นาฏยศิลป์ไทย ในสมัย มั รัต รั นโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัช รั กาลที่ ๑
คำ นำ หนังนัสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) จัดจัทำ ขึ้นขึ้เพื่อให้ผู้ห้ผู้อ่ผู้อ่านได้ ทราบข้อข้มูลเกี่ยวกับกันาฎยศิลป์ไทยในสมัยมัรัตรันโกสินทร์ (รัชรักาลที่ ๑) เช่น พระราชนิพนธ์บธ์ทละคร การแสดงนาฎศิลป์ ในสมัยมัรัชรักาลที่ ๑ และอื่น ๆ คณะผู้จัผู้ดจัทำ หวังวัเป็นอย่างยิ่งว่าหนังนัสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เล่มนี้จนี้ะเป็นประโยชน์สำน์สำหรับรัผู้ที่ผู้ที่สนใจในนาฎยศิลป์ไทย และนำ ไปใช้ใช้ห้เห้กิดผลตามความคาดหวังวั คณะผู้จัผู้ดจัทำ ก
สารบัญ บั เนื้อนื้หา คำ นำ สารบัญบั ชีวประวัติวัติพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตำ ราฟ้อนรำ พระราชนิพนธ์บธ์ทละคร – รามเกียรต์ – อิเหนา – อุรุท – ดาหลังลั บทพระราชนิพนธ์ – นิราศท่าดินแดง การแสดงนาฏศิลป์ – ระบำ เมขลา – รามสูร (รามเกียรต์)ต์ – ระบำ ย่องหงิด (อุณรุท) – รำ แม่บทนารายณ์ (รามเกียรต์)ต์ – ระบำ โคม – ระบำ สี่บท – โขน หน้าน้ ก ข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ข
ป ร ะ วั ติวัติ พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ร โ ม รุ ร า ช า ม ห า จั กจั รี บ ร ม น า ร ถ พ ร ะ พุ ท ธ ย อ ด ฟ้ า จุ ฬ า โ ล ก เ ป็ น พ ร ะ ม ห า ก ษั ตษั ริ ย์ ไย์ ท ย รั ชรั ก า ล ที่ ๑ ใ น ร า ช ว ง ศ์ จั กจั รี เ ส ด็ จ พ ร ะ ร า ช ส ม ภ พ เ มื่ อ วั นวั พุ ธ วั นวั ที่ ๒ ๐ มี น า ค ม พ.ศ. ๒ ๒ ๘ ๐ ป ร า บ ด า ภิ เ ษ ก เ ป็ น ป ฐ ม ก ษั ตษั ริ ย์ แ ย์ ห่ ง ก รุ ง รั ตรั น โ ก สิ น ท ร์ เ มื่ อ วั นวั ที่ ๖ เ ม ษ า ย น พ.ศ. ๒ ๓ ๒ ๕ ข ณ ะ มี พ ร ะ ช น ม า ยุ ไ ด้ ๔ ๕ พ ร ร ษ า แ ล ะ ท ร ง ย้ าย้ ย ร า ช ธ า นี จ า ก ฝั่ ง ธ น บุ รี ม า อ ยู่ ฝั่ ง พ ร ะ น ค ร แ ล ะ โ ป ร ด เ ก ล้ าล้ ฯ ใ ห้ ส ห้ ร้ าร้ ง พ ร ะ บ ร ม ม ห า ร า ช วั งวั เ ป็ น ที่ ป ร ะ ทั บทั พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ ย อ ด ฟ้ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช มี พ ร ะ น า ม เ ดิ ม ว่ า ท อ ง ด้ วด้ ง พ ร ะ อ ง ค์ เค์ ป็ น บุ ต ร ค น ที่ ๔ ข อ ง พ ร ะ อั กอั ษ ร สุ น ท ร ศ า ส ต ร์ ( ท อ ง ดี ) ต่ อ ม า ไ ด้ รัด้ บรั ก า ร ส ถ า ป น า ขึ้ นขึ้ เ ป็ น ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ฐ ม บ ร ม ม ห า ช น ก กั บกั พ ร ะ อั คอั ร ช า ย า ( ห ย ก ) เ มื่ อ เ จ ริ ญ วั ยวั ขึ้ นขึ้ ไ ด้ ถ ด้ ว า ย ตั วตั เ ป็ น ม ห า ด เ ล็ ก ใ น ส ม เ ด็ จ เ จ้ าจ้ ฟ้ า ก ร ม ขุ น พ ร พิ นิ ต ค รั้ นรั้ พ ร ะ ช น ม า ยุ ค ร บ ๒ ๑ พ ร ร ษ า ก็ เ ส ด็ จ อ อ ก ผ น ว ช เ ป็ น ภิ ก ษุ อ ยู่ วั ดวั ม ห า ท ล า ย 1 พ ร ร ษ า แ ล้ วล้ ล า ผ น ว ช เ ข้ าข้ รั บรั ร า ช ก า ร เ ป็ น ม ห า ด เ ล็ ก ห ล ว ง ใ น ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ าจ้ อุ ทุ ม พ ร ดั งดั เ ดิ ม เ มื่ อ พ ร ะ ช น ม า ยุ ไ ด้ ๒ ๕ พ ร ร ษ า พ ร ะ อ ง ค์ เค์ ส ด็ จ อ อ ก ไ ป รั บรั ร า ช ก า ร ที่ เ มื อ ง ร า ช บุ รี ใ น ตำ แ ห น่ ง " ห ล ว ง ย ก ก ร ะ บั ตบั ร " ใ น แ ผ่ น ดิ น ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ที่ นั่ งนั่ สุ ริ ย า ศ น์ อ น์ ม ริ น ท ร์ แ ล ะ ไ ด้ สด้ ม ร ส กั บกั คุ ณ น า ค ธิ ด า ใ น ต ร ะ กู ล เ ศ ร ษ ฐี ม อ ญ ที่ มี ร ก ร า ก อ ยู่ ที่ บ้ าบ้ น อั มอั พ ว า เ มื อ ง ส มุ ท ร ส ง ค ร า ม ๑
ตำ รารำ หรือ ตำ รานาฏยศาสตร์ คือ ตำ ราที่บันบัทึกวิชาความรู้เรู้กี่ยวกับกัการระบำ รำ ฟ้อน เป็นสิ่งที่ช่วย อนุรักรัษ์คุษ์คุณค่าและความรู้ด้รู้าด้นนาฏยศาสตร์ไร์ทยไว้มิว้มิให้เห้สื่อมสูญไปตามกาลเวลา อีกทั้งทั้ยังยัเป็นเสมือน สัญสัลักลัษณ์ขณ์องคัมคัภีร์นร์าฏศิลป์ของไทย ตำ รารำ ที่บรรดาพราหมณ์ไณ์ด้นำด้นำเข้าข้มาถ่ายทอดในประเทศไทย ตั้งตั้แต่สมัยมั โบราณไม่มีต้นต้ฉบับบัหลงเหลืออยู่ ในปัจจุบันบัความรู้ด้รู้าด้นการรำ จึงถูกถ่ายทอดต่อ ๆ กันกัมาผ่านการบอกเล่า จนกระทั่งทั่ในรัชรัสมัยมัพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ไค์ด้ทด้รงดำ ริในแนวทางที่จะทรงฟื้นฟูบ้าบ้นเมืองในด้าด้น ต่างๆ รวมทั้งทั้โขน-ละครหลวง (ละครนางใน) เพื่ออนุรักรัษ์แษ์ละสร้าร้งเสริมศิลปวัฒวันธรรมทางวรรณกรรม พระองค์จึค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าล้ฯ ให้ช่ห้ช่างวาดภาพท่ารำ แบบต่าง ๆ ไว้ ตำ ราภาพท่ารำ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันบัมีอยู่ ๓ ฉบับบัดังดันี้ ตำ ราฟ้อนรำ ฉบับบัภาพเขียนสีฝุ่นในรัชรัสมัยมัพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช สันสันิษฐานว่าน่าจะเป็นตำ รารำ ฉบับบัวังวัหลวง เป็นภาพท่ารำ ประกอบคำ กลอน บอกท่า มีทั้งทั้ภาพการฟ้อนรำ ของเทพบุตรและอัปอัสร บางภาพเป็นภาพการ ฟ้อนรำ ของกินรา กินรี ต้นต้ฉบับบัมีภาพบางส่วนชำ รุดและไม่ครบสมบูรณ์ ฉบับบัหอพระสมุด ฯ หรือฉบับบัภาพลายเส้นส้ที่เขียนขึ้นขึ้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ สมเด็จพระเจ้าจ้บรมวงศ์เศ์ธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ โปรดฯ ให้ช่ห้ช่าง เขียนภาพลายเส้นส้ขึ้นขึ้เพื่อใช้ปช้ระกอบหนังนัสือ “ตำ ราฟ้อนรำ ” เพื่อพิมพ์ พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าจ้น้อน้งยาเธอ เจ้าจ้ฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อิณ์อินทราชัยชัท่ารำ บางภาพใน ตำ รารำ ฉบับบันี้ไนี้ม่สามารถใช้เช้ป็นแม่แบบในการรำ และชื่อท่ารำ บางชื่อมี ความคลาดเคลื่อนจากตำ ราเดิม ฉบับบัภาพเขียนลายเส้นส้รงค์บค์นสมุดไทยดำ เชื่อว่าเป็นตำ รารำ ฉบับบัวังวัหน้าน้ ฝีมือช่างเขียนราวรัชรักาลที่ ๒-๓ พระเจ้าจ้ราชวร วงศ์เศ์ธอ พระองค์เค์จ้าจ้สุดาสวรรค์ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าล้ เจ้าจ้อยู่หัวหั ประทานให้กัห้บกัหอพระสมุดฯ ประกอบด้วด้ยภาพท่ารำ จำ นวน ๖๑ ภาพ ลักลัษณะของภาพเป็นภาพการร่ายรำ ของเทพบุตรและอัปอัสร มีคำ กลอน กำ กับกัและมีความสมบูรณ์มณ์ากกว่าฉบับบัที่ ๑ ๒
