The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กล่าวถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ของพระโคตมพุทธเจ้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanyarat-ao, 2021-10-12 03:27:01

พระโคตมพุทธเจ้า

กล่าวถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ของพระโคตมพุทธเจ้า

Keywords: พระพุทธศาสนา,พระพุทธเจ้า,พระโคตม

พระโคตมพุทธเจ้า

โดย นางสาวกัญญารัตน์ วงศ์กันยา

ธมฺโม เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ

ธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสุด ในหมู่คน

คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(e-book) นี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียน
วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้จัด
ทำได้ฝึกการศึกษาค้นคว้าและนำสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาสร้างเป็นชิ้นงาน
เก็บไว้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของตนเองและผู้อื่นต่อไป
จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องพระโคตมพุทธเจ้า ทั้งนี้
ใน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(e-book)มีเนื้อหาประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับ
พุทธประวัติ หลักคำสอน พุทธกิจ 5 และความเชื่อต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้
ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้ามีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระโคตมพุทธเจ้า
มากยึ่งขึ้น
ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำหนังสือ เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่า
สนใจ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ผ่านมาในพระพุทธ
ศาสนา ผู้จัดทำหวังว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(e-book)พระโคตมพุทธเจ้า
จะเป็นแหล่งความรู้สำหรับที่ผู้สนใจไม่มากก็น้อย

กัญญารัตน์ วงศ์กันยา
3 ตุลาคม 2564

สารบัญ

คำนำ

สารบัญ

พุทธประวัติ 1-24
1-2
พระประสูติกาล 3
เจ้าชายสิทธัตถะสืบราชสมบัติ 4-6
มหาภิเนษกรมณ์



ตามนัยอรรถกถา 7-8
ตามนัยพระบาลี(พระไตรปิฎ) 8-9
บำเพ็ญเพียรเพื่อการบรรลุธรรม 9-10
พระสุบินนิมิต 14
นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส 12-14
ตรัสรู้

เสวยวิมุตติสุข 15
สัปดาห์ที่ 1 - สัปดาห์ที่ 7

ประสานบาตรลานรับข้าวสัตตู 16-17
ก้อนสัตตูผง 18
ระลึกถึงดอกบัว 4 เหล่า 19
แสดงปฐมเทศนา 19
ยศะและญาติออกบวช 20
โปรดภัททวัคคีย์
โปรดชฏิล 3 พี่น้อง

สารบัญ 21
22
โปรดพระเจ้าพิมพิสาร 23
แต่งตั้งพระอัครสาวกทั้งสอง 24
ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ 25
ปรินิพพาน 25
หลักคำสอน 26-28
พุทธกิจ 5 26
ความเชื่อต่างๆ 27
ในคติมหายาน 27
ทัศนะของศาสนาอื่น 28
28
ศาสนาฮินดู
ศาสนาบาไฮ
ลัทธิอนุตตรธรรม
สรุป
อ้างอิง
ประวัติผู้จัดทำ

1

พุทธประวัติ

พระประสูติกาล

ในคืนที่พระโพธิสัตว์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา
พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่ามีช้างเผือก มีงาสามคู่ ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ
ที่บรรทม สิบเดือนหลังจากนั้น ขณะทรงพระครรภ์แก่ ได้ทรงขอพระราชานุ
ญาตจากพระสวามีเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ อันเป็น
พระมาตุภูมิ เพื่อให้การประสูติเป็นไปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ระหว่าง
เสด็จกลับพระมาตุภูมิ พระนางได้ทรงพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ใน
สวนป่าลุมพินี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี

เมื่อประสูติแล้ว พระราช

กุมารนั้นทรงพระดำเนินได้ 7 ก้าว

ทันที พร้อมทั้งเปล่งอาสภิวาจา

ว่า "เราเป็นผู้เลิศ เป็นผู้เจริญ

เป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก การ

เกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว" อนึ่ง

ทั้งสวนป่าลุมพินีและกรุงกบิล

พัสดุ์ในปัจจุบันอยู่ในเขต ประเทศ

เนปาล

หลังจากมีพระประสูติกาล

แล้ว 3 วัน มีฤๅษีตนหนึ่งนามว่า

"อสิตะ" ได้เข้าเยี่ยมพระราชกุมาร

https://sites.google.com/site/prawatikhxngphra เมื่อพิจารณาดูก็พยากรณ์ว่าพระ
ราชกุมารนี้จะได้บรรลุพระสัพ
phththsasda
พัญญุตญาณอย่างแน่นอน

2

เมื่อพระชนมายุ 5 วัน พระเจ้า

สุทโธทนะโปรดให้เชิญพราหมณ์มา

108 คนเพื่อถวายพระนามพระราช

กุมาร จึงได้พระนามว่า "สิทธัตถะ" จาก

นั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้เชิญพราหมณ์

8 คนเข้าพิจารณาพระลักษณะของพระ

กุมารเพื่อถวายคำพยากรณ์ พราหมณ์

7 คนในจำนวนนั้นทำนายเป็น 2 สถาน

คือหากพระราชกุมารครองราชย์จะได้

เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ หากผนวชจะไhดtt้ps://www.phutthathum.com/multimedia/images/articles/

ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เว้นแต่ section-buddha/2018/brahmin-seer-to-make-predictions.jpg

พราหมณ์อายุน้อยสุดชื่อ " โกณฑัญญะ " พยากรณ์ว่า พระราชกุมารจะได้

ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน หลังจากที่มีพระประสูติ

กาลแล้ว 7 วัน พระมารดาก็เสด็จ

สวรรคต ในปฐมสมโพธิกถา

พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหา

สมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต

ชิโนรส กล่าวว่า เป็นเพราะพระ

ครรภ์ของพระพุทธมารดาไม่ควร

จะเป็นที่เกิดของสัตว์ใดอีก และ

http://2.bp.blogspot.com/-AYq16- จึงจักต้องเสด็จสู่สวรรคาลัย จึง

u8nb0/U8FFO86yEcI/AAAAAAAALj8/9ZWlDFjAF5Q/s160 ต้องอยู่ในการดูเแลของพระนางป
0/2biography-of-Lord-Buddha.jpg
ชาบดีโคตมี หรือ พระมหาปชา

บดีโคตมีเถรี ในเวลาต่อมา

3

เจ้าชายสิทธัตถะสืบราชสมบัติ
เจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร ทรงเจริญวัยด้วยความสุข

ยิ่ง เพราะทรงถือกำเนิดในราชตระกูลภายใต้เศวตฉัตร และได้
ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อเสียง
ที่สุด เจ้าชายได้ทรงศึกษาอย่างรวดเร็ว และจบหลักสูตรสิ้นทุก
ประการ คือ จบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 สาขาวิชา

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงปริวิตกต่อคำ
ทำนายของพราหมณ์หนุ่มที่ว่าเจ้าชายจะทรงออกผนวชแน่นอน
จึงทรงจัดการเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชาย
ขึ้นครองราชย์ พร้อมสร้างปราสาท 3 ฤดูให้ประทับ เมื่อพระชมน์
ได้ 16 พรรษา ได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับ พระนางยโสธราพิมพา
ผู้เป็นธิดาของ พระเจ้าสุปปพุทธะ กษัตริย์ผู้ครองราชสมบัติกรุง
เทวทหะ จนพระชนมายุได้ 29 พรรษา จึงมีพระราชโอรส
พระองค์หนึ่งพระนามว่า พระราหุล ซึ่งแปลว่า บ่วง

https://sites.google.com/site/bentooktook/home/chiwit-ni-way-dek-khxng-cea-chay-siththa-t-
tha/ngan-xphisek-smrs-khxng-cea-chay-siththa-t-tha/2_652.jpg?attredirects=0

