The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by namsop1150, 2020-10-28 03:06:50

ดนตรีมังคละ

ดนตรีมังคละ

~1~

~2~



รจู กั มงั คละ
เขา ใจ ชาวพชิ ยั
เขา ถงึ ทอ งถน่ิ
จากการละเลน ทม่ี ใี นทอ งถนิ่
สูวฒั นธรรมทถี่ ายทอดจากรนุ สรู นุ



~3~

อตั ลกั ษณของดนตรีมงั คละ คณะผจู ัดทำ
จัดทำครงั้ ท่ี 1 วันท่ี 15 ตุลาคม 2563 กิจตกิ ร สาดรุง
โดย กลมุ มดตะนอยฟล ม โรงเรียนพชิ ัย พงศกร อุดมศักด์ิ
อำเภอพชิ ัย จงั หวัดอุตรดติ ถ สิริกร บัวเบิก
อริสรา ตรีโพธ์ิ
ขอมูลทางบรรณานกุ รมของอนิ เทอรเ น็ต
อตั ลกั ษณข องดนตรีมงั คละ อุตรดิตถ : ทป่ี รึกษา
Musical Thailand Mangalabruks วา ท่รี อ ยตรหี ญงิ ฉตั รกมล เชื้อสะอาด
สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป 2563
17 หนา ภาพประกอบสี ผเู รียบเรียง
กิจติกร สาดรงุ
คณะวิจยั พงศกร อุดมศกั ดิ์
กิจติกร สาดรงุ สริ กิ ร บวั เบกิ
พงศกร อุดมศักดิ์ อริสรา ตรีโพธิ์
สิรกิ ร บวั เบิก
อริสรา ตรีโพธิ์ ออกแบบปกและรูปเลม
กจิ ติกร สาดรุง
พงศกร อุดมศักดิ์
สิรกิ ร บวั เบกิ
อริสรา ตรีโพธิ์

~4~

สารบัญ

–––

บทนำ_________________________________ 05 ขั้นตอนการบรรเลง___________________________ 13
ความหมาย_____________________________ 07 วธิ ีการบรรเลง_______________________________ 13
ประวตั ิมงั คละ___________________________ 08 ปจจัยที่ทำใหมังคละเสือ่ มโทรม__________________ 13
หลักฐานทางประวัตศิ าสตร_ ________________ 09 คำพดู ใชเรียกแทนเสียงของดนตรมี ังคละ___________ 14
โอกาสทใี่ ชใ นการแสดง_______________________ 14
องคป ระกอบ (เครอ่ื งดนตร)ี 10 รปู แบบการบรรเลง___________________________ 15
12
- กลองโกรก
- กลองยนื
- กลองหลอน
- ปม ังคละ(ปจ นี )
- ฆอ งโหมง
- ฉาบ
- ฉิง่

