โคลงทวาทศมาส
โครงงานภาษาไทย เรื่อรื่ง การจัดทำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( e – book ) ส่งเสริมริการอ่านวรรณคดีไทย ชื่อหนังสือ “โคลงทวาทศมาส” ผู้จัดทำ ๑. นางสาวกมลทิพย์ ฤกษ์สิริศุริศุภกร เลขที่ ๑๑ ๒. นางสาวภคมณ วาศวุฒิกุล เลขที่ ๒๑ ๓. นางสาวศิโรรัตน์ ชูวังวัด เลขที่ ๒๕ ๔. นางสาวนฤมล ลอยลม เลขที่ ๓๒ ครูที่ปรึกรึษาโครงงาน คุณครู สุธินรัตน์ พานอ่อน คุณครู วิไวิลวรรณ เดชผล โรงเรียรีนเบ็ญจะมะมหาราช อำ เภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดวัอุบลราชธานี รายงานนี้เป็นป็ส่วนประกอบโครงงานวิชวิาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ปี ที่๔ วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๖
ก การศึกษาโครงงานเรื่อรื่งการจัดทำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ส่งเสริมริการ อ่านวรรณคดีไทย ชื่อหนังสือ “โคลงทวาทศมาส” ฉบับนี้สำ เร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจาก ได้รับความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะครูที่ปรึกรึษา ที่ ให้การแนะนำ ตรวจสอบแก้ไข ให้ข้อเสนอแนะ ติดตามความก้าวหน้าในการดำ เนินโครง งาน คณะผู้จัดทำ รู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของคุณครูที่ปรึกรึษาเป็นอย่างยิ่ง และขอ ขอบคุณพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ ดร. ดุริยริะ จันทร์ประจำ ผู้อำ นวยการโรงเรียรีนเบ็ญจะมะมหาราช ท่านรองผู้อำ นวยการด้านวิชวิาการและหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียรีนรู้ภาษาไทยที่ให้ความ สนับสนุนในการจัดทำ โครงงาน คณะผู้จัดทำ หวังว่ารายงานโครงงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำ ลังศึกษาและ สนใจ สำ หรับเป็นแนวทางในการจัดทำ โครงงานต่อไป คำ นำ คณะผู้จัดทำ
ข สารบัญ เรื่อรื่ง หน้า คำ นำ ………………………………………………………………………… …………………………………….ก สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………..ข โคลงทวาทศมาส…………………………………………………………………………………………………๑ ผู้แต่ง ประวัติ และเรื่อรื่งย่อ………………………………………………………………………………๑ ลักษณะสำ คัญของโคลงทวาทศมาส………………………………………………………………………..๓ การใช้คำ ……………………………………………………………………………………………………..๓ การใช้ความเปรียรีบ………………………………………………………………………………………..๔ การใช้โวหาร………………………………………………………………………………………………..๔ การบันทึกประวัติศาสตร์……………………………………………………………………………………….๕ การบันทึกพิธีกรรม………………………………………………………………………………………………๖ บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………..๑๑
