ประวตั ิ
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)
จัดทำโดย นางสาว สุพตั รา จุลกลาง
รหัสนกั ศกึ ษา 6181118002
สารบญั
1.ประวัติ หนา้
2.ชวี ิตสว่ นตัว 2
3.เสยี ชีวติ 3
4.ผลงานดเี ดน่ 5
5
2
1.ประวัติ
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) จุลชีววิทยาและนักเคมีผู้วางรากฐานการแพทย์
สมัยใหม่ เป็นผู้ค้นพบว่าการเน่าเสียของอาหารเกิดจากจุลินทรีย์ และค้นพบวิธีการฆ่า
เชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยการพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization) ซึ่งช่วยให้สามารถเก็บนม
เคร่ืองด่มื และอาหารไว้ไดน้ านโดยไมเ่ น่าเสีย การค้นพบน้ที ำใหส้ าขาวิชาจุลชวี วิทยาโดด
เดน่ ก้าวหนา้ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ ปาสเตอร์ยงั เป็นผ้คู ิดค้นทฤษฎกี ารตดิ เช้ือจากจลุ นิ ทรยี แ์ ละ
ค้นพบวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ
วงการแพทย์เป็นอย่างมาก ช่วงปั้นปลายชีวิตเขาได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ที่มุ่งทำงาน
วิจัยต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆจนกลายเป็นสถาบันวิจัยที่สำคัญของโลก ปาสเตอร์เป็น
นกั วทิ ยาศาสตรท์ ่อี ุทิศตนใหก้ ับงานคน้ คว้าวจิ ยั ดว้ ยความพยายามและมุ่งม่นั ผลงานของ
เขาสร้างประโยชน์ให้กับโลกอย่างมหาศาล ปาสเตอร์เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้
ยงิ่ ใหญท่ ่ีไดร้ บั การยกย่องจากผ้คู นทว่ั โลกอยา่ งสูง
3
เป็นชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อปี 1822 ที่เมือง Dole ทางภาคตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส
เป็นลูกของช่างฟอกหนังฐานะไม่ค่อยดี ตอนเป็นเด็กปาสเตอร์ไม่สนใจเรียน แต่วาดรูป
เกง่ เขาวาดรูปของพอ่ แม่ เพื่อน และเพื่อนบา้ นไวจ้ ำนวนมาก เปน็ เด็กทมี่ แี ววด้านศิลปะ
ดีทีเดยี ว แตพ่ อ่ ไมส่ นบั สนุนจึงไมไ่ ดไ้ ปตอ่ ปี 1838 ถูกสง่ ไปเรยี นต่อท่ีกรุงปารีส แต่เรียน
ได้ไม่นานนักก็ป่วยและเป็นโรคคิดถึงบ้านอย่างหนักจนพ่อต้องไปรบั ตัวกลับบ้านปีถัดมา
ปาสเตอรเ์ ข้าเรียนท่ี Collège Royal ในเมือง Besançon ซึ่งอยใู่ กลบ้ า้ นและจบปรญิ ญา
ตรีสาขาวิทยาศาสตร์ในปี 1842 ด้วยคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ ปี 1843 ปาสเตอร์เข้าเรียน
ต่อในสาขาวิทยาศาสตร์ท่ีสถาบัน École Normale Supérieure ในกรุงปารีส จบระดบั
ปรญิ ญาโทในปี 1845 และได้รบั ปรญิ ญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์ในปี 1847ปาสเตอรใ์ นวัย
26 ปีเริ่มทำงานเป็นอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ช่วงสั้นๆที่โรงเรียนมัธยมในเมือง Dijon