กระบวนการผลติ

- การสรา งกลองหลอนและกลองยืน
- การสรางกลองโกรก

~5~

บทนำ จากการสำรวจพื้นที่และรวบรวมขอ มูลจากแหลง อา งอิง
ทำใหคนพบตนกำเนิด ความเปน มา หลักฐานทพี่ บทาง
ดินแดนเหนือตอนลางของประเทศไทย ประวตั ิศาสตร วิวัฒนาการ การอนรุ ักษ และการตอยอด
“ จังหวดั อุตรดิตถ” ทศิ เหนือติดกับจงั หวัดนา น การใชเ ทคโนโลยผี สมผสานกับสอ่ื ออนไลนทีส่ ามารถพฒั นา
และจังหวัดแพร ทศิ ใตต ิดกับจังหวัดพษิ ณุโลก ไปเปน พิพธิ ภัณฑไดใ นอนาคต เพอ่ื อนุรกั ษการคงอยูของดนตรี
ทิศตะวนั ออกติดกบั จังหวดั พิษณโุ ลกและจังหวัดเลย มังคละ และสงเสริมการทองเทีย่ วภายในจังหวดั อตุ รดติ ถอีกทง้ั
และเขตแนวพรมแดนตดิ กับสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย เพอื่ สะทอนอตั ลักษณของทองถ่ิน
ประชาชนลาว จังหวัดอุตรดติ ถน ั้นมีทั้งหมด 9 อำเภอ
ในแตล ะอำเภอลว นมวี ถิ ชี ีวิตที่แตกตา งกันออกไป ดว ยการนำวธิ ีการอนุรักษดนตรีมงั คละแบบเกามาตอยอด
แตก ส็ ามารถอยรู ว มกันไดอยา งกลมกลนื จนกอเปน รูปแบบการเลน ใหเ ปนรูปแบบใหมที่ทันสมัย โดยมีการนำ
วัฒนธรรมอนั เปน เอกลักษณของทองถิน่ และประเทศ สอื่ ออนไลนมาชวยในการเผยแพร และประชาสัมพนั ธ
ใหผทู ส่ี นใจสามารถเขาถงึ ขอมลู ไดงา ยและสะดวกมากย่ิงขึ้น
อยากจะเขา ใจและเขาถึงความเปน รากเหงา เชน เพจ Facebook Youtube E-Book หรือแบบฟอรม
ของวัฒนธรรมดนตรีมงั คละที่เปน เอกลักษณของ ขอมูลดนตรีมงั คละ เพ่ือเพิ่มความนาสนใจใหกบั การอนรุ ักษ
อำเภอพิชยั เร่ิมไดจากการศกึ ษาขอมลู ตา งๆผา นสื่อ ดนตรมี ังคละจนสามารถดึงดูดผูคนใหเ ขา มาศึกษาความเปน
ออนไลน เชน Facebook Youtube E-Book และ ดนตรีมังคละอยา งทวั่ ถึง ไมว า จะเปน องคประกอบ
แบบฟอรม ท่ีถูกนำมาสรางสรรคใหเ ขากับยคุ สมยั ใน เครอื่ งดนตรี กระบวนการผลติ กลองโกรก และข้ันตอน,วธิ ีการ
ปจจุบนั ผานหนังสอื เลม น้ี ซง่ึ จะเลาเร่อื งราวของดนตรี บรรเลงดนตรีมังคละ หรือสามารถนำไปพฒั นาใหผ ูทีส่ นใจ
มังคละ ท้ัง 9 หวั ขอ คือ สามารถศึกษาผานชองทางออนไลนแ ละออฟไลน
ซง่ึ เปนจดุ เดน ท่ีทำใหเหน็ ถึง ปจจยั ท่ีทำใหมังคละเสื่อม
• ความเปนมา ความนิยม และนำไปสูการแกไขปญ หาเพ่ือเพิ่ม โอกาสในการ
บรรเลง เทียบเทากบั สมยั อดีตและสรา งความเปนเอกลกั ษณ
• หลักฐานทพ่ี บทางประวัติศาสตร อนั โดดเดน ของทองถิ่นอีกคร้งั

• องคป ระกอบเคร่ืองดนตรี ขอมลู ทีก่ ลาวมาขางตน ย่งิ อาน ก็ยิ่งพบ ยงิ่ คน ก็ย่ิง
เขาใจถึงความมหัศจรรยของวฒั นธรรม ผสมผสานกับ
• กระบวนการผลติ กลองโกรก ทกั ษะฝม ือของคนในชมุ ชน กอใหเกดิ ความสรา งสรรคท่ีมี
เรอ่ื งราวท่นี าสนใจ ควรคาแกการอนรุ ักษและบอกตอ
• ขน้ั ตอนการบรรเลง และท่ีสำคัญทำใหเ ราเขาใจรากเหงาของชมุ ชนอีกดว ย

• วิธกี ารการบรรเลง

• ปจจยั ท่ที ำใหมงั คละเส่ือมความนิยม

• รูปแบบการเลน

• โอกาสในการบรรเลง

~6~

~7~

ความหมาย

คำวา “มงั คละ” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
หมายถงึ มงคลหรือเหตุทนี่ ำมาซ่งึ ความเจรญิ ซึ่งเปนคำบาลแี ละสันสกฤต
ชื่อของกลองมังคละหรอื มังคละเภรี สันนษิ ฐานวา ไดม าจากคำวา
“มงคลสูตร” ซงึ่ ผูทำกลองจารกึ ไวบนใบตาลแลวใสไ วใ นกลอง