ผู้แต่ง ประวัติวั ติและเรื่อรื่งย่อของโคลงทวาทศมาส สังคมไทยแต่บรรพกาลได้มีการประกอบประเพณีพิธีกรรมในรอบปีที่ปี ที่เกี่ยวกับการทำ มาหากิน เพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ โดยผสมผสานความเชื่อดั้งดั้เดิมเรื่อรื่งผี กับความเชื่อทางศาสนา ที่สังคมได้รับอิทธิพลมาในยุคสมัยต่างๆ การประกอบพิธีนี้มีความต่อเนื่องกันในรอบปี เรียรีกว่า ประเพณี ๑๒ เดือนและเมื่อสังคมพัฒนาขึ้นเป็นรัฐและอาณาจักร บรรดาขนชั้นชั้ปกครองที่รับ พิธีกรรมของชุมชนดั้งดั้เดิมไปใช้ในราชสำ นัก ได้เรียรีกชื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ว่าพระราชพิธี ๑๒ เดือน นัก ปราชญ์ในราชสำ นักสมัยต่อๆมาได้มีการบันทึกชื่อพระราชพิธีและรายละเอียดของการ พระราชพิธิไว้เป็นตำ ราสำ หรับพระนคร ที่มีหลักฐานในสมัยอยุธยาคือในกฎมนเทียรบาล และตำ รา พระราชพิธีเก่า เป็นต้น ในสมัยธนบุรีแรีละรัตนโกสินทร์ ยังคงมีความพยายามที่จะรักษาแบบธรรมเนียมในราชสำ นัก อย่างกรุงศรีอรียุธยาไว้ไม่ให้สูญทาย จึงได้จัดการพระราชพิธีตามแบบอย่างที่มีผู้รู้สืบทอดมา เช่น การโสกันด์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฟ้กุณฑลทิพยวดี ในรัชกาลที่ ๑ ก็เพราะ "...ทรงพระราชดำ ริว่ริว่า ตั้งตั้แต่ตั้งตั้แผ่นดินมา ยังหาได้ทำ การพระราชพิโสกันต์เจ้าฟ้าให้เต็มตามตำ ราไม่ และแบบแผนพระราชพิธี โสกันต์เจ้าฟ้าอย่างครั้งรั้กรุงเก่านั้นนั้เจ้าฟ้าพินทวดีพระราชธิดาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทรงแนะสอนไว้ ในพระราชวังบวรฯ ครั้งรั้โสกันต์พระองค์เจ้า ๓ พระองค์เป็นเยี่ยยี่งอย่างอยู่แล้ว..." (เจ้าพระยาทิพากร วงศ์,๒๕๔๕.: ๑๐๔) หรือรืการพระรชพิธีลงสรงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฟ้มงกุฎฯ ในรัชกาลที่ ๒ ก็เพราะเหตุที่....การพระราชพิธีลงสรงเฉลิมพระนามเจ้าฟ้าฟ้ตามตำ ราเก่า ยังหาได้ทำ ไว้เป็นแบบ อย่างไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเห็นก็แก่ขราเกือบจะหมดตัวไปแล้ว แบบแผนพระราชพิธีอันนี้จะสาบสูญ เสีย ควรจะทำ ให้เป็นแบบอย่างอยู่สำ หรับราชการแผ่นดินต่อ ไป... (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม พระยาดำ รงราชานุภาพ,๒๕๔๖: ๘๓) ซึ่งนอกจากการจำ แล้วยังได้มีการจดบันทึกไว้เป็นแบบอย่าง ด้วย จึงปรากฎตำ ราเกี่ยวกับพระราชพิธี ๑๒ เดือนหลายฉบับ ตำ ราพระราชพิธีที่สำ คัญเล่มหนึ่งคือ โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้มหามาลากรมพระยาบำ ราบปรปักษ์ แต่งด้วยคำ ประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพจำ นวน ๘๒๒ บท มีร่ายสุภาพ นำ ๑ บท เนื้อหาเริ่มริ่ด้วยบทประณามพจน์ สรรเสริญริพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พรรณนาความเจริญริรุ่งเรือรืงสงบสุขของบ้านเมือง ต่อจากนั้นนั้กวีกวีล่าวถึงพระราชกรณียกิจและ พระราชพิธีในแต่ละเดือน โดยเริ่มริ่ตั้งตั้แต่เดือนท้า ไปจนถึงเดือนยี่ ขาดแต่เดือนสามและเดือนสี่ พระราพิธีที่กวีบวีรรยายไว้นั้นนั้เป็นต้นว่าพระราชพิถือน้ำ พระพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธี- คเชนทรัศวสนาน พระราชพิธีสงกรานต์ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล พระราชกุศลสลากภัต พระราชกุศลเข้าพรรษา พระราชพิธีพรุณศาสตร์ และราชพิธีตรียัรียัมปวายตรีปรีาวาย นอกจากนี้กวี ยังกล่าวถึงประเพณีของราษฎร เข่น การทอดผ้าป่าป่และการเทศน์มหาชาติ เป็นต้น โคลงทวาทศมาส ๑
