The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nvdi70512, 2021-10-20 11:18:21

แผนการสอน ป.5

แผนการสอน ป.5



คำนำ

หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เป็ นสื่อประกอบกำรเรียนรู้กล่มุ สำระกำรเรียนรู้
ภำษำไทยช้ันประถมศึกษำปี ท่ี5 เร่ืองหลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ัน
พื้นฐำนแกนกลำงของกระทรวงศึกษำธกิ ำร พุทธศักรำช2551 (ฉบบั
ปรับปรุง พ.ศ 2560)ได้รวบรมหลกั สูตรแกนกลำงข้ันพื้นฐำน และเรียบ
เรียงขึน้ มจี ดุ ม่งุ หมำย เพ่ือจัดกำรเรียนกำรสอน เพ่ือพฒั นำเดก็ และ
เยำวชนไทยทุกคนในระดดบั กำรศึกษำข้ันพื้นฐำน ให้มคี ุณภำพด้ำน
ควำมรู้ และทักษะทีจ่ ำเป็ นสำหรับใช้เป็ นเครื่องมือในกำรดำรงชีวติ ใน
สังคมที่มีกำรเปลยี่ นแปลง และแสวงหำควำมรู้เพ่ือพฒั นำตนเองอย่ำง

ต่อเน่ืองตลอดชีวิต หำกมขี ้อผิดพลำดประกำรใด หรือท่ำนผ้ใู ดมี
ข้อเสนอแนะใดๆ จะแจ้งให้ผู้จดั ทำทรำบเพ่ือจะได้ปรับปรุงแก้ไขทำง

ผู้จดั ทำกย็ นิ ดีและเตม็ ใจ น้อมรับข้อเสนอแนะดงั กล่ำวอย่ำงย่ิง

สำรบัญ ข ควำมเป็ นมำ พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ และท่ีแกไ้ ข
คำนำ ก เพิม่ เติม (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ พระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการ
สำรบญั ข กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และ กฎกระทรวงแบง่ ส่วนราชการสานกั งาน
วสิ ัยทศั น์ เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ไดก้ าหนดให้
หลกั กำร 1 สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษามีหนา้ ที่ในการพจิ ารณาเสนอแผนการศึกษา
จดุ ม่งุ หมำย แห่งชาติ ที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วฒั นธรรม และกีฬากบั การศึกษาทุกระดบั
สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน 2 และดว้ ยเหตทุ ่ีแผน การศึกษาแห่งชาติฉบบั ปรับปรุง (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๙)
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 3 จะสิ้นสุดในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ดงั น้นั สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงไดจ้ ดั ทา
ทำไมต้องเรียนภำษำไทย 4 แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ซ่ึง เป็นแผนระยะยาว ๒๐ ปี เพอื่
เรียนรู้อะไรในภำษำไทย 5 เป็นแผนแมบ่ ทสาหรับหน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งนาไปใชเ้ ป็นกรอบ แนวทางในการ
สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้ 6 พฒั นาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดงั กลา่ ว ในการดาเนินการจดั ทาแผนการศึกษา
คณุ ภำพผู้เรียน 7 แห่งชาติไดใ้ หค้ วามสาคญั กบั การมีสวนรวมของ ทกุ ภาคสวน เพอื่ สร้างการรับรู้
ตัวชี้วดั และสำระกำรเรียนรู้แกนกลำง 8 ความเขา้ ใจ การยอมรับ และเขา้ มามีส่วนร่วมในกระบวนการจดั ทา แผนฯ
คำอิบำยรำยวชิ ำ 9 เพอ่ื ให้สามารถขบั เคล่ือนแผนไปสู่การปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพโดยได้
สื่อ/แหล่งเรียนรู้ ศึกษาสภาวการณ์และบริบทแวดลอ้ มที่มีผลกระทบตอ่ การพฒั นาการศึกษาของ
กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรียนรู้ 10 ประเทศ ท้งั ดา้ นความกา้ วหนา้ ของ เทคโนโลยีดิจิทลั แบบกา้ วกระโดดท่ีส่งผล
11 ต่อระบบเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ ภมู ิภาค และ โลกการเปล่ียนแปลง
โครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวยั และทกั ษะของประชากรในศตวรรษ ท่ี
12 ๒๑ ท่ีทว่ั โลกต่างตอ้ งเผชิญกบั ความทา้ ทายและมุ่งพฒั นาประเทศไปสู่การ
พฒั นาเศรษฐกิจและ สังคมยคุ ๔.๐ และนาผลการติดตามประเมินแผนการศกึ ษา
13 แห่งชาตพิ .ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๙ ซ่งึ ครอบคลมุ ประเดน็ ท่เี กี่ยวกบั บรบิ ทการจดั
การศกึ ษา โอกาส

ทางการศึกษา คุณภาพการศึกษา ประสิทธิภาพการจดั การเรียนการสอน การ ของประเทศท่ีส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทาลายและ เส่ือมโทรมอยา่ ง
บริหารจดั การสถานศึกษา และการใชจ้ ่ายงบประมาณ รวมท้งั การพฒั นา รวดเร็ว รวมท้งั ระบบการศึกษาท่ียงั มีปัญหาหลายประการ นบั ต้งั แต่ปัญหา
การศึกษากบั ขีดความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ นอกจากน้ียงั ไดศ้ ึกษา คณุ ภาพ ของคนไทยทุกช่วงวยั ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานการจดั การศึกษาใน
ปัญหาและความทา้ ทายของระบบการศึกษา ท้งั ที่เกิดจากปัญหาของระบบ ทกุ ระดบั จดุ ออ่ นของระบบ การศึกษาและการพฒั นาบคุ ลากรดา้ นวิทยาศาสตร์
การศึกษา และจาก สภาวการณ์ของโลกที่ประเทศตอ้ งเผชิญ เพ่อื นามากาหนด ภาษาองั กฤษ เทคโนโลยีและการบริหาร จดั การศึกษาของสถานศึกษาท่ียงั ไม่
แนวคดิ ของการจดั การศึกษา วิสัยทศั น์ วตั ถปุ ระสงค์ เป้าหมายการพฒั นา เหมาะสม ขาดความคลอ่ งตวั ยงั มีความเหล่ือมล้าในดา้ นโอกาส และความเสมอ
การศึกษา บทบาทของผมู้ ีส่วนเก่ยี วขอ้ ง ยทุ ธศาสตร์ เป้าหมาย ตวั ช้ีวดั และ ภาคทางการศึกษา รวมท้งั ปัญหาดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และการขาด ความ
แนวทางการพฒั นา รวมท้งั โครงการเร่งดว่ นที่สาคญั และการขบั เคลื่อนแผนการ ตระหนกั ถึงความสาคญั ของการมีวนิ ยั ความซ่ือสตั ยส์ ุจริต และการมีจิต
ศึกษา แห่งชาติสู่การปฏบิ ตั ิโดยมสี าระสาคญั สรุปไดด้ งั น้ี แผนการศึกษา สาธารณะของคนไทย ส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบตอ่ ระบบการศึกษา ท่ีตอ้ ง
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ ความจาเป็นในการจดั ทาแผนการศึกษา ปรับเปลี่ยนให้สนองและรองรับความทา้ ทาย ดงั กลา่ ว จึงมีความจาเป็นที่
แห่งชาติ ความทา้ ทายทเี่ ป็นพลวตั ของโลกศตวรรษที่ ๒๑ ท้งั ในส่วนท่ีเป็นแรง ประเทศไทยตอ้ งปฏิรูปการศึกษา เพื่อใหร้ ะบบการศึกษาเป็นกลไกหลกั ของการ
กดดนั ภายนอก ไดแ้ ก่ การเปล่ียนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสงั คมโลก อนั ขบั เคล่ือนประเทศ ภายใตร้ ัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทยฉบบั ใหม่ กรอบ
เน่ืองจากการปฏิวตั ิดิจิทลั (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ ยทุ ธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙)และกรอบทิศทางของ
(The Fourth Industrial Revolution) การดาเนินงานเพ่ือบรรลเุ ป้าหมายการพฒั นาที่ยง่ั ยืน แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม แห่งชาติฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔)
ขององคก์ ารสหประชาชาติ๒๕๗๓ (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ท่ี เพ่ือใหส้ ามารถนาพาประเทศไปสู่ความมนั่ คง มง่ั คง่ั และยง่ั ยืนในอีก ๒๐ ปี
ประเทศไทยไดใ้ หส้ ัตยาบนั รวมท้งั ผลกระทบของการเป็นประชาคม ขา้ งหนา้ ผลการพฒั นาการศึกษาในช่วงปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๙ พบว่า ไทยประสบ
ความสาเร็จใน หลายดา้ น
อาเซียน และความตอ้ งการกาลงั คนที่มีทกั ษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ประกอบกบั แรง
กดดนั จากภายในประเทศจากการเปล่ียนแปลงโครงสร้างประชากรท่ีส่งผลให้
ประเทศเขา้ สู่สงั คมสูงวยั อยา่ งสมบูรณ์ในอนาคตอนั ใกลก้ ารติดกบั ดกั ประเทศท่ี
มีรายไดป้ านกลาง ทศั นคติความเชื่อ คา่ นิยม วฒั นธรรม และพฤติกรรมของ
ประชากรท่ีปรับเปลี่ยนไปตามกระแส โลกาภิวตั น์การเติบโตทางเศรษฐกิจ

ควำมสำคญั วสิ ัยทัศน์ วสิ ยั ทศั นห์ ลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐานมงุ่ พฒั นาผเู้ รียน

ภาษาไทยเป็นเอกลกั ษณ์ของชาติเป็นสมบตั ทิ างวฒั นธรรมอนั ก่อให้เกิดความ ทุกคนซ่ึงเป็นกาลงั ของชาติใหเ้ ป็นมนุษยท์ ่ีมีความสมดุลท้งั ดา้ นร่างกายความรู้
เป็นมาตรการต่าง ๆ ใหเ้ ดก็ และประชาชนทุกช่วงวยั สามารถเขา้ ถึงโอกาส ง คณุ ธรรมมีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกยดึ มนั่ ในการ
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ ทางการศึกษาที่มีคณุ ภาพ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข
มาตรฐานเพ่ิมข้นึ เพอื่ ยกระดบั การศึกษาของคนไทยใหเ้ ป็นกาลงั สาคญั ในการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุขมี
พฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ ความรู้และทกั ษะพน้ื ฐานรวมท้งั เจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาตอ่ การประกอบ

เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติใหม้ ีความเป็นไทยเป็นเคร่ืองมือ วสิ ัยทศั น์ภำษำไทย
ในการติดตอ่ ส่ือสารเพ่ือสร้างความเขา้ ใจและความสมั พนั ธ์ที่ดีตอ่ กนั ทาให้
สามารถประกอบกิจธุระการงานและดารงชีวิตร่วมกนั ในสังคมประชาธิปไตยได้ กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย มงุ่ พฒั นาผเู้ รียนใหม้ ีความรู้ทกั ษะทางภาษาไทย
อยา่ งสนั ติสุขและเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จาก นาไปใชใ้ นการดารงชีวิตและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในศาสตร์
แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศตา่ งๆเพอื่ พฒั นาความรู้กระบวนการคดิ วเิ คราะหว์ ิจารณ์ อน่ื ๆ รักและภูมิใจในภาษาไทยในฐานะเป็นมรดกของชาติ
และสร้างสรรคใ์ หท้ นั ต่อการเปลีย่ นแปลงทางสังคมและความกา้ วหน้าทาง
วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยีตลอดจนนาไปใชใ้ นการพฒั นาอาชีพให้มคี วามมนั่ คง
ทางเศรษฐกิจนอกจากน้ียงั เป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบรุ ุษดา้ นวฒั นธรรม
ประเพณีสุนทรียภาพเป็นสมบตั ิล้าค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษแ์ ละสืบสานใหค้ ง
อยคู่ ชู่ าติไทยตลอดไป

หลกั กำร จดุ ม่งุ หมำย

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน มีหลกั การที่สาคญั ดงั น้ี หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ม่งุ พฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ป็นคนดีมีปัญญา
มีความสุข มีศกั ยภาพในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็น
1. เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพ่อื ความเป็นเอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐาน จดุ หมายเพ่อื ใหเ้ กิดกบั ผเู้ รียน เมื่อจบการศึกษา ข้นั พ้ืนฐาน ดงั น้ี
การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาหรับพฒั นาเด็กและเยาวชน ให้มคี วามรู้ทกั ษะ เจตคติ
และคณุ ธรรมบนพ้นื ฐานของความเป็น ไทยควบคกู่ บั ความเป็นสากล 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงคเ์ ห็นคณุ ค่าของตนเอง มีวนิ ยั
และปฏบิ ตั ิตนตาม หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยึด
2. เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ ับการศึกษา หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
อยา่ งเสมอภาค และมีคุณภาพ
2. มีความรู้ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี
3. เป็นหลกั สูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ใหส้ งั คมมีส่วนร่วมในการ และมีทกั ษะชีวิต
จดั การศึกษา ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถ่ิน
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดีมีสุขนิสยั และรักการออกกาลงั กาย
4. เป็นหลกั สูตรการศึกษาท่ีมีโครงสร้างยืดหยนุ่ ท้งั ดา้ นสาระการเรียนรู้เวลาและ
การจดั การ เรียนรู้ 4. มีความรักชาติมีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมนั่ ในวิถี
ชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็น
5. เป็นหลกั สูตรการศึกษาที่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ประมุข

6. เป็นหลกั สูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม 5. มีจิตสานึกในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ิปัญญาไทย การอนุรักษแ์ ละ
อธั ยาศยั ครอบคลุม ทกุ กลุ่มเปูาหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และ พฒั นาสิ่งแวดลอ้ ม มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชนแ์ ละสร้างสิ่งท่ดี ีงามใน
ประสบการณ์ สงั คม และอยรู่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งมีความสุข

สมรรถนะผู้เรียน อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั กบั การเปลี่ยนแปลงของสังคมและความ
ขดั แยง้ ตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ให้ทนั กบั การเปลี่ยนแปลงของสังคม
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มี และสภาพแวดลอ้ ม และการรู้จกั หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพ่ ึงประสงคท์ ี่ส่งผล
วฒั นธรรมในการใชภ้ าษา ถา่ ยทอดความคิด ความรู้ความเขา้ ใจ ความรู้สึก และ กระทบ ต่อตนเองและผอู้ น่ื
ทศั นะของตนเองเพือ่ แลกเปล่ียนขอ้ มูลข่าวสารและ ประสบการณ์อนั จะเป็ น
ประโยชน์ตอ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมท้งั การเจรจาตอ่ รองเพ่ือขจดั และ 5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้
ลด ปัญหาความขดั แยง้ ต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับขอ้ มูลขา่ วสารดว้ ยหลกั เทคโนโลยีดา้ นต่างๆ และมี ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอื่ การพฒั นา
เหตผุ ลและความถูกตอ้ ง ตลอดจนการ เลือกใชว้ ิธีการสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพ ตนเองและสงั คมในดา้ นการเรียนรู้การสื่อสาร การทางานการแกป้ ัญหาอยา่ ง
โดยคานึงถึงผลกระทบท่ีมตี อ่ ตนเองและสงั คม สร้างสรรคถ์ กู ตอ้ งเหมาะสมและมีคุณธรรม

2. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคดิ
สังเคราะห์ การคดิ อยา่ ง สร้างสรรคก์ ารคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และการคิดเป็น
ระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองคค์ วามรู้หรือสารสนเทศ เพอ่ื การตดั สินใจเก่ียวกบั
ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและ
อปุ สรรคตา่ ง ๆที่เผชิญได้ อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพ้นื ฐานของหลกั เหตผุ ล
คุณธรรมและขอ้ มูลสารสนเทศ เขา้ ใจความสัมพนั ธ์และการ เปล่ียนแปลงของ
เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสงั คม

4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการ
ต่าง ๆ ไปใชใ้ นการ ดาเนินชีวิตประจาวนั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้อยา่ ง
ตอ่ เน่ือง การทางาน และการอยรู่ ่วมกนั ในสงั คม ดว้ ยการสร้างเสริม
ความสัมพนั ธ์อนั ดีระหว่างบคุ คล การจดั การปัญหาและความขดั แยง้ ตา่ ง ๆ

จุดม่งุ หมำย หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ม่งุ พฒั นาผเู้ รียนให้ สมรรถนะผู้เรียน

เป็นคนดีมปี ัญญา มีความสุข มีศกั ยภาพในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชีพ จึง โรงเรียนพบิ ลู อปุ ถมั ภ์ มุ่งพฒั นาผเู้ รียนใหม้ ีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซ่ึง
กาหนดเป็นจุดหมายเพอื่ ใหเ้ กิดกบั ผเู้ รียน เม่ือจบการศึกษา ข้นั พ้ืนฐาน ดงั น้ี การพฒั นาผเู้ รียนให้ บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กาหนดน้นั จะช่วยใหผ้ เู้ รียน
เกิดสมรรถนะสาคญั 5 ประการ ดงั น้ี
1. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมท่ีพงึ ประสงคเ์ ห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวินยั
และปฏิบตั ิตนตาม หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ตี นนบั ถือ ยึด 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มี
หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง วฒั นธรรมในการใชภ้ าษา ถ่ายทอดความคดิ ความรู้ความเขา้ ใจ ความรู้สึก และ
ทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนขอ้ มลู ขา่ วสารและ ประสบการณ์อนั จะเป็น
2. มีความรู้ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี ประโยชนต์ ่อการพฒั นาตนเองและสงั คม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพ่อื ขจดั และ
และมีทกั ษะชีวิต ลด ปัญหาความขดั แยง้ ต่าง ๆ การเลือกรับหรือไมร่ บั ขอ้ มลู ขา่ วสารดว้ ยหลกั
เหตผุ ลและความถูกตอ้ ง ตลอดจนการ เลือกใชว้ ธิ ีการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดมี ีสุขนิสยั และรักการออกกาลงั กาย โดยคานึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม

4. มีความรักชาติมีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ในวถิ ี 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิด
ชีวติ และ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็น สงั เคราะห์ การคดิ อยา่ ง สร้างสรรคก์ ารคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และการคดิ เป็น
ประมขุ ระบบ เพ่อื นาไปสู่การสร้างองคค์ วามรู้หรือสารสนเทศ เพ่ือการตดั สินใจ
เก่ียวกบั ตนเองและสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
5. มีจิตสานึกในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษแ์ ละ
พฒั นาส่ิงแวดลอ้ ม มีจิตสาธารณะที่มุง่ ทาประโยชนแ์ ละสร้างส่ิงท่ดี ีงามใน 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและ
สงั คม และอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมอยา่ งมีความสุข อปุ สรรคตา่ ง ๆที่เผชิญได้ อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลกั เหตผุ ล
คุณธรรมและขอ้ มูลสารสนเทศ เขา้ ใจความสัมพนั ธ์และการ เปลี่ยนแปลงของ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรู้มาใชใ้ นการปอู งกนั
และแกไ้ ข ปัญหา และมีการตดั สินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ี

เกิดข้ึนตอ่ ตนเอง สังคมและส่ิงแวดลอ้ ม สมรรถนะทำงด้ำนดจิ ติ อล

4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการ โลกปัจจบุ นั เป็นโลกดิจิทลั ทีผ่ เู้ รียนทกุ คนจาเป็นตอ้ งมีสมรรถนะดิจิทลั (Digital
ตา่ ง ๆ ไปใชใ้ นการ ดาเนินชีวิตประจาวนั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้อยา่ ง competency) เพือ่ ใชใ้ นการเรียนรู้ การพฒั นาตนเอง และการประกอบอาชีพใน
ต่อเน่ือง การทางาน และการอยรู่ ่วมกนั ในสงั คม ดว้ ยการสร้างเสริม อนาคต ผสู้ อนพฒั นาสมรรถนะดจิ ิทลั ของผเู้ รียนผา่ นการจดั การเรียนรู้บูรณาการ
ความสัมพนั ธ์อนั ดีระหว่างบคุ คล การจดั การปัญหาและความขดั แยง้ ต่าง ๆ อยา่ ง สมรรถนะดิจิทลั อยา่ งตอ่ เน่ือง
เหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั กบั การเปลี่ยนแปลงของสงั คมและความขดั แยง้ ต่าง
ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั กบั การเปลี่ยนแปลงของสังคมและ กรอบสมรรถนะดิจทิ ลั กรอบสมรรถนะดิจิทลั มหี ลายหน่วยงานพฒั นาข้ึน โดย
สภาพแวดลอ้ ม และการรู้จกั หลีกเล่ียงพฤติกรรมไมพ่ ึงประสงคท์ ่ีส่งผลกระทบ สานกั งานคณะกรรมการดิจิทลั เพอ่ื เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติไดก้ าหนดกรอบ
ต่อตนเองและผอู้ ่ืน สมรรถนะดิจทิ ลั ของประเทศไทยไว4้ ดา้ น ดงั น้ี (สานกั งานคณะกรรมการดิจิทลั
เพ่ือเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ. 2562)ดา้ นการรูด้ ิจิทลั (Digital Literacy) หมายถึง
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ การมีสมรรถนะ ในการเขา้ ถึง คน้ หาคดั กรอง วิเคราะห์ สงั เคราะห์ จดั การ
เทคโนโลยีดา้ นตา่ งๆ และมี ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอ่ื การพฒั นา ประยกุ ตใ์ ช้ ส่ือสาร สร้าง แบง่ ปัน การติดตามขอ้ มูลสารสนเทศและเน้ือหา
ตนเองและสังคมในดา้ นการเรียนรู้การส่ือสาร การทางานการแกป้ ัญหาอยา่ ง (Content Media) ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ไมล่ ะเมิดสิทธิผอู้ ื่น มคี วามรับผดิ ชอบ ปลอดภยั
สร้างสรรคถ์ กู ตอ้ งเหมาะสมและมีคณุ ธรรม มีมารยาท ไมล่ ะเมิดกฎหมาย