~8~

รูจัก ประวัติมังคละ

มงั คละ เปน วงดนตรีที่นิยมเลนกันในจงั หวัดพิษณุโลก อตุ รดิตถแ ละจังหวดั สุโขทัย มีหลักฐานวาวงดนตรี
มงั คละ มีมาตั้งแตสมัยสโุ ขทยั ในรัชสมัยพญาลไิ ท (พ.ศ. 1897 - พ.ศ.1919) ไดน ำพระศาสนาจากลังกาเขามา
โดยเฉพาะ องคพระมหาสวามสี ังฆราชและพระผใู หญอ ีกหลายรูปกม็ ีการไปมาหาสูกนั ระหวางสโุ ขทยั กบั ลังกา
กลองมังคละน้ี มีความเหมือนกบั เครื่องดนตรี "กาหลอ" ดนตรีทางพน้ื ถ่ินภาคใต และวง "มงั คลเภรี" ของศรี
ลังกา สมเดจ็ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศบนั ทึกไวในคราวตรวจการที่หัวเมืองพิษณโุ ลก เมอื่ พ.ศ. 2444
ไดยนิ ดนตรดี งั กลา วบรเิ วณวดั สกดั นำ้ มัน จึงไดเรยี กมาแสดงใหด ู ทานไดเขียนไวว า ไดย ินดนตรดี งั กลา วบรเิ วณ
วัดสะกดั น้ำมนั เปน การเลน ในงานแหนาค จงึ ไดเ รยี กมาแสดงใหด ูท่ีหนาวัดมหาธาตุ หรือวัดใหญ หรอื วัดพระ
ศรรี ตั นมหาธาตวุ รมหาวิหาร ในปจจุบนั และทา นไดใ หท ัศนะตอ ดนตรี “มงั คละ” วา “เครอ่ื งมังคละน้ีเปน
เคร่ืองเบญจดรุ ิยางคแท” นอกจากน้กี อนท่ีทานจะเสดจ็ มาถงึ จังหวัดพิษณโุ ลก ที่พจิ ิตรทานก็ไดย ินเสียงดนตรนี ้ี
ดว ยเชน กัน และกเ็ ลน ในงานแหนาคเหมือนกัน ดงั นน้ั จึงไมแนใ จวา ตน กำเนิดนั้นมาจากไหนกอ นหลัง ดงั น้ัน
อาจกลาววามังคละเปนดนตรีทเี่ ลนกันในแถบลุมน้ำนา นและลุมนำ้ ยม วงมังคละเปน วงดนตรีท่ไี ดรับแบบอยา ง
มาจากศรลี งั กา นำมาใชใ นพธิ ีศกั ดส์ิ ิทธ์ิ ประโคมเปา ในงานมงคล เรียกมังคลเภรี ถาประโคมในงานศพ เรยี กวา
อวมงั คลเภรี รูปแบบของวงมังคละจะประกอบดว ยกลองมังคละ (โจก โกรด ) กลองสองหนา มังคละ (กลองยืน
และกลองหลอน) ป โหมง ฉาบเล็ก และฉาบใหญวงดนตรมี ังคละในจงั หวดั สุโขทยั นิยมเลน กนั โดยท่ัวไป แตที่
แพรหลายและมีวงดนตรที เี่ ปนตน แบบของวงมงั คละวงอื่นๆ จะอยูที่ตำบลบา นหลมุ และตำบลบา นสวน ซึ่งเปน
วงดนตรีทม่ี ีการสบื ทอดการเลนมาจากรนุ สูรนุ และเปนวงดนตรีทีม่ ลี กั ษณะเดนโดยเฉพาะกลองมังคละหรือ
เรียกอีกชือ่ หนงึ่ วา “โจก็ โกรด” เพราะเวลาตีจะมเี สยี ง “โกรก” กลองมงั คละจะเปนกลองทีม่ ขี นาดเล็กแตมี
เสยี งทด่ี งั กังวานเปนเอกลกั ษณ มีหนาท่ีตขี ัดกับกลองยืนและกลองหลอนเปน สีสันใหแ กวงกลองมงั คละเปน
กลองท่ีไมมจี ังหวะหนาทับ จะมีกลองสองหนา จำนวน 2 ใบ เปน เครื่องดนตรีทีต่ จี งั หวะหนาทบั ใบทีต่ ยี นื หนา
ทบั เรยี กวา “กลองยืน “ สวนใบท่ขี ัดกบั กลองยืน เรียกวา“กลองหลอน” หนา ทบั ของกลองสองหนา เราจะ
เรยี กวา “เพลง” เชน เพลงไมส่ี เพลงคางคกเข็ดเคี้ยว เปน ตนวงมงั คละแตละวงจะมกี ารบรรเลงหนาทับ ไม
เหมือนกนั ทั้งที่เปน เพลงเดยี วกนั มจี ำนวนหนาทบั มากนอ ยตางกนั มีจารีตในการบรรเลงตา งกัน

