การพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นันทิดา ดวงพัง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา นาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นันทิดา ดวงพัง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา นาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ก หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวนันทิดา ดวงพัง สาขาวิชา นาฏศิลป์ศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ปิ่นเกศ วัชรปาณ ครูพี่เลี้ยง นางอรพิมล ป้องเรือ อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (.................................................................) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ ( ) .................................................................................. กรรมการ ( ) .................................................................................. กรรมการ ( ) .................................................................................. กรรมการ ( )
ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวนันทิดา ดวงพัง อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ปิ่นเกศ วัชรปาณ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ในรายวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนการสอนในแบบ สื่อแบบเกมส์ระหว่างก่อนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม อำเภอเพ็ญ จังหวัด อุดรธานีได้จากการสุ่มแบบกลุ่มจำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชา นาฏศิลป์ และแบบทดสอบ/สอบปฏิบัติเรื่องนาฏยศัพท์วิชานาฏศิลป์การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ สรุปผลการใช้แผนดังนี้
ค Project Title Developing skills in performing arts Using game-based media for teaching of Mathayom 1 students. Author Miss Nanthida Duangpang Degree Bachelor of Education (Dance Studies) Project Advisorn Teacher Pinkes Watcharapan ABSTRACT The purpose of this report is to study the comparison of educational achievement. in the subject of dance of Mathayom 1 students who study using learning activities by organizing teaching and learning in the form of game media between before and after class. The target group is Mathayom 1 students at Pen Pittayakhom School, Pen District, Udon Thani Province. Obtained from random sampling of 49 people. The tools used in the research include: Dramatic Arts Lesson Plan and practice tests/exams Subject: body language, dance, dance subjects. Data analysis used mean, percentage, standard deviation. and independent t-tests. Summary of the results of using the plan are as follows.
ง กิตติกรรมประกาศ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจากท่านอาจารย์ปิ่นเกศ วัชรปาณ อาจารย์ที่ ปรึกษาวิจัยที่กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำ อ่าน ตรวจแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็น ประโยชน์ดูแลให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณท่าน คุณครูอรพิมล ป้องเรือ ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบคุณภาพของ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนาฏศิลป์ ตลอดจนให้คำแนะนำอัน เป็นประโยชน์ยิ่งต่อการปรับปรุงเครื่องมือวิจัยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการและคณะครูโรงเรียนเพ็ญพิทยาคม ทุกท่านที่ได้อำนวยความสะดวกในการ ทดลองวิจัย และขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ทุก ๆ คน ที่ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยการสอนแบบนิรนัย วิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏยศัพท์ทางนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ท้ายนี้ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งญาติพี่น้องทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกระดับการศึกษาที่ได้วางรากฐานการศึกษาให้กับผู้วิจัยนับแต่ ปฐมวัยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งท่านทั้งหลายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ผู้วิจัยได้สำเร็จการศึกษา ดังที่ ตั้งใจไว้ นันทิดา ดวงพัง
จ สารบัญ บทคัดย่อภาษาไทย ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ จ-ช บทที่ 1 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 สมมติฐานของการวิจัย 4 ขอบเขตของการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 บทที่ 2 7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) 7 สาระสําคัญ 7 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 8 คุณภาพผู้เรียน 9 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 11 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 12 การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ 15 การประเมินผลทักษะปฏิบัติ 20 2. สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอนนาฏศิลป์ 26
ฉ การสอนโดยใช้เกม 27 ประโยชน์ในการศึกษาวิชานาฏศิลป์ 32 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 34 งานวิจัยในประเทศ 34 งานวิจัยต่างประเทศ 37 บทที่ 3 38 กลุ่มเป้าหมาย 38 รูปแบบในการทดลอง 38 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 39 การเก็บรวบรวมข้อมูล 41 การวิเคราะห์ข้อมูล 42 บทที่ 4 43 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 43 บทที่ 5 52 ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 52 สมมติฐานทางการวิจัย 53 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 53 วิธีดำเนินการวิจัย 53 สรุปผลการวิจัย 57 อภิปรายผล 58 ข้อเสนอแนะ 60 เอกสารอ้างอิง 62
ช ภาคผนวก 64 ภาคผนวก ฉ 94 ภาพสื่อการสอน 94 ประวัติผู้วิจัย 97
1 ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวนันทิดา ดวงพัง อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ปิ่นเกศ วัชรปาณ ปีการศึกษา 2566 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ จัดทำขึ้นสำหรับท้องถิ่น และ สถานศึกษานำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ส่งผลถึงการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคน ในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่ จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและ แสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดช่วยทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เห็นผลคาดหวัง ที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนซึ่งจะสามารถช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับ ท้องถิ่นและสถานศึกษา ร่วมกัน พัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำหลักสูตรในระดับ สถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจน เรื่องการวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังนั้นในการพัฒนาหลักสูตร ในทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติจนกระทั่งถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และ ตัวชี้วัด ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นกรอบทิศทางในการจัด การศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัด หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายคาดหวังได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ระดับชาติ ชุมชน ครอบครัวและบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกับทางานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในการวางแผนดำเนินการส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติ ไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุลต้อง คำนึงถึงหลัก
2 พัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงกำหนดให้ผู้เรียน เรียนรู้ 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยีภาษาต่างประเทศ (กระทรวงศึกษา. 2551:2-5) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งใน คุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระ ในศิลปะแขนงต่างๆ ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือทัศนศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอ ผลงานทางทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิควิธีการ ของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพวิพากษ์วิจารณ์คุณค่างาน ทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานศิลป ะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ดนตรีมีความรู้ความเข้าใจ องค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่าดนตรีถ่ายทอด ความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้องเพลงและเล่นดนตรีในรูปแบบ ต่างๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรี แสดงความรู้สึก ที่มีต่อดนตรีในเชิงสุนทรียะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับ ประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ นาฏศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทาง 3 นาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ ที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล (กระทรวงศึกษา. 2551 : 51 ) คุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะต้องรู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สี แสงเงา มีทักษะ พื้นฐานในการใช้วัสดุอุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดส่วน ความสมดุล น้ำหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงาน ทัศนศิลป์ 2 มิติ 3 มิติ เช่น งานสื่อผสม งานวาดภาพระบายสี งานปั้น งานพิมพ์ภาพ รวมทั้งสามารถสร้างแผนภาพ แผนผัง และภาพประกอบเพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และ สามารถเปรียบเทียบความ แตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่ แตกต่างกัน เข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลดและเพิ่มในงานปั้น การสื่อความหมายใน
