สารบัญ
เรื่อง หน้า
1
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
1
ประวัตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 2
2
พระราชกรณียกิจพระเจ้าตากสิน 3
3
ด้านการปกครอง 4
ด้านเศรษฐกิจ 4
ด้านการคมนาคม 5
ด้านศิลปกรรม 6
ด้านการศาสนา 7
7
ด้านการรบ 8
การป้ องกันแผ่นดินและการขยายอาณาเขต 8
9
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 9
10
ประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 10
พระราชกรณียกิจสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้านการศึกษา
ด้านการเศรษฐกิจ
ด้านการคมนาคม
ด้านการต่างประเทศ
ด้านกิจการเสือป่ าและลูกเสือ
1
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประสูติเมื่อวันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช
2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระนามเดิมว่า สิน บิดาเป็ น
จีนชื่อ ไหฮอง ต่อมา มีบรรดาศักดิ์เป็ นขุนพัฒน์
(นายอากรบ่อนเบี้ย) มารดาชื่อ นกเอี้ยง เมื่อเติบใหญ่ได้ รับราชการเป็ น
มหาดเล็ก มีหน้าที่รายงานข้อราชการในกรมมหาดไทย และกรมวังศาลหลวง
ทำให้ทรงมีความรู้ทางด้านกฎหมาย และระเบียบราชการ นอกเหนือจาก
ความรู้ด้านการทหาร ภาษาจีน ญวน ขอม และวรรณคดี ต่อมาในรัชกาล
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ได้โปรดฯ ให้ขึ้นไปชำระความที่หัวเมืองฝ่ ายเหนือ ผล
การปฏิบัติงานที่พอพระราชหฤทัย จึงทรงตั้งเป็ นหลวงยกกระบัตร ช่วย
ราชการพระยาตาก และ ได้รับแต่งตั้งให้เป็ น เจ้าเมืองตาก และพระยาวชิร
ปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ตามลำดับ
2
พระราชกรณียกิจ พระเจ้าตากสิน
ด้านการปกครอง ยังคงใช้ระบบการปกครองแบบกรุงศรีอยุธยา ส่วน
ด้านกฎหมาย เมื่อครั้งกรุงแตก กฎหมายบ้านเมืองกระจัดกระจายหายสูญ
ไปมาก จึงโปรดให้ทำการสืบเสาะค้นหามารวบรวมไว้ได้ประมาณ 1 ใน 10
และโปรดให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใด ยังเหมาะแก่กาลสมัยก็โปรดให้
คงไว้ และเป็ นการแก้ไขเพื่อให้ราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น โปรด
ให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพนัน ให้อำนาจการตัดสินลงโทษขึ้นแก่ศาล
แทนนายตราสิทธิขาด และยังห้ามนายตรา นายบ่อนออกเงินทดรองให้ผู้
เล่นเกาะกุม ผูกมัด จำจอง เร่งรัดผู้เล่น กฎหมายพิกัดภาษีอากรเกือบไม่มี
เพราะผลประโยชน์แผ่นดินได้จากการค้าสำเภามากพอแล้ว กฎหมายว่า
ด้วยการจุกช่องล้อมวง ก็ยังไม่ตราขึ้น เปิ ดโอกาสให้ราษฎรได้เฝ้ าตาม
รายทาง โดยไม่ต้องมีพนักงานตำรวจแม่นปื นคอยยิงราษฎร ซึ่งแม้แต่ชาว
ต่างประเทศก็ยังชื่นชมในพระราชอัธยาศัยนี้ ในชั้นศาล ก็ไม่โปรดให้อรรถ
คดีคั่งค้าง แม้ยามศึก หากคู่ความไม่ได้เข้ากองทัพหรือประจำราชการต่าง
เมือง ก็โปรดให้ดำเนินการพิจารณาคดีไปตามปกติ ทั้งในการฟ้ องร้อง ยัง
โปรดให้โจทย์หาหมอความแต่งฟ้ องได้เช่นเดียวกับปั จจุบันอีกด้วย วิธี
พิจารณาคดีในสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นได้แจ่มชัด ในบทละครรามเกียรติ์ตอน
ท้าว มาลีวราชพิพากษาความ พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสิน
กรุงธนบุรี
3
ด้านเศรษฐกิจ เนื่องในสมัยกรุงธนบุรี เป็ นระยะเวลาที่สร้างบ้านเมืองกัน
