดิ บังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนท่ตี นจะได้โดยฉ้อฉลหรือรอู้ ยู่ว่าตนทำให้เสอื่ มประโยชนข์ องทายาทคนอ่ืนจำเลย
จึงต้องถูกกำจดั มิให้รับมรดกเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์มาตรา1605วรรคหนึ่ง แม้จำเลยได้ยัก
ย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายเลยอัน
เปน็ การถกู กำจดั มิให้ได้รบั มรดกหลังเจ้ามรดกตายกต็ ามบตุ รของจำเลยซึง่ เป็น ผสู้ ืบสันดานของจำเลยทายาทผู้
ถกู กำจัดมใิ หร้ ับมรดกของผ้ตู ายย่อม สืบมรดกของผู้ตายเสมือนหนงึ่ ว่าจำเลยตายแลว้ ไดต้ ามประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณชิ ย์มาตรา1607 ศาลชนั้ ตน้ พพิ ากษายกฟอ้ งโดยไมไ่ ด้วนิ ิจฉัยปัญหาเร่ืองฟ้องโจทก์ท้งั สองขาดอายุ
ความหรอื ไมเ่ มอ่ื โจทกท์ งั้ สองอทุ ธรณจ์ ำเลยก็ไมไ่ ด้ยกปญั หาเร่ืองฟ้องโจทกท์ ้ังสองขาดอายคุ วามตั้งเปน็ ประเด็น
7
ไว้ในคำแกอ้ ทุ ธรณจ์ ึง ไม่มี ประเด็นเรอื่ ง อายุความในชัน้ อทุ ธรณท์ จี่ ำเลยฎกี าวา่ ฟ้องโจทก์ทงั้ สองขาดอายุความ
จงึ เป็นข้อทไ่ี ม่ได้ยกขนึ้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องหา้ มมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่งมาตรา249วรรคหนง่ึ ศาลฎีกาไมร่ ับวนิ จิ ฉัย
ค
อ้างอิง
ชอ่ื ผู้เขยี น รศ.ดร.วิณัฏฐา แสงสุข เร่ืองการรบั มรดกแทนท่ี ครัง้ ทพี่ ิมพ์ 4 จำนวน 4000 เลม่ สถานท่ี
พมิ พ์ สำนักพิมพ์มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง ปีพิมพ์ 2559
สำนักงานกฎหมายนพนภัสทนายความเชยี งใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เก่วี ข้องค้นวันท่ี 03/04/2565
จาก https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com
พรชัย สุนทรพันธ์ุ ปญั หาเกีย่ วกับการรบั มรดกแทนที่ ค้นวนั ท่ี 03/04/2565 จาก
file:///C:/Users/HP/Downloads/kbujournal,+Journal+manager,+1.pdf