3 งานทัศนศิลป์ของตน รู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ตลอดจนรู้และเข้าใจ คุณค่าของงานทัศนศิลป์ ที่มีผลต่อชีวิตของคนในสังคมรู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพล ของความเชื่อ ความศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรม ที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ ในท้องถิ่น รู้และ เข้าใจเกี่ยวกับ เสียงดนตรี เสียงร้อง เครื่องดนตรี และบทบาทหน้าที่ รู้ถึงการเคลื่อนที่ขึ้น - ลง ของทำนอง เพลงองค์ประกอบของดนตรีศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยค และอารมณ์ของบทเพลงที่ฟัง ร้อง และ บรรเลงเครื่องดนตรีด้นสดอย่างง่าย ใช้และเก็บรักษา เครื่องดนตรีอย่างถูกวิธี อ่าน เขียนโน้ตไทยและ สากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะของผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดีแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับองค์ประกอบดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงที่ฟัง สามารถใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมทางนาฏศิลป์และการเล่าเรื่องรู้ และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับวิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมต่าง ๆเรื่องราว ดนตรีในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของวัฒนธรรมต่อดนตรี รู้คุณค่าดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ รู้และ เข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่านาฏยศัพท์ พื้นฐาน สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์และการละครง่ายๆ ถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ และสามารถออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่ายๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง นาฏศิลป์ และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และ บรรยายความรู้สึกของตนเองที่มีต่องานนาฏศิลป์ รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ประโยชน์ของนาฏศิลป์และ การละคร สามารถเปรียบเทียบการแสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และสิ่งที่การแสดง สะท้อนวัฒนธรรมประเพณีเห็น คุณค่าการรักษาและสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทย (กระทรวงศึกษา. 2551:52-53) กิดานันท์ มลิทอง (2531: 2 , อ้างถึงใน บุญนำ งิ้วสีดา 25442) กล่าวว่าสื่อการเรียนการสอนมี บทบาทอย่างมากในการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นตัวกลางที่จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับ ผู้เรียนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดความเข้าใจความหมายในบทเรียนได้ตรงกับ ที่ผู้สอนต้องการไม่ว่าสื่อนั้นอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม และสมบูรณ์ สงวนญาติ (2530:อ้างถึงใน บุญนำ งิ้วสีดา 2544:2) ยังได้กล่าวอีกว่า สื่อการเรียนการสอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ โคยใช้เวลาเรียน น้อยลง เรียนรู้ประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่างๆ เกิดความประทับใจ มั่นใจและจดจำได้นาน
4 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อวิดิทัศน์ประกอบการสอนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการ สอนมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการ สอนมีประสิทธิภาพ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 49 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน วิชานาฏศิลป์ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลการปฏิบัติจากการเรียนนาฏศิลป์โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชานาฏศิลป์เรื่อง นาฏย ศัพท์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 นาฏยศัพท์ส่วนมือ จำนวน 3 ชั่วโมง 3.2 นาฏยศัพท์ส่วนเท้า จำนวน 3 ชั่วโมง 3.3 นาฏยศัพท์ส่วนศีรษะและลำตัว จำนวน 4 ชั่วโมง
5 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 วิชานาฏศิลป์ เรื่อง นาฏยศัพท์ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 3 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม 2. สื่อการสอน หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือช่องทางสำหรับทำให้การสอนของครูไป ถึงผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามจุดประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้เป็นอย่างดี สื่อที่ใช้ในการสอนนี้ อาจจะเป็นวัตถุสิ่งของที่มีตัวตน หรือไม่มีตัวตนก็ได้ 3. นวัตกรรม หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือ เป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำ นวัตกรรมมาใช้ จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วย ประหยัดเวลาและ แรงงานได้ด้วย 4. สื่อวีดิทัศน์เรื่อง นาฏยศัพท์ หมายถึง วีดิทัศน์ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น 5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทคสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมา ตรงกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ในการผลิตรายการวีดิทัศน์เรื่อง นาฏยศัพท์ 6.เกณฑ์ประสิทธิกาพร้อยละ80 หมายถึง ประสิทธิภาพของรายการวีดิทัศน์เรื่อง นาฏยศัพท์ เกณฑ์ประสิทธิภาพร้อยละ80ด้านความรู้ หมายถึง ค่าคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน ของการทำ แบบทดสอบของผู้เรียนทุกคนโดยนำคะแนนที่ได้มาคำนวณหาค่าร้อยละ โดยมีค่าร้อยละ 80 ขึ้น ไป เกณฑ์ประสิทธิภาพร้อยละ 80 ด้านปฏิบัติ หมายถึง ค่าคะแนนจากการทคสอบลังเรียน จากการปฏิบัติท่า รำของนักเรียน 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทคสอบ ที่ผ่านการหา ประสิทธิภาพและได้นำไปทดสอบ ก่อน - หลังเรียน และการสอบปฏิบัติท่ารำของนักเรียน จากการ เรียนจากรายการวีดิทัศน์ 8. นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ "นาฏย"
6 หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เกี่ยวกับการแสดงละคร "ศัพท์" หมายถึง เสียง คำ คำยากที่ต้องแปล เรื่อง เมื่อนำคำสองคำมารวมกัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมา
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อ ใช้เป็นแนวทางการ ดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์ ) 1.1 สาระสําคัญ 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.3 คุณภาพผู้เรียน 1.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 1.5 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 2. การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ 2.1 แนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ 2.2 การประเมินผลทักษะปฏิบัติ 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1 งานวิจัยต่างประเทศ 3.2 งานวิจัยในประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 1 - 30) ได้กำหนดหัวข้อที่สําคัญดังนี้ สาระสําคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการ ทาง ศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอยางอิสระในศิลปะ แขนงต่าง ๆ ประกอบด้วยสาระสําคัญ คือ
8 1. ทัศนศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนําเสนอผลงาน ทางทัศนศิลป์ จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการ ของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างาน ทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ระหวางทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างาน ศิลปะที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจําวัน 2. ดนตรี มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและ ประยุกต์ ใช้ในชีวิตประจําวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหวางดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้อง เพลง และเล่น ดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบเสียงดนตรี แสดงความรู้สึกที่มี ต่อดนตรีในเชิง สุนทรียะ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์ 3. นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอด ความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ ในชีวิตประจําวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล จาก สาระสําคัญของการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สรุปได้ว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมี สาระสําคัญประกอบด้วยทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ ซึ่งเป็นสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนําไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความ เชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 3 - 5) ได้กาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระ การ เรียนรู้ศิลปะ ดังนี้ สาระที่1 ทัศนศิลป์
9 มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า งานทัศนศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ ดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์ อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอยางอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล จากสาระและ มาตรฐานการเรียนรู้ ดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าในสาระและ มาตรฐานการเรียนรู้สาระที่ 1 นาฏศิลป์ ซึ่งสรุปได้ว่า สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ ได้มุ่งให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์ อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจําวันได้ คุณภาพผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 5) ได้กำหนดคุณภาพผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เมื่อจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรียนมีคุณภาพดังนี้ 1. รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการ สร้างงาน ทัศนศิลป์ 2 มิติ และ 3 มิติ เพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงาน ทัศนศิลป์ โดยใช้เกณฑ์ที่ กำหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟฟิก ในการนําเสนอข้อมูลและมี ความรู้ ทักษะที่จําเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์
10 2. รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ ของชาติและท้องถิ่น แต่ละยุค สมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ที่มาจากยุค สมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ 3. รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึก ของบทเพลงจาก วัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวง โดยเน้นเทคนิคการร้อง บรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่าน เขียนโน้ต ในบันไดเสียงที่มี เครื่องหมาย แปลงเสียงเบื้องต้นได้รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อ รูปแบบของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็น และบรรยายอารมณ์ความรู้สึกที่ มีต่อบทเพลง สามารถนําเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผลมีทักษะในการประเมินคุณภาพของบท เพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ดนตรีและบทบาทของดนตรีในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม 4. รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรี แต่ละวัฒนธรรม ในยุคสมัยต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ทําให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ 5. รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสาร ผ่านการ แสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพ การแสดง วิจารณ์ เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ ร่วมจัดการแสดง นําแนวคิดของ การแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจําวัน 6. รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ของนาฏศิลป์ ไทย นาฏศิลป์ พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะ ของการแสดงนาฏศิลป์ จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์ เครื่องแต่งกายในการแสดง นาฏศิลป์ และละคร มีความเข้าใจ ความสําคัญ บทบาทของนาฏศิลป์และละครในชีวิตประจําวัน จาก คุณภาพผู้เรียนดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้สาระนาฏศิลป์ แล้วย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้ และเข้าใจรู้และเข้าใจประเภทละครไทย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ นาฏศิลป์ เปรียบเทียบการ แสดงนาฏศิลป์ จากวัฒนธรรมต่าง ๆ สามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องแต่งกายในการแสดง มีความเข้าใจ ความสําคัญบทบาทของนาฏศิลป์ การใช้นาฏยศัพท์ พัฒนารูปแบบการแสดง สามารถ พิจารณาคุณภาพการแสดง ร่วมจัดการแสดง และ ปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้
