The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โอวาทปาฏิโมกขกถา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sukri damkham, 2023-08-26 09:48:09

โอวาทปาฏิโมกขกถา

โอวาทปาฏิโมกขกถา

โอวาทปาฏิโมกขกถา ว่าด้วยคำสอนที่่เป็นหลักเป็นประธาน สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํพุทฺธานสาสนนฺติ (ขุ.ธ.๒๕/๑๘๓/๔๙) ณ บัดนี้จักรับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในโอวาทปาฏิโมกขกถา ว่าด้วย คำสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับ ปัญญาบารมีอนุโมทนากุศลบุญราศีของญาติโยมชาววัดประยุรวงศาวาสทั้งหลาย ที่ได้ขวนขวายมาบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศล มีการทำวัตรสวดมนต์ถวายทาน รักษาศีล ฟังพระ ธรรมเทศนา เป็นต้น โดยปรารภวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันนี้คือวันมาฆบูชา ได้มาบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลตั้งแต่ช่วงเช้า และทำต่อให้ครบจบ ในฐานะที่เป็นวัน สำคัญวัน หนึ่งทางพระพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องมีการบูชาเป็นพิเศษ ด้วยการเวียนเทียน ในช่วงค่ำ เพราะฉะนั้น มาฆบูชาก็เหมือนกับวิสาขบูชา ก็คือต้องบูชาเป็นพิเศษ ด้วยการ เวียนเทียน จึงจะถือว่าครบการบูชาวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นวันพระ ธรรมดา จะไม่มีการเวียนเทียน แต่วันนี้มีการเวียนเทียนด้วย จึงถือว่าเป็นวันสำคัญ มาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นจุดเปลี่ยน ในประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ แล้ว ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา หลังจากนั้น เมื่อออกพรรษา ต่อมาพอถึง วันเพ็ญเดือน ๓ นับได้เก้าเดือนจากตรัสรู้ก็ประชุมพระสาวกครั้งใหญ่ครั้งแรก ที่วัดเวฬุวันเป็นวัด สวนไผ่ เดี๋ยวนี้ถ้าใครไปประเทศอินเดียก็ยังจะได้เห็นสวนไผ่ เขาเก็บรักษาเอาไว้ในเมืองราชคฤห์เมืองราชคฤห์นี้เรียกกันว่าเบญจคีรีนคร แปลว่าเมืองที่มีภูเขาล้อมรอบ มอง ไปทางไหนเห็นภูเขาหมดเลย และในเมืองราชคฤห์นี้เองก็มีสวนไผ่ปลูกเอาไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าพิมพิสารจนถึงปัจจุบัน เป็นที่รำลึกวัดเวฬุวันที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ของ พระพุทธเจ้า ที่ประชุมสงฆ์ในวันมาฆบูชา ซึ่งแปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๓