ก่อนที่จะไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์เคมีที่มหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก ที่ซึ่งเขาได้พบกับ
Marie Laurent ลูกสาวของอธกิ ารบดีของมหาวทิ ยาลยั ได้แตง่ งานกันและเธอกลายเป็น
ผู้ชว่ ยคนสำคัญในงานวิจยั ของปาสเตอร์ไปตลอดชีวิต ท้ังคู่มลี กู ด้วยกนั 5 คนแตร่ อดชีวิต
จนโตเพยี ง 2 คน ท่เี หลือเสยี ชวี ติ ด้วยโรคไทฟอยด์
2.ชวี ติ ส่วนตวั
ปาสเตอร์เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 ที่เมืองโดล มลรัฐจูรา ประเทศฝรั่งเศส
บิดาของเขาเป็นช่างฟอกหนังชื่อว่าจีน โจเซฟ ปาสเตอร์ (Jean Joseph Pasteur) และ
เคยเป็นทหารในกองทัพของพระเจ้านโปเลียนมหาราช และได้รับเหรียญกล้าหาญจาก
สงครามด้วย ต่อมาครอบครัวของปาสเตอร์ได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอาร์บัวส์ (Arbors) แม้ว่า
ฐานะครอบครัวของเขาจะมีฐานะไม่ดีนัก แต่บิดาก็ต้องการให้หลุยส์มีความรู้ที่ดี
การศึกษาขั้นแรกของปาสเตอร์เริ่มต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดอาร์บัวส์ ซึ่งวิชา
วิทยาศาสตร์เป็นวิชาท่ีเขาเรียนได้ดีที่สุด นอกจากนี้เขามีความสามารถในการวาดรูปอกี
ด้วย โดยเฉพาะภาพเหมือน(Portrait) เขามีความชำนาญมากที่สุดรูปเหมือนที่ปาสเตอร์
ได้วาด เช่น ภาพบิดา มารดา และเพื่อน ๆ ของเขา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันภาพเหล่านี้ได้ถกู
แขวนประดับไว้ในสถาบันปาสเตอร์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ( The Pasteur
InstituteinParis)ด้วยความที่ปาสเตอร์เป็นนักเรียนที่เรียนดี มีความสามารถ และความ
ประพฤติเรยี บรอ้ ย จึงได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ใหญ่ของวทิ ยาลัยอาร์บวั ส์ให้ไป
4
เรียนที่อีโคล นอร์เมลซูพีเรีย (Ecole Normale Superiere) ซึ่งเป็นสถาบันฝึกหัดครู
ชั้นสูงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงปารีสด้วยอาจารย์ใหญ่ต้องการให้เขากลับมาเป็น
อาจารย์ที่วิทยาลัยอาร์บัวสนั่นเอง แต่ปาสเตอร์เรียนอยู่ที่น่ีได้ไม่นาน บิดาก็ต้องมารับ
กลับบ้าน ด้วยเขาป่วยเป็นโรคคิดถึงบ้าน (Home Sick) อย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะถึงข้ัน
เป็นโรคประสาทได้ในเวลาต่อมาเขาได้เข้าเรียนต่อวิชาอักษรศาสตร์ ที่รอยับลคอลเลจ
(Royal College) ในเบซานกอน (Besancon) หลังจากจบการศึกษาแล้ว ปาสเตอร์ได้
ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต่อจากนรั้นปาสเตอร์ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่สถาบันฝกึ หัด
ครชู ัน้ สูงEcole Normale Superiere อย่างทเี่ ขาต้ังใจในครัง้ แรก ในระหว่างที่เขาศึกษา
อยู่ที่นี่เขามีโอกาสได้เรียนวิชาเคมีกับนักเคมีผู้มีชื่อเสียง 2 ท่าน คือ เจ.บี. ดีมาส์ (J.B.
