กระบวนการที่ท าให้เกิดลักษณะภูมิประเทศ โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการปรับระดับของเปลือกโลก จากการศึกษา ลักษณะของเปลือกโลกและทฤษฎีต่าง ๆ พบว่า ปัจจัยที่ทำให้เปลือกโลกเปลี่ยนแปลงมี 3 ประการ คือ ปัจจัยที่สืบเนื่องมาจาก กระบวนการจากภายนอกโลก extraterrestrial ปัจจัยที่สืบเนื่องมาจากพลังงานที่เกิดขึ้นภายในโลก tectonic process process และกระบวนการปรับระดับพื้นผิวโลก gradation process ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศแบบต่าง ๆ ลักษณะภูมิ ประเทศแต่ละแบบนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมแล้ว ยังส่งผลและมีปฏิสัมพันธ์ต่อความ เป็นอยู่ของมนุษย์อีกด้วย ดังนี้ 1. ความสัมพันธ์ต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นปัจจัยส่งเสริม อาทิ บริเวณที่เป็นที่ราบมนุษย์จะตั้งถิ่น ฐานอยู่อย่างหนาแน่น ส่วนที่เป็นอุปสรรค อาทิ ที่ราบสูงหรือภูเขามนุษย์จะตั้งถิ่นฐานอยู่เบาบาง 2. ความสัมพันธ์ต่อสภาพแวดล้อม ลักษณะภูมิประเทศมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมใน 2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1 ความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ภูมิประเทศแบบภูเขามักจะเป็น แหล่งที่มีทรัพยากรแร่ธาตุ มีป่าไม้ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เป็นต้นกำเหนิดของแม่น้ำลำธาร 2.2 ความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ อาทิ ที่ยอดเขามีระดับอุณหภูมิต่ำกว่าเชิงเขา บริเวณขั้วโลกจะมีภูมิอากาศหนาวเย็น บริเวณศูนย์สูตรมักมีภูมิกากาศร้อนชื้น กระบวนการสำคัญที่ส่งผลให้เกิดลักษณะภูมิประเทศของโลกทำให้พื้นผิวโลกและเปลือกโลกเปลี่ยนแปลงมีอยู่ 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. ปัจจัยที่สืบเนื่องมาจากกระบวนการจากภายนอกโลก extraterrestrial 1.1 ปัจจัยที่สืบเนื่องมาจากกระบวนการจากภายนอกโลก extraterrestrial ตัวการที่สำคัญ ได้แก่ อุกกาบาต หากชิ้นส่วนที่ตกสู่ผิวโลกมีขนาดใหญ่จะทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตขึ้น หลุมอุกกาบาตที่พบอยู่ทั่วไปบนผิวโลกมีทั้งสิ้นราว 50 หลุม โดยหลุมอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่รัฐแอริโซนา ประเทศ สหรัฐอเมริกา ใบความรู้ เรื่อง กระบวนการที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศ
2. ปัจจัยที่สืบเนื่องมาจากพลังงานที่เกิดขึ้นภายในโลก tectonic process process กระบวนการแปรสัณฐาน tectonic process เป็นกระบวนการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกอันเป็นผลจากแรงที่กระทำต่อเปลือกโลก แล้วทำให้ โครงสร้างของหินที่ประกอบเป็นเปลือกโลกเกิดการแปรสภาพไปเป็นภูมิประเทศแบบต่าง ๆ เช่น มหาสมุทร ที่ราบสูง ภูเขา แอ่ง ที่ราบ ทะเลสาบ กระบวนการแปรสัณฐาน tectonic process ส่งผลให้โครงสร้างของหินที่ประกอบอยู่ในเปลือกโลกแปรสภาพ ไปจากเดิมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ 2.1 การแปรสัณฐานเปลือกโลก diastrophism (ไดแอสโตรฟิซึม) การแปรสัณฐานเปลือกโลก diastrophism ส่งผลให้เกิดรูปแบบภูมิประเทศที่แตกต่างกัน 4 ประเภทได้แ 2.1.1 การเกิดรอยคดโค้งของหินหรือชั้นหินคดโค้ง fold เกิดจากแรงดันภายในเปลือกโลก ทำให้เปลือกโลกบีบอัดกันจนโค้งงอ แล้วเกิดเป็นภูเขา แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) ชั้นหินโค้งรูปประทุน anticline