มหาภิเนษกรมณ์ 4

ตามนัยอรรถกถา
เหตุการณ์การออกผนวชจาก

หลักฐานชั้น อรรถกถา กล่าวว่า เมื่อเจ้า
ชายสิทธัตถะเจริญวัยจนมีพระชนมายุได้
29 พรรษาแล้ว ทรงเสพสุขอยู่บน
ปราสาท 3 ฤดู มีความสุขทางโลก
บริบูรณ์ [10] จนวันหนึ่งได้เสด็จ
ประพาสอุทยาน ครั้งนั้นเทวดาได้เนรมิต
เทวทูต 4 อันได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คน
h0t%tpBs8:%//At5h%.wEik0i%peBd9ia%.8orCg:/Fwouikri_/%HeEa0v%eBnl9y%_8M4e%ssEe0n%gBer8s%.j9pFg%Eตาย และนักบวช เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้

ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 ก็ทรงบังเกิดความสังเวชในพระทัย และใคร่
เสด็จออกผนวชเป็น สมณะ

วันที่เจ้าชายราหุลประสูตินั้น เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก
บรรพชา ด้วยทรงเบื่อในเพศ ฆราวาส อันเต็มไปด้วยกิเลส จึงทรงเห็นว่า
เพศบรรพชิตเท่านั้นที่ประเสริฐ และเป็นสามารถจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้ง
ปวงได้ เมื่อตัดสินพระทัยจะออกผนวช จึงตรัสให้นายฉันนะเตรียมม้า
พระที่นั่ง แล้วเสด็จไปเยี่ยมพระโอรสและพระชายา เมื่อพระองค์เห็นพระนาง
พิมพาบรรทมหลับสนิทพระกรกอดโอรสอยู่ ทรงพระดำริจะอุ้มพระโอรสขึ้น
ชมเชยเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็เกรงว่าพระนางพิมพาจะตื่นบรรทม เป็น
อุปสรรคขัดขวางการเสด็จออกบรรพชา จึงตัดพระทัยระงับความเสน่หาใน
พระโอรสเสด็จออกจากห้อง เสด็จลงจากปราสาทพบนายฉันนะซึ่งเตรียม ม้า
กัณฐกะ เป็นม้าพระที่นั่งไว้แล้ว เสด็จออกจากพระนครในเวลาเที่ยงคืน เข้า
เขตแดน แคว้นโกศล และ แคว้นวัชชี จนถึงฝั่ ง แม่น้ำอโนมา ในคืนนั้น เมื่อ
อาทิตย์ขึ้นแล้วจึงทรงครองบาตรและจีวรที่ ฆฏิการพรหม นำมาถวาย

5

ตามนัยพระบาลี (พระไตรปิฎก)
เหตุการณ์การออกผนวชจากหลักฐานชั้นต้นคือพระไตรปิฎกกล่าว
ว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะอายุได้ 29 พรรษา ทรงพระดำริว่า

...มนุษย์ทั้งหลายมีความทุกข์เกิดขึ้นครอบงำอยู่ตลอ
ดเวลาก็จริง เกลียดความทุกข์อยู่ตลอดเวลาก็จริง
แต่ทำไมมนุษย์ทั้งหลายยังมัวแสวงหาทุกข์ร้อนใส่ตัวอยู่
ตลอดเวลา แล้วทำไม เราต้องมามัวนั่งแสวงหาทุกข์ใส่ตัว

อยู่อีกเล่า!
— สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. ปาสราสิสุตฺต โอปทฺทมวคฺค

อุปริ. ม. มู. ม. 12/316/316

ความคิดเช่นนี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะถึงกับตั้งพระทัยออกผนวช
ด้วยดำริว่า

ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, ส่วนบรรพชา
เป็นโอกาสแสงสว่าง; ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติ
พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่
เขาขัดดีแล้วโดยง่ายนั้นไม่ได้. ถ้าไฉนเราพึงปลงผมและหนวด

ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกจากเรือน
บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด
— สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. สคารวสุตฺต พฺราหฺมณวคฺค

ม. มู.13/669/738

ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งหลายนี้พระองค์จึงทรงตั้งพระทัยเสด็จออก
ผนวช ซึ่งนักวิชาการพุทธศาสนาบางท่านอ้างว่า การเสด็จออกผนวชตาม
นัยพระไตรปิฎกนั้น มิได้ทรงหนีออกจากพระราชวัง แต่เสด็จออกผนวช
เฉพาะพระพักตร์พระราชบิดาและพระราชมารดาเลยทีเดียว โดยอ้างจาก
โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ว่า

6

...เรายังหนุ่มเทียว เกสายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยเยาว์
อันเจริญในปฐมวัย เมื่อบิดามารดาไม่ปรารถนาด้วย
กำลังพากันร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผมและหนวด
ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว...
— สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. โพธิราชกุมารสุตฺต ราชวคฺค

ม. มู. 13/443/489

ตามพุทธวจนะไม่ได้กล่าวว่าผนวชเฉพาะพระพักตร์พระ
ราชบิดาและพระราชมารดา เพียงแต่ตรัสว่าผนวชขณะทั้ง
สองพระองค์กรรแสง เพราะทรงหนีจากพระราชวังแล้วผนวชใน
ตอนเช้า เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงทราบในเช้านั้น จึงเสียพระทัย
การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะและการกรรแสงของพระราช
บุพการีจึงเป็นเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่

เหตุการณ์จากนี้ ในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถาระบุ
ตรงกันว่า เมื่อพระองค์ถือเพศบรรพชิตแล้ว ก็ทรงศึกษาในลัทธิ
คณาจารย์ต่าง ๆ ซึ่งสมัยนั้นนิยมกัน ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อ
ครองเพศบรรพชิตแล้ว ทรงถือวัตรปฏิบัติของสมณะ คือปลงผม
นุ่งผ้า ย้อมน้ำฝาด (สีเหลืองแก่นขนุน) เลี้ยงชีพด้วยอาหาร
บิณฑบาต ที่ผู้ต้องการบุญถวายให้ ทรงมีพระนามเรียกขานว่า
พระสมณโคดม (คำว่า โคดม มาจากคำว่า โคตมะ ซึ่งเป็นชื่อ
โคตรของราชวงศ์ศากยะ)

บำเพ็ญเพียรเพื่อการบรรลุธรรม 7

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Asceti

c_Bodhisatta_Gotama_with_the_Group_of_Five.jpg

พระโพธิสัตว์ได้ทรงศึกษากับอาฬารดาบส กาลามโคตร
เมื่อหมดความรู้ของอาจารย์จึงอำลาไปเป็นศิษย์ในสำนักอุทกดาบส
รามบุตรซึ่งมีความรู้สูงกว่าอาฬารดาบสหนึ่งขั้นคือเป็นผู้บรรลุฌาน
ขั้นที่8พระสมณโคดมทรงใช้เวลาศึกษาไม่นาน ก็สิ้นภูมิรู้ของอาจารย์
ในที่สุด จึงอำลาไปค้นหาวิมุตติธรรมตามแนวทางของพระองค์ ด้วย
ทรงประจักษ์ว่า นี่ไม่ใช่หนทางแห่งการตรัสรู้