โคลงทวาทศมาส มีผู้แต่งคือ พระเยาวราช ขุนพรมมนตรี ขุนกวีรวีาช ขุนสารประเสริฐริ โดย หนังสือนี้มีการสันนิษฐานผู้แต่งแตกต่างกันไป เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดรง ราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าผู้แต่งคือ ขุนศรีกรีวีรวีาช ขุนพรหมมนตรี และขุนสารประเสริฐริบาง ท่านว่า พระเยาวราช ทรงนิพนธ์ ที่เหลือช่วยแก้ไข ส่วนพระยาตรังคภูมิบาล และนายนรินริทรธิเบ ศร กล่าวแต่เพียงสามคนร่วมกันแต่ง จุดมุ่งหมายของการแต่งคือแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าแผ่นดิน มิได้จากนางจริงริโดยสมมติเหตุการณ์ขึ้น โดยมีเรื่อรื่งย่อดังนี้ โคลงเรื่อรื่งนี้ได้ชื่อว่าทวาทศมาส เพราะพรรณนาถึงความรักความอาลัยรัก และพิธีกรรม ต่างๆในรอบสิบเดือน ทวาทศมาสแปลว่าสิบสองเดือน ตอนต้นสรรเสริญริเทพเจ้า และพระเจ้าแผ่น ดิน ชมความงามของนางที่ต้องจากมา กล่าวถึงบุคคลในวรรณคดี เช่น พระอนิรุทธ์ พระสมุทร โฆษ พระสุธนู พระสูตรธนู แล้วแสดงความน้อยใจที่ตนไม่อาจไปอยู่ร่วมกับนางอีกหลายบุคคล เหล่านั้นนั้ตอนต่อไปนำ เหตุการณ์ต่างๆและลมฟ้าฟ้อากาศในรอบปีหปีนึ่งๆ ตั้งตั้แต่เดือน ๕ ถึงเดือน ๔ มาพรรณนา เดือนใดมีพิธีอะไรก็นำ มากล่าวไว้ละเอียดลออ เช่น เดือนสิบเอ็ดมีพิธีอาศวชุย เดือน สิบสองมีพิธีจองเปรียรีงลอยพระประทีป เดือนยี่ประกอบพิธีตรียัรียัมปวาย และเดือนสี่กระทำ พิธีตรุษ เป็นต้น ต่อจากนั้นนั้ถามข่าวคราวของนางจาก ปี เดือน วัน และยาม ขอพระเจ้าให้ได้พบนาง ตอน สุดท้ายกล่าวสรรเสริญริพระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน วรรณคดีเรื่อรื่งนี้ นอกจากประกอบด้วยรสกวี นิพนธ์ดังกล่าวมาแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับขนบประเพณี และสภาพความเป็นอยู่ในสมัยกรุง ศรีอรียุธยาอย่างละเอียดแจ่มแจ้ง โดยบรรยายสภาพดินฟ้าฟ้อากาศและกิจพิธีต่าง ๆ ในแต่ละเดือน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงวรรณคดีเรื่อรื่งอื่นๆ เช่น รามเกียรติ์ อนิรุทธ์ สมุทรโฆษ สุธน สูธนู เป็นต้น ๒
ลักษณะสำ คัญของโคลงทวาทศมาส ๑. การเป็นวรรณคดีที่มีวรรณศิลป์ กวีเวีลือกสรรถ้อยคำ ความเปรียรีบ การพรรณนาสิ่งของ สถานที่ การแต่งกาย ลำ ดับขั้นขั้ตอนในพระราชพิธี และการพรรณนาธรรมชาติอย่างละเอียด มีการใช้โวหาร ๒. ทำ ให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความได้ครบถ้วน และเกิดจินตภาพอย่างชัดเจน มีการใช้ฉันทลักษณ์ที่เหมาะ สม กับเนื้อเรื่อรื่ง และมีการวางโครงเรื่อรื่งสอดคล้องกับเนื้อหาคือรายละเอียดของพระราชพิธีในรอบปี สะท้อน ให้เห็นถึงพระอัจฉริยริภาพด้านกวีนิวีนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้มหามาลา กรมพระยาบำ ราบ ปรปักษ์ ๑.๑ การใช้คำ มีลักษณะที่น่าสนใจ ดังนี้ ๑.๑.๑) การใช้คำ ซ้ำ หมายถึง การซ้ำ คำ ที่มีตัวสะกดและความหมายเหมือนกันทุกอย่าง การซ้ำ คำ คำ เดียวกันทำ ให้เกิดน้ำ หนักหรือรืเป็นการย้ำ ความหรือรืเพื่อให้เห็นภาพต่อเนื่อง ดังตัวอย่าง เทพีสี่ท้าวนุ่ง ยกทอง เลือกนา ข้มขาบห่มแพรสอง สอดซ้อน คำ เปลวปิดปิกระเขอรอง ข้าวปลูก แปดเฮย เดินหาบคานหย้อนหย้อน หยิบขึ้นโปรยปราย (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์,๒๕๔๕: ๓๔) ๑.