The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตร ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hameedahkongbok, 2022-08-26 00:19:49

หลักสูตร ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล

หลักสูตร ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล 2565

Keywords: หลักสูตร ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล 2565

๓๘

มาตรฐานที่ ๗ รกั ธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม วฒั นธรรมและความเปน็ ไทย

ตวั บ่งชี้ ๗.๑ สนใจและเรียนร้สู งิ่ ต่าง ๆ รอบตวั

อายุ สภาพท่ีพึงประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวงั
แรกเกดิ - ๒ เดอื น
๑. สนใจมอง ใบหนา้ คนมากกว่าส่ิงของ
๒ – ๔ เดอื น ๒. มองจ้องหนา้ ได้นาน ๑ - ๒ วนิ าที
๓. มองหนา้ ผ้พู ูดคยุ ดว้ ยได้นาน ๕ วนิ าที
๔ – ๖ เดอื น ๔. ยม้ิ ตอบหรอื ส่งเสียงตอบเมื่อแตะต้องตัวและพดู คยุ ดว้ ย
๖ – ๙ เดือน ๑. กรอกตามองตามสงิ่ ของหรือสงิ่ ท่มี ีเสียง
๒. หนั ตามเสียงได้
๓. มองตามสิง่ ของทเี่ คล่อื นทีไ่ ด้เปน็ มมุ ๑๘๐ องศา
๔. สนใจฟงั คนพดู และสามารถมองไปท่ี ของเล่นที่ผทู้ ดสอบเลน่ กับเด็ก
๕. มีปฏิกิริยาโตต้ อบด้วยการเคล่อื นไหวร่างกายเมื่อเหน็ หรือได้ยนิ เสียงสิ่งที่
คนุ้ เคย
๖. หัวเราะเสยี งดัง ดีใจ เม่ือมีคนมาเล่นด้วย
๗. หนั ตามเสียงได้
๘. ยิ้มทกั คนที่คุ้นเคย
๙. ส่งเสียงโต้ตอบเสียงพดู และรอยยมิ้ ของแม่
๑๐. สนใจมองและยิ้มใหก้ บั ตนเองในกระจก
๑. มองสิ่งของท่ีอย่รู อบ ๆ และในระยะใกล้
๒. จ้องมองหรือร้องไห้เม่ือเห็นคนแปลกหน้า
๓. แสดงความอยากรู้อยากเห็นเกีย่ วกบั ส่งิ ต่าง ๆ และพยายามหยิบของในระยะ
ทีเ่ อ้ือมถึง
๑. หนั ตามเสียงเรียกช่ือ
๒. เริ่มรจู้ กั ส่ิงของในชีวติ ประจำวัน
๓. เดก็ เล่นจ๊ะเอ๋ไดแ้ ละมองหาหน้าของผู้เลน่ ได้ถูกทศิ ทาง
๔. รับรู้และแสดงออกทางอารมณไ์ ด้อย่างเหมาะสม

๓๙

ตัวบง่ ช้ี ๗.๑ สนใจและเรียนรูส้ ่ิงต่าง ๆ รอบตวั

อายุ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ / พัฒนาการทีค่ าดหวงั

๙ เดอื น - ๑ ปี ๑. รับรแู้ ละแสดงออกถึงการกลบั มาของบคุ คลหรอื สงิ่ ของ
๑ ปี - ๑ปี ๖ เดอื น ๒. สนใจฟงั คนพดู และสามารถมองไปท่ีของเล่นที่ผู้ทดสอบเล่นกบั เด็ก
๑ ปี ๖เดือน - ๒ ปี ๓. เลียนเสียงคำพูดทค่ี ุ้นเคยได้อย่างน้อย ๑ เสยี ง
๑. สำรวจส่ิงของ โดยใช้หลายๆวิธี
๒ - ๓ ปี ๒. เลียนแบบท่าทางการทำงานบ้าน
๓. สนใจและมองตามสง่ิ ทีผ่ ู้ใหญช่ ท้ี อ่ี ย่ไู กลออกไปประมาณ ๓ เมตร
๓ - ๔ ปี ๑. สงั เกต สำรวจลองผดิ ลองถูกกบั คุณสมบัติของส่งิ ตา่ ง ๆ
๔ - ๕ ปี ๒. ตอบชือ่ วัตถุได้ถกู ต้อง
๕ - ๖ ปี ๓. เลอื กวัตถุตามคำส่งั ได้ถกู ต้อง ๓ ชนดิ
๑. อยากเรยี นรู้สง่ิ ต่าง ๆ
๒. ถามบ่อยถามซ้ำ
๓. จดจอ่ ตอ่ สิ่งใดส่ิงหนงึ่ ไดย้ าวนานขน้ึ
๔. สนใจฟังนทิ านไดน้ าน ๕ นาที
๑. บอกความต้องการทจ่ี ะเข้าหอ้ งนำ้ ในท่สี าธารณะ

๑. ขออนญุ าตใช้ส่ิงของของผู้อนื่
๒. ร้จู ักป้ายสญั ลักษณ์ที่เก่ียวกบั การใชห้ ้องน้ำสาธารณะ
๑. รบั รูว้ ่าห้องน้ำสาธารณะอยูบ่ รเิ วณไหน
๒. รูค้ วามแตกตา่ งระหว่างห้องน้ำสาธารณะ ชาย หรือ หญงิ
๓. เม่ือใช้ห้องน้ำสาธารณะแล้วสามารถทำความสะอาดได้
๔. สามารถใช้อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ในหอ้ งนำ้ สาธารณะได้ถกู ตอ้ ง
๕. ร้จู ักตำแหนง่ ที่ต้งั เสน้ ทางท่ตี ่าง ๆ ในชุมชน เชน่ โรงเรียน วดั

โรงพยาบาล เปน็ ต้น และใชเ้ ครื่องมือช่วยในการเดินทาง เชน่ โทรศพั ท์
การถามทางป้า สญั ลักษณ์ตา่ งๆ เปน็ ต้น
๖. รู้ตำแหน่งของส่ิงของหรือขอความชว่ ยเหลอื

๔๐

ตวั บ่งชี้ ๗.๒ ดูแลรักษาธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม

อายุ สภาพทพี่ ึงประสงค์ / พัฒนาการที่คาดหวัง

๓ - ๔ ปี ๑. มสี ่วนรว่ มดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม เม่ือมผี ู้ช้ีแนะ
๔ - ๕ ปี ๒. มสี ว่ นรว่ มดแู ลรกั ษาธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม
๕ - ๖ ปี ๓. เกบ็ และท้งิ ขยะได้ถูกที่

๑. มีสว่ นร่วมดูแลรกั ษาธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม เมื่อมผี ู้ชแ้ี นะ
๒. มสี ว่ นรว่ มดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม
๓. เก็บและทง้ิ ขยะได้ถูกที่

๑. ดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มด้วยตนเองและเปน็ แบบอยา่ ง
๒. เกบ็ และทิ้งขยะไดถ้ ูกที่ดว้ ยตนเองและเป็นแบบอยา่ ง
๓. รู้จกั ช่วยเหลอื ครอบครัว ชมุ ชนและสังคม เชน่ กวาดบา้ น ถูบ้าน ลา้ ง

จานกิจกรรมพฒั นาหมู่บ้าน บริจาคสง่ิ ของเมื่อเกดิ ภยั พิบตั ิตา่ ง ๆ เปน็ ตน้

ตัวบง่ ชี้ ๗.๓ มีมารยาทตามวัฒนธรรมไทย และ รกั ความเปน็ ไทย

อายุ สภาพท่พี ึงประสงค์ / พัฒนาการทค่ี าดหวัง

๒ - ๓ ปี ๑. พูดสวัสดีหรอื ทกั ทายดว้ ยการไหวต้ ามท่ีผูใ้ หญบ่ อก
๓ - ๔ ปี ๒. บอกคำถามที่มีคำตอบสองคำตอบให้เลอื กได้เหมาะสม
๓. เรยี กเดก็ อนื่ ๆ ท่ีไม่ร้จู ักชื่อดว้ ยการสะกิดยนื จ้องหรือวธิ ีทีไ่ ม่สุภาพ
๔. พดู ขอบคุณหรือขอโดยไม่ต้องเตือนใหท้ ำ

๑. ปฏบิ ตั ติ นตามมารยาทไทยไดเ้ มื่อมีผ้ชู ้ีแนะ
๒. กลา่ วคำขอบคุณและขอโทษเม่ือมีผู้ช้ีแนะ
๓. หยุดยืนตรงเมอ่ื ได้ยินเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี
๔. พูด “ขอ” หรือ“ขอบคณุ ”หรือ “ให”้ ไดเ้ อง
๕. ไหวผ้ ใู้ หญ่ท่ีคุน้ หน้าโดยไม่ต้องเตือนให้ทำ

๔๑

ตัวบ่งชี้ ๗.๓ มีมารยาทตามวัฒนธรรมไทย และ รกั ความเป็นไทย

อายุ สภาพท่ีพึงประสงค์ / พัฒนาการทค่ี าดหวัง

๔ - ๕ ปี ๑. ปฏิบตั ิตนตามมารยาทไทยไดด้ ว้ ยตนเอง
๕ - ๖ ปี ๒. กลา่ วคำขอบคุณและขอโทษดว้ ยตนเอง
๓. ยืนตรงเมื่อได้ยนิ เพลงชาติไทยและเพลงสรรเสรญิ พระบารมี
๔. พูดสวัสดีและเร่มิ ต้นคยุ กับผูใ้ หญ่กอ่ น
๕. แสดงมารยาททส่ี ังคมยอมรบั ได้เม่ืออยู่ในทส่ี าธารณะ

๑. ปฏบิ ตั ติ นตามมารยาทไทยไดต้ ามกาลเทศะ
๒. กลา่ วคำขอบคุณและขอโทษดว้ ยตนเอง
๓. ยนื ตรงและรว่ มรอ้ งเพลงชาตไิ ทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี
๔. เข้ารว่ มกิจกรรมปฏิบัติตามหลกั ศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาต่าง ๆในชมุ ชน
ได้อยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม
๕. เขา้ ร่วมและปฏิบตั ติ ามประเพณวี ัฒนธรรมที่ชุมชนปฏิบตั ิได้อย่างถูกตอ้ งและ
เหมาะสม
๖. สามารถแสดงการทักทายกับผ้อู นื่ ได้อยา่ งเหมาะสม
๗. พดู ขอโทษเมอื่ ทำกิริยาไมเ่ หมาะสม

มาตรฐานที่ ๘ อยู่รว่ มกบั ผู้อน่ื ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ และปฏบิ ัติตนเปน็ สมาชิกทด่ี ีของสงั คมใน
ระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข

ตวั บ่งชี้ ๘.๑ ยอมรบั ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล

อายุ สภาพที่พงึ ประสงค์ / พัฒนาการที่คาดหวัง

๓ - ๔ ปี ๑. บอกเพศของตนเองได้ถูกต้อง
๔ - ๕ ปี ๒. เลน่ และทำกิจกรรมร่วมกับเด็กทแี่ ตกตา่ งไปจากตน
๓. เลน่ อย่ใู กลๆ้ กับเด็กอน่ื และพดู คยุ กนั บ้าง

๑. เล่นและทำกจิ กรรมร่วมกับเดก็ ที่แตกต่างไปจากตน

๕ - ๖ ปี ๑. เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับเดก็ ที่แตกต่างไปจากตน

ตัวบ่งช้ี ๘.๒ มีปฏิสมั พนั ธ์ที่ดีกับผอู้ ่ืน

อายุ สภาพท่พี ึงประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวงั
๓ - ๔ ปี
๑. เล่นรว่ มกับเพ่ือน
๒. ยมิ้ หรอื ทักทายผู้ใหญ่และบุคคลท่คี ุ้นเคย

๔๒

อายุ สภาพท่ีพึงประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวัง

๔ - ๕ ปี ๓. ยม้ิ หรอื ทักทายผใู้ หญแ่ ละบคุ คลท่คี ุ้นเคย ไดเ้ มือ่ มผี ู้ชีแ้ นะ
๕ - ๖ ปี ๔. เลน่ แบบสำรวจไดอ้ ย่างเหมาะสม
๕. ใช้จินตนาการในการเล่นได้
๖. เล่นอิสระอยใู่ นกลุ่มได้
๗. เลน่ กับเพ่ือนหน่งึ ต่อหนึ่งได้
๘. ผลดั เปลย่ี นกันเล่นบทบาทกับเดก็ อื่นเป็นกลุ่ม ๒ - ๓ คน
๙. เล่นอยา่ งสนุกสนานโดยพูดคยุ หรอื แตะต้องตัวเดก็ อนื่ (เช่น เล่นรถ เลน่
บ้าน)
๑๐. ยมิ้ ตอบหรอื ส่งเสียงตอบได้ เม่ือพ่อแม่ ผ้ปู กครองหรือผู้ประเมนิ ยิ้มและ
พูดคุยด้วย
๑. ผลัดกันพูดคยุ กับเพอ่ื นในกลุ่ม
๒. เล่นหรอื ทำงานร่วมกบั เพอื่ นเป็นกลุ่ม
๓. ยม้ิ ทักทายหรอื ผู้คุยกับผู้ใหญ่และบุคคลท่คี ุน้ เคยได้ดว้ ยตนเอง
๔. เลน่ กบั เพื่อนเป็นกลุ่ม ๒ - ๓ คนโดยมีกฎกติกาได้
๕. เลน่ เลยี นแบบบทบาทของผู้ใหญ่ได้
๖. แสดงการทกั ทายกบั ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
๗. เลน่ กับเดก็ อน่ื ๆ ๒-๓ คน ด้วยดนี านตดิ ตอ่ กัน ๒๐ นาที
๑. อยู่รว่ มกับผอู้ ่ืนได้อย่างเหมาะสม
๒. เล่นหรอื ทำงานรว่ มมอื กับเพ่ือนอย่างมีเป้าหมาย
๓. ย้ิม ทกั ทายหรือพูดคุยกับผู้ใหญ่และบุคคลท่คี ุ้นเคยได้เหมาะสมกบั
สถานการณ์
๔. ปฏิบัตติ ามกฎกตกิ าหรือมารยาททางสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม
๕. เลน่ กบั เด็ก ๔-๕ คน ในกจิ กรรมกลุ่มท่ีมผี ใู้ หญด่ ูแลหา่ งๆ
๖. ผลัดกันเล่นกบั เดก็ ๘-๙ คน โดยมผี ้ใู หญ่คอยแนะนำ
๗. เขา้ รว่ มในกลุม่ เดก็ เพอื่ ดภู าพจากหนงั สือ

ตัวบ่งชี้ ๘.๒ มีปฏสิ มั พนั ธ์ท่ีดกี ับผอู้ น่ื

อายุ สภาพที่พงึ ประสงค์ / พัฒนาการทคี่ าดหวงั
๕ - ๖ ปี ๘.ดูหนงั สอื ร่วมกบั เด็กอกี คนหนึ่ง

๔๓

ตวั บง่ ชี้ ๘.๓ ปฏิบัติตนเบ้ืองตน้ ในการเปน็ สมาชกิ ทดี่ ีของสังคม

อายุ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ / พัฒนาการท่คี าดหวงั

๒ - ๓ ปี ๑.เช่ือฟงั กฎง่ายๆ และเชื่อฟงั เปน็ บางคร้ัง
๓ - ๔ ปี
๑. ปฏิบัติตามขอ้ ตกลง เมอ่ื มีผู้ชี้แนะ
๔ - ๕ ปี ๒. ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลง
๕ - ๖ ปี ๓. ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตาม
๔. ยอมรบั การประนีประนอมแกไ้ ขปญั หาเมื่อมผี ู้ช้ีแนะ
๕. ทำตามกฎในการเล่นเปน็ กลุม่ ไดโ้ ดยผใู้ หญ่แนะนำ
๑. มีสว่ นรว่ มสร้างขอ้ ตกลงและปฏิบัตติ ามข้อตกลง
๒. ปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผนู้ ำและผตู้ ามไดด้ ว้ ยตนเอง
๓. ประนีประนอมแก้ไขปัญหาโดยปราศจากการใชค้ วามรุนแรง เม่อื มผี ู้ช้ีแนะ
๑. มสี ว่ นรว่ มสรา้ งขอ้ ตกลงและปฏิบตั ติ ามข้อตกลงดว้ ยตนเอง
๒. ปฏบิ ตั ิตนเปน็ ผนู้ ำและผู้ตามไดเ้ หมาะสมกับสถานการณ์
๓. ประนีประนอมแก้ไขปัญหาโดยปราศจากการใชค้ วามรุนแรงด้วยตนเอง
๔. รูจ้ กั สทิ ธิ หน้าที่ บทบาทของตนเอง และมีความรบั ผิดชอบในการกระทำตาม
บทบาทหน้าที่ของตนเองท่มี ีต่อชุมชนและสังคม
๕. เข้ารว่ มกิจกรรมและปฏบิ ัติตนตามศาสนาทต่ี นนับถือ

๔. พัฒนาการดา้ นสตปิ ญั ญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐาน
มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาสือ่ สารได้เหมาะสมตามศกั ยภาพ

ตัวบ่งชี้ ๙.๑ รบั รู้และเขา้ ใจความหมายของภาษาได้

อายุ สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวัง
แรกเกดิ - ๒ เดือน
๑. ตอบสนองต่อเสียง
๒ – ๔ เดอื น ๒. สนใจมองใบหนา้ คนมากกว่าสง่ิ ของ
๔ - ๖ เดอื น ๑. หยุดฟงั เสียงหันตามเสยี งเคาะ
๒. มีปฏิกริ ยิ าโต้ตอบดว้ ยการเลื่อนไหวรา่ งกายเมื่อไดย้ นิ เสียงคนและส่ิงทีค่ ุ้นเคย
๖ - ๙ เดือน ๑. หันตามเสียงจอ้ งมองปากคน
๒. หนั ตามเสียงได้
๓. หันตามแหล่งทีมาของเสียงได้
๔. หยดุ ฟังเสยี ง และหนั ตามเสยี งเคาะ
๕. หันตามเสยี งเรยี ก
๑. รบั รภู้ าษาและสีหน้าทา่ ทาง
๒. หันหาเมือ่ เรียกช่อื

๔๔

อายุ สภาพทีพ่ งึ ประสงค์ / พัฒนาการทคี่ าดหวัง

๓. สามารถตอบสนองต่อคำพูดของผู้อื่น
๔. ตอบสนองตอ่ คำสง่ั ง่ายๆ
๙ เดอื น - ๑ ปี ๑. ชอบฟังคำพดู ซำ้ ๆ
๒. รวู้ ่าคำแตล่ ะคำมีความหมายตา่ งกัน
๓. หยดุ กระทำเมื่อได้ยนิ เสียงหา้ ม
๔. ทำตามคำส่ังง่ายๆโดยไม่มีทา่ ทางประกอบ
๕. ทำตามคำสัง่ ง่ายๆโดยไม่ต้องมีท่าทางประกอบ
๖. ตอบสนองตอ่ คำโดยใช้ท่าทางประกอบ
ตัวบ่งช้ี ๙.๑ รับรูแ้ ละเข้าใจความหมายของภาษาได้

อายุ สภาพทพี่ ึงประสงค์ / พัฒนาการท่คี าดหวงั
๑ ปี – ๒ ปี
๑. หยบิ หรือชี้ตามคำบอก
๒ - ๓ ปี ๒. ชส้ี ว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายตามคำบอกอย่างน้อย ๑ สว่ น
๓. ปฏิบตั ติ ามคำส่ังได้ ๒ คำสั่งอยา่ งต่อเน่ือง
๔. ชอบฟงั นทิ านเร่ืองสัน้ ๆ
๕. เขา้ ใจเร่ืองเวลาแค่เพยี งเด๋ียวนี้ เดีย๋ วก่อน
๖. สนใจของจำลองหรือรปู ภาพตามระยะเวลาที่ครูกำหนด
๑. สนใจดหู นังสือนทิ านภาพ
๒. แสดงท่าทางประกอบเพลง
๓. ชี้สว่ นตา่ งๆ ของร่างกายตามคำบอกอย่างน้อย ๗ สว่ น