11 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 7 - 15) ได้กาหนดกรอบของตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังนี้ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์ อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจําวัน ตัวชี้วัด ข้อ 1 อธิบายอิทธิพลของนักแสดงชื่อดังที่มีผลต่อการโน้มน้าวอารมณ์หรือความคิด ของผู้ชม สาระการเรียนรู้แกนกลางประกอบด้วย การปฏิบัติของผู้แสดงและผู้ชม ประวัตินักแสดง ที่ชื่นชอบ การ พัฒนารูปแบบของการแสดง อิทธิพลของนักแสดงที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ชม ข้อ 2 ใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแสดง สาระการเรียนรู้แกนกลางประกอบด้วย นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแสดง ภาษาท่า และการตีบท ท่าทางเคลื่อนไหวที่แสดงสื่อทาง อารมณ์ ระบําเบ็ดเตล็ด รําวงมาตรฐาน ข้อ 3 แสดงนาฏศิลป์ และละครในรูปแบบง่าย ๆ สาระการเรียนรู้แกนกลางประกอบด้วย รูปแบบ การแสดงนาฏศิลป์ ได้แก่ นาฏศิลป์นาฏศิลป์ พื้นบ้าน และนาฏศิลป์ นานาชาติ ข้อ 4 ใช้ทักษะการทํางานเป็นกลุ่มในกระบวนการผลิตการแสดง สาระการเรียนรู้แกนกลาง ประกอบด้วยบทบาทและหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ ในการจัด การแสดง การสร้างสรรค์กิจกรรมการแสดงที่ สนใจโดยแบ่งฝ่ายและหน้าที่ให้ชัดเจน ข้อ 5 ใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ที่กาหนดให้ในการพิจารณาคุณภาพการแสดงที่ชม โดยเน้นเรื่องการใช้ เสียงการแสดงท่า และการเคลื่อนไหว สาระการเรียนรู้แกนกลางประกอบด้วย หลักในการชมการแสดง มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ตัวชี้วัด ข้อ 1 ระบุปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้าน ละครไทย และ ละครพื้นบ้าน สาระการเรียนรู้แกนกลางประกอบด้วย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน ข้อ 2 บรรยายประเภทของละครไทยในแต่ละยุคสมัยสาระการเรียนรู้แกนกลางประกอบด้วย ประเภทของละครไทยในแต่ละยุคสมัย จากตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระนาฏศิลป์
12 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า สาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1ได้กำหนด ตัวชี้วัดในการ ประเมินผู้เรียนจํานวน 7 ข้อ แต่ละข้อมีกรอบของสาระการเรียนรู้แกนกลางเป็นแนวทางให้ ครูผู้สอน นําไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็น สําคัญเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายตามหลักสูตรต่อไป การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 1. ความหมายของนาฏศิลป์ ไทย สุปราณี จําลองราษฎร์ (2548 : 9) ได้สรุปความหมายของนาฏศิลป์ ว่านาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะ แห่งการฟ้อนรํา อันประกอบด้วย ลีลา ท่าทาง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้เข้ากับดนตรี และเสียงเพลง เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความชอบและความงาม สุมนมาลย์ นิ่มเนติพันธ์ (2555 : 111) กล่าวว่า นาฏศิลป์ เป็นศิลปะที่ว่าด้วยการฟ้อนรํา และการ ละครเน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย การใช้ภาษาท่ารํา การตีบท โดยใช้สรีระต่าง ๆ ของ ร่างกาย เคลื่อนไหวสื่อความหมายแทนคําพูดในรูปแบบของการแสดงเป็นชุดระบํา รํา ฟ้อน หรือ การแสดงละคร โขน อรวรรณ ขมวัฒนา (2557 : 94) กล่าวว่า นาฏศิลป์ เป็นศิลปะการแสดงที่สร้าง ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน เกิดขึ้นจากการเลียนแบบกิริยาท่าทางของคนและสัตว์ ประกอบด้วย การฟ้อนรํา ดนตรี และ การขับร้อง นํามาผสมผสานจนเกิดเป็นการแสดงนาฏศิลป์ ที่สวยงาม จากความหมายของนาฏศิลป์ ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่านาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะ แห่งการฟ้อน รํา การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เข้ากบดนตรีและเสียงเพลง สื่อความหมาย แทนคําพูด เพื่อ แสดงออกถึง ความรู้สึก การใช้ภาษาท่ารํา การตีบท โดยใช้สรีระต่าง ๆ ของร่างกาย เคลื่อนไหวในรูปแบบ ของการแสดง นํามาผสมผสานจนเกิดเป็นการแสดงที่สวยงาม 2. จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์ สุปราณี จําลองราษฎร์ (2548 : 12) ได้สรุปจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์ ว่า การเรียนรู้ นาฏศิลป์ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปะด้านนาฏศิลป์ ของไทยให้เป็นสมบัติอันมีค่าประจําชาติ และฝึกทักษะปฏิบัติวิชานาฏศิลป์ ที่ถูกต้องและสวยงามให้แก่ผู้เรียน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ทางด้าน การศึกษาและสามารถประยุกต์ใช้ในการดํารงชีวิตอยางมีคุณภาพในสังคม กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 5) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์ สามารถ สรุปได้ว่า การเรียนรู้นาฏศิลป์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์สามารถพัฒนา
13 รูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพของงานนาฏศิลป์ ร่วมจัดการแสดง นํา แนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจําวัน รู้และเข้าใจประเภทละครไทย ปัจจัยที่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องแต่งกายในการแสดง นาฏศิลป์ มีความเข้าใจ ความสําคัญ บทบาทของนาฏศิลป์ และละครในชีวิตประจําวัน เพียงเพ็ชร์ คมขํา (2552 : 24) ได้สรุปจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์ ว่าการเรียนรู้นาฏศิลป์ มีจุดมุ่งหมาย เพื่ออนุรักษ์ส่งเสริมสืบทอด รักษาสมบัติของชาติ และรู้จักกล้าแสดงออก ในการช่วยสร้าง บุคลิกการเคลื่อนไหวร่างกายให้สง่างาม ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด เกิดสติปัญญา ทั้งยังช่วยเสริมสร้าง ประกอบอาชีพ และฝึกให้รู้จักการทํางานร่วมกบผู้อื่นได้เป็นอย่างดี จากจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้นาฏศิลป์ ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การเรียนรู้นาฏศิลป์ มี จุดมุ่งหมาย เพื่ออนุรักษ์นาฏศิลป์ ของชาติ และฝึกทักษะปฏิบัติวิชานาฏศิลป์ ที่ถูกต้องและสวยงาม ให้แก่ ผู้เรียน ทําให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะด้านนาฏศิลป์ อาทิ นาฏยศัพท์ งานนาฏศิลป์ การ ออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องแต่งกายในการแสดง เสริมสร้างบุคลิกภาพและสามารถ ประยุกต์ใช้ในการดํารงชีวิตได้ 3. แนวทางการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 23) ได้นําเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ ดังนี้ 1. สํารวจความต้องการของผู้เรียน 2. วางจุดประสงค์ของการสอนให้ชัดเจน 3. กำหนดบทบาท และหน้าที่ของแต่ละคนให้ชัดเจน 4. บอกแหล่งเรียนรู้ วิธีการหาความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ทราบก่อน ระหว่าง และหลังการ เรียนรู้ 5. ฝึกปฏิบัติจริง 6. วัดผล ประเมินผลตามสภาพจริง เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง 7. นําผลการประเมินมาปรับปรุง และแก้ไขทุกครั้งที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรณู โกสินานนท์ (2548 : 15) ได้เสนอหลักการและเทคนิคการสอน ไว้ดังนี้ 1. สอนจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก 2. สอนตามความสามารถของแต่ละบุคคล 3. การสอนโดยวิธีสับเปลี่ยนท่าที่ยากให้ง่ายขึ้น แต่พยายามรักษาแบบแผนเดิมไว้
14 4. การสอนแต่ละท่า ต้องอธิบายให้ละเอียด ถือหลักทีละน้อยแต่ให้แม่นยําแล้ว จึงต่อท่าใหม่ 5. ระหว่างรํา ครูต้องคอยสังเกตและเตือนอยู่เสมอ ให้ผู้เรียนรักษาลีลาท่าทางให้อยูใน่ แบบแผน 6. ครูต้องจัดผู้เรียนอยู่เสมอไม่ใช่รํานําหน้าอยางเดียว 7. การใช้ศัพท์ทางนาฏศิลป์ บางโอกาสอาจเปลี่ยนใช้คําที่ง่ายหรือใช้ศัพท์ธรรมชาติ แทนก็ได้เพื่อสะดวกในการจดจํา และบอกควบคู่ไปกับคําศัพท์ที่ถูกต้องไปด้วย 8. ในขณะที่แสดงท่ารํา ครู ควรฝึกให้ร้องเพลงไปด้วย เพื่อเป็นการผ่อนแรงครู เพราะครูต้องอธิบายขณะผู้เรียนร้องเพลงด้วย 9. เปรียบเทียบท่ารําที่คล้ายคลึงกัน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน 10. วิธีรํานําหน้าผู้เรียน คือ รํานําหน้า กระทําเมือแรกต่อท่ารําและรําต่อหน้าหรือรํา ประจันหน้า ครูต้องมีความสามารถ ความชํานาญในการรํากลับข้าง จะได้ดูแลผู้เรียนและแกไข้ ข้อบกพร่องไปด้วย 11. เข้มงวดเรื่องแถวและระวังท่วงทีของผู้เรียน 12. สอนโดยแยกท่ารําทีละท่าแล้วค่อยทําพร้อมกัน 13. การใช้เพลง จะกระทําได้เมื่อต่อท่ารําเป็นชั้น ๆ แล้วรําตามเสียงเพลง 14. บอกท่าล่วงหน้า ขณะรําบอกท่าที่จะถึงเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทบทวน 15. การให้สัญญาณเปลี่ยนท่า มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ในการรําเป็นหมู่ เพื่อ ความพร้อมเพรียง เช่นการจีบมือ การกรีดนิ้ว การก้าวเท้า การตั้งวง การทรงตัว เป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการ (2547 : 30) ได้นําเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ดังนี้ 1. สอนให้นักเรียนกล้าแสดงออก ตามความเข้าใจ โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ ให้คําปรึกษา ฝึกให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ 2. การสอน ครูผู้สอนต้องมีอารมณ์ร่าเริง แจ่มใส หน้าตายิ้มแย้มและมีอารมณ์ร ร่วมกับ เด็กตลอดเวลา ไม่แสดงอารมณ์เบื่อหน่ายวิชานาฏศิลป์ จะทําให้ผู้เรียนไม่ชอบเรียนวิชา นาฏศิลป์ไปด้วย เพราะฉะนั้นครูเป็นบุคคลสําคัญที่จะทําให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและ ประโยชน์ของนาฏศิลป์
15 3. การสอนนาฏศิลป์ นั้น ครูต้องคอยระมัดระวังอยาให้มีช่องวางระหว่างครูกับผู้เรียน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าแสดงออก ควรมีรางวัล ชมเชย สนับสนุนให้ทําบ่อย ๆ หลอกล่อไม่ให้ อาย 4. ครู ต้องไม่ยึดรูปแบบการสอนแบบเก่าโดยครูเป็นผู้คิดฝ่ายเดียว แต่การสอนแบบใหม่ ครูเป็นเพียงที่ปรึกษาและเสนอแนะบางโอกาส เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ กล้าแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม 5. บูรณาการวิชานาฏศิลป์ กับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ภาษาไทย สังคม รวมทั้ง ชีวิตประจําวัน คือ การนําไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ ได้ 6. ชี้แนะให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกบศิลปะจาก แหล่งต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจําวัน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ การชมการแสดง โดยครู ต้องมี ประสบการณ์ด้านนาฏศิลป์ มาก่อน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนปรับปรุงการเรียนของตนเอง 7. ปลูกฝัง ชี้แนะให้ผู้เรียนคํานึงถึงความดี ความงาม ความไพเราะ ความมีคุณค่าจน ผู้เรียนค่อย ๆ ซึมซับและเกิดความซาบซึ้งด้วยตนเองโดยไม่ต้องบังคับ จากแนวการจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ ดังกล่าว สรุปได้ว่า ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความสามารถทางนาฏศิลป์ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับ ผู้เรียนได้สังเกต เลียนแบบท่าทางต่าง ๆ และจะต้องสอนจากท่าที่ง่ายไปหาท่าที่ยาก และท่าที่ ยากทําให้ง่ายขึ้น เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน แต่คงรูปแบบเดิมไว้ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีสอนแบบ สาธิตให้ผู้เรียนได้สังเกตและปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการนําเข้าสู่บทเรียนที่มีแบบแผน กระบวนการให้ อิสระแก่ผู้เรียน ครูเป็นผู้ชี้แนะให้กำลังใจ เพื่อทําให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทําและกล้าแก้ปัญหา การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนได้ ปฏิบัติอ ยางเป็นขั้นตอนจนเกิดทักษะด้านนาฏศิลป์ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนาคุณภาพของ ผู้เรียนในการ เรียนรู้นาฏศิลป์ ให้บรรลุเป้าหมายตามหลักสูตร ผู้วิจัยขอนําเสนอแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ตามลําดับ ดังนี้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ เรณู โกสินานนท์ (2548 : 20 - 25) ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ดังนี้