ใหม่ การค้าเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและของราษฎร สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่ ทรง
แต่งสำเภาหลวงออกไปค้าขายทางด้านตะวันออกไปถึงเมืองจีน
ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือถึง
อินเดียตอนใต้ ผลประโยชน์ที่ได้
รับจากการค้าของหลวงช่วย
บรรเทาภาระภาษีของราษฎรไป
ได้มาก สมเด็จ พระเจ้าตากสิน
ฯ ทรงส่งเสริมการนำสินค้าพื้น
เมืองไปขายทางเรือ ซึ่ง
อำนวยผลประโยชน์อย่างใหญ่
หลวงต่องานสร้างชาติทำให้
ราษฎรมีงานทำ มีรายได้
ทั้งยังฝึ กให้คนไทยเชี่ยวชาญการค้าขาย ป้ องกันมิให้การค้าตกไปอยู่ในมือ
ต่างชาติ
ด้านการคมนาคม ใน ยามว่างจากศึกสงคราม จะโปรดให้ตัดถนนและขุด
คลองมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในทางค้าขาย ทรงยกเลิกความคิดแนวเก่าที่ว่า
หากถนนหนทาง การคมนาคมมีมากแล้ว จะเป็ นการอำนวยความสะดวกให้
ข้าศึกศัตรู และพวกก่อการจลาจล แต่กลับทรงเห็นประโยชน์ในทางค้าขาย
มากกว่า ดังนั้นในฤดูหนาวหากว่างจากศึกสงคราม ก็จะโปรดให้ตัดถนน
และขุดคลอง จะเห็นได้จากแนวถนนเก่า ๆ ในเขตธนบุรี ซึ่งมีอยู่มากสาย
ส่วนการขุดชำระคลองมักมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่ อประโยชน์ทาง
ยุทธศาสตร์ เช่น คลองท่าขามจากนครศรีธรรมราชไปออกทะเล เป็ นต้น
4 ด้านศิลปกรรม ใน สมัยนี้ แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีจะมีการงาน
ศึกสงครามแทบจะมิได้ว่างเว้นก็ ตาม แต่ก็ทรงหาโอกาสฟื้ นฟู และบำรุง
ศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านนาฏดุริยางค์ และวรรณกรรม
ด้านนาฏดุริยางค์โปรดให้ฟื้ นฟูอย่างเต็ม
ที่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่รื่นเริงครึกครื้น
เหมือนครั้งกรุงเก่านับเป็ นวิธี บำรุงขวัญ
ที่ใกล้ตัวราษฎรที่สุด พระราชทานโอกาส
ให้ประชาชนทั่วไป เปิ ดการสอนและ
ออกโรงเล่นได้โดยอิสระ เครื่องแต่งกาย
ไม่ว่าจะเป็ นเครื่องต้นเครื่องทรงก็แต่งกันได้ตามลักษณะเรื่อง แม้สมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีเองก็คงจะทรงสนพระทัยในกิจการด้านนี้มิใช่น้อย ด้วย
มักจะโปรดให้มีละครและการละเล่นอย่างมโหฬารในงานสมโภชอยู่เนือง ๆ
ด้านการศาสนา โปรด ให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ที่รกร้างปรักหัก
พังตั้งแต่ครั้งพม่าเข้าเผาผลาญทำลายและกวาดต้อนทรัพย์สิน ไปพม่า
แล้วโปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์เข้าจำวัดต่าง ๆ ส่วนพระไตรปิ ฎกยัง
เหลือตกค้างอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอกสร้างเป็ นฉบับหลวง แล้วส่งคืนกลับ
ไปที่เดิม เรื่องสังฆมณฑล โปรดให้ดำเนินตามธรรมเนียมการปกครองคณะ
สงฆ์ที่มีมาแต่ก่อน โดยแยกเป็ นฝ่ ายคันถธุระและฝ่ ายวิปั สสนาธุระ ฝ่ ายคันถ
ธุระดำเนินการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เจริญ ส่งเสริมการสอนภาษาบาลี
เพื่อช่วยการอ่านพระไตรปิ ฎก ฝ่ ายวิปั สนาธุระ โปรดให้กวดขันการปฏิบัติ
พระธรรมวินัยเป็ นขั้น ๆ ไปตามภูมิปฏิบัติส่วน ลัทธิอื่น ๆ ในชั้นต้นสมเด็จ
พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี พระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ต่อ