ตัวบ่งชี้ ๙.๒ การแสดงออกและ/หรอื พดู เพ่ือส่ือความหมายได้

อายุ สภาพที่พึงประสงค์ / พัฒนาการที่คาดหวงั

แรกเกิด - ๒ เดือน ๑. สง่ เสียงในคอ
๒ เดือน - ๔ เดือน
๑. สง่ เสยี งออแอโ้ ตต้ อบสงู ๆต่ำๆ
๔-๖ เดอื น
๑. สง่ เสียงไดห้ ลายเสียง
๖ เดอื น - ๙ เดือน ๒. ส่งเสียงท่ีไม่มีความหมาย
๓. ทำเสยี งซำ้ ๆ เชน่ หม่ำ หมำ่
๑. พยายามเลยี นสยี งตา่ งๆ
๒. ทำเสียงซำ้ ๆ เช่น หม่ำ หมำ่

๔๕

ตวั บง่ ช้ี ๙.๒ การแสดงออกและ/หรอื พดู เพื่อส่อื ความหมายได้

อายุ สภาพท่พี งึ ประสงค์ / พัฒนาการทีค่ าดหวัง

๙ เดอื น- ๑ ปี ๑. รจู้ ักเชอ่ื มโยงคำพดู กับการกระทำเช่น “ไม่” จะส่ันหวั “บา้ ยบา่ ย” จะโบกมือ
๒. พดู คำพยางคเ์ ดยี วได้อย่างน้อย ๒ คำ
๑ปี - ๑ป๖ี เดอื น ๑. พูดคำพยางค์เดียวท่ีมีความหมายได้อยา่ งน้อย ๒ คำ
๑ ปี ๖ เดอื น - ๒ ปี
๑. พดู คำตามคำพยางคท์ ้าย
๒ ปี – ๓ ปี
๑. พูดเปน็ วลสี ัน้ ๆ เช่นไปเทยี่ ว กนิ ข้าว
๒. มกั จะถามคำถามอะไรและ ทำไม

ตัวบ่งช้ี ๙.๓ สนทนาโตต้ อบและเล่าเร่ืองใหผ้ ู้อื่นเข้าใจ

อายุ สภาพที่พึงประสงค์ / พัฒนาการท่คี าดหวงั
๓ - ๔ ปี
๔ - ๕ ปี ๑. ฟังผู้อนื่ พดู จนจบและโต้ตอบเก่ียวกบั เร่ืองทฟ่ี ัง
๒. แสดงอาการรบั รูห้ รอื เข้าใจจากเรื่องทฟ่ี งั
๕ – ๖ ปี ๓. เล่าเร่ืองด้วยประโยคส้นั ๆ
๔. ตอบคำถามงา่ ย เกีย่ วกับตนเองได้
๑. แสดงอาการรับรหู้ รอื เขา้ ใจและสนทนาโตต้ อบจากเร่ืองที่ฟัง
๒. ตอบคำถามเกยี่ วกับเรื่องรอบตัว
๓. ฟังผอู้ ื่นพดู จนจบและพูดโต้ตอบเก่ียวกับเรื่องทฟ่ี ัง
๔. เลา่ เรือ่ งด้วยประโยคสน้ั ๆ
๕ .แสดงอาการรับรหู้ รอื เข้าใจและสนทนาโตต้ อบจากเร่ืองทฟี่ ัง
๑. บอกความต้องการของตนเองได้
๒. ตอบคำถามเกี่ยวกับเร่ืองเลา่ หรอื นิทาน
๓. ฟงั ผู้อ่นื พูดจนจบและสนทนาโตต้ อบอย่างต่อเนื่องเช่ือมโยงกับเรอื่ งทฟี่ ัง
๔. บอกชื่อส่วนของร่างกายได้มากกวา่ ๑๕ แหง่
๕. เลา่ เร่อื งเป็นประโยคอย่างต่อเนือ่ ง

๔๖

ตัวบ่งชี้ ๙.๔ อ่าน เขยี นภาพและสัญลักษณไ์ ด้

อายุ สภาพที่พงึ ประสงค์ / พัฒนาการทค่ี าดหวงั

๓ - ๔ ปี ๑. อา่ นภาพและพูดข้อความดว้ ยภาษาของตน
๔ - ๕ ปี ๒. เขียนขดี เข่ียอย่างมที ิศทาง
๕ – ๖ ปี ๓. เขียนรปู วงกลมตามแบบได้

๑. อ่านภาพสญั ลกั ษณ์ คำ พรอ้ มทัง้ ชีห้ รือกวาดตามอง
๒. ข้อความตามบรรทัดเขยี นเสน้ พน้ื ฐาน ๑๓ เสน้
๓. เขียนคล้ายตัวอักษร

๑. อ่านภาพสญั ลักษณ์ คำ พรอ้ มทัง้ ชี้หรือกวาดตามองขอ้ ความตามบรรทัด
๒. เขียนตัวอกั ษรตามรอยปะ
๓. เขียนชื่อของตนเองตามแบบ
๔. เขยี นข้อความด้วยวธิ ีที่คิดขึ้นเอง

มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดทีเ่ ป็นพ้ืนฐานในการเรยี นร้ตู ามศักยภาพ

ตัวบ่งชี้ ๑๐.๑ มคี วามสามารถในการคดิ รวบยอด

อายุ สภาพทีพ่ งึ ประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวงั
๓ – ๔ ปี
๔ – ๕ ปี ๑. บอกลักษณะของสิง่ ต่างๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาทสมั ผัส จบั ค่หู รอื
เปรียบเทียบสงิ่ ตา่ งๆ โดยใช้ลักษณะหรือหนา้ ท่ีการใชง้ าน เพยี งลกั ษณะ
๕ – ๖ ปี เดยี วคดั แยกส่งิ ต่างๆ ตามลกั ษณะหรอื หน้าทก่ี ารใช้งาน

๑. บอกลักษณะ และสว่ นประกอบของสิ่งต่างๆ จากการสังเกตโดยใช้
ประสาทสมั ผสั จับคแู่ ละเปรียบเทยี บความแตกต่างหรือความเหมือนของ
สิง่ ต่างๆ โดยใชล้ กั ษณะท่ีสงั เกตพบเพยี งลักษณะเดยี วจำแนกและจดั
กลุ่มส่งิ ต่างๆ โดยใชอ้ ย่างนอ้ ยหน่ึงลกั ษณะเป็นเกณฑ์เรียงลำดับขนาด
ของสง่ิ ของ อย่างน้อย ๓ ลำดับ

๑. บอกลักษณะสว่ นประกอบ การเปลี่ยนแปลงหรือความสมั พนั ธ์ของ ส่งิ
ตา่ งๆ จากการสงั เกตโดยใช้ประสาทสัมผัส

๒. ประกอบชิน้ สว่ นของรปู ภาพที่ตัดออกเป็นสว่ นๆ ๘ ชนิ้ ได้
๓. เรยี งลำดับขนาดของสง่ิ ของอยา่ งน้อย ๔ ลำดับ

๔๗

ตัวบง่ ช้ี ๑๐.๒ มีความสามารถในการคดิ เชงิ เหตุผล

อายุ สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ / พัฒนาการทค่ี าดหวงั

๓ – ๔ ปี ๑. ระบุผลที่เกดิ ขน้ึ ในเหตุการณห์ รอื การกระทำ
๔ – ๕ ปี
๑. ระบสุ าเหตุหรือผลที่เกดิ ขึ้นใน เหตุการณ์หรือการกระทำ การคาดเดา หรือ
๕ – ๖ ปี คาดคะเนสิง่ ที่อาจจะ เกดิ ขึ้น
๑. คาดเดา หรอื คาดคะเน สงิ่ ทอ่ี าจจะเกดิ ขนึ้ หรือมี
สว่ นรว่ มในการลงความเห็นจากข้อมลู

ตัวบง่ ช้ี ๑๐.๓ มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและตดั สนิ ใจ

อายุ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ / พัฒนาการทค่ี าดหวัง
๓ – ๔ ปี
๑. ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ
๔ – ๕ ปี ๒. แกป้ ัญหาโดยลองผดิ ลองถูก
๕ – ๖ ปี ๓. ตดั สนิ ใจในเรือ่ งงา่ ยๆ และเร่ิมเรยี นรู้ผลทเี่ กิดขน้ึ
๑. ระบุปญั หา และแก้ปัญหาโดยลองผิดลองถกู
๒. ตดั สินใจในเร่ืองง่ายๆ และยอมรับผลทเ่ี กิดข้ึน
๑. ระบุปญั หาสร้างทางเลอื กและเลือกวธิ ีแก้ปญั หา

๔๘

มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจนิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์ตามศักยภาพ

ตวั บง่ ช้ี ๑๑.๑ ทำงานศิลปะตามจนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์

อายุ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ / พัฒนาการที่คาดหวงั

๓ – ๔ ปี ๑. สร้างผลงานศิลปะเพือ่ สื่อสารความคดิ อย่างอสิ ระ

๔ – ๕ ปี ๑. สร้างผลงานศิลปะเพ่อื สื่อสารความคดิ ความรสู้ ึกของตนเอง

๕ – ๖ ปี ๑. สร้างผลงานศลิ ปะเพือ่ ส่ือสารความคดิ ความรสู้ ึกของตนเองโดยมี การ

ดัดแปลงแปลกใหม่จากเดมิ

ตัวบง่ ชี้ ๑๑.๒ แสดงท่าทาง/เคลอื่ นไหวตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์

อายุ สภาพท่ีพงึ ประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวงั

๓ – ๔ ปี ๑. เคลอ่ื นไหวท่าทางเพ่ือสอื่ สารความคิด ความรสู้ ึกของตนเอง
๔ – ๕ ปี
๒. เคลือ่ นไหวทา่ ทางเพ่ือสือ่ สารความคิด ความร้สู ึกของตนเองอย่างหลากหลาย
๕ – ๖ ปี หรือแปลกใหม่
๓. เคลื่อนไหวทา่ ทางเพ่ือสอ่ื สารความคิด ความรสู้ ึกของตนเองอย่าง หลากหลาย
และแปลกใหม่

มาตรฐานที่ ๑๒ มเี จตคตทิ ีด่ ตี ่อการเรยี นรแู้ ละมคี วามสามารถในการแสวงหาความร้ไู ดต้ าม
ศกั ยภาพ

ตวั บ่งช้ี ๑๒.๑ มีเจตคติทด่ี ีต่อการเรียนรู้

อายุ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ / พัฒนาการทค่ี าดหวงั

๓ – ๔ ปี ๑. กระตอื รือร้นในการเข้ารว่ มกจิ กรรม
๔ – ๕ ปี ๒. สนใจฟงั ดว้ ยตนเอง
๕ – ๖ ปี
๑. กระตอื รือร้นในการเข้ารว่ มกจิ กรรม
๒. สนใจเกยี่ วกับสัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่พบเห็น

๑. กระตอื รือร้นในการเข้าร่วมกจิ กรรมต้ังแตต่ ้นจนจบ
๒. สนใจหยิบหนังสอื มาอา่ นส่ือความคิดด้วยตนเอง

๔๙

ตัวบ่งช้ี ๑๒.๒ มคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้

อายุ สภาพทพี่ ึงประสงค์ / พัฒนาการท่ีคาดหวงั

๓ – ๔ ปี ๑. ใช้ประโยคคำถามว่า “ใคร” “อะไร” ในการคน้ หาคำตอบ

๔ – ๕ ปี ๑. คน้ หาคำตอบของขอ้ สงสยั ตา่ งๆตามวิธีการที่มีผู้ชแ้ี นะ

๒. ใช้ประโยคคำถามวา่ “ท่ีไหน” “ทำไม”ในการค้นหาคำตอบ

๕ – ๖ ปี ๑. ค้นหาคำตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆตามวิธกี ารของตนเอง

๒. ใช้ประโยคคำถามว่า “เม่ือไหร”่ “อย่างไร” ในการค้นหาคำตอบ



. พัฒนาการด้านทกั ษะท่จี ำเปน็ เฉพาะความพิการ ประกอบด้วย ๘ มาตรฐาน คือ

มาตรฐานท่ี ๑๓ มกี ารพัฒนาทักษะจำเปน็ เฉพาะความบกพร่องทางการเหน็

ตวั บ่งชี้ สภาพทีพ่ งึ ประสงค์

๑. มีความสามารถในการบรู ณาการ ๑.๑ รับรู้ตอ่ การใช้ประสาทสมั ผสั ทางการเหน็ ที่เหลืออยู่ (สำหรับ
ประสาทสมั ผสั ท่เี หลืออยูใ่ นการ บคุ คลสายตาเลือนราง) ในการมองส่งิ ต่าง ๆรอบตวั ได้
ดำรงชวี ิต
๑.๒ รบั ร้ตู ่อการใชป้ ระสาทสัมผสั ทางการไดย้ นิ เสยี งตา่ ง ๆ ใน
๒. มคี วามสามารถในการสร้าง สภาพแวดลอ้ มได้
ความคุ้นเคยกบั สภาพแวดล้อม
และการเคล่ือนไหวของคนตาบอด ๑.๓ รับรู้ต่อการใชป้ ระสาทสัมผสั ทางการดมกลนิ่ สง่ิ ต่าง ๆ รอบตวั
ได้
๓. มีการเตรยี มความพรอ้ มในการอ่าน
อักษรเบรลล์ ๑.๔ รับรู้ตอ่ การใช้ประสาทสมั ผสั ทางการชมิ รสสง่ิ
ตา่ ง ๆในชวี ติ ประจำวนั ได้
๔. มีการเตรียมความพรอ้ มในการเขยี น
อักษรเบรลล์ ๑.๕ รบั รู้ตอ่ การ ใช้ประสาทสมั ผัสทางผวิ กายสัมผสั ส่ิงตา่ ง ๆ
รอบตัวและในสภาพแวดล้อมได้

๑.๖ รบั รู้ต่อการใช้ประสาทการรบั รู้การทรงตวั ได้
๑.๗ รับรู้ตอ่ การใช้ประสาทการรบั รู้การเคล่อื นไหวเอน็ และขอ้ ต่อ

ได้
๑.๘ การรบั ร้ตู ่อการใช้ประสาทสมั ผสั ในการรับประทานอาหาร

๒.๑ มคี วามคดิ รวบยอดท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การสร้างความคนุ้ เคยกบั
สภาพแวดลอ้ ม และการเคลอ่ื นไหวของคนตาบอด

๒.๒ เดนิ ทางกับผนู้ ำทางไดอ้ ย่าง เหมาะสมและปลอดภัย
๒.๓ เดินโดยอสิ ระในสถานทค่ี ้นุ เคยไดอ้ ย่างอิสระและและ

ปลอดภัย

๓.๑ เคล่ือนทีม่ ือและน้วิ มือในการสัมผัสจดุ นนู เส้นนูนและภาพนูน
ไดต้ ามแบบ

๔.๑ ใสแ่ ละเลอ่ื นกระดาษในสเลส (Slate) ได้อยา่ ง
ถูกวิธี

๔.๒ จับสไตลสั (Stulus) ในการเขียนจดุ นูนไดอ้ ย่าง
ถูกวธิ ี

๕๐

ตวั บง่ ชี้ สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
๕.๑ การอ่านอักษรเบรลล์ไทยทเี่ ป็นพยัญชนะเซลล์เดียวและ
๕. มีความสามารถในการอ่านอักษร
เบรลลพ์ ยญั ชนะไทยท่ีมเี ซลเดยี วและ ตัวเลข
ตวั เลข
๖.๑ การเขียนอกั ษรเบรลล์ทเี่ ปน็ พยัญชนะไทยเซลล์เดียว และ
๖. มคี วามสามารถในการเขียนอักษร ตวั เลข
เบรลล์พยญั ชนะไทยท่ีมีเซลล์เดยี วและ
ตัวเลข ๗.๑ การใช้ลกู คดิ ในการบวกลบงา่ ยๆ
๘.๑ ใชอ้ ุปกรณช์ ว่ ยในการสื่อสารทางเลอื ก
๗. มีความสามารถในการใชล้ กู คิด ๘.๒. ใชอ้ ุปกรณ์ชว่ ยในการเขา้ ถึงคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือกา
๘. สามารถใช้เทคโนโลยีสิง่ อำนวยความ
เรียนรู้
สะดวก เคร่ืองช่วยในการเรียนรู้ ๘.๓ ใชโ้ ปรแกรมเสริมผ่านคอมพวิ เตอรเ์ พ่อื ชว่ ยในการ

เรียนรู้

มาตรฐานท่ี ๑๔ มีการพฒั นาทักษะจำเปน็ เฉพาะความความบกพร่องทางการได้ยิน

ตวั บ่งช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงค์

๑. สามารถใช้และดแู ลเครื่องชว่ ยฟงั หรอื ๑.๑ บอกสว่ นตา่ ง ๆ ของเคร่ืองชว่ ยฟังหรือเครอ่ื งประสาทหูเทยี ม

เครื่องประสาทหเู ทียม ๑.๒ ใช้เครอ่ื งช่วยฟังได้ถูกต้องหรือเคร่ืองประสาทหูเทียม

๑.๓ ดแู ลรกั ษาเครอ่ื งชว่ ยฟงั หรอื เครื่องประสาทหูเทยี ม

๒. สามารถใชก้ ารได้ยินทห่ี ลงเหลอื อย่ใู น ๒.๑ รวู้ ่ามเี สียง/ไมม่ ีเสยี ง

ชวี ติ ประจำวัน ๒.๒ บอกเสยี งท่ไี ด้ยนิ

๒.๓ บอกแหลง่ ทีม่ าของเสียง

๓. สามารถเปล่งเสียงหรอื พดู ตามแบบ ๓.๑ เปลง่ เสยี งคำท่ไี มม่ ีความหมายตามแบบ

๓.๒ พดู คำงา่ ยๆ ทม่ี ีความหมายตามแบบ

๓.๓ พูดเป็นวลีง่ายๆ ตามแบบ

๓.๔ พูดเป็นประโยคง่ายๆตามแบบ

๔. สามารถอา่ นริมฝปี าก ๔.๑ อ่านรมิ ฝีปากและเขา้ ใจความหมาย

๔.๒ ทำรูปปากเปน็ คำที่มีความหมายและผู้อื่นเข้าใจได้

๔.๓ ทำรปู ปากเปน็ วลีง่ายๆ และผอู้ น่ื เข้าใจได้

๕๑

มาตรฐานท่ี ๑๔ มกี ารพัฒนาทักษะจำเปน็ เฉพาะความความบกพร่องทางการได้ยิน

ตวั บง่ ช้ี สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
๕. สามารถใช้ภาษาทา่ ทางและภาษามือ
๔.๔ ทำรูปปากเปน็ ประโยคงา่ ยๆ และผอู้ น่ื เข้าใจได้
ในการส่ือสาร
๖. สามารถสะกดนิ้วมือ ๕.๑ ใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสาร
๕.๒ ใชภ้ าษามอื บอกช่อื สง่ิ ตา่ งๆ รอบตัว
๗. สามารถใชเ้ ทคโนโลยสี ่ิงอำนวยความ
สะดวก เคร่อื งช่วยในการเรียนรู้ ๕.๓ ใช้ภาษามือเพ่ือการสนทนาและสอ่ื สาร