๑.๒) การเล่นคำ เป็นตันว่าการเล่นคำ เป็นกระสวนทั้งทั้ที่อยู่ในวรรคเดียวกันและต่างวรรคกัน ดังตัวอย่าง ทวยหาญหาญฮึกห้าว ขมงเขมง สวมสนอบกางเกง แก็บกั้งกั้ กรกุมสินาดเสนง ดินลูก หร้อมพ่อ หลายหมู่หลายหมวดตั้งตั้แต่งไว้แผลงผลาญ (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์,๒๕๔๕: ๑๖) ๑.๑.๓) การใช้คำ หลาก คำ หลากคือคำ หลาย ๆ คำ ที่มีความหมายอย่างเดียวกันการใช้คำ หลาก เป็นการแสดงความสามารถอย่างหนึ่งของกวีว่วีว่ารอบรู้ในเรื่อรื่งคำ และความหมายของคำ อย่างกว้างขวาง รู้จัก ใช้คำ ต่างๆ ที่มีความหมายเดียวกันเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความเบื่อหน่าย ตัวอย่างเช่น เครื่อรื่งคชกลมแถบหุ้ม อุไรกรอง ขอพกกระวินวิทอง เลิศล้น ขลู่คู่กระซิงรอง หางคร่ำ คำ นา ไหมถักพันขนักต้น พนาดเกล้าระบายสาม (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์,๒๕๔๕: ๑๕๕) ๓
๑.๒ การใช้ความเปรียรีบ เป็นกลวิธีวิธีหนึ่งที่กวีสวีร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพตาม นับเป็น ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งที่เสริมริความงดงามให้แก่งานประพันธ์ การใช้ความเปรียรีบในเรื่อรื่งนี้ มีดังนี้ คือ อุปมา อนุนามนัย และลัทพจน์ ดังตัวอย่าง ๑.๒.๑) อุปมา คือ การเปรียรีบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งที่โดยธรรมชาติแล้วมีสภาพต่างกัน แต่ มีลักษณะเด่นร่วมกัน ตัวอย่างการอุปมา เช่น ชั้นชั้นอกที่สุดนั้นนั้นครบาล ทอดอยู่ประจำ การ อย่างแร้ง ซากศพสิ่งสาธารณ์ ลอยล่อง คอยเก็บเขี่ยเหวี่ยวี่งแว้ง ซ่อนเร้นสาบสูญ (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์, ๒๕๔๕: ๙๒) กวีกวีล่าวถึงการทำ งานพวกเจ้าพนักงานสังกัดนครบาล ที่ต้องคอยเก็บสิ่งปฏิกูลต่างๆ ไม่ให้ล่วงล้ำ เข้าไปในบริเริวณที่มีการลอยพระประทีป เหมือนอย่างแร้งที่คอยกินซากศพเน่าเหม็น ๑.๒.๒) อนุนามนัย คือ การใช้คำ หรือรืวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือรืคุณสมบัติเด่นๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสดงความหมายแทนสิ่งนั้นนั้ทั้งทั้หมด เช่น ...ทรงพระราชทิศทั้นทั้แห่งแก้วกิ่งสาม (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์, ๒๕๔๕: ๙๕) ๑.๓ การใช้โวหาร คือ การใช้ถ้อยคำ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ ได้เนื้อความหรือรืได้ใจความดี มี ความหมายชัดเจน ในโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสมีการการพรรณนาขั้นขั้ตอนการประกอบพระราชพิธี การอธิบายรายละเอียดของสถานที่ สิ่งของ การแต่งกายของผู้ประกอบหรือรืเข้าร่วมพิธี และการ พรรณนา ธรรมชาติ ตัวอย่างของการใช้โวหารที่มีรายละเอียดทำ ให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ เช่น จัดริ้วริ้เสร็จแล้วด่วน จวนสาย ท่านรีบรีโอ่อำ กาย อะเคี้อ ยกทองนุ่งเฉิดฉาย อย่างบ่าว ขุนเอย เยียรบับพื้นทองเสื้อ อย่างน้อยคุมพราว เข็มขัดสายนอกแท้ ตัวเพชร ละยอดละเม็ดเม็ต ไม่น้อย ครุยนอกสวมสอดเสร็จ แหวนแปด นิ้วนา ลำ พอกดอกไม้พร้อย รอบเกี้ยวนพคุณ (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์,๒๕๔๕: ๙๕) ๔
โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้มหามาลากรมพระยา บำ ราบปรปักษ์ เป็นวรรณคดีที่มีวรรณศิลป์ กวีเวีลือกใช้ดำ ซ้ำ เพื่อย้ำ ความคิดและทำ ให้ผู้อ่านเห็นภาพ อย่าง ต่อเนื่อง การเล่นคำ เป็นกระสวนและการใช้คำ หลากเป็นการแสดงภูมิรู้เรื่อรื่งการใช้คำ และกลวิธีวิธีในการ ประพันธ์ของกวี การใช้ดำ ศัพท์ทางพิธีกรรมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความตั้งตั้ใจของกวีที่วีที่จะบันทึก คำ ศัพท์ทางพิธีกรรมไว้เป็นคลังศัพท์ ส่งผลให้โคลงเรื่อรื่งนี้มีความดีเด่นด้านการใช้คำ ศัพท์หมวดต่างๆ การใช้ อุปมาและการใช้โวหาร ช่วยให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพและช่วยเสริมริความงดงามให้กับบทประพันธ์ ๒. เป็นการบันทึกประวัติวั ติศาสตร์ กวีไวีด้กล่าวถึงเหตุการณ์สำ คัญที่เกิดขึ้น และความเปลี่ยนแปลง ของสังคมในด้านต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องกับรัชสมัยพระบาท สมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาทิ แนวคิดเรื่อรื่งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วิถีวิถีชีวิตวิของราษฎร ท่ามกลาง กระแสแห่งการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย ตัวอย่างเช่นการตั้งตั้ที่บูชาเมื่อเวลาพระมหากษัตริย์ริย์ เสด็จ พระราชดำ เนินผ่านบ้านเรือรืน ตัวอย่างตอนหนึ่งในการเสด็จพระราชดำ เนินถวายผ้าพระกฐินทาง สถลมารค ดังปรากฎโคลงว่า ชาวแพชาวบ้านจัด โต๊ะเตียง ตั้งตั้ที่บูชาเรียรีง เครื่อรื่งพร้อม เจ้าของแอบหมอบเคียง ดูแห่ เทียนธูปจุดนอบน้อม นั่งนั่เฝ้าฝ้เต็มแพ (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์, ๒๕๔๕: ๗๙) ตั้งตั้แต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “...มีประเพณีบังคับเจ้าของเรือรืน บรรดาอยู่ริมริทางแห่เสด็จให้ปิดปิ ประตูหน้าต่าง แต่เมื่อเสด็จเลียบพระนครในรัชกาลที่ ๔...โปรดให้ เลิกห้าม นั้นนั้เสีย พระราชทานอนุญาตให้ผู้อยู่บ้านเรือรืนริมริทางเสด็จเปิดปิ ประตูหน้าต่างได้ตามชอบใจ จึงเกิดมีการตั้งตั้ เครื่อรื่งสักการบูชาบ้านเรือรืนซึ่งเสด็จผ่านไป...” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำ รงราชานุภาพ, ๒๕๑๔: ๒๐๒) ๕
๓. การเป็นบันทึกพิธีกรรม กวีมีวีมีความรอบรู้เชี่ยวชาญพระราชพิธีต่างๆ และเป็นผู้มีส่วนร่วม ในการพระราชพิธีเหล่านั้นนั้ทำ ให้พรรณนาแบบแผนการพระราชพิธีได้อย่างละเอียด โคลงพระราชพิธี ทวาทศมาสจึงเป็นหลักฐานตรวจสอบความถูกต้องของการปฏิบัติพระราชพิธีในรัชกาลต่อๆ มา ตัวอย่างเช่น การเชิญธงชัยราชกระบี่ธุช และการเชิญธงพระครุฑพ่าห์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชองครักษ์เชิญธงชัยราชกระบี่ธุชและธงชัย พระครุฑพ่าห์ นำ เสด็จพระราชดำ เนินในกระบวนราบ ทหารบกเชิญธงพระกระบี่ธุชไปทางขวา ทหาร เรือรืเชิญธงพระครุฑพ่าห์น้อยไปทางซ้าย หมื่นอมรดรุณารักษ์ (๒๕๑๔: ๓๓-๓๔) กล่าวถึงการจัดริ้วริ้ กระบวน ราบไปทำ พิธีสรงมูรธาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธี บรมราชาภิเษก วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ว่า ...