รามเกียรติ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเริ่ม พระราชนิพนธ์วธ์รรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นเรื่องยาว เขียนลงสมุดไทยถึง 102 เล่ม จึงจบบริบูรณ์ รามเกียรติ์เติ์ป็น วรรณคดีเรื่องสำ คัญคัของไทย มีต้นต้เค้าค้มาจาก "มหากาพย์ รามยณะ" วรรณคดีเรื่องนี้มีนี้มีหลักลัฐานเก่าแก่เพราะพบใน สมัยมัอยุธยาแต่ยังยัไม่สมบูรณ์ เมื่อรัชรักาลที่ 1 ทรงปราบดา ภิษกขึ้นขึ้ครองราชเป็นต้นต้ราชวงศ์จัศ์กจัรี ตอนนั้นนั้บ้าบ้นเมืองยังยั ระส่ำ ระส่าย หลังลัจากเพิ่งพ้นศึกสงคราม พระองค์จึค์จึงทรง เร่งฟื้นฟูปฏิสังสัขรบ้าบ้นเมืองด้วด้ยการปรับรัปรุงศาสนา กฎ ระเบียบต่าง ๆ ประเพณี และโดยเฉพาะด้าด้นศิลป วัฒวันธรรม พระองค์ทค์รงใช้รช้รณคดีเรื่องรามเกียรติ์เติ์ป็น เครื่องมือในการฟื้นฟู อิเหนา บทละครในเรื่องอิเหนาสำ นวนแรก พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้ เหล่ากวีราช สำ นักนัรวบรวมและแต่งซ่อมบทละครในเรื่องอิเหนาฉบับบั กรุงเก่าพระนิพนธ์ใธ์นเจ้าจ้ฟ้าหญิงมงกุฎ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าล้นภาลัยลัทรงนำ บท ละครในเรื่องอิเหนาฉบับบันี้มนี้าทรงขัดขัเกลาปรับรัปรุงใหม่ ตลอดเรื่อง เพื่อให้เห้หมาะแก่การแสดงละครใน กล่าว กันกัว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าล้นภาลัยลัทรง พระราชนิพนธ์ถึธ์ถึงตอนลึก ส่วนตอนต่อจากนั้นนั้เป็นผล งานของกวีอื่นแต่งต่อเติมภายหลังลับทละครในเรื่อง อิเหนาพระราชนิพนธ์ใธ์นพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศ หล้าล้นภาลัยลันี้ไนี้ด้รัด้บรัยกย่องว่าเป็น “ยอดแห่งบทละคร ใน" พระราชนิพนธ์บ ธ์ ทละคร ๓
อุณรุท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชทรงพระราชนิพนธ์บธ์ทละครในเรื่องอุณ รุท เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๐ พระราชนิพนธ์บธ์ทละครเรื่อง นี้มีนี้มีเสน่ห์ทั้ห์งทั้ด้าด้นเนื้อนื้หา รูปแบบคําประพันธ์ กลวิธีการเล่าเร่ือง การใช้คํช้คําเพ่ือความไพเราะ ของเสียงและคํา รวมทั้งทั้การใช้คํช้คําจินตภาพใน การสื่อภาพ ความคมคายของความเปรียบ การ ศึกษาครั้งรั้นี้ทํนี้ทําให้เห้ห็นคุณค่า ของพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่องอุณรุทในด้าด้นวรรณคดีและ วรรณศิลป์ ด้าด้นวัฒวันธรรมประเพณีไทย และ ด้าด้นจริยธรรม ดาหลังลั เรื่องดาหลังลัหรือ “อิเหนาใหญ่” มีขึ้นขึ้ครั้งรั้แรก ในสมัยมัอยุธยาตอนปลาย ดาหลังลัและเรื่อง อิเหนาเป็นพระนิพนธ์ขธ์องพระราชธิดา ๒ พระองค์ใค์นสมเด็จพระเจ้าจ้อยู่หัวหับรมโกศ โดย ทรงพระนิพนธ์ขึ้ธ์ขึ้นขึ้เป็น บทละครสาหรับรัใช้เช้ล่น ละครในอันอัเป็นละครของพระมหากษัตษัริย์ ในสมัยมัรัตรันโกสินทร์ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระ ราชนิพนธ์บธ์ทละครเรื่องดาหลังลัเพื่อทรง ฟื้นฟูเรื่องนี้ขึ้นี้ขึ้นขึ้อีกครั้งรั้เรื่องดาหลังลัพระราช นิพนธ์ขธ์องรัชรักาลที่ ๑ พิมพ์เผยแพร่ครั้งรั้แรก ในสมัยมัรัชรักาลที่ ๕ และเป็นเรื่องดาหลังลัฉบับบั หลักลัที่เป็นที่รู้จัรู้กจัมาจนถึงปัจจุบันบั ๔
