แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเลื่อนระดับ
กรณีเจ้าหน้าที่ถูกลงโทษทางวินัย
ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัด อบต. ระดับ 5 ตามแนวทางการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงาน
ผ่านการประเมินเพื่อเลื่อนเป็นระดับ 6 ตั้งแต่ ส่วนท้องถิ่นฯ ถ้าถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่า
วันที่ 2 ต.ค. 2547 ต่อมาวันที่ 26 ต.ค. 2547 โทษภาคทัณฑ์ ให้งดการเลื่อนขั้น ถ้าเป็นเช่นนี้
ผู้ฟ้องคดีถูกนายก อบต. สั่งลงโทษทางวินัย ก.อบต.จังหวัดจะนำเอามติที่ให้เพิ่ มโทษผู้ฟ้องคดี
โดยให้ว่ากล่าวตักเตือน หลังจากนั้น วันที่ 23 เป็นตัดเงินเดือนซึ่งต้นสังกัดยังไม่ออกคำสั่ง
พ.ค. 2549 ก.อบต.จังหวัด มีมติให้เพิ่มโทษ ลงโทษ มาเป็นเหตุในการไม่พิจารณาเลื่อนระดับ
ผู้ฟ้องคดีเป็นลงโทษตัดเงินเดือน
ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ได้หรือไม่?
คำพิ พากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 40/2564
ขณะที่ผู้ฟ้องคดีขอเลื่อนระดับจากปลัด อบต. ระดับ 5 เป็นระดับ 6 ผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษทางวินัยเพียงว่ากล่าวตักเตือน
แต่ ก.อบต.จังหวัด กลับนำเรื่องการลงโทษทางวินัยเพิ่มเติม ที่ยังไม่ได้ออกคำสั่งมาใช้เป็นข้อเท็จจริงสั่งไม่เลื่อนระดับแก่
ผู้ฟ้องคดีอันไม่เป็นไปตามแนวการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น กรณีเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย เมื่อผู้ฟ้องคดี
ผ่านการประเมินเพื่อเลื่อนเป็นระดับ 6 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2547 สิทธิของผู้ฟ้องคดีในการเลื่อนระดับจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันดังกล่าว
การที่ ก.อบต.จังหวัด ไม่พิจารณาเลื่อนระดับให้ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมติดังกล่าวไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลทำให้สิทธิในการเลื่อนระดับของผู้ฟ้องคดีที่บริบูรณ์มาแล้วต้องระงับไปแต่ประการใด ก.อบต.จังหวัด
จะต้องมีมติคืนสิทธิในการเลื่อนเป็นระดับ 6 ของผู้ฟ้องคดีโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2547 เป็นต้นไป แล้วแจ้งมติการคืน
สิทธิดังกล่าวต่อนายก อบต. เพื่อมีคำสั่งเลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดีโดยให้มีผลย้อนหลัง
ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2547
แนวทางปฏิบัติราชการ
จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด
สรุป : มติเห็นชอบให้ลงโทษตัดเงินเดือนถือเป็นการลงโทษ
ทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ ไม่สามารถทำให้มีผล
ย้อนหลังไปถึงการเลื่อนระดับที่เสร็จสมบูรณ์ไป
คำพิ พากษา สรุปแนวปฏิบัติ
แนวทางปฏิบตั ิราชการจากคาวนิ จิ ฉยั ของศาลปกครองสงู สดุ
Q: A:
ผูร้ บั เหมาทางานเสร็จบางสว่ น ได้ !!!!!