มาข้าหลวงที่เข้ารีต ได้พยายามห้ามปรามชาวไทยปฏิบัติพิธีการทางศาสนา
เช่น พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ความขัดแย้งมีมากขึ้นเรื่อย ถึงกับจับพวก
บาทหลวงกุมขังก็มี ในที่สุดพระองค์จำต้องขอให้บาทหลวงไปจากพระราช
อาณาเขต แล้วห้ามชาวไทยนับถือศาสนาคริสต์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม
พ.ศ.2322
ด้านการรบ 5
ศึกพม่าที่บางกุ้ง เขตเมืองสมุทรสงคราม ในปี พ.ศ.2310
นับเป็ นการศึกครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี เนื่องมาจากทางพม่าทราบข่าวว่า
มีคนไทยตั้งตัวเป็ นใหญ่ จึงสั่งให้เจ้าเมืองทวายเข้าสืบข่าวเพื่อที่จะกำจัด
เสีย สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรู้ข่าวจึงโปรดให้จัดกองทัพไปขับไล่กองทัพ
พม่า - มอญ ทหารพม่าเป็ นฝ่ ายแพ้ต้องถอยทัพกลับทางเมืองทวาย โดย
ทหารไทยสามารถยึดเรือรบอาวุ ธและเสบียงอาหารของพม่าไว้ได้
ศึกพม่าที่บางแก้ว ในปี พ.ศ. 2317
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรู้ข่าวว่าพม่ายกพลตามพวกมอญที่หนีเข้ามา
ในเขตไทย จึงโปรดเกล้าฯให้ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรี โดยทรงบัญชาการ
ทัพด้วยพระองค์เองทรงตั้งค่ายล้อมค่ายพม่าและลอบตี ตัดทางลำเลียง
เสบียงอาหารโดยได้กำลังสนับสนุนจากพระยายมราช ในที่สุดพม่าจึงต้อง
ยอมแพ้ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อนตามที่ต่างๆเข้ามาสวามิ
ภักดิ์เป็ นจำนวนมาก เนื่องจากหมดความกลัวเกรงพม่า นับเป็ นสงคราม
แบบจิตวิทยาโดยแท้
6
ศึกตีเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2321
พระวอ เสนาบดีเมืองเวียงจันทน์ มีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสารซึ่งเป็ น
เจ้าเมือง จึงเข้ามาพึ่งเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ ซึ่งขึ้นต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน
แต่เมื่อไทยยกทัพกลับไป เจ้าสิริบุญสารได้ให้คนมาฆ่าพระวอ
สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรด
เกล้าฯให้สมเด็จพระยามหา
กษัตริย์ศึกและพระยาสุรสีห์ยก
กองทัพไปตีเมือง เวียงจันทน์
โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้า
เมืองหลวงพระบางทัพไทยล้อม
อยู่นาน 4 เดือน พระเจ้ากรุงศรี
สันตนาคนหุตจึงหลบหนีไปทัพกรุงธนบุรีจึงตีได้เวียงจันทน์หลวงพระบาง
และล้านช้าง ทั้งหมดพร้อมกับได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมา
ประดิษฐานที่กรุงธนบุรีในคราวนี้ด้วย
การป้องกันแผ่นดินและการขยายอาณาเขต
ตลอดรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินต้องทรงทำสงครามกับพม่าถึง 8 ครั้ง
แต่ด้วยพระอัจฉริยะภาพ ทางยุทธวิธีและความเชี่ยวชาญในการรบของ
ทหาร จึงทำให้ทัพไทยรบชนะพม่าทุกครั้ง เช่น
พ.ศ.2310 ทรงตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น สามารถยึดกรุงศรีอยุธยาคืนได้
ทำให้ไทยเป็ นเอกราช ในปี เดียวกันนั้นไทยรบกับพม่าที่บางกุ้ง
สมุทรสงคราม พม่าแพ้ต้องถอยทัพกลับมาเมืองทวาย ไทยยึดเรือรบ ของ
พม่า ตลอดจนอาวุธและ เสบียงอาหารได้เป็ นจำนวนมาก
พ.ศ.2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีพม่าที่เชียงใหม่เป็ นครั้งที่ 2
สามารถขจัดอิทธิพลของพม่าจากแผ่นดินล้านนายกเว้นเชียงแสน