ชั้นหินที่อยู่บริเวณใจกลางจะมีอายุแก่ที่สุด 2) ชั้นหินโค้งรูปประทุนหงาย syncline ชั้นหินที่อยู่บริเวณใจกลางจะมีอายุอ่อนที่สุด 2.1.2 การเกิดรอยเลื่อนตามแนวของเปลือกโลก fault รอยเลื่อน หรือรอยเหลื่อม คือ รอยแตกแยกในหิน เกิดจากบริเวณเปลือกโลกที่มีความอ่อนตัว เกิด ความเค้นและความเครียด จนทำให้เปลือกโลกเคลื่อนไหว และแยกออกจากกัน การเคลื่อนที่ของหินทั้งสองข้าง โดยขนานกับ ระนาบรอยเลื่อน fault plane ลักษณะของระนาบรอยเลื่อนนี้อาจเป็นระนาบที่อยู่ในแนวดิ่งไปจนถึงแนวราบได้ ถ้าระนาบ ของรอยแตกมีค่าเบี่ยงไปจากแนวดิ่ง ชั้นหินที่อยู่เหนือระนาบของรอยแตก เรียกว่า หินเพดาน hanging wall ส่วนหินที่อยู่ ด้านล่างระนาบของรอยแตกเรียกว่า หินพื้น foot wall การเกิดรอยเลื่อนโดยทั่วไปมี 2 ทิศทาง ได้แก่ 1) การเกิดรอยเลื่อนในแนวดิ่ง มี 2 แบบ คือ 1.1) รอยเลื่อนปกติ normal fault เกิดจากแรงดึงออกจากกันของหินสองฟาก ทำให้เกิด หน้าผารอยเลื่อนที่มีความสูงชัน 1.2) รอยเลื่อนย้อน reverse fault เกิดจากแรงดันเข้าหากันของหินสองฟาก ทำให้เกิดหน้า ผาซึ่งมักถล่มได้ง่าย ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากรอยเลื่อนปกติมี 2 แบบ ได้แก่ หุบเขาทรุด หรือ กราเบน graben ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่ง ราบที่เกิดจากการทรุดตัวตามแนวรอยเลื่อน ตัวอย่างภูมิประเทศ ได้แแก่ แอ่งทะเลแดง อ่าวเอเดน ทะเลสาบไบคาล รัสเซีย
ทะเลสาบเดดซี ในซีเรียและพื้นที่ยกตัวขึ้นตามแนวรอยเลื่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาสูงที่ขนาบด้วยหน้าผารอยเลื่อนที่เรียกว่า ฮอสต์ horst หรือ ภูเขาบล็อก บริเวณที่ยกตัวสูงหากมีพื้นที่กว้างขวางเรียกว่า ที่ราบสูง plateau ตัวอย่างภูมิประเทศลักษณะที่เป็นฮอสต์ horst หรือ ภูเขาบล็อก ได้แก่ เทือกเขาเซียร์ราเนวาดา Sierra Nevadaใน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เทือกเขาเซียร์ราเนวาดาในสเปน แบล็กฟอเรสต์ Black Forest ในบริเวณไรน์แลนด์ Rhinelandประเทศเยอรมนี เทือกเขาโวฌ Vosges Mountains ประเทศฝรั่งเศส ตัวอย่างภูมิประเทศลักษณะที่เป็นที่ราบสูง plateau ได้แก่ ที่ราบสูงปาตาโกเนีย Patagonia ในอาร์เจนตินา -ชิลี ที่ ราบสูงเดคคาน Deccan Plateau ในอินเดีย
2.1.3 การเกิดแผ่นดินโก่งตัวของเปลือกโลก warping รอยโก่งงอ Warping มีลักษณะคล้ายรอยคดโค้ง เกิดจากการเคลื่อนที่ ของเปลือกโลกในแนวนอนบีบ อัดเกิดการโก่งตัว แต่เป็นการเคลื่อนที่ที่ไม่รุนแรง ทำให้เกิดภูมิประเทศเป็นเนินและแอ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกบน พื้นที่กว้างและใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี ก่อนที่จะปรากฏผล คล้ายๆกับประทุนคว่ำ anticline ประทุนหงาย syncline 2.1.4 การเกิดแนวแตกของเนื้อหิน joint เกิดขึ้นจากการเย็นตัวลงของมวลหินที่ร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลาวาที่ทำให้เกิดแนวแตกจากการเย็น ตัว cooling joints ซึ่งปกติแล้วจะเกิดเป็นแนวแตกเสาเหลี่ยม columnar jointing ในแนวดิ่ง ระบบแนวแตกที่เกิดร่วมกับการ เย็นตัวมักพบเกิดเป็นรูปหลายเหลี่ยม เพราะว่าการเย็นตัวทำให้เกิดความเค้นที่มีสภาพเหมือนกันทุกทิศทุกทางในแนวระนาบ ของชั้นหิน การเกิดรอยแตกของหิน ไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนที่ไปตามแนวระนาบของรอยแตกนั้น ไม่ว่าจะขึ้น ลง หรือ ไปตาม ด้านข้าง ของหินด้านหนึ่งเทียบกับหินอีกด้านหนึ่ง ของแนวระนาบรอยแตกนั้นแนวแตกมักมีระยะห่างสม่ำเสมอกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของแร่ประกอบของหินหนึ่ง ๆ หรือความหนาของชั้นหินที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปแนวแตกจะเกิดเป็นชุด ๆ โดยชุดหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยรอยแตกหลายแนวที่ขนานกันไปแนวแตก