มีสิทธิเรียกร้องให้ราชการจา่ ย
ค่าการงานท่ีเสรจ็ บางส่วนนัน้
ได้หรอื ไม?่
ขอ้ เท็จจรงิ เหตผุ ล
ผรู้ ับเหมำทำสัญญำจำ้ งก่อสร้ำงโครงกำรส่งเสริม เมื่ออำเภอ ก. ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญำกับ
กำรท่องเที่ยวกบั อำเภอ ก. แตป่ รำกฏว่ำ ผู้รับเหมำทำงำน ผ้รู บั เหมำแล้ว มำตรำ 391 แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและ
เสร็จเพียงบำงส่วน โดยไม่สำมำรถกอ่ สรำ้ งตำมโครงกำรให้ พำณิชย์ ระบุให้คู่สัญญำแต่ละฝ่ำยจะต้องให้อีกฝ่ำยได้
แล้วเสร็จทั้งหมดภำยในเวลำที่กำหนดได้ อำเภอ ก. จึงมี กลบั คืนสู่ฐำนะเดมิ และหำกมสี ว่ นกำรงำนท่ไี ดท้ ำไป ก็ให้ใช้
หนังสือบอกเลิกสัญญำและพิจำรณำให้ผู้รับเหมำเป็น เงนิ ตำมควรค่ำแกก่ ำรนน้ั ๆ
ผ้ทู ิง้ งำน
ดังน้ัน เม่ือผู้รับเหมำได้ดำเนินกำรก่อสร้ำงตำม
ผู้รับเหมำเห็นว่ำ ตนเองไม่ใช่ฝ่ำยผิดสัญญำ สญั ญำเสรจ็ ไปบำงสว่ นและจังหวัด อ. เจ้ำของโครงกำรได้
อำเภอ ก. บอกเลิกสัญญำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมำย ทำให้ ประโยชนจ์ ำกงำนทเี่ สรจ็ บำงส่วนนัน้ อำเภอ ก. จึงต้องชำระ
ต น เ อ ง ไ ด้ รั บ ค ว ำ ม เ สี ย ห ำ ย เ ป็ น ค่ ำ จ้ ำ ง ท่ี ไ ด้ ด ำ เ นิ น ก ำ ร ค่ำแห่งกำรงำนในส่วนที่เสร็จให้แก่ผู้รับเหมำ โดยคำนวณ
ก่อสรำ้ งเสรจ็ แลว้ บำงส่วน จงึ นำคดมี ำฟ้องตอ่ ศำลปกครอง จำกคำ่ กำรงำนและค่ำวัสดุท่ดี ำเนินกำรไปจรงิ ตำมสัญญำ
แนวทางปฏิบัตริ าชการจากคาวนิ จิ ฉัย
เม่ือผู้ว่าจ้างไดใ้ ช้สิทธบิ อกเลิกสญั ญากบั ผู้รับจา้ งแล้ว
คู่สญั ญาแต่ละฝ่ายจะต้องให้อกี ฝา่ ยไดก้ ลบั คืนสฐู่ านะเดมิ
แม้วา่ งานในบางสว่ นผรู้ ับจ้างจะทาไมแ่ ล้วเสรจ็ ตามสญั ญา
แตเ่ มือ่ ผูว้ า่ จ้างไดร้ บั ประโยชนจ์ ากงานท่ผี รู้ บั จา้ งไดด้ าเนินการบางส่วนแลว้
ผู้วา่ จ้างจะต้องจา่ ยค่าการงานที่ผ้รู ับจ้างไดท้ าสาเร็จไปแลว้ น้นั
โดยคดิ จากคา่ การงานและคา่ วสั ดุทผี่ ู้รบั จา้ งไดด้ าเนินการแลว้ เสร็จจริงตามสญั ญา
แนวปฏบิ ตั ิรำชกำรจำกคำวนิ ิจฉัยของศำลปกครองสูงสดุ >> คำพพิ ำกษำศำลปกครองสงู สุดท่ี อ.122/2564 >>
Q: แนวทางปฏบิ ัติราชการจากคาวินจิ ฉัยของศาลปกครองสงู สดุ
เม่อื ทำสญั ญำจ้ำงกอ่ สรำ้ งกบั รำชกำรแล้ว
แตใ่ นระหวำ่ งดำเนนิ งำน รำชกำรไมท่ ักท้วง
ว่ำทำงำนไม่ถกู ต้อง รำชกำรจะอำ้ ง
ควำมบกพร่อง เพือ่ ปฏเิ สธไม่จ่ำยค่ำจำ้ งไดห้ รอื ไม?่
o หจก. บ. ทาสัญญาจา้ งกอ่ สร้างกับ อบต. ย. กาหนดแล้วเสร็จ ในวนั ท่ี 08/01/56
ข้อเท็จจรงิ o 25/01/56 หจก. บ. สง่ มอบงานตอ่ ประธานกรรมการตรวจการจ้างของ อบต. ย.