เนื้อนื้เรื่องย่อ บทพระราชนิพนธ์เธ์พลงยาวนิราศนี้คนี้ร่ำ ครวญแสดงความอาลัยลัตามขนบ นิราศ ตามเส้นส้ทางเสด็จพระราชดำ เนินในการสงครามโดยชลมารค และเดินเท้าท้ต่อ จนถึงด่านท่าขนุน ตั้งตั้ค่ายตามเชิงเขา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าล้ฯ ให้ทห้หารทั้งทั้ลาว มอญ เขมร และไทยโจมตีทัพทัพม่าที่ท่าดินแดง ทหารเข้าข้รบพุ่ง เป็นเวลาสามวันวัทัพทัพม่าก็แตกพ่าย ทหารพม่าล้มล้ตายเป็นจำ นวนมาก ทรงให้ ติดตามพม่าที่หลบหนีไปจนถึงลำ น้ำ แม่กษัตษัริย์ การสงครามที่ท่าดินแดงจึงยุติลง บทพระราชนิพนธ์ ๕ นิราศท่าดินแดง หรือ กลอนเพลงยาว นิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง เป็นกลอน เพลงยาวประเภทนิราศ พระราชนิพนธ์ใธ์น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ทรงพระราชนิพนธ์วธ์รรณกรรม เรื่องนี้ขึ้นี้ขึ้นขึ้เมื่อคราวเสด็จกรีธาทัพทัหลวง พร้อร้มด้วด้ยสมเด็จพระบวรราชเจ้าจ้มหาสุร สิงหนาท ไปตีพม่าที่ท่าดินแดง ปลายลําน้ําน้ํ ไทรโยค เมืองกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙ หลังลัจากที่พม่าพ่ายแพ้ไทยในสงครามเก้าก้ ทัพทัพ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าจ้ปดุง กษัตษัริย์พย์ม่า ยกทัพทั ใหญ่เข้าข้มาทางด่านเจดีย์สย์ามองค์ เพื่อตีเมืองไทยอีกครั้งรั้พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงยก ทัพทัหลวงจากกรุงเทพฯ ไปรับรัศึกพม่า
การแสดงนาฏศิลป์ เมขลา-รามสูรสู เป็นป็ตำ นานเทพนิยนิายของไทยที่มีมมีาแต่โบราณเกี่ยวกับความเชื่อชื่ปรากฏการณ์ ทาง ธรรมชาติ ได้แด้ก่ ฟ้าฟ้แลบ ฟ้าฟ้ร้อร้ง ฟ้าฟ้ผ่าผ่อันเกิดจากนางเมขลา เทพธิดธิารักรัษาสมุทร มีหมีน้าน้ ที่คอยช่วช่ยเหลือผู้คผู้ นในท้องทะเล ครั้นรั้ถึงวสันสัตฤดูฝูดู ฝูงเทพบุตร เทพธิดธิา ต่างพากันออก จากวิมวิาน มาชุมนุมนุเล่นนักนัษัตร จับจัระบำ รำ ฟ้อฟ้นร่วร่มร้อร้งรำ อย่าย่งสำ ราญ พระอรชุนมเหสักสั ข-เทวราช อยู่วิยู่มวิานเขาจักจัรวาล มีพมีระขรรค์เป็นป็อาวุธประจำ กาย ก็ออกมาร่วร่มเล่นสนุกนุด้วด้ย เมขลามีแมีก้วมณีปณีระจำ กาย ก็มาร่วร่มขับขัร้อร้งเพลงและโยนแก้วมณีเณีล่นเป็นป็แสงแวววับวั ใน ขณะเดียดีวกันนั้นนั้รามสูรสูซึ่งซึ่เป็นป็อสูรสูเทพบุตรเหาะผ่าผ่นมาเห็นห็นางเมขลาโยนแก้วมณีมีณีแมีสง แพรวพรายสวยงาม ก็อยากได้ดด้วงแก้วนั้นนั้จึงจึขอดวงแก้ว แต่นางเมขลาไม่ยม่อมให้ และ โยนดวงแก้วล่ออยู่ไยู่ ปมา รามสูรสูโกรธจึงจึขว้าว้งขวานเพชรไปยังยันางเมขลา ทำ ให้เห้กิดเสียสีง กัมปนาทหวาดไหว ทางนาฏศิลปของไทยโบราณ นำ เอามาจัดจัทำ เป็นป็ระบำ เรื่อรื่งสำ หรับรัเล่นเบิกบิ โรง บรรจุ ท่ารำ ในเรื่อรื่งนี้ในี้ ห้เห้ห็นห็ ได้เด้ด่นด่เช่นช่ท่าแสดงความรื่นรื่เริงริสนุกนุสนาน ท่ายั่วยั่ยวน ท่ารักรัท่า ดีใดีจ ท่าโกรธเคืองขัดขัแค้น ท่าโลดไล่ติดตามด้วด้ยความรักรัและความโกรธ เหล่านี้เ นี้ป็นป็ต้น ล้วนมีลีมี ลีาอันงดงามแบบนาฏศิลปของไทย และแทรกเพลงขับขัร้อร้งกับเพลงดนตรีเรีข้าข้ ประกอบให้ฟัห้งฟั ไพเราะ นิยนิมกันว่าว่ระบำ เรื่อรื่งเมขลารามสูรสูนี้เ นี้ป็นป็นาฏศิลปชั้นชั้เยี่ย ยี่ มชนิดนิหนึ่งนึ่ ของไทย เคยมีบมีทขับขัร้อร้งที่ปรับรั ปรุงรุตัดทอนมาจากพระราชนิพนินธ์เธ์รื่อรื่งรามเกียรติ์ สำ นวนรัชรักาลที่ ๑ ส่วส่นเพลงดนตรีปรีระกอบระบำ เป็นป็เพลงหน้าน้พาทย์ที่ย์ ที่ สมเด็จด็เจ้าจ้ฟ้าฟ้ฯ กรมหลวงนครราชสีมสีาทรงบรรจุไว้แว้ต่เดิมดิ รูปรูแบบและลักษณะการแสดง เมขลา-รามสูรสูเป็นป็การรำ ที่มีมมีาแต่โบราณ เดิมดิ ใช้สำช้สำหรับรัรำ เบิกบิ โรงก่อนการแสดง เรื่อรื่งใหญ่ ปรมาจารย์ด้ย์าด้นนาฏศิลป์ไป์ทย ได้คิด้ คิดประดิษดิฐ์กฐ์ระบวนท่ารำ ให้มีห้คมีวามงดงาม ใน การไล่ติดตาม ลักษณะการแสดง ท่าทางที่สื่อสื่ถึงอารมณ์ต่ณ์ ต่าง ๆ เช่นช่ท่ายั่วยั่ยวน ท่าหลอก ล่อ ท่ารักรัท่าดีใดีจของนางเมขลา ท่าโลดไล่ติดตามด้วด้ยความรักรัและความโกรธของรามสูรสู เข้าข้กับเพลงร้อร้งและเพลงดนตรี อันมีลีมี ลีางดงามตามแบบนาฏศิลป์ไป์ทย การรำ แบ่งบ่เป็นป็ขั้นขั้ตอนต่าง ๆ ได้ดัด้งดันี้ ขั้นขั้ตอนที่ 1 เมขลารำ ออกหนีรนีามสูรสูไปซ่อซ่นตัวอยู่ใยู่นกลีบเมฆ ขั้นขั้ตอนที่ 2 รามสูรสูออกติดตามค้นหาพบเมขลา ขั้นขั้ตอนที่ 3 เมขลาโยนแก้วหลอกล่อรามสูรสูโกรธขว้าว้งขวานแล้วไล่ติดตามนางไป เครื่อรื่งแต่งกาย รามสูรสูแต่งยืนยืเครื่อรื่งสีเสีขียขีวแขนยาว สวมศีรษะยอดกาบไผ่ เมขลา แต่งยืนยืเครื่อรื่งนางสีน้ำสีน้ำเงิน สวมเสื้อสื้ ในนางแขนยาวสีนำสีนำเงิน เครื่อรื่งประดับดัศีรษะ สวมมงกุฎกุนาง ๖
ระบำ ย่องหงิด(อุณรุท) ความเป็นมา ระบำ ย่องหงิดเป็นการแสดงที่อยู่ในละคร เรื่องอุณรุท ตอนศุภลักลัษณ์วณ์าด รูป เนื้อนื้เรื่องมีอยู่ว่า พระอุณรุทกษัตษัริย์แย์ห่งนครณรงกา ได้เด้สด็จประพาสป่ากับกั พระนางศรีสุดาชายา เมื่อนางศรีสุุดาทอดพระเนตรเห็นกวางทองก็นึกอยากได้ จึง ทูลอ้ออ้นวอนให้พห้ระอุณรุทตามจับจัพระอุณรุทติดตามกวางทองมาในป่าจนพลัดลักับกั พระชายา และไพร่พล ก็แบ่งพวกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชิญนางศรีสุดากลับลั เมือง อีกฝ่ายติดตามพระอุณรุท เดินทางมาพบพระอุณรุทใต้ต้ต้นต้ ไทร ในราตรีพระ ไทรเทพารักรัษ์จึษ์จึงสนองการบวงทรวงด้วด้ยการอุ้มอุ้พระอุณรุทไปสู่ห้อห้งนางอุษา ธิดา ท้าท้วกรุงพาณเมืองรัตรันา แต่ร่ายมนต์ผูต์ผูกปากเสียทั้งทั้สองฝ่ายมิให้สห้นทนากันกัได้ พอ ใกล้สล้ว่าง ก็อุ้มอุ้พระอุณรุทกลับลัมาที่เดิม รุ่งเช้าช้ต่างฝ่ายต่างคลั่งลั่ไคล้หล้ลงใหล พระอุ ณรุทเดินทางกลับลัเข้าข้เมือง ฝ่ายนางอุษาตื่นบรรทมไม่พบพระอุณรุทก็เศร้าร้โสก เสียใจเป็นยิ่งนักนันางศุภลักลัษณ์พี่ณ์ พี่เลี้ยลี้งจึงทูลอาสาเที่ยวเดินทางออกไปวาดรูปชาย หนุ่มทั่วทั่ทุกแห่ง ตลอดจนชั้นชั้ฟ้า เทพเจ้าจ้ทั้งทั้หลาย และได้พด้บกับกัเทพบุตร นางฟ้า กำ ลังลัฟ้อนรำ กันกัอยู่ รูปแบบ และลักลัษณะการแสดง ระบำ ย่องหงิดเป็นระบำ ที่มีกระบวนท่ารำ ที่งดงาม และมีการแปรแถวที่สอด ประสานกันกัได้อด้ย่างกลมกลืนตามรูปแบบนาฏศิลป์ไทย ท่วงท่าต่าง ๆ มีลีลางดงาม ตามคำ ร้อร้ง และทำ นองเพลง ลักลัษณะการแสดงเป็นการรำ เป็นหมู่คู่ ๆ ระหว่างพระ กับกันาง การรำ แบ่งเป็นขั้นขั้ตอนต่าง ๆ ได้ดัด้งดันี้ ขั้นขั้ตอนที่ ๑ รำ ออกตามทำ นองเพลงรัวรั ขั้นขั้ตอนที่ ๒ รำ ตามบทร้อร้งในเพลงย่องหงิด ขั้นขั้ตอนที่ ๓ รำ เข้าข้ตามทำ นองเพลงตะเขิ่ง ดนตรีและเพลงที่ใช้ปช้ระกอบการแสดง ใช้วช้งปี่พาทย์ไย์ม้นม้วม เพลงที่ใช้บช้รรเลงประกอบการแสดง ได้แด้ก่ เพลงรัวรัเพลง ย่องหงิด เพลงตะเขิ่ง และเพลงเจ้าจ้เซ็น โอกาสที่ใช้แช้สดง ใช้ปช้ระกอบการแสดงละครใน เรื่องอุณรุท ตอนศุภลักลัษณ์วณ์าดรูป และเผยแพร่ให้ ประชาชนรับรัชม ๗