16 1. สอนจากง่ายไปหายาก เช่น สอนการทํามือจีบและวงก่อนที่จะสอนให้นักเรียน ทําท่าสอด สร้อยมาลา 2. สอนตามความสามารถของบุคคล เช่น นักเรียนคนไหนรําได้เร็วก็จะสอนเร็ว แต่ถ้า นักเรียน คนไหนรําได้ช้า ครูก็จะต่อท่ารําหรือสอนรําให้อยางช้า ๆ 3. เปลี่ยนแปลงท่ารําที่ยากให้เป็นท่ารําที่ง่าย แต่มีความหมายของภาษาท่ารําคงเดิม ท่ารํา บาง ท่าอาจยากเกินความสามารถของผู้เรียน ครูผู้สอนอาจจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงท่ารําให้ง่ายขึ้น เพื่อให้ นักเรียนสามารถปฏิบัติได้ การเปลี่ยนแปลงท่ารํา จะต้องคํานึงถึงความหมายของท่ารํา เป็นสําคัญ คือ เมื่อเปลี่ยนท่ารําที่ยากเป็นท่ารําที่ง่ายแล้ว ความหมายของท่ารําต้องไม่เปลี่ยนไป 4. การสอนแต่ละท่า ต้องอธิบายและแนะนําอย่างละเอียด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 5. ระหว่างปฏิบัติท่ารํา ครูต้องคอยสังเกตและเตือน ลีลาการรําของผู้เรียนให้อยู่ในระดับที่ ถูกต้องเสมอ เช่น ขณะรําต้องดันหลัง ดันไหล่ ไม่ก้มหน้าตลอดเวลาขณะรํา การสอนนาฏศิลป์ ต้องมี ความละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าการสอนหนังสือ เพราะต้องอาศัยเวลาในการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความ ชํานาญโดยเฉพาะท่ารํานาฏศิลป์ ไทย มีความละเมียดละไม อวัยวะทุกส่วนจากแขน-ขา-มือเท้า-ลําตัวศีรษะ-ไหล่ ต้องเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กัน ยากแก่การปฏิบัติให้ได้ผลดีในระยะเวลาสั้น ดังนั้นการต่อท่ารํา หรือสอนรําให้นักเรียนต้องยึดหลักเดียวกันคือต่อท่ารําหรือสอนรํา ทีละท่ารํา และแต่ละท่าต้องสอนซ้ำ ๆ กัน จนเห็นว่านักเรียนสามารถรําได้แล้วด้วยตนเองจึงจะต่อท่ารําต่อไป 6. สังเกตท่าทางการรําของนักเรียน ถ้าพบว่ารําไม่ถูกต้องครูผู้สอนต้องแนะนํา อธิบาย ให้ นักเรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยให้นักเรียนจําผิดต่อไป 7. การใช้ศัพท์นาฏศิลป์ ในบางครั้งครูผู้สอนอาจเปลี่ยนใช้คําศัพท์ที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย จําง่าย เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและจําได้อยางรวดเร็ว และเมื่อนักเรียนจําได้แล้วครูจึงบอกให้ทราบ ถึงศัพท์ที่ เรียกที่ถูกต้อง ตามหลักวิชานาฏศิลป์ การบอกอาจบอกควบคู่ไปกับขณะต่อท่ารํา หรืออธิบายให้เข้าใจ ภายหลังได้ แต่ควรให้นักเรียนจําชื่อที่ถูกต้องได้ 8. ให้นักเรียนฝึกร้องเพลงประกอบการรําไปพร้อม ๆ กับการฝึกรําเพื่อให้นักเรียน สามารถร้อง เพลงที่รําได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง เพื่อเวลาซ้อมรําด้วยตนเองก็สามารถรําได้อย่างถูกต้อง ตามเพลง และเป็นการปลูกฝังนิสัยการร้องเพลงไทยให้นักเรียนเกิดความรัก เห็นคุณค่าและ ความสําคัญของเพลง ไทยอีกด้วย 9. การสอนรําแต่ละเพลง ท่ารําที่สอนควรเป็นมาตรฐานแบบแผนเดียวกันเพื่อให้ นักเรียนที่ได้ เรียนรุ่นต่อมาจะได้รําเหมือนกัน ทําให้ผู้เรียนไม่สับสน
17 10. เปรียบเทียบท่ารํา นําท่ารําที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบทําให้ดู เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ของ ท่ารํา และไม่ทําให้ผู้เรียนจําท่ารําปะปนสับสนกัน เพราะคิดว่าท่ารําเหมือนกัน เช่น การม้วนมือ สลัดมือ และคลายมือ 11. วิธีสาธิตโดยรํานําหน้าให้นักเรียนดู ครูผู้สอนควรรํานําหน้า 2 แบบ คือ 11.1 ครูรํานําหน้านักเรียน คือ ครูอยู่ด้านหน้าของนักเรียนและหันหลังให้นักเรียน นักเรียนจะมองเห็นด้านหลังของครูและรําตามครู 11.2 ครูรําต่อหน้าหรือรําประจันหน้า คือ ครูหันหน้าเจอกับนักเรียน แต่ครูจะรํา สลับ ด้านกับนักเรียน เช่น ท่ารําจริ งจีบมือขวา ครูก็จีบมือซ้ายหรือเรียกว่า ครูรําเป็นกระจกให้ นักเรียนดูให้ถนัดและชัดเจน วิธีการนี้เป็นวิธีการสาธิตที่ดี เพราะขณะที่ครูสาธิตให้นักเรียนดูและ รําตาม ครูสามารถมองเห็นท่ารําของนักเรียน และสามารถบอกหรือชี้แนะนักเรียนได้ขณะกำลัง สาธิต 12. การจัดแถวขณะรํา หรือตําแหน่งที่รํา ควรฝึกให้นักเรียนระวังเรื่องตําแหน่งที่อยู่ ขณะรําไม่ว่า จะรําอยู่กับที่ หมุนตัวหรือวิ่ง ไปมา 13. การสอนแยกท่ารําให้เข้าใจทีละอย่าง เช่น ท่ารําบางท่าต้องปฏิบัติพร้อมกันทั้งมือ และเท้าครู อาจแยกสอนทีละอย่าง โดยสอนให้ปฏิบัติส่วนมือจนคล่อง แล้วจึงสอนให้ปฏิบัติส่วนเท้า และเมื่อคล่อง แล้วจึงสอนทั้งมือและเท้ารวมกัน 14. การใช้เพลงประกอบการสอนแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 14.1 ยังไม่ใช้เพลง คือ ครูสาธิตท่ารําให้นักเรียนดูและให้นักเรียนรําตามครูบ่อย ๆ จน สามารถรําได้ ขั้นนี้ครูเป้นผู้ร้องเพลงเอง และให้นักเรียนฝึกร้องพร้อมครูไปด้วย 14.2 เริ่มใช้เพลงบ้างเมื่อสอนท่ารําหรือต่อท่ารําไปได้พอสมควรแล้ว ควรให้นักเรียนได้ ฟังเพลงจากเทปบันทึกเสียงและฝึกร้องฝึกรําไปเรื่อย ๆ กับเพลงจริง 14.3 เมื่อสอนท่ารําหรือต่อท่ารําจบเพลงแล้ว ควรให้นักเรียนได้ฝึกรําตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมเพลงจริงจากเทปบันทึกเสียง และอาจให้นักเรียนร้องเพลงควบคู่ไปกับเพลงจากเทป บันทึกเสียงด้วย เพื่อทําให้นักเรียนร้องเพลงและรําประกอบเพลงได้ดีขึ้น
18 กระทรวงศึกษาธิการ (2547 : 52 - 55) ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ นาฏศิลป์ ดังนี้ 1. การเตรียมตัวของครู 1.1 ศึกษาหลักสูตรในระดับชั้นที่สอน 1.2 ศึกษาแนวการสอน 1.2.1 การสอนดนตรีและนาฏศิลป์ ต้องคํานึงถึงจุดประสงค์ 1.2.2 การสอนดนตรีและนาฏศิลป์ ควรใช้เอกสารต่าง ๆ นอกเหนือจาก หลักสูตร เช่น คู่มือการสอนนาฏศิลป์ เป็นต้น 1.2.3 ดนตรีและนาฏศิลป์ ประกอบด้วยกิจกรรมใหญ่ 4 กลุ่ม คือการเน้น จังหวะ ร้องเพลง การฟัง และนาฏศิลป์ กิจกรรมทั้ง 4 กลุ่มนี้ควรจะสอนไปพร้อม ๆ กัน แต่จะเน้นกิจกรรม ใดมากหรือน้อยกว่ากันให้พิจารณาจากแผนการสอนนั้น ๆ 1.2.4 การสอนควรเป็นรูปแบบของการสาธิตก่อน ในขณะเดียวกันผู้สอนอาจใช้ วิธีสอนแบบอื่น ๆ เข้าผสมผสานกันในบางครั้ง 1.2.5 มีลําดับขั้นตอนในการสอน ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนมีความรู้ เข้าใจในกิจกรรม ทั้งการเรียนภาคทฤษฎีและการฝึกภาคปฏิบัติควบคู่กัน 1.2.6 ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรหาสื่อการเรียนมาใช้ในการสอน 1.3 ศึกษาการแบ่งเนื้อหากิจกรรมดนตรีและนาฏศิลป์ซึ่งการเรียนดนตรีและ นาฏศิลป์ เป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติซ้ำ ๆ กัน จึงจําเป็นต้องจัดแบ่งเนื้อหาของกิจกรรม ในแต่ละหัวข้อให้เด่นชัด และจัดสรรเวลาของแต่ละแผนให้ได้ครบตามกำหนด 1.4 ศึกษาสื่อการเรียนการสอน ที่จําเป็นในการสอนดนตรีและนาฏศิลป์ ตาม หลักสูตร เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสแสดงออก และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เพราะฉะนั้น สื่อการเรียนการสอนจึงมีความจําเป็นสําหรับการสร้างประสบการณ์ และความรู้ในการ เรียนดนตรีและนาฏศิลป์ สื่อการเรียนประกอบด้วย 1.4.1 สื่อที่เป็นเอกสาร 1.4.2 สื่อที่เป็นวัสดุอุปกรณ์ 1.5 ศึกษาหลักของการวัดผลและการะประเมินผลก่อนดําเนินการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อทราบวานักเรียนได้รับความรู้และมีประสบการณ์ตามจุดมุ่งหมายของ หลักสูตรหรือไม่เพียงใด เครื่องมือในการวัดผล คือ การสังเกต การสัมภาษณ์ การตรวจ
19 ผลงานจากการปฏิบัติจริง และการ ทดสอบโดยข้อเขียนเครื่องมือวัดผลแต่ละประเภท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามผลการเรียนการสอน ต่างกัน ซึ่งจะช่วยให้ได้ครบทุกด้าน จึงสามารถที่จะนําไปวินิจฉัยความบกพร่องของนักเรียน เพื่อแก้ปัญหาต่อไปได้ถูกต้อง 2. การเตรียมบันทึกการสอนและใช้แผนการสอนเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับครูผู้สอน ปัจจุบัน นี้จะพบว่า มีแผนการสอนและคู่มือครู ไว้ให้ครู ผู้สอนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว คือ มีแผนการสอน อย่างละเอียด บอกกิจกรรม เนื้อหาและขั้นตอนการสอน ฉะนั้นก่อนการสอนครูควรศึกษา แผนการสอน และคู่มือครูอย่างละเอียด 3. วิธีการสอนในขั้นกิจกรรมการสอนรํา 3.1 ขั้นกำหนดบทเรียน 3.1.1 ชื่อของบทเรียน (ชุดฟ้อนที่จะจัดสอน) 3.1.2 ทํานองเพลง 3.1.3 ชนิดของเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบรํา 3.1.4 ความเป็นมาของการรําที่จะสอน 3.1.5 นักเรียนต้องเข้าใจ ลักษณะของเนื้อเพลง ในด้านการ ประชาสัมพันธ์และ ความหมาย 3.2 ขั้นศึกษาบทเพลงก่อนที่นักเรียนจะรํา ครูควรจะต้องสอนให้รู้จักบทเพลง ก่อน ดังนี้ 3.2.1 ฟังทํานองเพลงและจังหวะของเพลง 3.2.2 นักเรียนร้องตาม พร้อมเคาะจังหวะตาม 3.2.3 นักเรียนร้องเอง เคาะจังหวะเอง 3.3 ขั้นสอนปฏิบัติรํา 3.3.1 เตรียมปฏิบัติรํา ถ้ามีอุปกรณ์การแสดงจะต้องใช้ประกอบ ควร แนะนำวิธีใช้ 3.3.2 วิธีปฏิบัติรํา
20 นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ (2547 : 11) ได้นําเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ดังนี้ 1. ขั้นรับรู้รูปแบบ เป็นขั้นตอนที่มีความสําคัญ ที่เป็นพื้นฐานการปฏิบัติให้แก่ผู้เรียนโดย เริ่มต้นให้ผู้เรียนเข้าใจรูปแบบของนาฏศิลป์ ที่ผู้เรียนจะฝึกปฏิบัติ และมีความรู้ความเข้าใจ พื้นฐานของการปฏิบัตินาฏศิลป์ 2. ขั้นทําตามแบบ เมื่อผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจรูปแบบ และพื้นฐานทางนาฏศิลป์ แล้วจึงเริ่มปฏิบัติ โดยผู้สอนเป็นต้นแบบหลัก ให้ผู้เรียนเลียนแบบ ปฏิบัติตามทีละขั้นตอน เริ่มฝึก จากการฝึกท่านาฏยศัพท์ และภาษาท่านาฏศิลป์ ตั้งต้นทีละท่า แล้วจึงให้ฝึกรําตาม ตั้งแต่ต้น เพลงจนจบเพลง เป็นการฝึกหัดทีละท่า และฝึกอย่างต่อเนื่อง 3. ขั้นปฏิบัติได้เองหลังจากผุ้เรียนฝึกหักทักษะตามผู้สอนแล้วให้ไปฝึกหัดเพิ่มเติมจนใน ที่สุดผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 4. ขั้นปฏิบัติได้อย่างชํานาญ ผู้เรียนปฏิบัติท่ารําด้วยความชํานาญ ปรับปรุงแก้ไขและ พัฒนาการรําของตน มีทักษะมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการปฏิบัติท่ารําได้ มีลีลา ท่ารําที่สวยงาม และรําได้ด้วยความมั่นใจ สวยงาม 5. ขั้นประยุกต์ เมื่อผู้เรียนมีความชํานาญมากขึ้น ก็สามารถนําความรู้และประสบการณ์ ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุง พัฒนาท่ารําของตนเอง และนําหลักการไปใช้ในชีวิตประจําวันและ การแสดงได้ 6. ขั้นสร้างสรรค์ ผู้เรียนสามารถนําหลักวิชานาฏศิลป์ ไปสร้างสรรค์งานการแสดงไห้ สอดคล้องกับลักษณะของงาน วัฒนธรรมท้องถิ่น และประดิษฐ์ผลงานด้านศิลปะได้ การประเมินผลทักษะปฏิบัติ สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 50 - 56) กล่าวว่า การวัดผลภาคปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียน ลงมือปฏิบัติซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสภาพตามธรรมชาติ(สถานการณ์จริง) หรือใน สภาพที่กำหนดขึ้น(สถานการณ์จําลอง) เหมาะวิชาที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎีและสามารถวัด ควบคู่ไปกับภาคทฤษฎี คือการใช้แบบทดสอบ โดยมีสิ่งที่ควร คํานึงในการสอบภาคปฏิบัติ คือ ขั้นเตรียม งาน ขั้นปฏิบัติงาน เวลาที่ใช้ในการทํางาน และผลงาน หลักการวัดผลภาคปฏิบัติที่ดี มีดังนี้ 1. ต้องกาหนดจุดประสงค์ของการวัดทักษะให้ขัดเจน ซึ่งอาจวัดที่กระบวนการหรือ ผลงานหรือ ทั้งสองอย่าง 2. เนื้อหาสาระของงานที่ให้นักเรียนปฏิบัติมีลักษณะสอดคล้องกับสภาพจริง (Authentic)