แนวแตกเสาเหลี่ยมของหินบะซอลต์ในตุรกี แนวแตกเสาเหลี่ยมในหินบะซอลต์ของ Giant's Causeway ในไอร์แลนด์ 2.2 ปรากฏการณ์ภูเขาไฟ vulcanism ภูเขาไฟ volcano เกิดจากหินหนืด magma ถูกแรงดันผลักดันขึ้นสู่ผิวโลกด้านบน โดยมีแรงปะทุเกิดขึ้น เรียกว่า การ ปะทุของภูเขาไฟ หินหนืดที่พุ่งขึ้นมาจากการปะทุของภูเขาไฟสู่ผิวโลกนี้เรียกว่า ลาวา lava นักธรณีวิทยาจัดแบ่งภูเขาไฟตามลักษณะรูปร่างและการเกิดได้ 3 แบบ ดังนี้ 2.2.1. ภูเขาไฟแบบกรวยกรวดภูเขาไฟ cinder cone มีขนาดเล็กที่สุด ลักษณะเหมือนกรวยที่คว่ำอยู่ เกิดจากหินหนืดถูกดันปะทุออกมาทางปล่องโดยแรง ทำให้ชิ้นส่วนของหินที่ร้อนจัดลุกเป็นไฟปะทุขึ้นไปในอากาศแล้วเย็นตัวลง อย่างรวดเร็วกลายเป็นกรวดภูเขาไฟและขี้เถ้ากองทับกัน เป็นชั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ
2.2.2. ภูเขาไฟแบบกรวยภูเขาไฟสลับชั้น composite cone หรือ stratovolcano มีลักษณะคล้าย แบบแรก แต่ฐานแผ่ขยายใหญ่และลาดจากปากปล่องมาที่ฐานมากกว่า เพราะนอกจากหินหนืดจะถูกดันปะทุขึ้นไปทางปาก ปล่องโดยตรงแล้ว ยังถูกดันออกมาทางด้านข้างของปล่องอีกด้วย แต่เนื่องจากหินหนืดที่ไหลออกมามีความหนืดสูง จึงไหลไปไม่ ไกลนัก 2.2.3. ภูเขาไฟรูปโล่ shield volcano มีลักษณะกว้างเตี้ยคล้ายรูปโล่คว่ำ เกิดจากหินหนืดที่ไหล ออกมาจากปล่องมีอุณหภูมิสูงมากและมีอัตราการไหลเร็วมากจึงไหลไปได้ในระยะทางไกล จึงเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างกว้างใหญ่ ที่สุด บริเวณขอบทวีปที่มีการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรมีโอกาสเกิดภูเขาไฟปะทุมากกว่าบริเวณอื่น ๆ เนื่องจาก บริเวณที่เปลือกโลกมุดตัวลงไปจะถูกหลอมกลายเป็นหินหนืดที่มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก หินหนืดนี้จะถูกแรงดันอัดให้แทรก ตัวขึ้นมาตามรอยแตกแยกง่ายกว่าบริเวณอื่น ๆ การปะทุของภูเขาไฟที่รุนแรงมาก ๆ อาจทำให้เกิดภูมิประเทศแบบต่าง ๆ เช่น ทำให้เกิดแอ่งขนาด ใหญ่ เรียกว่า แคลดีรา บางแห่งอาจมีน้ำขังจนกลายเป็นทะเลสาบ หรือบางแห่งอาจเกิดเป็นที่ราบสูงภูเขาไฟเนื่องจากลาวาที่ ไหลออกมาปกคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง 2.2.4 แผ่นดินไหว (earthquakes) แผ่นดินไหวเกิดจากการคลายตัวอย่างรวดเร็วของเปลือกโลกที่มีการสะสมพลังความเค้นและ ความเครียด มักเกิดบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกับบริเวณที่เกิดภูเขาไฟ ผลจากการเกิดแผ่นดินไหว อาจทำให้เกิดการถล่มของ แผ่นดิน เกิดรอยแตกรอยแยกบริเวณเปลือกโลก
3.กระบวนการปรับระดับพื้นผิวโลก gradation process กระบวนการปรับระดับผิวแผ่นดิน กระบวนการปรับระดับผิวแผ่นดินเป็นการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอย่างช้า ๆ ทำให้ระดับพื้นผิวโลกมีระดับ ราบ หรือลาดสม่ำเสมอ อันเนื่องมาจากตัวการทางธรรมชาติที่สำคัญ เช่น น้ำไหล ลม ธารน้ำแข็ง คลื่น และกระแสน้ำ 3.1 การลดระดับ Degradation เป็นกระบวนการที่ปรับส่วนที่เป็นผิวโลกให้มีระดับต่ำลง โดยมีสาเหตุใหญ่ ๆ อยู่ 3 ประการ คือ 3.1.1. กระบวนการผุพังอยู่กับที่ Weathering Process เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการทำลายน้ำทางกายภาพ ชีวภาพ กระบวนทางเคมีของลมฟ้าอากาศ และน้ำฝน รวมทั้งการกระทำของต้นไม้และแบคทีเรีย ทำให้หินแร่ต่าง ๆ มีขนาดเล็กลง บางส่วนก็กลายเป็นดิน กระบวนการนี้ จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ การผุพังอยู่กับที่เกิดขึ้นได้ 3 ประเภท คือ 1) การผุพังทางกายภาพ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมบัติทางเคมีของหิน เช่น การเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิ 2) การผุพังทางเคมี เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแร่ประกอบหินที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ซึ่ง เกิดขึ้นได้หลายแบบ เช่น การละลาย (solution) ออกซิเจนทำปฏิกิริยากับแร่ oxidation 3) การผุพังทางชีวะ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิต เช่น รากของพืชที่ซอกซอนรอยแยกของหิน ทำให้หินแตกออกมา 3.1.2. กระบวนการกัดกร่อนชะล้าง Erosion เป็นกระบวนการแตกสลายของชิ้นส่วนที่เกิดจาการผุพังอยู่กับที่ ซึ่งจะมีการถูกนำพาไปโดยตัวกลาง เช่น ทางน้ำไหล น้ำใต้ดิน ลม ธารน้ำแข็ง ฯลฯ 3.1.3. การถล่มของมวลสาร Mass Wasting เป็นกระบวนการที่ทำให้ชิ้นส่วนของหินที่เกิดอยู่กับที่เคลื่อนย้ายหรือถล่มไปตามความลาดเอียง ซึ่ง อาศัยแรงดึงดูดของโลก ไม่ต้องอาศัยตัวกลางนำพา 3.2 การเพิ่มระดับ Aggradation เป็นกระบวนการปรับระดับของผิวโลกให้สูงขึ้น อาจจะเกิดจากการทับถมของตะกอนที่ถูกตัวกลางนำพามา เช่น ทางน้ำไหล คลื่น ลม ธารน้ำแข็ง ฯลฯ หรืออาจรวมถึงอิทธิพลของสิ่งมีชีวิตที่มีการทำให้เกิดการเพิ่มระดับ กระบวนการที่ท าให้เกิดการปรับระดับผิวแผ่นดิน 1. การผุพัง Weathering คือ การที่หินผุพังทำลายลงอยู่กับที่ มีตัวกระทำ จากลมฟ้าอากาศ สารละลาย และรวมทั้งการกระทำของต้นไม้ แบคทีเรีย ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ มีการเพิ่มอุณหภูมิและลดอุณหภูมิ สลับกัน
2. การกร่อน Erosion หมายถึง กระบวนการที่ทำให้สารเปลือกโลกหลุด ละลายไป หรือกร่อนไป โดยมีการ เคลื่อนที่กระจัดกระจายไปจากที่เดิม ต้นเหตุ คือ ตัวการธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ลมฟ้าอากาศ กระแสน้ำ ธารน้ำแข็ง การครูดถู ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง 3. การพัดพา Transportation หมายถึง การเคลื่อนที่ของมวลหิน ดิน ทราย โดยกระแสน้ำ กระแสลม หรือ ธารน้ำแข็ง พัดพาวัตถุไป ภายใต้แรงดึงดูดของโลก อนุภาคขนาดเล็กจะถูกพัดพาให้เคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่าอนุภาคขนาดให 4. การทับถม Deposit เกิดขึ้นเมื่อตัวกลางซึ่งทำให้เกิดการพัดพา เช่น กระแสน้ำ กระแสลม หรือธารน้ำแข็ง อ่อนกำลังลงและยุติลง ตะกอนที่ถูกพัดพาจะสะสมตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ ทำให้ภูมิประเทศสูงขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง อุณหภูมิ ความกดดัน ปฏิกิริยาเคมี และเกิดการตกผลึก ตะกอนที่อยู่ชั้นล่างจะมีความหนาแน่นสูงและมีเนื้อละเอียดกว่าชั้นบน เนื่องจากแรงกดดันซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำหนักตัวทับถมกัน 3.2.1 ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการปรับระดับผิวแผ่นดิน 1) ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกระทำของน้ำและแม่น้ำ การกร่อน การพัดพา และการทับถม