ดา้ นการใชด้ ิจิทลั (Digital Skill/ICT Skill) หมายถึง การมีสมรรถนะในการใช้
เครื่องมือและเทคโนโลยีตา่ งๆ ดา้ นดิจทิ ลั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ หลากหลาย
และสามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ นงานไดม้ ากข้ึน ไดแ้ ก่ การประกอบอาชีพ การศึกษา
และเรียนรู้เพื่อพฒั นาตนเอง การดาเนินชีวติ ประจาวนั เป็นตน้

ด้ำนกำรแก้ปัญหำด้วยเครื่องมือดจิ ิทลั (Problem Solving with Digital Tools) คณุ ลกั ษณะของนักเรียนในศตวรรษท่ี 21

หมายถึง การมีสมรรถนะในการระบุความตอ้ งการและทรัพยากรได้ ตดั สินใจใช้ แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ของสพฐ. (สานกั งานการมธั ยมศึกษาตอน
เคร่ืองมือดิจทิ ลั ท่เี หมาะสม ไดอ้ ยา่ งชาญฉลาดตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละความ ปลาย สพฐ.,2560: 9-16) ไดก้ ล่าวถึง คุณลกั ษณะของนกั เรียน ในศตวรรษท่ี 21
ตอ้ งการได้ แกป้ ัญหาอยา่ งเช่ือมโยงกนั ดว้ ยเคร่ืองมือดจิ ิทลั ได้ ใชเ้ ทคโนโลยี ดงั น้ี ทกั ษะพ้นื ฐานจ าเป็นในการอา่ น เขยี น และคดิ คานวณ เป็นตวั การท่ีท าให้
อยา่ งสร้างสรรค์ สามารถแกป้ ัญหาเชิงเทคนิค และสามารถปรับปรุงพฒั นา คนใน ศตวรรษที่ 21 รู้จกั ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือ
สมรรถนะตนเองใหเ้ ท่าทนั โลกได้ ในการสืบคน้ รวมรวมความรู้ใชก้ ระบวนการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณใหเ้ กิดการ
เทา่ ทนั ส่ือ สารสนเทศท่ีจะพิสูจนย์ ืนยนั ส่ิงท่ีตนและสังคมอยากรู้ไดอ้ ยา่ งชาญ
ดา้ นการปรับตวั การเปล่ียนแปลงดิจิทลั (Adaptive Digital Transform) หมายถึง การมี ฉลาดไม่ถกู ชวนเช่ือ ชกั น าอยา่ งงมงาย เกิดเป็นแรงบนั ดาลใจสร้างจินตนาการ
สมรรถนะในการยืดหยนุ่ และปรับตวั ต่อโลกที่มีการเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็ว อยากพฒั นา อยากผลิต สร้างผลิตภณั ฑ์ หรือนวตั กรรมข้นึ ใชใ้ นการด ารงชีวติ ใน
และกระแสความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงั คม และนาไป แลกเปลี่ยนกบั สังคมอ่ืนเกิดเป็นรายได้ บนเวทีฐานเศรษฐกิจ
กระแสโลกาภิวตั น์ เป็นตน้ ทางานร่วมกบั ผอู้ น่ื ท่ีมีสงั คมและวฒั นธรรมที่ ความรู้ท่ีมีความรับผิดชอบต่อกฎกติกาในข้นั ตอนการผลิตและมคี วามรับผดิ ชอบ
หลากหลาย ริเริ่มและเรียนรู้ดว้ ยตน้ เอง ตอ่ ผลท่ีเกดิ ข้นึ ถา้ ผลิตภณั ฑ์ ผลผลิต มีคณุ ภาพไม่ดี ภาพโดย สรุปก็คือทกั ษะการ
ดารงชีวิตของคนในศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงจะถูกหลอ่ หลอมตกผลึกเป็นผทู้ ี่สามารถนา
ทาง ชีวติ ตนเองไดอ้ ยา่ งมีคณุ ภาพชีวติ และเกิดเป็นคุณลกั ษณะของคนใน
ศตวรรษที่ 21 สิบคณุ ลกั ษณะ คอื เป็นนกั คิดวิเคราะห์ นกั แกป้ ัญหา นกั
สร้างสรรค์ นกั ประสานความร่วมมือ รู้จกั ใชข้ อ้ มลู และขา่ วสาร เรียนรู้ดว้ ยตนเอง
นกั สื่อสาร ตระหนกั รับรู้สภาวะของโลก เป็นพลเมืองทรงคณุ คา่ และมีพ้ืน
ฐานความรู้ เศรษฐกิจและการคลงั ซ่ึงสรุปเป็นคุณลกั ษณะใน 3 ดา้ น ดงั น้ี

1. คณุ ลกั ษณะดา้ นการทางาน ไดแ้ ก่ การการปรับตวั และความเป็นผนู้ า พร้อม สนบั สนุนการเรียนรู้อยา่ งมืออาชีพของครูพฒั นานโยบายตา่ งๆ ให้เอ้อื ต่อ
การท างานร่วมกนั ของครูและ สถานศึกษา เพ่ือให้แน่ใจว่าสถานศึกษาจะมี
2. คณุ ลกั ษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การช้ีน าตนเอง การตรวจสอบการเรียนรู้ ทรัพยากรบคุ คลท่ีมีคณุ ภาพ และนกั เรียนจะไดร้ บั เงื่อนไขท่ีดี ท่ีสุดในการเรียนรู้
ของตนเอง ซ่ึงทกั ษะ 3R8C ท่ีผบู้ ริหารดา้ นการศึกษาในศตวรรษที่ 21จะตอ้ งเตรียมความ
พร้อมให้ นกั เรียน รับนโยบายThailand 4.0 ไดแ้ ก่ • Reading: อ่านออก • (W) Riting:
3. คุณลกั ษณะดา้ นศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ืน่ ความซ่ือสตั ย์ สานึก พลเมือง เขยี นได้ • (A) Rithmatic: มีทกั ษะในการคานวณ
ฮาเวิร์ด ยงั ส์(ฮาเวิร์ด ยงั ส์,2561,online) เปิ ดเผยวา่ การเรียนรู้สู่ภาวะความเป็นผนู้ า
เป็น การพฒั นาความคดิ และนวตั กรรมร่วมกนั เพ่อื อนาคต สนบั สนุนการสอนท่ี • Critical Thinking and Problem Solving: มีทกั ษะในการคดิ วเิ คราะห์และ แกไ้ ข
มีประสิทธิภาพมุง่ เนน้ ไปท่ีการ คดิ เชิงนวตั กรรม สร้างความเป็นผนู้ าดา้ นการ
เรียนการสอน รวมไปถึงการจดั การเชิงกลยทุ ธ์ซ่ึงจากการ วิจยั ความเป็นผนู้ ปัญหาได้
าดา้ นการศึกษาจากทวั่ โลกแสดงให้เห็นวา่ “ผนู้ าและกรรมการสถานศึกษาที่ดี
จะตอ้ งเปิ ด ใจและเคารพตอ่ การเรียนรู้” การปฏิรูปหรือการพฒั นาดา้ นการศึกษา • Creativity and Innovation: คดิ อยา่ งสร้างสรรคค์ ิดเชิงนวตั กรรม
เพยี งอยา่ งเดียว ไมเ่ พียงพอท่จี ะ สนบั สนุนและปรับปรุงการเรียนรูข้ องนกั เรียน
ไดเ้ พราะครูและต าราเรียนในโรงเรียน ไมไ่ ดเ้ ป็นแหล่ง ความรู้เพยี งอยา่ งเดียวท่ี • Collaboration Teamwork and Leadership: ใหค้ วามร่วมมือในการท างาน เป็น
นกั เรียนจะหาความรู้ไดน้ กั เรียนส่วนใหญส่ ามารถเขา้ ถึงการเช่ือมต่อขอ้ มลู ได้
จาก ทวั่ โลกแลว้ ผบู้ ริหารโรงเรียนจะตอ้ งเปิ ดโอกาสใหค้ รูและนกั เรียนเขา้ มามี ทีมมีภาวะผนู้ า
ส่วนร่วมในการคิดเพอื่ อนาคต และการเรียนรู้ท่เี ป็นนวตั กรรมใหม่ บนพ้ืนฐาน
ของสิ่งแวดลอ้ มท่ีตวั เองมีอยกู่ ่อนจะน ามาพฒั นาชุมชน และอาชีพของพวกเขา • Communication Information and Media Literacy: มีทกั ษะในการส่ือสาร และ
ในอนาคต “ท้งั น้ีผบู้ ริหารสถานศกึ ษาจะตอ้ งเรียนรูใ้ นส่ิงทีน่ กั เรียนตอ้ งการ เปิ ด
ใจ ยอมรับในการเรียนรู้ไปพร้อมกบั ครูผสู้ อนดว้ ย” เพอื่ กระบวนการเรียนการ รู้เทา่ ทนั ส่ือ
สอนที่มีประสิทธิภาพมากข้ึน สาหรับผบู้ ริหารส่วนใหญใ่ นประเทศนิวซีแลนด์
จะมีระบบการประเมินผลครูอยา่ งเคร่งครัด ร่วมกบั การประกนั คณุ ภาพดา้ น • Cross-Cultural Understanding: มีความเขา้ ใจความแตกต่างทางวฒั นธรรม
การศึกษา โดยใหค้ วามสาคญั กบั การเรียนรู้ของนกั เรียนเป็นสาคญั
• Computing and ICT Literacy: มีทกั ษะการใชค้ อมพิวเตอร์และรูเ้ ท่าทนั

เทคโนโลยี

• Career and Learning Skills: มีทกั ษะทางอาชีพ และกระบวนการเรียนรู้ตา่ งๆ

• Compassion: มคี ณุ ธรรม มีเมตตากรุณา มรี ะเบียบวนิ ยั ซง่ึ เป็นพนื้ ฐาน สมรรถนะสาคญั ของ ทกั ษะจาเป็นใน พฤติกรรมที่คาดหวงั ของผเู
สาคญั ท่ผี บู้ รหิ ารโรงเรยี นจะตอ้ งมเี พ่อื เป็นแบบอย่างท่ดี ตี ่อนกั เรยี นไดศ้ กึ ษา ผเู้ รียน ศตวรรษที่ 21 จดั การเรียนรู้ดว้ ยโครงงาน
อยา่ งลกึ ซงึ้ (กระทรวงศึกษาธิการ) ทกั ษะหลกั ทกั ษะยอ่ ย

กญุ แจสาคญั ของผนู้ าดา้ นการศกึ ษา จะตอ้ งเป็นคนท่ถี อ่ มตวั เปิดกวา้ งเพ่อื ความสามารถ ทกั ษะดา้ น ทกั ษะการ รับและส่งสาร มีวฒั นธรรม
การเรยี นรูม้ ีจิตใจท่ี อ่อนโยน มีแนวคิดสะทอ้ นถงึ การปฏบิ ตั ิและการเรยี นรูข้ อง ในการสื่อสาร
นกั เรยี นอยา่ งละเอียด สง่ เสรมิ ความสามคั คี และความสมดลุ ในโรงเรยี น เปิด ขอ้ มลู ขา่ วสาร ส่ือสาร ภาษา รวมท้งั เลือกใชแ้ ละบ
โอกาสใหค้ รูใชเ้ วลาในการแชรก์ ารเรียนรูซ้ ่งึ กนั และกนั เพ่อื ใหน้ กั เรยี น เรียนรู้ ความสามารถ
โดยพดู เกย่ี วกบั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ ในการใช้ สื่อ หรือเครี่องมือที่หลากหลาย
เทคโนโลยี
เทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนความคิด คว

สารสนเทศและ เขา้ ใจ ความรู้สึก และทศั นะ

การสื่อสาร ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

ทกั ษะ วิเคราะห์ เลือกใชจ้ ดั การส่ือ

เกี่ยวกบั เทคโนโลยใี นรูปแบบตา่ งๆ

ขอ้ มลู ตวั อกั ษร รูปภาพ

ข่าวสาร สื่อ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ในกา

และ ชิ้นงานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภ

เทคโนโลยี

สารสนเทศ

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 4.ใฝ่ เรียนรู้ หมายถึง การคน้ ควา้ หาความรู้หรือสิ่งที่เป็นประโยชนเ์ พือ่ พฒั นา
ตนเองอยเู่ สมอ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มุ่งพฒั นาผเู้ รียนให้มคี ณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เพ่อื ใหส้ ามารถอยู่ ร่วมกบั ผอู้ นื่ ในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ในฐานะเป็นพลเมือง 5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง หมายถึง การมีความพอดีในการบริโภค ใชท้ รัพยากรและเวลา
ไทย และพลโลก ตามหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ดงั น้ี วา่ งให้เป็นประโยชน์ คานึงถงึ ฐานะและเศรษฐกจิ คิดก่อนใชจ้ ่ายตามความ
เหมาะสมรู้จกั การเพ่มิ พนู ทรัพยด์ ว้ ยการเก็บและนาไปใช้ ใหเ้ กิดประโยชน์ดูแล
1. รักชาติศาสนก์ ษตั ริย์ หมายถึง มีความภาคภมู ิใจในความเป็นไทย นิยมไทย รักษาบรู ณทรัพยข์ องตนเอง มีการเก็บออมเงินไวต้ ามสมควร
ปฏิบตั ิตามคาสง่ั สอน ของศาสนาเคารพเทิดทนู ศาสนา แสดงความจงรักภกั ดี
เทิดทูนพระเกียรติและพระราชกรณียกิจของ พระมหากษตั ริย์ 6. มุ่งมนั่ ในการทางาน หมายถึง การศึกษาเรียนรู้เพ่ือหาขอ้ เทจ็ จริง ซ่ึงอาจพฒั นา
ไปสู่ความจริงในส่ิงที่ ตอ้ งการเรียนรู้หรือตอ้ งการหาคาตอบเพือ่ นาคาตอบท่ีได้
2. ซื่อสตั ยส์ ุจริต หมายถึง การประพฤติปฏิบตั ิอยา่ งเหมาะสม และตรงตอ่ ความ น้นั มาใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ เช่น การยกระดบั ความรู้การนาไปประยกุ ตใ์ ช้
เป็นจริงประพฤติปฏิบตั ิ อยา่ งตรงไปตรงมา ท้งั กาย วาจา ใจ ตอ่ ตนเองและผอู้ นื่ ในชีวิตประจาวนั หรือนามาสรุปเป็นความจริงได้
รวมตลอดท้งั ตอ่ หนา้ ท่ีการงานและคามน่ั สัญญา ความ ประพฤติที่ตรงไปตรงมา
และจริงใจในสิ่งท่ีถูกท่คี วร ถูกตอ้ งตามทานองคลองธรรม รวมไปถึงการไมค่ ิด 7. รักความเป็นไทย หมายถึง เขา้ ใจ หวงแหนความเป็นไทยซ่ึงถือเป็นตน้ ทนุ ทาง
คดทรยศ ไมค่ ดโกงและไมห่ ลอกลวงนอกจากน้ีแลว้ ความซื่อสตั ยส์ ุจริตยงั รวม สงั คมทาให้ทุกศาสนา สามารถอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งสันติโดยตอ้ งมีการดาเนินชีวติ
ไปถึง การรักษาคาพดู หรือคามน่ั สญั ญาและ การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีการงานของตนเอง โดยกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริตเป็นคณุ ลกั ษณะ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การเขา้
ดว้ ยความรับผิดชอบและ ดว้ ยความซ่ือสัตยไ์ มแ่ สวงหาผลประโยชน์ให้แก่ สังคมและการมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน เช่น ความมีกิริยามารยาท การปรับตวั ความ
ตนเองและพวกพอ้ งดว้ ยการใชอ้ านาจหนา้ ที่โดยมิชอบ ซ่ึงความซ่ือสัตยส์ ุจริตน้ี ตรงตอ่ เวลา ความสุภาพ การมีสัมมาคารวะ การพดู จาไพเราะ และ ออ่ นนอ้ ม
จะดาเนินไปดว้ ยความต้งั ใจจริง เพอื่ ทาหนา้ ท่ขี องตนเองใหส้ าเร็จลลุ ่วง ดว้ ย ถ่อมตน
ความระมดั ระวงั และเกิดผลดีต่อตนเองและสังคม
8. มีจิตสาธารณะ หมายถึง คุณลกั ษณะทางจิตใจของบคุ คลเกี่ยวกบั การมองเห็น
3. มีวินยั หมายถึง การควบคมุ ความประพฤติให้ถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั จรรยา คุณค่า หรือการให้ คุณค่าแก่การมีปฏิสมั พนั ธท์ างสงั คมและสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นส่ิง
มารยาท ขอ้ บงั คบั ขอ้ ตกลง กฎหมายและศีลธรรมการรู้จกั ควบคุมตนเองให้ สาธารณะท่ีไม่มีผใู้ ดผผู้ หู้ น่ึงเป็นเจา้ ของหรือเป็นสิ่งท่ี คนในสงั คมเป็นเจา้ ของ
ประพฤติปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลง ขอ้ บงั คบั ระเบียบแบบ แผน และขนบธรรมเนียม ร่วมกนั เป็นสิ่งท่ีสามารถสงั เกตไดจ้ ากความรู้สึกนึกคิด
ประเพณีอนั ดงี ามยอ่ มนามา

สมรรถนะสาคญั ของ ทกั ษะจาเป็นใน พฤติกรรมที่คาดหวงั ของผเู้ รียนในการจดั การเรียนรู้ ทำไมถึงต้องเรียนภำษำไทย

ผเู้ รียน ศตวรรษที่ 21 ดว้ ยโครงงาน ภาษาไทยเป็นเอกลกั ษณ์ของชาติ เป็นสมบตั ทิ างวฒั นธรรมอนั ก่อให้เกิด
ความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติใหม้ ีความเป็นไทย
(กระทรวงศึกษาธิการ) ทกั ษะ ทกั ษยอ่ ย เป็นเครื่องมือในการติดตอ่ สื่อสารเพือ่ สร้างความเขา้ ใจ และความสัมพนั ธท์ ี่ดีต่อ
กนั ทาให้สามารถประกอบกจิ ธุระ การงาน และดารงชีวิตร่วมกนั ในสงั คม
หลกั ประชาธิปไตยไดอ้ ยา่ งสันติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้
ประสบการณ์จากแหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ ต่างๆเพือ่ พฒั นาความรู้พฒั นา
ความสามารถในการ ทกั ษะการ คดิ วางแผนการท างานอยา่ งเป็นระบบ คิดวเิ คราะห์ กระบวนการคิดวเิ คราะห์วจิ ารณ์และสร้างสรรคใ์ หท้ นั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงทาง
สงั คม และความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยตี ลอดจนนาไปใชใ้ นการ
คดิ คดิ อยา่ งมี คิดสังเคราะห์แนวทางในการสร้างชิ้นงานไดอ้ ยา่ งมี พฒั นาอาชีพใหม้ ีความมน่ั คง ทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ียงั เป็นส่ือแสดงภมู ิปัญญา
ของบรรพบุรุษดา้ นวฒั นธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบตั ิล้าคา่ ควรแก่
วิจารณญาณ ข้นั ตอน การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานใหค้ งอยคู่ ู่ชาติไทยตลอดไป

และคดิ

อยา่ งมี

ทกั ษะ ระบบ

การคดิ

ความสามารถในการ และการ ทกั ษะการ ใชค้ วามคิดในการออกแบบสร้างสรรคช์ ิ้นงาน
แกป้ ัญหา แกป้ ัญหา คิดอยา่ ง รวมถึงการแสวงหาแนวทางหลากหลายในการ

สร้างสรรค์ แกป้ ัญหาใหมๆ่ ที่ไมเ่ คยประสบมาก่อนไดอ้ ยา่ งมี

ประสิทธิภาพ

ทกั ษะการ คิดวิเคราะหป์ ัญหาถึงสาเหตุและวธิ ีการแกไ้ ข
วเิ คราะห์ รวมถึงคิดแยกแยะประเดน็ ปัญ
ปัญหา

เรียนรู้อะไรในภำษำไทย สำระมำตรฐำนกำรเรียนรู้

ภาษาไทยเป็นทกั ษะที่ตอ้ งฝึกฝนจนเกิดความชานาญในการใชภ้ าษาเพ่อื การ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐานกาหนดมาตรฐานการเรียนรู้กลมุ่ สาระ
สื่อสาร การเรียนรู้อยา่ งมีประสิทธิภาพ และเพ่อื นาไปใชใ้ นชีวิตจริง การเรียนรู้ จานวน 5 มาตรฐาน ดงั น้ี ภาษาไทย