~9~

หลักฐานทางประวตั ศิ าสตร

มังคละ เปนกลองชนิดหนงึ่ ขึงดวยหนัง มีรูปกลมรี ใชต ดี ว ยไม คำวา “มังคละ” หมายถึง มงคล หรืองานที่
เจรญิ กาวหนา มงั คละจึงเปน ดนตรีท่เี ปนมงคล การเลนมังคละมมี าชา นาน ตงั้ แตส มยั โบราณกาลครั้งกรุงสโุ ขทยั มีหลักฐาน
ในหลกั ศิลาจารกึ หลักที่ 1 ที่วา

“...เมื่อกรานกฐนิ มีพนมเบย้ี มพี นมหมาก มีพนมดอกไม มีหมอนนง่ั หมอนโนน มีบรพิ ารกฐนิ โดยทา นแลป แลญบิ ลา น
ไปสดู ญัตกิ ฐนิ ถึงอรญั ญิกพนู เม่อื จกั เขามาเวียงวังเทา หัวลาน ดํบงคกํ ลอง ดวยเสียงพาดเสยี งพิน เลือ่ นขบั ใครจกั มักเลนเลน
ใครจกั มักหัวหัว ใครจกั มักเลื่อนเลือน...”

ซึง่ คำวา " ดบํ งดํกลอง " เปน คำโบราณท่มี ีใชต ้งั แตส มยั สโุ ขทัย แปลวา เปนการประโคม หรือตีกลองท่ีขึงดวยหนัง ซง่ึ
มผี สู ันนิษฐานวา เปน กลองมังคละเภรี นอกจากน้ี ยงั ปรากฏธรรมเนยี มการถวายขาพระไวประโคมมังคละเภรสี มโภชพระบรม
ธาตุ เฉกเชนเดยี วกับธรรมเนียมลงั กา ในจารกึ วดั ชา งลอม เมืองเกาสุโขทยั พ.ศ. 1927 ความวา

“...พาทยคูหนงึ่ ใหข า สองเรือนตีบำเรอแกพระเจา ฆองสองอนั กลองสามอัน แตร... แตง ใหไวแ กพระเจา

(พระพทุ ธรปู )...”

จากความในศิลาจารกึ ดังกลา ว ระบุถงึ อุปกรณในวงมงั คละ คือฆอง 2 และกลอง 3 สันนษิ ฐานวาคือฆองคูใ นวงมังคละ
และกลองดงั กลา ว คอื กลองยืน กลองหลอน และกลองมังคละในวงมังคละเภรี ตามธรรมเนยี มกษตั รยิ ล งั กาแตโบราณน่นั เอง
ดนตรมี ังคละจงึ เปน ดนตรชี ัน้ สงู สำหรบั พระพุทธศาสนาของอาณาจักรสโุ ขทัย กอนทจ่ี ะกลายเปน ดนตรพี ้นื บาน ในชมุ ชนกลุม
คนที่ใชสำเนียงอาณาจักรสุโขทยั โบราณ ปจจบุ ันพบการละเลน อยใู นเขตจังหวัดสโุ ขทัย พิษณโุ ลก และอุตรดิตถ รวมทง้ั พบ
รอ งรอยการละเลนมังคละในจังหวัดนครสวรรค และจงั หวัดเพชรบูรณ ซึ่งดนตรีมงั คละ มคี วามสัมพนั ธกบั กลมุ คนท่ีใชสำเนียง
อาณาจักรสุโขทยั โบราณ

เมอ่ื ครั้งสมเด็จฯ เจา ฟา กรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศ เสด็จประพาสหัวเมืองฝา ยเหนือเมื่อป พ.ศ. 2444 พระองคทา น
บันทึกถึงกลองมังคละขณะที่ผา นเมอื งพษิ ณุโลกวา

“...ลืมเลาถงึ มงั คละไป...เครอื่ งมังคละน้ี เปน เคร่ืองเบญจดรุ ิยางคแ ท มีกลองเล็กรูปเหมือนเถิดเทิงแตส น้ั ขึงหนงั หนา
เดียว มีไมต ียาวๆ ตรงกบั " อาตต " ใบหนงึ่ ...เสียงเพลงนั้นเหมือนกลองมลายู..."