เป็นกระบวนการของแม่น้ำที่มีผลต่อลักษณะภูมิประเทศ โดยวิล เลียมเอ็ม. เดวิส William M. Davis นักธรณีวิทยาชาวอเมริกันได้อธิบายการเปลี่ยนแปลงของลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการ กระทำของแม่น้ำไว้ ดังนี้ 1.1 แม่น้ำระยะเริ่มแรกหรือวัยอ่อน young age ลักษณะภูมิประเทศร่องน้ำจะมีความชันมาก มีหุบ เขาลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันมาก เป็นรูปตัววี V- shape valley น้ำจะไหลแรง จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ตามโครงสร้างลักษณะภูมิ ประเทศของหินเปลือกโลก บริเวณท้องน้ำจะขรุขระมีเกาะแก่งมาก อาจมีน้ำตก waterfallถ้าภูมิประเทศมีความต่างระดับกัน เพราะเป็นหน้าผา ภูมิประเทศจากการกระทำของแม่น้ำในวัยนี้ม่ปรากฏที่ราบน้ำท่วมถึง 1.2) แม่น้ำวัยหนุ่ม mature age น้ำเริ่มไหลช้าลงและมีลักษณะคดเคี้ยว แม่น้ำจะกัดเซาะบริเวณตลิ่ง มากขึ้น เริ่มปรากฏที่ราบน้ำท่วมถึงในบริเวณนี้ เมื่อระยะเวลาผ่านไป ความแรงของกระแสน้ำที่กัดเซาะตลิ่ง ทำให้หุบเขา ขยายตัวออกทางด้านข้าง ความลาดชันลดลง เริ่มมีการตกตะกอนของเศษหินตามท้องน้ำ หุบเขาจากรูปตัววี V- shape valley ของแม่น้ำ เริ่มกลายไปรูปตัวยู U - shape valley แม่น้ำจะไหลคดเคี้ยว เริ่มปรากฏที่ราบน้ำท่วมถึง Flood plain ในบาง บริเวณ 1.3) แม่น้ำวัยชรา old age น้ำไหลช้ากว่าวัยหนุ่มและเกิดที่ราบน้ำท่วมถึงเป็นบริเวณกว้างจากการ ขยายตัวของแม่น้ำ แม่น้ำจะไหลโค้งมากขึ้น มีการตกตะกอนของวัตถุทำให้ท้องน้ำตื้น เกิดพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง Flood plain บางส่วนของแม่น้ำเกิดการไหลเปลี่ยนทิศทาง ตัดตรง ทำให้เกิดภูมิประเทศ เป็นที่ราบบริเวณกว้าง ส่วนเส้นทางน้ำเดิมที่ถูกตัด ขาด กลายเป็น ทะเลสาบรูปแอก oxbow lake บริเวณที่เป็นที่ราบน้ำท่วมถึง ในระยะสุดท้ายของลุ่มน้ำจะกลายเป็นที่ราบหรือ อาจมีเนินเขาสลับกับที่ราบ บางบริเวณอาจมีภูเขาเหลืออยู่ เรียกว่า เขาโดด monadnock จากการกระทำของน้ำหรือแม่น้ำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ ดังนี้ 1. แก่ง rapids คือ ลักษณะของธารน้ำหรือแหล่งน้ำที่มีโขดหินหินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่ กระจายโผล่ขึ้นมากลาง แหล่งน้ำ ขวางกั้นตามท้องน้ำโดยที่ลักษณะฃองหินที่โผล่ขึ้นมากลางแหล่งน้ำจะมีลักษณะแตกต่างกัน ในบางครั้งทำให้กีดขวาง การจราจรทางน้ำ
2. น้ำตก waterfall ลักษณะภูมประเทศที่เกิดจากลำธาร ไหลผ่านบริเวณที่มีความลาดชัน มีการเปลี่ยนระดับ หรือ เกิดความแตกต่างของระดับธารน้ำ ทำให้ลักษณะการไหลของลำน้ำเปลี่ยนแปลงไป น้ำตกอาจไหลตกลงมาจากที่สูงหรือ ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ก็ได้ 3. หุบผาชัน canyon เกิดจากการกัดเซาะของน้ำบริเวณท้องน้ำอย่างรวดเร็วจนเป็นร่องลึก เหลือหน้าผาสูงชัน ทั้งสองด้าน 4. ถ้ำ cave มักพบมากในบริเวณที่ภูเขามีลักษณะเป็นหินปูน ซึ่งน้ำใต้ดินและน้ำฝนที่มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน จะค่อย ๆ กัดกร่อนหินปูนให้กลายเป็นช่องหรือโพรงขนาดใหญ่ และพัฒนามาเป็นถ้ำ และในถ้ำยังพบหินงอก stalagmite และ หินย้อย stalactite 5. ที่ราบน้ำท่วมถึง Flood plain เป็นที่ราบลุ่มที่อยู่ตามฝั่งของแม่น้ำในระยะวัยหนุ่มและวัยชรา เกิดจากการ ทับถมของตะกอนในช่วงน้ำหลาก ทำให้น้ำตื้นเขินเกิดเป็นที่ราบ 6. ตะกอนน้ำพารูปพัด alluvial fan เกิดจากการสะสมตัวของตะกอน