พระราชอาณาจักรไทยในสมัยกรุงธนบุรี ขยายออกกว้างขวางกว่าสมัย
อยุธยามากทั้งนี้ เพราะได้เมืองพุทไธมาศ และกัมพูชาเข้ามาไว้ในราช
อาณาเขตด้วย
พ.ศ.2319 ไทยได้อาณาเขตลาวใต้ มีนครจำปาศักดิ์ สีทันดร ดินแดนเขมร
ป่ าดงแถบเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะและเมืองขุขันธ์
พ.ศ.2321 ทัพไทยตีหัวเมืองรายทางไปจนถึงเวียงจันทน์ ได้เมือง
เวียงจันทน์หลวงพระบาง ครั้นเสร็จศึกก็ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตน
ปฏิมากร พระแก้วมรกตกลับมาไว้ที่กรุงธนบุรีในปี นั้นด้วย
7
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็ นกษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่ง
พระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ วันที่ ๑ มกราคม
พ.ศ. 2423 เป็ นพระราชโอรสพระองค์ที่ 24 ในพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม
ราชินีนาถ ทรงได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้า
ฟ้ าวชิราวุธ” สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีตรัส
เรียกว่า “ลูกโต” เมื่อพระชนมายุได้ 8 พรรษา ในปี ๒๔๓๑ ทรงได้รับการ
สถาปนาขึ้นเป็ นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพ
ทวาราวดี ปรากฏพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้า
ลูกยาเธอ เจ้าฟ้ ามหาวชิราวุธ เอกอัครมหาบุรุษบรมนราธิราช
จุฬาลงกรณ์นาถราชวโรรส มหาสมมตขัตติยพิสุทธิ์ บรมมกุฎสุริยสันตติ
วงศ์ อดิสัยพงศ์วโรภโตสุชาติ คุณสังกาศวิมลรัตน์ ทฤฆชนมสวัสดิขัตติย
ราชกุมาร มุสิกนาม ทรงศักดินา 5000 ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ าต่างกรม ให้ทรงดำรงพระเกียรติยศเป็ นชั้นที่ ๒
รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราช
กุมาร และได้มีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2435
8
พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้านการศึกษา ในด้านการศึกษา ทรงริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นแทนวัดประจำ
รัชกาล ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง
ซึ่งในปั จจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธ
วิทยาลัย ทั้งยังทรงสนับสนุนกิจการ
ของโรงเรียนราชวิทยาลัยซึ่งพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด
เกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2440
(ปั จจุบันคือโรงเรียน ภ.ป.ร. ราช
วิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์) และใน
ปี พ.ศ. 2459 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐาน “โรงเรียน
ข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ขึ้นเป็ น
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็ นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
การเปิ ดโรงเรียนในเมืองเหนือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จ
พระราชทานนามโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 ซึ่งไม่
เป็ นเพียงแต่การนำรูปแบบการศึกษา
ตะวันตกมายังหัวเมืองเหนือเท่านั้น แต่
ยังแฝงนัยการเมืองระหว่างประเทศเอา
ไว้ด้วยเห็นได้จากการเสด็จประพาส
มณฑลพายัพทั้งสองครั้งระหว่าง พ.ศ.