รำ แม่บทนางนารายณ์ รำ แม่บท คือ การแสดงที่เป็นแม่แบบของกระบวนท่า ในการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่ สืบทอดกันกัมาแต่โบราณ ตั้งตั้แต่สมัยมักรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยมัรัตรันโกสินทร์ รำ แม่บท หรือที่รู้จัรู้กจักันกัทั่วทั่ไปเรียกว่า แม่บทนางนารายณ์ ปรากฏอยู่ใน ระบำ เบิกโรงชุด นารายณ์ปณ์ราบนนทก ในปี 2498 กรมศิลปากรได้เด้ชิญ ท่านผู้หผู้ญิงแผ้วผ้สนิทวงศ์เศ์สนีมาเป็นผู้เผู้ชี่ยวชาญ ด้าด้นนาฏศิลป์ไทย ซึ่งท่านได้ เรียบเรียงและประดิษฐ์ท่ฐ์ ท่ารำ ประกอบ บทร้อร้งรำ แม่บทเล็กขึ้นขึ้แต่ยังยัคงรูปแบบ มาตรฐานไว้ ใช้ทำช้ทำนองเพลงชมตลาด มีลีลาเอื้ออื้นช้าช้นุ่มนวลและ อ่อนช้อช้ย ผู้ฝึผู้ฝึก นาฏศิลป์จะต้อต้งฝึกรำ ให้คห้ล่องแคล่ว ชำ นาญเพื่อเป็นพื้นฐานในการรำ เพลงอื่นๆ ต่อไป โดยทั่วทั่ไปท่ารำ อย่างย่อ ในรำ แม่บทเล็กนั้นนั้มี 18 ท่า ดังดันี้ 1. เทพนม 2. ปฐม 3. พรหมสี่หน้าน้ 4. สอดสร้อร้ยมาลา 5. กวางเดินดง 6. หงส์บิส์ บิน 7. กินรินเลียบถ้ำ 8. ช้าช้นางนอน 9. ภมรเคล้าล้ 10. แขกเต้าต้ 11. ผาลาเพียงไหล่ 12. เมขลาล่อแก้วก้ 13. มยุเรศฟ้อน 14. ลมพัดยอดตอง 15. พรหมนิมิต 16. พิสมัยมัเรียงหมอน 17. มัจมัฉาชมสาคร 18. พระสี่กรขว้าว้งจักจัร การแต่งกาย ผู้แผู้สดงแต่งกายยืนเครื่องพระ – นาง เครื่องดนตรีที่ใช้ปช้ระกอบการรำ แม่บทเล็ก วงดนตรีประกอบการแสดง คือ วงปี่พาทย์เย์ป็นวงดนตรีที่ผสมด้วด้ยเครื่องตีและ เครื่องเป่า แบ่งได้เด้ป็น 3 ขนาด คือ 1. วงปี่พาทย์เย์ครื่องห้าห้ 2. วงปี่พาทย์เย์ครื่องคู่ 3. วงปี่พาทย์เย์ครื่องใหญ่ ๘
ระบำ โคม นายชัยชัวัฒวัน์ ทองศักศัดิ์ ได้กด้ล่าวถึงหลักลัฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัยทัหลักลั ที่ ๑ จารึกของพ่อขุนรามคำ แหงมหาราช ตอนที่กล่าวถึงประเพณีการทอดกฐิน เนื่องในเทศกาลออกพรรษาว่า “......เมื่อออกพรรษา กรานกฐินเดือนหนึ่งจึ่งแล้วล้ เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ยบี้พนมหมากมีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งนั่หมอนนอน บริพาร กฐินโอยทานแล่ปีแล้ญิล้ ญิบล้าล้นไปสวดกฐินถึงอรัญรัญิกพู้น เมื่อจักจัเข้าข้มาเวียงเรียง กันกัแต่อรัญรัญิกพู้นเท้าท้หัวหัลาน ดํบงดํกลองด้วด้ยเสียงพาทย์เย์สียงพิน เสียงเลื่อน เสียงขับขั ใครจักจัมักมัเล่น เล่น ใครจักจัมักมัหัวหัหัวหั ใครจักจัมักมัเลื่อน เลื่อน เมืองสุโขทัยทันี้มีนี้มีสี่ ปากประตูหลวง เทียนย่อมคนเสียดกันกัเข้าข้มาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมือง สุโขทัยทันี้มีนี้มีดังดัจักจัแตก” เมื่อหมดเทศกาลกฐินแล้วล้ในกลางเดือนของเดือนสิบสองจะมีประเพณีลอย