Dumas) แ ล ะ เ อ . เ จ . บ า ล า ร ์ ด ซ ึ ่ ง ส อ น อ ย ู ่ ท ี ่ ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ซ อ ร ์ บอ น น์
(SorbonneUniversity) เนื่องจากมีบางวิชาที่ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในช่วงปี
สุดท้ายของการศึกษาที่ อีโคล นอร์เมล ซูพเรียเขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับผลึก
(Crystallography) ในปี ค.ศ. 1852 เมื่อปาสเตอร์จบการศึกษาแล้ว เขาได้ทำการ
ทดลองเกี่ยวกบั กรดทาร์ทารกิ หรือกรดปนู ท่ีใชท้ ำน้ำส้ม (Tartaric acid) จากผลงานการ
ทดลองชิ้นนี้ในปี ค.ศ. 1849 เขาได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยสตราส์เบิร์ก (Strasburg
University) ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาเคมีต่อมาปาสเตอร์ได้ทำการศึกษา
เกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ และได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคที่ร้ายแรงที่สุดตอนน้ันคือโรค
แอนแทรกซไ์ ด้สำเรจ็ ตามด้วยการค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ แต่การ
คน้ พบวัคซีนท่สี ร้างช่ือเสียงให้กบั เขามากท่ีสดุ คอื วัคซีนปอ้ งกันพษิ สุนัขบ้าซ่งึ เป็นโรคทท่ี ำ
ให้คนตายไปพอสมควร และจากการพบวัคซีนนี้ทำให้ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคอีก
มากมาย เช่น อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์
เป็นอยา่ งมาก ปคี .ศ. 1888 ปาสเตอร์ได้ก่อตง้ั สถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ข้ึน
ที่กรุงปารีส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศต่างๆทั่วโลก
รวมถึงประเทศไทยภายใต้ช่ือ “สถานเสาวภา” เพอื่ ใช้เปน็ สถานทท่ี ดลองค้นควา้ เกี่ยวกบั
วัคซีนปอ้ งกันโรคติดตอ่ ชนิดต่างๆ
5
3.เสยี ชวี ิต
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองอาร์บัวส์ ต่อมาเขาก็ได้ไปเรียนท่ี
กรุงปารีส แต่ก็ป่วยด้วยโรคคิดถึงบ้าน ก่อนจะกลับไปเรียนที่ปารีสอีกครั้งในภายหลัง
จนกระทั่งปี ค.ศ. 1854 เขาได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิชาเคมีและคณบดีคณะ
วิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยลิลล์หลุยส์ ปาสเตอร์ เสียชีวิต วันที่ 28 กันยายน ค.ศ.
1895 ที่ Marnes-la-Coquette ประเทศฝร่ังเศส (France) ในอายุ 72 ปี
4.ผลงานเดน่
4.1 แกป้ ัญหาโรคระบาดในตวั ไหม
ปี 1865 เกิดโรคระบาดในตวั ไหมอย่างหนกั ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ปาสเตอรไ์ ด้รับ
มอบหมายใหแ้ ก้ปญั หาน้ี เขาเดินทางไปทเี่ มืองอารล์ เพอ่ื ศกึ ษาและหาทางแก้ปญั หา ปา
สเตอร์ตอ้ งอยู่ที่นถี่ ึง 5 ปี ใชค้ วามอดทนและความพยายามอยา่ งมากในการคน้ ควา้
ทดลอง ในทส่ี ุดเขากท็ ำสำเรจ็ เขาค้นพบตวั ยาท่ีใช้รักษาโรคไหม สถิตกิ ารตายของตวั
ไหมลดลงอยา่ งรวดเรว็ และหยดุ ระบาดไป แถมตวั ไหมยังใหผ้ ลดีย่ิงขนึ้ กวา่ เดิมอีกด้วย