o คณะกรรมการตรวจการจา้ งเห็นว่า วัสดุท่ีใชใ้ นการไมไ่ ดม้ าตรฐาน และงานจ้างไม่เปน็ ไป
ตามข้นั ตอน จงึ ให้ผรู้ บั จา้ งทาการแก้ไข
A: o หจก. บ. เหน็ วา่ ในระหวา่ งดาเนินการก่อสรา้ ง คณะผูบ้ รหิ ารของ อบต. ย. ไมไ่ ด้ออกตรวจ
สถานทกี่ อ่ สร้าง และไม่เคยมขี อ้ ทกั ทว้ ง การที่ อบต. ย. มหี นงั สือแจง้ ให้ หจก. บ. แก้ไข
งานจ้าง โดยไมไ่ ด้ระบรุ ายละเอียด และไม่แจ้งวา่ ดาเนินการแก้ไขอยา่ งไร ทาให้ หจก. บ.
ไม่สามารถแกไ้ ขงานจา้ งได้ จงึ นาคดมี าฟ้องตอ่ ศาล
รำชกำรจะอำ้ งควำมบกพรอ่ งเพอื่ ปฏิเสธไมจ่ ำ่ ยคำ่ จำ้ งไมไ่ ด้
เหตุผล ในระหว่างระยะเวลาการดาเนินงานของผู้รับจ้างตามสัญญา หากส่วนราชการไม่แจ้ง
หรือไม่ทักท้วงถึงความบกพร่องหรือความไม่ถูกต้องตามสัญญาให้ผู้รับจ้างทราบ อีกทั้ง
ช่างผู้ควบคุมงานได้รับรองว่า ผู้รับจ้างดาเนินงานจ้างแล้วเสร็จตามสัญญาจ้าง ย่อมถือว่า
ผู้รับจา้ งได้ดาเนนิ งานตามสัญญาจา้ งแล้ว มไิ ดเ้ ป็นผูป้ ฏิบตั ิผิดสัญญาจ้างแต่อย่างใด ส่วนราชการ
ตอ้ งจา่ ยค่าจ้างใหแ้ กผ่ ู้รับจ้าง จะอา้ งว่าผูร้ ับจา้ งผิดสญั ญาจ้างไม่ได้
แนวทำงปฏบิ ตั ิรำชกำรจำกคำวินจิ ฉยั
คณะกรรมการตรวจการจ้าง และ ชา่ งผคู้ วบคมุ งาน มอี านาจหนา้ ที่
ตรวจและควบคมุ งานจ้างในขณะท่ีงานจ้างกาลงั อยู่ในระหวา่ งดาเนินการ
มิใชม่ ีหนา้ ทเ่ี ฉพาะตรวจรับงานจา้ งหลงั จากท่ผี ู้รับจา้ งส่งมอบงานแล้วเท่าน้นั
เมือ่ ไม่แจ้งความบกพรอ่ งหรอื ความไมถ่ ูกตอ้ งตามสัญญาให้ผรู้ ับจ้างทราบ
และรับรองวา่ ผู้รับจ้างดาเนนิ งานจา้ งแลว้ เสร็จจามสญั ญา ย่อมถือได้ว่า
ผ้รู ับจ้างไดด้ าเนนิ งานตามสัญญาจา้ งแล้ว มิไดเ้ ปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิผิดสญั ญาจา้ งแต่อยา่ งใด
แนวปฏบิ ัติราชการจากคาวินิจฉยั ของศาลปกครองสงู สดุ >> คาพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อ.72/2564 >>
แนวทางการปฏิบัตริ าชการจากคาวนิ ิจฉยั ของศาลปกครองสูงสุด
เมือ่ เลิกสญั ญา
คา่ แห่งการงานจะได้รับมากน้อยเพียงใด
ขอ้ เท็จจริงในคดีนี้
ผฟู้ อ้ งคดที ำสญั ญำจ้ำงขดุ ลอกลำหว้ ยกบั เทศบำลตำบล ก. โดยผู้ฟ้องคดี
ได้ส่งมอบงำนล่ำช้ำ คณะกรรมกำรตรวจกำรจ้ำงเห็นว่ำงำนไม่ถูกต้อง
ตำมสัญญำ โดยมีปริมำณงำนประมำณร้อยละ ๔๙.๕๑ คิดเป็นรำคำงวดงำน
๒๔๕,๗๖๐ บำท และมีค่ำปรับจำนวน ๑๒๑,๒๗๕ บำท เมื่อหักค่ำปรับ
คงเหลือค่ำจ้ำงจำนวน ๑๒๔,๔๘๕ บำท นำยกเทศมนตรีตำบล ก. จึงมี
หนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญำ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ำไม่ถูกต้อง จึงนำคดีมำฟ้อง
ศำลปกครอง
ศาลปกครองสูงสดุ วนิ ิจฉัยโดยสรปุ ว่า
เมื่อเทศบำลตำบล ก. ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญำ คู่สัญญำทั้งสองฝ่ำยย่อม