2448-2450 พระองค์ได้ทรงสนพระทัย
ในกิจการโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น โดยพระองค์ทรงบันทึกไว้ในพระ
ราชนิพนธ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" และ "ลิลิตพายัพ" ทั้งนี้ เป้ าหมายของการ
จัดการศึกษายังแฝงประโยชน์ทางการเมืองที่จะให้ชาวท้องถิ่นกลมเกลียว
กับไทยอีกด้วย
ด้านการเศรษฐกิจ จัดตั้งธนาคารออมสินขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้จักออม 9
ทรัพย์ และเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน เนื่องจากมีธนาคารพาณิชย์เอกชนที่
ฉ้อโกง และต้องล้มละลายปิ ดกิจการ ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับความเสียหายอยู่
เสมอ
ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อหุ้นของ ธนาคาร
สยามกัมมาจล ทุนจำกัด(ปั จจุบันคือ ธนาคารไทย
พาณิชย์) ซึ่งมีปั ญหาการเงิน ทำให้ธนาคารของ
คนไทยแห่งนี้ดำรงอยู่มาได้
ทรงริเริ่มตั้ง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัดซึ่งได้เป็ น
กิจการอุตสาหกรรมสำคัญของไทยต่อเนื่องมาจน
ปั จจุบัน
ทรงจัดตั้งสภาเผยแผ่พาณิชย์ ซึ่งเป็ นหน่วยงานคล้ายกับสภาพัฒนาการ
เศรษฐกิจในปั จจุบัน
โปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมแสดงสินค้าไทย คืองานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ ที่
สวนลุมพินี แต่งานต้องเลิกล้มไปเพราะสวรรคตเสียก่อน
ด้านการคมนาคม
ทรงปรับปรุงและขยายงานกิจการรถไฟ ให้รวมกรมรถไฟซึ่งเคยแยกเป็ น 2
กรมเข้าเป็ นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมรถไฟหลวง เริ่มเปิ ดกิจการเดินรถไฟ
สายกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ทรงเปิ ดเดินรถด่วนระหว่างประเทศ สายใต้
ติดต่อกับรถไฟมลายู (มาเลเซีย)
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
เชื่อมทางรถไฟทั้งปวงในพระราชอาณาจักรโดยโยงเข้ามาสู่ศูนย์กลางที่
สถานีหัวลำโพง
ทรงจัดตั้งกรมอากาศยาน ได้เริ่มการขนส่งไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศ
ระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมาเป็ นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2463
10
ด้านการต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมี
พระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศฝ่ ายเยอรมัน ใน
สงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยประเทศไทยได้
เข้าร่วมกับประเทศฝ่ ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยประเทศอังกฤษ
ฝรั่งเศส และรัสเซียเป็ นผู้นำ พร้อม
ทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบใน
สมรภูมิยุโรปด้วย ผลของสงคราม
ประเทศฝ่ ายสัมพันธมิตรได้ชัยชนะ
ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเจรจากับ
ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ใน
การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็ นธรรม
เช่น สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สนธิสัญญาจำกัดอำนาจการ
เก็บภาษีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สนธิสัญญา
จำกัดอำนาจกลางประเทศไทย
ด้านกิจการเสือป่ าและลูกเสือ ทรงจัดตั้งกองเสือป่ าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม
พ.ศ. 2454 และทรงจัดตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียน
มหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย ในปั จจุบัน) ด้านการฝึ กสอนระบอบ
ประชาธิปไตย ทรงทดลองตั้ง "เมืองมัง" หลังพระตำหนักจิตรลดาเดิม ทรง
จัดให้เมืองมัง มีระบอบการปกครองของตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย
รวมถึงเมืองจำลอง "ดุสิตธานี" ในพระราชวังดุสิต (ต่อมาทรงย้ายไปที่
พระราชวังพญาไท)