กระทงในสมัยมัสุโขทัยทัเรียกว่า “พิธีจองเปรียง – ลอยประทีป” สำ หรับรัการทำ โคมชักชั โคมแขวน ในปัจจุบันบัท่านอาจารย์ทย์องเจือสืบชมภู ได้ กล่าวไว้ว่ว้ว่า โคมแต่ละโคม ต้อต้งใช้รช้ะยะเวลาทำ ประมาณ ๒-๓ เดือน จึงจะสำ เร็จโดย การนำ เอาเมล็ดพันธุ์พืธุ์ พืชเม็ดเล็ก ๆ ได้แด้ก่ เม็ดมะกล่ำ ตาหนู, ข้าข้วฟ่างสีส้มส้ขาว ดำ เหลือง, ข้าข้วเปลือกนก, งาขาว ดำ แดง เทา ถั่วถั่เขียว, เข็มหมุด, เมล็ดผักผักาด, เมล็ด ข้าข้วเหนียว, เมล็ดผักผัชี, เปลือกไข่, เปลือกไหม, ใบลาน, ดอกตะแบก, ดอกบานไม่รู้ โรย, ทราย,เชือกผักผัตบชวา, ไหมญี่ปุ่น, ดวงไฟ, กระดาษแข็ง, ไม้ไม้ผ่, ไม้อัม้ดอั, กระดาษสา, เชือก, เส้นส้ด้าด้ย และอื่น ๆ มาร้อร้ยเรียง แต่งแต้มต้ให้เห้ป็นโคมชักชั โคมแขวน แต่ละเสี้ยสี้วของโคมต้อต้งใช้ ความประณีต ความอดทน และความพยายามอย่างมาก เพื่อให้สห้มกับกัความวิจิตร ๙
ระบำ สี่บท ระบำ สี่บทเป็นระบำ ที่เก่าแก่ชุดหนึ่ง มีบทร้อร้งด้วด้ยกันกั๔ บท แต่ละบทจะแตกต่าง กันกัทั้งทั้เนื้อนื้ร้อร้ง ท่วงทำ นอง และจังจัหวะเพลง ได้แด้ก่ เพลงพระทอง เพลงเบ้าบ้หลุด เพลงสระบุหร่ง และเพลงบหลิ่ม เนื้อนื้ร้อร้งมีลักลัษณะเชิงเกี้ยกี้วพาราสี สันสันิษฐานว่า ระบำ สี่บทนี้มีนี้มีาตั้งตั้แต่สมัยมัสุโขทัยทัแต่ไม่มีหลักลัฐานใดปรากฏแน่ชัดชัจะเห็นได้จด้ากบท ละครจับจัระบำ พระราชนิพนธ์รัธ์ชรักาลที่ ๑ นั้นนั้จะมีบทร้อร้งเพียง ๒ บทเท่านั้นนั้ซึ่งขึ้นขึ้ต้นต้ ด้วด้ยเพลงสระบุหร่งและตามด้วด้ยเพลงพระทอง ครั้นรั้ต่อมาในสมัยมัรัชรักาลที่ ๒ พระองค์ไค์ด้ทด้รงพระราชนิพนธ์บธ์ทร้อร้งเพิ่มขึ้นขึ้อีก ๒ บท คือ บทร้อร้งในเพลงเบ้าบ้หลุด และบทร้อร้งในเพลงบหลิ่ม อีกทั้งทั้ทรงกำ หนดให้ร้ห้อร้งเพลงพระทองเป็นอันอัดับดัหนึ่ง แล้วล้ตามด้วด้ยเพลงเบ้าบ้หลุด เพลงสระบุหร่ง และเพลงบหลิ่มตามลำ ดับดั โดยถือเป็น แบบฉบับบัมาจนถึงปัจจุบันบั ลักลัษณะการแสดง คือ แสดงได้ตั้ด้งตั้แต่ ๒ คนขึ้นขึ้ไป ผู้แผู้สดงมีทั้งทั้ฝ่ายตัวตัพระ และ ฝ่ายตัวตันาง ใช้ท่ช้ท่ารำ พื้นฐานหรือท่าฝึกหัดหัเบื้อบื้งต้นต้และท่านาฏยศัพศัท์เท์ป็นท่าหลักลั ผสมผสานกับกัลีลาการเคลื่อนไหวด้วด้ยการใช้ท่ช้ท่าเชื่อมจากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่ง ใช้วช้ง ปี่พาทย์ปย์ระกอบการแสดง ออกด้วด้ยเพลงโคมเวียน แล้วล้นักนัร้อร้ง ร้อร้งเนื้อนื้เพลงตาม ท่วงทำ นองจังจัหวะที่กำ หนด จบด้วด้ยเพลงช้าช้-เร็วระบำ แต่งกายด้วด้ยเครื่องแต่งกาย ที่เรียกว่า ยืนเครื่อง สถานภาพปัจจุบันบัมีทั้งทั้ที่ยังยัคงอนุรักรัษ์ไษ์ว้ทั้ว้งทั้บทร้อร้ง ท่ารำ ที่เป็นมาตรฐาน แต่ บางครั้งรั้จะใช้แช้สดงเพียง ๒ บท คือบทในเพลงพระทอง และเพลงเบ้าบ้หลุดเท่านั้นนั้ สำ หรับรัในการแสดงโขน ชุด “นารายณ์ปณ์ราบนนทุก” ของสำ นักนัการสังสัคีต กรม ศิลปากร ปัจจุบันบัจะใช้เช้พียงบทเดียวในเพลงพระทอง แล้วล้ตัดตัเหลือ ๔ คำ กลอน ๒ คำ กลอนแรกใช้เช้พลงพระทอง อีก ๒ คำ กลอนหลังลัใช้เช้พลงเบ้าบ้หลุด แล้วล้จบด้วด้ย เพลงเร็วบ้าบ้ง เพลงเร็ว ลา บ้าบ้ง ๑๐