๖.๑ สะกดน้วิ มือพยัญชนะไทย
๖.๒ สะกดน้ิวมอื สระและสระเปลย่ี นรูป
๖.๓ สะกดนว้ิ มอื วรรณยุกต์
๖.๔ สะกดนิ้วมือชือ่ ตนเอง
๖.๕ สะกดนิว้ มอื คำง่ายๆ
๖.๖ สะกดนิ้วมืออักษรภาษาอังกฤษ

๗.๑ ใชอ้ ุปกรณ์ช่วยในการส่ือสารทางเลือก
๗.๒. ใช้อปุ กรณช์ ่วยในการเข้าถึงคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือการเรียนรู้
๗.๓ ใช้โปรแกรมเสรมิ ผ่านคอมพิวเตอรเ์ พื่อชว่ ยในการเรยี นรู้

มาตรฐานท่ี ๑๕ มกี ารพัฒนาทกั ษะจำเปน็ เฉพาะความบกพรอ่ งทางสติปัญญา

ตัวบ่งช้ี สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

๑. สามารถสอ่ื สารได้เหมาะสมกบั ๑.๑ สื่อสารได้เหมาะสมกับสถานการณ์

สถานการณ์

๒. สามารถดูแลตนเองและความปลอดภยั ๒.๑ ดแู ลตนเองและความปลอดภัยในชวี ิตประจำวนั

ในชีวติ ประจำวนั

๓. มปี ฏสิ มั พนั ธท์ างสังคมกับผูอ้ ่นื อยา่ ง ๓.๑ มีปฏสิ ัมพนั ธท์ างสงั คมกับผ้อู นื่ อยา่ งเหมาะสม

เหมาะสม

๔. รู้จกั ใชท้ รพั ยากรในชุมชน ๔.๑ ใช้ส่ิงของสาธารณะอย่างเหมาะสม

๕. สามารถใช้เทคโนโลยีสิง่ อำนวยความ ๕.๑ ใช้อุปกรณ์ชว่ ยในการสอ่ื สารทางเลือก

สะดวก เคร่ืองชว่ ยในการเรยี นรู้ ๕.๒ ใช้อปุ กรณ์ช่วยในการเข้าถึงคอมพิวเตอรเ์ พ่อื การเรียนรู้

ตวั บง่ ช้ี สภาพท่ีพึงประสงค์

๕.๓ ใชโ้ ปรแกรมเสรมิ ผา่ นคอมพวิ เตอร์เพ่ือช่วยในการเรียนรู้

๕๒

มาตรฐานท่ี ๑๖ มกี ารพฒั นาทักษะจำเป็นเฉพาะความบกพร่องทางร่างกาย

หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

ตัวบง่ ช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงค์

๑. ดแู ลสุขอนามัยเพ่ือปอ้ งกนั ๑.๑ ดแู ลหรอื ทำความสะอาดแผลกดทับได้

ภาวะแทรกซ้อน ๑.๒ บริหารกลา้ มเน้อื และขอ้ ต่อเพ่ือคงสภาพได้

๑.๓ จดั ทา่ นัง่ ท่านอน หรือทำกจิ กรรมในทา่ ทางที่

ถกู ต้อง

๑.๔ ดแู ลอุปกรณ์ เคร่ืองชว่ ยส่วนตวั ได้

๒. สามารถใชแ้ ละดูแลรกั ษาอุปกรณ์ ๒.๑ เคลอื่ นยา้ ยตนเองในการใชอ้ ุปกรณเ์ ครอ่ื งชว่ ย

เคร่ืองช่วยในการเคลอ่ื นยา้ ยตนเอง ๒.๒ ทรงตัวอยูใ่ นอุปกรณเ์ คร่ืองชว่ ยในการ

(Walker รถเขน็ ไมเ้ ทา้ ไม้ค้ำยนั ฯลฯ) เคลื่อนย้ายตนเองได้

๒.๓ เคลอ่ื นย้ายตนเองด้วยอุปกรณ์เครื่องช่วย บนทาง

ราบและทางลาดได้

๒.๔ เก็บรักษาและดูแลอุปกรณ์เคร่ืองช่วยในการ

เคลอ่ื นยา้ ยตนเองได้

๓. สามารถใชแ้ ละดแู ลรกั ษากาย ๓.๑ ถอดและใส่กายอุปกรณ์เสริม กายอุปกรณ์

อปุ กรณ์เสริม กายอุปกรณ์ อุปกรณ์ อุปกรณ์ดดั แปลง

ดัดแปลง ๓.๒ ใชก้ ายอปุ กรณ์เสรมิ กายอปุ กรณ์ อุปกรณ์

ดัดแปลงในการทำกิจกรรม

๓.๓ เกบ็ รกั ษาและดูแลกายอุปกรณเ์ สริม

กายอุปกรณ์ อุปกรณ์ดัดแปลง

๔. สามารถใช้เทคโนโลยสี ่ิงอำนวยความ ๔.๑ ใช้อปุ กรณช์ ว่ ยในการส่ือสารทางเลอื ก

สะดวก เครือ่ งช่วยในการเรยี นรู้ ๔.๒. ใช้อปุ กรณ์ชว่ ยในการเข้าถงึ คอมพิวเตอรเ์ พอื่

การเรียนรู้

๔.๓ ใช้โปรแกรมเสริมผา่ นคอมพวิ เตอร์เพื่อช่วยใน

การเรยี นรู้

๕. ควบคุมอวัยวะท่ใี ช้ในการพูด การเคยี้ ว ๕.๑ ควบคุมกลา้ มเน้อื รอบปากได้

และการกลนื ๕.๒ ควบคุมการใชล้ ิ้นได้

๕.๓ เป่าและดูดได้

๕.๔ เคยี้ วและกลนื ได้

๕.๕ ควบคุมน้ำลายได้

๕๓

มาตรฐานท่ี ๑๗ มกี ารพัฒนาทกั ษะจำเปน็ เฉพาะความบกพรอ่ งทางการพูดและภาษา

ตัวบ่งชี้ สภาพท่พี ึงประสงค์

๑. สามารถควบคมุ อวยั วะในการออกเสียง ๑.๑ เคล่อื นไหวอวยั วะในการพูด

๑.๒ ควบคมุ อวยั วะในการพูด

๒. สามารถออกเสยี งตามหน่วยเสยี งได้ ๒.๑ การออกเสยี ง หน่วยเสยี งสระไดช้ ัดเจน
ชดั เจน ๒.๒ การออกเสียง หน่วยเสยี งพยัญชนะได้ชดั เจน

๒.๓ การออกเสยี งคำไดช้ ดั เจน

๓. สามารถเปล่งเสยี งให้เหมาะสมกับ ๓.๑ เปลง่ เสยี งในระดับเสยี งทีท่ ำใหผ้ ู้อน่ื ฟังได้

ธรรมชาตขิ องแตล่ ะคน

๔. สามารถควบคมุ จงั หวะการพูด ๔.๑ ควบคุมจังหวะการพดู ได้เป็นจงั หวะปกติ
(๗O-๑OO คำตอ่ นาที)
๕. สามารถใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความ
สะดวก เครอ่ื งช่วยในการเรียนรู้ ๔.๒ พดู ได้คลอ่ งหรือลดภาวะการตดิ อ่าง
๔.๓ พูดเว้นวรรคตอนไดถ้ ูกต้อง

๕.๑ ใช้อุปกรณ์ช่วยในการสอ่ื สารทางเลือก
๕.๒. ใช้อปุ กรณ์ช่วยในการเข้าถงึ คอมพวิ เตอร์เพอื่ การ

เรียนรู้
๕.๓ ใชโ้ ปรแกรมเสริมผา่ นคอมพิวเตอร์เพ่ือช่วยในการ

เรียนรู้

มาตรฐานที่ ๑๘ มีการพฒั นาทักษะจำเปน็ เฉพาะความบกพรอ่ งทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

ตวั บ่งชี้ สภาพทพ่ี ึงประสงค์

๑. สามารถจดั การกับอารมณข์ องตนเองได้ ๑.๑ ควบคมุ ความรู้สกึ หรืออารมณข์ องตนเองได้

๑.๒ แสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมตาม

สถานการณ์

๒. สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ๒.๑ ควบคมุ ตนเองในการทำกจิ กรรมร่วมกับเพื่อนได้

ไดอ้ ย่างเหมาะสม อยา่ งเหมาะสม

๓. สามารถปรับตัวในการอยูร่ ่วมกบั สงั คม ๓.๑ การปฏบิ ัตติ ามกฎกตกิ าและมารยาททางสงั คมได้

อยา่ งถูกต้อง

๔. สามารถใช้เทคโนโลยสี ่ิงอำนวยความ ๔.๑ ใชอ้ ปุ กรณช์ ่วยในการส่อื สารทางเลอื ก

สะดวก เครื่องช่วยในการเรยี นรู้ ๔.๒. ใชอ้ ุปกรณ์ชว่ ยในการเข้าถึงคอมพิวเตอรเ์ พื่อการ

เรียนรู้

๔.๓ ใชโ้ ปรแกรมเสริมผา่ นคอมพวิ เตอร์เพ่ือช่วยในการ

เรียนรู้

๕๔

มาตรฐานท่ี ๑๙ มีการพฒั นาทักษะจำเป็นเฉพาะบุคคลออทิสติก

ตวั บ่งช้ี สภาพทพี่ ึงประสงค์

๑. ตอบสนองตอ่ สิง่ เรา้ จากประสาทสัมผสั ๑.๑ ตอบสนองต่อการทรงตัวไดเ้ หมาะสม

ได้เหมาะสม ๑.๒ ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวเอน็ และข้อต่อได้

เหมาะสม

๑.๓ ตอบสนองตอ่ กายสัมผัสได้เหมาะสม

๑.๔ ตอบสนองตอ่ การดมกลิ่นได้เหมาะสม

๑.๕ ตอบสนองตอ่ เสยี งท่ีได้ยินไดเ้ หมาะสม

๑.๖ ตอบสนองต่อการเห็นได้เหมาะสม

๑.๗ ตอบสนองต่อการลมิ้ รสได้เหมาะสม

๒. เข้าใจภาษาและแสดงออกทางภาษาได้ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามคำสง่ั ได้

อยา่ งเหมาะสม ๒.๒ สื่อสารโดยการใช้ท่าทาง รปู ภาพ สัญลกั ษณ์

คำพดู ในชีวิตประจำวัน

๓. แสดงพฤติกรรมท่เี หมาะสมตาม ๓.๑ รับร้แู ละแสดงอารมณ์ของตนเองและบคุ คลอืน่

สถานการณ์ อย่างเหมาะสม

๓.๒ ปฏิบตั ิตามข้อตกลงของห้องเรยี นและโรงเรียน

๓.๓ ปฏบิ ัติตนเหมาะสมตามสถานการณ์ ต่าง ๆ

๓.๔ สามารถรอคอยในสถานการณ์ตา่ งๆได้

๓.๕ เข้าใจและยอมรับการเปล่ยี นแปลงในสถานการณ์

ต่างๆ ได้

๓.๖ สามารถควบคุมตนเองในสถานการณต์ ่างๆได้

๔. สามารถใช้เทคโนโลยสี ิ่งอำนวยความ ๔.๑ ใช้อปุ กรณช์ ่วยในการสือ่ สารทางเลือก

สะดวก เคร่ืองช่วยในการเรียนรู้ ๔.๒. ใชอ้ ุปกรณ์ช่วยในการเข้าถงึ คอมพวิ เตอร์เพอื่ การ

เรยี นรู้

๔.๓ ใชโ้ ปรแกรมเสรมิ ผ่านคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือชว่ ยในการ

เรียนรู้

มาตรฐานท่ี ๒๐ มีการพัฒนาทกั ษะจำเป็นเฉพาะบุคคลพกิ ารซ้อน

ตัวบง่ ชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์

๑.การมองเหน็ ๑.๑ การรบั รรู้ า่ งกายตนเอง สามารถตอบสนองการ

รับร้รู ่างการตนเองโดยการกระพรติ า/เคล่อื นไหว

รา่ งกาย/แสดงท่าทาง/ส่งเสียงหรอื พูด

๑.๒ การรบั รู้บคุ คลทคี่ ุ้นเคย สามารถตอบสนองการ

รบั ร้เู มอื่ มองเห็นพ่อ แม่หรือบุคคลในครอบครัวตนเอง

โดยการกระพรบิ ตา/เคลื่อนไหวรา่ งกาย/แสดงท่าทาง/

ส่งเสยี งหรือพดู

๑.๓ การรับรสู้ ถานทีท่ ี่คุ้นเคย สามารถรบั รู้สถานท่ีท่ี

คนุ้ เคยและตอบสนองโดยการกระพริบตา/เคลื่อนไหว

ตัวบง่ ช้ี ๕๕
๒. การฟงั /การได้ยนิ
สภาพท่พี ึงประสงค์
๓. การสัมผัส รา่ งกาย/แสดงทา่ ทา่ ง/ส่งเสียงหรือพูดเพ่ือบอก
เก่ยี วกับสถานที่ท่คี นุ้ เคย เช่น รา้ นคา้ หรือรา้ นสะดวก
ซื้อกบั ขนม เป็นต้น
๒.๑ การรับรเู้ สียงในบ้าน สามารถรับรู้และตอบสนอง
ตอ่ เสยี งในบา้ น เชน่ เสยี งพดู การสนทนา เสยี ง
กจิ กรรมต่าง ๆในครอบครวั โดยการกระพรบิ ตา/
เคล่ือนไหวรา่ งกาย/แสดงทา่ ทาง/สง่ เสยี งหรอื พูด

๒.๒การรบั รู้เสียงในสภาพแวดล้อมอ่ืน ๆ
สามารถรับร้แู ละตอบสนองต่อเสียงในสภาพแวดล้อม
อนื่ เชน่ เสียงพดู การสนทนา เสยี งกจิ กรรมตา่ ง ๆใน
โรงเรยี น วดั โรงพยาบาล โดยการกระพริบตา/
เคล่ือนไหวรา่ งกาย/ การแสดงทางรา่ งกาย/สง่ เสียง
หรอื พดู
๓.๑ การยอมรบั การสมั ผัสจากบุคคล
สามารถยอมรบั หรือปฏเิ สธต่อการรับรู้การสมั ผสั เชน่
การแตะมือแตะไหล่ การโอบกอด เป็นตน้ โดยการ
กระพริบตา/เคล่ือนไหวร่างกาย/แสดงทา่ ทาง/ส่งเสียง
หรอื พดู เม่ือมีการสัมผสั จากพ่อแมห่ รือบุคคลใน
ครอบครัวตนเอง
๓.๒ การรับรูร้ ะดับการสมั ผสั จากบุคคล สามารถ
ตอบสนองตอ่ การรับรรู้ ะดบั การสัมผสั ทีห่ ลากหลาย
เช่น แบบแผว่ เบา (Light Touch) แบบลกึ (Deep
Sense) โดยการกระพรบิ ตา/เคลื่อนไหวร่างกาย/
แสดงท่าทาง/ส่งเสียงหรอื พดู เมอ่ื มีการสมั ผัสจากพ่อ
แมห่ รอื บุคคลในครอบครวั ตนเอง
๓.๓ การรบั รู้การสมั ผัสจากสภาพสิ่งแวดล้อม
สามารถตอบสนองต่อการรับรู้การสมั ผัสจากสภาพ
สิง่ แวดลอ้ ม ท่ีหลากหลาย เช่น รูปรา่ ง รูปทรง พ้นื ผิว
อุณหภูมิ ความช้นื โดยการกระพรบิ ตา/เคล่ือนไหว
ร่างกาย/แสดงท่าทาง/ส่งเสยี งหรือพดู เมือ่ มีการสมั ผสั
กบั ส่งิ แวดลอ้ ม
๓.๔ การสัมผสั บุคคลที่คุ้นเคย

สามารถสัมผสั บุคคลท่ีคุน้ เคยและตอบสนองโดยการ
กระพริบตา/เคล่ือนไหวร่างกาย/แสดงทา่ ทาง/สง่ เสยี ง
หรอื พดู เม่ือมีการสัมผัสกบั บุคคลทีค่ ุ้นเคย

ตวั บ่งช้ี ๕๖
๔. การรบั กลิน่
๕. การรบั รส สภาพที่พึงประสงค์
๖. การทรงตวั ๓.๕ การสมั ผสั บคุ คลอ่นื สามารถสัมผสั บคุ คลอ่นื และ
ตอบสนองโดยการกระพริบตา/เคลอื่ นไหวรา่ งกาย/
๗. การรู้สว่ นตา่ ง ๆของร่างกายผ่าน แสดงทา่ ทาง/สง่ เสียงหรือพดู เมอ่ื มีการสัมผสั กับ
กลา้ มเนือ้ เอ็น และขอ้ ต่อ บุคคลอนื่
การรับรู้กลน่ิ ต่าง ๆในชีวติ ประจำวัน
สามารถรับกลนิ่ และตอบสนองต่อกลิ่นอาหาร กลนิ่
ของใช้ (สบู่ แชมพู ยาสีฟนั แปง้ ) กล่นิ เหม็น (ขยะ น้ำ
เนา่ ) กลนิ่ ไหม้ โดยการกระพริบตา/เคล่อื นไหว
ร่างกาย/แสดงท่าทาง/สง่ เสียงหรือพดู เพ่อื รบั รู้กลนิ่
ต่าง ๆในชีวิตประจำวนั ได้
การรบั รูร้ สชาติตา่ ง ๆในชวี ติ ประจำวัน
สามารถรับรสและตอบสนองตอ่ รสอาหาร ผลไม้ รส
ของใช้ (ยาสีฟัน) โดยการกระพรบิ ตา/เคลื่อนไหว
รา่ งกาย/แสดงท่าทาง/ส่งเสยี งหรอื พดู เพอื่ รับร้รู สชาติ
ต่าง ๆในชวี ิตประจำวันได้
๖.๑ การจัดทา่ ในการนอน น่งั ยืน เดิน
สามารถยอมรับหรอื ปฏิเสธต่อการจัดท่าได้อย่างสมดลุ
ในทา่ นอน นง่ั ยืน เดนิ ได้ โดยการใช้/ไม่ใชอ้ ปุ กรณ์
ชว่ ยในการจดั ท่านอน การจดั ท่านั่ง การจัดท่ายืน การ
จดั ท่าเดิน เปน็ ตน้
๖.๒ การทรงท่าในการนอน นั่ง ยนื เดนิ สามารถทรง
ท่าได้อยา่ งสมดุลในทา่ นอน นั่ง ยนื เดนิ ได้ โดยการ
ใช/้ ไม่ใช้อุปกรณ์ชว่ ยในการทรงทา่ นอน น่งั ยนื เดนิ
๖.๓ การเคลือ่ นไหวในทา่ ยนื เดิน วิง่
สามารถเคล่ือนไหวได้อยา่ งสมดุลในท่ายนื เดนิ ว่งิ ได้
โดยการใช/้ ไม่ใช้อปุ กรณ์ชว่ ยในการทรงท่ายืน เดนิ วิง่
๗.๑ การรับรกู้ ารเคลือ่ นไหวในท่าต่าง ๆ
สามารถรบั รู้การเคลือ่ นไหวในท่าต่าง ๆ เช่น ทา่ พลิก
ตะแคง ทา่ ลกุ นง่ั ลกุ ยนื เดิน วิ่ง โดยการใช้/ไม่ใช้
อุปกรณ์ชว่ ยในการเคลื่อนไหวในท่าต่าง ๆ
๗.๒ การเลียนแบบการเคลอ่ื นไหวในท่าตา่ ง ๆ
สามารถเลียนแบบการเคล่อื นไหวในทา่ ตา่ ง ๆ เช่น ท่า
พลิกตะแคง ท่าลกุ นงั่ ลกุ ยนื เดิน วง่ิ โดยการใช้/ไม่ใช้
อุปกรณช์ ว่ ยในการเคลื่อนไหวในท่าตา่ ง ๆ
๗.๓ การวางแผนการเคลือ่ นไหว
สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยการหลบหลีกสิง่ กดี ขวาง
๗.๔ การควบคมุ การเคลือ่ นไหว