จากทางน้ำที่ไหลจากหุบเขาชันลงสู่พื้น ราบ เมื่อความเร็วของกระแสน้ำลดลงจนไม่สามารถนำพาตะกอนบางส่วนต่อไปได้ ตะกอนดังกล่าวจึงตกสะสมบริเวณใกล้กับ เนินเขาในลักษณะที่กระจายออกไปรอบข้างเป็นรูปพัด ตะกอนประกอบด้วยชั้นทรายสลับกับชั้นกรวดและดินเคลย์ ที่แยก กระจายออกไปรอบข้างเป็นรูปพัด ถ้าตะกอนสะสมตัวพูนสูงขึ้นจนเป็นรูปกรวยผ่าครึ่งตามยาว เรียกว่า เนินตะกอนน้ำพารูป กรวย ถ้าตะกอนส่วนใหญ่มีเนื้อหยาบ เรียกว่า เนินตะกอนหยาบรูปกรวย 7. ดินดอนสามเหลี่ยม delta หรือ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ river delta จะเกิดกับแม่น้ำที่พัดพาเอา ตะกอนขนาดเล็ก ๆ จำพวกทรายละเอียดและโคลนมากับลำน้ำเป็นปริมาณมาก แล้วมาตกตะกอนทับถมกันบริเวณปากแม่น้ำ เมื่อแม่น้ำไหลลงสู่ทะเลหรือทะเลสาบ ความเร็วของน้ำในแม่น้ำจะลดลงและตะกอนที่แม่น้ำพัดมาจะค่อย ๆ สะสมตัวบริเวณ ดังกล่าว ในกรณีที่กระแสน้ำขึ้นลงไม่ส่งอิทธิพลรุนแรง แม่น้ำก็จะพัดพาเอาตะกอนมาสะสมอยู่เรื่อย ๆ โดยทรายหยาบจะ ตกตะกอนลงเป็นพวกแรกและนาน ๆ เข้าก็จะปรากฏเป็นสันทรายบริเวณปากแม่น้ำ ในที่สุดแม่น้ำก็จะแตกแขนงออกเป็นสอง สาขาในเวลาต่อมา แม่น้ำทั้งสองสาขาก็จะถูกปิดกั้นด้วยสันทราย ทำให้สาขาแม่น้ำแตกออกเป็นสาขาลำน้ำย่อยลงไปอีก ดิน ดอนโดยทั่วไปมักมีสาขาของลำน้ำที่แตกแขนงจากแม่น้ำใหญ่ โดยปกติแล้วแม่น้ำทุกสายที่ไหลลงทะเลหรือทะเลสาบจะมีดิน ดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเกิดขึ้นเสมอ ที่เราเรียกกันว่า "เดลต้า" delta เพราะว่าบริเวณดังกล่าวมีรูปร่างคล้าย สามเหลี่ยม ซึ่ง ถึงแม้ว่าดินดอนจะไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมนักภูมิศาสตร์โดยทั่วไปก็เรียกว่า "delta" เช่น ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระ ใน ประเทศไทย ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา ในอินเดียและบังคลาเทศ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีสใน
อิรัก ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เดลต้าปากแม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ 2) ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกระทำของลม การกระทำของลมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลก ได้แก่ การกร่อน การพัดพา และการทับ ถม ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศแบบต่าง ๆ เช่น 2.1) แอ่งในทะเลทราย ลมจะพัดพาเอาวัตถุที่อยู่ตามพื้นผิวดินหรือทะเลทรายขึ้นมา จนทำ ให้เกิดแอ่งขนาดเล็ก 2.2) เขาโดดในทะเลทราย inselberg เกิดจากการกร่อน โดยลมกระทำต่อภูเขาที่ตั้งอยู่โดด เดี่ยวในทะเลทรายจนทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไป 2.3) เนินทรายหรือสันทราย sand dune เกิดจากลักษณะแผ่นดินที่ตั้งขวางทิศทางลม ทำให้ ลมพัดทรายละเอียดมาทับถมกันบริเวณด้านหน้าของสิ่งที่กั้นขวาง 2.4) ดินเลิสส์ loess หรือ ดินลมหอบ เกิดจากลมพัดพาตะกอนดินมาจากเขตพื้นที่แห้งแล้ง มาทับถมกัน 3) ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกระทำของธารน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งเกิดจากหิมะ ที่ตกทับถมและจับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน หิมะเหล่านี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก ไอน้ำในอากาศเปลี่ยนสถา วะเป็นผลึกน้ำแข็งเล็กๆ ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า จุดเยือกแข็ง