1. การอา่ น การอ่านออกเสียงคา ประโยค การอ่านบทร้อยแกว้ คาประพนั ธ์ชนิด สาระท่ี1 การอา่ น มาตรฐาน ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคดิ
ต่างการอ่านใน ใจเพอ่ื สร้างความเขา้ ใจ และการคดิ วเิ คราะหส์ งั เคราะห์ความรู้ เพ่อื นาไปใชต้ ดั สินใจแกป้ ัญหาในการ ดาเนินชีวติ และมีนิสัยรักการอ่าน
จากสิ่งท่ีอ่านเพอ่ื นาไป ปรับใชใ้ น ชีวิตประจาวนั
สาระท่ี2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี น เขยี นสื่อสาร เขยี น
2. การเขียน การเขียนสะกดตามอกั ขรวธิ ีการเขียนสื่อสาร โดยใชถ้ อ้ ยคาและ เรียงความ ยอ่ ความ และเขียนเร่ืองราวใน รูปแบบต่าง ๆ เขยี นรายงานขอ้ มลู
รูปแบบตา่ งๆของการ เขยี น ซ่ึงรวมถึงการเขยี นเรียงความ ยอ่ ความ รายงานชนิด สารสนเทศและรายงาน การศึกษาคน้ ควา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
ต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วเิ คราะหว์ ิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์
สาระที่3 การฟัง การดูและการพดู มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอยา่ งมี
3. การฟัง การดูและการพดู การฟังและดูอยา่ งมีวจิ ารณญาณ การพูดแสดงความ วิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ความคดิ ความรู้สึก ในโอกาสต่าง ๆ อยา่ งมี
คดิ เห็น ความรู้สึก พดู ลาดบั เรื่องราวตา่ ง ๆ อยา่ งเป็นเหตุเป็นผล การพูดใน วิจารณญาณ และสร้างสรรค์
โอกาสตา่ งๆ ท้งั เป็นทางการและไมเ่ ป็น ทางการ และการพดู เพ่อื โนม้ นา้ วใจ
สาระที่4 หลกั การใชภ้ าษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและ
4. หลกั การใชภ้ าษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑข์ องภาษาไทย การใชภ้ าษาให้ หลกั ภาษาไทยการเปล่ียนแปลงของภาษาและพลงั ของ ภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษา
ถกู ตอ้ งเหมาะสม กบั โอกาสและบคุ คล การแตง่ บทประพนั ธป์ ระเภทตา่ งๆ และ และรักษา ภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
สาระที่5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เขา้ ใจและแสดงความคดิ เห็น
5. วรรณคดีและวรรณกรรม วเิ คราะหว์ รรณคดีและวรรณกรรมเพอื่ ศึกษาขอ้ มูล วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณคา่ และนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิต
แนวความคิด คุณค่า ของงานประพนั ธ์และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทาค จริง
วาเขา้ บทเห่ บทร้องเลน่ ของเดก็ เพลงพ้นื บา้ น ท่ีเป็นภูมิปัญญาท่ีมคี ุณค่าของไทย
ซ่ึงไดถ้ า่ ยทอดความรู้สึกนึกคิด คา่ นิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี

คณุ ภำพผู้เรียน 4. สะกดคาและเขา้ ใจความหมายของคา ความแตกต่างของคาและพยางค์ หนา้ ที่
ของคา ในประโยค
รายวชิ าพ้นื ฐาน
มีทกั ษะการใชพ้ จนานุกรมในการคน้ หาความหมายของคา แตง่ ประโยคงา่ ย ๆ
จบช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 แตง่ คาคลอ้ งจอง แต่งคาขวญั

1. อ่านออกเสียงคา คาคลอ้ งจอง ขอ้ ความ เรื่องส้นั ๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ และเลือกใชภ้ าษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะ
ถกู ตอ้ งคลอ่ งแคลว่
5. เขา้ ใจและสามารถสรุปขอ้ คิดท่ไี ดจ้ ากการอา่ นวรรณคดีและวรรณกรรมเพ่อื
เขา้ ใจความหมายของคาและขอ้ ความท่ีอา่ น ต้งั คาถามเชิงเหตุผล ลาดบั นาไปใชใ้ น
เหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุป
ชีวติ ประจาวนั แสดงความคดิ เห็นจากวรรณคดีท่ีอ่าน รู้จกั เพลงพน้ื บา้ น เพลง
ความรู้ขอ้ คดิ จากเร่ืองท่ีอ่าน ปฏิบตั ิตามคาสั่ง คาอธิบายจากเร่ืองท่ีอา่ นได้ เขา้ ใจ กลอ่ มเด็ก ซ่ึงเป็นวฒั นธรรมของ
ความหมายของขอ้ มูลจาก
ทอ้ งถ่ิน ร้องบทร้องเล่นสาหรบั เดก็ ในทอ้ งถ่ิน ทอ่ งจาบทอาขยานและบทร้อย
แผนภาพ แผนที่ และแผนภมู ิอา่ นหนงั สืออยา่ งสม่าเสมอ และ มีมารยาทในการ กรอง ท่ีมีคุณคา่ ตามความสนใจได้
อ่าน

2. มีทกั ษะในการคดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทดั เขยี นบรรยาย บนั ทึกประจาวนั
เขียนจดหมายลาครู

เขยี นเร่ืองเกี่ยวกบั ประสบการณ์ เขยี นเรื่องตามจนิ ตนาการและมีมารยาทในการ
เขยี น

3. เลา่ รายละเอียดและบอกสาระสาคญั ต้งั คาถาม ตอบคาถาม รวมท้งั พูดแสดง
ความคิดความรู้สึก

เก่ียวกบั เรื่องท่ีฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนา

มารยาทในการฟัง ดู และพดู

จบช้ันประถมศึกษำปี ที่ 6 4. สะกดคาและเขา้ ใจความหมายของคา สานวน คาพงั เพยและสุภาษติ รู้และ
เขา้ ใจ ชนิดและหนา้ ที่
1. อา่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองเป็นทานองเสนาะไดถ้ กู ตอ้ ง
อธิบายความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั ของคา ประโยค ขอ้ ความ ของคาในประโยค ชนิดของประโยค และคาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้
สานวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เขา้ ใจคาแนะนา คาอธิบายในคู่มือตา่ งๆ แยกแยะ คาราชาศพั ทแ์ ละคาสุภาพได้
ขอ้ คดิ เห็นและขอ้ เทจ็ จริง รวมท้งั จบั ใจความสาคญั ของเรื่องที่อ่านและนาความรู้
ความคิดจากเรื่องที่อา่ นไปตดั สินใจแกป้ ๎ ญหาในการดาเนินชีวิตได้ มีมารยาทและ อยา่ งเหมาะสม แต่งประโยค แตง่ บทร้อยกรองประเภทกลอนส่ี กลอนสุภาพ
มีนิสยั รักการอา่ น และ และกาพยย์ านี11

เห็นคุณค่าส่ิงที่อ่าน 5. เขา้ ใจและเห็นคณุ ค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อา่ น เลา่ นิทานพน้ื บา้ น ร้อง
เพลงพ้นื บา้ นของ
2. มีทกั ษะในการคดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทดั และคร่ึงบรรทดั เขยี นสะกดคา
แตง่ ประโยคและเขียนขอ้ ความ ตลอดจนเขยี นสื่อสารโดยใชถ้ อ้ ยคาชดั เจน ทอ้ งถิ่น นาขอ้ คดิ เหน็ จากเรื่องท่ีอา่ นไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตจริง และท่องจาบท
เหมาะสม ใชแ้ ผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพความคิด อาขยานตามท่ีกาหนดได้

เพอื่ พฒั นางานเขียน เขียนเรียงความ ยอ่ ความ จดหมายส่วนตวั กรอกแบบ
รายการตา่ ง ๆ เขยี นแสดงความรู้สึกและความคิดเหน็ เขียนเร่ืองตามจินตนาการ
อยา่ งสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขยี น

3. พูดแสดงความรู้ ความคดิ เกี่ยวกบั เร่ืองท่ีฟังและดู เล่าเรื่องยอ่ หรือสรุปจากเรื่อง
ท่ีฟังและดูต้งั คาถาม ตอบคาถามจากเร่ืองท่ีฟังและดู รวมท้งั ประเมินความ
น่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอยา่ งมีเหตุผล พูดตามลาดบั ข้นั ตอนเร่ืองตา่ ง
ๆ อยา่ งชดั เจน พูดรายงานหรือประเด็นคน้ ควา้ จาก การฟัง การดู การสนทนาและ
พูดโนม้ นา้ วไดอ้ ยา่ งมีเหตผุ ล รวมท้งั มีมารยาทในการดูและพดู

ตัวชีว้ ัดและสำระกำรเรียนรู้แกนกลำงกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย สำระท่ี 2 กำรเขยี นมำตรฐำน
ตำมหลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพื้นฐำนพุทธศักรำช 2551
ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี นเขยี นสื่อสารเขยี นเรียงความขอ้ ความและเขียน
ช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 5 เร่ืองราวในรูปแบบต่างๆเขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษา
คน้ ควา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพตวั ช้ีวดั ที่ 1. คดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทตั และคร่ึง
สำระที่ 1 กำรอ่ำนมำตรฐำน บรรทดั
2. เขยี นส่ือสารโดยใชค้ าไดถ้ ูกตอ้ งชดั เจนและเหมาะสม
ท 1.1ใชก้ ระบวนการสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใชต้ ดั สินใจแกป้ ัญหาใน 3.. เขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคดิ เพ่ือใขพ้ ฒั นางานเขียน
การดาเนินชีวติ และมีนิสัยรักการอ่านตวั ช้ีวดั ที่ 4.. เขียนยอ่ ความจากเร่ืองท่ีอา่ น
1.อานออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองไดถ้ กู ตอ้ ง 5.เขยี นจดหมายถึงผปู้ กครองและญาติ
6.เขยี นแสดงความรู้สึกและความคดิ เห็นใตต้ รงตามเจตนา
2.. อธิบายความหมายของคาประโยคและขอ้ ความที่เป็นการบรรยายและการ 7.. กรอกแบบรายการตา่ งๆ
พรรณนา 8. เขียนเรื่องตามจินตนาการ
9.. มีมารยาทในการเขียน
3.. อธิบายความหมายโดยนยั จากเร่ืองที่อา่ นอยา่ งหลากหลาย

4.. แยกขอ้ เทจ็ จริงและขอ้ คดิ เห็นจากเร่ืองท่ีอ่าน

5.. วเิ คราะหแ์ ละแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกบั เรื่องท่ีอ่านเพ่อื นาไปใชใ้ นการดาเนิน
ชีวิต

6. อ่านงานเขียนเชิงอธิบายผา้ สังขอ้ แนะนาและปฏิบตั ิตาม

7. อา่ นหนงั สือที่มีคณุ คา่ ตามความสนใจอยา่ งสม่าเสมอและแสดงความคิดเห็น
เก่ียวกบั เรื่องที่อ่าน

8. มีมารยาทในการอ่าน

สำระท่ี 3 กำรฟังกำรตูและกำรพดู มำตรฐำน 5. บอกคาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
ท 3.1สามารถเลือกฟังและตอู ยา่ งมีวจิ ารณญาณและพดู แสดงความรู้ความคดิ และ 6. แต่งบทร้อยกรอง
ความรู้สึกในโอกาสตา่ งๆอยา่ งมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์ 7.ใชส้ านวนไดถ้ กู ตอ้ ง
1. พดู แสดงความรู้ความคดิ เห็นและความรู้สึกจากเร่ืองท่ีฟังและดู
2. ต้งั คาถามและตอบคา้ ถามเชิงเหตผุ ลจากเรื่องท่ีฟังและตู สำระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรมมำตรฐำน
3.วิเคราะหค์ วามน่าเช่ือถือจากเร่ืองท่ีฟังและตอู ยา่ งมเี หตผุ ล ท 5.1เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็
4.พูตรายงานเร่ืองหรือประเดน็ ที่ศึกษาคน้ ควา้ จากการฟังการตูและการสนทนา คุณคา่ และนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง
5.มีมารยาทในการฟังการตแู ละการพูด 1. สรุปเรื่องจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่อ่าน
สำระที่ 4 หลักกำรใช้ภำษำไทยมำตรฐำน 2.ระบคุ วามรู้และขอ้ คดิ จากการอา่ นวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีสามารถนาไปใช้
ท 4.1 เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทยการเปล่ียนแปลงของภาษาและ ในชีวติ จริง
พลงั ของภาษาภมู ิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ 3.. อธิบายคณุ ค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม
ตวั ช้ีวดั ที่ 4.ทอ่ งจาบทอาขยานตามที่กาหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ
1. ระบชุ นิดและหนา้ ท่ีของคาในประโยค จานวน
2. จาแนกส่วนประกอบของประโยค
3.. เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกบั ภาษาถิ่น
4.ใชค้ าราชาศพั ท์

ตัวชีว้ ดั ท้งั สิ้น ๓๓ ชีว้ ัด 6.อ่านหนงั สือเชิงอธิบาย การอ่าน.ออกเสียงร้อยแกว้ ระดบั ที่ยากข้ึน
คาสัง่ ขอ้ แนะนาและ และการบอกความหมายของถอ้ ยคา สานวน
สาระและมาตรฐาน ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรุ้ ปฏิบตั ิตาม ประกอบดว้ ย
การอ่าน ท1.1 แกนกลาง 7.อา่ นหนงั สือที่มีคุณคา่ -คาท่ีมีพยญั ชนะควบกล้า
1.อ่านออกเสียงบท การอา่ น.ออกเสียงร้อย ตามความสนใจ -คาที่มีอกั ษรนา
ร้อยแกว้ และบทร้อย แกว้ ระดบั ที่ยากข้ึน -คาท่ีมีตวั การันต์
กรองไดถ้ ูกตอ้ ง และการบอก -สานวนไทยท่ีเป็นคาพงั เพย
2.อธิบายความหมาย ความหมายของถอ้ ยคา -ขอ้ ความที่เป็นการบรรยาย
ของคา ประโยคและ สานวนประกอบดว้ ย .การอา่ นทานองเสนาะบทร้อยกรอง
ขอ้ ความท่ีเป็นการ -คาท่ีมีพยญั ชนะควบ
บรรยายและการ กล้า สม่าเสมอ และแสดง .การอา่ นจบั ใจความจากสื่อต่างๆ เช่น
พรรณนา -คาที่มีอกั ษรนา ความคิดเห็นเก่ียวกบั -บทความในสารานุกรม
3.อธิบายความหมาย -คาท่ีมีตวั การันต์ เร่ืองท่ีอา่ น -บทความปกิณกะ ในหนงั สือพมิ พ์
โดยนยั จากเรื่องที่อ่าน -สานวนไทยที่เป็ นคา 8.มีมารยาทในการอ่าน -ประกาศไม่เป็ นทางการ
อยา่ งหลากหลาย พงั เพย -วรรณคดีและวรรณกรรมในหนงั สือเรียน
4.แยกขอ้ เทจ็ จริงและ -ขอ้ ความท่ีเป็นการ -บทเรียนจากกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน
ขอ้ คิดเห็นจากเร่ืองที่ บรรยาย .การอ่านงานเขยี นเชิงอธิบาย คาส่งั
อ่าน .การอ่านทานองเสนาะ ขอ้ แนะนาและปฏิบตั ิตาม เช่น
5.วิเคราะห์แบะแสดง บทร้อยกรอง -การใชพ้ จนานุกรม
ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั -การใชว้ สั ดุอปุ กรณ์
เรื่องที่อ่านเพื่อ .การอา่ นจบั ใจความ -การอ่านฉลากยา
นาไปใชใ้ น จากส่ือต่างๆ เช่น -คมู่ ือและเอกสารของโรงเรียนท่ีเกี่ยวขอ้ ง
ชีวิตประจาวนั -บทความใน กบั นกั เรียน
6.อา่ นหนงั สือเชิง สารานุกรม -ขา่ วสารทางราชการ
อธิบาย คาสั่ง -บทความปกิณกะ ใน .การอ่านหนงั สือตามความสนใจ เช่น

8.มีมารยาทในการอา่ น -ขา่ วสารทางราชการ การเขียน ท2.1 1.คดั ลายมือตวั บรรจง .การคดั ลายมือตวั
.การอา่ นหนงั สือตามความสนใจ เช่น
-หนงั สือที่นกั เรียนสนใจและเหมาะสมกบั เตม็ บรรทดั และคร่ึง บรรจงเตม็ บรรทดั ละ
วยั บรรทดั คร่ึงบรรทดั
-หนงั สือที่ครูและนกั เรียนกาหนดร่วมกนั 2.เขียนสื่อสารโดยใชค้ า
.มีมายาทในการอ่าน ไดถ้ กู ตอ้ งและ .การคดั ลายมือตวั
เหมาะสม บรรจงเตม็ บรรทดั ละ

3.เขียนแผนภาพโครง คร่ึงบรรทดั ตาม

เรื่องและแผนภาพ รูปแบบการเรียนตวั

ความคดิ เพ่อื ใชพ้ ฒั นา อกั ษรไทย

4.เขียนยอ่ ความจาก .การเขยี นสื่อสาร เช่น
เร่ืองท่ีอา่ น -คาอวยพร
5.เขียนจดหมายถึ. -คาแนะนาและ
ผปู้ กครองและญาติ คาอธิบายแสดงข้นั ตอน
6.เขยี นแสดงความรู้สึก -จดหมายส่วนตวั ใน
และความคดิ เห็นใหไ้ ด้
ชีวิตประจาวนั
ตรงตามเจตนา

7.กรอกแบบรายการ -เรียงความ

ต่างๆ -การเขยี นแสดง
8.เขียนเรื่องตาม ความรู้สึกและความ
จินตนาการ คดิ เห็น
9.มีมายาทในการเขยี น

. กานนาแผนภาพโครง
เรื่องและแผนภาพ
ความคดิ ไปพฒั นางาน
เขยี น

การฟังการดู และการ 1.พูดแสดงความรู้ การจบั ใจความ และการ

กานนาแผนภาพโครง พดู ท3.1 ความคิดเห็น และ พูดแสดงความรู้ความ
เรื่องและแผนภาพ
ความคิดไปพฒั นางาน ความรู้สึกจากเรื่องที่ คดิ เห็นจากเร่ืองที่ฟัง
เขียน
.การเขยี นยอ่ ความจาก ฟังและดู และดูจากสื่อตา่ งๆเช่น
วรรณคดีและ
วรรณกรรมในหนงั สือ 2.ต้งั คาถามและ -ขา่ วและเหตกุ ารณ์
หรือส่ือตา่ งๆ
.การเขยี นจดหมายถึง ตอบคถามเชิง ประจาวนั
ผปู้ กครองและญาติ
.การเขียนแสดง เหตุผลจากเร่ืองทงั่ -โฆษณา
ความรู้สึกและความ
คดิ เห็น และดู .การวิเคราะห์ความ
.กรอกแบบรายการ
-ใบฝากเงินและใบถอน 3.วเิ คราะหค์ วาม น่าเช่ือถือจากเรื่องท่ีฟัง
เงิน
-ธณาณตั ิ น่าเชื่อถือจากเร่ืองที่ และดูในชีวิตประจาวนั
-แบบฝากพสั ดุ
ไปรษณียภณั ฑ์ ฟังและดูอยา่ งมี .การรายงานเช่น

เหตผุ ล -การพูดลาดบั ข้นั ตอน

4.พดู รายงานเร่ือง การปฏิบตั ิงาน

หรือประเด็นที่ศึกษา -การพดู ลาดบั เหตุการณ์

คน้ ควา้ จากกการฟัง

การดูและการ

สนทนา

5.มีมารยาทในการ

ฟังและการดู และ

การพดู

หลกั การใช้ 1.ระบชุ นิดและ .ชนิดและหนา้ ท่ีของคา วรรณคดีและ ร้อยกรองที่มีคุณค่า
ภาษาไทย ท4.1 หนา้ ที่ของคาใน -คาวเิ ศษณ์
ประโยค -คาบุพบท วรรณกรรมท่ี -หนงั สืออา่ นนอกเวลา
วรรณคดีและ 2.จาแนก .กลมุ่ คาหรือวลี
วรรณกรรม ท 5.1 ส่วนประกอบหรือ .ภาษาไทยมาตรฐาน สามารถนาไปใชใ้ น -วรรณคดีและ
ประโยค .คาราชาศพั ท์
3.เปรียบเทียบ .คาท่ีมาจาก ชีวติ จริง วรรณกรรมในบทเรียน
ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาตา่ งประเทศ
กบั ภาษาถ่ิน .การแต่งกาพยย์ านี 3.อธิบายคุณคา่ ของ
4.ใชค้ าราชาศพั ท์ .สานวนไทยท่ีเป็ นคา
5.บอกค พงั เพย วรรคดีและ
ภาษาตา่ งประเทศใน
ภาษาไทย สานวนไทยที่เป็ นคา วรรณกรรม
6.แตง่ บทร้อยกรอง พงั เพย
7.ใชส้ านวนได้ -นิทานพ้นื บา้ นทอ้ งถ่ิน 4.ทอ่ งจาบทอาขยาน
ถกู ตอ้ ง อ่ืน
1.สรุปเร่ืองจาก -สารคดี ตามท่ีกาหนดและบท
วรรณคดีหรือ -บทอาขยานและบท
วรรณกรรมท่ีอา่ น ร้อยกรองที่มีคณุ คา่ ร้อยกรองท่ีมีคณุ คา่
2.ระบคุ วามรู้และ -หนงั สืออ่านนอกเวลา
ขอ้ คดิ จากการอ่าน -วรรณคดีและ ตามความสนใจ
วรรณคดีและ วรรณกรรมในบทเรียน
วรรณกรรมท่ี
สามารถนาไปใชใ้ น
ชีวติ จริง

กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ 2.กระบวนกำรเรียนรู้

การจดั การเรียนรูเ้ ป็นกระบวนการสาคญั ในการนาหลกั สูตรสู่การปฏิบตั ิ การจดั การเรียนรู้ที่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ผเู้ รียนจะตอ้ งอาศยั กระบวนการ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน เป็นหลกั สูตรท่ีมีมาตรฐานการเรียนรู้ เรียนรู้ทหี่ ลากหลาย เป็นเคร่ืองมือที่จะนาพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลกั สูตร
สมรรถนะสาคญั และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผเู้ รียน เป็นเป้าหมายสาคญั กระบวนการจดั การเรียนรู้ที่จาเป็น สาหรับผเู้ รียน อาทิ กระบวนการจดั การ
สาหรับพฒั นาเด็กและเยาวชน เรียนรู้แบบบรู ณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิดกระบวนการ
ทางสงั คม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแกไ้ ขปัญหา กระบวนการเรียนรู้
ในการพฒั นาผเู้ รียนให้มี คุณสมบตั ิตามเป้าหมายหลกั สูตร ผสู้ อนพยายามคดั จากประสบการณ์จริง กระบวนการการปฏิบตั ิลงมือทาจริง กระบวนการจดั การ
สรรกระบวนการเรียนรู้ จดั การเรียนรู้โดยช่วยใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้ผา่ นสาระท่ี กระบวนการวจิ ยั กระบวนการเรียนรู้การเรียนรูข้ องตนเองกระบวนการพฒั นา
กาหนดไวใ้ นหลกั สูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมท้งั ปลูกฝังเสริมสร้าง ลกั ษณะนิสัย
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ พฒั นาทกั ษะดา้ น ต่างๆอนั เป็น สมรรถนะสาคญั ให้
ผเู้ รียนบรรลุตามเป้าหมาย กระบวนการเหลา่ น้ีเป็นแนวทางในการจดั การเรียนรู้ท่ีผเู้ รียนควรไดร้ ับการ
ฝึกฝนพฒั นา เพราะจะสามารถช่วยให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ไดด้ ีบรรลเุ ป้าหมาย
1.หลกั กำรจดั กำรเรียนรู้ ของหลกั สูตรดงั น้นั ผสู้ อนจึงจาเป็นตอ้ งศึกษาทาความเขา้ ใจในกระบวนการ
ตา่ งๆเพอ่ื ให้สามารถเลือกใชใ้ นกระบวนการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
การจดั การเรียนรู้เพื่อใหผ้ เู้ รียนนาความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้
สมรรถนะสาคญั และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามท่ีกาหนดไวใ้ นหลกั สูตร 3.กำรออกแบบกำรจัดกำรเรียนรู้
แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานโดยยึดหลกั วา่ ผเู้ รียนมีความสาคญั ท่ีสุดเชื่อว่าทุก
คนมีความสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ ยดึ ประโยชนท์ ่ีเกิดกบั ผเู้ รียน ผสู้ อนตอ้ งศึกษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาให้เขา้ ใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวดั
กระบวนการจดั การเรียนรู้ตอ้ งส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนสามารถพฒั นาตนเองตาม สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียนคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคแ์ ละสาระการเรียนรู้ที่
ธรรมชาติและเตม็ ตามศกั ยภาพ คานึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบุคคลและ เหมาะสมกบั ผเู้ รียนแลว้ จงึ พิจารณาออกแบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยเลือกใช้
พฒั นาการทางสมอง เนน้ ให้ความสาคญั ท้งั ความรู้และคุณธรรม วธิ ีการสอนและเทคนิคการสอน สื่อและแหลง่ เรียนรู้ การวดั และการประเมินผล
เพอ่ื ให้ผเู้ รียนไดพ้ ฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลเุ ป้าหมายที่กาหนด

4.บทบาทของผสู้ อนและผเู้ รียน 4.2 บทบาทของผเู้ รียน

การจดั การเรียนรูเ้ พอื่ ใหผ้ เู้ รียนมีคณุ ภาพตามเป้าหมายของหลกั สูตร ท้งั ผสู้ อน 1.กาหนดเป้าหมายวางแผนและรบั ผิดชอบการเรียนรูข้ องตนเอง
และผเู้ รียนควรมีบทบาท ดงั น้ี
2.แสวงหาความรู้ เขา้ ถึงแหลง่ เรียนรู้วิเคราะหส์ งั เคราะหข์ อ้ ความรู้ ต้งั คาถาม คิด
4.1 บทบาทของผสู้ อน หาคาตอบหรือหาแนวทางแกป้ ัญหาดว้ ยวิธีตา่ งๆ

1.ศึกษาวเิ คราะหผ์ เู้ รียนเป็นรายบคุ คล แลว้ นาขอ้ มูลมาใชใ้ นการวางแผนการ 3.ลงมือปฏบิ ตั จิ ริง สรุปสิ่งท่ีไดเ้ รียนรู้ดว้ ยตนเองและนาความรู้ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น
จดั การเรียนรู้ ที่ทา้ ทายความสามารถของผเู้ รียน สถานการณ์ต่างๆ

2.กาหนดเป้าหมายทีต่ อ้ งการใหเ้ กิดข้นึ กบั ผเู้ รียนดา้ นความรู้และทกั ษะ 4.มีปฏิสัมพนั ธท์ างาน ทากิจกรรมร่วมกบั กล่มุ และครู
กระบวนการที่เป็นความคดิ รวบยอดหลกั การและความสัมพนั ธร์ วมท้งั
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 5.ประเมินการพฒั นากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอยา่ งตอ่ เน่ือง

3.ออกแบบการเรียนรู้และจดั การเรียนรู้ท่ีตอบสนองความ แตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล การจดั การเรียนรู้ภาษาไทยมุ่งเนน้ การพฒั นาผเู้ รียนสุ่มาตรฐานสากลในศตวรรษ
และพฒั นาการทางสมอง เพื่อนาผเู้ รียนไปสู่เป้าหมาย ที่21

4.อากาศที่เอ้อื ต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผเู้ รียนให้เกิดการเรียนรู้ บนั ได ๕ ข้นั ของการพฒั นาผเู้ รียนสู่มาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 (Five Steps for
Student Development) คือการจดั การเรียนการสอนเพื่อใหผ้ เู้ รียนมีศกั ยภาพ และ
5.จดั เตรียมและเลือกใชส้ ื่อใหเ้ หมาะสมกบั กิจกรรม นาภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น คณุ ลกั ษณะตามมาตรฐานสากล โดยจะตอ้ งเป็นบคุ คลที่มคี ณุ ภาพ มีทกั ษะใน
เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั การเรียนการสอน การคน้ ควา้ แสวงหาความรู้และมีความรู้พ้ืนฐานท่ีจาเป็น โดยครูผสู้ อนจะตอ้ ง
พยายามจดั การเรียนรู้ให้ผเู้ รียนสามารถเรียนรู้และเขา้ ถึงองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง
6. ประเมนิ ความกา้ วหนา้ ของผูเ้ รียนดว้ ยวธิ ีการหลากหลายเหมาะสมกบั ได้ (Constructivism) ซ่ึงบนั ได ๕ ข้นั ของการพฒั นาผเู้ รียนสู่มาตรฐานสากล ยงั
ธรรมชาติของวชิ าและระดบั พฒั นาของผเู้ รียน สามารถท่ีจะนามาใชใ้ นการบูรณาการจดั การเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทยได้ ซ่ึงมี
ข้นั ตอนของบนั ได ๕ ข้นั สู่วธิ ีการและการจดั การเรียนรู้ในบริบทและข้นั ตอน
7. วเิ คราะหผ์ ลการประเมินมาใชใ้ นการซ่อมเสริมและพฒั นาผเู้ รียนรวมท้งั ตอ่ ไปน้ี
ปรับปรุงและการจดั การเรียนการสอนของตนเอง
การศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง (Independent Study :IS)

กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study :IS) และในการจดั การเรียนรู้ตามบนั ได 5 ข้นั น้นั มีหลายวธิ ี แตว่ ิธีการหน่ึงท่ียอมรับ
กนั ว่ามีประสิทธิภาพและใชก้ นั อยา่ งกวา้ งขวางเป็นการเปิ ดโลกกวา้ งให้ผเู้ รียนได้
ข้นั ท่ี 1 การต้งั ประเดน็ คาถาม/สมมตุ ิฐาน (Hypothesis Formulation) เป็นการฝึกให้ ศึกษาคน้ ควา้ อยา่ งอสิ ระในเรื่องหรือประเดน็ ที่สนใจ คอื การศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ย
ผเู้ รียนรู้จกั คดิ สงั เกต ต้งั ขอ้ สงสยั ต้งั คาถามอยา่ งมีเหตผุ ล ตนเอง (Independent Study :IS) ดงั น้นั ในโรงเรียนมาตรฐานสากลจึงนาบนั ได 5 ข้นั
สู่การจดั การเรียนการสอนโดยผา่ นรายวิชา “การศึกษ าคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง”
ข้นั ท่ี 2 การสืบคน้ ความรู้จากแหลง่ เรียนรู้และสารสนเทศ (Searching for Information)
เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ขอ้ มูล และสารสนเทศ จากแหลง่ เรียนรูอ้ ยา่ ง ซ่ึงเป็นรายวิชาเพิม่ เติมประกอบดว้ ย 3 สาระ ดงั น้ี
หลากหลาย เช่น ห้องสมดุ อินเตอร์เนต็ หรือจาการปฏิบตั ิทดลอง เป็นตน้
IS 1 กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and Knowledge Formation)
ข้นั ท่ี 3 การสรุปองคค์ วามรู้ (Knowledge Formation) เป็นการฝึกใหน้ าความรู้และ เป็นสาระทมี่ งุ่ ใหผ้ เู้ รียนกาหนดประเด็นปัญหา ต้งั สมมตุ ิฐาน คน้ ควา้ แสวงหา
สารสนเทศ หรือขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวเิ คราะห์ ความรู้และฝึกทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ และสร้างองคค์ วามรู้ (บนั ไดข้นั
สังเคราะห์ และสรุปเป็นองคค์ วามรู้ ท่ี 1-3)

ข้นั ที่ 4 การส่ือสารและการนาเสนออยา่ งมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) IS 2 กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่ม่งุ ให้
เป็นการฝึกใหน้ า ความรู้ที่ไดม้ านาเสนอและส่ือสารอยา่ งมีประสิทธิภาพใหเ้ กิด ผเู้ รียน นาความรู้ที่ไดร้ ับ มาพฒั นาวิธีการถา่ ยทอด/สื่อสารความหมาย/แนวคดิ
ความเขา้ ใจ ขอ้ มูลและองคค์ วามรู้ ดว้ ยวธิ ีการ นาเสนอท่ีเหมาะสม หลากหลายรูปแบบและมี
ประสิทธิภาพ (บนั ไดข้นั ที่ 4)
ข้นั ที่ 5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) เป็นการนาความรู้สู่การ
ปฏิบตั ิ ซ่ึงผเู้ รียนจะตอ้ งมีความรู้ในบริบทรอบตวั และบริบทโลกตามวฒุ ิภาวะท่ี IS 3 กำรนำองค์ควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม (Social Service Activity) เป็นสาระท่ีม่งุ ให้
เหมาะสม โดยจะนาองคค์ วามรู้ไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งสร้างสรรค์ ผเู้ รียน นา/ประยกุ ตอ์ งคค์ วามรู้ไปสู่การปฏิบตั ิ หรือนาไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์
เกิดบริการสาธารณะ (Public Service) (บนั ไดข้นั ที่ 5)

คำอธบิ ำยรำยวิชำ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทยรำยวิลำพืน้ ฐำนภำษำไทยช้ัน ส่ือและกำรเรียนรู้
ประถมศึกษำปี ที่ 5
เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนบั สนุนการจดั การกระบวนการเรียนรู้ใหผ้ เู้ รียนเขา้ ถึง
การอา่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรอง ความหมายของคา ประโยค ความรู้ทกั ษะกระบวนการและคณุ ลกั ษณะตามมาตรฐานของหลกั สูตรไดอ้ ยา่ งมี
และขอ้ ความทเ่ี ป็นการบรรยายและการพรรณนา คาท่ีมีความหมายโดยนยั งาน ประสิทธิภาพสื่อการเรียนรู้มีหลากหลายประเภทท้งั สื่อธรรมชาติส่ือส่ิงพิมพส์ ื่อ
เขยี นเชิงอธิบาย คาส่งั ขอ้ แนะนา และปฏิบตั ิตาม เลือกอา่ นหนงั สือที่มีคุณค่า เทคโนโลยีและเครือขา่ ยการเรียนรู้ตา่ งๆที่มใี นทอ้ งถิ่นการเลือกใชส้ ื่อควรเลือก
ตามความสนใจ คดั ลายมือ การเขียนสื่อสาร แผนภาพโครงเรื่อง แผนภาพ ใหม้ ีความเหมาะสมกบั ระดบั พฒั นาการและลีลาการเรียนรู้ท่ีหลากหลายของ
ความคดิ ยอ่ ความ จดหมายถึงผปู้ กครองและญาติ การเขยี นแสดงความรู้สึกและ ผเู้ รียนการจดั หาสื่อการเรียนรู้ผเู้ รียนและผสู้ อนสามารถจดั ทาและพฒั นาข้ึนเอง
ความคดิ เห็น กรอกแบบรายการต่างๆ เขียนเรื่องตามจินตนาการ พดู แสดง หรือปรบั ปรุงเลือกใชอ้ ยา่ งมีคุณภาพจากสื่อตา่ งๆที่มีอยรู่ อบตวั เพือ่ นามาใช้
ความรู้ ความคิดเห็นและความรู้สึก พดู รายงาน ชนิดและหนา้ ท่ี ส่วนประกอบ ประกอบในการจดั การเรียนรู้ท่ีสามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผเู้ รียนเกิดการ
ของคาในประโยค เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่น ใชค้ าราชา เรียนรู้โดยสถานศึกษาควรจดั ใหม้ ีอยา่ งพอเพียงเพ่อื พฒั นาให้ผเู้ รียนเกิดการ
ศพั ท์ บอกคาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย การแต่งบทร้อยกรอง ใชส้ านวน เรียนรู้อยา่ งแทจ้ ริงสถานศึกษาเขตพ้นื ท่ีการศึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งและผมู้ ี
ไดถ้ ูกตอ้ ง การสรุปเร่ืองและขอ้ คดิ จากวรรณคดีหรือวรรณกรรมทอี่ ่าน บท หนา้ ที่จดั การศึกษาข้นั พ้ืนฐานควรดาเนินการดงั น้ี
อาขยานตามที่กาหนดและบทร้อยกรองท่ีมีคุณคา่ ตามความสนใจ
1. จดั ใหม้ ีแหลง่ การเรียนรูศ้ นู ยส์ ื่อการเรียนรู้ระบบสารสนเทศการเรียนรู้และ
โดยใชก้ ระบวนการอา่ น กระบวนการเขียน กระบวนการแสวงหาความรู้ เครือข่ายการเรียนรู้ที่มปี ระสิทธิภาพท้งั ในสถานศึกษาและในชุมชนเพ่ือ
กระบวนการกลมุ่ กระบวนการคิดวเิ คราะหแ์ ละสรุปความ กระบวนการคดิ การศึกษาคน้ ควา้ และการแลกเปลย่ี นประสบการณ์การเรียนรู้ระหวา่ งสถานศึกษา
อยา่ งมีวจิ ารณญาณ กระบวนการสื่อความ กระบวนการแกป้ ัญหา การฝึกปฏิบตั ิ ทอ้ งถิ่น ชุมชนสงั คมโลก
อธิบาย บนั ทึก การต้งั คาถาม ตอบคาถาม ใชท้ กั ษะการฟัง การดูและการพดู
พดู แสดงความคิดเหน็ กระบวนการสร้างความคดิ รวบยอด เพอื่ ให้เกิดความรู้ 2. จดั ทาและจดั หาสื่อการเรียนรู้สาหรับการศึกษาคน้ ควา้ ของผเู้ รียนเสริมความรู้
ความคดิ ความเขา้ ใจ ส่ือสารไดถ้ กู ตอ้ ง รักการเรียนภาษาไทย ใหผ้ สู้ อนรวมท้งั จดั หาส่ิงท่ีมีอยใู่ นทอ้ งถิ่นมาประยกุ ตใ์ ชเ้ ป็นสื่อการเรียนรู้

3. เลือกและใชส้ ื่อการเรียนรู้ที่มีคณุ ภาพมีความเหมาะสมมีความหลากหลาย กำรวัดและประเมินผลกำรเรียนรู้
สอดคลอ้ งกบั วิธีการเรียนรู้ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้และความแตกตา่ ง
ระหวา่ งบคุ คลของผเู้ รียน การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ของผเู้ รียนตอ้ งอยบู่ นหลกั การพ้นื ฐานสอง
ประการคือการประเมินเพ่อื พฒั นาผเู้ รียนและเพ่ือตดั สินผลการเรียนในการ
4. ประเมินคุณภาพของส่ือการเรียนรู้ที่เลือกใชอ้ ยา่ งเป็นระบบ พฒั นาคุณภาพการเรียนรู้ของผเู้ รียนใหป้ ระสบผลสาเร็จน้นั ผเู้ รียนจะตอ้ งไดร้ ับ
การพฒั นาและประเมินตามตวั ช้ีวดั เพ่อื ใหบ้ รรลตุ ามมาตรฐานการเรียนรู้สะทอ้ น
5. ศึกษาคน้ ควา้ วิจยั เพอ่ื พฒั นาส่ือการเรียนรู้ให้สอดคลอ้ งกบั กระบวนการเรียนรู้ สมรรถนะสาคญั และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคข์ องผเู้ รียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลกั
ของผเู้ รียน ในการวดั และประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดบั ไมว่ า่ จะเป็นระดบั ช้นั เรียนระดบั
สถานศึกษาระดบั เขตพ้ืนที่การศกึ ษาและระดบั ชาติการวดั และประเมินผลการ
6. จดั ใหม้ ีการกากบั ติตตามประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกบั ส่ือและ เรียนรู้เป็นกระบวนการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียนโดยใชผ้ ลการประเมนิ เป็นขอ้ มูล
การใชส้ ่ือการเรียนรู้เป็นระยะ ๆ และสม่าเสมอ และสารสนเทศท่ีแสดงพฒั นาการความกา้ วหนา้ และความสาเร็จทางการเรียน
ของผเู้ รียนตลอดจนขอ้ มลู ที่เป็นประโยชนต์ อ่ การส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนเกิดการ
พฒั นาและเรียนรู้อยา่ งเตม็ ตามศกั ยภาพการวดั และประเมินผลการเรียนรู้แบ่ง
ออกเป็น 4 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั ช้นั เรียนระดบั สถานศึกษาระดบั เขตพ้นื ท่ี
การศึกษาและระดบั ชาติมีรายละเอยี ดดงั น้ี