ขบวนหน้า คู่ที่ เดินเบื้อบื้งซ้าย เดินเบื้อบื้งขวา ๑ เชิญพระมหาพิฆเนศร์ เชิญพระชัยเนาวโลหะ หลวงเทพาจาร์ย ม.จ. พร้อม ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้นชั้๓ (มี วสุพราหมณ์) กรมหมื่นมื่ภูมินทร์ภักดี ราชบัณฑิต ๒ ขับไม้บัณเฑาะว์ ขับไม้บัณเฑาะว์ ขุนทิพสมบัติ ขุนพิทักษ์อาภรณ์ (จวง จันทรคุปต์) (เสริมริวัชโรทัย) ... ๘ โปรยข้าวตอก โปรยข้าวตอก พระสิทธิไชยบดี พระมหาราชครูพิธี (อินศิริ พราหมณกุล) (อุ่ม คุรุกุล) ๙ ธงชัยพระครุฑพ่าห์ ธงชัยกระบี่ธุบี่ธุช พระพิเรนทรเทพ พระอินทรเทพ (ฉาย) (ไทย บุนนาค ภายหลังเป็น พระยามหานุภาพ)... บางเรื่อรื่งเป็นข้อมูลที่ไม่ปรากฏในเอกสารอื่น ๆ ในสมัยนั้นนั้ทำ ให้ได้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพิ่ม เติม ดังตัวอย่าง เรื่อรื่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ริย์ไทยพระองค์แรกที่ เสด็จไปต่างประเทศโดยมิได้เนื่องกับพระราชสงคราม เพราะสมัยก่อนหน้านั้นนั้พระมหากษัตริย์ริย์ไทยจะ เสด็จออกนอกพระนครเพื่อกระทำ ศึกสงครามทั้งทั้สิ้น ในโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส กล่าวไว้ดังนี้ สมเด็จบรมนาถเจ้า จอมสถาม ก่อนนา เสด็จนอกพระนครขาม เศิกไส้ เกิดการราชสงคราม จึงยก พยุห์เฮย ผีบ่นั้นนั้ห่อนไต้ ยาตรด้าวใดตล (สมเด็จพระเข้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์, ๒๕๔๕: ๒๒) ๖
การเชิญธงในลักษณะดังกล่าวขัดแย้งกับแบบปฏิบัติในรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ดังที่โคลง บันทึกไว้ ดังนั้นนั้เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงวังได้กราบบังคมทูล ให้ทรงทราบพระราชปฏิบัติระเบียบการเชิญธงในรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ โดยอ้างจากโคลง พระราชพิธีทวาทศมาส ดังที่ ฉวีงวีาม มาเจริญริ (๒๕๔๕: ๒๘) เรียรีบเรียรีงไว้ว่า “...ถึง พ.ศ. ๒๔๗๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงวังได้กราบ บังคมทูลเรียรีน พระราชปฏิบัติระเบียบการเชิญธง โดยอ้างว่าสมเด็จฯ เจ้ากรมพระยานริศริรานุวัตติวงศ์ ประทาน พระกระแสว่า ธงพระกระบี่คบี่วรอยู่ซ้าย ธงพระครุฑพ่าห์น้อยควรอยู่ขวา โดยถือหลักประเพณีเดิม ซึ่งซึ่ปรากฏอยู่ในตอนหนึ่งนึ่ของโดลงพระราชพิธีทวาทศมาส เมื่อมื่ความทราบฝ่าฝ่ละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯว่า เมื่อมื่ได้ความแน่ชัดถึง ประเพณีเดิม แล้วก็ให้เปลี่ยลี่นเสียให้ถูก กระทรวงวังจึงถือเป็นหลักปฏิบัติสืบมา...” ในรัชกาลปัจจุบัน ครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ในริ้วริ้กระบวนราบใหญ่ เสด็จพระราชดำ เนินไปวัดพระศรีรัรีรัตนศาสดาราม และพระที่นั่งนั่ ดุสิต มหาปราสาท การเชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ และการธงชัยพระครุฑพ่าห์ เป็นไปตามที่สมเด็จ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้มหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์ ทรงนิพนธ์ไว้ในโคลงพระราชพิธี ทวาทศมาส (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๙๓: ๑๙๘๕-๑๙๘๘) นอกจากนี้ โคลงพระราชพิธีทวาทศมาสยังเป็นแหล่งข้อมูลสำ หรับการจัดพระราชพิธีซึ่งถูก ยกเลิกไปแล้วขึ้นใหม่ ดังตัวอย่างการฟื้นฟื้ ฟูพฟูระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน ดังปรากฎในหมายกำ หนดการรัฐพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช ๒๕๐๓ (ราชกิจจานุเบกษา,๒๕๐๓: ๑๕-๑๗) ว่า “...เลขาธิการสำ นักพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งสั่ว่า รัฐพิธีพีชมงคลนั้นนั้แต่เดิมมาได้ จัดเป็นงาน ๒ วัน เพราะมีการพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญรวมอยู่ด้วย ต่อมาได้ระงับไป คงไว้แต่รัฐพิธี พืชมงคลซึ่งซึ่จัดทำ เป็นงานประจำ ปีมาทุกปี สำ หรับปีนี้ ทางรัฐบาลเห็นสมควรจัดให้มีการ แรานาขึ้นขึ้อย่าง เดิม จึงได้นำ ความกราบบังคมทูลขอพระราชทานจัดงานพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ รวมเป็นงานเดียว กับรัฐพิธีพืชมงคล เช่นเดียวกับในกาลก่อนเพื่อพื่รักษาประเพณีอันเป็นมิ่งขวัญ ของการเกษตรไว้สืบไป...” ๗
การฟื้นฟื้ ฟูพฟูระราชพิธีในครั้งดังกล่าวย่อมจะต้องอาศัยตำ ราพระราชพิธีเก่าเป็นแบบแผนในการ จัดพระราชพิธี ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหมายกำ หนดการและโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส พบว่าการจัด พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีพุปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ เหมือนกับที่ปรากฎในโคลงพระราช พิธีทวาทศมาส ดังปรากฎโคลงว่า ทวิชวิชาตินำ น่าขู้ เป่าสังข์ พิณพาทย์ประโคมดัง ลั่นลั่ฆ้อง ราชบัณฑิตผู้ขลัง ปริตริรหยาด น้ำ เอย ไถดะสามรอบจ้อง จรดซ้ำ แปรรอย เทพีสี่ท้สี่ ท้าวนุ่ง ยกทอง เถือกนา เข้มขาบห่มแพรสอง สอดซ้อน คำ เปลวปิดประเชอรอง ข้าวปลูก แปดเฮย เดินหาบคานหย้อนหย้อน หยิบขึ้นขึ้โปรยปราย ไถหว่านเสร็จสรรพแล้ว มาหยุด พักเอย ขุนเกษตรแก้โคหลุด ลาศเต้า มาพักที่อัที่อันอุด ดมดาด พิดานนา เลี้ยลี้งพระโคหญ้าข้าว เล่าน้ำ ถั่วถั่งา โคเสพย์สิ่งหนึ่งนึ่ได้ ทำ นาย กินสิ่งใดนั้นนั้หลาย มากล้น จับผ้านุ่งท่านทาย แห่งเหต น้ำ นา แคบมากกว่าน้อยพ้น กึ่งกึ่นั้นนั้พอดี (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์, ๒๕๔๕: ๓๔) ๘