ตัวบ่งช้ี ๕๗

๘. การบูรณาการ ในการใชป้ ระสาท สภาพทพี่ ึงประสงค์
สมั ผัส สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวในทา่ พลกิ ตะแคง ท่า
ลุกน่ัง ลุกยืน เดิน ว่ิง ได้อยา่ งเหมาะสมตามศักยภาพ
๘.๑ การบูรณาการการใช้ประสาทสัมผสั ใน
ชวี ติ ประจำวัน สามารถใชป้ ระสาทสัมผสั รว่ มกันในการ
ใชป้ ระจำวันวนั เชน่ การรับประทานอาหาร การทำ
ความสะอาดรา่ งกาย การเลน่ เปน็ ตน้ โดยการใช้/ไม่
ใช้อุปกรณ์ช่วยในการใช้ประสามสัมผสั ใน
ชวี ติ ประจำวัน

๕๘

เวลาเรียน
หลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษ

ประจำจังหวัดสตูล พุทธศักราช ๒๕๖๔ ฉบับแก้ไขปรับปรุง๒๕๖๕ กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนการใช้
เวลาเรียนที่สอดคล้องกับอายุจริงของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ คืออายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๖ ปี
โดยใน ๑ ปีการศึกษามีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วันโดยประมาณ และในแต่ละวันไม่น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กท่ีเริ่มเข้าเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษ เวลาเรียนจึงขึ้นอยู่กับความพร้อม พัฒนาการ
และศกั ยภาพของเดก็ พิการตามประเภทและสภาพความพิการของแตล่ ะบุคคล

กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น

กิจกรรมที่พัฒนาศักยภาพตามประเภทและสภาพความพิการ ตามบริบท ของศูนย์การศึกษา
พิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ได้นำแนวทางการดำเนินการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จากแนวทางการ
ดำเนินงานตามโครงการสนับสนุนคา่ ใช้จา่ ยในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนบุ าลจนจบการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ๒๕๖๓ , น.๒๒ – ๒๓) และ
ข้อสั่งการจากหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ศธ ๐๔๐๐๖/ว ๒๐๑๘ ลงวันที่ ๒
มิถุนายน ๒๕๖๓ เรื่อง แจ้งแนวทางการดำเนินงานและบริหารงบประมาณการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัด
การศึกษาขั้นพื้นฐานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID 2019)
นำมาปรับใช้และดำเนนิ การในรปู แบบกิจกรรม โครงการหรอื การบูรณาการกิจกรรมดงั สาระสำคญั ตอ่ ไปนี้

๑. กิจกรรมวิชาการ เป็นกิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเรียนปกติในช้ัน
เรียนเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีศักยภาพสูงขึ้น และให้โอกาส
ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมพุทธิศึกษา (Head) ,กิจกรรมจริยศึกษา(Heart),
กิจกรรมหัตถศึกษา (Hand),กิจกรรมพละศึกษา (Health) การให้บริการที่บ้าน อาจจัดกิจกรรมตาม
ความสนใจของเด็กและสภาพความพิการ ภายใตบ้ รบิ ทของครอบครวั เช่น การฟงั เพลงจากวิทยุ จากโทรทัศน์
รว่ มงานนนั ทนาการในชุมชน เปน็ ต้น รวมถึงการจดั กิจกรรมเสรมิ ทักษะทม่ี ีเป้าหมายเพ่อื พัฒนาทักษะ ป้องกัน
แกไ้ ข ฟ้นื ฟคู วามเสอื่ มสภาพของร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คมและสติปญั ญา ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวก
เพื่อลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น กิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด จิตวิทยา ศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด
ศิลปะการแสดง กิจกรรมการนำนักเรียนเขา้ รว่ มแข่งขนั งานมหกรรมความสามารถทางศิลปหตั ถกรรมวิชาการ
และเทคโนโลยีของนักเรยี น กิจกรรมการแขง่ ขนั กฬี า “สพฐ.เกมส์” กิจกรรมการแข่งขันกีฬาสเปเชยี ลโอลิมปิค
เป็นต้น

๒. กิจกรรมส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม เป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กพิการมีคุณธรรม จริยธรรม
ค่านยิ มทดี่ งี าม คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคโ์ ดยปลูกฝงั ค่านยิ มและจติ สำนึกการทำประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
เห็นแก่ประโยชน์สว่ นรวม มีจติ สาธาราณะ ปลกู ฝงั ความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษตั รยิ ์ ปลูกฝังความรัก
ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เช่น การมาโรงเรียนทันเวลา การทำความเคารพผู้ปกครองและครู
กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี ในวันสำคัญต่างๆ กิจกรรมวันวิสาขบูชา กิจกรรมวันมาฆบูชา

๕๙

กิจกรรมวันเข้าพรรษา กิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมส่งเสริมคณุ ธรรม จริยธรรมและจิตสาธารณะ เป็นต้น ส่วนการให้บริการท่ีบา้ น อาจมีการจัดกิจกรรม
ตามความสนใจของเด็ก และสภาพความพิการภายใต้บริบทของครอบครัว เช่น การสวดมนต์ ฟังหรือดูนิทาน
ธรรมะ การฟงั อัลกรอุ ่าน การรว่ มกิจกรรมต่างๆเป็นตน้

๓. กิจกรรมทัศนศกึ ษา เปน็ กจิ กรรมส่งเสริมการเรยี นรู้สภาพแวดลอ้ มทางภมู ิศาสตร์
และ ประวัติศาสตร์ของชุมชน ท้องถิ่น ชาติและกลุ่มประเทศอาเซียน และทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
เพอ่ื เสริมสร้างประสบการณ์ตรงให้กบั เด็กพิการเพ่ิมเตมิ จากที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เช่น
ทศั นศกึ ษาแหล่งเรยี นรู้ในชุมชน เป็นต้น โดยกำหนดใหด้ ำเนินการกจิ กรรมดังกลา่ วอยา่ งน้อยปลี ะ ๑ ครัง้ ส่วน
การให้บริการหน่วยบริการและการให้บริการที่บ้านอาจมีการจั ดกิจกรรมตามความสนใจของเด็กและสภาพ
ความพิการภายใต้บริบทของครอบครวั เช่น ดภู าพสถานท่ี ทอ่ งเทีย่ วจากหนังสือ จากรายการโทรทัศน์ เป็นตน้

๔. กิจกรรมบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร เป็นกิจกรรมการให้บริการแก่เด็ก หรือ
ผู้ปกครอง เช่น การให้บริการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต การให้บริการคอมพิวเตอร์ในการจัดทำสื่อ
การบรกิ ารสบื คน้ ผลงานของศนู ย์การศึกษาพิเศษ ผ่านคอมพิวเตอร์ บรกิ ารแท็บเล็ตเคล่ือนที่ การให้บริการส่ือ
สิ่งอำนวยความสะดวก บริการอื่นใดทางการศึกษา บัญชี ก. เป็นต้น ส่วนการให้บริการหน่วยบริการ และการ
ให้บริการที่บ้าน อาจมีการจัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็กและสภาพความพิการภายใต้บริบทของ
ครอบครัว

๕. กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนทางไกลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID – 19) เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนทางไกลในช่วง
สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของ โรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID – 19) เช่น การผลิตส่ือการเรียนการ
สอนผ่านช่องทาง Youtube(คลิปวีดิโอการสอนการใช้สื่อ คลิปวีดิโอการสอนการสอน) แอพพลิเคชั่นไลน์
ใบงาน แบบฝกึ หดั การตดิ ตามผา่ นและเย่ียมบ้านผู้เรียน เป็นต้นเป็นต้น

๖. กิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

๖๐

ความสมั พนั ธข์ องการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน
ตามหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเดก็ ท่ีมีความต้องการจำเป็นพเิ ศษ
ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวดั สตูล พทุ ธศักราช ๒๕๖๔ (ฉบบั แก้ไขปรบั ปรุง ๒๕๖๕)

วิสัยทัศน์
เด็กทีม่ ีความตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษอายุแรกเกิด ถงึ ๖ ปี ไดร้ ับการพัฒนาตามมาตรฐานคุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงคแ์ บบองคร์ วมเตม็ ตามศักยภาพ
มคี ุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้รับสอื่ สง่ิ อำนวยความสะดวกและบรกิ ารอ่ืนใดทางการศึกษาท่ีตรงตามความตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษ โดยการมสี ่วน
รว่ มของทีมสหวชิ าชีพ ครอบครวั ชุมชน และหนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ ง เพ่ือใหส้ ามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสุข

จุดหมาย

๑. เพอ่ื ให้ศูนย์การศกึ ษาพิเศษประจำจงั หวดั สตูลมีหลักสตู รสถานศึกษาท่ีมีความเหมาะสมกับเดก็ ทีม่ ีความต้องการจำเป็นพิเศษระดบั ปฐมวัย
๒. เพือ่ ใหเ้ ดก็ ทีม่ คี วามต้องการจำเปน็ พเิ ศษ ได้รับการพัฒนาแบบองค์รวม มีพัฒนาการ เต็มตามศักยภาพ สามารถสือ่ สารและดำรงชวี ติ ได้
๓. เพื่อใหเ้ ดก็ ทีม่ คี วามต้องการจำเป็นพิเศษ มคี ุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และสามารถอยรู่ ว่ มกับผ้อู นื่ ในสังคมไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
๔. เพอ่ื ใหเ้ ดก็ ที่มีความต้องการจำเปน็ พิเศษไดร้ ับสอื่ สิง่ อำนวยความสะดวก ทเี่ หมาะสมตรงตามความตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษเฉพาะบุคคล
๕. เพอ่ื ให้ครอบครัว นกั สหวิชาชพี ชุมชน และผู้ทีเ่ ก่ยี วข้องมีส่วนรว่ มในการพัฒนาศกั ยภาพเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษให้มีพัฒนาการ
เต็มตามศกั ยภาพ สามารถดำรงชวี ติ ในสังคมได้อย่างมีความสุข

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

๑. รกั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ ๕. ดำรงชวี ิตอยา่ งพอเพยี ง

๒. ซอ่ื สตั ยส์ ุจริต ๖. ตง้ั ใจและรับผดิ ชอบในการทำงาน

๓. มวี นิ ยั ตอ่ ตนเองและผอู้ นื่ ๗. รักความเปน็ ไทย

๔. มคี วามต้งั ใจ ใฝเ่ รยี นรู้ ๘. มสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ ชมุ ชนและสังคม

มาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์ ๕. พฒั นาการด้านทักษะจำเปน็ เฉพาะความพิการ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น
๑. พฒั นาการด้านร่างกาย
๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ๑) พฒั นาการด้านทักษะจำเปน็ เฉพาะความบกพร่องทางการเห็น 1. กจิ กรรมพุทธศกึ ษา (Head)
๓. พัฒนาการด้านสังคม ๒) พัฒนาการด้านทักษะจำเป็นเฉพาะความบกพรอ่ งทางการไดย้ นิ 2. กจิ กรรมจรยิ ศึกษา (Heart)
๔. พฒั นาการด้านสตปิ ญั ญา ๓) พัฒนาการดา้ นทักษะจำเป็นเฉพาะความบกพร่องทางสตปิ ัญญา 3. กจิ กรรมหัตถศึกษา (Hand)
๔) พัฒนาการดา้ นทักษะจำเปน็ เฉพาะความบกพร่องทางร่างกาย 4. กิจกรรมพละศกึ ษา (Health)

หรอื การเคล่อื นไหว หรือสขุ ภาพ
๕) พัฒนาการด้านทกั ษะจำเปน็ เฉพาะความบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้
๖) พฒั นาการดา้ นทักษะจำเป็นเฉพาะความบกพรอ่ งทางการพูด

และภาษา
๗) พฒั นาการด้านทกั ษะจำเป็นเฉพาะความบกพร่อง

ทางพฤตกิ รรมและอารมณ์
๘) พฒั นาการด้านทักษะจำเป็นเฉพาะออทิสติก
๙) พฒั นาการด้านทักษะจำเปน็ เฉพาะพิการซ้อน

คณุ ภาพเดก็ ทมี่ ีความต้องการจำเปน็ พิเศษระดับปฐมวัย

แผนภาพที่ ๑๐ ความสัมพันธ์ของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
ของศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจำจังหวดั สตูล พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๔ (ฉบบั แก้ไขปรบั ปรงุ ๒๕๖๕)

๖๑

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายตามหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรอ่ื งกำหนดประเภทและหลักเกณฑข์ องคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังตอ่ ไปน้ี

๑) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ ระดับเล็กน้อย
จนถงึ ตาบอดสนิท ซง่ึ แบ่งเปน็ ๒ ประเภทดังน้ี

๑.๑) คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมาก จนต้องใช้สื่อสัมผัสและสื่อเสียงหาก
ตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับ ๖ ส่วน ๖๐ (๖/๖๐) หรือ ๒๐ ส่วน ๒๐๐
(๒๐/๒๐๐) จนถึงไม่สามารถรับรเู้ รอื่ งแสง

๑.๒) คนเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็น แต่ยังสามารถ อ่านอักษรตัวพิมพ์
ขยายใหญ่ด้วยอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก หากวัดความชัดเจนของ
สายตาข้างดีเมอ่ื แกไ้ ขแลว้ อยู่ในระดบั ๖ ส่วน ๑๘ (๖/๑๘) หรือ ๒๐ ส่วน ๗๐ (๒๐/๗๐)

๒) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับ
หูตึงน้อยจนถงึ หหู นวก ซ่งึ แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังน้ี

๒.๑) คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจ
การพูดผ่านทางการได้ยินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง ซ่ึงโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยิน
จะมกี ารสญู เสยี การได้ยิน ๙๐ เดซิเบลขึ้นไป

๒.๒) คนหูตึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลือ อยู่เ พียง พ อที่จ ะ ไ ด ้ ยิ น
การพูดผ่านทางการไดย้ ิน โดยทัว่ ไปจะใส่เคร่ืองช่วยฟัง ซ่ึงหากตรวจวัดการได้ยนิ จะมีการสูญเสีย การได้ยิน
น้อยกวา่ ๙๐ เดซเิ บลลงมาถึง ๒๖ เดซิเบล

๓) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มีความจำกัดอย่างชัดเจน
ในการปฏิบัติตนในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่าง
มีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย ๒ ทักษะ จาก ๑๐ ทักษะ ได้แก่ การสื่อ
ความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชวี ติ ภายในบา้ น ทักษะทางสังคม/ การมีปฏสิ มั พันธก์ บั ผู้อ่ืน การรู้จักใช้
ทรพั ยากรในชุมชน การรูจ้ กั ดแู ลควบคุมตนเอง การนำความรู้ มาใช้ในชีวติ ประจำวนั การทำงาน การใช้เวลา
วา่ ง การรักษาสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ท้ังนีไ้ ดแ้ สดงอาการดังกล่าวกอ่ นอายุ ๑๘ ปี

๔) บคุ คลทมี่ คี วามบกพร่องทางรา่ งกายหรอื การเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ ซ่ึงแบง่ เป็น ๒ ประเภท
ดงั นี้

๔ .๑ ) บ ุ ค ค ล ท ี ่ ม ี ค ว า ม บ ก พ ร ่ อ ง ท า ง ร ่ า ง ก า ย ห ร ื อ ก า ร เ ค ล ื ่ อ น ไ ห ว ไ ด ้ แ ก่
บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาดหายไป กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติ มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว
ความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจากโรคทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
การไม่สมประกอบมาแตก่ ำเนดิ อบุ ตั ิเหตุและโรคตดิ ตอ่

๔.๒) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมี
โรคประจำตัวซ่งึ จำเปน็ ตอ้ งได้รบั การรักษาอย่างต่อเน่ือง และเปน็ อุปสรรคตอ่ การศึกษา ซ่งึ มีผลทำให้เกิดความ
จำเปน็ ต้องไดร้ ับการศกึ ษาพิเศษ

๕) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่องในการเปล่ง
เสียงพดู เชน่ เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพดู ผิดปกติ หรือบคุ คลทม่ี คี วามบกพร่องในเร่อื งความ

๖๒

เข้าใจหรือการใช้ภาษาพูด การเขียนหรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบ
เน้ือหาและหน้าท่ีของภาษา

๖) บคุ คลท่ีมคี วามบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ไดแ้ กบ่ ุคคลที่มีพฤติกรรมเบยี่ งเบนไปจาก
ปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเปน็ ไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องหรือความ
ผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิด เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคสมอง
เส่ือม เปน็ ต้น

๗) บุคคลออทิสติก ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติของระบบการทำงานของสมองบางส่วนซ่ึง
ส่งผลต่อความบกพร่องทางพัฒนาการด้านภาษา ด้านสังคมและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
และมีข้อจำกัดด้านพฤติกรรม หรือมีความสนใจจำกัดเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยความผิดปกตินั้นค้นพบได้
กอ่ นอายุ ๓๐ เดือน

๘) บุคคลพิการซ้อน ได้แก่ บุคคลที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากกว่าหนึ่งประเภท
ในบคุ คลเดียวกัน

การจัดประสบการณ์

การจัดประสบการณ์ เป็นแนวทางในการนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ ตามแนว
การจดั ประสบการณ์ ดังน้ี

๑. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ คือเหมาะกับอายุ วุฒิภาวะ
และระดบั พัฒนาการเพือ่ ใหผ้ เู้ รียนทุกคนไดพ้ ัฒนาเต็มตามศักยภาพ

๒. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับลักษณะธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองของผู้เรียนวัยนี้คือ
ผู้เรียนได้ลงมือกระทำเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และ
คิดแกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง

๓. จดั ประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการ คอื บูรณาการทงั้ ทกั ษะ และสาระการเรยี นรู้
๔. จัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ริเริ่ม คิด วางแผน ตัดสินใจ ลงมือกระทำ และนำเสนอความคิด
โดยผู้สอนเป็นผ้สู นบั สนนุ อำนวยความสะดวก และเรยี นรรู้ ว่ มกับผเู้ รยี น
๕. จัดประสบการณ์ใหผ้ เู้ รียนมปี ฏิสัมพันธ์กับผเู้ รียนอื่น กบั ผ้ใู หญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อ
การเรียนรู้ในบรรยากาศท่อี บอุ่นมีความสุข และเรียนรูก้ ารทำกิจกรรมแบบรว่ มมือในลักษณะต่าง ๆกัน
๖. จัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและอยู่ในวถิ ี
ชวี ิตของผู้เรียน
๗. จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดี และทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตลอดจน
สอดแทรก คุณธรรมจริยธรรม ให้เปน็ ส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรยี นอยา่ งต่อเนือ่ ง
๘. จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภาพจริงโดย
ไมไ่ ดค้ าดการณไ์ ว้
๙. ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์ ทั้งการวางแผน
การสนับสนนุ ส่อื การสอน การเข้ารว่ มกจิ กรรม และการประเมินพัฒนาการ
๑๐. จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็น
รายบุคคล นำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาผู้เรียนและการวจิ ยั ในชัน้ เรียน

๖๓

การจัดกิจกรรมประจำวนั

การจัดกิจกรรมประจำวันสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดสตูล ผู้เรียนจะได้รับการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ โดยผ่านการเรียนรู้
ตามมาตรฐานคุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ แบง่ ออกเปน็ ๓ กลุม่

