รสวรรณคดไี ทย
และ
รสวรรณคดสี นั สกฤต
สมาชกิ กลมุ
นายธนา เยน็ ใจดี เลขที่ 9 ช้ัน ม.6/3
นางสาวกลั ยา มงคลเอี่ยม เลขท่ี 24 ชั้น ม.6/3
นางสาวธัญดา เน้อื น่ิม เลขท่ี 28 ชัน้ ม.6/3
นางสาวสิริอมรนิภา แสงจันทรฉาย เลขท่ี 29 ชั้น ม.6/3
รสวรรณคดไี ทย
า ถึง องควา พ าะ า ช้ถ้อ คํา ้
ิ ควา ง งา ละ ิ อา ์ ่ง ๔
รายละเอียด
ÃÊÇÃó¤´Õ
¢Í§ä·Â
รสวรรณคดี หมายถงึ อารมณ์สัมผัส รับรู้ดว้ ยใจ เช่น รสเสียง รส
ถอ้ ยคํา สัมผัสคํา ฯลฯ เกดิ จากจังหวะของวรรคตอนในการอา่ นบทประพนั ธ์ ซึง
ช่วย. เสริมสร้างมโนภาพดา้ นอารมณ์ ความเคลอื นไหวของภาพให้ชัดเจน มชี ีวิต
ชีวายงิ ขึน อนั ยงั ผลให้เข้าถงึ รสภาพอยา่ งลกึ ซึง กลา่ วคือ เมอื อา่ นหรือฟงคํา
ประพนั ธใ์ ดแลว้ เกดิ ความรู้สึกอยา่ งไร หากคําประพนั ธใ์ ดไมม่ รี ส ยอ่ มจืดชืด ไม่
เกดิ อารมณ์สะเทอื นใจแตอ่ ยา่ งใดแกผ่ ู้อา่ น รสในวรรณคดไี ทยมี ๔ ชนิด ไดแ้ ก่
àÊÒÇè¹ÂÕ
(º·ªÁâ©Á)
คอื การเลา่ ชมความงามของตวั ละครในเรือง ซึงอาจเปนตวั ละครทเี ปนมนุษย์
อมนุษย์ หรือสัตว์ซึงการชมนีอาจจะเปนการชมความเกง่ กลา้ ของกษัตริย์ ความงาม
ของปราสาทราชวังหรือความเจริญรุ่งเรืองของบา้ นเมอื ง ดงั เช่น บทชมนางเงือก
ซึงตดิ ตามพอ่ แมม่ าเพอื พาพระอภยั มณีหนีนางผเี สือสมทุ ร จากเรือง พระอภยั มณี
เสียงเจ้าสิเพรากว่า ดุริยางคะดดี ใน
ฟากฟาสุราลยั สุรศัพทะเริงรมย์
ยามเดนิ บนเขินขัด กละนัจจะน่าชม
กรายกรกเ็ ร้ารม ยะประหนึงระบําสรวย
ยามนังกน็ ังเรียบ และระเบยี บเขินขวย
แขนออ่ นฤเปรียบดว้ ย ธนุกง่ กระชับไว้
พศิ โฉมและฟงเสียง ละกเ็ พยี งจะขาดใจ...
(พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว)
¹ÒÃÕ»ÃÒâÁ·Â
(º·à¡ÂÕé Ç âÍâÅÁ)
คือการกล่าวข้อความแสดงความรัก ทังทีเปนการพบกันในระยะแรกๆ
และในโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสั งวาสนันด้วย
ถงึ มว้ ยดนิ สินฟามหาสมทุ ร ไมส่ ินสุดความรักสมคั รสมาน
แมน้ เกดิ ในใตฟ้ าสุธาธาร ขอพบพานพศิ วาสไมค่ ลาดคลา
แมน้ เนือเยน็ เปนห้วงมหรรณพ พขี อพบศรีสวัสดเิ ปนมจั ฉา
แมน้ เปนบวั ตวั พเี ปนภมุ รา เชยผกาโกสุมปทมุ ทอง
เจ้าเปนถาไพขอให้พี เปนราชสีห์สมสู่เปนคูค่ รอง
จะตดิ ตามทรามสงวนนวลละออง เปนคูค่ รองพศิ วาสทกุ ชาตไิ ป
(สุนทรภ)ู่
¾âÔ Ã¸ÇÒ·§Ñ
(º·µ´Ñ ¾Í )
คือการกลา่ วข้อความแสดงอารมณ์ไมพ่ อใจ ตังแต่น้อยไปจนมาก จึงเริมตังแต่
ไมพ่ อใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี เกลียด
เจ็บใจ และดา่ ว่าอย่างรุนแรง
ครังนี เสี ยรักก็ได้รู้ ถึงเสี ยรู้ก็ได้เชาวน์ ทีเฉาฉงน
เ ป น ช า ย ห มิ น ช า ย ต้ อ ง อ า ย ค น จํา จ น จํา จ า ก อ า ลั ย ล า น
(เจ้าพระยาพระคลงั (หน))
ÊÑÅÅÒ»§ ¤¾äÔ ÊÂ
(º·âÈ¡)
คือการกลา่ วข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า การโอดครวญ หรือบทโศกอันว่าด้วย
การจากพรากสิงอันเปนทีรัก การกลา่ วข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลยั รัก
เคยหมอบใกล้ได้กลนิ สุคนธต์ ลบ ละอองอบรสรืนชืนนาสา
สินแผ่นดนิ สินรสสุคนธา วาสนาเราก็สินเหมอื นกลนิ สุคน
(สุนทรภ)ู่
รสวรรณคดสี ั นสกฤต
รสในวรรณคดี นอกจาก 4 รส หลกั แล้วยังแบ่งโดยยึดหลกั
แบบวรรณคดสี ันสกฤตได้อีก 9 รส ดงั มปี รากฏใน ตํารา
นาฏยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมนุ ี ซึงกลา่ วถงึ
คุณสมบัติของตัวละครสันสกฤตทีดวี ่า ต้องประกอบด้วยรส
9 รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภ
ยานกรส พีภตั สรส อัพภตู รส และ ศานติรส
แต่ละรส มรี ายละเอียดดงั นี
ศฤงคารรส
(รสแหง่ ความรัก)
เป็นรสท่กี ล่าวถงึ การซาบซึง้ ในความรกั การรบั ร้คู วามรกั จากตวั ละคร
เปน็ รสวรรณคดที ่เี ด่นทสี่ ุดในรสวรรณคดสี ันสกฤต การได้รับความรักมาจาก
๒ ประเภทคือ ความรกั ของผู้ทอี่ ย่หู ่างกัน (วิประลมั ภะ) และความรัก
ของผทู้ ีไ่ ด้อยดู่ ้วยกนั (สมั โภคะ) ความรักแบบสมั โภคะนั้นมเี หตุของภาวะ
(วิภาวะ) คอื การอยู่กับผทู้ ่ีถกู ตาตอ้ งใจ การอยใู่ นบ้านเรอื นหรือสถานทท่ี ี่
สวยงาม การอยู่ในฤดูกาลทีเ่ อ้อื ตอ่ การแสดงความรกั การแตง่ ตวั งดงาม
การลบู ทาด้วยของหอมและประดบั ด้วยมาลัย การเท่ียวชมสวนหรอื เล่น
สนกุ สนาน การดูหรอื ฟงั สง่ิ ทเ่ี จรญิ หูเจรญิ ตา
ถงึ ไปก็ไมอ่ ยนู่ าน เยาวมาลยอ์ ย่าโศกเศรา้ หมอง
พระจุมพติ ชดิ เชยปรางทอง กรประคองนฤมลขึน้ บนเพลาฯ
( พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัย : อิเหนา )
หาสยรส
(รสแหง่ ความขบขัน)
เปน็ รสทที่ ำใหเ้ กิดความขบขนั สนกุ สนานแบง่ ออกเปน็ ๒ ภาวะคือ
ความขบขนั ทเ่ี กดิ แก่ผูอ้ นื่ และความขบขันท่เี กิดขึ้นแก่ตวั ละครเอง
ซ่ึงสว่ นมากมกั เปน็ ไปเองโดยไมร่ ู้ตัว อนภุ าวะได้แก่การยิม้ หรอื การหัวเราะ
ซ่งึ นาฏยศาสตร์กลา่ วไว้ ๖ ลักษณะคอื ย้มิ นอ้ ย ๆ ไมเ่ ห็นไรฟนั และแย้ม
ปากพอเห็นไรฟนั เป็นลักษณะของคนชัน้ สงู หัวเราะเบา ๆ แฃะหวั เราะเฮฮา
เป็นของคนช้นั กลาง หัวเราะงอหายและหัวเราะจนทอ้ งแข็ง เปน็ ลกั ษณะ
ของสามัญชนทว่ั ไป อาจทำใหผ้ ู้อา่ น ผดู้ ูยิ้มกับหนงั สอื ยิม้ กับภาพทเ่ี ห็น
ถงึ กบั ลมื ทกุ ข์ดับกลุ้มไปชั่วขณะ
ไดย้ ินแวว่ สำเนียงเสียงหมาเห่า คิดวา่ ววั เขา้ ในสวนกลว้ ย
จงึ ออกมาเผยแกลอยูแ่ รร่ วย ตวาดดว้ ยสุรเสยี งสำเนียงนาง
พอเหลอื บเห็นระเด่นลนั ได อรไทผนิ ผันหนั ขา้ ง
ชมอ้ ยชมา้ ยชายเนตรดพู ลาง ชะน้อยฤๅรปู รา่ งราวกบั กลงึ
( พระมหามนตรี (ทรพั ย)์ : ระเดน่ ลนั ได )
กรณุ ารส
(รสแหง่ ความเมตตากรณุ าทเี่ กิด
ภายหลงั ความเศร้าโศก)
เปน็ รสทกี่ ลา่ วถึงความรสู้ ึกสงสาร ความทกุ ข์โศกทเ่ี กิดจากความไมย่ ุตธิ รรม
ความเสือ่ มทรพั ย์ และจากเหตุวบิ ตั ิ โดยอาจมีภาวะเสริม ไดแ้ ก่ความไมแ่ ยแส
ความเหน่อื ยออ่ น ความวติ ก ความโหยหา ความต่ืนตระหนก ความหลง
ความออ่ นเพลยี ความสน้ิ หวงั ความอบั จน ความเฉยชา ความบา้ คลงั่
ความสิน้ สติ ความตาย เปน็ ต้น ทำใหผ้ ูอ้ า่ นรสู้ ึกหดหู่ เห่ยี วแห้ง เกดิ ความเหน็ ใจ
ถงึ กบั น้ำตาไหล พลอยเปน็ ทกุ ข์ เอาใจชว่ ยตวั ละคร สำหรบั คนช้ันสงู และช้ันกลาง
เมอื่ ประสบทุกขโ์ ศกจะตอ้ งกลั้นไวใ้ นใจไมร่ ้องไหค้ ร่ำครวญ นอกจากนนั้ อาจมอี นภุ าวะ
อ่นื เช่น การทอดถอนใจ ทุ่มทอดตวั ตีอกชกหัว ฯลฯหรือมปี ฏิกริ ิยา (สาตตวิ
กภาวะ) เชน่ น่ิงตะลงึ งนั ตวั สั่น สีหนา้ เปลี่ยน นำ้ ตาไหล เสยี งเปลยี่ น
ตวั อยา่ งจาก สภุ าษิตสอนหญงิ ดเู หมือนเปรตเวทนานา่ บดั สี
ทไ่ี มม่ ีภัสดาให้มาดู ”
“ ทรมานภัสดาน่าสงั เวช
ยงั มิหนำซ้ำปา่ วเหล่านารี
รุททรรส
เราทรรส
(รสแห่งความโกรธเคือง)
บทบรรยายหรือพรรณนาทีทําให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจฉุนเฉียว
ขัดเคืองบคุ คลบางคนในเรือง บางทีถงึ กบั ขว้างหนังสือทิง
หรือฉีกตอนนันก็มี เช่น โกรธขุนช้าง โกรธชูชก
(บาลเี รียกรสนีว่า โกธะ)
รสนี เทียบได้กบั รสวรรณคดไี ทยคือ พิโรธวาทัง
เมอื นัน ท้าวกะหมงั กหุ นิงนเรนทร์สูร
ได้ฟงทังสองทูตทูล ให้อาดูรเดอื ดใจดงั ไฟฟา
จึงบัญชาตรัสด้วยขัดเคือง ดูดูเ๋ จ้าเมอื งดาหา
เราอ่อนง้อขอไปในสารา แต่จะว่ารับไว้ก็ไมม่ ี
วรี รส