หมายกำ หนดการรัฐพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช ๒๕๐๓ (ราชกิจจา นุเบกษา, ๒๕๐๓:๑๕-๑๗) กล่าวว่า "..อธิบดีกรมการข้าวยาตราพร้อมด้วยเทพีออกจากโรงพิธิพราหมณ์ มีราขบัณฑิตและพราหมณ์นำ ไป สู่ที่แที่รกนาขวัญ เจ้าพนักงานจูงโคเทียมแอก อธิบดีกรมการข้าวเจิบโคและไถแล้วจึงไถดะไปโดยรี ๓ รอบ โดยขวาง ๓ รอบ หว่านธัญพืช พนักงานลั่นลั่ฆ้องชัย และไถกลบอีก ๓ รอบ พนักงานปลดโคออก จากแอก พราหมณ์เสี่ยสี่งของกิน ๗ สิ่งตั้งตั้เลี้ยลี้งโคเสร็จแล้ว จะได้แห่อธิบดีกรมการข้าวเป็นกระบวน อิสริยริยศออกจากโรงพิธีพราหมณ์..." โคลงเรื่อรื่งนี้ยังบันทึกขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎรในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ไว้ด้วย ทำ ให้ได้ความรู้เรื่อรื่งพิธีในส่วนที่ราษฎรปฏิบัติ ดังตัวอย่าง กาฬปักษ์กติกมาสถ้วน บัณรสะ วารเฮย ผ้าป่ามิใคร่จะ ว่างเว้น เริ่มริ่ทำ ริทริอดพระ สงฆ์ชอบ คุ้นแฮ กอบก่อต่อการเล่น เลือกล้วนควรมี ชาวชนแต่งผ้าป่า ครื้นรื้เครง นัดประชุมนักเลง ขับร้อง ดอกสร้อยสักรวาเพลง ละครแขก ไทยเอย เสียงสนั่นนั่มีก้อง เกิดเหล้นการประชัน (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำ ราบปรปักษ์, ๒๕๔๕: ๑๐๔) จากตัวอย่าง โคลงพรรณนาพิธีทอดผ้าป่าป่ของราษฎรว่าเริ่มริ่กระทำ ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ สองประชาชนต่างจัดเตรียรีมผ้าป่าป่และร้องรำ ทำ เพลงขณะนำ ผ้าป่าป่ ไปทอดที่วัดโคลงพระราชพิธี ทวาทศมาสเป็นเรื่อรื่งที่มีคุณค่าทั้งทั้ในฐานะการเป็นวรรณคดีที่มีวรรณศิลป์ คือการที่กวีเวีลือกสรร ถ้อยคำ โวหารที่ทำ ให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความได้ครบถ้วน และเกิดจินตภาพอย่างชัดเจนมีการใช้ ฉันทลักษณ์คือโคลงซึ่งมีลีลาสง่างามเหมาะสมกับเนื้อเรื่อรื่ง โคลงเรื่อรื่งนี้เป็นบันทึกทาง ประวัติศาสตร์ ๙
กวีไวีด้กล่าวถึงเหตุการณ์สำ คัญที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ คาบเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่ ๕ บางเรื่อรื่งเป็นข้อมูลที่ไม่ปรากฏในเอกสารอื่นๆ เช่น การกล่าวถึงรัชกาลที่ ๕ ว่าทรงเป็นพระมหา กษัตริย์ริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำ เนินไปต่างประเทศ ในพระราชกรณียกิจที่มิได้เนื่องกับ การพระราชสงคราม และการเป็นตำ ราพิธีกรรม กวีไวีด้พรรณนาแบบแผนการปฏิบัติการพระราช พิธี และขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎรในสมัยรัตนโกสินทร์ ข้อมูลในวรรณคดีเรื่อรื่งนี้มี ประโยชน์ด้านบันทึกพิธีกรรมอย่างมาก เพราะ รายละเอียดต่างๆ ในวรรณคดีเรื่อรื่งโคลงพระราชพิธี ทวาทศมาสได้นำ มาใช้ในการฟื้นฟื้ ฟูพฟูระราชพิธีและเป็นเครื่อรื่งตรวจสอบความถูกต้องของการปฏิบัติ พระราชพิธีในรัชกาลต่อๆ มาโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสจึงมีคุณค่าควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ๑๐
โคลงทวาทศมาส.(ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/wannakhadeethaigzm/kholngthwaths-mas. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖). โคลงทวาทศมาส.(ม.ป.ป). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://vajirayana.org/โคลงทวาทศมาส/คำ อธิบาย. (วันที่ค้นข้อมูล ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖). อ้างอิง ๑๑