พระองค์จึงได้ละทิ้งสำนักอาจารย์เหล่านั้นเสีย พระองค์ได้มุ่งหน้าสู่
ริมฝั่ ง แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ พร้อม
ฤๅษี 5 รูป ชื่อว่า โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ
และ อัสสชิ เรียกว่า ปัญจวัคคีย์ มาปฏิบัติตนเป็นศิษย์ ด้วยคาด
หวังว่า เมื่อพระโพธิสัตว์หลุดพ้นแล้ว จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย
โดยพระองค์ได้เริ่มการบำเพ็ญเพียรขั้นอุกฤษฏ์ ที่เรียกว่า ทุกรกิริยา
ซึ่งนักบวชสมัยนั้นนิยมปฏิบัติกัน วาระแรก ทรงกัดฟัน นำลิ้นแตะ
เพดานปากไว้แน่น จนพระเสโท (เหงื่อ) ไหลออกทางพระกัจฉะ
(รักแร้) วาระที่ 2 ทรงกลั้นลมหายใจเข้าออก จนเกิดเสียงดังอู้ทาง
ช่องหูทั้งสอง ทำให้ทรงปวดหัว เสียดท้อง และทรงร้อนพระวรกาย
การนั่งตากแดดจนผิวเกรียมไหม้ ครั้นฤดูหนาว ก็ลงไปแช่น้ำจนตัว
แข็ง พระองค์ได้ทรงทดลองปฏิบัติตามความเชื่อดั้งเดิมทุกวิถีทาง
แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุแนวทางค้นพบสัจจธรรมได้

8

พระองค์เริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยาในวาระสุดท้าย คือเริ่มลดอาหารที่ละ
น้อยๆ จนถึงขั้นอดอาหาร จนร่างกายซูบซีดผอมแห้ง เหลือแต่หนังและเอ็น
หุ้มกระดูก ทรงมาบำเพ็ญเพียรถึงขั้นอุกฤษฏ์ขนาดนี้ นับเป็นเวลาถึง 6
พรรษา ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรม ภายหลังทรงได้แนวพระดำริว่า การ
บำเพ็ญทุกรกิริยานั้นเป็นการทรมานตนให้ลำบากเปล่า เป็นข้อปฏิบัติที่ตึง
เกินไป และไม่ใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ แต่ มัชฌิมาปฏิปทา คือไม่ตึงหรือ
หย่อนเกินไป น่าจะเป็นหนทางแห่งการ ตรัสรู้ ได้ จึงเริ่มเสวยพระ
กระยาหารดังเดิม เพื่อให้ร่างกายคลายเวทนา มีสมาธิที่จะบำเพ็ญเพียรต่อ
ไป ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จึงเข้าใจว่า พระบรมโพธิสัตว์ได้ละความเพียร แล้วหัน
มาบริโภคพระกระยาหารดังเดิม ไหนเลยจะสามารถพบธรรมวิเศษได้ จึงพา
กันเดินทางจากพระองค์ไปอยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
แคว้นกาสี

พระสุบินนิมิต

ขณะที่พระบรมโพธิสัตว์บรรทมหลับในยามราตรีของคืนวันขึ้น
14 ค่ำ เดือน 6 จนเวลาใกล้รุ่ง ทรงสุบินนิมิต 5 ประการ คือ
1.นอนหงายบนพื้นปฐพี มีเขาหิมพานต์เป็นเขนย (หมอน) พระพาหาซ้ายจม
ลงไปในมหาสมุทรทิศบูรพา พระพาหาขวาหยั่งลงไปในมหาสมุทรด้านทิศ
ปัจฉิม และพระบาท (เท้า) ทั้งสองหยั่งลงไปในมหาสมุทรด้านทิศทักษิณ
2.มีหญ้าแพรกเส้นหนึ่งงอกขึ้นจากพระนาภี (สะดือ) สูงขึ้นไปถึงท้องฟ้า
3.หมู่หนอนเป็นอันมากมีสีขาวบ้าง สีดำบ้าง ไต่ขึ้นมาจากปลายพระบาททั้งคู่
ปิดลำพระชงฆ์ (แข้ง) ตลอดจนถึงพระชานุ (เข่า)
4.ฝูงนก 4 จำพวก มีสีต่าง ๆ กัน คือ สีเหลือง สีเขียว สีแดง และสีดำ บิน
มาจากทิศทั้ง 4 ลงมาหมอบแทบพระบาท แล้วกลับกลายเป็นสีขาวไปหมด
ทั้งสิ้น
5.พระองค์เสด็จขึ้นไปเดินจงกรมบนยอดภูเขาที่เปรอะเปื้ อน เต็มไปด้วยมูตร
คูถ (ปัสสาวะอุจจาระ) แต่พระบาทของพระองค์ มิได้เปื้ อนด้วยสิ่งเหล่านั้น
เลย

9

เมื่อทรงตื่นจากบรรทมแล้ว พระองค์ก็เริ่มพยากรณ์ไปตามลำดับว่า

1.พระองค์จะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นผู้เลิศในโลกทั้ง 3 ได้แก่
กามโลก รูปโลก และอรูปโลก
2.พระองค์จะได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาอริยมรรคมีองค์ 8 แก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย
3.หมู่คฤหัสถ์ พราหมณ์และชนทั้งหลายที่นุ่งผ้าขาวจะมาสู่สำนักของ
พระองค์และดำรงอยู่ในไตรสรณคมน์
4.วรรณะทั้ง 4 (พราหมณ์, กษัตริย์, แพศย์ และ ศูทร) เมื่อสละเพศ
ฆราวาสมาบรรพชาในพระธรรมวินัย และจะได้บรรลุวิมุตติธรรมอันประเสริฐ
บริสุทธิ์หมดจดผ่องใสโดยเท่าเทียมกัน
5.พระองค์จะบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะ ที่ชาวโลกทั่วทุกทิศพากันนำมาถวาย
ด้วยศรัทธาเลื่อมใส แต่พระองค์มิได้มีพระทัยติดอยู่ในลาภสักการะเหล่านั้น
ให้เป็นมลทินแม้แต่น้อย

เมื่อพระองค์ทรงทำนายสุบินนิมิตดังนี้ และทรงทำสรีรกิจส่วนพระองค์เสร็จ
แล้ว จึงเสด็จไปประทับนั่งพักผ่อนพระอิริยาบถ ณ โคนต้นไทรใหญ่ ซึ่งไม่
ไกลจากที่นั้น

นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส
ขณะที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่นั้น สุชาดา ธิดาของเสนานี

กุฎุมพี ได้นำมธุปายาสที่เธอได้หุงไว้มาถวายแด่พระองค์ พร้อมกับถวาย
บังคมลากลับไป

เมื่อนางสุชาดากลับไปแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา
เพื่อสรงน้ำและเสวยข้าวมธุปายาสทั้งหมด 49 ก้อน เมื่อเสวยจนหมดแล้ว
จึงได้นำถาดทองไปลอยที่แม่น้ำเนรัญชรา ก่อนนำไปลอยได้อธิษฐานว่า

10

ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ ขอให้ถาดทองลอยทวนกระแส
น้ำเถิด แต่ถ้ายังไม่ตรัสรู้ ก็ขอให้ถาดทองลอยไปตามกระแสน้ำเถิด
— พระสมณโคดม