๑. สำหรบั เดก็ ท่ีรับบรกิ ารในศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษประจำจังหวดั สตูล
๑.๑ การจดั กจิ กรรมประจำวนั ดังนี้
๑.๑.๑ กิจกรรมรับนกั เรยี น
๑.๑.๒ กิจกรรมหน้าเสาธง
๑.๑.๓ กิจกรรมเตรียมความพรอ้ ม
๑.๑.๔ กจิ กรรมเรยี นรูต้ ามหน่วยการจัดประสบการณ์
๑.๑.๕ กจิ กรรมการรบั ประทานอาหารวา่ ง
๑.๑.๖ กจิ กรรมอิสระเสรี
๑.๑.๗ กจิ กรรมการรับประทานอาหารกลางวัน
๑.๑.๘ กิจกรรมเรียนรูต้ ามหนว่ ยการจดั ประสบการณ์
๑.๑.๙ กจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร
๑.๑.๑๐ กิจกรรมสง่ ผ้เู รยี น
๑.๒ การกำหนดเวลาแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนและลักษณะของกิจกรรม

เช่นกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่อง นานกว่า ๒๐ นาที กิจกรรม
ที่ผเู้ รยี นมอี ิสระเสรี ใชเ้ วลา ๒๐-๕๐ นาที

๑.๓ กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อ
มัดใหญ่และกล้ามเน้ือมัดเล็ก กิจกรรมท่เี ปน็ รายบุคคล กลุ่มย่อยและกล่มุ ใหญ่ กจิ กรรมทผ่ี ู้เรยี นเปน็ ผรู้ เิ ร่ิมและ
ครูเป็นผูร้ ิเริม่

๑.๔ จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก
พัฒนาอารมณ์ จิตใจ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาสังคมนิสัย การช่วยเหลือตนเอง พัฒนาการคิด พัฒนา
ภาษา ส่งเสรมิ จินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์

๒. สำหรับเด็กที่รับริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล หน่วยบริการ
ประจำอำเภอ

๒.๑ การจัดกิจกรรมประจำวัน ดงั น้ี
๒.๑.๑ กจิ กรรมรบั นกั เรยี น
๒.๑.๒ กิจกรรมหน้าเสาธง
๒.๑.๓ กจิ กรรมเตรียมความพรอ้ ม
๒.๑.๔ กจิ กรรมเรียนรตู้ ามหน่วยการจดั ประสบการณ์
๒.๑.๕ กิจกรรมการรบั ประทานอาหารวา่ ง
๒.๑.๖ กจิ กรรมอสิ ระเสรี
๒.๑.๗ กจิ กรรมการรบั ประทานอาหารกลางวัน
๒.๑.๘ กิจกรรมเรยี นรตู้ ามหน่วยการจัดประสบการณ์
๒.๑.๙ กจิ กรรมเสรมิ หลกั สูตร

๖๔

๒.๑.๑๐ กจิ กรรมส่งผเู้ รยี น
๒.๒ การกำหนดเวลาแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนและลักษณะของกิจกรรม
เช่นกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่อง นานกว่า ๒๐ นาที กิจกรรมท่ี
ผเู้ รยี นมอี ิสระเสรี ใช้เวลา ๒๐-๕๐ นาที
๒.๓ กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อ
มัดใหญแ่ ละกลา้ มเนอ้ื มดั เลก็ กิจกรรมท่เี ปน็ รายบคุ คล กลมุ่ ยอ่ ยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมทผ่ี ู้เรยี นเป็นผรู้ ิเร่ิมและ
ครูเปน็ ผู้รเิ ร่ิม

๒.๔ จดั กจิ กรรมใหผ้ ้เู รยี นไดพ้ ัฒนาท้ังกล้ามเนื้อมดั ใหญ่ และกล้ามเน้อื มดั เล็ก พฒั นาอารมณ์
จิตใจ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาสังคมนิสัย การช่วยเหลือตนเอง พัฒนาการคิด พัฒนาภาษา ส่งเสริม
จนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์

๓. สำหรับเดก็ ทีร่ บั บรกิ ารทบ่ี า้ น (โครงการปรับบา้ นเปน็ หอ้ งเรยี นเปลี่ยนพอ่ แม่เปน็ คร)ู
๓.๑ การจดั กิจกรรมประจำวัน ดงั น้ี
๓.๑.๑ กจิ วตั รประจำวนั
๓.๑.๒ กิจกรรมทักษะการทำงานบ้านและทักษะการดูแลสุขภาพและความปลอดภยั ใน

ชีวิตประจำวนั
๓.๑.๓ กจิ กรรมทกั ษะการมีส่วนรว่ มทางสังคมและทักษะการเดินทางในชมุ ชน
๓.๑.๔ กจิ กรรมการเรียนร้ตู ามกล่มุ ทักษะ และกจิ กรรมเสริมทักษะ
๓.๑.๕ กิจกรรมทักษะการเข้าสังคม การทำกิจกรรมนันทนาการ และการทำงานอดิเรก

(กิจกรรมยามว่าง)
๓.๑.๖ กิจกรรมทักษะการดแู ลสขุ ภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจำวนั
๓.๑.๗ ทกั ษะการมสี ่วนร่วมทางสังคม ทักษะการเดนิ ทางในชมุ ชน และทักษะการวาง

แผนการใช้เงิน
๓.๑.๘ ทกั ษะการปรบั ตวั ในสังคมและการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
๓.๑.๙ กจิ กรรมทักษะการดแู ลสขุ ภาพและความปลอดภยั ในชีวติ ประจำวนั
๓.๑.๑๐ กิจกรรมการเรยี นรูต้ ามหนว่ ยการจัดประสบการณ์
๓.๑.๑๑ กิจวัตรประจำวนั

๓.๒ การกำหนดเวลาแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนและบริบทของ
ครอบครัว โดยผปู้ กครองประยกุ ต์กิจกรรมแบบบูรณาการ

๓.๓ การจัดกิจกรรมแกผ่ ู้เรียนรับบริการท่ีบ้าน ควรเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนได้เกิด การเรียนรู้
ทงั้ ในบา้ นและชุมชน

๓.๔ จดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรียนได้พฒั นาท้ังกล้ามเน้ือมัดใหญ่ และกลา้ มเนื้อมดั เล็ก พัฒนาอารมณ์
จิตใจ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาสังคมนิสัย การช่วยเหลือตนเอง พัฒนาการคิด พัฒนาภาษา ส่งเสริม
จนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์

๔. สำหรบั ผู้เรียนที่รับบริการในศนู ยก์ ารเรียนเฉพาะความพิการ
๔.๑ การจดั กจิ กรรมประจำวัน ดงั น้ี
๔.๑.๑ กิจกรรมรบั ผู้เรียน

๖๕

๔.๑.๒ กิจกรรมพฒั นาวนิ ัย
๔.๑.๓ กจิ กรรมงานพนื้ ฐาน
๔.๑.๔ กิจกรรมเขา้ แถวเคารพธงชาติ
๔.๑.๕ กิจกรรมวงกลม
๔.๑.๖ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน
๔.๑.๗ กิจกรรมเรยี นรตู้ ามหน่วยการเรยี นรู้
๔.๑.๘ กิจกรรมการรับประทานอาหาร
๔.๑.๙ กจิ กรรมอิสระ
๔.๑.๑๐ กจิ กรรมเสริมทักษะ
๔.๑.๑๑ กิจกรรมส่งผูเ้ รยี น
๔.๒ การกำหนดเวลาแตล่ ะกจิ กรรมใหเ้ หมาะสมกับศกั ยภาพของผเู้ รียนแต่ละบุคคล
โดยผสู้ อนประยกุ ต์กิจกรรมแบบบูรณาการ
๔.๓ การจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียนศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
เกดิ การเรยี นร้ทู ้งั ในและนอกห้องเรยี น เช่น การจัดกิจกรรมในศนู ยก์ ารเรียนเฉพาะความพกิ าร การจดั กิจกรรม
ในแหลง่ เรียนร้ชู ุมชน ฯลฯ
๔.๔ จดั กจิ กรรมใหผ้ ้เู รยี นได้พัฒนาท้ังกล้ามเน้ือมัดใหญ่ และกล้ามเนอ้ื มัดเล็ก พัฒนาอารมณ์
จิตใจ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาสังคมนิสัย การช่วยเหลือตนเอง พัฒนาการคิด พัฒนาภาษา ส่งเสริม
จินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
๕. สำหรับผเู้ รียนทีร่ ับบรกิ ารทหี่ ้องเรยี นสำหรบั เด็กในโรงพยาบาล
๕.๑ การจดั กจิ กรรมประจำวนั ดงั นี้
๕.๑.๑ กิจกรรมเยย่ี มนกั เรียนขา้ งเตียง
๕.๑.๒ กิจกรรมการเรียนรูต้ ามกลุ่มทักษะ และกิจกรรมเสรมิ ทักษะ
๕.๑.๓ กิจกรรมนนั ทนาการ
๕.๒ การกำหนดเวลาแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนและบริบทของ
ครอบครวั ตามประเภทและสภาพความพกิ ารของผเู้ รยี น โดยผู้ปกครองประยกุ ต์กจิ กรรมแบบบูรณาการ
๕.๓ จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก
พัฒนาอารมณ์ จิตใจ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาสังคมนิสยั การช่วยเหลือตนเอง พัฒนาการคิด พัฒนา
ภาษา ส่งเสรมิ จนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์

บรรยากาศการเรียนรู้

การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน มี
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากธรรมชาติของผู้เรียนที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับ
สิง่ แวดลอ้ มรอบ ๆตัว การจัดเตรียมส่งิ แวดล้อมอย่างเหมาะสมตามความต้องการของผู้เรียน จึงมีความสำคัญที่
เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของผู้เรียนผู้เรียนสามารถเรียนรู้จาก การเล่นที่เป็นประสบการณ์ตรงที่
เกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล จำเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อม
ใหส้ อดคล้องกับเน้ือหาของหลักสูตร เพอ่ื สง่ ผลใหบ้ รรลจุ ุดหมายในการพัฒนาผู้เรยี น โดยคำนึงถงึ สงิ่ ตอ่ ไปนี้

๑. สภาพแวดลอ้ มทางด้านกายภาพ

๖๖

เปน็ การจดั สภาพแวดล้อมต่าง ๆภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
สะอาด ปลอดภัย พร้อมทั้ง มีสื่อการเรียนการสอนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พร้อมใช้งาน และเอ้ือ
ตอ่ การเรียนร้ขู องผเู้ รยี น ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถเรียนรู้ได้อยา่ งสงู สดุ ตามศักยภาพของผเู้ รียน

๑.๑ สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนพื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ควรมีพื้นที่ที่
ผู้เรียนสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง และทำกิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ ผู้เรียนสามารถ
เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจากกิจกรรมหนึ่งไปยังกิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวน ซึ่งควรจะเป็นห้องเรียนที่มีขนาด
เหมาะสม แสงสว่างเพียงพอ สีผนังภายในห้องเรียนห้องเรียนที่ปราศจากเสียงรบกวน โต๊ะเก้าอี้มีขนาดและ
รูปแบบทม่ี ีความเหมาะสม มสี ่อื และสง่ิ อำนวยความสะดวกต่างๆที่เหมาะสมกบั ผ้เู รียน เป็นตน้

๑.๒ สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน ได้แก่ สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน
และแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนอื่น ๆ เช่น สนามเด็กเล่น วัด โรงพยาบาลใกล้บ้าน ตลาด แหล่งเรียนรู้ชุมชน
เปน็ ต้น

๒. สภาพแวดล้อมทางด้านจิตวิทยาคือ บรรยากาศทางด้านจิตใจที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสบาย
ใจ เกดิ ความอบอนุ่ มคี วามปลอดภัย เป็นมติ รตอ่ ผูเ้ รียน เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนไว้วางใจผู้สอน ตลอดจนเกิดอสิ ระในการ
แสดงออก ตามกฎระเบยี บในห้องเรยี น

๒.๑ ด้านผู้เรียนพฤติกรรม อารมณ์ ประเภทความพิการ ระดับความรุนแรงของความพิการ
ชว่ งอายขุ องผู้เรยี น และปัญหาของผู้เรยี นแต่ละคนภายในห้องเรียน พัฒนาการความสามารถของผู้เรียนแต่ละ
คน ฯลฯ

๒.๒ ด้านครูผู้สอนการจัดการภายในห้องเรียน เทคนิคการสอน พฤติกรรม บุคลิกภาพ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผ้สู อนและผูเ้ รยี น อกี ทั้งความร้แู ละทศั นคตขิ องผสู้ อน

๓. สภาพแวดลอ้ มทางดา้ นสังคมได้แก่
๓.๑ บรรยากาศในชั้นเรียน เช่น ความสัมพันธ์กับเพื่อนในชั้นเรียน ความสัมพันธ์ระหว่าง

ผสู้ อนกับผเู้ รียน ความเปน็ อนั หนึ่งอนั เดยี วกัน เป็นต้น
๓.๒ แรงจูงใจในการเรียนรู้ของผูเ้ รยี นเช่น รางวลั คำชมเชย
๓.๓ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเช่น การสร้างความไว้วางใจกับผู้เรียน ความรัก

และการดูแลเอาใจใส่
นอกจากนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด - 19 หรือโคโรนาไวรัส

ซง่ึ เกิดขึ้นอย่างรวดเรว็ และรนุ แรงจนแพร่กระจายไปในประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลก ผคู้ นเจ็บปว่ ยและล้มตายจำนวน
มาก จนกลายเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอีกครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ มนุษย์จำเป็นต้องป้องกันตนเอง
เพอื่ ใหม้ ีชีวติ รอดดว้ ยการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมการดำรงชีวิตทผ่ี ิดไปจากวิถีเดิม ๆ

โดยสร้างเสริมปรับหาวิถีการดำรงชีวิตแบบใหมเ่ พ่ือให้ปลอดภัยจากการติดเช้ือควบคู่ไปกับความ
พยายามรักษาและฟื้นฟศู ักยภาพทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การสรรคส์ ร้างสิ่งประดิษฐใ์ หม่ ๆ เทคโนโลยี
ใหม่ ๆ มกี ารปรับแนวคิด วสิ ัยทศั น์ วธิ กี ารจัดการ ตลอดจนพฤติกรรมท่ีเคยทำมาเป็นกิจวัตร เกิดการบ่ายเบน
ออกจากความคุ้นเคยอันเป็นปรกติมาแต่เดิมในหลายมิติ ทั้งในด้านอาหาร การแต่งกาย การรักษาสุขอนามัย
การศึกษาเล่าเรียน การสื่อสาร การทำธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งสิ่งใหม่เหล่านี้ได้กลายเป็นความปรกติใหม่ ๆ จนในที่สดุ
เมื่อเวลาผ่านไปจนทำให้เกิดความคุ้นชินก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปรกติของผู้คนในสังคม ซึ่งมีการ
บญั ญตั ศิ พั ทเ์ กี่ยวกบั วิถีชีวิตใหม่นีข้ ้ึนมาคือคำวา่ “New Normal”

ราชบัณฑิตยสภาได้บัญญัติศัพท์คำว่า “New Normal” หมายถึง ความปกติใหม่ , ฐานวิถีชีวิต
ใหม่ หมายถงึ รูปแบบการดำเนินชวี ิตอยา่ งใหมท่ ่ีแตกตา่ งจากอดีตอันเน่ืองจากมีบางส่ิงมากระทบ จนแบบแผน

๖๗

และแนวทางปฏิบัติที่คนในสังคมคุ้นเคยอย่างเป็นปกติและเคยคาดหมายล่วงหน้าได้ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถี
ใหมภ่ ายใตห้ ลกั มาตรฐานใหม่ทีไ่ มค่ นุ้ เคย

รูปแบบวิถีชีวิตใหม่นี้ ประกอบด้วยวิธีคิด วิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร วิธีปฏิบัติและการจัดการ การใช้
ชีวิตแบบใหม่เกิดขึ้นหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้มนุษย์
ตอ้ งปรับตวั เพอ่ื รบั มอื กบั สถานการณ์ปัจจุบนั มากกวา่ จะธำรงรักษาวิถีด้งั เดิมหรือหวนหาถึงอดีต

ซ่งึ กรมอนามัยไดก้ ำหนดมาตรการ New Normal ในโรงเรียน ดงั นี้
๑. ตอ้ งมกี ารตรวจคดั กรองวัดอณุ หภมู ทิ กุ คน ก่อนเขา้ โรงเรียน
๒. นกั เรียนและคณุ ครู ตอ้ งสวมหน้ากากอนามยั ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรยี น
๓. ลา้ งมอื บ่อย ๆ มชี ว่ งเวลา และจดุ บริการให้เดก็ ไปล้างมือ มจี ุดลา้ งแอลกอฮอลเ์ จล และให้เด็ก
หลีกเลยี่ งจดุ เสี่ยงสัมผสั รว่ ม เช่น ราวบนั ได ลกู บดิ
๔. จัดโต๊ะเรียนให้มีระยะห่างกัน ๑ - ๒ เมตร ลดจำนวนเด็กต่อชั้นเรียน และเว้นระยะห่างของ
พืน้ ทอี่ น่ื ๆ ในโรงเรียน เช่น โรงอาหาร สนามเด็กเลน่
๕. มีการทำความสะอาดบ่อยข้นึ โดยเฉพาะห้องน้ำท่ีเดก็ ใช้ร่วมกนั จดุ เสย่ี งสัมผสั เชน่ โต๊ะ เก้าอี้
ลกู บดิ ราวบันได
๖. ลดกจิ กรรมที่จะเกิดความแออัด เชน่ การแขง่ กฬี า หรือเหลอื่ มเวลาในการจัดกิจกรรม เพื่อลด
ความเสี่ยงในการสัมผัสกัน
๗. ให้ผู้ปกครองปรับตัว ตั้งแต่การมาส่งลูก การเตรียมตัวลูกก่อนมาโรงเรียน การฝึกให้เด็กสวม
หนา้ กากอนามัยตลอดเวลา และเข้าใจวา่ ต้องลา้ งมือ และเวน้ ระยะหา่ งจากเพ่ือน
เพื่อให้นักเรียน บุคลากร และผู้ที่เกี่ยวข้องมีความปลอดภัยในชีวิต สามารถดำเนินชีวิตในแบบ
New Normal หรือรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล จึงได้กำหนดมาตรการเพ่ือ
สร้างบรรยากาศในการเรียนรทู้ ี่ปลอดภยั ดงั น้ี
๑. การคัดกรองเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายและเช็คอาการสุ่มเสี่ยง ก่อนอนุญาตให้นักเรียน ครู บุคลากร
รวมถงึ ผปู้ กครองเขา้ มาภายในสถานศึกษา จัดตั้งจดุ คดั กรอง โดยจดุ คัดกรองทด่ี ีที่สุด คือ บรเิ วณประตูรั้วก่อนเข้ามา
ภายในศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวดั สตลู และหากพบว่าเด็กนกั เรียน ครู บุคลากรคนใดมีอุณหภูมิร่างกายเกิน
๓๗.๕ องศาเซลเซียส ควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เพื่อมารับกลับไปโรงพยาบาลหรอื กักตัวที่บ้านสำหรับการตรวจวัด
อุณหภมู ริ า่ งกาย โดยจัดเตรียมเครอื่ งวัดไขห้ รือเทอรโ์ มมิเตอร์ทม่ี ีมาตรฐาน เพื่อลดความคลาดเคล่ือนจากการวัด
๒. การเตรียมการเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย โดยการเตรียมพื้นที่เพื่อตั้งจุดบริการ
เจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ สำหรับจุดที่ควรมีเจลล้างมือให้บริการ ได้แก่ ประตู ทางเข้า
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล ประตูทางออกศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล
หน้าอาคารเทพรัตน์ หน้าอาคารเรียนประกอบ (โดม) ทางเข้า – ออกโรงอาหาร ทางเข้า – ออกอาคารเรียนและที่
สำคัญคือ ห้องเรียนทุกห้องควรมีเจลล้างมือตัง้ ไว้บรกิ ารเชน่ กัน อีกทั้งควรเตรียมสบู่เหลวสำหรับล้างมือจำนวนมาก
ตง้ั ไวใ้ นหอ้ งนำ้ บรเิ วณทีม่ ีก็อกนำ้ หรอื อ่างลา้ งมือ และควรเพิ่มอา่ งลา้ งมือใหเ้ พียงพอตอ่ จำนวนนกั เรยี น
๓. ครู นักเรียน รวมถึงบุคลากรทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณโรงเรียน ต้องสวมหน้ากากอนามัย
หรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างกัน รวมทั้งผู้ที่มีหน้าที่ประกอบอาหาร คือ แม่ครัว/พ่อ
ครัว หรอื ผู้ตักอาหารควรใส่ Face shiled และถุงมือยาง เพอ่ื การปอ้ งกนั ทร่ี ดั กุมมากยง่ิ ข้ึน
๔. การทำ Social distancing ก่อนเปิดเรียนใหม่ ควรเตรียมจัดสถานท่ีในหอ้ งเรยี น ดงั นี้