21 3. คุณภาพของสิ่งที่จะวัดในครั้งหนึ่ง ๆ มีจํานวนเพียงพอและสามารถวัดได้โดยตรง 4. กำหนดเงื่อนไขในการวัดได้ชัดเจน 5. ในการวัดโดยใช้สิ่งเร้าที่ชัดเจน (Structured Stimulus) ต้องเขียนคําชัดเจนอย่างกระชับ ชัดเจนและสมบูรณ์ 6. แบบฟอร์มที่ใช้วัดมักจะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) หรือมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งสามารถให้คะแนนให้สะดวก แต่ต้องระบุเกณฑ์ให้คะแนนอย่างชัดเจน ประเภทการ วัดผลงานภาคปฏิบัติ แบ่งได้หลายลักษณะ ซึ่งอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง มีดังนี้ 1. แบ่งตามด้านที่ต้องการวัด แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.1 การวัดกระบวนการ (Process) เป็นการวัดที่พิจารณาเฉพาะวิธีทํา วิธีปฏิบัติในการ ทํางานหรือทํากิจกรรมให้สําเร็จ เช่น พิจารณาที่ผู้เรียนทําการทดลองในห้องปฏิบัติการในวิชา วิทยาศาสตร์ การใช้เครื่องมือช่างทําเฟอร์นิเจอร์ การตีเทนนิสแบบลูกหลังมือ (Back Hand) การ กล่าวสุนทรพจน์ ฯลฯ 1.2 การวัดผลงาน (Product) เป็นการวัดที่พิจารณาเฉพาะผลงานหรือผลผลิตซึ่งเป็นผล ที่เกิดขึ้นจากการทํางานหรือกิจกรรม เช่น ตัวเฟอร์นิเจอร์ที่นักเรียนผลิตออกมา ภาพวาดของ นักเรียน ดอกไม้ประดิษฐ์จากฝี มือนักเรียน ฯลฯ ในบางครั้งจะประเมินทั้งกระบวนการและ ผลผลิต เช่น การเสียบกิ่งมะม่วง แต่บางครั้งประเมินเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ในการวาดภาพ มักประเมิน เฉพาะผลงานอย่างเดียว 2. แบ่งตามลักษณะสถานการณ์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 2.1 ใช้สถานการณ์จริง (Real Setting) เป็นการวัดผลงานภาคปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์ จริง 2.2 สถานการณ์จําลอง (Simulated Setting) การวัดผลภาคปฏิบัติในบางเรื่องต้องใช้ สถานการณ์จําลอง เพราะถ้าใช้สถานการณ์จริงจะสิ้นเปลืองมาก มีอันตราย หรือไม่สามารถ กระทําได้เช่น การติดตั้งไฟฟ้าในอาคาร การฝึกนักบินใหม่ 3. แบ่งตามสิ่งเร้า แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 3.1 ใช้สิ่งเร้าที่เป็นธรรมชาติ (Natural Stimulus) เป็นการวัดผลงานภาคปฏิบัติที่ เป็นไปตามธรรมชาติ ผู้วัดไม่ได้เข้าไปยุงเกี่ยว เช่นทักษะทางสังคมของผู้เรียนที่ผู้วัดทําการสังเกต ในสภาพที่เป็ นไปตามธรรมชาติ ไม่ได้กำหนดให้ปฏิบัติ นิยมใช้วัดคุณลักษณะของบุคลิกภาพ นิสัยการทํางาน ความเต็มใจในการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดให้ปฏิบัติ เช่น เกี่ยวกับ ความปลอดภัย เป็นต้น
22 3.2 สิ่งเร้าที่จัดขึ้น (Structured Stimulus) เป็นการวัดโดยจัดสิ่งเร้าที่สามารถแสดงให้ เห็น พฤติกรรมที่ต้องการประเมินได้หรือปรากฏให้เห็นเด่นชัด เช่นการให้นักเรียนเตรียมและ กล่าวสุนทรพจน์ การให้ทดลองในห้องปฏิบัติ การอ่านออกเสียง การเล่นดนตรี ฯลฯ วิธีนี้จะลด เวลา การสังเกตลง เพราะไม่ต้องรอให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติขั้นตอนการสร้างแบบวัดผลงาน ภาคปฏิบัติมีดังนี้ 1. วิเคราะห์งานและเขียนรายการ ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ 1.1 วิเคราะห์งานหรือเลือกงานที่เป็นตัวแทน โดยวิเคราะห์จุดมุ่งหมายที่ระบุไว้ ในหลักสูตร และรายละเอียดของงานที่มุ่งให้ผู้เรียนฝึกเพื่อค้นหาทักษะและ ความสามารถที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมนั้นๆ และเนื่องจากการวัดผลงานการปฏิบัติต้องใช้ การสังเกต ดังนั้นทักษะที่มุ่งวัด ควรเป็นสิ่งมองเห็นได้ในขณะสอบวัด และควรเป็น ทักษะที่ยาก ๆ มากกว่าทักษะที่ปฏิบัติเป็น กิจวัตร ทั้งนี้ควรคํานึงถึงข้อจํากัดเรื่องเวลา และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการดําเนินการสอบด้วย 1.2 กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่จะวัด โดยทั่วไปจะประกอบด้วย ขั้น เตรียมงาน ขั้นปฏิบัติงาน ขั้นผลงาน และ/หรือวัดเกี่ยวกับเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติด้วย 1.3 เขียนข้อรายการ จะระบุรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน เช่น ขั้นเตรียมงาน ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ขั้นปฏิบัติงานอะไรบ้าง ขั้นผลงานจะพิจารณาอะไรบ้าง 1.4 ศึกษาตัวแปรที่ส่งผลทําให้การปฏิบัติงานนั้นมีคุณภาพแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิด ความยุติธรรมแก่ผู้เข้าสอบวัดทุกคน เช่น จากตัวอย่างแบบวัดผลงาน ภาคปฏิบัติ เรื่อง การดองไข่เค็ม ตัวแปรต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพงาน ได้แก่ ชนิดของ ไข่ (ไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่นกกระทา) คุณภาพ ของไข่ (ไข่เก่า ไข่ใหม่) ชนิดของเกลือ (เกลือ สินเธาว์ เกลือทะเล) เป็นต้น 1.5 จัดรูปแบบเครื่องมือ คือ เลือกลักษณะของแบบวัดว่า แต่ละตอนจะมี ลักษณะ อย่างไร เช่น เรื่องการดองไข่เค็ม อาจมีลักษณะดังนี้ 1.5.1 การเตรียมงาน ใช้แบบตรวจสอบรายการ 1.5.2 การปฏิบัติงาน ใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 1.5.3 เวลา ใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 1.5.4 ผลงาน ใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 2. กำหนดคะแนนและน้ำหนัก อาจทําเป็น2 ขั้นตอน คือ
23 2.1 กำหนดคะแนนสําหรับแต่ละส่วน เช่น ในเรื่องการดองไข่เค็ม การเตรียม งาน 20 คะแนน การปฏิบัติงาน 40 คะแนน เวลา 10 คะแนน ผลงาน 30 คะแนน คะแนนรวม 100 คะแนน 2.2 กำหนดน้ำหนักของแต่ละข้อรายการ โดยให้น้ำหนักของทุก ๆ ข้อใน ขั้นตอนหนึ่ง ๆ รวมกันเท่ากบสัดส่วนคะแนนในขั้น 2.3 คํานึงถึงความยากของงานและความสําคัญของกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ 3. กำหนดเกณฑ์การตัดสิน ต้องกำหนดเกณฑ์การตรวจสอบพฤติกรรมในการ ปฏิบัติ หรือคุณภาพของงานในลักษณะที่มองเห็นได้ วัดได้ โดยเฉพาะเกณฑ์การผ่าน ผลงานภาคปฏิบัติในเรื่องนั้น ส่วนเกณฑ์การผานในแต่ละขั้นตอน อาจจะมีด้วยตาม ความเหมาะสม 4. จัดรูปแบบเครื่องมือ คือ เรียบเรียงข้อรายการต่างๆ ตามขั้นตอน กําหนด เกณฑ์กำหนดคะแนนและ/หรือน้ำหนักเข้าเป็นหมวดหมู่ จัดรูปแบบให้สะดวกในการใช้ พร้อมทั้งกำหนดคะแนนเกณฑ์ในการผ่านในเรื่องนั้นๆ ข้อดีของการวัดผลงานภาคปฏิบัติ 1. สามารถวัดด้านทักษะเชิงปฏิบัติได้ดีกวาเครื่องมือชนิดอื่น 2. สามารถวัดควบคู่ไปกับการวัดภาคทฤษฎี 3. การวัดผลงานภาคปฏิบัติที่สอดคล้องกับสภาพจริง (Authentic) จะช่วยให้ เกิดความเที่ยงตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) ข้อจํากัดของการวัดผลงาน ภาคปฏิบัติ 1. ใช้เวลาในการสอบวัดมาก การสอบแบบเขียนตอบสามารถดําเนินการได้ พร้อมกัน ทั้งชั้น แต่การสอบภาคปฏิบัติมุ่งพิจารณากระบวนการไม่สามารถดําเนินการ เช่นนั้นได้โดยปกติจะสอบวัดทีละคน หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 3 - 4 คน เวลาที่ใช้ทั้งหมด จึงมากกว่าการสอบแบบเขียนตอบ 2. มีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย เพราะต้องใช้เวลาส่วนบุคคลนาน และต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการสอบวัด 3. การให้คะแนนการวัดผลงานภาคปฏิบัติจะคล้ายกับการตรวจข้อสอบแบบ อัตนัยซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ตรวจหรือผู้ประเมินอาจมีความลําเอียง ขาดความคงที่ คงวา ดาหวัน พิมพ์ศรี (2553 : 26 - 28) ได้เสนอกระบวนการวัดผลภาคปฏิบัติ การดําเนินงาน ในการวัดผลภาคปฏิบัติ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
24 1. วิเคราะห์งาน การวิเคราะห์งานเป็นการวิเคราะห์กิจกรรมออกเป็นกิจกรรม ย่อยโดยมีข้อกำหนด และมาตรฐานของงานที่จะใช้ในการประเมิน เพื่อระบุการปฏิบัติที่ ต้องการ ผลที่ได้จากการ วิเคราะห์งานจะนําไปสู่การกําหนดพฤติกรรมบ่งชี้ ความสามารถที่ต้องการวัด แหล่งข้อมูล สําหรับการวิเคราะห์งานให้พิจารณาจากระดับ ของการประเมิน กล่าวคือ 1.1 ถ้าเป็นการวัดผลและการประเมินผลระหว่างเรียน ควรทําการวิเคราะห์งาน จาก แผนการสอนของหน่วยการสอนหนึ่ง ๆ 1.2 ถ้าเป็นการวัดผลปลายปี ควรทําการวิเคราะห์งานจากหลักสูตรหรือ กิจกรรม การเรียนการสอนที่จัดในภาคนั้นหรือตลอดปี 2. กำหนดตัวบ่งชี้ของพฤติกรรมที่จะวัดการกำหนดตัวบ่งชี้เป็นการกาหนด พฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนที่สามารถ สังเกตและวัดได้ สิ่งที่ต้องคํานึงในการ กาหนดตัวบ่งชี้คือ 2.1 ประเภทของงานที่วิเคราะห์ได้จากข้อ 1 เช่น ประเภทของความรู้ประเภท ของ ทักษะปฏิบัติ และประเภทของพฤติกรรมจิตพิสัย 29 2.2 ลําดับขั้นพฤติกรรม หรือลําดับความสามารถที่ต้องการให้เกิดขึ้นซึ่งขึ้นอยู่ กับ วุฒิภาวะเป็นสําคัญ กรอบผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้กำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจนอยู่ แล้วในแต่ละช่วงชั้นและตัวอยางพฤติกรรมบ่งชี้ดังได้แสดงไว้ในหัวข้อเรียงลําดับขั้น ของพฤติกรรมด้านต่าง ๆ 2.3 พัฒนาการของเด็กในด้านดนตรีและนาฏศิลป์ พฤติกรรมบางกลุ่ม เช่น ความตั้งใจ ในการทํางาน ความรับผิดชอบ ความร่วมมือ ความสนใจ ความมีวินัยใน ตนเอง ฯลฯ เหล่านี้ เป็นพฤติกรรมด้านคุณลักษณะ ควรมีการประเมินพฤติกรรม เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย 3. กําหนดน้ำหนักความสําคัญของแต่ละองค์ประกอบเป็นการกําหนดน้ำหนัก และคะแนนของแต่ละองค์ประกอบตามความสําคัญ (วิเคราะห์จากจุดมุ่งหมายใน แผนการสอน หรือจุดมุ่งหมายของหลักสูตร) หรือตามความยากง่ายของงาน เช่น 3.1 สัดส่วนน้ำหนักความสําคัญของพฤติกรรมที่เน้นพุทธพิสัย จิตพิสัยหรือ ทักษะ พิสัย สัดส่วนน้ำหนักความสําคัญระหว่างส่วนที่เป็นกระบวนการผลงานและ ลักษณะนิสัย การทํางาน (ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายว่าต้องการเน้นส่วนใด)
25 3.2 สัดส่วนน้ำหนักความสําคัญระหว่างข้อ รายการในส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่ม เดียวกัน เช่น ในกลุ่มการปฏิบัติหรือลักษณะนิสัยขึ้นอยู่กับความยากหรือความสําคัญ ของขั้นตอนการปฏิบัติหรือทักษะที่ต้องการเน้น 4. กำหนดวิธีการวัด การกำหนดวิธีการวัดที่ชัดเจนจะช่วยให้การเลือกชนิดของ เครื่องมือมีความเหมาะสม ถูกต้องมากยิ่งขึ้น วิธีการปฏิบัติงานที่ใช้อยู่ทั่วไปมีหลายวิธี คือ 4.1 แบบเขียนตอบในกระดาษ (Paper-pencil Performance) ซึ่งมักใช้ใน กรณีการวัด ภาคปฏิบัติระดับต้น ที่ไม่ได้ให้นักเรียนปฏิบัติจริง ๆ 4.2 ให้ทําสิ่งที่เหมือนแบบ (Identification Test) มักใช้ในกรณีที่วัดทักษะ มากกว่า การวัดภาคปฏิบัติโดยตรง 4.3 ให้ปฏิบัติงานในสถานการณ์จําลอง (Simulated Situation Test) 5. เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวัดเครื่องมือที่นิยมใช้ในการวัดการปฏิบัติงาน ได้แก่ แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า ระเบียบ พฤติการณ์ แบบรายงานตนเอง แบบทดสอบ เป็นต้น การวัด และการประเมินงานหนึ่ง ๆ อาจต้องใช้เครื่องมือมากกวา 1 อย่าง 6. วางแผนดําเนินการสอน การวางแผนดําเนินการสอนควรคํานึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 6.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ สถานที่ สื่อ อุปกรณ์ต่าง ๆ ควรจัดให้มี สภาพ คล้ายจริงมากที่สุด 30 6.2 งานที่ให้นักเรียนทําซึ่งนักเรียนทุกคนควรได้ทําทุกขั้นตอนเพื่อความเข้าใจ ในความสัมพันธ์ของงานที่ทําแต่ละส่วน 6.3 การควบคุมการปฏิบัติ ครูต้องมีวิธีการชี้แจงและตรวจสอบว่านักเรียน เข้าใจสิ่งที่ ต้องทําอย่างสมบูรณ์แล้ว (อาจใช้วิธีบอก ตั้งคําถาม สาธิตประกอบกบคู่มือ) ในกรณีที่เป็นการ ประเมินผลระหว่างเรียนควรมีการให้คําแนะนํานักเรียนในขณะ ปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนที่พบ ข้อบกพร่อง โดยกระตุ้นให้นักเรียนแก้ไขงานเองหรือครู ช่วยเหลือน้อยที่สุด 6.4 การประเมินผลคํานึงถึงเครื่องมือ คุณภาพของเครื่องมือ การใช้การแปล ความหมาย คะแนน และการประเมิน 7. เตรียมคําสั่ง คําชี้แจ้งเพื่อให้ใช้ในการบริหารการสอบ ในส่วนนี้อาจมีส่วนที่ ใช้สําหรับครูและส่วนที่ใช้สําหรับนักเรียน
26 8. ทดลองเครื่องมือแล้วปรับปรุง ทดลองเครื่องมือแล้วปรับปรุงเพื่อหาคุณภาพ ของเครื่องมือและปรับปรุงวิธีการดําเนินการให้ใช้ได้ง่ายสะดวกในกรณีที่เป็นเครื่องมือที่ ครูสร้างขึ้นใช้เองเฉพาะในห้องเรียนหรือใน โรงเรียนของตนเอง กระบวนการตามข้อ 7 และ 8 อาจไม่จําเป็นการหาคุณภาพเครื่องมืออาจใช้วิธีให้เพื่อนครูที่มีความรู้ด้านเนื้อหา และการวัดผลช่วยวิจารณ์ จากการวัดผลทักษะปฏิบัติ ดังกล่าวข้างต้น สรุปว่า การวัดผลการปฏิบัติงานจะ ประเมิน ทั้งกระบวนการและผลงาน เนื่องจากผลงานเกิดขึ้นพร้อมกันกับการปฏิบัติงาน ในกรณีเช่นนี้จําเป็นต้องวัดผลงานไปพร้อมกนกับกระบวนการ เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับ ดนตรีและนาฏศิลป์ ในบางกรณีอาจวัดและประเมินเฉพาะกระบวนการหรือผลงาน แล้วแต่จุดมุ่งหมายของการวัด ซึ่งการวัดผลภาคปฏิบัติสามารถดําเนินการวัด พฤติกรรม ที่ให้นักเรียนแสดงออกอยู่ในรูปของการปฏิบัติมีกระบวนการปฏิบัติงานที่วัดได้ มีการใช้ เครื่องมือในการวัดผล และมีผลงานที่วัดได้ตามสภาพจริง 2. สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอนนาฏศิลป์ สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง ตัวกลางหรือสิ่งต่างๆ เช่น วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคนิควิธีการ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยในการถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ข้อเท็จจริง แนวคิด ตลอดจน เจตคติ จากแหล่งความรู้ หรือผู้สอนไปสู่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทของสื่อการสอน นักเทคโนโลยีการศึกษา ได้แบ่งประเภทของสื่อการสอน ตามลักษณะรูปร่างดังนี้ สื่อประเภทรูปภาพ ได้แก่ รูปภาพต่างๆ ทั้งภาพที่ไม่ต้องการใช้เครื่องฉายและภาพที่ ต้องการ เครื่องฉาย ได้แก่ รูปภาพทั่วไป สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์ ฯลฯ สื่อประเภทเครื่องฉาย ได้แก่ แผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ ระบบขยายเสียง เครื่อง ฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์ ฯลฯ สื่อประเภทวัสดุกราฟฟิก ได้แก่ แผนภูมิ แผนสถิติ แผนภาพ ภาพสเก็ต ภาพโฆษณา การ์ตูน แผนที่ ลูกโลก ฯลฯ สื่อประเภทแหล่งชุมชนเพื่อการศึกษา ได้กา การศึกษานอกสถานที่ วิทยากร แหล่ง ชุมชนต่างๆ สื่อประเภทวัสดุราคาถูก ได้แก่ จุลสาร รูปภาพ หนังสือพิมพ์ เศษวัสดุ ฯลฯ
27 สื่อประเภทอื่นๆ แผ่นป้ายตั้งแสดง เช่น กระดานชอร์ก แผ่นป้ายสำลี ป้ายนิเทศ ฯลฯ วัสดุและเทคนิคการแสดง เช่น สาธิต นาฏการ ฯลฯ วัสดุสามมิติ ได้แก่ ของจริง หุ่นจำลอง สื่อประเภทใหม่ๆ ได้แก่ โทรทัศน์ ห้องปฏิบัติการภาษา บทเรียนสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์ สื่อบนเครือข่าย และระบบการเรียนการสอนต่างๆ การสอนโดยใช้เกม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกม คือ เกมการศึกษา เป็นวิธีการจัดการเรียนการ สอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นเกมที่มีลักษณะการเล่นเพื่อการเรียนรู้ “Play to learning” มี วัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการเล่นเกม เรียนไปด้วยและก็สนุกไป ด้วยพร้อมกัน ทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (สุชาติ แสนพิช http://researchers:in.th/ block/ Seampich/127) คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ กล่าวว่า เกมที่นำมาใช้ในการสอนส่วนใหญ่จะเป็นเกมที่เรียกว่า เกม การศึกษา เป็นเกมที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เล่นเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ มิใช่เล่นเพื่อความ สนุกสนานเท่านั้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกมมีประโยชน์ช่วยให้นักเรียน นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ควบคู่ไปกับความสนุกสนาน เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน และเป็น การพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนไปโดยที่ผู้เรียนไม่รู้ตัว รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการทำงานและอยู่ ร่วมกัน นาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะแห่งการละครหรือการฟ้อนรำ นาฏศิลป์หมายถึง การฟ้อนรำ นาฏศิลป์ หมายถึง ความช่ำชองในการละครฟ้อนรำ นาฏศิลป์หมายถึง การร้องราทำเพลง ให้เกิดความบันเทิงใจ อันประกอบด้วยความโน้มเอียง และความรู้สึก นาฏศิลป์ หมายถึง การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติด้วยความประณีตอันลึกซึ้ง เพียบพร้อมไปด้วยความวิจิตรบรรจงอันละเอียดอ่อน นอกจากหมายถึงการฟ้อนรำ ระบำ รำ เต้นแล้วยัง หมายถึงการร้อง และการบรรเลงด้วย (สุมิตร เทพวงษ์ . 2541 : 1 - 2 )
28 นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็น คำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ[1] "นาฏย" หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เกี่ยวกับการแสดงละคร "ศัพท์" หมายถึง เสียง คำ คำยากที่ต้องแปล เรื่อง เมื่อนำคำ สองคำมารวมกัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมา การศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละคร หรือระบำเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดงแสดงออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะ ยิ่งหากได้ ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจในเรื่องการแสดงมากยิ่งขึ้นทั้งในตัวผู้แสดงเอง และผู้ที่ชมการแสดงนั้น ๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยนั้นก็คือ เรื่องของนาฏยศัพท์ ซึ่งแยกออกได้เป็นคำว่า "นาฏย" กับคำว่า "ศัพท์" ดังนี้ ประเภทของนาฏยศัพท์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. นามศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลับมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าวเท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กะเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉายเท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่ 2. กิริยาศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา ซึ่งแบ่งออกเป็น ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ดึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบ เข่า ถีบเข่า แข็งเข่า กันเข่า เปิดส้น ชักส้น ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ รำรู้ตัวและแก้ไขท่าทีของตนให้ดีขึ้น เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น คอดื่ม คางไก่ ฟาดคอ เกร็ง คอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ 3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์นอกเหนือไปจากนามศัพท์และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อนเหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ทา ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่ - พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่องและอื่นๆ ลักษณะต่างๆของนาฏยศัพท์ แบ่งตามการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนี้ 1. ส่วนศีรษะ ได้แก่
29 เอียง คือ การเอียงศีรษะ ต้องกลมกลืนกับไหล่และลำตัวให้เป็นเส้นโค้ง ถ้าเอียงซ้ายให้หน้าเบือน ทางขวาเล็กน้อย ถ้าเอียงขวาให้หน้าเบือนทางซ้ายเล็กน้อย ลักคอ คือ การเอียงคนละข้างกับไหล่ที่กดลง ถ้าเอียงซ้ายให้กดไหล่ขวา ถ้าเอียงขวาให้กดไหล่ ซ้าย กดคาง คือ ไม่เชิดหน้าหรือเงยหน้ามากเกินไป 2. ส่วนแขน ได้แก่ ตั้งวง คือ การตั้งมือโดยให้นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดกัน กระดกข้อมือขึ้นหักนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือทอด แขนให้โค้งพองาม อาจตั้งวงพร้อมกันทั้ง 2 มือ หรือมือเดียวก็ได้ วง มี 4 ชนิดดังนี้ 2.1 วงบน ตัวพระอยู่ระดับแง่ศีรษะ ตัวนางอยู่ระดับหางคิ้ว ต้องยกลำแขนให้สูงทอดลำแขนให้ โค้งได้รูปจากระดับไหล่ไปข้างๆ ให้ล าแขนส่วนบนลาดจากไหล่เล็กน้อย วงบนตัวพระ ปลายนิ้วชี้อยู่ระดับแง่ศีรษะ วงบนตัวนาง ปลายนิ้วชี้อยู่ระดับหางคิ้ว 2.2 วงกลาง คือส่วนโค้งของลำแขนอยู่ระหว่างวงบนกับวงล่าง ให้ ศอกอยู่ระดับเอว ทอดแขน ให้ปลายนิ้วอยู่ระดับไหล่ 2.3 วงล่าง คือส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งลงเบื้องล่างปลายนิ้วอยู่ระดับหน้าท้อง หรือระดับ หัวเข็มขัด ตัวพระให้ส่วนโค้งของลำแขนห่างออกจากลำตัวมากกว่าตัวนาง 2.4 วงหน้า คือส่วนโค้งของลำแขนที่โค้งอยู่ข้างหน้า โดยตัวพระปลายนิ้วมือ อยู่ระดับข้างแก้ม ข้างเดียวกับวง ส่วนตัวนางปลายนิ้วจะอยู่ตรงระดับปาก 3. ส่วนมือ ได้แก่ มือแบ คือ นิ้วชี้ กลาง นาง ก้อย ติดกัน ตึงนิ้วหัวแม่มือ กาง หลบไปทางฝ่ามือ หักข้อมือไปทาง หลังมือ แต่มีบางท่าหักข้อมือไปทางฝ่ ามือ เช่น ท่าป้องหน้า มือจีบ คือ การกรีดนิ้ว โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจรดกัน ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของ ปลายนิ้วชี้ ให้ตึงนิ้ว นิ้วกลาง นาง ก้อย กรีดห่างกัน หักข้อมือไปทางฝ่ามือ จีบมี 5ลักษณะดังนี้ 3.1 จีบหงาย คือการจีบแล้วหงายฝ่ามือขึ้นปลายนิ้วชี้ ชี้ขึ้นข้างบน ถ้าอยู่หน้าท้องเรียกว่าจีบ หงายชายพก 3.2 จีบคว่ำ คือการจีบแล้วคว่ำฝ่ามือลง ปลายนิ้วชี้ ชี้ลงล่าง หักข้อมือเข้าหาลำแขน 3.3 จีบหลัง คือ การจีบส่งลำแขนไปข้างหลัง ตึงแขน พลิกข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น แขนตึงแล้วส่ง แขนให้สูงไปข้างหลัง 3.4 จีบปรกหน้า คือ การจีบที่คล้ายกับจีบหงาย แต่หันจีบเข้าหาลำตัวด้านหน้า ทั้งแขนและมือชู อยู่ด้านหน้า ตั้งลำแขนขึ้น ทำมุมที่ข้อพับตรงศอก หันจีบเข้าหาหน้าผาก
30 3.5 จีบปรกข้าง คือ การจีบที่คล้ายกับจีบปรกหน้า แต่หันจีบเข้าหาแง่ศีรษะลำแขนอยู่ข้างๆ ระดับเดียวกับวงบน จีบล่อแก้ว ลักษณะท่าทางคล้ายจีบมือ ใช้นิ ้วกลางกดข้อที่1 ของนิ้วหัวแม่มือหักปลาย นิ้วหัวแม่มือคล้ายวงแหวน นิ้วที่เหลือเหยียดตึง หักข้อมือเข้าหาลำแขน 4. ส่วนลำตัว ได้แก่ 4.1 ทรงตัว คือ การยืนให้นิ่ง เป็นการใช้ลำตัวตั้งแต่ศีรษะ ตลอดถึงปลายเท้า ในท่าที่สวยงาม ไม่ เอนไปทางใดทางหนึ่งขณะที่ยืน 4.2 เผ่นตัว คือ กิริยาอาการทรงตัวชนิดหนึ่งมาจากท่าก้าวเท้า แล้วส่งตัวขึ้น โดยการยกเข่าตึง เท้าหนึ่ง ยืนรับน้ำหนักอีกเท้าหนึ่งอยู่ข้างๆ 4.3 ตึงไหล่ คือ การรำหลังตึง หรือดันหลังขึ้น ไม่ปล่อยให้หลังค่อม 4.4 กดไหล่ คือ กิริยากดไหล่โน้มตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำพร้อมกับการเอียงศีรษะ กดลงเฉพาะ ไหล่ ไม่ให้ตะโพกเอียงไปด้วย 4.5 ตีไหล่ คือ กดไหล่แล้วบิดไหล่ ข้างที่กดมาข้างหน้า 4.6 ยักตัว คือ กิริยาของล าตัวส่วนเกลียวหน้า ยักขึ้นลง ไหล่จะขึ้นลงตามไปด้วย แต่ตะโพกอยู่ คงที่ และลักคอด้วย 4.7 ตึงเอว คือ กิริยาของเอวด้านหลังตั้งขึ้นตรงไม่หย่อนตัว 5. ส่วนเข่าและขา ได้แก่ 5.1 เหลี่ยม คือ กิริยาของเข่าที่แบะห่างกัน เมื่อก้าวเท้าพระต้องกันเข่า ให้เหลี่ยมกว้าง ส่วนนาง ก้าวข้างต้องหลบเข่า ไม่ให้มีเหลี่ยม 5.2 จรดเท้า คือ อาการของเท้าข้างใดข้างหนึ่งที่วางอยู่ข้างหน้า น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าหลัง เท้า หน้าจะใช้เพียงปลายจมูกเท้า แตะเบาๆไว้กับพื้น (จมูกเท้าคือบริเวณเนื้อโคนนิ้วเท้า ) 5.3 แตะเท้า คือ การใช้ส่วนของจมูกเท้า แตะพื้น แล้ววิ่งหรือก้าว ขณะที่ก้าว ส่วนอื่นๆของเท้า ถึงพื้นด้วย 5.4 ซอยเท้า คือ กิริยาที่วางเท้าทั้งสองให้เสมอกัน แล้วยกส้นเท้าขึ้น ย่อเข่าลงเล็กน้อยแล้วย่ำ ด้วยปลายเท้าทั้งสองข้างสลับกัน การซอยเท้าเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเก็บเท้า 5.5 ขยั่นเท้า คือ กิริยาเหมือนซอยเท้า ต่างกันที่ขยั่นต้องไขว้เท้า แล้วท ากิริยาเหมือนซอยเท้า ถ้าขยั่นเคลื่อนที่ไปทางขวาก็ให้เท้าซ้ายอยู่หน้า ถ้าขยั่นเคลื่อนที่ไปทางซ้ายก็ให้เท้าขวาอยู่หน้า 5.6 ฉายเท้า คือ กิริยาที่ก้าวหน้า แล้วต้องการลากเท้าที่ก้าว มาพักไว้ข้างๆ ให้ใช้จมูกเท้า จรด พื้น เผยอส้นเท้าเล็กน้อย แล้วลากมาพักไว้เหมือนเหลื่อมเท้า โดยหันปลายเท้าที่ฉายมาให้อยู่ด้านข้าง