เมื่ออธิษฐานจบแล้ว
ถาดทองได้ลอยทวนกระแสน้ำ
ขึ้นไป และได้จมลงสู่นาคภิภพ
ไปกระทบกับถาดทอง 3 ใบ
ของอดีตพระพุทธเจ้า 3
พระองค์ คือ
1.พระกกุสันธพุทธเจ้า
2.พระโกนาคมนพุทธเจ้า
3.พระกัสสปพุทธเจ้า
https://www.google.com/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Finnerwabisabi.blogspot.com%2F2013%2F05%
2Fblog-

post_23.html&psig=AOvVaw0JKuS-
IpDpMJIjyVI7MHmx&ust=1634103733015000&source=images&cd=vfe&ved=0CAgQjRxqFwoTCKC_6PiUxPMCFQAAAAAdAAAAABAi

11

ตรัสรู้

ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่เบื้องบูรพาทิศ ตั้งจิต

แน่แน่วว่า ตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาน จักไม่ลุกขึ้นจาก

สมาธิบัลลังก์ ในคืนนั้น ท้าววสวัตตี เข้าทำการขัดขวางการบำเพ็ญ

เพียรของพระมหาบุรุษ แต่ก็พ่ายแพ้ไป พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญ

เพียรต่อที่ใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิด

ในพระทัย เรียกว่าการเข้าฌาน เพื่อเป็นบาทของวิปัสสนาญาณ จน

เวลาผ่านไปพระองค์ได้บรรลุถึงญาณต่าง ๆ ดังนี้
ปฐมยาม ทรงบรรลุ ปุพเพนิวา

สานุสติญาณ คือ การระลึกชาติ

ในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่นได้

มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ

จุตูปปาตญาณ คือ การรู้แจ้งการ

เกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้ง

หลาย

รุ่งปัจฉิมยาม ทรงบรรลุ อาสวัก

ขยญาณ คือ รู้วิธีกำจัดกิเลส

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F% (มาร) ด้วยอริยสัจ 4 (ทุกข์
E0%B8%A5%E0%B9%8C:Wat_Phra_Yuen_Phutthabat_Yu สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้
khon_01.jpg เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์จึงพบกับความสุขสว่างอย่างแท้จริง ซึ่งเรียกกันว่าทรง ตรัสรู้
ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก ตรงกับ
วันเพ็ญเดือน 6 ณ พุทธคยา กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ขณะมีพระชนมายุ
ได้ 35 พรรษา

12

เสวยวิมุตติสุข

สัปดาห์ที่ 1 และ 2
หลังจากที่พระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระ

สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขที่เกิดจาก
ความหลุดพ้น) ณ ใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ 7 วัน เพื่อพิจารณา
ปฏิจจสมุปบาท ทั้งสายเกิดและสายดับ จากนั้นในสัปดาห์ที่ 2
ได้เสด็จไปทรงยืนอยู่กลางแจ้งทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงทำ อุปหาร คือ ยืนทอดพระเนตร
ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรตลอด 7 วัน สถาน
ที่เสด็จมาทรงยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นได้นามว่า
อนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ 3
ในสัปดาห์ที่ 3 หลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้า ทรงเนรมิต

ที่จงกรมแก้วขึ้น ณ กึ่งกลางระหว่างอนิมิสเจดีย์กับต้นพระ
ศรีมหาโพธิ์ แล้วเสด็จจงกรม ณ ที่นั้นเป็นเวลา 7 วัน สถานที่
นั้นได้นามว่า รัตนจงกรมเจดีย์

สัปดาห์ที่ 4
ในสัปดาห์ที่ 4 จากวันที่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้น

ประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ ณ เรือนแก้วที่เทวดาเนรมิตถวายทาง
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของต้นศรีมหาโพธิ์ ทรงพิจารณาธรรม
ตลอดเวลา ๗ วัน สถานที่นั้นเรียกว่า รัตนฆรเจดีย์ ใน
หนังสือพระปฐมสมโพธิกถา กล่าวว่าในสัปดาห์ที่ 1-3 พระฉัพ
พรรณรังสี (รัศมี 6 ประการ) ยังมิได้โอภาสออกจากพระ
วรกาย จนในสัปดาห์ที่ 4 เมื่อเสด็จประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ
ทรงพิจารณาธรรมในเรือนแก้วแล้ว พระฉัพพรรณรังสีจึงมี
โอภาสออกมาจากพระวรกาย

13

สัปดาห์ที่ 5
หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาธรรมในเรือนแก้ว

แล้ว พระองค์จึงเสด็จไปประทับใต้ ต้นไทร ธิดามาร 3 พี่น้อง
คือ นางราคา นางอรดี นางตัณหา ได้อาสาผู้เป็นบิดาไป
ทำลายตบะเดชะของพระพุทธองค์ ด้วยการเนรมิตร่างเป็นสตรี
ที่สวยงามในวัยต่าง ๆ ตลอดจนแสดงอิตถียาโดยการฟ้อนรำ
ขับร้อง แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาพระทัยใส่ กลับขับไล่ธิดา
มารให้หลีกไป

สัปดาห์ที่ 6
ในสัปดาห์ที่หกหลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ ใน

ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับ ณ ใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก)
ซึ่งอยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อ
พระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่ที่นี่ ได้บังเกิดมีฝนและลม
หนาวตกพรำตลอดเจ็ดวันไม่ขาดสาย พญานาคชื่อ มุจลินท์
ได้ขึ้นจากสระน้ำที่อยู่ในบริเวณเดียวกันนี้ เข้าไปวงขนด 7
รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้า เพื่อป้องกันลมฝนมิให้พัด
และสาดกระเซ็นมาต้องพระวรกาย ครั้นฝนหาย ฟ้าสาง
พญานาคจึงคลายขนดออก แล้วจำแลงเป็นเพศมาณพยืนเฝ้า
พระพุทธเจ้าทางเบื้องพระพักตร์ ลำดับนั้นพระพุทธองค์จึง
ทรงเปล่งอุทานจากความคิด ว่า
" ความสงัดคือความสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว ได้รู้
เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความสำรวมไม่
เบียดเบียนในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นผู้ปราศจากกำหนัด
หรือสามารถก้าวล่วงพ้นซึ่งกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขอัน
ประเสริฐในโลก ความขาดจากอัสมิมานะหรือการถือตัวตน
หากกระทำให้ (การถือตัว) หมดสิ้นไปได้นั้น เป็นความสุข
อย่างยิ่ง"

— พระพุทธองค์

14

สัปดาห์ที่ 7
เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกจากร่มไม้จิก

แล้ว ก็เสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้เกด ซึ่งอยู่ทาง
ทิศใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา 7 วัน แล้วจึงทรงออก
จากสมาธิ ท้าวสักกเทวราช(พระอินทร์) ผู้เป็นจอมเทพของ
ดาวดึงส์ ทรงทราบว่า นับแต่พระพุทธองค์ตรัสรู้มา 7
สัปดาห์ รวม 49 วัน มิได้เสวยภัตตาหารเลย จึงนำผลสมอ
อันเป็นทิพยโอสถจากเทวโลกมาน้อมถวาย พระพุทธองค์จึง
เสวยผลสมอทิพย์นั้น แล้วทรงบ้วนพระโอษฐ์( ปาก )ด้วยน้ำที่
ท้าวสักกเทวราชถวาย จากนั้นเสด็จประทับ ณ ร่มไม้เกดตาม
เดิม

https://palungjit.org/attachments/3372-jpg.4463987/

15

ประสานบาตรแล้วรับข้าวสัตตูก้อนสัตตูผง
หลังจากพระพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้ว 49 วัน พ่อค้าสองพี่น้อง