1. การประเมินระดบั ช้นั เรียนเป็นการวดั และประเมินผลที่อยใู่ นกระบวนการ 3. การประเมินระดบั เขตพ้นื ท่ีการศึกษาเป็นการประเมินคุณภาพผเู้ รียนในระดบั
จดั การเรียนรู้ผสู้ อนดาเนินการเป็นปกติและสม่าเสมอในการจดั การเรียนการ เขตพ้ืนที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั
สอนใชเ้ ทคนิคการประเมนิ อยา่ งหลากหลายเช่นการซกั ถามการสังเกตการตรวจ พ้นื ฐานเพ่อื ใชเ้ ป็นขอ้ มลู พ้ืนฐานในการพฒั นาคุณภาพการศึกษาของเขตพ้นื ที่
การบา้ นการประเมินโครงงานการประเมนิ ชิ้นงาน / ภาระงานแฟ้มสะสมงาน การศึกษาตามภาระความรับผิดชอบสามารถดาเนินการโดยประเมินคณุ ภาพ
การใชแ้ บบทดสอบ ฯลฯ โดยผสู้ อนเป็นผปู้ ระเมินเองหรือเปิ ดโอกาสให้ผเู้ รียน ผลสัมฤทธ์ิของผเู้ รียนดว้ ยขอ้ สอบมาตรฐานทีจ่ ดั ทาและดาเนินการโดยเขตพ้ืนท่ี
ประเมนิ ตนเองเพื่อนประเมินเพ่ือนผปู้ กครองร่วมประเมินในกรณีท่ีไม่ผา่ น การศึกษาหรือดว้ ยความร่วมมือกบั หน่วยงานตน้ สังกดั ในการดาเนินการจดั สอบ
ตวั ช้ีวดั ใหม้ ีการสอนซ่อมเสริมการประเมนิ ระดบั ช้นั เรียนเป็นการตรวจสอบว่า นอกจากน้ียงั ไดจ้ ากการตรวจสอบทบทวนขอ้ มูลจากการประเมินระดบั
ผเู้ รียนมีพฒั นาการความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้อนั เป็นผลมาจากการจดั กิจกรรม สถานศึกษาในเขตพ้นื ท่ีการศึกษา
การเรียนการสอนหรือไม่และมากนอ้ ยเพียงใดมีสิ่งท่ีจะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นา
ปรับปรุงและส่งเสริมในดา้ นใดนอกจากน้ียงั เป็นขอ้ มูลให้ผสู้ อนใชป้ รับปรุงการ 4. การประเมินระดบั ชาติเป็นการประเมนิ คณุ ภาพผเู้ รียนในระดบั ชาติตาม
เรียนการสอนของตนดว้ ยท้งั น้ีโดยสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้ีวดั มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐานสถานศึกษา
ตอ้ งจดั ใหผ้ เู้ รียนทุกคนที่เรียนในช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6
2. การประเมินระดบั สถานศึกษาเป็นการประเมินที่สถานศึกษาดาเนินการเพอ่ื ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 และช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 เขา้ รับการประเมินผลจากการ
ตดั สินผลการเรียนของผเู้ รียนเป็นรายปี / รายภาคผลการประเมินการอา่ นคดิ ประเมนิ ใชเ้ ป็นขอ้ มูลในการเทียบเคยี งคุณภาพการศึกษาในระดบั ตา่ งๆเพอ่ื
วเิ คราะหแ์ ละเขียนคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคแ์ ละกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน นาไปใชใ้ นการวางแผนยกระดบั คุณภาพการจดั การศึกษาตลอดจนเป็นขอ้ มลู
นอกจากน้ีเพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู เกี่ยวกบั การจดั การศึกษาของสถานศึกษาว่าส่งผลตอ่ สนบั สนุนการตดั สินใจในระดบั นโยบายของประเทศ
การเรียนรู้ของผเู้ รียนตามเป้าหมายหรือไมผ่ เู้ รียนมีจดุ พฒั นาในดา้ นใดรวมท้งั
สามารถนาผลการเรียนของผเู้ รียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกบั เกณฑ์
ระดบั ชาติผลการประเมินระดบั สถานศึกษาจะเป็นขอ้ มลู และสารสนเทศเพือ่ การ
ปรับปรุงนโยบายหลกั สูตรโครงการหรือวธิ ีการจดั การเรียนการสอนตลอดจน
เพอื่ การจดั ทาแผนพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการ
ประกนั คุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจดั การศึกษาตอ่ คณะกรรมการ
สถานศึกษาสานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั
พ้นื ฐานผปู้ กครองและชุมชน

เกณฑ์กำรวัดและประเมินผลกำรเรียน 2. เกณฑก์ ารจบการศึกษา (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พ้นื ฐานกาหนดเกณฑก์ ลางสาหรับการจบการศึกษาเป็น 3 ระดบั คอื ระดบั
1. การตดั สินการใหร้ ะดบั และการรายงานผลการเรียน ประถมศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ และระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

1.1 การตดั สินผลการเรียนในการตดั สินผลการเรียนของกลมุ่ สาระการเรียนรู้การ 2.1 เกณฑก์ ารจบระดบั ประถมศึกษา
อา่ นคดิ วเิ คราะหแ์ ละเขยี นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคแ์ ละกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
น้นั ผสู้ อนตอ้ งคานึงถึงการพฒั นาผเู้ รียนแต่ละคนเป็นหลกั และตอ้ งเกบ็ ขอ้ มลู 1.ผเู้ รียนเรียนรายวชิ าพ้นื ฐานและรายวิชา / กิจกรรมเพ่มิ เติมตามโครงสร้างเวลา
ของผเู้ รียนทกุ ดา้ นอยา่ งสม่าเสมอและต่อเนื่องในแต่ละภาคเรียนรวมท้งั สอน เรียนที่หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานกาหนด
ซ่อมเสริมผเู้ รียนใหพ้ ฒั นาจนเตม็ ตามศกั ยภาพระดบั ประถมศึกษา
2.ผเู้ รียนตอ้ งมผี ลการประเมนิ รายวิชาพ้ืนฐานผา่ นเกณฑก์ ารประเมินตามท่ี
1.ผเู้ รียนตอ้ งมเี วลาเรียนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนท้งั หมด สถานศึกษากาหนด

2.ผเู้ รียนตอ้ งไดร้ ับการประเมินทกุ ตวั ช้ีวดั และผา่ นตามเกณฑท์ ่ีสถานศึกษา 3.ผเู้ รียนมีผลการประเมินการอา่ นคิดวเิ คราะห์และเขยี นในระดบั ผา่ นเกณฑก์ าร
กาหนด ประเมนิ ตามที่สถานศึกษากาหนด

3.ผเู้ รียนตอ้ งไดร้ ับการตดั สินผลการเรียนทกุ รายวิชา 4.ผเู้ รียนมีผลการประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคใ์ นระดบั ผา่ นเกณฑก์ าร
ประเมนิ ตามที่สถานศึกษากาหนด
4. ผเู้ รียนตอ้ งไดร้ ับการประเมินและมีผลการประเมนิ ผา่ นตามเกณฑท์ ่ี
สถานศึกษากาหนดในการอา่ นคดิ วิเคราะห์และเขียนคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 5.ผเู้ รียนเขา้ ร่วมกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนและมีผลการประเมินผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
และกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน ตามที่สถานศึกษากาหนด

1.2 การให้ระดบั ผลการเรียนระดบั ประถมศึกษาในการตดั สินเพ่อื ให้ระดบั ผลการ
เรียนรายวิชาสถานศึกษาสามารถให้ระดบั ผลการเรียนหรือระดบั คณุ ภาพการ
ปฏิบตั ิของผเู้ รียนเป็นระบบตวั เลขระบบตวั อกั ษรระบบร้อยละและระบบท่ีใชค้ า
สาคญั สะทอ้ นมาตรฐานการประเมินการอ่านคดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี นและ
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคน์ ้นั ใหร้ ะดบั ผลการประเมนิ เป็นดีเยี่ยมดีและผา่ นการ
ประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนจะตอ้ งพิจารณา

ภำคผนวก จุดหมำย

สาระการเรียนรู้ 1.มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มีวนิ ยั
และปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา
สาระการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย องคค์ วามรู้ ทกั ษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และ
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ซ่ึงกาหนดให้ผเู้ รียนทุกคนในระดบั การศึกษาข้นั หรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
พ้นื ฐานจาเป็นตอ้ งเรียนรู้ ดงั น้ี
2.มีความรู้อนั เป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกป้ ัญหา
องคค์ วามรู้ ทกั ษะสาคญั และคณุ ลกั ษณะในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั การใชเ้ ทคโนโลยีและมีทกั ษะชีวิต
พ้ืนฐานภาษาไทย : ความรู้ ทกั ษะ และวฒั นธรรมการใชภ้ าษา ความชื่นชม การ
เห็นคณุ ค่าภูมิปัญญาไทยและภมู ิใจในภาษาประจาชาติความสัมพนั ธ์ของการ 3.มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสยั และรักการออกกาลงั กาย
พฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียนตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
4.มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมน่ั ในวถิ ี
วสิ ัยทัศน์ ชีวิตและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็น
ประมุข
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน มุ่งพฒั นาผเู้ รียนทุกคน ซ่ึง
เป็นกาลงั ของชาติใหเ้ ป็นมนุษยท์ ่มี ีความสมดุลท้งั ดา้ นร่างกาย ความรู้คุณธรรม 5.มีจิตสานึกในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษแ์ ละพฒั นา
มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมนั่ ในการปกครองตาม ส่ิงแวดลอ้ ม มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชนแ์ ละสร้างส่ิงท่ีดีงามในสงั คม และ
ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุขมี ความรู้และทกั ษะ อยรู่ ่วมกนั ในสงั คมอยา่ งมีความสุข
พ้ืนฐาน รวมท้งั เจตคติ ท่ีจาเป็นตอ่ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ
การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั บนพนื้ ฐานความเช่ือว่า ทกุ
คนสามารถเรียนรูแ้ ละพฒั นาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน มำตรฐำนกำรเรียนรู้และตวั ชี้วัด 8 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้
1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วทิ ยาศาสตร์
1.ความสามารถในการส่ือสาร 4. สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ
2.ความสามารถในการคดิ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ
3.ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4.ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ กิจกรรมพฒั นำผู้เรียน
5.ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 1. กิจกรรมแนะแนว
2. กิจกรรมนกั เรียน
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 3. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

1.รักชาติศาสน์ กษตั ริย์ อภิธำนศัพท์
2.ซื่อสัตยส์ ุจริต กระบวนการเขียน
3.มีวนิ ยั กระบวนการเขียนเป็นการคดิ เร่ืองที่จะเขยี นและรวบรวมความรู้ในการเขยี น
4.ใฝ่ เรียนรู้ กระบวนการเขยี น
5.อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มี 5 ข้นั ดงั น้ี
6.ม่งุ มนั่ ในการทางาน
7.รักความเป็ นไทย
8.มีจิตสาธารณะ

1. การเตรียมการเขียน เป็นขน้ั เตรียมพรอ้ มท่จี ะเขียนโดยเลือกหวั ขอ้ เรอื่ งท่ีจะ อภธิ านศพั ท์
เขยี น บนพนื้ ฐานของประสบการณ์ กาหนดรูปแบบการเขยี น รวบรวมความคิด
ในการเขยี น อาจใชว้ ิธีการอา่ นหนงั สอื สนทนา จดั หมวดหมคู่ วามคิด โดยเขยี น 1.กระบวนการเขียน
เป็นแผนภาพความคดิ จดบนั ทกึ ความคดิ ท่จี ะเขยี นเป็นรูปหวั ขอ้ เรอื่ งใหญ่
หวั ขอ้ ย่อย และรายละเอยี ดครา่ วๆ กระบวนการเขียนเป็นการคิดเรื่องท่จี ะเขยี นและรวบรวมความรูใ้ นการเขยี นกระบวนการเขยี น
มี 5 ขน้ั ดงั นี้
2. การยกรา่ งขอ้ เขียน เม่ือเตรยี มหวั ขอ้ เรือ่ งและความคดิ รูปแบบการเขยี นแลว้
ใหน้ าความคดิ มาเขยี นตามรูปแบบท่ีกาหนดเป็นการยกรา่ งขอ้ เขยี น โดย 1. การเตรยี มการเขียน เป็นขนั้ เตรียมพรอ้ มท่จี ะเขียนโดยเลือกหวั ขอ้ เรอ่ื งท่ีจะเขยี น บนพนื้ ฐาน
คานึงถงึ วา่ จะเขยี นใหใ้ ครอ่าน จะใชภ้ าษาอยา่ งไรใหเ้ หมาะสมกบั เรื่องและ ของประสบการณ์ กาหนดรูปแบบการเขยี น รวบรวมความคดิ ในการเขยี น อาจใชว้ ธิ ีการอา่ น
เหมาะกบั ผอู้ ่ืน จะเรม่ิ ตน้ เขยี นอยา่ งไร มหี วั ขอ้ เร่ืองอยา่ งไร ลาดบั ความคิด หนงั สอื สนทนา จดั หมวดหมคู่ วามคดิ
อย่างไร เช่ือมโยงความคดิ อยา่ งไร
2. การยกรา่ งขอ้ เขียน เม่ือเตรยี มหวั ขอ้ เรอ่ื งและความคดิ รูปแบบการเขียนแลว้ ใหน้ าความคดิ
3. การปรบั ปรุงขอ้ เขยี น เม่ือเขียนยกรา่ งแลว้ อ่านทบทวนเรอื่ งท่เี ขยี น ปรบั ปรุง มาเขยี นตามรูปแบบท่กี าหนดเป็นการยกรา่ งขอ้ เขยี น โดยคานงึ ถงึ วา่ จะเขยี นใหใ้ ครอา่ น จะใช้
เร่อื งท่เี ขยี นเพ่มิ เตมิ ความคิดใหส้ มบรู ณ์ แกไ้ ขภาษา สานวนโวหาร นาไปให้ ภาษาอย่างไรใหเ้ หมาะสมกบั เร่ืองและเหมาะกบั ผอู้ ืน่
เพ่อื นหรอื ผอู้ ่ืนอ่าน นาขอ้ เสนอแนะมาปรบั ปรุงอกี ครงั้
3. การปรบั ปรุงขอ้ เขยี น เม่ือเขียนยกรา่ งแลว้ อ่านทบทวนเรื่องท่เี ขียน ปรบั ปรุงเรื่องทเ่ี ขยี น
4. การบรรณาธิการกจิ นาขอ้ เขยี นท่ปี รบั ปรุงแลว้ มาตรวจทานคาผดิ แกไ้ ขให้ เพม่ิ เตมิ ความคดิ ใหส้ มบรู ณแ์ กไ้ ขภาษา สานวนโวหาร นาไปใหเ้ พ่อื นหรอื ผอู้ ื่นอ่าน นา
ถกู ตอ้ ง แลว้ อา่ นตรวจทานแกไ้ ขขอ้ เขยี นอีกครงั้ แกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดทง้ั ภาษา ขอ้ เสนอแนะมาปรบั ปรุงอกี ครงั้
ความคิด และการเวน้ วรรคตอน
4. การบรรณาธิการกจิ นาขอ้ เขยี นท่ปี รบั ปรุงแลว้ มาตรวจทานคาผดิ แกไ้ ขใหถ้ กู ตอ้ ง แลว้ อา่ น
5. การเขยี นใหส้ มบรู ณ์ นาเร่อื งท่แี กไ้ ขปรบั ปรุงแลว้ มาเขยี นเร่ืองใหส้ มบรู ณ์ ตรวจทานแกไ้ ขขอ้ เขยี นอีกครงั้ แกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดทง้ั ภาษา ความคดิ และการเวน้ วรรคตอน
จดั พมิ พ์ วาดรูปประกอบ เขยี นใหส้ มบรู ณด์ ว้ ยลายมอื ท่สี วยงามเป็นระเบียบ
เม่ือพมิ พห์ รือเขียนแลว้ ตรวจทานอีกครงั้ ใหส้ มบรู ณก์ อ่ นจดั ทารูปเล่ม 5. การเขียนใหส้ มบรู ณ์ นาเร่ืองท่แี กไ้ ขปรบั ปรุงแลว้ มาเขยี นเรื่องใหส้ มบรู ณ์ จดั พิมพว์ าดรูป
ประกอบ เขยี นใหส้ มบรู ณด์ ว้ ยลายมอื ท่สี วยงามเป็นระเบยี บ เม่ือพมิ พห์ รอื เขยี นแลว้ ตรวจทาน
อกี ครงั้ ใหส้ มบรู ณก์ ่อนจดั ทารูปเล่ม

2.กระบวนการคิด 5. การขยายความคิด ผอู้ ่านจะสะทอ้ นความเขา้ ใจในการอา่ น บนั ทึกขอ้ คดิ เห็น คณุ คา่ ของ
เรือ่ งเช่ือมโยงเรื่องราวในเร่อื งกบั ชีวติ จรงิ ความรูส้ กึ จากการอา่ น จดั ทาโครงงานหลกั การอา่ น
การฟัง การพดู การอา่ น และการเขียน เป็นกระบวนการคดิ คนท่จี ะคิดไดด้ ตี อ้ งเป็นผฟู้ ัง ผพู้ ดู เชน่ วาดภาพเขยี นบทละคร เขยี นบนั ทกึ รายงานการอา่ น
ผอู้ ่านและผเู้ ขียนท่ดี บี คุ คลท่จี ะคดิ ไดด้ ีจะตอ้ งมคี วามรูแ้ ละประสบการณพ์ นื้ ฐานในการคดิ
บคุ คลจะมคี วามสามารถในการรวบรวมขอ้ มลู ขอ้ เทจ็ จรงิ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และประเมนิ คา่ 4.การเขยี นเชิงสร้างสรรค์
จะตอ้ งมคี วามรูแ้ ละประสบการณพ์ นื้ ฐานท่นี ามาชว่ ยในการคิดทง้ั สนิ้ การสอนใหค้ ดิ ควรให้
ผเู้ รียนรูจ้ กั คดั เลอื กขอ้ มลู ถ่ายทอด รวบรวม และจาขอ้ มลู ตา่ งๆ สมองของมนษุ ยจ์ ะเป็น การเขยี นเชงิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นการเขยี นโดยใชค้ วามรูป้ ระสบการณแ์ ละจนิ ตนาการในการเขยี น
ผบู้ รโิ ภคขอ้ มลู ข่าวสาร และสามารถแปลความขอ้ มลู ข่าวสาร และสามารถนามาใชอ้ า้ งอิง การ เช่นการเขยี นเรียงความ นิทาน เรอื่ งสนั้ นวนิยาย และบทรอ้ ยกรอง การเขียนเชิงสรา้ งสรรค์
เป็นผฟู้ ัง ผูพ้ ดู ผอู้ า่ น และผเู้ ขียนท่ดี ี ผเู้ ขยี นจะตอ้ งมคี วามคดิ ดี มจี ินตนาการดี มคี ลงั คาอยา่ งหลากหลาย สามารถนาคามาใช้ ใน
การเขยี น ตอ้ งใชเ้ ทคนคิ การเขยี น และใชถ้ อ้ ยคาอย่างสละสลวย 19.5การดู
3.กระบวนการอ่าน
การดเู ป็นการรบั สารจากสอื่ ภาพและเสยี ง และแสดงทรรศนะไดจ้ ากการรบั รูส้ าร ตคี วาม แปล
1. การเตรยี มการอ่าน ผอู้ า่ นจะตอ้ งอา่ นช่ือเร่อื ง หวั ขอ้ ย่อยจากสารบญั เรือ่ ง อา่ นคานา ให้ ความวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คณุ คา่ สารจากสอ่ื เช่น การดโู ทรทศั นก์ ารดคู อมพิวเตอรก์ ารดลู ะคร
ทราบจดุ มงุ่ หมายของหนงั สอื ตงั้ จดุ ประสงคข์ องการอา่ นจะอา่ นเพ่อื ความเพลดิ เพลนิ หรอื อ่าน การดภู าพยนตรก์ ารดหู นงั สือการต์ นู
เพ่อื หาความรู้
5.การตีความ
2. การอา่ น ผอู้ า่ นจะอา่ นหนงั สอื ใหต้ ลอดเลม่ หรอื เฉพาะตอนท่ตี อ้ งการอา่ น ขณะอา่ นผอู้ า่ น
จะใชค้ วามรูจ้ ากการอา่ นคา ความหมายของคามาใชใ้ นการอา่ น รวมทงั้ การรูจ้ กั แบ่งวรรคตอน การตคี วามเป็นการใชค้ วามรูแ้ ละประสบการณข์ องผอู้ า่ นและการใชบ้ รบิ ท ไดแ้ ก่ คาท่แี วดลอ้ ม
ดว้ ย การอา่ นเรว็ จะมีส่วนช่วยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจเร่อื งไดด้ กี วา่ ผอู้ ่านชา้ ขอ้ ความทาความเขา้ ใจขอ้ ความหรอื กาหนดความหมายของคาใหถ้ กู ตอ้ ง

3. การแสดงความคดิ เหน็ ผอู้ า่ นจะจดบนั ทกึ ขอ้ ความท่มี ีความสาคญั หรอื เขยี นแสดง ความ 6.การเปลย่ี นแปลงของภาษา
คิดเห็น ตคี วามขอ้ ความท่อี ่าน อา่ นซา้ ในตอนท่ไี มเ่ ขา้ ใจเพ่อื ทาความเขา้ ใจใหถ้ กู ตอ้ ง ขยาย
ความคดิ จากการอ่าน จบั คกู่ บั เพ่อื นสนทนาแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ภาษาย่อมมกี ารเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา คาคาหนึ่งในสมยั หนึ่งเขยี นอยา่ งหนงึ่ อีกสมยั
หน่ึงเขียนอกี อยา่ งหน่ึง คาว่า ประเทศ แตเ่ ดมิ เขยี น ประเทษ คาวา่ ปักษใ์ ต้ แตเ่ ดิมเขยี น ปักใต้
4. การอา่ นสารวจ ผอู้ า่ นจะอ่านซา้ โดยเลอื กอา่ นตอนใดตอนหน่งึ ตรวจสอบคาและภาษา ท่ใี ช้ ในปัจจบุ นั เขียน ปักษใ์ ต้ คาวา่ ลมุ่ ลกึ แต่กอ่ นเขียน ลมุ่ ฦก ภาษาจงึ มกี ารเปล่ียนแปลง ทง้ั
สารวจโครงเรอ่ื งของหนงั สอื เปรียบเทยี บหนงั สอื ท่อี ่านกบั หนงั สือทเ่ี คยอา่ น ความหมายและการเขยี น บางครงั้ คาบางคา