พระนิพนธข องสมเด็จกรมพระยานริศรานวุ ดั ตวิ งศ ท่วี าดนตรีมังคละนี้คือ “เบญจดรุ ิยางคแ ท” ประกอบดว ย วาตฺต
วติ ตํ อาตฺตวติ ตฺ ํ สุรสิ ํ และ ฆนํ ครบบรบิ ูรณ ซ่ึงหมายความวา ดนตรมี ังคละน้ี คอื ดนตรี Classic ตามทก่ี ำหนดไวใ น
วรรณกรรมบาลสี ันสกฤตโบราณ ซ่ึงการละเลน มงั คละ เปนการละเลนทีส่ ะทอนใหเ หน็ ถึงอัตลักษณแ ละวิถชี ีวติ ของทอ งถิน่ ใน
อาณาจักรสโุ ขทยั มาแตโ บราณ

~ 10 ~ Sound เสยี ง

องคประกอบ (เคร่ืองดนตร)ี

1. กลองโกรก

2. กลองยืน

3. กลองหลอน

4. ปม งั คละ (ปจ นี )

~ 11 ~ Sound เสยี ง

องคป ระกอบ (เครอื่ งดนตร)ี

5. ฆองโหมง

6. ฉาบ

7. ฉ่ิง

~ 12 ~

กระบวนการผลติ

? รูหรือไม???....................................................

กลองยนื และกลองหลอนสรางอยางไร

อุปกรณทใ่ี ชผลติ คือไมขนานเสน ผาศูนยกลาง 13 นิว้ เพ่อื ทำกลองสองหนา ซึ่งกลองหนา ใหญม คี วามกวาง
10 นิ้ว หนา เล็ก 7 นวิ้ และมีความยาว 30 นวิ้ ซง่ึ ตนขนนุ ตอ งมีอายุ 10 ปขึน้ ไป ตดั ไมแลว นำไปเขา เคร่ืองกลึง
ใหเ ปน รูปกลองตามขนาดที่ตองการและนำกลองท่ีเปนรูปรางตามขนาดที่กำหนดนำไปข้ึนหนา กลองแบบ
โบราณ คือ คานงดั คานหาม แลว นำหนิ มาถวงเพ่ือใหยึดเชอื กท่รี อยหนงั กลองใหตึง ซ่งึ มีรูร้งั อยู 32 รู
ขยับเชอื กใหตึงจนกวา หนงั กลองตงึ และไมย ืดหนงั ววั (ตวั เมียแก)ทน่ี ำมาขึ้นกลองตองแชท ิง้ ไว 1 คนื แลว นำมา
ตำใหหนงั นมุ จงึ จะขงึ กลองไดด ี

? รหู รือยงั !!!.......................................................

.ก..ล..อ..ง..โ..ก..ร..ก ..ส..ร..า..ง..อ..ย..า..ง..ไ.ร....?..?..?..?..?..?..?..?..................................................

อุปกรณและวิธกี ารผลิตจะเหมือนกับกลองสองหนา เพยี งแตจะแตกตา งกันตรงขนาดของกลองและรปู รางของ
กลอง ซึ่งมีหนา เดยี ว หนา กวาง ขนาด 6-7 นิ้ว

ข้ันตอนการบรรเลง ~13~

ขน้ั ตอนท่ี ขน้ั ตอนท่ี ขน้ั ตอนท่ี

กอ นการบรรเลงจะตอง บรรเลงเพลงสำหรับไหว บรรเลงเพลงอะไรก็ได
มพี ิธไี หวครู ครู ซง่ึ แตละวงจะมีการ แตถา เปนงานเผาศพก็
จะตองบรรเลงตามพธิ ี
ใชเ พลงทตี่ า งกัน

วธิ ีการบรรเลง

• เรมิ่ บรรเลงข้นึ ตน ดวยการตรี ัวกลองมังคละ
• ป เปาทำนองรวั โหนเสียงไปกับกลองมังคละ
• กลองยืนตีนำขึน้ เพลงเปนไมกลองเพื่อบอกใหนักดนตรใี นวงตตี ามในเพลงนนั้ ๆเคร่ืองดนตรีอื่นๆ

จึงตตี ามพรอมกนั ท้งั วง

• จบดว ยการตรี วั กลองมังคละพรอ มท้งั ปเ ปารัวเพอ่ื เปนสญั ญาณในการลงจบเพลงในจงั หวะสุดทา ยอยาง