ต้องกลับคืนสู่ฐำนะเดิม เทศบำลตำบล ก. จึงมีหน้ำที่ที่จะต้องชดใช้ค่ำกำรงำนอันผู้ฟ้องคดี
ได้กระทำให้ เมื่อผู้ฟ้องคดีทำงำนถูกต้องตำมสัญญำร้อยละ ๔๙.๕๑ คิดเป็นเงินค่ำจ้ำง
๒๔๕,๐๗๔.๕๐ บำท สำหรับงำนท่ีทำไม่ถูกต้องร้อยละ ๑๗.๘๒ เป็นเงิน ๘๘,๒๐๙ บำท
เห็นว่ำมสี ว่ นท่ีทำงำนเป็นไปตำมสญั ญำบำงสว่ น และเทศบำลตำบล ก. สำมำรถใชป้ ระโยชนไ์ ด้
จงึ ตอ้ งชำระค่ำงำนในสว่ นนใ้ี หแ้ กผ่ ู้ฟอ้ งคดรี อ้ ยละ ๕๐ เป็นเงนิ ๔๔,๑๐๔.๕๐ บำท สว่ นคำ่ ปรับ
น้ันศำลเห็นควรลดค่ำปรับลงเหลือ ๔๙,๕๐๐ บำท ดังนั้น เมื่อนำค่ำปรับมำหักออกจำกค่ำ
แห่งกำรงำนที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับแล้ว เทศบำลตำบล ก. ต้องชำระค่ำจ้ำงให้แก่ผู้ฟ้องคดี
เปน็ เงินจำนวน ๒๓๙,๖๗๙ บำท คำพิพำกษำศำลปกครองสูงสดุ ที่ อ.๑๑๒๔/๒๕๖๓
แนวทางปฏบิ ัตริ าชการจากคาวนิ ิจฉัย
เม่อื มกี ารบอกเลิกสัญญาทางปกครอง คู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม
การงานที่ได้ทาไปแล้วตามสัญญา เทศบาลมีหน้าที่ต้องชดใช้ตามควรค่า
แห่งการงานโดยพิจารณาจากมูลค่างานท่ีแล้วเสร็จท้ังหมดไม่ได้แยก
เป็นรายงวดงาน ซึ่งศาลจะกาหนดมลู คา่ งานจากร้อยละของเนื้องาน
ท่ีทาแล้วเสร็จทั้งหมด และนามาเทียบราคากับเงินค่าจ้างตามสัญญา
และจ่ายเป็นค่าการงานที่ได้ทาไปแล้วให้กับผู้รับจ้าง ท้ังน้ี หากมี
ค่าปรับตามสญั ญาตอ้ งนามาหกั ออกจากค่าแห่งการงานน้ันดว้ ย
เรื่องมีอยู่ว่า...
ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดี (ปลัดกรุงเทพมหานคร) ว่ามี
เจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท S กรณีการจัดซื้อรถดับเพลิงและ
เรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของ กทม. เนื่องจาก
ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการจัดซื้อให้ถูกต้องตามกฎหมาย
แต่ไม่ได้ดำเนินการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ กทม. ได้รับความเสียหาย
อย่างร้ายแรง การกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดทางวินัยอย่าง
ร้ายแรงฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหาย
แก่ราชการอย่างร้ายแรง อ.ก.ก. สามัญได้มีมติให้ปลดผู้ฟ้องคดีออก
จากราชการ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งลงโทษปลด
ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนทางวินัยตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๑๙ (๓) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๒๙/๒๕๖๔
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
(กฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือ มาตรา ๒๘ (๒) ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อ ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งให้ กทม.
แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ลงโทษทางวินัยในความผิดทางวินัยฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่
ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑) ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง อันมิใช่
ในความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ ตามมาตรา ๑๙ (๓) แห่ง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบ
ปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กทม. จึงไม่
อาจถือเอารายงานเอกสารและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวน
การสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ การที่
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออก
จากราชการโดยมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการ
อันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น คำสั่ง
ลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์
ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แนวทางการปฏิบัติราชการ
กรณีที่จะถือได้ว่ารายงานเอกสารและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการ
สอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยการ
บริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหา นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ ป.ป.ช. ใช้อำนาจ
หน้าที่ของตนในการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้น หากมิใช่ความผิดทางวินัยฐานทุจริต
ต่อหน้าที่แล้ว หน่วยงานของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ถูก
กล่าวหาตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนด
แนวทางปฏิบัติราชการจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด
เทศบาลได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียน
เทศบาล โดยแบ่งจ่าย ๗ งวด ผู้ฟ้องคดีได้ทำตามสัญญาและได้รับ
เงินค่าจ้างแล้ว ๕ งวด ระหว่างที่ก่อสร้างงานงวดที่ ๖ เทศบาลได้แก้ไข
เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของสัญญาและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้าง
ทางเดินเชื่อมอาคารเพิ่มเติม ผู้ฟ้องคดีขอให้เทศบาลขยายเวลาการ
ก่อสร้างออกไป แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาวันที่
๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานงวดที่ ๖ และขอเบิกเงิน
ค่าจ้าง และในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงาน
งวดที่ ๗ (งวดสุดท้าย) และขอเบิกเงินค่าจ้าง เทศบาลได้เบิกจ่ายเงิน
งวดที่ ๖ ให้ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๙ โดยหักค่าปรับ
จำนวน ๔๔ วัน ส่วนค่าจ้างงวดที่ ๗ เทศบาลยังมิได้ชำระ โดยอ้างว่า
ยังไม่สามารถรับงานของผู้ฟ้องคดีได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม
๒๕๕๐ เทศบาลมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการก่อสร้างไม่เสร็จภายในกำหนดไม่ได้เกิดจาก
ความผิดของผู้ฟ้องคดี แต่เกิดจากการที่เทศบาลแก้ไขรูปแบบ
การก่อสร้างทำให้งานล่าช้าออกไป จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผลแห่งการบอกเลิกสัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม
ตามมาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการในงานงวดที่ ๗ (งวดสุดท้าย)
แล้วบางส่วนซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เทศบาลรับว่างานที่ผู้ฟ้องคดียังทำไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ได้แก่ งานติดตั้ง
บัวเชิงผนังบริเวณราวบันไดคิดเป็นเงิน ๑,๘๙๘.๖๘ บาท จากค่าจ้างงวดสุดท้าย ๑,๖๗๖,๗๐๐ บาท และงานที่ทำไป
แล้วเป็นสิ่งก่อสร้างจึงไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ อีกทั้งเทศบาลใช้ประโยชน์ในการงานที่ผู้ฟ้องคดีทำไปแล้ว
จึงต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรแห่งค่างานที่ได้ทำแล้วเสร็จนั้น ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ในการคิดค่าแห่งการงานที่ได้รับจากการเลิกสัญญาทางปกครอง กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้อง
ชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานโดยพิจารณาจากเงินค่าจ้างตามสัญญา เมื่อผู้รับจ้างได้ดำเนินการ
ในงานงวดสุดท้ายไปแล้วบางส่วนซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผู้ว่าจ้างได้ใช้ประโยชน์ในการงาน
ที่ผู้รับจ้างทำไปแล้ว ผู้ว่าจ้างจึงต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรแห่งค่างานที่ได้ทำแล้วเสร็จ
ให้แก่ผู้รับจ้าง โดยให้นำค่างานที่ไม่แล้วเสร็จไปหักค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญาส่วนที่เหลือถือเป็น
ค่าการแห่งการงานที่ผู้รับจ้างได้รับ