ชื่อ ตปุสสะและภัลลิกะ ได้รับคำแนะนำจากเทวดาซึ่งเคยเป็น
ญาติกับพ่อค้าทั้งสองในอดีตชาติ ให้นำภัตตาหารน้อมถวายแด่
พระพุทธองค์ เพื่อประโยชน์สุขแก่ทั้งสองสิ้นกาลนาน เมื่อตปุส
สะและภัลลิกะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ร่มไม้เกด
ต่างมีจิตเลื่อมใสศรัทธา จึงเข้าไปทำการอภิวาทและถวายข้าว
สัตตุก้อนสัตตุผง พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะรับ แต่บาตรที่
ฆฏิการพรหมถวายในวันเสด็จออกบรรพชาได้อันตรธานไป ท้าว
จตุโลกบาลทั้ง 4 จึงได้เหาะนำบาตรศิลามาถวายองค์ละใบ
พระองค์จึงทรงประสานบาตรทั้ง 4 ใบนั้นเป็นใบเดียวกัน แล้ว
ใช้รับข้าวสัตตุก้อนสัตตุผง
พระพุทธเจ้าทรงรับข้าวสัตตุก้อนสัตตุผงที่พ่อค้าสองพี่น้อง
ถวายด้วยความเลื่อมใส เมื่อทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว พ่อค้าทั้ง
สองทูลขอถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นที่พึ่งนับถือสูงสุดใน
ชีวิต เพราะขณะนั้น ยังไม่มีพระสงฆ์บังเกิดขึ้น ถือเป็นเทววาจิก
อุบาสก นับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา

http://www.watpamahachai.net/2015-05-09_104305.jpg

16

ระลึกถึงดอกบัว 4 เหล่า
ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นไทร

พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้นมี
ความละเอียดและลึกซึ้งมาก เป็นสิ่งที่เหล่าปุถุชนคนธรรมดาผู้
มากไปด้วยกิเลสยากจะเข้าใจได้เมื่อได้ฟังธรรม แล้วจะมีใครสัก
คนที่จะเข้าใจธรรมของพระพุทธองค์ไม่ หากสอนไปแล้วเกิดไม่
เข้าใจก็เปล่าประโยชน์ พระทัยหนึ่งจึงเกิดความมักน้อยว่าจะไม่
แสดงธรรมเพื่อโปรดใครเลย ด้วยพระพุทธดำริของพระพุทธเจ้า
ได้ทราบไปถึงท้าวสหัมบดีพรหมในพรหมโลก ท้าวสหัมบดีพรหม
จึงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงเปล่งวาจาอันดังถึงสามครั้ง
ว่า "โลกจะฉิบหายในครั้งนี้" ท้าวสหัมบดีพรหมพร้อมเทพบริษัท
ก็ได้ลงจากพรหมโลกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลอาราธนาให้
ทรงแสดงธรรมโปรดชาวโลก โดยอธิบายว่า ในโลกนี้ยังมีสัตว์ใน
โลกทั้งหลายนี้ ที่มีกิเลสเบาบางพอที่จะฟังธรรมของพระองค์ได้
นั้นยังมีอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงพระสัทธรรมเทศนาโปรด
ชาวโลกในครั้งนี้เทอญ พระพุทธองค์ทรงกล่าวตอบท้าวสหัมบดี
"เราตถาคตจะได้เปิดประตูอมตธรรมต้อนรับชนผู้ใคร่สดับซึ่งเรา
ชำนาญดีในหมู่มนุษย์" หลังจากพระพุทธองค์ทรงได้พิจารณา
เห็นความแตกต่างของระดับสติปัญญาของบุคคลในโลกนี้เปรียบ
เสมือนบัว 4 เหล่า ดังนี้

https://billy4567.files.wordpress.com/2015/08/e0b894e0b894e0b894.jpg?w=150

17

1.อุคฆฏิตัญญู คือ พวกที่สติปัญญาดี เมื่อฟังธรรมก็สามารถเข้าใจได้
รวดเร็ว เสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที

2.วิปจิตัญญู คือ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เมื่อฟังธรรมแล้วพิจารณา
ตาม ฝึกฝนเพิ่มเติมจะเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เสมือนดอกบัวที่ปริ่มน้ำ
ซึ่งจะบานในวันถัดไป

3.เนยยะ คือ พวกที่สติปัญญาน้อย เมื่อฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและ
ฝึกฝนอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ ในที่สุดก็จะสามารถ
เข้าใจได้ เสมือนดอกบัวใต้น้ำซึ่งจะโผล่ขึ้นเบ่งบานในวันหนึ่ง

4.ปทปรมะ คือ พวกไร้สติปัญญา แม้ได้ฟังธรรม ก็ไม่อาจเข้าใจ เปรียบ
เสมือนบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ไม่มีโอกาสเบ่งบาน

เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณก็ทรงอธิษฐานว่า จะ
แสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ และตั้งพุทธปณิธานที่จะดำรงพระชนม์อยู่
จนกว่าจะได้อยู่ประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายสำเร็จประโยชน์แก่ชน
ทุกหมู่เหล่า

18

แสดงปฐมเทศนา
พระพุทธองค์ทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ทิพยจักษุ

ญาณได้บอกว่า ทั้งสองสิ้นชีพไปแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ทรงทราบ
ว่า ปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่า อิสิปตนมฤคทายวัน จึงได้เสด็จไปแสดงปฐมเทศนา
คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือ
วันอาสาฬหบูชานั่นเอง ซึ่งกล่าวถึงสุด 2 อย่าง อันบรรพชิต ไม่ควรปฏิบัติ
คือการลุ่มหลงมัวเมาในกาม 1 การทรมาณตนให้ลำบากเปล่า 1 มัชฌิมา
ปฏิปทา ทางสายกลางที่ควรดำเนิน คือ อริยสัจ 4 และ มรรคมีองค์แปด

ในที่สุด ท่านโกณฑัญญะ
ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุ
โสดาบัน พระพุทธองค์จึงทรง
เปล่งวาจาว่า
บาลี : อัญญาสิ วต โภ โกณ
ฑัญโญ
ไทย : โกณฑัญญะ เธอได้รู้แล้ว
เธอได้เข้าใจแล้ว
ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า
พระอัญญาโกณฑัญญเถระ และ
ได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์
แรกในพระพุทธศาสนา

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%
E0%B9%8C:Paintings_of_Life_of_Gautama_Buddha_-_Asalha_Puja.jpg

เป็นเหตุให้พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบองค์ 3
เป็นครั้งแรกในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

จากนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร พระภิกษุปัญจวัคคีย์
ทั้ง 5 ขณะสดับพระธรรมเทศนาส่งจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนา จิตก็
หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ไม่ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอุปาทาน สามารถละสังโยชน์
ครบ 10 ประการ ได้บรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง 5 รูป

19

ยสะและญาติออกบวช
หลังจากโปรดปัญจวัคคีย์เป็นกลุ่มแรกแล้ว ก็มี ยสะ ที่หนี

ออกจากเมืองพาราณสี และพระญาติอีก 54 คนเข้ามาขอบวช
และฟังพระธรรมเทศนาจนได้พระอรหันต์สาวก 60 รูป พระองค์
ทรงส่งพระสาวกเหล่านี้ออกไปประกาศพระศาสนาตามตำบลต่าง
ๆ และได้แสดงธรรมแก่เศรษฐีคนหนึ่ง เป็นชาวเมืองพาราณสี
นางสุชาดา มารดาของพระยสเถระ และ นางวิสาขา ภรรยาเก่า
ของท่าน จนบรรลุโสดาบัน ขอแสดงตนเป็น อุบาสกอุบาสิกา
และถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง นับเป็นอุบาสกคนแรก และ
อุบาสิกาคู่แรกที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