๔.๑ วางโต๊ะ – เก้าอี้ให้มีระยะห่างจากกันราว ๑ - ๑.๕ เมตร และโต๊ะเรียนแต่ละโต๊ะควรมีฉาก
ก้ัน หรือพาร์ทิชัน่ เพ่ือปอ้ งกนั ละอองน้ำลายหรอื สารคดั หลง่ั อ่นื ๆ

๖๘

๔.๒ กำหนดจุดเพื่อสร้างระยะห่างในบริเวณที่ต้องมีการต่อคิว เช่น ต่อคิวซื้ออาหาร ต่อคิวเข้า
ห้องน้ำ หรือการเขา้ แถวก่อนเร่ิมเรยี นในภาคเช้า โดยกำหนดระยะหา่ ง ๑ - ๑.๕ เมตร

๕. ควรงดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม เช่น กีฬาสี การทัศนศึกษา หรือกิจกรรมฉลองในวันสำคัญต่าง ๆ
ออกไปก่อน รวมถึงงดเปิดสนามเด็กเล่น เพื่องดการรวมกลุ่ม ลดการสัมผัสร่วม และสร้าง Social
Distancing นอกจากนั้นควรงดการเรียนการสอนในห้องแอร์ หรือห้องที่มีระบบอากาศแบบปิด เช่น โรงยิม แล้ว
จัดการเรียนการสอนในหอ้ งที่สามารถเปิดประตูหน้าต่าง ระบายอากาศได้ และควรงดการนัง่ โตะ๊ เรียนรวม เพื่อสร้าง
ระยะห่างระหว่างกันและหากเป็นไปได้ ในช่วงพักกลางวัน ควรจัดใหน้ ักเรียนรับประทานอาหารบนห้องเพื่อปอ้ งกัน
การรวมกลุ่ม หรือถ้าจำเป็นต้องทานอาหารที่โรงอาหาร ก็ควรกำหนดที่นั่งสร้างระยะห่างบนโต๊ะอาหาร รวมถึงแบ่ง
เวลาพกั ตามระดับช้ันเรียน เพ่อื ลดจำนวนคนในช่วงพักกลางวนั ไม่ใหม้ ากเกนิ ไป

๖. การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในบริเวณศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล
ควรเตรยี มการทำความสะอาดทุกซอกทุกมมุ ต้ังแต่ก่อนถงึ วนั เปดิ เรียน สว่ นในวนั เปดิ เรยี น ควรมกี ารทำความสะอาด
ทั้งตอนเช้าก่อนเข้าเรียนและตอนเย็นหลังเลิกเรียน โดยเน้นทำความสะอาดในบริเวณห้องเรียน และพื้นผิวที่มีการ
สัมผัสรว่ มกัน สว่ นห้องน้ำควรทำความสะอาดทุก ๆ ๒ ช่ัวโมง โดยเน้นที่อ่างล้างมอื ก็อกน้ำ ฝารองนงั่ และบรเิ วณชัก
โครก การทำความสะอาดควรใช้น้ำยาทำความสะอาดหรอื ผลิตภณั ฑท์ ำความสะอาดสตู รฆ่าเชื้อ สว่ นบรเิ วณจุดสัมผัส
ร่วมควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ ๗๐% นอกจากนั้น ควรมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และหากมีการ
ทำความสะอาดอาคารแล้ว ควรปดิ ห้อง ปดิ อาคารทันที ไม่ใหม้ ีใครเข้าไปภายในอาคารไดอ้ ีก

บทบาทของผู้บริหาร ครูผสู้ อน คณะสหวชิ าชีพ ผปู้ กครอง และบคุ ลากรสนับสนุน

การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้บริหาร ครูผู้สอน
คณะสหวชิ าชพี ผปู้ กครอง และบคุ ลากรสนบั สนุน ควรมบี ทบาทดังน้ี

๑. ผ้บู รหิ าร
ผู้บริหารเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตร สู่การปฏิบัติจริงในศูนย์การศึกษาพิเศษ

อย่างเป็นรปู ธรรม สง่ เสริมและสนบั สนุนทรัพยากรท่เี อ้ือต่อการจัดการเรียนรู้ รวมทง้ั ประสานความร่วมมือกับ
หน่วยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ งในการพัฒนาเด็กพิการ

๒. ครูผู้สอน
ครูผู้สอนต้องศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความเข้าใจ

หลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดสตูล พุทธศักราช ๒๕๖๔ ฉบับแก้ไขปรับปรุง๒๕๖๕ อย่างถ่องแท้ เพื่อให้การจัดการเรียนรู้มี
ประสทิ ธภิ าพและเกิดประสิทธิผล

๓. คณะสหวชิ าชพี
คณะสหวชิ าชพี เปน็ คณะผใู้ หบ้ ริการประกอบดว้ ย ครูการศกึ ษาพิเศษ นักจิตวิทยาคลินิก นัก

กิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด มีส่วนร่วมในการประเมินความสามารถพื้นฐาน วางแผนร่วมพัฒนาและ
ประเมินผล รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาเด็กพิการ โดยคณะสหวิชาชีพอาจเป็นบุคลากรของศูนย์
การศกึ ษาพเิ ศษประจำจงั หวดั สตลู พฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์และอนื่ ๆ

๔. ผู้ปกครอง
ผปู้ กครอง มีสว่ นรว่ มในการกำหนดเป้าหมาย วางแผน และพฒั นาศักยภาพเด็กพกิ าร รวมท้ัง

ส่งเสรมิ สนบั สนนุ กิจกรรมของสถานศกึ ษา
๕. บคุ ลากรสนับสนนุ

๖๙

บคุ ลากรสนบั สนนุ มสี ว่ นร่วมในการสนบั สนนุ การดำเนนิ งานจดั การศึกษา และปฏิบัติภารกิจ
ใหบ้ รรลจุ ุดหมายของหลักสตู ร

เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สือ่ และแหลง่ เรียนรู้

การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาผูเ้ รยี นระยะแรกเริ่ม จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสิง่ อำนวยความ
สะดวกสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ ของแต่ละบุคคล
รวมทั้งการใช้แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น มาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถส่งเสริมและ
สื่อสารให้ผูเ้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ โดยศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ ควรจัดให้มอี ยา่ งพอเพยี ง เพอื่ พฒั นาใหผ้ ู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ และแหล่งเรียนรู้นั้น ผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาข้ึน
เอง หรือพจิ ารณาเลอื กใช้จากค่มู อื รายการสิง่ อำนวยความสะดวก สื่อ บรกิ าร และ ความช่วยเหลืออ่นื ใด
ทางการศึกษามาใช้ประกอบในการจัดการเรยี นรู้ สามารถสง่ เสรมิ และสือ่ สาร ให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ ดังนี้

๑. จัดให้มีแหล่งเรียนรู้ ศูนย์สื่อ นวัตกรรม และเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ในสถานศึกษาและชุมชน เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ ระหว่าง
สถานศึกษาทอ้ งถ่ิน ชุมชน

๒. จัดทำ จัดหาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อการเรียนรู้สำหรบั ผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้สอน
จัดทำ จดั หาสื่อทีห่ ลากหลาย รวมทั้งประยกุ ต์ใช้สง่ิ ท่ีมีอย่ใู นทอ้ งถน่ิ เป็นสื่อการเรียนรู้

๓. เลือกใชเ้ ทคโนโลยสี ่ิงอำนวยความสะดวก ส่ือการเรียนรู้ทม่ี คี ุณภาพ เหมาะสมและหลากหลาย
สอดคลอ้ งกับวธิ ีการเรียนร้แู ละความแตกต่างของแตล่ ะบุคคล

๔. ประเมินความเหมาะสมคุณภาพของเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ ที่เลือกใช้ในการ
จัดการเรยี นรู้

๕. ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อการเรียนรู้ ให้
สอดคล้องกบั การพัฒนาผเู้ รยี น

๖. จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพ การใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก
สอ่ื และแหล่งเรียนร้อู ยา่ งสมำ่ เสมอ

ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ
และแหล่งเรียนรู้ที่ใช้ในศูนย์การศึกษาพิเศษ ควรคำนึงถึงหลักการสำคัญ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร
วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ เป็นตน้

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ พิจารณาองค์ประกอบ
ร่วมกัน ๓ ด้าน คือ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
และด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ตามทห่ี ลกั สตู รกำหนด โดยผเู้ รียนต้องไดร้ บั การประเมินทกุ ดา้ น ดงั นี้

มาตรฐานคณุ ลักษณะทพี่ ึงประสงค์
เป็นการประเมินพัฒนาการ ๕ ด้าน ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ
พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา และพัฒนาการด้านทักษะจำเป็นเฉพาะความพิการ โดยมี
ขนั้ ตอนการดำเนินการดงั นี้

๗๐

๑. การประเมินก่อนการใหบ้ รกิ าร
เปน็ การประเมนิ ความสามารถพ้ืนฐานเทียบเกณฑ์พัฒนาการมาตรฐานของผู้เรียนท่วั ไป และ

ประเมินก่อนการให้บริการทักษะจำเป็นเฉพาะความพิการสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของศูนย์
การศึกษาพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล และแผนให้บริการช่วยเหลือ
เฉพาะครอบครัว

เกณฑ์การประเมนิ ความสามารถพน้ื ฐานมาตรฐานคุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์
ระดบั ๔ หมายถงึ ถกู ต้อง/ไม่ต้องช่วยเหลอื
ระดับ ๓ หมายถึง ดี/กระต้นุ เตอื นด้วยวาจา
ระดับ ๒ หมายถึง ใช้ได/้ กระต้นุ เตอื นด้วยทา่ ทาง
ระดับ ๑ หมายถงึ ทำบา้ งเลก็ น้อย/กระตนุ้ เตือนทางกาย
ระดบั ๐ หมายถงึ ตอบสนองผดิ หรือไมม่ กี ารตอบสนอง

๒. การประเมินระหว่างการให้บริการ
เป็นการประเมินจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมหรือเป้าหมายระยะสั้น จากแผนการสอนเฉพาะ

บุคคล และแผนบริการโดยครอบครัวและชุมชน เพื่อประโยชน์ในการติดตามความก้าวหน้าหรือพัฒนาการ
หรือข้อบกพร่อง รวมทั้งการทบทวน ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
และแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครวั

๓. การประเมนิ หลังการให้บริการ
๓.๑ การประเมินเป้าหมายระยะยาว ๑ ปี ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและ

แผนการใหบ้ ริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว เพ่อื ตดั สินผลการเรยี นรู้
๓.๒ การประเมินทักษะการเรียนรู้แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและ

แผนการให้บรกิ ารชว่ ยเหลอื เฉพาะครอบครวั เพ่อื ตัดสนิ ผลการเรยี นรู้

ผลระดับการเรยี นรู้ ระบบรอ้ ยละ การแปลความหมาย
๗๐ - ๑๐๐ ดเี ย่ยี ม
ระบบตวั เลข ๖๐ – ๖๐.๙๙ ดมี าก
๔ ๕๐ - ๖๙.๙๙ ดี
๓ ๔๐ – ๔๙.๙๙ พอใช้
๒ ตำ่ กว่า รอ้ ยละ ๔๐ ปรับปรงุ



เพ่อื ใช้เปน็ ข้อมูลในการวางแผนการพฒั นาผู้เรียน หรือการส่งต่อภายในและภายนอกสถานศึกษา

๗๑

ด้านกิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่กำหนดในหลักสูตร โดยใช้เกณฑ์การตัดสินผา่ น และไม่
ผ่าน โดยพจิ ารณาจากการเขา้ รว่ มกจิ กรรม การปฏิบตั ิกิจกรรม และผลงานของผูเ้ รยี น

ด้านคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
การประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ๘ ข้อตามหลักสูตรใช้เกณฑ์ในการตัดสินเป็น ๔ ระดับ
คือ ดเี ยย่ี ม ดี ผ่านเกณฑ์ และไม่ผ่าน

การจบหลกั สตู ร

การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะมีความแตกต่างกัน ทั้งวัตถุประสงค์รปู แบบวิธกี าร
ในการจัดการศกึ ษา ที่ต้องสนองจุดเน้นและความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนเป็นรายบุคคลซึ่งสิ่ง
เหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการกำหนดเกณฑ์การจบการศึกษาที่อาจแตกต่างกันไปตามความจำเป็นอย่างไรก็ตาม
เกณฑท์ ีก่ ำหนดในแต่ละระดับควรครอบคลมุ สง่ิ สำคัญ ดงั นี้

๑. ผู้เรียนบรรลุคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับ
เด็กทมี่ ีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจำจังหวดั สตูล พุทธศักราช ๒๕๖๔

๒. ผู้เรียนมีผลการประเมินพัฒนาการ ๕ ด้าน ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้าน
อารมณ์ จิตใจ พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา และพัฒนาการด้านทักษะจำเป็นเฉพาะความ
พกิ าร กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี นและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ผ่านเกณฑ์ การประเมินตามที่ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดสตลู กำหนด

การรายงานผลการพัฒนาผู้เรียน

การรายงานผลการพัฒนาผู้เรียน เป็นการจัดทำเอกสารรายงานความก้าวหน้า
ในการพฒั นาคณุ ภาพของผูเ้ รยี นใหผ้ ู้ปกครอง และผเู้ กี่ยวขอ้ งทราบอยา่ งนอ้ ยภาคเรยี นละ ๑ ครั้ง

เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา

เอกสารหลักฐานการศึกษา เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องในรายงานผลการพัฒนา
เดก็ ทมี่ คี วามตอ้ งการจำเป็นพเิ ศษระยะแรกเรมิ่ ประกอบดว้ ย

๑. แบบประเมินความสามารถพื้นฐาน
๒. แบบประเมนิ ความสามารถพ้นื ฐานกลุม่ ทกั ษะการดำรงชวี ติ ประจำวัน
๓. แบบประเมนิ ความก้าวหน้าการให้บรกิ ารช่วยเหลอื ครอบครวั : ดา้ นเดก็
๔. แบบประเมินความก้าวหน้าการให้บริการช่วยเหลือครอบครัว : ด้านครอบครัว และ
สิง่ แวดล้อม
๕. แบบประเมินความก้าวหนา้ การใหบ้ ริการชว่ ยเหลือครอบครัว : ดา้ นชุมชน
๖. แผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)
๗. แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP)
๘. แผนการให้บรกิ ารช่วยเหลอื เฉพาะครอบครัว (IFSP)
๙. แผนบรกิ ารโดยครอบครวั และชุมชน (FCSP)

๗๒

๑๐. สรปุ /ทบทวน/ประเมนิ ผลตามแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP) หรอื

แผนการใหบ้ รกิ ารช่วยเหลือเฉพาะครอบครวั (IFSP)

๑๑. แบบสรปุ การประเมินจดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม

๑๒. แบบสรุปการประเมินผลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) หรือแผนการ

ใหบ้ รกิ ารช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP)

๑๓. สรปุ ผลการประเมินคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ตามหลกั สตู รสถานศึกษา

๑๔. แบบสรปุ ผลการประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

๑๕. สมุดรายงานผลการพัฒนาผู้เรียนตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( IEP)

และมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษหรือสมุดรายงานผลการพัฒนาผู้เรียนตามแผนการให้บริการ

ชว่ ยเหลอื เฉพาะครอบครวั (IFSP) และมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษ

๑๖. สมุดบันทกึ ผลการพฒั นาคุณภาพผู้เรยี น

การเปล่ียนผ่าน

กระบวนการให้บริการเปลี่ยนผ่านเปน็ การดำเนนิ การร่วมกันระหวา่ งตวั ผ้เู รยี น ครอบครัว ชุมชน
ท้องถิ่น บุคลากรทางการศึกษา และรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมที่
สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเองในช่วงวัยต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเรียนจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยผู้เรียนจะมีแผนการ
เปลี่ยนผ่านเฉพาะบุคคล (Individual Transition Plan : ITP) ที่ผู้เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกัน (สำนัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ. ๒๕๕๔) ซึ่งรูปแบบของการเปลี่ยนผ่านมีได้หลายรูปแบบ สำหรับศูนย์การศึกษา
พิเศษประจำจงั หวัดสตลู มรี ปู แบบการเปล่ยี นผา่ นดงั ต่อไปน้ี

๑. การเปลี่ยนผ่านระดับกิจกรรม เช่น เปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมหนึ่งสู่กิจกรรมหนึ่ง หรือจาก
สถานท่ี แหลง่ เรยี นร้หู น่ึง ไปยงั สถานทหี่ รือแหลง่ เรยี นรูอ้ กี แห่งหน่งึ เป็นตน้

๒. การเปลี่ยนผ่านระดับชั้นเรียน เช่น เปลี่ยนผ่านจากชั้นเรียนหนึ่งสู่ชั้นเรียนหนึ่ง หรือจากช้ัน
เรียนสู่การรับบริการฟื้นฟูที่บ้าน หน่วยบริการประจำอำเภอ หรือศูนย์การเรียนเฉพาะ ความพิการ เป็น
ตน้

๓. การเปลี่ยนผ่านระดับสถานศึกษา เช่น เปลี่ยนผ่านจากการรับบริการในศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจงั หวดั สตูล สโู่ รงเรียนเรียนร่วม เรยี นรวม โรงเรียนเฉพาะความพิการหรืออน่ื ๆ เป็นต้น

๔. การเปล่ียนผ่านในรปู แบบอน่ื เช่น เปลี่ยนผ่านส่ชู ุมชนหรอื เปล่ยี นผ่านสอู่ าชีพ เปน็ ต้น

การสง่ ตอ่

การส่งต่อ เป็นการประสานงานระหว่างศูนย์การศึกษาพิเศษกับหน่วยงานอื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กพิการได้รับบริการที่เหมาะสม เช่น บริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม บริการทาง
การศกึ ษา โดยประสานงานระหว่างโรงเรยี นจัดการเรียนร่วม โรงเรยี นเฉพาะความพิการ ศูนยก์ ารเรียนเฉพาะ
ความพิการ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเมื่อเด็กพิการมีผลการพัฒน
ศักยภาพผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด ให้ส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษาในชั้นเรียนที่สูงขึ้น เมื่อย้ายสถานศึกษา หรือ