ตามแนวระดับต่ำสุดของพื้นที่ ทีอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่ มีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี หรือที่เรียกว่า เส้นขอบหิมะ SNOW LINE สามารถพบ แนวหิมะ ตามละติจู และเขตเทือกเขาสูงที่ แตกต่างกัน ในเขตละติจูดสูง บริเวณขั้วโลก เส้นขอบหิมะ จะอยู่ระดับน้ำทะเล ในเขตละติจูดกลาง บริเวณใกล้ขั้วโลก เส้นขอบหิมะ จะอยู่ใกล้ระดับน้ำทะเล ในเขตละติจูดต่ำ บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เส้นขอบหิมะ จะอยู่สูงขึ้นไป ประมาณ 15,000 ฟุต จาก ระดับน้ำทะเล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งละติจูด และ ความสูงของเทือกเขา ตลอดจนระดับขอบหิมะจะต่ำลง หรือ สูงขึ้น ขึ้นอยู่ กับฤดูกาลด้วย อาทิ ในฤดูหนาว SNOW LINE จะอยู่ต่ำลงมา ส่วนฤดูร้อน SNOW LINE จะอยู่สูงขึ้นไป ธารน้ำแข็งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ธารน้ำแข็งหุบเขา valley glacier
2. ธารน้ำแข็งภาคพื้นทวีป continental glacier 1.1 ธารน้ำแข็งหุบเขา valley glacier เป็นน้ำแข็งที่เกิดจากการสะสมตัวของหิมะแล้วไหลลง มาตามหุบเขา ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศรูปแบบต่าง ๆ เช่น เซิร์ก cirque เป็นคำภาษาฝรั่งเศส คือลักษณะภูมิประเทศไหล่เขาชัน รูปอัฒจันทร์โค้ง หรือ แอ่งรูปครึ่งวงกลม ในบริเวณหน้าผาชัน พบบริเวณตอนยอดของธารหิมะ เกิดจากธารน้ำแข็งกัดเซาะไหล่เขาให้เป็นแอ่งลึกเข้าไป เมื่อธารน้ำแข็งละลาย บริเวณแอ่งมีน้ำขังอยู่จะมีลักษณะเป็นทะเลสาบ เรียกว่า ทาร์น tarn อาแรต arête อยู่ระหว่างแอ่งเซิร์ก 2 แห่ง มักมีลักษณะสันเขาหยักแหลม ๆ เหนือระดับหิมะเกิดขึ้นเนื่องจาก การเกิด เซิร์ก ใน บริเวณใกล้เคียงพื้นที่ลาดเขา ที่มีธารน้ำแข็งกัดเซาะ จึงทำให้หินแตกพังทะลาย ขอบแอ่งมีลักษณะคล้ายสันมีด หรือ อาจเกิด จากเซิร์กหรือ แอ่ง 2 แอ่ง เกิดใกล้กัน จนขอบแอ่งหน้าผา 2 ด้านประกิบติดกัน ทำให้เกิดมีลักษณะเป็นสันขึ้นมา ฮอร์น horn คือบริเวณที่มีแอ่งเซิร์ก 3 แอ่ง หรือมากกว่านั้นหันหลังชนกัน จะเกิดยอดเขา แหลมรูปพีระมิดสูง เกิดขึ้นเนื่องจาก การกระทำของธารน้ำแข็ง เป็นจำนวนมากที่ไหลจากภูเขา และ ขูดกัด ลาดเขาให้เป็นแอ่ง ลึก ทำให้เหลือบริเวณ ตรงกลางและสันเขาโดยรอบสูงชัน คล้ายรูปปิรามิด ด้วยเหตุนี้ จึงอาจเรียก ได้อีกชื่อ หนึ่ง ว่า ยอดเขา รูปปิรามิด ภูเขารูปทำนองนี้ มักจะมีคำว่า ฮอร์น อยู่ด้วย อาทิ เวตเตอร์ฮอร์น Weter horn ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ แมทเทอร์ฮอร์น Matterhorn หินทรงพีระมิดที่สูงเด่นเป็นสง่าท่ามกลางเทือกเขาแอลป์อันลือลั่น ด้วยความ สูง 4,447 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และรูปทรงสามเหลี่ยมพีรามิด ณ จุดบนสุดของยอดเขา
หุบเขาธารน้ำแข็ง glacial trough คือบริเวณหุบเขาที่มีลักษณะลึกและกว้าง ขอบสูงชัน คล้ายตัวยู U-Shape valley ถ้าหุบเขานี้ เกิดบนภูเขาที่ตั้งอยู่ติดริมฝั่งทะเล มีลักษณะเป็นหุบเขาแคบ ๆ มีหน้าผาสูงชัน พื้นที่หุบเขาอาจอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมื่อธาร น้ำแข็งละลาย ทำให้น้ำทะเลไหลท่วมเข้าไป จึงทำให้เกิดเป็นอ่าวเล็กๆ มีลักษณะแคบและยาวลึกเข้าไป ในระหว่างหน้าผาสูงชัน ลักษณะแบบนี้เรียกว่า ฟยอร์ด fiord จะพบลักษณะภูมิประเทศแบบนี้ เช่น บริเวณชายฝั่งตะวันตกของ คาบสมุทร สแกนดิเนเวียร์ ประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศชิลี สก็อตแลนด์ ไอซแลนด์ เกาะกรีนแลนด์ นิวฟันด์แลนด์ คาบสมุทรลาบราดอร์ รัฐวอชิงตัน อะแลสกา บริติชโคลัมเบีย 2. ธารน้ำแข็งภาคพื้นทวีป continental glacier พบอยู่บนภาคพื้นทวีปในเขตละติจูดสูง ลักษณะภูมิ ประเทศที่เกิดขึ้นมักเกิดจากการกร่อน พัดพา และการทับถม ลักษณะภูมิประเทศ ที่เกิดจากการทบถมของธารน้ำแข็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเภทธารน้ำแข็งทวีป หรือ พืดน้ำแข็งมีหลายรูปแบบต่างๆกัน อาทิ ทะเลสาบธารน้ำแข็ง glacier lake เกิดจากการกัดกร่อนของธารน้ำแข็งจนทำให้เป็นหลุม เมื่อธาร น้ำแข็งละลาย จึงมีน้ำขังอยู่ จึงกลายเป็นทะเลสาบ ตัวอย่าง อาทิ ทะเลสาบในประเทศฟินแลนด์ ทวีปยุโรป ทะเลสาบใน ประเทศแคนาดา ทวีปอเมริกาเหนือ แพเศษหินธารน้ำแข็ง Moraine คือเศษหินที่แตกหลุดออกมาจากเขาหินสองฟากฝั่งธารน้ำแข็ง ลงมา สะสมอยู่บนธารน้ำแข็งที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อธารน้ำแข็ง เคลื่อนตัวลงสู่ที่ต่ำ ก็พาเอาเศษแพหินเล่านี้ลอยไปด้วย แพเศษหินที่เยียด ยาวเป็นแนวตามขอบซ้าย ขวา ของธารน้ำแข็ง เรียกว่า แพเศษหินธารน้ำแข็งข้างธาร La-Teral Moraine ถ้าธารน้ำแข็งสองธาร ไหลมาบรรจบกัน แพเศษหินข้างธารของธารหนึ่งเคลื่อนมารวมเข้ากับแพเศษหินของอีกธารหนึ่ง ทำให้กลายเป็น แพ เศษหิน กลางธาร Medial Moraine แพเศษหินธารน้ำแข็งที่ตกจมอยู่ปลายธารน้ำแข็งซึ่งละลาย เรียกว่า สิ่งตกจมพื้นธารน้ำแข็งปลาย ธาร Terminal Morainr กลายเป็นที่ราบเศษหินธารน้ำแข็ง ที่ราบเศษหินธารน้ำแข็ง outwash plain เกิดจากเศษดินเศษหินที่ธารน้ำแข็งพัดพามาทับถมมักพบ ในบริเวณปลายธารน้ำแข็ง เนินกรวดท้ายธารน้ำแข็ง Esker คือเนินกรวดที่มีลักษณะเป็นสันซึ่งคดเคี้ยวท้ายเรียว ไปมาของทราย และกรวด เกิดขึ้นเนื่องจากตอนท้ายธารน้ำแข็ง มีน้ำแข็งละลายไหลเป็นช่องอยู่ภายใต้ และได้นำพาเอากรวดทรายไปทับถมกัน เป็นชั้นตามขนาด ลักษณะเป็นแนวยาว สะสมตัว จากทางน้ำที่ไหลอยู่ในโพรง ใต้ธารน้ำแข็ง สูงประมาณ 3-15 เมตร อาจสูงได้
ถึง 30 เมตรในบางครั้ง และอาจยาวได้ถึง 160 กิโลเมตร กว้างเพียง 2-3 เมตรจะปรากฏอย่างชัดเจนต่อเมื่อธารน้ำแข็งละลายไป หมดแล้ว เรียกภูมิประเทศแบบนี้ว่า เนินกรวดท้ายธารน้ำแข็ง หรือ เอสเกอร์ Esker 4) ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำ การกระทำของคลื่นและกระแสน้ำที่ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศ ได้แก่ การกร่อน การพัดพา และการทับถม ทำให้ เกิดลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญ เช่น 1.1) แหลม cape และอ่าว bay ส่วนหินแข็งที่ยื่นออกไปในทะเล เรียกว่า แหลม ส่วนบริเวณ ที่ถูกกัดเซาะเว้าเข้าไปในแผ่นดิน เรียกว่า อ่าว 1.2) หน้าผาสูงชันริมทะเล sea cliff และโพรงหินชายฝั่ง sea cave เกิดจากการกัดเซาะของ คลื่น ทำให้เกิดเป็นหน้าผาสูงชัน ถ้าบริเวณหน้าผาชายทะเลถูกคลื่นกัดเซาะบริเวณฐานของหน้าผา เรียกว่า โพรงหินชายฝั่ง 1.3) ซุ้มหินชายฝั่ง sea arch มักเกิดขึ้นบริเวณหัวแหลม โดยกระแสน้ำจะกัดเซาะจนทำให้ เกิดเป็นโพรงหิน เมื่อโพรงนี้ทะลุจะมีเป็นลักษณะเหมือนสะพานโค้งอยู่เหนือน้ำ 1.4) หาดทราย beach เกิดขึ้นจากการทับถมของกรวดทรายที่คลื่นพัดพามา 1.5) สันดอน bar เกิดจากคลื่นและกระแสน้ำพัดพาเอากรวด ทรายมาทับถมขวางทางไว้ เมื่อ นานเข้าจะปรากฏเป็นเนินสูงพ้นจากพื้นน้ำ 1.6) ที่ราบชายฝั่ง coastal plain เกิดจากคลื่นและกระแสน้ำพัดพาเศษวัตถุจากทะเลเข้ามา ทับถมไว้ที่ชายฝั่ง ทำให้เกิดเป็นที่ราบ