เพราะฉะนั้น บางคนก็เลยถือโอกาสจาริกเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย ไปฉลองมาฆบูชาที่เวฬุวัน ที่วัดสวนไผ่ แต่ญาติโยมไม่ต้องไปไกลถึงที่โน่นหรอก มาวัดประยุรวงศา วาสก็ทำพิธีบูชาได้ วันมาฆบูชาเป็นวันที่เป็นจุดเปลี่ยนพระพุทธศาสนา เพราะว่าพระพุทธเจ้าประชุมสงฆ์ โดยเกิดจาตุรงคสันนิบาต แปลว่าประชุมพร้อมแห่งองค์๔ ประการในวันนั้น องค์ที่ ๑ พระสงฆ์๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันที่วัดเวฬุวัน เวลาตะวันบ่ายโดยไม่ได้นัดหมาย องค์ที่ ๒ พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นลูกศิษย์ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ทั้งสิ้น เป็นเอหิภิกขุ อุปสัมปทา แปลว่าพระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยตัวเอง เป็นพระอุปัชฌาย์เอง องค์ที่ ๓ พระสงฆ์ที่มาเหล่านั้นล้วนแต่สุดยอดทั้งสิ้น เป็นพระอรหันต์ได้อภิญญา ๖ องค์ที่ ๔ วันนั้น เป็นวันเพ็ญมาฆฤกษ์คือวันเพ็ญเดือน ๓ พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นโอกาสสำคัญ จึงได้แสดงโอวาทปาฏิโมกข์เป็นคำสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน ประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาในที่ประชุม สำหรับชาวพุทธแล้ว ถือว่าโอวาทปาฏิโมกข์เป็นมรดกสำคัญตกทอดมาถึงปัจจุบัน ส่วนการชุมนุมพระสงฆ์ในวันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องของการวางแผนในการเผยแผ่ และทำ ให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายไปทั่วอินเดีย และไปทั่วโลกจนมาถึงประเทศไทยในทุกวันนี้ เมื่อเราเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ก็ต้องขอบคุณเหตุการณ์ที่มีการชุมนุมสงฆ์๑,๒๕๐ รูป ในวันนั้น และก็ต้องนึกถึงคำสอนที่เป็น มรดกธรรม ของพระพุทธเจ้า ที่ประกาศในท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาต ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์แปลว่าคำสอนที่เป็นประธานเป็นหลักของพระพุทธศาสนา หลายท่านเรียกว่า หัวใจ พระพุทธศาสนา หัวใจพระพุทธศาสนานี้คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส สวดกันทุกวันโกน ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๓ ค่ำ แล้วแต่เดือนขาดหรือไม่ เราจะสวดโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นภาษา บาลี เริ่มต้นด้วยคำว่า ขนฺตีปรมํตโป ตีติกฺขา ยาวพอสมควร แต่ที่เป็นหลักๆ สำหรับญาติโยมคฤหัสถ์นำไปปฏิบัติไม่ยาวมาก มีอยู่ ๓ ประโยคด้วยกัน จำง่าย แต่ทำตามยาก เพราะว่าสรุปแล้ว ถ้าเป็นชาวพุทธ ทำ ๓ ข้อนี้พอแล้ว ดังพระบาลีที่อาตมภาพ ได้ยกเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ เป็นต้น แปลว่าชาวพุทธทุกคน ถือปฏิบัติ กัน ๓ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้วันมาฆบูชา หรือวันไหนๆ ก็ตาม ข้อที่ ๑ สพฺพปาปสฺส อกรณํไม่ทำบาป หรือความชั่วทั้งปวง ข้อที่ ๒ กุสลสฺสูปสมฺปทา ทำความดีทำบุญกุศลให้สมบูรณ์ ข้อที่ ๓ สจิตฺตปริโยทปนํทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มรดกธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดา ที่ฝากไว้ให้ชาวโลกชาวพุทธทั้งปวง จำง่ายๆ ว่า