31 5.7 ประเท้า คือ อาการที่สืบเนื่องจากการจรดเท้า โดยยกจมูกเท้าขึ้น ใช้ส้นเท้าวางกับพื้น ย่อ เข่าลงพร้อมทั้งแตะจมูกเท้าลงกับพื้นแล้วยกเท้าขึ้น 5.8 ยกเท้า คือ การยกเท้าขึ้นไว้ข้างหน้า เชิดปลายเท้าให้ตึง หักข้อเท้าเข้าหาลำขา ตัวพระกัน เข่าออกไปข้างๆ ส่วนสูง ระดับเข่าข้างที่ยืน ตัวนางไม่ต้องกันเข่า ส่วนสูงอยู่ต่ำกว่าเข่าข้างที่ยืน ชักส้นเท้า และเชิดปลายนิ้ว 5.9 ก้าวหน้า คือ การวางฝ่าเท้าลงบนพื ้นข้างหน้า โดยวางส้นเท้าลงก่อน ตัวพระจะก้าวเฉียงไป ข้างๆตัวเล็กน้อย เฉียงปลายเท้าไปทางนิ้วก้อย กันเข่าแบะให้ได้เหลี่ยม ส่วนตัวนางวางเท้าไปข้างหน้าไม่ ต้องกันเข่า ปลายเท้าเฉียงไปทางนิ้วก้อยเล็กน้อย 5. 10 ก้าวข้าง คือ การวางเท้าไปข้างๆตัว ปลายเท้าเฉียงไปทางนิ้วก้อยมาก ตัวนางต้องหลบเข่า ตามไปด้วย 5.11 ก้าวไขว้ คือ การก้าวเท้าคล้ายเท้าหน้าแต่ไขว้เท้าให้มากกว่าการก้าวหน้า ลักษณะก้าวไขว้ นี้ ตัวนางนิยมใช้ 5.12 กระทุ้ง คือ การกระแทกจมูกเท้าที่อยู่ด้านหลังครั้งหนึ่งก่อนแล้วกระดกเท้า โดยยกเท้าที่ กระแทกไปด้านหลัง 5.13 กระดกหลัง คือ กระทุ้งเท้าและถีบเข่าไปข้างหลังมากๆ ให้เข่าทั้งสองข้างแยกห่างจากกัน ให้ส้นเท้าชิดก้นมากที่สุด หักปลายเท้าลง ย่อเข่าที่ยืนลงให้มาก 5.14 กระดกเสี้ยว คล้ายกระดกหลัง แต่เบี่ยงขามาข้างๆและไม่ต้องกระทุ้งเท้า มักทำต่อเนื่อง จากการก้าวข้าง หรือท่านั่งกระดกเท้า 5.15 การถัดเท้า คือ การวางเท้าใดเท้าหนึ่งไว้ข้างหลังด้วยจมูกเท้า เพื่อยันรับน้ำหนักและเปิดส้น เท้าหลัง ส่วนอีกเท้าหนึ่งวางไว้ข้างหน้าเต็มเท้า โดยวางไขว้เท้ากับเท้าหลัง ให้ปลายนิ้วเฉียงไปข้างหน้า เล็กน้อย แล้วถัดจมูกเท้าที่อยู่ข้างหน้าไปกับพื้น ให้ปลายนิ้วข้างหน้าทั้งห้าเชิดขึ้น เปิดส้นเท้าแล้วยกส้น เท้าขึ้นเล็กน้อย กลับมาวางไขว้ไว้ข้างหน้าตามเดิม 5.16 การวางส้น คือ การใช้ส้นเท้าวางแตะพื้น โดยเปิดปลายเท้าขึ้นใกล้กับเท้าอีกข้างหนึ่งซึ่งวาง เต็มเท้า โดยหักข้อเท้าขึ้น ในสังคมของมนุษย์ที่เกิดมาในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ภาษา หรือเพศใดก็ ตาม ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่ทุกชาติทุกภาษาจะต้องมีเป็นเอกลักษณ์สิ่งนั้นได้แก่ศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้ และยังเป็น เอกลักษณ์อันเด่นชัดของชาตินั้น ๆ ที่จะต้องหวงแหนและรักษามิให้หมดสิ้นได้รวมทั้งประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีความเป็นเอกราชมาช้านาน มีศิลปวัฒนธรรมที่บ่งถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ จนเป็น
32 ที่ชื่นชอบของนานาประเทศที่ได้พบเห็นความงดงามในศิลปวัฒนธรรมไทย ถึงแม้ว่าสังคมไทยปัจจุบันกา ลังได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมจากต่างชาติอันหลากหลายที่กาลังหลั่งไหลเข้ามามีบทบาทใน สังคมไทยก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยยังสามารถอนุรักษ์และสืบทอดได้มาอยู่จนทุกวันนี้ก็คือ นาฏศิลป์ อัน เป็นศิลปะประจาชาติคนไทยทุกคนควรช่วยกันรักษาและให้การสนับสนุน เพื่อให้ศิลปะนี้คงอยู่สืบไปใน อนาคต (สุมิตร เทพวงษ์ .2541 : 1) กิจกรรมนาฏศิลป์จัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน เพราะเป็นกิจกรรมที่สามารถ ส่งเสริมจินตนาการของผู้เรียนให้สามารถแสดงออกให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยท่าทาง ลีลา ตามแบบแผนของ นาฏศิลป์ไทย ซึ่งจะค่อยๆ ปูพื้นฐานไปทีละน้อย จนถึงการแสดงที่เป็นชุด จากการศึกษาเนื้อหากิจกรรมนาฏศิลป์ในหลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า รำวงมาตรฐานเป็น ชุดการรำที่มีบรรจุไว้ในเนื้อหากิจกรรมนาฏศิลป์ ซึ่งนับว่าเป็นศิลปวัฒนธรรมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติ ไทยที่มีมาแต่โบราณ เป็นการแสดงที่มีแบบแผนของท่ารำที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ท่ารำแต่ละท่ามีความ สวยงามและสนุกสนานวิชานาฏศิลป์ไทยเป็นวิชาที่ต้องใช้ประสบการณ์และทักษะการปฏิบัติเป็นสำคัญ กล่าวคือ ต้องฝึกปฏิบัติท่ารำปฏิบัติช้าๆ เป็นเวลานานจึงจะก่อให้เกิดความชำนาญในการรำ ในการจัดการ เรียนการสอนที่มีข้อจำกัดด้านเวลาเรียน เช่น ใช้เวลาเรียน 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้ขาดความต่อเนื่อง และเป็นปัญหาที่ทำให้การฝึกปฏิบัติท่ารำของนักเรียนไม่ถูกต้อง ขาดทักษะความชำนาญความงดงามใน เรื่องของจังหวะดนตรีและท่ารำตามแบบแผนการแสดงนาฏศิลป์ไทยจากประเด็นปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้ เห็นความสำคัญของสื่อนวัตกรรมในการเรียนการสอนนาฏศิลป์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจใน เนื้อหาท่ารำนาฏศิลป์ด้วยตนเอง นับว่ามีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ไทยสาหรับผู้เรียน เป็นอย่างมาก ผู้วิจัยจึงสนใจคิดสร้างสื่อนวัตกรรม ในรูปแบบวีดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอนนาฏศิลป์ เรื่อง นาฏยศัพท์เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านนาฏศิลป์ไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นาฏยศัพท์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ดีขึ้น และส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ที่วางไว้ ประโยชน์ในการศึกษาวิชานาฏศิลป์ ประโยชน์โดยทางตรง ใช้เป็นวิชาชีพ ผู้ที่ศึกษาวิชานาฏศิลป์ อย่างจัดเจน ชำนิชำนาญ สามารถยึดเป็นอาชีพได้ เพราะในกิจกรรมต่าง ๆ วิชานาฏศิลป์เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอ เป็นการบริหารร่างกายให้มีสุขภาพ สมบูรณ์ โดยเฉพาะวิชานาฏศิลป์นั้น ในขณะฝึกหัดนัยว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างดีเยี่ยม ได้บริหาร ร่างกายทั่วทุกส่วน
33 ประโยชน์ทางอ้อม ได้ชื่อว่าเป็นชาวไทยที่สมบูรณ์ รู้จักวัฒนธรรมของชาติตน การเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ในปัจจุบัน ชาวต่างประเทศให้ความสนใจมาก ได้เข้ามาสนใจศึกษาค้นคว้าแต่พวกเราชาวไทยถ้าหากไม่สนใจแล้ว วัฒนธรรมในแขนงนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือ ต่างชาติ ต่อไปเมื่อเราต้องการศึกษาก็คงจะต้องอาศัยข้อมูลจาก พวกเขา แล้วอย่างนี้จะได้ชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร พวกเราชาวไทยควรศึกษาศิลปวัฒนธรรม ของเราเองไว้ให้ดีจะได้ชื่อว่าเป็นชาวไทยที่แท้จริง มีจิตใจอ่านโยน นาฏศิลป์ช่วยให้ผู้เรียนมีจิตใจอ่อนโยน มีสติ และมีสมาธิที่ มั่นคงไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งรอบข้าง ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีความสามารถในขณะปฏิบัติงานต่าง ๆได้ผลมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นช่วยผ่อนคลายและความเครียดของจิตใจ ดังจะเห็นได้ว่า ศิลปินในแขนงนี้ มีอายุยืนยาว มีสุขภาพดีเป็นส่วนมาก ช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้งดงามยิ่งขึ้น ผู้ที่เรียน นาฏศิลป์จะมีลักษณะพิเศษเห็นได้เด่นชัด อาทิขณะเวลานั่งหรือ ยืน จะสง่างามเพราะได้รับการฝึกฝน วิธีการนั่งยืนมาเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันเป็นผู้ที่รู้จัก ควบคุมอารมณ์ไม่ตื่นตระหนก และกล้าที่จะ แสดงออก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นผลจากประสบการณ์ในการแสดงทั้งสิ้น ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อย นาฏศิลป์ มีคุณประโยชน์ต่อผู้เรียนอเนกอนันต์ประการไม่สามารถนำมาบรรยายได้หมด บางอย่างเป็นสิ่ง ที่เห็นได้ชัด บางอย่างเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ ผู้ที่ศึกษาเท่านั้นจึงจะเห็นประโยชน์ พวกเราเยาวชนไทยผู้ซึ่งใน อนาคตจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการพัฒนาและบริหารประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง ควรจะมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์ฟื้นฟูและศึกษาศิลปวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ดนตรีให้คงอยู่คู่ชาติไทยสืบไป
34 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ อ.ศลิษา ชุ่มวารี (2560) กล่าวว่ายุคปัจจุบันสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้าน วิทยาการ และ เทคโนโลยี ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์แห่งโลกไร้พรหมแดน เป็นผลกระทบต่อ สังคมไทยหลายๆด้าน โดยเฉพาะ วัฒนธรรมไทย เนื่องจากเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าและเข้ามามี บทบาท ทำให้มนุษย์สามารถรับรู้ข่าวสารและสามารถ แสวงหาสิ่งที่ต้องการรู้ได้มากขึ้น จึงทำให้เกิด ค่านิยมที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตจึงมีสิ่งแปลกใหม่เพิ่มขึ้น เช่น การแต่งกาย กิริยามารยาท การสื่อสารเป็น ต้น จึงทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมค่อยๆหายไป ดังนั้น ไม่ว่าสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นชาติ และวัฒนธรรม อีกด้านหนึ่งต้อง ดำรงรักษาไว้ต่อการสืบทอดและสามารถเรียนรู้ควบคู่ประวัติศาสตร์ชาติได้เป็น อย่างดีนั่นคือ นาฏศิลป์ ไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ อรวรรณ บรรจงศิลป์ (2545) กล่าวว่า นาฏศิลป์ไทย ถือว่าเป็นศาสตร์ทางศิลปะที่สำคัญยิ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบ ของการแสดงที่มีลีลาอันอ่อนช้อยงดงาม แสดงถึงความประณีต ความรักสวยรักงามแฝง ด้วยจินตนาการและศิลปะอัน ละเอียดอ่อนของคนไทย และแสดงถึงความเป็น อารยธรรมอันรุ่งเรือง ความมั่นคงของชาติที่ได้สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล นาฏศิลป์มีคุณค่าในฐานะที่เป็นมรดกทาง วัฒนธรรมและยังแสดงถึงอารยธรรมที่รุ่งเรืองอีกด้วย นอกจากนั้นนาฏศิลป์ยัง มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้ เรียนรู้เพราะว่าการเรียนนาฏศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้อวัยวะหลายส่วนของร่างกายในการ เคลื่อนไหว จึงทำให้ผู้ที่ได้ฝึกหัดเป็นผู้มีสุขภาพสมบูรณ์มี จิตใจร่าเริงแจ่มใส มีบุคคลิกภาพที่ดีและเป็นกิจกรรมที่ สามารถ เสริมสร้างผู้เรียนให้มีวินัยในตนเอง รู้จักในการแสดงออกร่วมกับผู้อื่น มีสมาธิ มีความพยายาม อดทนในการฝึกซ้อม นอกจากนั้นยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ และทำให้รู้ถึงคุณค่าของ ศิลปะวัฒนธรรม ของชาติอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ พาณี สีสวย (2527) กล่าวว่า การฟ้อนรำเป็นศิลปะสาขาหนึ่งในนาฏศิลป์ โดยดัดแปลงมาจาก ธรรมชาติเช่นเดียวกับศิลปะสาขาอื่นๆ การฟ้อนรำเป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆตั้งแต่ศีรษะลงมาถึง เท้า การจัดการเรียนการสอน นาฏศิลป์ไทยจะเน้นทักษะการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชำนาญ โดยมีครูเป็น ถ่ายทอดท่ารำการสอนแบบนี้จะเหมือนรูปแบบ การสอนแบบโบราณ คือใช้ตัวครูเป็นสื่อ ครูเป็นผู้ ถ่ายทอดท่ารำด้วยตัวเองในการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์นั้นจะพบ ปัญหา คือ นักเรียนจะไม่ค่อยให้ ความสำคัญกับวิชานี้มากนัก ซึ่งจะไม่ถนัดในด้านทักษะการปฏิบัติ จะทำให้นักเรียนรู้สึกเบื่อ หรือต่อต้าน เนื่องจากการสอนด้วยวิธีเดิมๆ คือ ครูเป็นแม่แบบ โดยให้ นักเรียนสังเกต จดจำและเลียนแบบท่าทางของ