๗๓

รับบริการด้านอื่น ๆ ให้ศูนย์การศึกษาพิเศษนำส่งแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แบบรายงานผลการ
พฒั นาคุณภาพผ้เู รียน เพือ่ เปน็ ข้อมลู ในการจัดการศกึ ษาหรอื บริการดา้ นอ่นื ๆ ต่อไป

การบริหารจดั การหลกั สูตร

หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
ของศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจำจงั หวดั สตูล พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๔ (ฉบบั แกไ้ ขปรบั ปรุง ๒๕๖๕)มีกระบวนการใน
การบรหิ ารจัดการหลกั สตู รตามข้ันตอน ดังต่อไปน้ี

๗๔ ผู้รบั ผดิ ชอบ

กระบวนการ - กลุ่มบรหิ ารงานวชิ าการ
- งานหลักสตู รสถานศึกษา
๑. ขั้นเตรยี มการ
- สร้างความเข้าใจแก่ครู บุคลากร เกี่ยวกับหลักสูตร - คณะกรรมการสถานศกึ ษา
- ผู้บริหาร
สถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ - กลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ
ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล พุทธศักราช - งานหลกั สตู รสถานศึกษา
๒๕๖๕ - ครูและบคุ ลากร

- ศึกษาวิเคราะห์ เพอ่ื จัดทำหลักสตู รสถานศกึ ษา - คณะกรรมการบริหาร
- เตรียมส่ือ วัสดุ อปุ กรณ์ เอกสารตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้องกับ หลกั สตู ร
การจัดทำหลกั สูตรสถานศึกษา
- ตดิ ต่อ ประสานงาน วิทยากร หรอื ผูท้ เ่ี กยี่ วข้อง - ครูและบุคลากร
- พ่อแม/่ ผปู้ กครอง
๒. ข้ันดำเนนิ การ - นักวิชาชพี อนื่
- จัดทำหลักสตู รสถานศกึ ษา - คณะกรรมการนเิ ทศ
- เตรียมสภาพแวดล้อม วัสดุ ครุภัณฑ์ ให้เอื้อต่อการนำ
ภายใน
หลกั สตู รไปใช้
- ประกาศใช้หลกั สตู รสถานศกึ ษา
- สร้างความเข้าใจครูและบุคลากรในการใช้หลักสูตร

สถานศึกษา

๓. ขั้นการนำหลกั สตู รไปใช้
- จัดตงั้ คณะกรรมการบริหารหลกั สูตร
- จัดการเรียนการสอนตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา
- นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตร

สถานศกึ ษา
- ปรับปรงุ พฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา

แผนภาพท่ี ๑๑ การบรหิ ารจดั การหลกั สูตร

๗๕

การบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษเป็นการดำเนินงานที่นำไปสู่
ผลสัมฤทธิ์ของการนำหลักสูตรไปใช้ ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการศกึ ษา ได้แก่
การพัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติงานอย่างมีระบบ และต่อเนื่อง การเป็นผู้นำในการ
จัดทำหลกั สูตรสถานศึกษาการสนับสนุนงบประมาณ และทรัพยากร การสง่ เสรมิ ให้ครูผสู้ อน นำหลกั สูตรไปใช้
ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการนำหลักสูตรไปใช้อย่างเป็นระบบ
ครูผูส้ อน และบคุ ลากรที่เก่ียวข้อง มบี ทบาทสำคญั ยง่ิ ในการจดั ประสบการณ์การเรียนรใู้ ห้เด็กมีพัฒนาการตาม
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาการให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีความ
ต้องการจำเป็นพิเศษ ด้วยความเข้าใจ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม จะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษระดับปฐมวัย เป็นการเปิดโอกาสให้สามารถจัด
การศึกษาได้หลายรูปแบบ สอดคล้องกับความถนัดความสนใจ ความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็กเป็น
รายบุคคล และการสร้างรอยเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อให้
บุคลากรทีเ่ กี่ยวข้องเขา้ ใจพฒั นาการเรียนรู้ของเดก็ ให้เกิดการเช่ือมโยงในการจัดการศึกษาทง้ั สองระดับ

แนวทางการดำเนินการบริหารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา

หลักสูตรสถานศึกษา เป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ
เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ระดับปฐมวัยของสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน
พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ชุมชน/ท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จึงมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการบริหาร
จัดการหลักสูตรสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การ
ปฏิบัติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพเด็ก การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา
จงึ ประกอบด้วยบคุ คลทีเ่ กย่ี วข้องหลายฝา่ ย ซง่ึ มบี ทบาทหนา้ ท่ีสำคัญ ดงั นี้

บทบาทหนา้ ทีข่ องผู้เกีย่ วขอ้ งในการบริหารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา

๑. ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
มีบทบาททสี่ ำคญั ดงั น้ี
๑) ศึกษาทำความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

พุทธศักราช ๒๕๖๒ และมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการศึกษาตามหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย
สำหรบั เดก็ ทม่ี คี วามตอ้ งการจำเป็นพิเศษ

๒) เป็นผู้นำในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยร่วมให้ความเห็นชอบ และกำหนดวิสัยทัศน์
ของหลักสูตร

๓) คัดเลือกบุคลากรที่ทำงานกับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิ เศษ ได้แก่ ครูผู้สอน
นักสหวิชาชพี พ่ีเล้ยี งเด็กพิการ โดยคำนงึ ถงึ ความเหมาะสมและคุณสมบัติของบคุ ลากร เช่น

๓.๑) มีวุฒิทางการศึกษาด้านการศึกษาพิเศษ การศึกษาปฐมวัย พละศึกษา ดนตรีศึกษา
ศลิ ปศึกษา หรือผ่านการอบรมหลกั สตู รการฝกึ อบรมครดู ้านการสอนคนพิการ

๓.๒) มีวุฒิการศึกษาอื่น เช่น กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด จิตวิทยาคลินิก
สังคมสงเคราะห์ แพทย์แผนไทย แกไ้ ขการพูด เปน็ ตน้

๓.๓) มีความรักเด็ก จิตใจดี มีอารมณ์ขันและใจเย็น ให้ความเป็นกันเองกับเด็กอย่างเสมอ
ภาค

๗๖

๓.๔) มีบุคลิกของความเป็นครูผู้สอน เข้าใจและยอมรับธรรมชาติของเด็กที่มีความต้องการ
จำเป็นพเิ ศษตามพัฒนาการ

๓.๕) พูดจาสุภาพเรียบรอ้ ย ชัดเจนเป็นแบบอยา่ งได้
๓.๖) มคี วามเปน็ ระเบียบ สะอาด และร้จู ักประหยดั
๓.๗) มคี วามอดทน ขยัน ช่อื สตั ย์ในการปฏบิ ตั งิ านในหน้าที่และการปฏิบตั ติ อ่ เดก็
๓.๘)มอี ารมณ์ร่วมกับเดก็ รู้จักรับฟัง พิจารณาเรื่องราวปัญหาตา่ งๆ ของเดก็ และตดั สินปัญหา
ตา่ ง ๆ อย่างมีเหตผุ ล ดว้ ยความเป็นธรรม
๓.๙) มสี ุขภาพกายและสุขภาพจติ ดี
๔) ส่งเสริมและจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กได้เข้าเรียนอย่างทั่วถึง เสมอภาค
และปฏิบัตกิ ารรบั เด็กตามเกณฑ์ที่กำหนด
๕) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนและผู้ที่ปฏิบัติงานกับเด็กได้พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความก้าวหน้าอยู่
เสมอ
๖) สร้างความร่วมมือและประสานกบั บุคลากรทุกฝ่ายในการจดั ทำหลักสตู รสถานศกึ ษา
๗) จัดให้มีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับตัวเด็ก งานวิชาการหลักสูตรอย่างเป็นระบบ
และมีการประชาสมั พนั ธห์ ลกั สตู รสถานศกึ ษา
๘) สนับสนุน เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทาง
การศกึ ษา จดั สภาพแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรทู้ เ่ี ออ้ื อำนวยต่อการเรียนรู้ และส่งเสริมพฒั นาการเด็ก
๙) นิเทศ กำกับ ติดตามการใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็น
พเิ ศษ โดยจัดให้มกี ารนิเทศภายในอยา่ งมีระบบ
๑๐) กำกับ ตดิ ตามให้มกี ารประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา และนำผลจากการประเมินไปใช้
ในการพฒั นาคุณภาพเดก็
๑๑) กำกบั ตดิ ตามให้มีการประเมนิ การนำหลักสตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั
สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษไปใช้ เพื่อนำผลจากการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนาสาระของ
หลกั สูตรสถานศกึ ษาให้สอดคล้องกับความตอ้ งการของเด็ก บริบทสงั คมและใหม้ ีความทันสมัย
๒. ครูผสู้ อนเด็กทม่ี ีความตอ้ งการจำเปน็ พิเศษ ระดับปฐมวยั
การพฒั นาคุณภาพเด็กโดยถือวา่ เด็กมคี วามสำคัญทสี่ ุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้
เด็กสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ สอดคล้องกับพัฒนาการและเต็มตามศักยภาพ ดังนั้น
ครูผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดทำหลักสูตร พัฒนาหลักสูตร และนำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพทำให้กระบวนการจัดการเรียนรู้
ดงั กล่าวบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ครูผู้สอนจงึ ควรมบี ทบาท/หนา้ ท่ี ดงั น้ี
๑) บทบาทในฐานะผบู้ รหิ ารหลกั สูตร
๑.๑) ทำหน้าที่วางแผน จัดทำหลักสูตร และพัฒนาหลักสูตร หน่วยการจัดประสบการณ์การ
จัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ และการประเมนิ ผลพัฒนาการ
๑.๒) จัดทำแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว ( IFSP) หรือแผนการ
จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) แผนการสอนรายบุคคล (IIP) ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ให้เด็กมีอิสระ
ในการเรียนรู้ เปิดโอกาสใหเ้ ด็กเลน่ ทำงานและเรยี นร้ทู ั้งรายบุคคลและเป็นกลุม่
๑.๓) ประเมินผลการใช้หลักสูตร เพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร
ใหท้ นั สมัยสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจำเป็นพิเศษของเดก็ ชมุ ชน และท้องถ่นิ

๗๗

๒) บทบาทในฐานะผูเ้ สริมสร้างการเรียนรู้
๒.๑) จดั ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเด็กกำหนดขึ้นดว้ ยตัวเด็กเอง และครูผู้สอนกับเด็กร่วมกัน

กำหนดเพื่อพัฒนาเด็กให้ครอบคลุมพฒั นาการทุกดา้ นในชีวิตประจำวัน ในการแสวงหาคำตอบหรือหาคำตอบ
ในสิ่งท่ีเด็กเรยี นรู้อยา่ งมีเหตผุ ล

๒.๒) จัดประสบการณ์กระตุ้นให้เด็กร่วมคิด แก้ปัญหา ค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง
ด้วยวธิ กี ารศกึ ษาทนี่ ำไปสกู่ ารใฝ่รแู้ ละพัฒนาตนเอง

๒.๓) จัดสภาพแวดล้อมและสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรูท้ ส่ี รา้ งเสรมิ ให้เด็กปฏบิ ัติกจิ กรรมผ่าน
การเลน่ ได้เตม็ ตามศักยภาพและความสามารถของเด็กแตล่ ะคน

๒.๔) สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านิยมท่ีพึงประสงคใ์ นการจัดการเรียนรู้กิจวัตร
ประจำวันและกิจกรรมตา่ ง ๆ อยา่ งสม่ำเสมอ

๒.๕) จัดกิจกรรมการเล่นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม ตลอดจน
มีการปฏสิ มั พันธก์ บั ผอู้ ่นื และเรียนรวู้ ธิ ีการแกป้ ญั หาขอ้ ขดั แยง้ ต่าง ๆ

๒.๖) ใช้ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูผู้สอนและเด็กในการดำเนินประสบการณ์การเรียน
การสอนอยา่ งสมำ่ เสมอ

๒.๗) จัดการประเมินผลพัฒนาการที่สอดคล้องกับสภาพจริง และนำผลการประเมิน
มาปรับปรุงพัฒนาคุณภาพเด็กให้เต็มตามศักยภาพ และนำมาปรับปรุงพัฒนาการจัดประสบ การณ์
ของตนให้มีประสทิ ธิภาพ

๓) บทบาทในฐานะผดู้ ูแลเด็ก
๓.๑) สังเกตและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม

สตปิ ญั ญา และทกั ษะทจ่ี ำเป็นเฉพาะความพิการ
๓.๒) ฝึกใหเ้ ดก็ ชว่ ยเหลอื ตนเองในชีวติ ประจำวนั
๓.๓) ฝกึ ให้เดก็ มคี วามเช่ือม่นั มีความภมู ใิ จในตนเอง และกลา้ แสดงออก
๓.๔) ฝกึ การเรยี นร้หู นา้ ท่ี ความมวี ินยั และการมนี สิ ัยทด่ี ี
๓.๕) จำแนกพฤติกรรมเดก็ และสรา้ งเสริมลกั ษณะนิสัย และแก้ปญั หาเฉพาะบุคคล
๓.๖) ประสานความร่วมมอื ระหว่างสถานศึกษา บา้ น และชุมชน เพอ่ื ใหเ้ ดก็ ไดพ้ ฒั นาเต็มตาม

ศกั ยภาพ และมีมาตรฐานคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
๔) บทบาทในฐานะนกั พฒั นาและสนับสนุนเทคโนโลยกี ารสอน
๔.๑) จัดให้มีแหล่งเรียนรู้ ศูนย์สื่อ นวัตกรรม และเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพใน

สถานศึกษาและชมุ ชน เพ่อื การศกึ ษา คน้ ควา้ และการแลกเปลีย่ นประสบการณ์การเรยี นรู้ระหว่างสถานศึกษา
ทอ้ งถิ่น ชุมชน

๔.๒) จัดทำ จัดหาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กพิการ รวมทั้ง
ประยกุ ตใ์ ช้ส่ิงทม่ี อี ยูใ่ นท้องถนิ่ เป็นสอื่ การเรยี นรู้

๔.๓) ใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เหมาะสม
และหลากหลาย สอดคลอ้ งกับวิธกี ารเรียนรแู้ ละความแตกตา่ งของแต่ละบุคคล

๔.๔) ประเมินความเหมาะสมคุณภาพของเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ส่ือ
ท่เี ลือกใชใ้ นการจดั การเรียนรู้

๔.๕) ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อการเรียนรู้
ใหส้ อดคล้องกบั การพัฒนาเด็กพกิ าร

๗๘

๔.๖ จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพ การใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก
ส่ือ และแหล่งเรยี นรู้อย่างสมำ่ เสมอ

๔.๗ พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีคุณลักษณะของผู้ใฝ่รู้ มีวิสัยทัศน์
และทนั สมัยทันเหตกุ ารณใ์ นยุคของข้อมูลข่าวสาร

๓. พ่อแม่หรอื ผู้ปกครองเด็กที่มีความตอ้ งการจำเป็นพิเศษ ระดับปฐมวยั
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เป็นการศึกษา

ที่จัดให้แก่เด็กที่ครูผู้สอนและพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อสร้างความเข้าใจ
และพร้อมร่วมมือกันในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็ก พ่อแม่หรือผู้ปกครอง
ควรมบี ทบาทหนา้ ท่ี ดงั น้ี

๑) มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาสถานศึกษา ร่วมจัดทำและให้ความเห็นชอบแผนการ
ให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว ( IFSP) หรือแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( IEP)
แผนการสอนรายบคุ คล (IIP) ของเด็ก ร่วมกับครผู ู้สอนและเดก็

๒) ร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมของสถานศึกษา และกิจกรรมการจัดประสบการณ์
การเรียนรูเ้ พ่ือพัฒนาเดก็ ตามศกั ยภาพ

๓) เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ จัดบรรยากาศภายในบา้ นให้เอ้อื ตอ่ การเรียนรู้
๔) สนับสนนุ ทรัพยากรเพอื่ การศกึ ษาตามความเหมาะสมและจำเปน็
๕) อบรมเลี้ยงดู เอาใจใส่ ให้ความรัก ความอบอุ่น ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการดา้ นต่าง ๆ
ของเดก็
๖) ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ตลอดจนส่งเสริมคุณลักษณะ
ทีพ่ งึ ประสงคโ์ ดยประสานความร่วมมือกบั ผู้สอนและผ้ทู เ่ี ก่ยี วข้อง
๗) เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการปฏิบัติตนให้ เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
และมคี ุณธรรมนำไปสูก่ ารพัฒนาให้เปน็ สถาบนั แหง่ การเรียนรู้
๘) มีส่วนร่วมในการประเมินผลพัฒนาการของเด็กและในการประเมินการจัดการศึกษาของ
สถานศึกษา
๔. ชมุ ชน/ทอ้ งถ่ิน
ชมุ ชน/ทอ้ งถ่นิ มีบทบาทในการมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษา โดยการประสานความร่วมมือเพ่ือ
ร่วมกันพัฒนาเด็กเต็มตามศักยภาพ ดังนั้น ชุมชนจึงมีบทบาทในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยสำหรับ
เดก็ ท่มี คี วามตอ้ งการจำเป็นพิเศษ ดังนี้
๑) มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการบริหารสถานศึกษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา
สมาคม/ชมรมผู้ปกครอง
๒) มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของ
สถานศึกษา
๓) เป็นศนู ย์การเรียนรู้เครือข่ายการเรียนรู้ สง่ เสรมิ สนบั สนุนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้
เรียนรู้ มีประสบการณ์จากสถานการณ์จรงิ
๔) ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ตลอดจนวิ ทยากรภายนอกและ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทุกด้าน รวมทั้งสืบสานจารีตประเพณี
ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิน่ และของชาติ

๗๙

๕) ประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการ
ของชมุ ชนและมีสว่ นในการพฒั นาชุมชนและทอ้ งถ่ิน

๖) มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาปฐมวัยสำหรับ
เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของสถานศึกษา โดยทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนา
การจัดการศึกษาของสถานศกึ ษา

การพัฒนาครผู ้สู อน

การพัฒนาครูผู้สอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีความสำคัญมากในการบริหาร
จัดการหลักสูตรสถานศึกษา เพราะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ครูผู้สอนให้สามารถ
นำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการออกแบบพัฒนาหลักสูตร
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อมในและนอกห้องเรียน การจัดพัฒนาสื่อ
สิ่งแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้การประเมินพัฒนาการ โดยมีมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้
และสภาพที่พึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพเด็ก
สถานศกึ ษาจงึ ควรกำหนดแนวทางการพัฒนาครูผู้สอน ดังนี้

๑) สำรวจและประเมินความต้องการในการพัฒนาตนเองของครูผู้สอน และนำข้อมูลมาจัดทำ
แผนการพฒั นาตนเองท้ังแผนระยะสั้นและแผนระยะยาว

๒) พัฒนาครูผู้สอนในด้านการพฒั นาหลักสูตร การออกแบบการจัดประสบการณ์ เทคนิควิธีการ
จดั ประสบการณ์ เทคนิคการควบคุมชั้นเรียน เทคนคิ การสอนเด็กท่ีมีความต้องการจำเป็นพิเศษและด้านอ่ืน ๆ
ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมพัฒนาครูผู้สอน ควรใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลาย เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติ การ การ
ประชุม สัมมนา การศึกษาดงู าน การจัดกจิ กรรม PLC เป็นตน้

๓) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีมุมความรู้โดยการจัดหาเอกสารด้านหลักสูตร แนวทางการ
จัดประสบการณ์ตลอดจนองค์ความรู้ดา้ นอ่ืน ๆ ทเี่ กยี่ วข้อง เพอ่ื เปดิ โอกาสให้ครูผ้สู อนศึกษาคน้ คว้าเพิ่มเติม