โปรดภัททวัคคีย์
จากนั้น พระองค์ได้เสด็จไปตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ก่อนที่จะไป
ที่นั่น ได้พบกับภัททวัคคีย์ที่กำลังตามหานางคณิกาซึ่งโขมย
เสื้อผ้าและเครื่องประดับของเขาไป พระพุทธองจึงทรงแสดงอนุ
ปุพพิกถาและอริยสัจ 4 โปรด ภัททวัคคีย์จึงบรรลุธรรมเป็นพระ
อริยบุคคล ระดับต่าง ๆ เช่น โสดาบัน สกทาคามี จากนั้นจึง
ขอบวช พระพุทธองค์ได้ประทาน เอหิภิกขุอุปสัมปทา จากนั้น
พระพุทธองค์ทรงส่งภัททวัคคีย์ไปประกาศพระศาสนา เมื่อครบ
30 คนแล้วจึงเดินทางต่อไป

20

โปรดชฎิล 3 พี่น้อง
เมื่อถึงแม่น้ำเนรัญชรา ก็ได้พบกับชฎิล 3 พี่น้องได้แก่

อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะและคยากัสสปะ และบริวาร 1,000 คน
(อุรุเวลฯ 500 คน, นทีฯ 300 คน และคยาฯ 200 คน) ซึ่งเป็น
นักบวชลัทธิบูชาไฟ และเป็นที่เคารพบูชาของชาวกรุงราชคฤห์
ในครั้งแรก พระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์โดยการปราบ
พญานาคให้มีขนาดเล็ก ครั้งที่สองทรงแสดงพุทธานุภาพ คือมี
เทวดามาเข้าเฝ้า และครั้งสุดท้ายทรงแสดงนิมิตจงกรมกลางน้ำ
แต่ถึงอย่างไร อุรุเวลกัสปะก็ไม่เลื่อมใสอยู่ดี จนพระพุทธองค์ต้อง
แสดงธรรมโปรด ทำให้อุรุเวลกัสสปะเกิดความเลื่อมใสขอบวช
เป็นพระสาวก พระพุทธเจ้าจึงทรงให้อุรุเวลฯ ไปชี้แจงแก่บริวาร
500 คนให้รับทราบบริวารทั้งหมดรับทราบและขอบวชจาก
พระพุทธเจ้า จากนั้น เรื่องจึงได้ทราบถึงนทีฯ ซึ่งมีบริวาร 300
คน และคยาฯ ซึ่งมีบริวาร 200 คน ชฎิลทั้ง 2 และบริวาร
ทั้งหมดจึงขอบวชตาม พระพุทธองค์ทรงประทาน เอหิภิกขุ
อุปสัมปทา จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงพาทั้ง 1,003 รูปไปที่ คยา
สีสะ แล้วทรงแสดงธรรมอาทิตตปริยายสูตรแก่ชฎิลทั้ง 3 และ
บริวาร ทั้งหมดจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

http://3.bp.blogspot.com/_eW__n9o6jQw/TVFm7XVIf1I/AAAAAAAAAiY/WU7C3IXVQ48/s320/
%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%258F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5.jpg

โปรดพระเจ้าพิมพิสาร 21

พระพุทธองค์ทรงพาชฎิล 3 พี่น้อง และบริวารจำนวน 1,000

รูป ไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงพักที่สวนตาลหนุ่ม เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร

ทรงทราบข่าว จึงได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยข้าราชบริพารไป

เข้าเฝ้า เมื่อเสด็จไปสวนตาล พระเจ้าพิมพิสารทรงนมัสการ

พระพุทธเจ้า ส่วนข้าราชบริพารบางส่วนยังทำเมินเฉยอยู่

พระพุทธองค์จึงทรงทำลายทิฐิมานะของข้าราชบริพารเหล่านั้น

ลง โดยถามพระอุรุเวลกัสสปะถึงเหตุที่เลิกศรัทธาลัทธิบูชาไฟ อุรุ

เวลฯ ตอบว่า ลัทธิเดิมของตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าใน

ประชาชนทั้งหลายได้ทราบโดยทั่วกัน พระพุทธเจ้าทรงสังเกตเห็น

บรรดาข้าราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารได้คลายทิฐิมานะลงแล้ว

จึงทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ข้าราชบริพาร และ

ประชาชนทั้งหลาย

ผลที่ได้รับคือ พระเจ้าพิมพิสาร และข้าราชบริพารส่วนใหญ่ได้

ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ทรงแสดงตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัย

เป็นสรณที่พึ่งตลอดชีวิต พระเจ้าพิมพิสารยังได้ถวายสวนเวฬุวันให้

พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมด วัดเวฬุวันจึงเป็น วัดแห่งแรก

ของพระพุทธศาสนา ในยามดึกของค่ำวันนั้น บรรดาเปรตทั้งหลาย

ที่เคยเป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสารในอดีตชาติทราบว่าพระเจ้า

พิมพิสารบำเพ็ญกุศลมีการถวายทานเป็นต้น ต่างก็รอรับส่วนบุญที่

พระเจ้าพิมพิสารจะอุทิศส่งไปให้ เมื่อรอจนสิ้นวันนั้น ไม่เห็นพระเจ้า

พิมพิสารอุทิศส่วนบุญให้ตามที่หวัง จึงพากันส่งเสียงร้องด้วยศัพท์

สำเนียงอันน่าสะพรึงกลัว พระเจ้าพิมพิสารได้สดับเสียงนั้น เกิด

ความกลัวมาก จึงรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสให้

ทราบความเป็นมา บอกให้พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนกุศล ท้าวเธอ

ก็ได้อุทิศส่วนกุศลไปให้ ทันใดนั้นอาหารทิพย์ก็ปรากฏมีแก่เปรต

เหล่านั้นต่างพากันบริโภคจนอิ่มหนำสำราญ ร่างกายที่เคยผอมโซ

ทุเรศน่าเกลียดน่ากลัวก็กลับดูสะอาดสมบูรณ์ขึ้น

22
แต่งตั้งพระอัครสาวกทั้งสอง

อัครสาวกที่สำคัญของพระพุทธเจ้าคือพระสารีบุตร และ
พระมหาโมคคัลลานะ ครั้งนั้นคืออุปติสสะและโกลิตะ ในขณะนั้น
พระพุทธองค์กำลังประทับท่ามกลางพุทธบริษัทจำนวนมาก เมื่อ
เห็นมาณพทั้งสองกำลังเดินมา จึงตรัสบอกภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้ง
หลาย มาณพทั้งสองคนนั้นจะเป็นอัครสาวกของเราตถาคต
มาณพทั้งสองได้ทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์
ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ ทั้ง 2 ได้ปฏิบัติธรรมอย่าง
พากเพียรจนพระมหาโมคคัลลานะอุปสมบทได้ 7 วันก็สำเร็จเป็นพ
ระอรหันต์ ส่วนพระสารีบุตรอุปสมบทได้กึ่งเดือน จึงสำเร็จพระ
อรหันต์ พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายการที่พระสารีบุตรได้บรรลุ
พระอรหันต์ช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะว่าเป็นเพราะพระสารีบุตร
เป็นผู้มีปัญญามาก ต้องใช้บริกรรมใหญ่ เปรียบด้วยการเสด็จไป
ของพระราชาต้องตระเตรียมราชพาหนะและราชบริวาร จึงจำเป็น
ต้องใช้เวลามากกว่าการไปของคนสามัญ

http://3.bp.blogspot.com/-0CpkwN6pOKc/VfuNiCAmdLI/AAAAAAAABtM/pfGMFYTE9N8/s1600/
%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259B%25E0%25
B8%25B4%25E0%25B8%2593%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2591%25E0%25B8%25AF%2
B41_186.jpg

ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ 23
วันมาฆบูชา เป็นวันที่ระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าทรง

ประทานโอวาทปาติโมกข์แก่มหาสังฆสันนิบาตในมณฑล
วัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งในวันนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 4
ประการคือ

1.วันนี้พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3)
2.พระสาวกทั้ง 1,250 รูปนี้ ต่างได้มาประชุมพร้อมเพรียง

กันโดยมิได้นัดหมาย
3.พระสาวกทั้ง 1,250 รูปนี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุที่พระพุทธเจ้า

ทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น เรียกว่าพิธีเอหิภิกขุ
อุปสัมปทา
4.พระสาวก 1,250 รูปนี้ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ละสังโยชน์
ครบ 10 ประการ
ด้วยเหตุการณ์ประจวบกับ 4 อย่าง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
จาตุรงคสันนิบาต(มาจากศัพท์บาลี จตุ+องฺค+สนฺนิปาต แปล
ว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ประกอบทั้งสี่ประการ)
โดยประชุมกัน ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ หลัง
จากตรัสรู้แล้ว 9 เดือน (45 ปี ก่อนพุทธศักราช)

https://sites.google.com/site/wanmakhbuchatey2018/prathan-xowath-patimokkh

24

ปรินิพพาน
ขณะที่พระโคตมพุทธเจ้ามีพระชนมายุราว 80 พรรษา

พระวรกายได้เสื่อมทรุดไปตามสังขารวัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีพระ
โรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและยังมีพระอาการปวดเรื้อรัง
ในปีสุดท้ายของพระองค์นั้น พระองค์ประชวรพระนาภีอย่างรุนแรงจน
เกือบจะปรินิพพาน เมื่อพระอาการดีขึ้น นายจุนทะ กัมมารบุตร ได้นำ สู
กรมัททะวะ มาถวาย หลังจากเสวยเสร็จได้ทรงพระบังคลหนักเป็นพระ
โลหิต แต่ทรงข่มพระอาการมุ่งเสด็จต่อไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ
ต้นสาละ ของมัลลกษัตริย์แห่ง กุสินารา แล้วเสด็จบรรทมสีห์ไสยาสน์
ขณะนั้นปริพาชกชื่อ สุภัททะ มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อถามปัญหาบาง
ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้สุภัททะจนเข้าใจ สุภัททะบรรลุ
โสดาบัน และบวชเป็นภิกษุต่อหน้าพระพุทธองค์เป็นคนสุดท้าย ก่อน
ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า
" ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความ
เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านจงทำกิจของตน และกิจของผู้อื่นด้วย
ความไม่ประมาทเถิด"
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าจึงเสด็จดับขันธ์ปรินิพาน ระหว่างใต้ ต้นสาละ คู่
ณ กรุงกุสินารา ณ ปัจฉิมยามแห่งราตรีวิสาขปรุณมีเพ็ญเดือน 6 ขณะมี
พระชนมายุ 80 พรรษา ประเทศ กัมพูชา และ พม่า นับปีนี้เป็น พ.ศ. 1
แต่ในประเทศไทยนับ พ.ศ. 1 หนึ่งปีหลังจากการปรินิพพาน ซึ่งแตกต่าง
เพียงเล็กน้อย

https://sites.google.com/site/karkaneidphraphuththsasna/sedc-dab-khanth-priniphphan

25

หลักธรรมคำสอน

พระพุทธเจ้าทรงเทศนา สั่งสอนพุทธบริษัทเรียกว่า พระธรรมวินัย
พระธรรม คือคำสอนในสิ่งที่เป็นจริงของชีวิต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไป
สู่จุดหมายสูงสุด คือ นิพพาน

พระธรรมนั้นแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ คำสอนที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต
ประจำวันของผู้คนทั่วไป เรียกว่าพระสูตรและคำสอนที่เป็น หัวข้อธรรม
ล้วน ๆ เช่น ขันธ์5 ปัจจยาการ12 เป็นต้นเรียกว่าพระอภิธรรม ส่วนวินัย
สำหรับพระ ภิกษุและภิกษุณี ได้แก่กฎระเบียบข้อปฏิบัติ หลังจาก
พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน พุทธบริษัทได้ ร่วมกันรวบรวม
พระสูตร พระอภิธรรม และพระวินัย จัดเข้าเป็นหมวดหมู่ได้ 84,000
หมวด รวมเรียกว่า พระไตรปิฎก

พุทธกิจ 5

ช่วงเช้า - ตอนเช้ามืดเสด็จออกไปบิณฑบาต เพื่อให้พุทธศาสนิกชน
ได้ทำบุญตักบาตร และเพื่อแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์
ช่วงเย็น - เสด็จออกแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนในท้องถิ่น
นั้น
ช่วงค่ำ - ทรงใช้เวลายามนี้ตอบปัญหาธรรมแสดงธรรม หรือให้คำ
ปรึกษาแก่เหล่าภิกษุ
ช่วงเที่ยงคืน - ทรงใช้เวลายามนี้ตอบปัญหาธรรมแสดงธรรมแก่
เทวดาที่มาเข้าเฝ้า
ช่วงใกล้รุ่ง - ทรงตรวจพิจารณาสอดส่องเลือกสรรบุคคลที่พระองค์
ควรเสด็จไปโปรดในตอนเช้า

26

ความเชื่อต่างๆ

ในคติมหายาน

释迦牟尼佛ในนิกายมหายาน นิยมเรียกพระโคตมพุทธเจ้าว่า พระศากยมุนี
พุทธเจ้า( จีน : ซื่อเจียโหฺมวหฺนีฝอ ตามสำเนียงจีน

กลาง หรือเสกเกียเมานีฮุก ตามสำเนียงฮกเกี้ยน) ซึ่งมักจะนิยม

สร้างประติมากรรมในรูปแบบถือลูกแก้วสีแดง ส่วนทางธิเบตจะ

นิยมมีพระวรกายสีเหลือง ถ้าพบตามวัดก็จะพบพระศากยมุนีพุทธ

เจ้าประดิษฐานตรงกลาง ด้านซ้ายมือของพระศากยมุนี คือ พระ

ไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาตถาคตพุทธเจ้า ส่วนด้านขวามือของพระ

ศากยมุนี คือ พระอมิตาภพุทธเจ้า หรือที่ พุทธศาสนิกชน ชาวจีน
三寳佛เรียกว่า พระไตรรัตนพุทธเจ้า ( จีน :
ซานเป้าฝอ ตาม

สำเนียงจีนกลาง หรือ ซำป้อฮุก ตามสำเนียงฮกเกี้ยน)

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E
0%B9%8C:%E4%B9%9D%E5%A4%A9%E7%A6%85%E9%99%A2_%E9%87
%8A%E8%BF%A6%E7%89%9F%E5%B0%BC%E4%BD%9B.jpg