7.การสร้างสรรค์ วเิ คราะห์ ทดสอบเพ่อื แกป้ ัญหาขอ้ งใจ ผเู้ รยี นจะนาความรูจ้ ากชน้ั เรยี นมาบรู ณาการในการ
แกป้ ัญหา คน้ หาคาตอบ เป็นกระบวนการคน้ พบนาไปส่กู ารเรยี นรู้
การสรา้ งสรรคค์ ือ การรูจ้ กั เลอื กความรู้ ประสบการณท์ ่มี อี ยเู่ ดมิ มาเป็นพนื้ ฐานในการสรา้ ง
ความรูค้ วามคดิ ใหม่ หรอื สิง่ แปลกใหม่ทม่ี คี ณุ ภาพและมีประสทิ ธภิ าพสงู กวา่ เดิม บคุ คลท่จี ะมี 12.ทกั ษะการสอ่ื สาร
ความสามารถในการสรา้ งสรรคจ์ ะตอ้ งเป็นบคุ คลท่มี คี วามคดิ อสิ ระอยเู่ สมอ มคี วามเช่ือม่นั ใน
ตนเอง มองโลกในแงด่ ี คดิ ไตรต่ รองไม่ตดั สนิ ใจสง่ิ ใดงา่ ยๆ ทกั ษะการส่ือสาร ไดแ้ ก่ ทกั ษะการพดู การฟัง การอา่ น และการเขียน ซ่งึ เป็นเครือ่ งมือของการ
ส่งสารและการรบั สาร การสง่ สาร ไดแ้ ก่ การสง่ ความรูค้ วามเช่ือ ความคดิ ความรูส้ กึ ดว้ ยการ
8.ข้อมูลสารสนเทศ พดู และการเขยี น ส่วนการรบั สาร

ขอ้ มลู สารสนเทศ หมายถงึ เรอ่ื งราว ขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ มลู หรอื สง่ิ ใดสงิ่ หน่ึงท่สี ามารถ สือ่ 13.ธรรมชาตขิ องภาษา
ความหมายดว้ ยการพดู บอกเล่า บนั ทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนงั สือ แผนท่ี แผนภาพ
ภาพถ่าย บนั ทึกดว้ ยเสียงและภาพ บนั ทกึ ดว้ ยเครอื่ งคอมพวิ เตอร์ เป็นการเก็บเรือ่ งราวตา่ งๆ ธรรมชาติของภาษาเป็นคณุ สมบตั ขิ องภาษาท่สี าคญั มีคณุ สมบตั พิ อสรุปได้ คือ ประการ ท่ี
บนั ทกึ ไวเ้ ป็นหลกั ฐานดว้ ยวธิ ีตา่ งๆ หนง่ึ ทกุ ภาษาจะประกอบดว้ ยเสยี งและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรอื กฎเกณฑใ์ น
การใช้ อย่างเป็นระบบประการทส่ี อง ภาษามีพลงั ในการงอกงามมริ ูส้ นิ้ สดุ หมายถงึ มนษุ ย์
9.ความหมายของคา สามารถใชภ้ าษา สอ่ื ความหมายไดโ้ ดยไม่สนิ้ สดุ ประการท่สี าม ภาษาเป็นเรอื่ งของการใช้
สญั ลกั ษณร์ ว่ มกนั หรือสมมติรว่ มกนั และมกี ารรบั รูส้ ญั ลกั ษณห์ รอื สมมตริ ว่ มกนั เพ่อื สรา้ ง
คาท่ใี ชใ้ นการตดิ ตอ่ สือ่ สารมคี วามหมายแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ คอื ความเขา้ ใจตรงกนั ประการท่สี ี่ ภาษาสามารถใชภ้ าษาพดู ในการติดตอ่ ส่อื สาร ไมจ่ ากัดเพศ
ของผสู้ ง่ สาร ไมว่ า่ หญิง ชาย เด็ก ผใู้ หญ่ สามารถผลดั กนั ในการสง่ สารและรบั สารได้ ประการ
1. ความหมายโดยตรง ท่หี า้ ภาษาพดู ย่อมใชไ้ ดท้ ง้ั ในปัจจบุ นั อดีต และอนาคต ไมจ่ ากดั เวลาและสถานท่ี ประการท่ี
หก ภาษาเป็นเครื่องมือการถา่ ยทอดวฒั นธรรม และวิชาความรูน้ านาประการ ทาใหเ้ กดิ การ
2. ความหมายแฝง เปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมและการสรา้ งสรรคส์ ง่ิ ใหม่

3. ความหมายในบรบิ ท 14.แนวคดิ ในวรรณกรรม

10.คณุ ค่าของงานประพนั ธ์ แนวคิดในวรรณกรรมหรอื แนวเร่ืองในวรรณกรรมเป็นความคดิ สาคญั ในการผกู เรื่องให้ ดาเนิน
เรอื่ งไปตามแนวคดิ หรือเป็นความคิดท่สี อดแทรกในเรอ่ื งใหญ่ แนวคิดยอ่ มเก่ียวขอ้ งกบั มนษุ ย์
แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประการ คอื 1.คณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์ 2.คณุ คา่ ดา้ นสงั คม และสงั คม เป็นสารท่ผี เู้ ขยี นสง่ ใหผ้ อู้ ่าน

11.โครงงาน

โครงงานเป็นการจดั การเรยี นรูว้ ิธีหนงึ่ ท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นเรยี นดว้ ยการคน้ ควา้ ลงมือปฏิบตั จิ รงิ
ในลกั ษณะของการสารวจ คน้ ควา้ ทดลอง ประดษิ ฐ์คดิ คน้ ผเู้ รยี นจะรวบรวมขอ้ มลู นามา

15.บรบิ ท 20.ภูมิปัญญาทอ้ งถนิ่

เป็นคาท่แี วดลอ้ มขอ้ ความท่อี า่ น ผอู้ ่านจะใชค้ วามรูส้ กึ และประสบการณม์ ากาหนด เรียกวา่ ภมู ิปัญญาชาวบา้ น ของคนในทอ้ งถ่ินท่มี คี วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั คน คนกบั
ความหมายหรือความเขา้ ใจ โดยนาคาแวดลอ้ มมาชว่ ยประกอบความรูแ้ ละประสบการณ์ ธรรมชาตเิ พ่อื ความอยรู่ อด แตค่ นในทอ้ งถ่นิ จะสรา้ งความรูจ้ ากประสบการณแ์ ละจากการ
ปฏบิ ตั ิ เป็นความรูค้ วามคิด ท่นี ามาใชใ้ นทอ้ งถ่ินของตนเพอ่ื การดารงชวี ติ ท่เี หมาะสมและ
16.พลังของภาษา สอดคลอ้ งกบั ธรรมชาต

ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการดารงชวี ิตของมนษุ ย์ มนษุ ยจ์ งึ สามารถเรียนรูภ้ าษาเพ่อื การ 21.ภมู ปิ ัญญาทางภาษา
ดารงชีวติ เป็นเคร่อื งมือของการสอื่ สารและสามารถพฒั นาภาษาของตนได้ ภาษาชว่ ยใหค้ น
รูจ้ กั คดิ และแสดงออกของความคิดดว้ ยการพดู การเขยี น และการกระทาซง่ึ เป็นผลจากการคดิ ภมู ิปัญญาทางภาษาเป็นความรูท้ างภาษา วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน บทเพลง สภุ าษิต คาพงั เพยใน
ถา้ ไม่มีภาษา คนจะคดิ ไม่ได้ ถา้ คนมีภาษานอ้ ย มคี าศพั ทน์ อ้ ย ความคิดของคนกจ็ ะแคบไม่ แตล่ ะทอ้ งถ่นิ ท่ไี ดใ้ ชภ้ าษาในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานตา่ งๆ เพ่อื ใชป้ ระโยชนใ์ นกจิ กรรมทาง
กวา้ งไกล คนท่ใี ชภ้ าษาไดด้ จี ะมคี วามคดิ ดีดว้ ย สงั คมท่ตี า่ งกนั โดยนาภมู ปิ ัญญาทางภาษาในการส่งั สอนอบรมพธิ ีการตา่ งๆ

17.ภาษาถน่ิ 22.ระดบั ภาษา

ภาษาถ่ินเป็นภาษาพนื้ เมืองหรอื ภาษาทใ่ี ชใ้ นทอ้ งถ่ิน ซง่ึ เป็นภาษาดงั้ เดมิ ของชาวพนื้ บา้ นท่ใี ช้ ภาษาเป็นวฒั นธรรมท่คี นในสงั คมจะตอ้ งใชภ้ าษาใหถ้ กู ตอ้ งกบั สถานการณแ์ ละโอกาสท่ใี ช้
พดู จากนั ในหมเู่ หลา่ ของตน บางครงั้ จะใชค้ าท่มี คี วามหมายตา่ งกนั ไปเฉพาะถ่ิน บางครงั้ คาท่ี ภาษา บคุ คลและประชมุ ชน การใชภ้ าษาจึงแบง่ ออกเป็นระดบั ของการใชภ้ าษาไดห้ ลาย
ใชพ้ ดู จากนั เป็นคาเดียวความหมายตา่ งกนั แลว้ ยงั ใชส้ าเนยี งท่ตี า่ งกนั รูปแบบ ตาราแตล่ ะเล่มจะแบง่ ระดบั ภาษาแตกต่างกนั ตามลกั ษณะ

18.ภาษาไทยมาตรฐาน ของสมั พนั ธภาพของบคุ คลและสถานการณ์

ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรยี กวา่ ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เป็นภาษาท่ใี ช้ 23.วจิ ารณญาณวิจารณญาณ หมายถงึ การใชค้ วามรูค้ วามคดิ ทาความเขา้ ใจเรือ่ งใดเร่ือง
ส่อื สารกนั ท่วั ประเทศและเป็นภาษาท่ใี ชใ้ นการเรียนการสอน เพ่อื ใหค้ นไทยสามารถใชภ้ าษา หนงึ่ อย่างมเี หตผุ ล การมวี จิ ารณญาณตอ้ งอาศยั ประสบการณใ์ นการพิจารณาตดั สนิ สารดว้ ย
ราชการ ในการตดิ ตอ่ ส่ือสารสรา้ งความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คอื ภาษาท่ใี ชก้ นั ใน
เมอื งหลวง ท่ใี ชต้ ดิ ตอ่ กนั ทงั้ ประเทศ

19.ภาษาพูดกับภาษาเขียน

ภาษาพดู เป็นภาษาท่ใี ชพ้ ดู จากนั ไมเ่ ป็นแบบแผนภาษา ไมพ่ ถิ ีพถิ นั ในการใชแ้ ตใ่ ชส้ อ่ื สารกนั
ไดด้ สี รา้ งความรูส้ กึ ท่ีเป็นกนั เอง ใชใ้ นหมเู่ พ่อื นฝงู ในครอบครวั และตดิ ต่อสอ่ื สารกนั อยา่ งไม่
เป็นทางการ การใชภ้ าษาพดู จะใชภ้ าษาท่เี ป็นกนั เองและสภุ าพ

รูปแบบแผนนวตั กรรมการสอน กลุม่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ท๕่ี
พฒั นารูปแบบการสอนโดยใชน้ วตั กรรม Open Approach หน่วยที่ ๑ เรอ่ื ง สายนา้ สายชีวิต จานวน ๑๑ ช่วั โมง
รูปแบบการสอนโดยใชน้ วตั กรรม Open Approach เวลา ๒ ช่วั โมง
นวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรูต้ ามรูปแบบการสอนโดยใชแ้ ผนภาพ แผนการเรยี นรู้ท่ี ๑ ความเขา้ ใจเนือ้ หา
ความคิด
ขนั้ ท่ี 1ข้ันเตรียมความพร้อม
1.1 กิจกรรมการจดั กล่มุ ผเู้ รียน
1.2 แนะนาการเรียน/กตกิ า/อปุ กรณ/์ ส่ือและแหลง่ การเรียนรู้
ขั้นที่ 2ข้นั กาหนดประเดน็ /หวั ข้อ/เงอื่ นไข/สถานการณ์
โดยใชเ้ กม/กจิ กรรม/ใบงาน/สอื่ ตา่ งๆ
ข้ันท่ี 3ขัน้ แลกเปลี่ยนการเรยี นรู้
กิจกรรมกล่มุ ระดมการคดิ วเิ คราะหส์ รุปสาระสาคญั ของเรอ่ื ง โดยจดั ทาเป็นแผนภาพความคิด
กลมุ่
ข้ันที่ 4นาเสนอผลงาน
กลมุ่ นาเสนอขน้ั ตอนการทางานและองคค์ วามรูจ้ ากกจิ กรรมตามใบงาน
ขั้นที่ 5ขั้นชีแ้ นะ
นกั เรียนและครูช่วยกนั ชีแ้ นะ อภปิ รายแสดงขอ้ คิดเหน็ รว่ มกนั /เพม่ิ เติม ประเด็นความรู้

กระบวนกำรคดิ กระบวนการอา่ น

การฟัง การพดู การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคดิ คนท่จี ะคิดไดด้ ตี อ้ ง การอ่านเป็นกระบวนการซง่ึ ผอู้ ่านสรา้ งความหมายหรือพฒั นา การตีความ
เป็นผฟู้ ัง ผพู้ ดู ผอู้ า่ น และผเู้ ขยี นท่ดี ี บคุ คลท่จี ะคดิ ไดด้ ีจะตอ้ งมีความรูแ้ ละ ระหวา่ งการอา่ นผอู้ ่านจะตอ้ งรูห้ วั ขอ้ เร่อื ง รูจ้ ดุ ประสงคข์ องการอ่าน มีความรู้
ประสบการณพ์ นื้ ฐานในการคดิ บคุ คลจะมคี วามสามารถในการรวบรวมขอ้ มลู ทางภาษาท่ใี กลเ้ คยี งกบั ภาษาท่ใี ชใ้ นหนงั สือท่อี า่ น โดยใชป้ ระสบการณเ์ ดมิ
ขอ้ เท็จจรงิ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และประเมินคา่ จะตอ้ งมีความรูแ้ ละ เป็นประสบการณท์ าความเขา้ ใจกบั เรื่องท่ีอา่ น กระบวนการอ่านมดี งั นี้
ประสบการณพ์ นื้ ฐานท่นี ามาชว่ ยในการคิดทงั้ สนิ้ การสอนใหค้ ดิ ควรใหผ้ เู้ รยี น
รูจ้ กั คดั เลือกขอ้ มลู ถา่ ยทอด รวบรวม และจาขอ้ มลู ตา่ งๆ กระบวนการสอน 1. การเตรียมการอา่ น ผอู้ า่ นจะตอ้ งอา่ นช่ือเรอื่ ง หวั ขอ้ ยอ่ ยจากสารบญั เรื่อง
ภาษาจึงตอ้ งสอนใหผ้ เู้ รยี นเป็นผรู้ บั รูข้ อ้ มลู ข่าวสารและมีทกั ษะการคิด นา อ่านคานา ใหท้ ราบจดุ ม่งุ หมายของหนงั สอื ตัง้ จดุ ประสงคข์ องการอา่ นจะอา่ น
ขอ้ มลู ขา่ วสารท่ไี ดจ้ ากการฟังและการอ่านนามาสกู่ ารฝึกทกั ษะการคดิ นาการ เพ่อื ความเพลิดเพลินหรืออา่ นเพ่อื หาความรู้
ฟัง การพดู การอา่ น และการเขยี น มาสอนในรูปแบบ บรู ณาการทกั ษะ
ตวั อยา่ ง เชน่ การเขยี นเป็นกระบวนการคดิ ในการวิเคราะห์ การแยกแยะ การ 2. การอา่ น ผอู้ ่านจะอา่ นหนงั สือใหต้ ลอดเลม่ หรอื เฉพาะตอนท่ตี อ้ งการอา่ น
สงั เคราะห์ การประเมนิ คา่ การสรา้ งสรรค์ ผเู้ ขียนจะนาความรูแ้ ละ ขณะอา่ นผอู้ ่านจะใชค้ วามรูจ้ ากการอา่ นคา ความหมายของคามาใชใ้ นการ
ประสบการณส์ กู่ ารคดิ และแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ตอ้ งเป็นผอู้ ่าน อ่าน รวมทง้ั การรูจ้ กั แบง่ วรรคตอนดว้ ย การอา่ นเรว็ จะมสี ่วนช่วยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจ
และผฟู้ ังเพ่อื รบั รูข้ า่ วสารท่จี ะนามาวเิ คราะหแ์ ละสามารถแสดงทรรศนะได้ เรอื่ งไดด้ กี วา่ ผอู้ า่ นชา้ ซง่ึ จะสะกดคาอา่ นหรืออา่ นยอ้ นไปยอ้ นมา ผอู้ า่ นจะใช้
บรบิ ทหรอื คาแวดลอ้ มชว่ ยในการตคี วามหมายของคาเพ่อื ทาความเขา้ ใจเร่อื งท่ี
อ่าน

3.การแสดงความคดิ เห็น ผอู้ า่ นจะจดบนั ทกึ ขอ้ ความท่ีมคี วามสาคญั หรอื เขียน
แสดง ความคิดเหน็ ตคี วามขอ้ ความท่ีอา่ น อ่านซา้ ในตอนท่ไี ม่เขา้ ใจเพ่อื ทา
ความเขา้ ใจใหถ้ กู ตอ้ ง ขยายความคดิ จากการอา่ น จบั คกู่ บั เพ่อื นสนทนา
แลกเปลีย่ นความคดิ เห็น ตงั้ ขอ้ สงั เกตจากเรอื่ งท่อี ่าน ถา้ เป็นการอา่ นบทกลอน
จะตอ้ งอา่ นทานองเสนาะดงั ๆ เพ่อื ฟังเสยี งการอา่ นและเกิดจนิ ตนาการ

4. การอ่านสารวจ ผอู้ า่ นจะอา่ นซา้ โดยเลือกอ่านตอนใดตอนหน่งึ ตรวจสอบคา สารท่เี ป็นเนอื้ เร่อื งโดยใชห้ ลกั การพจิ ารณาวรรณคดหี รือการวเิ คราะหว์ รรณคดี
และภาษา ท่ใี ช้ สารวจโครงเร่อื งของหนงั สือเปรียบเทยี บหนงั สอื ท่อี ่านกบั เบอื้ งตน้ เช่น แนวคดิ ของเร่อื ง ฉากท่ีประกอบเรื่องสมเหตสุ มผล กริ ยิ าทา่ ทาง
หนงั สือท่เี คยอา่ น สารวจและเช่อื มโยงเหตกุ ารณใ์ นเรอื่ งและการลาดบั เรือ่ ง และ และการแสดงออกของตวั ละครมคี วามสมจรงิ กบั บทบาท โครงเรื่อง เพลง แสง
สารวจคาสาคญั ท่ใี ชใ้ นหนงั สือ สี เสยี ง ท่ใี ชป้ ระกอบการแสดงใหอ้ ารมณแ์ ก่ผดู้ สู มจรงิ และสอดคลอ้ งกบั ยคุ
สมยั ของเหตกุ ารณท์ ่จี าลองสบู่ ทละคร คณุ ค่าทางจรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ
5. การขยายความคิด ผอู้ า่ นจะสะทอ้ นความเขา้ ใจในการอา่ น บนั ทกึ ขอ้ คดิ เหน็ คณุ ค่าทางสงั คมท่มี ีอิทธิพลต่อผดู้ หู รอื ผชู้ ม ถา้ เป็นการดขู า่ วและเหตกุ ารณ์
คณุ ค่าของเรื่อง เช่อื มโยงเรอ่ื งราวในเรอ่ื งกบั ชวี ติ จรงิ ความรูส้ กึ จากการอา่ น หรอื การอภปิ ราย การใชค้ วามรูห้ รือเรอ่ื งท่เี ป็นสารคดี การโฆษณาทางส่ือ
จดั ทาโครงงานหลกั การอา่ น เชน่ วาดภาพ เขียนบทละคร เขียนบนั ทกึ รายงาน จะตอ้ งพจิ ารณาเนอื้ หาสาระวา่ สมควรเช่ือถือไดห้ รอื ไม่ เป็นการโฆษณาชวน
การอา่ น อา่ นเร่ืองอ่นื ๆ ท่ผี เู้ ขยี นคนเดียวกนั แตง่ อา่ นเรอ่ื งเพม่ิ เตมิ เรือ่ งท่เี ก่ียว เช่ือหรือไม่ ความคดิ สาคญั และมอี ทิ ธิพลตอ่ การเรยี นรูม้ าก และการดลู ะครเวที
โยงกบั เรื่องท่อี ่าน เพ่อื ใหไ้ ดค้ วามรูท้ ่ชี ดั เจนและกวา้ งขวางขนึ้ ละครโทรทศั น์ ดขู า่ วทางโทรทศั นจ์ ะเป็นประโยชนไ์ ดร้ บั ความสนกุ สนาน ตอ้ งดู
และวิเคราะห์ ประเมินคา่ สามารถแสดงทรรศนะของตนไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล
การเขยี นเชิงสร้างสรรค์
การตคี วาม
การเขยี นเชงิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นการเขยี นโดยใชค้ วามรู้ ประสบการณ์ และ
จนิ ตนาการในการเขียน เชน่ การเขยี นเรยี งความ นิทาน เรื่องสนั้ นวนยิ าย และ การตีความเป็นการใชค้ วามรูแ้ ละประสบการณข์ องผอู้ า่ นและการใชบ้ รบิ ท
บทรอ้ ยกรอง การเขียนเชงิ สรา้ งสรรคผ์ เู้ ขียนจะตอ้ งมคี วามคดิ ดี มจี นิ ตนาการดี ไดแ้ ก่ คาท่แี วดลอ้ มขอ้ ความ ทาความเขา้ ใจขอ้ ความหรือกาหนดความหมาย
มคี ลงั คาอยา่ งหลากหลาย สามารถนาคามาใช้ ในการเขียน ตอ้ งใชเ้ ทคนคิ การ ของคาใหถ้ กู ตอ้ งพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้
เขยี น และใชถ้ อ้ ยคาอย่างสละสลวยการดเู ป็นการรบั สารจากสอื่ ภาพและเสยี ง ความหมายวา่ การตีความหมาย ชหี้ รือกาหนดความหมาย ใหค้ วามหมายหรอื
และแสดงทรรศนะไดจ้ ากการรบั รูส้ าร ตีความ แปลความ วเิ คราะห์ และประเมิน อธิบาย ใชห้ รือปรบั ใหเ้ ขา้ ใจเจตนา และความมงุ่ หมายเพ่อื ความถกู ตอ้ ง
คณุ ค่าสารจากสอื่ เชน่ การดโู ทรทศั น์ การดคู อมพวิ เตอร์ การดลู ะคร การดู
ภาพยนตร์ การดหู นงั สอื การต์ นู (แมไ้ ม่มเี สยี งแตม่ ีถอ้ ยคาอา่ นแทนเสยี งพดู ) ผดู้ ู
จะตอ้ งรบั รูส้ าร จากการดแู ละนามาวเิ คราะห์ ตคี วาม และประเมนิ คณุ ค่าของ
สารท่เี ป็นเนอื้ เรื่องโดยใชห้ ลกั การพจิ ารณาวรรณคดหี รือการวเิ คราะหว์ รรณคดี
เบอื้ งตน้ เช่น แนวคดิ ของเรื่อง ฉากท่ปี ระกอบเรื่องสมเหตสุ มผล กิรยิ าทา่ ทาง
และการแสดงออกของตวั ละครมคี วามสมจรงิ กบั บทบาท โครงเร่ือง เพลง แสง
สี เสียง ท่ใี ชป้ ระกอบการแสดงใหอ้ ารมณแ์ ก่ผดู้ สู มจรงิ และสอดคลอ้ งกบั ยคุ