๔) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมปรึกษาและวางแผนการ
จดั การเรยี นร้รู ่วมกับครูผสู้ อนระดับช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 เพ่ือให้ครผู สู้ อนเขา้ ใจบทบาทหนา้ ทีแ่ ละภารกิจของ
ตนในการนำหลักสตู รไปสู่การปฏิบตั ิ ส่งผลดตี อ่ การทำงานร่วมกันในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นการ
สรา้ งรอยเชือ่ มตอ่ ในระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๑ ได้เป็นอย่างดี

การสนับสนนุ งบประมาณและทรพั ยากร

การพัฒนาหลักสูตรและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ พุทธศักราช 2562 มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สถานศึกษาต้องจัดหา
งบประมาณและทร ัพ ยาก รที ่จำเป ็น เพื่อสนับสนุนให้การ ดำเน ิน การจั ดปร ะสบ ก า ร ณ์
การเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมีแนวทาง
การดำเนนิ การ ดงั นี้

๑) จัดหาและจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอสำหรับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึ กษา
การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การจัดงบประมาณส่งเสริมกิจกรรมการ
เรียนรู้/โครงการ การทัศนศึกษานอกสถานที่ การพัฒนาบุคลากร การดำเนินงาน
ตามแผนปฏิบัตกิ าร และการนเิ ทศ กำกบั ตดิ ตาม

๒) จัดซื้อและจัดหาเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ วัสดุอุปกรณ์ เพื่อจัดสภาพแวดล้อม
ภายในและภายนอกห้องเรียน ที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามมุมประสบการณ์ต่าง ๆ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ท่ี

๘๐

หลากหลาย รวมถึงการจัดเตรยี มของใช้สว่ นตัวให้แก่เด็กตามความจำเป็น เพื่อการดูแลอนามัยสว่ นบุคคลและ
การปฏบิ ัติกิจกรรมตา่ ง ๆ ของเดก็ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

๓) กำกบั ติดตามการใชง้ บประมาณและทรัพยากรอยา่ งประหยดั และคุ้มคา่
๔) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานเอกชนใน
การสนับสนนุ การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ระดบั ปฐมวัยให้เป็นไปตามหลักการพัฒนา
เด ็ กท ุ กช ่ ว งว ั ย ระดมทร ั พยากร ใน กา รจ ั ดหา คร ู ผ ู ้ สอน ท ี ่ ม ี ค ุ ณว ุ ฒ ิ หร ื อป ระ สบ ก า ร ณ์
ด้านการศกึ ษาพิเศษ พเี่ ลีย้ งเด็กพิการ ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น รวมถงึ การพัฒนาสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

การนิเทศ กำกบั ตดิ ตาม การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การปฏิบัติ

การนิเทศ กำกับ ติดตาม การนำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
ไปสู่การปฏิบัติ เป็นกระบวนการสำคัญในการควบคุมคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยผู้บริหาร
สถานศึกษาและผู้มีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรใช้วิธีการที่หลากหลายเช่น การตรวจเยี่ยม การสังเกตการ
สอนในชั้นเรียน การสอนแนะ (Coaching) การตรวจแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP)
หรือแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
แผนการสอนรายบุคคล (IIP) ทั้งนี้ ควรดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตามอย่างเป็นระบบ และเป็นกัลยาณมิตร
เปดิ โอกาสให้มีการแลกเปลย่ี นเรยี นรซู้ ่ึงกนั และกัน โดยมแี นวทางการดำเนินการ ดังน้ี

๑) ประชุมผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน เพื่อร่วมกันกำหนดความต้องการและช่วงเวลาใน
การจดั ทำปฏทิ นิ การนเิ ทศหรอื แผนการนิเทศ กำกบั ตดิ ตามทเ่ี หมาะสม ต่อเนือ่ ง และเปน็ รูปธรรม

๒) สร้างความเขา้ ใจและทัศนคติที่ดีในการจดั กิจกรรมการนเิ ทศ กำกับ ติดตาม ให้แก่บุคลากรท่ี
เก่ียวข้องทกุ ฝ่าย

๓) ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตามตามแผนการนิเทศ และนำผลการนิเทศมาวางแผนเพื่อจัด
กิจกรรมส่งเสริมพฒั นาบุคลากรตามความต้องการจำเปน็ อยา่ งต่อเน่ือง

๔) นำข้อมูลสารสนเทศที่ได้รับจากการนิเทศ กำกับ ติดตาม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา
หลักสตู รสถานศกึ ษาให้มปี ระสิทธิภาพมากข้ึน

การประเมนิ หลกั สตู รสถานศึกษา สำหรับเด็กทม่ี ีความต้องการจำเป็นพเิ ศษ

การประเมินหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
เป็นกระบวนการเชิงระบบเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับ
การศึกษาคุณภาพของหลักสูตร การปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร การบริหารหลักสูตร และการเปลี่ยนแปลง
หลักสูตรสถานศึกษาให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งแนวทางการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา
ประกอบดว้ ย

๑. การประเมินก่อนนำหลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินกระบวนการร่างหลักสูตรสถานศึกษา
สำหรับเดก็ ท่ีมคี วามตอ้ งการจำเปน็ พเิ ศษ ควรดำเนนิ การ ดังน้ี

๑) การวิเคราะห์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้ในการร่างหลักสูตร
สถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยวิเคราะห์ข้อมูลและสารสนเทศ
จากการใช้หลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษฉบับเดิม ศึกษาประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ลของการใช้หลักสตู รทีผ่ า่ นมา มีผลสำเร็จอะไรบา้ ง มีปญั หาและอปุ สรรคอะไรบา้ งในการใช้หลักสูตร
สถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น การประกันคุณภาพ

๘๑

การศึกษาภายในตามมาตรฐานของสถานศึกษาการประเมินพัฒนาการ นโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล
กระทรวงศึกษาธิการ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผลการสอบถามความต้องการของพ่อแม่ ผู้ปกครองและ
ชุมชนเพื่อให้ได้สารสนเทศที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการร่างหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการ
จำเป็นพิเศษ

๒) การตรวจสอบคณุ ภาพของรา่ งหลักสูตรสถานศึกษา สำหรบั เด็กทีม่ คี วามต้องการจำเป็นพิเศษ
เป็นการประเมินเอกสารหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาความ
สอดคลอ้ ง เหมาะสมเก่ียวกับองคป์ ระกอบตา่ ง ๆของหลักสูตรสถานศึกษา สำหรบั เดก็ ทม่ี ีความต้องการจำเป็น
พเิ ศษ โดยใช้วิธีการสอบถามความคิดเหน็ จากบุคคลท่เี กย่ี วขอ้ ง ได้แก่ ครูผู้สอน ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา กรรมการ
สถานศึกษา ผูป้ กครอง ผูแ้ ทนชมุ ชน องคก์ ร ผเู้ ช่ียวชาญ และผูท้ รงคุณวฒุ ิ เพ่ือให้ได้สารสนเทศที่จะนำไปใช้ใน
การปรับปรุงและแกไ้ ขเอกสารหลักสูตรใหม้ ีความเหมาะสมและมีคุณภาพ

๓) การประเมินความพรอ้ มกอ่ นนำหลักสูตรไปใช้ เปน็ การประเมินความพรอ้ มและความพอเพียง
ด้านปัจจัยหรือทรัพยากรในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้แก่ ด้าน
บุคลากรมีจำนวนพอเพียงหรือไม่ มีคุณลักษณะพร้อมที่จะจัดประสบการณ์มากน้อยเพียงใด ด้านเอกสาร
หลักสูตรและเอกสารประกอบหลกั สูตรมคี วามพร้อมและพอเพียงต่อการจัดประสบการณ์หรือไม่ ด้านสื่อและ
แหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์มีพอเพียงหรือไม่ เพื่อการจัดการพัฒนาหรือการจัดซื้อและ
จัดหาให้ทันต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ประเมินโดยใช้วิธีการ
สนทนากลมุ่ การตรวจสอบรายการ หรือการสอบถาม

๒. การประเมินระหว่างการดำเนินการใช้หลักสูตร เป็นการประเมินกระบวนการใช้หลักสูตร
เกี่ยวกับการบริหารหลกั สูตร การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ การส่งเสริมสนับสนนุ การใช้หลกั สูตร เพื่อศึกษา
ความก้าวหน้าของการใช้หลักสูตรเป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรเป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่
กำหนดไว้หรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใดบ้าง ประเด็นการประเมิน
ได้แก่ การวางแผนการใช้หลักสูตร การเตรียมความพร้อมและบุคลากร การนิเทศ การฝึกอบรมและพัฒนาครู
และบุคลากรเพิม่ เติมระหวา่ งการใช้หลักสูตรการจัดปัจจัยและสิ่งสนับสนุนการใชห้ ลักสูตร ประเด็นกาประเมิน
เกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การจดั กิจกรรมและพฤติกรรมการจดั การเรียนรู้ การจัดการช้ัน
เรียน การเลือกและใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ ความรู้ความสามารถของครู ผู้สอนและ
บุคลากรและประเดน็ ประเมนิ เกีย่ วกบั การจดั มุมประสบการณไ์ ด้แก่ การจดั สภาพแวดลอ้ มภายในและภายนอก
ห้องเรียน การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรระหว่างการใช้อาจใช้วิธีการนิเทศ ติดตามการสอบถาม
การสนทนากลมุ่ หรือการสงั เกต

๓. การประเมินหลังการนำหลักสตู รไปใช้ เป็นการประเมินหลักสูตรท้ังระบบ หลังจากดำเนินการใช้
หลักสูตรครบแต่ละช่วงอายุแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของหลักสูตร
สถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และสรุปผลภาพรวมของหลักสูตรที่จัดทำว่าบรรลุผล
ตามเป้าหมายของหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษหรือไม่ บรรลุผลมากน้อย
เพียงใด ต้องมีการปรับปรุงหรือพัฒนาส่วนใดบ้าง ปรับปรุงหรือพัฒนาอย่างไร ประเด็นการประเมินเกี่ยวกับ
ประสิทธิผลของหลักสูตร ได้แก่ การบรรลุผลตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตร การ
บรรลุผลตามเป้าหมายของหลักสูตรสถานศึกษา สำหรบั เดก็ ที่มีความต้องการจำเปน็ พิเศษทีก่ ำหนดไว้ประเด็น
การประเมินเกี่ยวกับประสิทธิภาพของหลักสูตร ได้แก่ หน่วยการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักสูตร
ส ถ า น ศ ึ ก ษ า ส ำ ห ร ั บ เ ด ็ ก ท ี ่ ม ี ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร จ ำ เ ป ็ น พ ิ เ ศ ษ ก า ร จ ั ด ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์
การเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ การบริหารจัดการหลักสูตร และการสร้างรอย

๘๒

เชื่อมต่อของการศึกษา ประเมินโดยใช้วิธีการตรวจสอบรายการการศึกษาเอกสาร การสอบถาม
หรือการสนทนากลมุ่

ตัวอย่างแบบตรวจสอบหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ หลังการนำ
หลักสูตรไปใช้ สถานศึกษาสามารถปรับใช้ตามบริบท และความเหมาะสมของสถานศกึ ษา



หนว่ ยการเรยี นรู้ ป
หลกั สตู รสถานศึกษาสำหรับบคุ ค
ศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล พุทธ

สาระท่ีควรเรยี นรู้
สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจ

เพ่ือใหบ้ รรลจุ ุดหมาย ทก่ี ำหนดไว้ ทง้ั น้ี ไมเ่ นน้ การท่องจำเน้ือหา ผูส้ อนสามารถกำหน
ให้เดก็ ได้เรียนร้ผู า่ นประสบการณ์สำคญั ทง้ั น้ี อาจยืดหยุ่นเน้อื หาได้ โดยคำนึงถึงประส

๑. เรอ่ื งราวที่เก่ยี วกบั ตัวเด็ก ผู้เรยี นควรได้เรียนรู้การแนะนำตัว ชอ่ื เล่น ชื่อ-
หน้าที่ของอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย การรับประทานอาหาร การนอนหลับพักผ่อน
อนามยั ที่ดี การขบั ถา่ ยทถี่ ูกสุขลักษณะ การรับประทานอาหารท่ีเป็นประโยชน์ การเล
การระมัดระวงั ความปลอดภยั ของตนเองจากผอู้ ื่นและภยั ใกลต้ ัว รวมทงั้ การปฏิบัตติ ่อผ
ตนเป็นสมาชิกที่ดขี องครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การ
การเล่นและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกบั ตน
และผ้อู ่ืน การแสดงออกทางอารมณแ์ ละความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทท

๒. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ผู้เรียนควรได้เรียนรู้เก
บุคคลท่ีเด็กต้องเก่ยี วขอ้ งหรือใกล้ชิดและมีปฏสิ ัมพันธใ์ นชวี ติ ประจำวัน สถานทีส่ ำคญั
ของชาตไิ ทยและการปฏบิ ัติตามวฒั นธรรมท้องถ่ินและความเป็นไทย หรือแหลง่ เรยี นรจู้

๓. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การ
ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลงั งานในชวี ิตประจำวนั ทีแ่ วดล้อมเดก็ ร

๕๘

ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕
คลทมี่ คี วามต้องการจำเปน็ พิเศษ
ธศักราช ๒๕๖๔ (ฉบบั แก้ไขปรบั ปรุง ๒๕๖๕)

จกรรม ให้เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนำสาระที่ควรรู้นั้น ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ ก
นดรายละเอียดข้ึนเองให้สอดคล้องกับวัย ความตอ้ งการ และความสนใจของเด็ก โดย
สบการณ์และส่งิ แวดล้อมในชีวติ จริงของเด็ก ดงั น้ี
-สกุล สามารถบอกเลา่ เรือ่ งราวเกย่ี วกับตนเอง บอกส่วนต่างๆของใบหน้า อวัยวะและ
น การดูแลตนเองและอนามัยเบื้องต้น วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพ
ลน่ การทรงตัวและทำส่ิงตา่ งๆด้วยตนเองตามลำพัง การรจู้ ักและจดั การอารมณ์ตนเอง
ผู้อ่ืนอยา่ งปลอดภัย การร้จู กั ประวตั ิความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติ
รรู้จักแสดงความคิดเหน็ ของตนเองและรับฟังความคิดเห็นข องผู้อื่น การกำกับตนเอง
นเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สกึ ของตนเอง
ทด่ี ี การมคี ณุ ธรรมจริยธรรม
กี่ยวกับ ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่าง ๆ และสรรพนามแทนชื่อของ
ญ วันสำคัญ อาชีพของคนในชมุ ชน ศาสนา แหล่งวฒั นธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สำคัญ
จากภูมิปัญญาทอ้ งถ่นิ อ่ืนๆ
รเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ
รวมทงั้ การอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและการรกั ษาสาธารณสมบัติ



๔. สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความห
ลักษณะ สี ผวิ สมั ผัส ขนาด รปู รา่ ง รูปทรง ปรมิ าตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ กา
และการเลือกใชส้ ง่ิ ของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการส่อื สารต

ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตลู ได้ร่วมกำหนดแนวการจัดประสบกา
หลกั สตู รสถานศึกษาเป็นกรอบและแนวทางในการจดั ทำแผนประสบการณ์

๕๙

หมายในชีวิตประจำวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่ อ
ารเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธข์ องสิ่งตา่ งๆ รอบตวั เวลา เงนิ ประโยชน์ การใชง้ าน
ตา่ งๆ ที่ใชอ้ ย่ใู นชวี ิตประจำวันอย่างประหยดั ปลอดภยั และรกั ษาสงิ่ แวดล้อม

ารณ์การเรียนรู้สอดคล้องตามสาระที่ควรเรียนรู้และสภาพที่พงึ ประสงค์ตามโครงสร้าง

๖๐

เวลาเรยี น
หลักสูตรสถานศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ

จังหวดั สตลู พุทธศกั ราช ๒๕๖๕ กำหนดกรอบโครงสรา้ งเวลาเรยี นการใชเ้ วลาเรียนทีส่ อดคลอ้ งกบั อายุจริงของ

เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ คืออายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๖ ปี โดยใน ๑ ปีการศึกษามีเวลาเรียนไม่น้อย

กว่า ๑๘๐ วันโดยประมาณ และในแต่ละวันไม่น้อยกวา่ ๕ ชว่ั โมง ทง้ั นขี้ น้ึ อยกู่ บั อายุของเด็กทเี่ รม่ิ เข้าเรียนศูนย์

การศึกษาพิเศษ เวลาเรียนจึงขึ้นอยู่กับความพร้อม พัฒนาการและศักยภาพของเด็กพิการตามประเภทและ

สภาพความพกิ ารของแตล่ ะบุคคล

กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียน

กิจกรรมที่พัฒนาศักยภาพตามประเภทและสภาพความพิการ ตามบริบทของศูนย์การศึกษา
พิเศษประจำจังหวัดสตูล ได้นำแนวทางการดำเนินการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จากแนวทางการ
ดำเนินงานตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน , ๒๕๖๓ , น.๒๒ – ๒๓) และข้อสั่ง
การจากหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ศธ ๐๔๐๐๖/ว ๒๐๑๘
ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓ เรื่อง แจ้งแนวทางการดำเนินงานและบริหารงบประมาณการสนับสนุนค่าใช้จ่าย
ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID
2019) นำมาปรับใช้และดำเนินการในรูปแบบกิจกรรม โครงการหรือการบูรณาการกิจกรรมดังสาระสำคัญ
ต่อไปนี้

๑. กิจกรรมวิชาการ เป็นกิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเรียนปกติในชั้น
เรียนเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีศักยภาพสูงขึ้น และให้โอกาส
ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมพุทธิศึกษา (Head) ,กิจกรรมจริยศึกษา(Heart), กิจกรรม
หัตถศึกษา (Hand),กิจกรรมพละศึกษา (Health) การให้บริการที่บ้าน อาจจัดกิจกรรมตาม ความสนใจของ
เด็กและสภาพความพิการ ภายใต้บริบทของครอบครัว เช่น การฟังเพลงจากวิทยุ จากโทรทัศน์ ร่วมงาน
นันทนาการในชุมชน เป็นต้น รวมถึงการจัดกิจกรรมเสริมทักษะที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะ ป้องกัน แก้ไข
ฟื้นฟูความเสื่อมสภาพของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกเพ่ือ
ลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น กิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด จิตวิทยา ศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด
ศิลปะการแสดง กจิ กรรมการนำนักเรียนเขา้ รว่ มแข่งขันงานมหกรรมความสามารถทางศิลปหัตถกรรมวิชาการ
และเทคโนโลยขี องนักเรียน กิจกรรมการแขง่ ขนั กีฬา “สพฐ.เกมส์” กจิ กรรมการแข่งขันกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค
เป็นตน้

๒. กิจกรรมส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม เป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กพิการมีคุณธรรม จริยธรรม
คา่ นยิ มท่ดี ีงาม คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคโ์ ดยปลูกฝงั คา่ นยิ มและจติ สำนึกการทำประโยชนต์ ่อตนเองและสังคม
เห็นแก่ประโยชนส์ ่วนรวม มจี ติ สาธาราณะ ปลกู ฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์ ปลูกฝังความรัก
ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เช่น การมาโรงเรียนทันเวลา การทำความเคารพผู้ปกครองและครู
กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี ในวันสำคัญต่างๆ กิจกรรมวันวิสาขบูชา กิจกรรมวันมาฆบูชา
กิจกรรมวันเข้าพรรษา กิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและจิตสาธารณะ เป็นต้น ส่วนการให้บริการที่บ้าน อาจมีการจัดกิจกรรม


Click to View FlipBook Version