(รสแห่งความกล้าหาญ)
บทบรรยายหรือพรรณาที ...จะตังหน้าอาสาชิงชัย
ทําให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟงพอใจ มไิ ด้ย่อท้อถอยหลงั
ผลงานและหน้าที สู้ตายไมเ่ สียดายชีวัง
ไม่ดูหมินงาน กว่าจะสิ นชี วังของข้านีฯ
อยากเปนใหญ่
เมอื ได้อ่านบทนีแล้ว บางคนอาจ
อยากรารวย อยากมีชือเสียง จะเลอื ดรักชาติพลุง่ พลา่ นเลยเทียว
เลียนแบบสมเด็จพระนเรศวร
ชอบความมีขัตติมานะของ บนข้างต้นนีเปนตอนทีเจ้าเมอื ง
พระมหาอุปราชา จากเรือง ในปกครองของท้าวกะหมงั กหุ นิง
นันรับปากเปนมนั เปนเหมาะอย่างดี
ลิลิตตะเลงพ่าย ว่าตนยินดรี ่วมรบร่วมต่อสู้อย่างสุด
กาํ ลงั พร้อมจะสู้แม้ตัวจะตายก็ยอม
ภยานกรส
( รสแหง ความกลัว )
เปน บทบรรยายหรอื พรรณนาทีท่ าใหผูอา น ผูฟง ผูดู มอง
เหน็ ทกุ ข เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจรติ เกิดความ
สะดงุ กลัวโรคภยั สัตวรา ย ภตู ผีปศ าจ บางครั้งตองหยุด
อา น รสู ึกขนลกุ ซเู มอ่ื อานเร่อื ง ผีตา งๆ
งิว้ นรกสิบหกองคุลแี หลม ดงั ขวากแซมเสีย้ มแซกแตกไสว
ใครทาํ ชคู ูท านคร้นั บรรลยั กต็ อ งไปปนตน นาขนพอง
(นิราศภเู ขาทอง : พระสุนทรโวหาร (ภ)ู )
พีภัตสรส
(รสแห่งความชัง ความรังเกยี จ)
บทบรรยายหรือพรรณนาทีทําให้ผู้อ่านผู้ดู
ผู้ฟงชังนาหน้าตัวละครบ้างตัว
เพราะจิต(ของตัวละคร)
บ้างเพราะความโหดร้ายของ
ตัวละครบ้างเช่น
นางเทพทองเกลยี ดลูกตัวเอง(ขุนช้าง)
ทีเกดิ มา
มรี ูปร่างหน้าตาอัปลกั ษณ์
นางเทพทองร้องดา่ อ้ายยาจก
ช่างเต้นหยกหยกเหมอื นตลกโขน
ยึดไว้ไมน่ ิงตละลงิ ทโมน
อ้ายผีโลนทีไหนปนใส่ มา
ไมม่ ใี จทีจะใคร่เข้าอุ้มชู
เหมอื นค่างครอกหลอกกดู ูขายหน้า
อัทภูตรส
(รสแหงความพศิ วงประหลาดใจ)
เปน บทบรรยายหรอื พรรณนาทท่ี าใหน ึกแปลกใจ เอะใจอยาง
หนัก ต่ืนเตน นึกไมถ ึงวา เปนไปไดเชน นน้ั หรอื อัศจรรยค าดไม
ถึงในความสามารถ ในความคมคายของคารม ในอุบายหรือ
ในศิลปวทิ ยาคุณ แปลกใจในสุปฏิบัติ (ความประพฤตทิ ่ีดี
งาม)แหงขันติ เมตตา กตัญู อนั ยากยงิ่ ทคี่ นธรรมดาจะทําได
อินทรชติ บดิ เบือนกายิน เหมอื นองคอมรินทร
ทรงคชเอราวณั
ชา งนิมิตฤทธิแรงแข็งขัน เผือกผองผิวพรรณ
สีสังขสะอาดโอฬาร
( บทพากยเ อราวัณ )
ศานติรส
(รสแหงความสงบ)
เปน ชว งการแสดงอุดมคตขิ องเรื่อง เชน ความสงบสุขในแดน
สุขาวดี ในเรอ่ื ง วาสิฏฐี หรือ รสู ึกสมใจ อ่มิ เอมใจ เมือ่ กษตั ริย
ทัง้ หกกลบั มาพรอ มหนา กัน ในเรอื่ งพระมหาเวสสนั ดรชาดก อนั
เปน ผลมุงหมายท้งั ทางโลกและทางธรรม เปนผลใหผอู าน ผูดู ผฟู ง
เกิดความสขุ สงบ ในขณะไดเ ห็นไดฟง ตอนนั้น
คือรูปรสกลิ่นเสียงไมเทย่ี งแท ยอ มเฒา แกเ กิดโรคโศกสงสาร
ความตายหนึง่ พึงใหเหน็ เปน ประธาน หวงั นิพพานพนทุกขสนกุ สบาย
(พระอภยั มณี : พระสุนทรโวหาร (ภ)ู )