27

ทัศนะของศาสนาอื่น
นอกจากในพระพุทธศาสนาแล้ว พระโคตมพุทธเจ้ายังถูกอ้าง

ถึงในลัทธิศาสนาอื่นๆ ด้วย

ศาสนาฮินดู
ศาสนาฮินดู เชื่อว่าพระโคตมพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของ พระวิษณุ

ปรากฏการอ้างอยู่ในหลายคัมภีร์
วิษณุปุราณะ และภาควัตปุราณะ ระบุไว้ตรงกันว่าพระวิษณุเห็นว่าพวกอสูร

ขโมยเครื่องบูชายัญไป ทำให้มีอำนาจมากกว่าฝ่ายเทพ พระวิษณุจึงเนรมิต
พระโคดมขึ้น เพื่อล่อลวงพวกอสูรให้ละทิ้งพระเวท ละทิ้งการบูชายัญ ติเตียน
เทพ และพราหมณ์ หันไปนับถือศาสนาพุทธ เมื่อพวกอสูรหลงผิดไปทิ้ง
พระเวทแล้ว ก็จะเสื่อมกำลังลง ฝ่ายเทพกลับก็จะโจมตีและทำลายพวกอสูรได้

มหากาพย์มหาภารตะ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากพระวิษณุได้มาเกิดเป็น
พระพุทธเจ้า ก่อตั้งศาสนาพุทธเพื่อล่อลวงพวกอสูรให้ละทิ้งพระเวทแล้ว พระ
วิษณุจะอวตารเป็นกัลกี(บุรุษขี่ม้าขาว)มาปราบลัทธินอกศาสนาเหล่านี้ให้หมด

ฝ่ายลัทธิไศวะ มีตำราชื่อศังกรทิควิชยะ อธิบายว่าเหล่าเทวดาไปร้องทุกข์
ต่อพระศิวะว่า พระวิษณุได้เข้าสิงร่างพระพุทธเจ้า สอนให้คนเลิกการ
บวงสรวง ดูหมิ่นพราหมณ์ เกิดพวกนอกรีตขึ้นจำนวนมาก ทำให้เทวดาทั้ง
หลายไม่ได้รับเครื่องเซ่นสังเวย พระศิวะเห็นแก่เหล่าเทพ จึงอวตารเป็นศังกรา
จารย์ ลงมากอบกู้ศาสนาพระเวทให้กลับมารุ่งเรืองและทำลายความประพฤติ
ชั่วให้สิ้นไป

https://4.bp.blogspot.com/-
VwbwGYSNm18/WOjuK7GDGQI/AAAAAAAAAZQ/PkQ7QgWbDPYQ26lsCtinUDFYyJ84qnt0ACLcB/s1600/imag
e2.jpg

28

ศาสนาบาไฮ
พระบะฮาอุลลอฮ์ ศาสดาของ ศาสนาบาไฮ และพระอับดุลบะฮาอ์

ผู้นำศาสนารุ่นต่อมา กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาที่พระเป็นเจ้า
ทรงส่งมาเพื่อทำหน้าที่นำพาและให้ความรู้แก่มนุษย์ในยุคสมัยหนึ่ง
เช่นเดียวกับศาสดาท่านอื่นๆ คือพระกฤษณะ โมเสส ซาราธุสตรา
พระเยซู นบีมุฮัมมัด พระบาบ

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Seat_of_the_House_of_Justice.jpg

ลัทธิอนุตตรธรรม
ลัทธิอนุตตรธรรม อ้างว่าพระเป็นเจ้าคือ พระแม่องค์ธรรม ได้ส่งพระ

ศากยมุนีพุทธเจ้ามาตรัสรู้บนโลกเพื่อทำหน้าที่ฉุดช่วยนำพาวิญญาณเวไนย
สัตว์ทั้งหลายให้กลับสู่แดนนิพพาน ซึ่งเป็นบ้านเดิมของวิญญาณทุกดวง
ลัทธินี้เชื่อว่าเมื่อพระโคดมตั้งปณิธานได้ 7 วันว่าถ้าหากไม่ได้ตรัสรู้ก็จะไม่ลุก
จากที่นั่ง พระแม่องค์ธรรมสงสารพระโคดมที่ลำบากบำเพ็ญเพียรมา 6 ปียัง
ไม่บรรลุ จึงให้ พระทีปังกรพุทธเจ้า จำแลงเป็น ดาวประกายพรึก มาเปิด จุด
ญาณทวาร ให้ พระโคดมจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ลัทธิอนุตตรธรรมอ้างว่าศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้ามีอายุ 3,114 ปี เริ่ม
ต้นขึ้นราว 1200 ปีก่อนคริสตกาลและสิ้นสุดไปแล้วในปี ค.ศ. 1912 ปัจจุบัน
เป็นธรรมกาลของ พระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งได้อวตารมาเป็น ลู่ จงอี

สรุป

พระโคตมพุทธเจ้า (ออกเสียง: โค-ตะ-มะ) มีพระนามเดิมใน ภาษาบาลี
ว่า สิทฺธตฺถ โคตม เป็น พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบัน
ผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ สาวกของพระองค์ไม่นิยมออกพระนาม
โดยตรง แต่เรียกตามพระสมัญญาว่า " ภควา " (พระผู้มีพระภาคเจ้า)

คัมภีร์พุทธศาสนาทั้งนิกายเถรวาท และนิกายมหายาน บันทึกตรงกันว่า
พระโคตมพุทธเจ้าทรงประสูติ 623 ปี ก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ทรง
ดำรงพระชนมชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อน พุทธศักราช จนถึงเริ่ม
พุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพานตรงกับ 543 ปี ก่อนคริสตกาลตามตำรา
ไทยซึ่งอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทย และ ปฏิทินจันทรคติไทย และตรงกับ
483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล

พระโคตมพุทธเจ้าเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนาง
สิริมหามายา แห่งแคว้นสักกะ โคตมโคตร อันเป็นราชสกุลวงศ์ที่ปกครอง
กรุงกบิลพัสดุ์มาช้านาน ก่อนออกผนวชทรงดำรงพระอิสสริยยศเป็นรัช
ทายาท เมื่อเสด็จออกผนวชและบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า
แล้ว ทรงได้รับการถวายพระนามต่างๆ อาทิ พระศากยมุนี, พระพุทธโคดม,
พระโคดมพุทธเจ้า ฯลฯ แต่ทรงเรียกพระองค์เองว่า ตถาคต แปลว่า พระ
ผู้ไปแล้วอย่างนั้น คือ ทรงปฏิญาณว่า ทรงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง สำเร็จแล้ว
ซึ่งอรหัตผล

อ้างอิง

อาสาสมัครวิกิพีเดีย. (2564). พระโคตมพุทธเจ้า. สืบค้นเมื่อ 2
ตุลาคม 2564, จาก https://th.wikipedia.org › wiki ›
พระโคตมพุทธเจ้า
bopitv. (2551). พระโคตมพุทธเจ้า. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม
2564, จาก http://www.openbase.in.th/node/2278

ประวัติผู้จัดทำ

นางสาวกัญญารัตน์ วงศ์กันยา
รหัสนักศึกษา 62100107105

สาขาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
[email protected]



สิ่งหนึ่ง
ที่บุคคลอบรมให้มาก

ทำให้มากแล้ว
ย่อมเกิดประโยชน์ใหญ่หลวง

สิ่งหนึ่งนั่นคือจิต

-พระไตรปิฎก ฉบับหลวง 20/29/5-


Click to View FlipBook Version