โขน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้าร้งกรุงรัตรันโกสินทร์ เป็นราชธานีและ เสด็จ ขึ้นขึ้เถลิงถวัลวัย ราชสมบัติบัติแล้วล้ทรงฟื้นฟู ศิลปวัฒวันธรรม ุกด้าด้น สำ หรับรัการแสดงโขนนั้นนั้พระราช มาน พระบรมราชานุญาต ให้เห้จ้าจ้นาย และขุนนางผู้ใผู้หญ่ หัดหั โขนได้ โดยไม่ทรงห้าห้มปราม เพราะฉะนั้นนั้เจ้าจ้ นายและข้าข้ราชการชั้นชั้ผู้ใผู้หญ่ จึงได้ฝึด้ฝึกหัดหั โขน เพื่อประดับดัเกียรติของตน การแสดงโขนจึงแพร่หลาย กว้าว้ง ขวางขึ้นขึ้นอกจากนี้ยัี้งยัโปรดให้ นักนั ปราชญ์รญ์าชบัณบัฑิต ช่วยกันกัแต่งบทละคร เรื่องรามเกียรติ์ สำ หรับรัใช้เช้ป็น บทแสดงโขนละคร โดยพระองค์ทค์รงตรวจตราแก้ไก้ข ครั้นรั้ถึงสมัยมัรัชรักาลที่ ๒ ก็ทรง พระราชนิพนธ์ บท ละครเรื่อง รามเกียรติ์ขึ้ติ์ขึ้นขึ้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีเรื่องราวและคำ กลอนกระชับชัขึ้นขึ้เหมาะ ในการใช้บช้ทสำ หรับรั แสดงโขนละคร โขนในยุคต้นต้รัตรันโกสินทร์เร์จริญรุ่งเรือง เพราะเจ้าจ้นายหลายองค และขุนนางหลายท่าน ให้กห้าร สนับนัสนุน โดยให้มีห้มีการหัดหั โขน อยู่ในสำ นักนัของตน เช่น โขนของกรมพระพิทักทัษ์เษ์ทเวศร์ (ต้นต้สกุลกุญชร) โขนของ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งนั่เกล้าล้เจ้าจ้อยู่หัวหั) โขนของ พระเจ้าจ้พระยา บดินทร์เร์ดชา และโขนของเจ้าจ้พระนคร (น้อน้ย ) เป็นต้นต้เมื่อเกิดมีโขนขึ้นขึ้หลายโรง หลายคณะ แต่ละโรง แต่ละคณะ ก็คงจะประกวดประชันชักันกัเป็นเหตุให้ศิห้ศิลปะการแสดงโขน ในสมัยมันั้นนั้เจริญแพร่หลาย เป็นที่ นิยมของ ประชาชนทั่วทั่ไป โขนของเจ้าจ้นายและขุนนางดังดักล่าวนี้ เรียกว่า “โขนบรรดาศักศัดิ์”ดิ์ ประเภทของโขน โขนเป็นการแสดงที่ได้รัด้บรัความนิยมมาโดยตลอด ตั้งตั้แต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันบัมักมันิยมแสดงเป็นมหกรรม บูชาเจ้าจ้นายชั้นชั้สูงเช่น แสดงในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระศพ แสดงเป็นมหรสพสมโภชเช่น ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และแสดงเป็นมหรสพเพื่อความบันบัเทิงในโอกาสทั่วทั่ๆ ไป นิยมแสดง เพียง 3 ประเภทคือ โขนกลางแปลง โขนหน้าน้จอและโขนฉาก สำ หรับรั โขนนั่งนั่ราวหรือโขนโรงนอกไม่นิยมจัดจั แสดง เนื่องจากเป็นการแสดงโขนที่มีแต่บทพากย์แย์ละบทเจรจาเท่านั้นนั้ ไม่มีบทร้อร้ง ใช้รช้าวไม้กม้ระบอกแทน เตียงสำ หรับรันั่งนั่และโขนโรงในซึ่งเป็นศิลปะที่โขนหน้าน้จอนำ ไปแสดง แต่เดิมไม่มีองค์ปค์ระกอบจำ นวนมาก ต่อมาภายหลังลัเมื่อมีความต้อต้งการในการแสดงมากขึ้นขึ้ โขนจึงมีวิวัฒวันาการพัฒนาเป็นลำ ดับดัแบ่งเป็น 5 ประเภทคือ โขนกลางแปลง โขนนั่งนั่ราว โขนโรงใน โขนหน้าน้จอ โขนฉาก โขนนอกตำ รา นอกจากประเภทของโขนต่าง ๆ ทั้งทั้ 4 ประเภทแล้วล้ยังยัมีการแสดงโขนนอกตำ ราที่ทางกรมศิลปากรไม่จัดจั ให้รห้วมอยู่ในประเภทของโขน ได้แด้ก่ 1. โขนสด 2.โขนหน้าน้ไฟ 3.โขนนอนโรง 4.โขนชักชัรอก ๑๑
สมาชิก นายศรัณรัยภัทภัร มัธมัยมพงศ์ เลขที่ 7 นางสาวธาราทิพย์ แก้วก้ศรี เลขที่ 21 นางสาวปวริศา ชดช้อช้ย เลขที่ 22 นางสาวพิชามญชุ์ ทองใส เลขที่ 32 นางสาวภณิดา ไชยศรี เลขที่ 33 ม.6/14