การเปล่ียนแปลงของภาษา ขอ้ มูลสารสนเทศ

ภาษายอ่ มมกี ารเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คาคาหน่ึงในสมยั หนึ่งเขยี น ขอ้ มลู สารสนเทศ หมายถงึ เรือ่ งราว ขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ มลู หรอื ส่ิงใดสง่ิ หน่ึงท่ี
อยา่ งหนง่ึ อีกสมยั หนงึ่ เขยี นอีกอย่างหนง่ึ คาว่า ประเทศ แตเ่ ดิมเขียน ประเทศ สามารถ ส่ือความหมายดว้ ยการพดู บอกเล่า บนั ทกึ เป็นเอกสาร รายงาน
คาวา่ ปักษ์ใต้ แต่เดมิ เขยี น ปักใต้ ในปัจจบุ นั เขียน ปักษ์ใต้ คาวา่ ล่มุ ลกึ แต่ หนงั สอื แผนท่ี แผนภาพ ภาพถ่าย บนั ทกึ ดว้ ยเสียงและภาพ บนั ทกึ ดว้ ยเครอ่ื ง
กอ่ นเขยี นกลมุ่ ภาษาจงึ มกี ารเปลย่ี นแปลง ทงั้ ความหมายและการเขียน คอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บเรอ่ื งราวต่างๆ บนั ทกึ ไวเ้ ป็นหลกั ฐานดว้ ยวิธีตา่ งๆ
บางครงั้ คาบางคา เช่น คาวา่ หลอ่ น เป็นคาสรรพนามแสดงถงึ คาพดู สรรพ
นามบรุ ุษท่ี 3 ทเ่ี ป็นคาสภุ าพ แตเ่ ด๋ียวนคี้ าว่า หลอ่ น มคี วามหมายในเชงิ ดู ความหมายของคา
แคลน เป็นตน้
คาท่ใี ชใ้ นการตดิ ต่อสือ่ สารมคี วามหมายแบ่งไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ คอื
การสร้างสรรค์
1. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายท่ใี ชพ้ ดู จากนั ตรงตามความหมาย คา
การสรา้ งสรรค์ คือ การรูจ้ กั เลอื กความรู้ ประสบการณท์ ่มี อี ยเู่ ดมิ มาเป็นพนื้ ฐาน หน่งึ ๆ นน้ั อาจมคี วามหมายไดห้ ลายความหมาย เชน่ คาวา่ กา อาจมคี วาม
ในการสรา้ งความรู้ ความคดิ ใหม่ หรอื สง่ิ แปลกใหม่ท่มี คี ณุ ภาพและมี หมายถงึ ภาชนะใส่นา้ หรอื อาจหมายถึง นกชนดิ หน่งึ ตวั สดี า รอ้ ง กา กา เป็น
ประสิทธิภาพสงู กวา่ เดมิ บคุ คลทจ่ี ะมีความสามารถในการสรา้ งสรรคจ์ ะตอ้ ง ความหมายโดยตรง
เป็นบคุ คลท่มี ีความคดิ อิสระอย่เู สมอ มคี วามเช่อื ม่นั ในตนเอง มองโลกในแงด่ ี
คดิ ไตรต่ รอง ไม่ตดั สนิ ใจสง่ิ ใดงา่ ยๆ การสรา้ งสรรคข์ องมนษุ ยจ์ ะเก่ียวเน่อื งกนั 2. ความหมายแฝง คาอาจมคี วามหมายแฝงเพมิ่ จากความหมายโดยตรง มกั
กบั ความคดิ การพดู การเขียน และการกระทาเชงิ สรา้ งสรรค์ ซง่ึ จะตอ้ งมกี าร เป็นความหมายเกี่ยวกบั ความรูส้ กึ เช่น คาวา่ ขเี้ หนยี ว กบั ประหยดั หมายถึง
คิดเชงิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นพนื้ ฐาน ไม่ใชจ้ า่ ยอยา่ งสรุ ุย่ สรุ า่ ย เป็นความหมายตรง แตค่ วามรูส้ กึ ตา่ งกนั ประหยดั
เป็นส่ิงดี แต่ขเี้ หนยี วเป็นส่ิงไมด่ ี
ความคิดเชงิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นความคิดท่พี ฒั นามาจากความรูแ้ ละประสบการณ์
เดิม ซง่ึ เป็นปัจจยั พนื้ ฐานของการพดู การเขยี น และการกระทาเชงิ สรา้ งสรรค์ 3.ความหมายในบรบิ ท คาบางคามคี วามหมายตรง เม่ือรว่ มกบั คาอนื่ จะมี
ความหมายเพม่ิ เตมิ กวา้ งขนึ้ หรอื แคบลงได้ เช่น คาวา่ ดี เดก็ ดี หมายถึง วา่
นอนสอนงา่ ย เสียงดี หมายถงึ ไพเราะ ดินสอดี หมายถงึ เขยี นไดด้ ี สขุ ภาพดี
หมายถงึ ไมม่ โี รค ความหมายบรบิ ทเป็นความหมายเช่นเดยี วกบั ความหมาย
แฝง

คณุ คา่ ของงานประพันธ์ โครงงาน

เม่ือผอู้ า่ นอา่ นวรรณคดีหรือวรรณกรรมแลว้ จะตอ้ งประเมินงานประพนั ธ์ ใหเ้ หน็ โครงงานเป็นการจดั การเรยี นรูว้ ิธีหน่งึ ท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นเรยี นดว้ ยการคน้ ควา้
คณุ คา่ ของงานประพนั ธ์ ทาใหผ้ อู้ ่านอา่ นอยา่ งสนกุ และไดร้ บั ประโยชนจ์ าการ ลงมอื ปฏบิ ตั ิจรงิ ในลกั ษณะของการสารวจ คน้ ควา้ ทดลอง ประดษิ ฐค์ ิดคน้
อ่านงานประพนั ธ์ คณุ คา่ ของงานประพนั ธแ์ บ่งไดเ้ ป็น 2 ประการ คอื ผเู้ รียนจะรวบรวมขอ้ มลู นามาวิเคราะห์ ทดสอบเพ่อื แกป้ ัญหาขอ้ งใจ ผเู้ รยี นจะ
นาความรูจ้ ากชนั้ เรียนมาบรู ณาการในการแกป้ ัญหา คน้ หาคาตอบ เป็น
1. คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ ถา้ อา่ นบทรอ้ ยกรองกจ็ ะพจิ ารณากลวธิ กี ารแตง่ การ กระบวนการคน้ พบนาไปส่กู ารเรยี นรู้ ผเู้ รียนจะเกดิ ทกั ษะการทางานรว่ มกบั ผอู้ นื่
เลือกเป็นถอ้ ยคามาใชไ้ ดไ้ พเราะ มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ และใหค้ วามสะเทือน ทกั ษะการจดั การ ผสู้ อนจะเขา้ ใจผเู้ รยี น เห็นรูปแบบการเรยี นรู้ การคิด วิธีการ
อารมณ์ ถา้ เป็นบทรอ้ ยแกว้ ประเภทสารคดี รูปแบบการเขยี นจะเหมาะสมกบั ทางานของผเู้ รียน จากการสงั เกตการทางานของผเู้ รยี น
เนอื้ เร่ือง วธิ ีการนาเสนอนา่ สนใจ เนอื้ หามีความถกู ตอ้ ง ใชภ้ าษาสละสลวย
ชดั เจน การนาเสนอมีความคดิ สรา้ งสรรค์ ถา้ เป็นรอ้ ยแกว้ ประเภทบนั เทงิ คดี การเรยี นแบบโครงงานเป็นการเรยี นแบบศกึ ษาคน้ ควา้ วิธกี ารหนงึ่ แต่เป็น
องคป์ ระกอบของเร่อื งไมว่ า่ เรื่องสนั้ นวนิยาย นิทาน จะมีแกน่ เรอ่ื ง โครงเรื่อง ตวั การศกึ ษาคน้ ควา้ ทใ่ี ชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ าใชใ้ นการแกป้ ัญหา เป็น
ละครมคี วามสมั พนั ธก์ นั กลวิธีการแต่งแปลกใหม่ นา่ สนใจ ปมขดั แยง้ ในการ การพฒั นาผเู้ รยี นใหเ้ ป็นคนมเี หตผุ ล สรุปเรือ่ งราวอย่างมกี ฎเกณฑ์ ทางานอยา่ ง
แตง่ สรา้ งความสะเทอื นอารมณ์ การใชถ้ อ้ ยคาสรา้ งภาพไดช้ ดั เจน คาพดู ในเรื่อง มีระบบ การเรยี นแบบโครงงานไม่ใชก่ ารศกึ ษาคน้ ควา้ จดั ทารายงานเพียงอยา่ ง
เหมาะสมกบั บคุ ลกิ ของ ตวั ละครมีความคดิ สรา้ งสรรคเ์ ก่ียวกบั ชีวติ และสงั คม เดียว ตอ้ งมีการวิเคราะหข์ อ้ มลู และมีการสรุปผล

2. คณุ ค่าดา้ นสงั คม เป็นคณุ คา่ ทางดา้ นวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี ทกั ษะการสื่อสาร
ศิลปะ ชวี ิตความเป็นอยขู่ องมนษุ ย์ และคณุ คา่ ทางจรยิ ธรรม คณุ คา่ ดา้ นสงั คม
เป็นคณุ คา่ ท่ผี อู้ ่านจะ เขา้ ใจชวี ิตทง้ั ในโลกทศั นแ์ ละชวี ทศั น์ เขา้ ใจการดาเนนิ ทกั ษะการสื่อสาร ไดแ้ ก่ ทกั ษะการพดู การฟัง การอา่ น และการเขยี น ซ่งึ เป็น
ชีวติ และเขา้ ใจเพ่อื นมนษุ ยด์ ีขึน้ เคร่อื งมือของการส่งสารและการรบั สาร การส่งสาร ไดแ้ ก่ การสง่ ความรู้ ความ
เช่ือ ความคิด ความรูส้ กึ ดว้ ยการพดู และการเขยี น ส่วนการรบั สาร ไดแ้ ก่ การรบั
ความรู้ ความเช่ือ ความคดิ ดว้ ยการอา่ นและการฟัง การฝึกทกั ษะการสือ่ สารจงึ
เป็นการฝึกทกั ษะการพดู การฟัง การอา่ น และการเขยี น ใหส้ ามารถ รบั สารและ
สง่ สารอย่างมปี ระสิทธิภาพ

ธรรมชาตขิ องภาษา พลังของภาษา

ธรรมชาตขิ องภาษาเป็นคณุ สมบตั ิของภาษาท่สี าคญั มคี ณุ สมบตั พิ อสรุปได้ ภาษาเป็นเครื่องมือในการดารงชวี ติ ของมนษุ ย์ มนษุ ยจ์ งึ สามารถเรียนรูภ้ าษา
คือ ประการ ท่หี นึง่ ทกุ ภาษาจะประกอบดว้ ยเสียงและความหมาย โดยมี เพ่อื การดารงชวี ติ เป็นเครื่องมือของการสอ่ื สารและสามารถพฒั นาภาษาของ
ระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑใ์ นการใช้ อย่างเป็นระบบ ประการท่สี อง ภาษา ตนได้ ภาษาช่วยใหค้ นรูจ้ กั คดิ และแสดงออกของความคิดดว้ ยการพดู การ
มพี ลงั ในการงอกงามมิรูส้ นิ้ สดุ หมายถงึ มนษุ ยส์ ามารถใชภ้ าษา สื่อ เขยี น และการกระทาซ่งึ เป็นผลจากการคิด ถา้ ไม่มีภาษา คนจะคดิ ไมไ่ ด้ ถา้ คน
ความหมายไดโ้ ดยไมส่ นิ้ สดุ ประการท่สี าม ภาษาเป็นเรื่องของการใช้ มภี าษานอ้ ย มีคาศพั ทน์ อ้ ย ความคดิ ของคนกจ็ ะแคบไมก่ วา้ งไกล คนท่ใี ช้
สญั ลกั ษณร์ ว่ มกนั หรือสมมตริ ว่ มกนั และมีการรบั รูส้ ญั ลกั ษณห์ รอื สมมติ ภาษาไดด้ ีจะมคี วามคดิ ดดี ว้ ย คนจะใชค้ วามคิดและแสดงออกทางความคดิ
รว่ มกนั เพ่อื สรา้ งความเขา้ ใจตรงกนั ประการท่สี ี่ ภาษาสามารถใชภ้ าษาพดู ใน เป็นภาษา ซง่ึ สง่ ผลไปสู่ การกระทา ผลของการกระทาสง่ ผลไปส่คู วามคดิ ซ่งึ
การติดตอ่ สื่อสาร ไม่จากดั เพศของผสู้ ่งสาร ไมว่ ่าหญงิ ชาย เด็ก ผูใ้ หญ่ เป็นพลงั ของภาษา ภาษาจงึ มีบทบาทสาคญั ต่อมนษุ ย์ ช่วยใหม้ นษุ ยพ์ ฒั นา
สามารถผลดั กนั ในการส่งสารและรบั ความคดิ ชว่ ยดารงสงั คมใหม้ นษุ ยอ์ ย่รู ว่ มกนั ในสงั คมอยา่ งสงบสขุ มไี มตรีต่อ
กนั ชว่ ยเหลอื กนั ดว้ ยการใชภ้ าษาติดตอ่ สื่อสารกนั ช่วยใหค้ นปฏิบตั ิตนตาม
สารได้ ประการท่หี า้ ภาษาพดู ย่อมใชไ้ ดท้ ง้ั ในปัจจบุ นั อดีต และอนาคต ไม่ กฎเกณฑข์ องสงั คม ภาษาชว่ ยใหม้ นษุ ยเ์ กดิ การพฒั นา ใชภ้ าษาในการ
จากดั เวลาและสถานท่ี ประการทห่ี ก ภาษาเป็นเครือ่ งมอื การถา่ ยทอด แลกเปลี่ยนความคดิ เห็น การอภปิ รายโตแ้ ยง้ เพ่อื นาไปส่ผู ลสรุป มนษุ ยใ์ ช้
วฒั นธรรม และวชิ าความรูน้ านาประการ ทาใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรม ภาษาในการเรยี นรู้ จดบนั ทกึ ความรู้ แสวงหาความรู้ และชว่ ยจรรโลงใจ ดว้ ย
และการสรา้ งสรรคส์ งิ่ ใหม่ การอา่ นบทกลอน รอ้ งเพลง ภาษายงั มีพลงั ในตวั ของมนั เอง เพราะภาพย่อม
ประกอบดว้ ยเสยี งและความหมาย การใชภ้ าษาใชถ้ อ้ ยคาทาใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ
แนวคดิ ในวรรณกรรม ต่อผรู้ บั สาร ใหเ้ กดิ ความจงเกลียดจงชงั หรอื เกิด ความช่นื ชอบ ความรกั ย่อม
เกิดจากภาษาทง้ั สนิ้ ท่นี าไปสผู่ ลสรุปท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรื่องในวรรณกรรมเป็นความคดิ สาคญั ในการผกู
เรือ่ งให้ ดาเนนิ เร่ืองไปตามแนวคดิ หรือเป็นความคดิ ท่สี อดแทรกในเรอื่ งใหญ่
แนวคิดยอ่ มเก่ียวขอ้ งกบั มนษุ ยแ์ ละสงั คม เป็นสารท่ผี เู้ ขยี นสง่ ใหผ้ อู้ ่าน เชน่
ความดยี ่อมชนะความช่วั ทาดีไดด้ ีทาช่วั ไดช้ ่วั ความยตุ ธิ รรมทาใหโ้ ลกสนั ติสขุ
คนเราพน้ ความตายไปไมไ่ ด้ เป็นตน้ ฉะนน้ั แนวคดิ เป็นสารท่ผี เู้ ขียนตอ้ งการสง่
ใหผ้ อู้ ่นื ทราบ เชน่ ความดี ความยตุ ิธรรม ความรกั เป็นตน้

ภาษาถน่ิ ภาษาพดู กบั ภาษาเขยี น

ภาษาถ่ินเป็นภาษาพนื้ เมืองหรือภาษาทใ่ี ชใ้ นทอ้ งถ่ิน ซง่ึ เป็นภาษาดงั้ เดิมของ ภาษาพดู เป็นภาษาทใ่ี ชพ้ ดู จากนั ไมเ่ ป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพถิ นั ในการใชแ้ ต่
ชาวพนื้ บา้ นท่ใี ชพ้ ดู จากนั ในหมเู่ หลา่ ของตน บางครงั้ จะใชค้ าท่มี คี วามหมาย ใชส้ ่อื สารกนั ไดด้ ี สรา้ งความรูส้ กึ ท่เี ป็นกันเอง ใชใ้ นหมเู่ พ่อื นฝงู ในครอบครวั
ต่างกนั ไปเฉพาะถ่ิน บางครงั้ คาทใ่ี ชพ้ ดู จากนั เป็นคาเดียว ความหมายตา่ งกนั และตดิ ต่อสอื่ สารกนั อยา่ งไม่เป็นทางการ การใชภ้ าษาพดู จะใชภ้ าษาท่เี ป็น
แลว้ ยงั ใชส้ าเนยี งท่ตี า่ งกนั จงึ มคี ากล่าวท่วี า่ “สาเนยี ง บอกภาษา” สาเนียงจะ กนั เองและสภุ าพ ขณะเดียวกนั กค็ านงึ ว่าพดู กบั บคุ คลท่มี ีฐานะตา่ งกนั การใช้
บอกว่าเป็นภาษาอะไร และผพู้ ดู เป็นคนถ่ินใด อยา่ งไรกต็ ามภาษาถ่ินในประเทศ ถอ้ ยคากต็ า่ งกนั ไปดว้ ย ไมค่ านงึ ถึงหลกั ภาษาหรอื ระเบยี บแบบแผนการใช้
ไทยไมว่ า่ จะเป็นภาษาถ่ินเหนือ ถ่นิ อสี าน ถ่ินใต้ สามารถสอื่ สารเขา้ ใจกนั ได้ ภาษามากนกั ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาทใ่ี ชเ้ ครง่ ครดั ต่อการใชถ้ อ้ ยคา และ
เพยี งแตส่ าเนยี งแตกตา่ งกนั ไปเทา่ นนั้ คานงึ ถงึ หลกั ภาษา เพ่อื ใชใ้ นการสือ่ สารใหถ้ กู ตอ้ งและใชใ้ นการเขยี นมากกวา่
พดู ตอ้ งใชถ้ อ้ ยคาท่สี ภุ าพ เขียนใหเ้ ป็นประโยค เลือกใชถ้ อ้ ยคาท่เี หมาะสมกบั
ภาษาไทยมาตรฐาน สถานการณใ์ นการส่อื สาร เป็นภาษาท่ใี ชใ้ นพธิ ีการตา่ งๆ เช่น การกล่าวรายงาน
กล่าวปราศรยั กล่าวสดดุ ี การประชมุ อภปิ ราย การปาฐกถา จะระมดั ระวงั การ
ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรยี กวา่ ภาษาไทยกลางหรอื ภาษาราชการ เป็น ใชค้ าท่ไี ม่จาเป็นหรอื การเลน่ คาจนกลายเป็นการพดู หรือเขยี นเล่นๆ
ภาษาท่ใี ช้ ส่อื สารกนั ท่วั ประเทศและเป็นภาษาท่ใี ชใ้ นการเรียนการสอน เพ่อื ให้
คนไทยสามารถใชภ้ าษาราชการ ในการติดตอ่ สอื่ สารสรา้ งความเป็นชาติไทย ภมู ิปัญญาท้องถิ่น
ภาษาไทยมาตรฐานกค็ ือภาษาทใ่ี ชก้ นั ในเมอื งหลวง ท่ใี ชต้ ดิ ตอ่ กนั ทงั้ ประเทศ มี
คาและสาเนียงภาษาท่เี ป็นมาตรฐาน ตอ้ งพดู ใหช้ ดั ถอ้ ยชดั คาไดต้ ามมาตรฐาน ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ (Local Wisdom) บางครงั้ เรียกวา่ ภมู ิปัญญาชาวบา้ น เป็น
ของภาษาไทย ภาษากลางหรือภาษาไทยมาตรฐานมีความสาคญั ในการสรา้ ง กระบวนทศั น์ (Paradigm) ของคนในทอ้ งถ่ินท่มี ีความสมั พนั ธร์ ะหว่างคนกบั
ความเป็นปึกแผน่ วรรณคดมี กี ารถา่ ยทอดกนั มาเป็นวรรณคดปี ระจาชาตจิ ะใช้ คน คนกบั ธรรมชาติ เพ่อื ความอย่รู อด แต่คนในทอ้ งถ่นิ จะสรา้ งความรูจ้ าก
ภาษาทเ่ี ป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสรา้ งสรรคง์ านประพนั ธ์ ทาใหว้ รรณคดี ประสบการณแ์ ละจากการปฏิบตั ิ เป็นความรู้ ความคดิ ท่นี ามาใชใ้ นทอ้ งถ่นิ ของ
เป็นเคร่อื งมอื ในการศกึ ษาภาษาไทยมาตรฐานได้ ตนเพ่อื การดารงชวี ิตท่เี หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ ผรู้ ูจ้ ึงกลายเป็น
ปราชญช์ าวบา้ นท่มี ีความรูเ้ ก่ียวกบั ภาษา ยารกั ษาโรคและการดาเนนิ ชวี ิตใน
หม่บู า้ นอยา่ งสงบสขุ