35 ครูให้ถูกต้อง ซึ่งยังขาดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายและ มีเจตคติที่ไม่ดีต่อการ เรียน ดังนั้น การเรียนรู้ในวิชานาฏศิลป์ ครูจะต้องมีวิธีการสอนที่น่าสนใจ ซึ่งใน ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในด้าน การศึกษาอย่างมาก ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน สอนวิชานาฏศิลป์ มีการนำ สื่อเทคโนโลยีมาใช้โดยเฉพาะสื่อวีดีทัศน์เนื่องจาก เป็นสื่อที่มีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เหมาะกับการเรียนการสอนด้านทักษะปฏิบัติ เพราะผู้เรียน สามารถดูจากสื่อ และปฏิบัติตามได้ อีกทั้งยังสามารถดึงดูดความสนใจแก่ผู้เรียนได้มีผลการศึกษา และวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้ สรุปในประเด็นที่ตรงกันว่า สื่อวีดิทัศน์ช่วยให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นเฉพาะภาพก็ได้แต่ภาพที่หยุดดูจะ ไม่คมชัดเท่าที่ควร เครื่องเล่นวีดิทัศน์บางเครื่องยังสามารถ ปรับภาพให้ขยายใหญ่เพื่อดูได้ชัดเจนมาก ยิ่งขึ้น เฉิดฉัน โคตรมา (2551, บทกัดย่อ)ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้และความสามารถ ในการปฏิบัติ เรื่อง นาฎศิลป์ไทยเบื้องต้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค ร่วมมือกันเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้เรื่องนาฎศิลป์ไทยเบื้องต้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคร่วมมือกันเรียน แดกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 โคยนักเรียนมีผลการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ ในด้าน ความสามารถในการปฏิบัติท่ารำนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น โคยภาพรวมอยู่ในระดับสูง โดยนักเรียนมี ความสามารถในการปฏิบัติ คือ มีความมั่นใจในการแสดงออกความคิดสร้างสรรค์ของท่าทาง ความ สวยงามอ่อนช้อยของท่าทางนาฎศิลป์ การเคลื่อนไหวสอดคล้องกับจังหวะเพลง และการแสดงท่าทาง เหมาะสมตามความหมายของบทร้อง สมาพร มีเนตรทิพย์ (2547, บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดการสอนเรื่อง นาฏยศัพท์และภาษาท่านาฏศิลป์ไทย สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียน ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ และผู้สอนนาฏศิลป์ต้องการให้มีการพัฒนาชุดการสอน ที่ผู้เรียนร่วมกันศึกษา แบบกิจกรรมกลุ่ม เนื้อหาควรครอบคลุมนาฏยศัพท์และกามาท่านาฏศิลป์ไทย มีกิจกรรมที่หลากหลายไม่ น่าเบื่อ มีสื่อประกอบชุดการสอน เช่น ใบความรู้ ใบกิจกรรม รูปภาพที่มีสีสันสดใสวีดีทัศน์ พร้อมทั้งให้ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ 2) ชุดการสอน ประกอบด้วย คู่มือครู (แผนการจัดการเรียนรู้ ใบความรู้ สำหรับครู แบบประเมินการปฏิบัติ แบบทดสอบพร้อมเฉลย และแบบสังเกตพฤติกรรม) คู่มือนักเรียน (ใบ ความรู้ ใบกิจกรรม แบบทดสอบ) และ สื่อประกอบชุดการสอน (ภาพพร้อมคำบรรยาย วีดีทัศน์ แถบ เสียง) ชุดการสอนมี 2 ชุด คือ 1) นาฏยศัพท์ และ 2) ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย และชุดการสอนมี ประสิทธิภาพ 83.43 / 83.64 3) ในการนำชุดการสอนไปทดลองใช้ มีการแบ่งกลุ่มให้นักเรียนทำกิจกรรม แสวงหาความรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อประสม ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำ ระหว่างการใช้
36 ชุดการสอน นักเรียนมีความสนใจชุดการสอนและตั้งใจปฏิบัติกิจกรรมในชุดการสอน และ 4) นักเรียนมี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนาฏยศัพท์และภามาท่านาฏศิลป์ไทยก่อนและหลังเรียน แดกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 โดยความรู้ความเข้าใจหลังเรียนด้วยชุดการสอนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียน สามารถปฏิบัติทำนาฎศัพท์ได้ถูกต้องและสวยงาม และนักเรียนมีความเห็นว่าชุดการสอนมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก โดยภาพรวมมีความเห็นว่า ชุดการสอนมีสีสันสวยงาม มีรูปภาพประกอบเหมาะสมกับ เนื้อหา ให้นักเรียนแสวงหาวามรู้และทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย
37 งานวิจัยต่างประเทศ กิลฟอร์ด (Guilford, 1956 ) กล่าวว่า ความจำเป็นความสามารถที่จะเก็บหน่วยความรู้ไว้และ สามารถระลึก ได้หรือนำหน่วยความรู้นั้นออกมาใช้ได้ในลักษณะเดียวกันกับที่เก็บเข้าไว้ความสามารถด้าน ความจำเป็น ความสามารถที่ จำเป็นในกิจกรรมทางสมองทุกแขนง และแมคคอนเนล ฟิลิปชาล์ค (McConnell , Philipchalk, 1992 ) ได้กล่าวว่า ความจำเป็นความสามารถในการ บันทึก ประสบการณ์ในอดีตและสามารถที่จะระลึกถึงการรับรู้อารมณ์ความคิด และการกระทำในอดีต แอตคินสัน และชิฟฟริน (Atkinson and Shiffrin) ในปี ค.ศ. 1968 กล่าวถึง ความจำระยะสั้น หรือความจำทันทีทันใดและความจำระยะยาวว่า ความจำระยะสั้นเป็นความจำชั่วคราว สิ่งใดก็ตามถ้าอยู่ ในความจำระยะสั้นจะต้องได้รับ การทบทวนอยู่ตลอดเวลามิฉะนั้น ความจำสิ่งนั้นจะสลายตัวไปอย่าง รวดเร็ว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาทักษะการปฏิบัติและความรู้ที่คงทน เรื่อง นาฏยศัพท์ วิชา นาฏศิลป์ โดยใช้สื่อการสอนแบบเกมส์ ของนักเรียนชั้นปฐมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์ วิทยาลัยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ต่อไป โบซ และ มาแชล (Boeh and Maeshal, 2000, p.2902-A) ได้ศึกษาวิจัยผลของการ จัดการ เรียนรู้การ เต้นรำ แบบลาบาโนเตชั่น (Labanotatiom) ในการเรียนการเต้นรำ โดยศึกษาจาก 47 กลุ่ม ตัวอย่าง 36 คน แล้วแบ่ง ออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน แต่ละกลุ่มมีระดับความรู้ความสามารถ ใกล้เคียงกัน กลุ่มแรกได้รับการสอนแบบบรรยาย ประกอบการสาธิต กลุ่มที่สองได้รับการสอนแบบโบซ และ มาแชล (Boeh and Maeshal, 2000, p.2902-A) ได้ศึกษาวิจัย ผลของการ จัดการเรียนรู้การเต้นรำ แบบลาบา โนเตชั่น (Labanotatiom) ในการเรียนการเต้นรำ โดยศึกษาจาก 47 กลุ่ม ตัวอย่าง 36 คน แล้วแบ่ง ออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน แต่ละกลุ่มมีระดับความรู้ความสามารถใกล้เคียงกัน กลุ่มแรกได้รับการสอนแบบ บรรยายประกอบการสาธิต กลุ่มที่สองได้รับการสอนแบบบรรยายประกอบการสาธิต Devender R Banda & Stephanie L. Hart (2010) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซึ่งทำให้ ผู้เรียนที่ เป็นโรคออทิสติก มีทักษะทางสังคมแบบ peer-to-peer เพิ่มขึ้นซึ่งให้คำแนะนำ โดยตรงกับ นักเรียนเพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยใช้การออกแบบที่หลายหลากเพื่อ หาผลของ เทคนิคการสอนแบบทางตรง ซึ่งผลการวิจัยแสดงให้เห็น ถึงการมีทักษะทางสังคมที่เพิ่มขึ้น
38 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์80 2.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาอุดรธานี ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1 ห้องเรียน จำนวน นักเรียน 49 คน นักเรียนชาย 19 คน นักเรียนหญิง 30 คน รูปแบบในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60) T1 X T2 T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)
39 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ 1.2 แบบวัดผลก่อนเรียนและหลังเรียน 1.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ 2. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551หลักสูตร สถานศึกษา คู่มือครู แบบเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของกระทรวงศึกษาธิการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.3 วิเคราะห์ 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน เรื่อง นาฏยศัพท์ ละ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 3 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 2.1.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นาฏยศัพท์การใช้มือจำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.4.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นาฏยศัพท์ใช้เท้าจำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.4.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การใช้ส่วนศีรษะและลำตัวนาฏยศัพท์ จำนวน 4 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ (รายชั่วโมง) สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระ ที่ปรึกษาแล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชานาฏศิลป์ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผล การเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้
40 ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล แล้วนำคะแนนที่ ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ (Index of Item-objective Congruence : IOC) นำคะแนนที่ได้มาแทนค่าในสูตรของ โรวายแนลลี่ และ แฮมแบลตัน (Rowineli and Hambelton 1977), อ้างถึงใน มาเรียม นิลาพันธุ์ 2547:177 สูตร IOC = ∑ N เมื่อ IOC แทน ค่าดัชนีความสอดคล้อง ∑ แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R แทน คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ตามข้อเสนอแนะ 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการสอน ไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง นาฏยศัพท์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการจัดการเรียนรู้ ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ คู่มือครู คู่มือวัดและประเมินผลวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเอกสารที่เกี่ยวข้องเทคนิคการเขียนข้อสอบ การสร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ
41 2.3.1 วิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง นาฏยศัพท์ โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการจัดการ เรียนรู้เพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นเนื้อหาย่อย ๆ แล้วเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์แบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ตามตารางวิเคราะห์ หลักสูตร 2.3.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระ เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะในด้านความเหมาะสมของเนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว นำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 2.3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ที่ปรับปรุงแล้วไป ทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานีการดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มี ดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อ แบบเกมส์ประกอบการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชานาฏศิลป์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรก ก่อนทำการทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา นาฏศิลป์ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ โดยใช้กิจกรรม การ เรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการจัดการเรียนรู้เรื่อง นาฏศัพท์ กับนักเรียนตามแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 3 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบเกมส์ประกอบการจัดการ