ความสำเร็จในการคิดคน้ วธิ ที ำพาสเจอร์ไรสแ์ ละการแกป้ ญั หาโรคไหมทำให้ปาสเตอรม์ ี
ช่อื เสียงโด่งดงั มหาวทิ ยาลัยบอนน์ในประเทศเยอรมนั ไดม้ อบปรญิ ญาแพทยศาสตร์ดษุ ฎี
บัณฑิตกติ ติมศกั ด์ิแก่ปาสเตอร์ (ภายหลังเขาส่งคนื เมื่อเกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกบั
6
เยอรมนีข้นึ ) เขาได้เขา้ เฝา้ พระเจา้ นโปเลยี นท่ี 3 และพระราชินี ซ่งึ ทั้งสองพระองค์
ประหลาดใจมากทผี่ ปู้ ราบโรคไหมและโรคเหลา้ องนุ่ ที่เป็นสนิ คา้ สำคญั ที่สดุ ของประเทศ
ฝรงั่ เศสซึ่งสร้างความมัง่ ค่งั ใหก้ ับมหาเศรษฐีมากมายกลบั เปน็ คนที่มฐี านะยากจนมาก
4.2ทฤษฎีการติดเช้ือจากจุลินทรยี ์
จากงานคน้ ควา้ เกีย่ วกบั จุลนิ ทรีย์อย่างต่อเนอ่ื งทำให้ปาสเตอร์ไดข้ อ้ สรปุ วา่ ความเจ็บไขไ้ ด้
ป่วยของคนและสัตว์ รวมไปถึงต้นไม้เกิดจากการติดเชื้อจุลินทรีย์ หากสามารถฆ่า
เชือ้ จุลนิ ทรีย์ก็จะหายป่วยกลับเป็นมาปกติได้ งานวิจยั ของเขาจงึ มงุ่ ไปทางน้ี ปาสเตอร์ได้
เสนอว่าในอากาศ เครื่องมือเครื่องใช้ เสื้อผ้า รวมไปถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์
ล้วนแต่มีเชื้อโรคปนเป้ือนอยู่ โดยเฉพาะการผ่าตัดมีโอกาสติดเชื้อสงู มาก ควรฆ่าเชื้อโรค
จากแหล่งต่างๆเหล่านั้นให้หมดเพือ่ ป้องกันการติดเช้ืออังกฤษได้นำเอาคำแนะนำของปา
สเตอร์ไปใช้ทันที รวมถึงใช้กับการคลอดบุตรในโรงพยาบาลด้วย แต่ฝรั่งเศสกลับไม่เช่ือ
แถมบางคนยังเยาะเย้ยถากถางเรื่องจุลินทรีย์ของปาสเตอร์ ผ่านไปหลายปีมีสถิติที่
เชื่อถือได้ว่าโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษที่ปฏิบัติตามแนวคิดของปาสเตอร์มีจำนวน
ผู้ปว่ ยและตายหลงั ผา่ ตัดและคลอดบุตรลดนอ้ ยไปมาก การเข้มงวดในการฆา่
7
เชื้อจุลินทรียต์ ามหลักของปาสเตอร์ใหค้ วามปลอดภัยแกค่ นป่วยอย่างแทจ้ ริง ฝรั่งเศสจงึ
ยอมเชื่อหลักการนี้และนำมาใช้บ้าง เรื่องนี้ยังสะท้อนมุมมองที่เปิดกว้างยอมรับสิ่งใหม่
ของคนองั กฤษมีสงู กว่าคนฝรัง่ เศสทม่ี กั ยดึ มัน่ กบั ความเชอ่ื ดัง้ เดิม
4.3วัคซนี ป้องกนั โรคในคนและสตั ว์
ระหว่างที่ปาสเตอร์กำลงั ศกึ ษาเร่ืองโรคอหวิ าตไ์ ก่ โดยเพาะเชื้อแบคทีเรยี ท่ีทำให้เกดิ โรค
นี้แล้วนำมาฉีดในไก่ เขาพบโดยบังเอิญว่าถ้าไก่ที่แข็งแรงปกติได้รับเชื้อแบคทีเรียท่ี
อ่อนแอจะไม่เป็นโรคและสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้ขึ้นได้เอง หลังจากนั้นเมื่อให้เชื้อปกติไก่ก็
จะไม่เป็นโรค ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการเกิดโรคอหิวาต์ไก่ได้ ปาสเตอร์เสนอเรื่องนี้ต่อ
สถาบันวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสในปี 1880 และได้บอกว่าแบคทีเรียถูกทำให้อ่อนแอลงได้
เมื่อให้สัมผัสกับออกซิเจนปลายทศวรรษ 1870 ปาสเตอร์นำวิธีสร้างภูมิคุ้มกันมาใช้กับ
โรคแอนแทรกซ์ที่ระบาดในปศุสัตว์แล้วทำให้สัตว์เลี้ยงล้มตายจำนวนมาก สร้างกระแส
ความสนใจในการเอาชนะโรคร้ายอื่นๆได้เป็นอย่างดี เขาเพาะเชื้อแบคทีเรียจากเลือด
ของสัตว์ทีเ่ ป็นโรคแอนแทรกซ์ นำไปฉีดให้กับสตั ว์แล้วสัตวเ์ ป็นโรคแอนแทรกซ์ เป็นการ