ภูมปิ ัญญาทางภาษา การแบง่ ระดบั ภาษาประมวลไดด้ งั นี้
1. การแบง่ ระดบั ภาษาท่เี ป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ภมู ปิ ัญญาทางภาษาเป็นความรูท้ างภาษา วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน บทเพลง
สภุ าษิต คาพงั เพยในแตล่ ะทอ้ งถ่นิ ท่ไี ดใ้ ชภ้ าษาในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานตา่ งๆ 1.1 ภาษาท่ไี มเ่ ป็นทางการหรือภาษาท่เี ป็นแบบแผน เช่น การใชภ้ าษาในการ
เพ่อื ใชป้ ระโยชนใ์ นกจิ กรรมทางสงั คมท่ีตา่ งกนั โดยนาภมู ปิ ัญญาทางภาษาใน ประชมุ ในการกล่าวสนุ ทรพจน์ เป็นตน้
การส่งั สอนอบรมพธิ ีการตา่ งๆ การบนั เทิงหรอื การละเลน่ มกี ารแต่งเป็นคา
ประพนั ธใ์ นรูปแบบตา่ งๆ ทงั้ นิทาน นิทานปรมั ปรา ตานาน บทเพลง บทรอ้ ง 1.2 ภาษาท่ไี มเ่ ป็นทางการหรอื ภาษาท่ไี มเ่ ป็นแบบแผน เช่น การใชภ้ าษาในการ
เลน่ บทเหก่ ลอ่ ม บทสวดตา่ งๆ บททาขวญั เพ่อื ประโยชนท์ างสงั คมและเป็น สนทนา การใชภ้ าษาในการเขียนจดหมายถงึ ผคู้ นุ้ เคย การใชภ้ าษาในการเล่า
ส่วนหนึ่งของวฒั นธรรมประจาถ่นิ เรือ่ งหรือประสบการณ์ เป็นตน้

ระดับภาษา 2. การแบง่ ระดบั ภาษาท่เี ป็นพธิ ีการกบั ระดบั ภาษาท่ไี มเ่ ป็นพิธีการ การแบ่ง
ภาษาแบบนเี้ ป็นการแบง่ ภาษาตามความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลเป็นระดบั ดงั นี้
ภาษาเป็นวฒั นธรรมท่คี นในสงั คมจะตอ้ งใชภ้ าษาใหถ้ กู ตอ้ งกบั สถานการณ์
และโอกาสท่ใี ชภ้ าษา บคุ คลและประชมุ ชน การใชภ้ าษาจงึ แบ่งออกเป็นระดบั 2.1 ภาษาระดบั พธิ กี าร เป็นภาษาแบบแผน
ของการใชภ้ าษาไดห้ ลายรูปแบบ ตาราแต่ละเลม่ จะแบง่ ระดบั ภาษาแตกตา่ ง
กนั ตามลกั ษณะของสมั พนั ธภาพของบคุ คลและสถานการณ์ 2.2 ภาษาระดบั กง่ึ พธิ ีการ เป็นภาษากึง่ แบบแผน

2.3 ภาษาระดบั ท่ไี มเ่ ป็นพิธีการ เป็นภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน

3. การแบง่ ระดบั ภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบง่ ระดบั ภาษาในระดบั ยอ่ ย
เป็น 5 ระดบั คือ

3.1 ภาษาระดบั พิธกี าร เช่น การกล่าวปราศรยั การกลา่ วเปิดงาน

3.2 ภาษาระดบั ทางการ เชน่ การรายงาน การอภปิ ราย

3.3 ภาษาระดบั กง่ึ ทางการ เช่น การประชมุ อภิปราย การปาฐกถา

3.4 ภาษาระดบั การสนทนา เชน่ การสนทนากบั บคุ คลอย่างเป็นทางการ

3.5 ภาษาระดบั กนั เอง เชน่ การสนทนาพดู คยุ ในหมเู่ พ่อื นฝงู ในครอบครวั

3.4 ภาษาระดบั การสนทนา เชน่ การสนทนากบั บคุ คลอย่างเป็นทางการ โครงสร้างรายวชิ าภาษาไทย

3.5 ภาษาระดบั กนั เอง เช่น การสนทนาพดู คยุ ในหม่เู พ่อื นฝงู ในครอบครวั รายวชิ าภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ชิ าภาษาไทย

วจิ ารณญาณ ระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5

วิจารณญาณ หมายถงึ การใชค้ วามรู้ ความคดิ ทาความเขา้ ใจเร่ืองใดเรือ่ งหนง่ึ สั ช่อื หน่วย มาตรฐานการ สาระการ กระบวนการ ส่อื /แหลง่ การวัดแล
อย่างมีเหตผุ ล การมีวจิ ารณญาณตอ้ งอาศยั ประสบการณใ์ นการพจิ ารณา ป การเรียนรู้ เรยี นร/ู้ เรียนรู้ จดั การเรยี นรู้ การเรยี นรู้ ประเมินผ
ตดั สนิ สารดว้ ยความรอบคอบ และอยา่ งชาญฉลาดเป็นเหตเุ ป็นผล ดา
ห์ ตัวชี้วัดชั้นปี -อา่ นจบั Active - วิธีการ
ท่ี ใจความ Learnin พจนานกุ ร -ตรวจแบบ
ท 1.1 ป5/1 ท - อา่ นออก gขนั้ ตอนท่ี ม ทดสอบ
1 อา่ นเขียน 1.1 ป5/2 ท เสียงกลอน 1 การเรยี นรู้ -เกมส์ กอ่ นเรียน
1.1 ป 5/3 ท สภุ าพ ตงั้ คาถาม -หอ้ งสมดุ -สงั เกต
ชวนคดิ เกดิ 1.1 ป5/5 ท กาพยานี11 หรือขนั้ ตงั้ - พฤติกรรม
2.1ป5/2 ไดถ้ กู ตอ้ ง คาถาม อินเทอรเ์ น็ การทางาน
จินตนาการ ท 2.1 ป5/3 ท - อธิบาย เป็นท่ใี ห้ ต กล่มุ
2.1 ป5/6 ท ความหมาย นกั เรียนฝึก -ใบความรู้ -ตรวจ
5.1 ป5/3 ท ของคา่ สงั เกต -ใบงาน โครงงาน
3.1 ป5/1 ท ประโยคและ สถานการณ์ -olpc -ตรวจมาย
3.1 ป5/2 ท ขอ้ ความท่ี ปรากฏการ -แหล่ง แมพปิ้ง
2.1 ป5/6 ท เป็นการ ณต์ า่ งๆ จน เรยี นรู้
4.1ป5/1 บรรยายและ เกิดความ ทอ้ งถ่นิ ตาม
ท4.1ป5/2 การพรรณนา สงสยั ความสนใจ
ท4.1ป5/3 -อธิบาย จากนนั้ ฝึก ของ
ความหมาย นกั เรยี น
โดยนยั จาก -มายแม

สปั ชื่อ มาตรฐา สาระการเรยี นรู้ กระบวนกา ส่ือ/แหลง่ การ การวัดและ สปั ดา ช่อื มาตรฐา สาระการเรยี นรู้ กระบวนการ ส่ือ/ การวัดแล
รจดั การ เรยี นรู้ ประเมินผล ห์ที่ หนว่ ย แหล่ง ประเมินผ
ดา หน่ว นการ เรียนรู้ นการ จดั การเรยี นรู้ การ
วิธีการ การ เรียนรู้ วิธีการ
หท์ ี่ ยการ เรยี นร/ู้ -ตรวจแบบ เรยี นรู้ เรยี นร/ู้ -ตรวจแบบ
เรียน ตัวชวี้ ดั ทดสอบ ทดสอบ
ชัน้ ปี ก่อนเรยี น ตวั ช้วี ดั ก่อนเรียน
-สงั เกต -สงั เกต
รู้ พฤตกิ รรม ช้ันปี พฤตกิ รรม
การทางาน การทางาน
การพรรณนา เกดิ ความ -พจนานกุ รม กล่มุ คิดเห็นและ สรุปคาตอบ กลมุ่
-ตรวจ -ตรวจ
-อธิบาย สงสยั -เกมส์ โครงงาน ความรูส้ กึ จากเรื่อง ช่วั คราว โครงงาน
ความหมาย จากนนั้ ฝึก -หอ้ งสมดุ -ตรวจมาย -ตรวจมาย
โดยนยั จากเรืองท่ี ใหเ้ ด็กตงั้ -อนิ เทอรเ์ นต็ แมพปิ้ง ท่ฟี ังและดู ขนั้ ตอนท่ี 2 แมพปิ้ง
อา่ นอย่าง คาถาม -ใบความรู้
หลากหลาย สาคญั -ใบงาน -ตงั้ คาถามและ การเรยี นรู้
-แยกขอ้ เทจ็ จรงิ รวมทงั้ -olpc
และขอ้ คิดเหน็ -แหล่งเรียนรู้ ตอบคาถามเชิง แสวงหา

เหตผุ ลจากเร่ืองท่ี สารสนเทศ

ฟังและดู เป็นขนั้ ตอน

จากเรอื งท่อี า่ น การ ทอ้ งถ่นิ ตามความ -วิเคราะหค์ วาม การ

- วิเคราะหแ์ ละ คาดคะเน สนใจของนกั เรยี น นา่ เช่ือถือจากเร่ือง ออกแบบ/
แสดงความ คาตอบ -มายแมพปิง้
คดิ เหน็ เก่ียวกบั ดว้ ยการ -โครงงาน ท่ฟี ังและดอู ย่างมี วางแผนเพ่อื
เร่อื งท่อี ่านเพ่อื สืบคน้
นาไปใชใ้ นการ ความรู้ เหตผุ ล รวบรวม
ดาเนนิ ชีวติ จากแหลง่
ต่างๆ และ -พดู รายงานเร่ือง ขอ้ มลู
-พดู แสดง สรุป
ความรูค้ วาม คาตอบ หรอื ประเด็นท่ี สารสนเทศ
คดิ เห็นและ ช่วั คราว
ความรูส้ กึ จาก ขนั้ ตอนท่ี ศกึ ษาคน้ ควา้ จาก จากแหลง่
เร่ืองท่ฟี ังและดู
-ตงั้ คาถามและ การฟังการดแู ละ เรียนรูต้ ่างๆ

การสนทนา รวมทงั้ การ

-สรุปเรอื่ งจาก ทดลองเป็น

วรรณคดีหรือ ขนั้ ท่ีเดก็ ใช้

วรรณกรรมท่ีอา่ น หลกั การ

-ระบคุ วามรูแ้ ละ นริ ภยั

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่พี ฒั นาโดยใชน้ วตั กรรมแบบOpen Approach ๔. นกั เรียนไดพ้ ฒั นาลกั ษณะนสิ ยั ดา้ นทกั ษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ อย่างมี
วจิ ารณญาณกระบวนการสื่อสาร การอภิปราย การแลกเปล่ียนการเรียนรูแ้ ละ
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของกลมุ่ การทางานกลมุ่

หนว่ ยท่ี ๑ สายนา้ สายชวี ิต จานวน ๑๑ ๕. นกั เรยี นไดพ้ ฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละสรา้ งองคค์ วามรู้
ช่วั โมง
สาระการเรียนรู้
แผนการเรียนรูท้ ่ี ๑ ความเขา้ ใจเนอื้ หา เวลา ๒
ช่วั โมง ๑. ความเขา้ ใจเนอื้ เรอื่ ง/การสรุปใจความสาคญั และขอ้ คดิ เห็นท่ไี ดจ้ ากเร่ืองท่ี
อา่ น
มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั ท ๑.๑ (๑) (๒) (๙) ท ๒.๑ (๑) ท๓.๑..ท๔.๑ท๕.๑
๒.คาศพั ท/์ คายาก
สาระสาคญั การอ่านในใจ ผอู้ ่านตอ้ งมสี มาธิ มคี วามตงั้ ใจ เอาใจใส่ในเรือ่ งท่ี
อ่าน อ่านแลว้ สามารถตงั้ คาถาม ตอบคาถาม เรียงลาดบั เหตกุ ารณ์ จบั ใจความ ๓.การใชภ้ าษาและการใชค้ า
สาคญั ของเรือ่ ง ตามแผนภาพโครงเร่ืองไดว้ า่ ใคร ทาอะไร ท่ไี หน อย่างไร ผล
ของการกระทาและสดุ ทา้ ยของเรอื่ ง สามารถคดิ วเิ คราะห์ สงั เคราะหแ์ ละสรุป ๔.การอา่ น/การเขยี นโครงเรอ่ื งจากการอ่าน
ใจความสาคญั ของเรอ่ื งได้
๕.ทกั ษะการฟัง การด/ู ชม การอา่ น การเขยี น การพดู
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๖.กระบวนการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การอภิปราย แสดงขอ้ คดิ เหน็ การ
๑. นกั เรยี นสามารถตอบคาถาม ตงั้ คาถาม อา่ นจบั ใจความและสรุป วิพากวิจารณอ์ ยา่ งมยี อมรบั ฟังขอ้ คิดเห็นของเพ่อื น กระบวนการทางานกล่มุ
สาระสาคญั ของเร่ืองได้ ความคดิ สรา้ งสรรคเ์ กี่ยวกบั การเขยี นเร่อื งสรา้ งสรรคจ์ ากการอา่ น

๒. นกั เรียนแสดงขอ้ คิดเหน็ วเิ คราะหว์ จิ ารณเ์ รื่องท่อี ่านได้

๓. นกั เรยี นเกดิ ทกั ษะการอา่ น การเขยี น การฟัง ดู ชมและการพดู และการ
นาเสนอ

๔. นกั เรยี นไดพ้ ฒั นาลกั ษณะนิสยั ดา้ นทกั ษะกระบวนการคดิ วิเคราะห์ อย่างมี
วิจารณญาณกระบวนการสือ่ สาร การอภิปราย การแลกเปล่ยี นการเรียนรูแ้ ละ
ยอมรบั ฟังความคดิ เห็นของกลมุ่ การทางานกล่มุ

กระบวนการจดั การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง

เตรียมความพรอ้ มจดั กจิ กรรมกล่มุ สมั พนั ธ์ เพ่อื แบ่งกล่มุ นกั เรียนออกเป็น ๑.นกั เรียนไดท้ บทวนความรูเ้ ดมิ ของตนเองเกี่ยวกบั การอ่าน
กลมุ่ ๆละ ๕-๖ คน และแนะนากติกาการเรยี นขนั้ ตอนการทางาน ๒.นกั เรยี นไดค้ วามคิดรวบยอดของการอา่ นจบั ใจความ คา การใชค้ า
๓.นกั เรียนเกดิ ทกั ษะการอา่ น การเขยี น การฟัง ดู ชมและการพดู
ขนั้ ท่ี ๑ กาหนดสถานการณ์ ใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ รบั ใบกจิ กรรมท่ี ๑ และใบงาน ๔.นกั เรยี นไดพ้ ฒั นาลกั ษณะนสิ ยั ดา้ นทกั ษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ อย่างมี
ท่ี ๑ แลว้ ปฏิบตั กิ ิจกรรมตามลาดบั จากสถานการณป์ ัญหา วจิ ารณญาณกระบวนการส่ือสาร การอภปิ ราย การยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของ
กล่มุ การทางานกล่มุ
ขน้ั ท่ี ๒ แลกเปล่ยี นการเรยี นรู/้ กิจกรรมกล่มุ ใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ แลกเปลยี่ น ๕.นกั เรยี นไดพ้ ฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคด์ า้ นการเขยี นสรา้ งสรรค์
การเรยี นรู้ แสดงขอ้ คดิ เห็นและระดมการคดิ วิเคราะหจ์ ากสถานการณป์ ัญหา ส่อื /อปุ กรณ/์ แหล่งการเรียนรู้
โดยใชห้ ลกั เกณฑ์ หลกั การอ่าน และการเขยี นคา ใหไ้ ดป้ ระเด็นมากท่สี ดุ แลว้ ๑. ใบงานท่ี ๑
พรอ้ มกบั ตวั ตวั อย่างประกอบในแตล่ ะประเดน็ โดยออกแบบเป็นแผนภาพ ๒.บรเิ วณโรงเรียน
ความคดิ กล่มุ ๓ . หอ้ งสานกั งาน/โรงเรยี น
๔. อปุ กรณท์ ่นี าเสนอ ครปิ ชารท์
ขนั้ ท่ี ๓ นาเสนอผลงานหนา้ ชน้ั แตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลงานหนา้ ชนั้ ๕. เอกสารบทอ่านสายนา้ สายชวี ิต

ขน้ั ท่ี ๔ อภิปรายแลกเปลย่ี นการเรยี นรูท้ ง้ั ชน้ั ครูกระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั
แสดงขอ้ คดิ เหน็ วิพากษว์ จิ ารณอ์ ยา่ งมีเหตผุ ล จากประเด็นท่ไี ด้ เพอ่ื รว่ มกนั
เพิม่ เตมิ ประเดน็ ย่อยๆในแต่ละประเด็นใหไ้ ดอ้ งคค์ วามรูท้ ่ชี ดั เจนขนึ้

ขน้ั ท่ี ๕ ขน้ั สรุป ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั สรุปความรูแ้ ละสาระสาคญั ท่ไี ดแ้ ลว้ เขยี น
เป็นแผนภาพความคดิ เป็นของตนเอง

การประเมิน ประเมินหลงั การสอน

ครูประเมนิ นกั เรยี นโดย ๑. ประเมนิ นกั เรยี น-----------------------------------------------------------------------
๑. การสงั เกตการณท์ ากจิ กรรมทกุ ขนั้ ตอน -----------------------------------------------------------------------------------------------
๒. สงั เกตกระบวนการเรียนรูก้ ารทางานกล่มุ การทาแผนภาพความคดิ -----------------------------------------------------------------------------------------------
๓. สงั เกตกระบวนการสื่อสาร การเจรจาการตอ่ รองการอภปิ รายการยอมรบั ฟัง -----------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเหน็ -----------------------------------------------------------------------------------------------
๔. ผลงานกลมุ่ และชิน้ งานเดียว -----------------------------------------------------------------------------------------------
ครูประเมนิ ตนเองโดย --------------------------
๑. รวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั หลกั เกณฑก์ ารวิเคราะหป์ ระเด็นสาระสาคญั การอา่ น
จบั ใจความการสรุปประเด็นสาคญั ของเรือ่ ง การใชค้ า/ภาษา ๒ ประเมินครู-----------------------------------------------------------------------------
๒. รวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกบั หลกั เกณฑก์ ารวเิ คราะหเ์ ก่ียวกบั การสรา้ งและเกิด -----------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดรวบยอด -----------------------------------------------------------------------------------------------
๓. สะทอ้ นบทบาทครูในการกระตนุ้ และการสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ -----------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------
---------------------------

คณะผ้จู ดั ทำ
1.นางสาว นางสาวบุษกร แกว้ กุล รหสั 6494110001

2.นางสาว หทั ยา โอข้ าบตุ ร รหสั 6494110002
3. นางสา วจิระภทั ร ขนั ซา้ ย รหสั 6494110007
4.นางสาว ปิ ยนนั ต์ แน่นชารี รหสั 6494110055
5.นางสาว รัตติกา ไชยคามี รหสั 6494110068

ขอบคุณค่ะ


Click to View FlipBook Version