พรอ มเพรยี งกัน

ปจ จัยท่ีทำใหม ังคละเสื่อมความนยิ ม

ปจ จยั สำคัญทท่ี ำใหดนตรปี ก ลองมงั คละเสอ่ื มความนิยมในสมัยหลัง เนอื่ งจากการเขามามีบทบาทของดนตรี
กลองยาว แตรวง และดนตรสี มัยใหม ตามลำดบั ทำใหปจ จุบนั วงมงั คละ ไดร ับขนึ้ ทะเบียนใหเ ปน มรดกภูมิ
ปญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขาศิลปะการแสดง เพื่อสง เสรมิ อนุรกั ษแ ละสบื ทอดใหเปนการละเลน
พืน้ บา นดง้ั เดิมอนั เปน เอกลักษณ 3 จังหวดั ของทัง้ จังหวดั สุโขทัย จังหวัดพิษณโุ ลกและอุตรดิตถ ไดต อไป

~ 14 ~

รหู รอื ไม. ........................................................................................

13 คำพูดใช�เรียกแทนเสยี งของดนตรีมังคละ

1. แกรก หมายถึง เสียงทีเ่ กดิ จากกลองยนื หนาใหญโ ดยการใชไมก ลองตเี ขา ไปท่ขี อบกลองดานบน
2. คง่ึ หมายถงึ เสยี งที่เกดิ จากกลองยืนหนาใหญโดยการใชไมกลองตเี ขาไปที่หนากลองยืนหนาใหญ

ตรงกลางกลองแบบเปด มือ
3. จุบ หมายถงึ เสยี งท่เี กิดจากกลองยนื หนาใหญโ ดยการใชมือในขณะท่ีจบั ไมต ีกลองตีปะกบเขา ไป

ทีห่ นากลองยืนหนาใหญโ ดยใชมอื สมั ผสั หนากลอง
4. จะ หมายถึง เสยี งทเ่ี กดิ จากกลองหลอนหนาเลก็ โดยการใชนว้ิ มอื เรียงชิดติดกันตปี ด เขา ไปทห่ี นา กลอง

ยนื แบบกด
5. โจง หมายถึง เสียงทเ่ี กดิ จากกลองยืนหนาเล็กโดยใชมือตีเขาไปท่ีหนากลองยืนหนาหนาแบบเปดมอื
6. ตึง หมายถงึ เสียงที่เกดิ จากกลองหลอนหนาใหญโดยการใชไ มก ลองตเี ขา ไปทหี่ นากลองตแี บบกึ่งปด

ก่ึงเปด
7. ตื๊ด หมายถึง เสียงทเี่ กดิ จากกลองหลอนหนา ใหญโดยการใชไ มก ลองตีเขา ไปท่ีหนา กลองตแี บบกด
8. ติง หมายถงึ เสียงท่เี กดิ จากกลองหลอนหนาใหญโดยการใชไ มกลองตเี ขาไปที่หนากลองตแี บบเปด
9. เถดิ หมายถงึ เสียงที่เกดิ จากกลองยนื หนา ใหญโดยการใชไ มก ลองตีเขาไปทหี่ นากลองยนื หนาใหญ

และกดไปท่หี นากลอง
10. เทง หมายถงึ เสยี งทเี่ กดิ จากกลองยนื หนาใหญโดยการใชไ มกลองตีเขาไปท่ีหนากลองหนาใหญ

ตรงกลางหนากลองแบบเปด มือ
11. ปะฺ หมายถึง เสยี งทเี่ กดิ จากกลองยืนหนาเล็กโดยใชมือกางนิว้ ออกตีเขา ไปท่ีหนากลองยืนหนา เลก็

แบบปดมือ
12. หนืด หมายถึง เสยี งที่เกิดจากกลองหลอนหนาใหญโดยการใชไมกลองตเี ขาไป ท่หี นากลองตีแบบกด

แลวลากออกจากหนากลอง
13. รัว หมายถงึ เสียงทเ่ี กิดจากกลองมังคละโดยการใชหวายตสี ลับมือลงไปที่หนา กลองหลายๆคร้ัง

โอกาสท่ใี ชใ� นการแสดง

มีท้ังงานมงคล และอวมงคล
งานมงคล เชน งานบวช งานแหก ฐิน งานแตงงาน งานขนึ้ บานใหม เปน ตน
งานอวมงคล ก็คอื บรรเลงประโคมในพิธีศพ

~ 15 ~

รูปแบบการบรรเลง
เพลงไมห น่ึง
เพลงไมส อง
เพลงไมส าม
เพลงไมสี่
เพลงไมห า
เพลงไมห ก

~ 16 ~

~ 17 ~


Click to View FlipBook Version