พิสูจน์ว่าแบคทีเรียนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดโรค ต่อมาเขาค้นพบว่าการเพาะเชื้อ
แบคทเี รียท่ี 42 °C ทำให้มนั ไมส่ ร้างสเปอร์ นำไปสู่เทคนคิ การทำใหเ้ ชือ้ แบคทีเรยี ออ่ นแอ
หลังจากนั้นปาสเตอร์จึงได้ทดลอง “วัคซีน” ของเขากับแกะ แพะ และวัว ซึ่งประสบ
ความสำเร็จทั้งหมด ปี 1885 ปาสเตอร์หันมาสนใจกับโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งเป็นโรคที่ทำให้
คนตายไปพอสมควร งานนี้ทำใหเ้ ขาตอ้ งเสี่ยงชวี ิตอยูไ่ มน่ ้อย เพราะต้องดูดเอาน้ำลายพษิ
ออกจากปากของสุนัขบา้ ปาสเตอร์ทำการเพาะเชอ้ื ไวรัสทีเ่ ปน็ ต้นเหตขุ องโรคในกระต่าย
แล้วทำให้มันอ่อนแอลงด้วยการนำเนื้อเยื่อประสาทที่ติดเชื้อไปตากแห้ง เขาทดลองกับ
สนุ ัขจำนวนมาก มนั ไดผ้ ลดี แต่ไมก่ ลา้ ทดลองกบั คน จนวันหนง่ึ มเี ดก็ อายุ 9 ปีติดเชื้อพิษ
สุนัขบ้าอาการใกล้ตายถูกนำมาให้ปาสเตอร์ทดสอบวัคซีน หลังจากชั่งใจอยู่นานเขา
ตัดสินใจให้วัคซีนกับเด็ก เด็กมีอาการดีขึ้นเป็นลำดับและหายดีภายใน 3 เดือน ต่อมามี
คนมาให้เขารักษามากขึ้น ปี 1886 เขารักษาให้กับคนเป็นโรคนี้ 350 คน ไม่สำเร็จเพียง
คนเดียว ความสำเร็จในเรื่องนี้ของปาสเตอร์เป็นรากฐานสำหรับการผลิตวัคซีนอื่นๆ
ตามมาอกี มากมาย
8
4.4กอ่ ตง้ั สถาบนั วิจยั ชัน้ นำของโลก
หลังจากการพัฒนาวคั ซีนโรคพิษสนุ ัขบ้าปาสเตอรเ์ สนอให้จัดต้งั สถาบันเพื่อการรกั ษาโรค
พิษสุนัขบ้าและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อร้ายแรง โดยมีการระดมทุนจากผู้บริจาค
หลายประเทศ สถาบันปาสเตอร์ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1888
ปาสเตอรเ์ ปน็ ผอู้ ำนวยการสถาบันคนแรกจนกระทง่ั เขาเสยี ชีวิตในปี 1895 ด้วยวยั 73 ปี
ปัจจุบันสถาบันปาสเตอรเ์ ป็นสถาบันวจิ ัยช้ันนำของโลก มีการขยายสาขาออกไปเป็น 32
แหง่ ใน 29 ประเทศทั่วโลก สำหรบั ประเทศไทยใชช้ ื่อวา่ สถานเสาวภา
เขาคือผู้สรา้ งคณุ ูปการแก่ชาวโลก
ผลงานจากความมุ่งมั่นและพยายามของปาสเตอร์สร้างประโยชน์ให้กับโลกอย่าง
มหาศาล ช่วยชีวิตผู้คนจากโรคร้ายมากมาย รวมทั้งได้วางรากฐานสำคัญต่อการแพทย์
สมัยใหม่ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก ในวาระฉลองอายุครบ 70 ปีของปาสเตอร์
รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศให้วันเกิดของเขาเป็นวันหยุดทั่วประเทศ นับว่าเป็นเกียรติ
สูงสุดที่ไม่มีใครได้รับมาก่อนแม้กระทั่งประธานาธิบดี ผู้คนต่างยกย่องชื่นชมใน
ความสามารถและผลงานของเขาในฐานะนักชีววิทยาคนสำคัญของโลก มีสถานที่ ถนน
โรงเรียน มหาวิทยาลัยในหลายประเทศตั้งชื่อตามชื่อของเขาเพื่อเชิดชูเกียรติ ปาสเตอร์
เป็นหน่ึงในนักวิทยาศาสตร์ผ้ยู ่งิ ใหญ่ที่ไดร้ บั การยกยอ่ งจากผคู้ นท่ัวโลกอยา่ งสงู
9
อ้างองิ
https://www.takieng.com/stories/9328
https://sites.google.com/site/withyasastrscince35/aa-2
https://sites.google.com/site/mrlouispasteur/prawati