๑. ไม่ทำชั่ว ๒. ทำดี ๓. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ถ้าแต่ละวันๆ ตื่นเช้าขึ้นมา อธิษฐานจิต วันนี้จะไม่ทำชั่ว คำว่าไม่ทำชั่วก็คือ ไม่กระทำทางกาย ไม่กระทำทางวาจา คือไม่ทำ ไม่พูดในสิ่งที่เป็นความไม่ดีทำความดี ให้ ถึงพร้อม อะไรที่ดีๆ ต้องทำ และข้อที่ ๓ อย่าสักแต่ว่าทำเป็นหุ่นยนต์ เช่นวันนี้ ไม่ด่าใคร แต่ใจแช่งชักหักกระดูก เรียกว่ายังทำไม่ครบ ต้องทำข้อที่ ๓ ด้วยคือ ทำจิต ให้ผ่อง ใส เมื่อทำครบ ๓ ข้อเรียกว่าเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าที่สมบูรณ์ ทำไมต้อง ๓ ข้อ เพราะพระพุทธศาสนานั้น สอนทางสายกลาง อย่าเน้นแต่เรื่องกายอย่างเดียว หรืออย่าเน้นแต่เรื่องจิตอย่างเดียว ถ้าสอนเน้นเรื่องกายอย่างเดียว ก็บอก ไม่ทำชั่วทางกาย ไม่ทำชั่วทางวาจา ไม่ด่าใคร แค่นี้ก็เป็นคนดีแล้ว แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ยังไม่ใช่ แม้จะไม่ทำชั่วทางกาย ทางวาจา ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นคนดี คนนอนหลับ ไม่ทำชั่วทางกาย ไม่ด่าใคร ไม่ทำชั่วทางวาจาด้วย ก็ยังไม่เรียกว่าคนดีคนเป็นอัมพฤกอัมพาตนอนเฉยๆ ก็ไม่เรียกว่าเป็นคนดี ต่อเมื่อมีเจตนาที่ดีคิดดีพูดดีแล้วก็ทำดีรวมกัน ๓ อย่างนี้เรียกว่าคนดีไม่ทำชั่วทางกายและทางวาจา ทำดีทางกายและทางวาจา แล้วทำใจให้ดีคือทำจิตให้บริสุทธิ์ ผ่องใส ก่อนนอนตรวจสอบตัวเองสักหน่อย ที่ผ่านมา ๑ วันนี้เราทำครบ ๓ อย่างหรือยัง คิดดีพูดดีทำดีนี้คือโอวาทปาฏิโมกข์ ทีนี้ใน ๓ อย่างนี้ถ้าเป็นพระสงฆ์ท่านหมายถึงอะไร สำหรับชาวบ้านหมายถึงอะไร ถ้าเป็นพระสงฆ์หมายถึง - ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ก็คือรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ - ทำดีให้ถึงพร้อมก็คือเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน - ทำจิตใจให้ผ่องใส ก็คือบรรลุอรหัตต์หรือเป็นพระอรหันต์ สรุปก็คือ ศีล สมาธิปัญญา ศีล ก็รักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ สมาธิก็เจริญสมถกรรมฐาน เป็นพระอรหันต์ด้วยการเจริญวิปัสสนา ได้ปัญญา มีศีล สมาธิปัญญา คือไตรสิกขานั่นเอง


แต่ถ้าเป็นคฤหัสถ์ญาติโยมท่านเน้นว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง รักษาศีล ๕ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ รวมถึงไม่ด่าใคร คำหยาบอะไรต่างๆ และ ไม่เสพสุราหรือข้องแวะยาเสพติด หรือจะเป็นศีล ๘ ศีลอุโบสถ ก็เรียกว่าไม่ทำชั่ว ทั้งปวง ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำดีให้ถึงพร้อมคืออะไร คือให้ทาน โยมดูแลคนที่บ้านหรือยัง มีพระอรหันต์ อยู่ที่บ้าน คุณพ่อ คุณแม่ ดูแลท่านแต่เช้าก่อนที่จะมาวัด ลูกของเราเองดูแลให้ทานอาหาร สามีหรือภรรยาก็ดูแล ญาติของเราก็เช่นกันเรียกว่าทาน นี่เรียกว่าทำความดี ทำความดีด้วยการให้ ให้สิ่งของเรียกว่า อามิสทาน ให้คำปรึกษาหารือ เรียกว่า วิทยาทาน ให้ธรรมะให้คำสั่งสอนอย่างที่อาตมภาพกำลังเทศน์อยู่นี้เรียกว่า ธรรมทาน การให้ทาน เป็นการทำความดีส่วนทำจิตให้ผ่องใส ก็คือทำจิตให้เป็นสมาธิ คิดเรื่องดีๆ เช่น สวดมนต์สวดมนต์ก็คิดถึงบทสวดมนต์ฟังเทศน์ก็คิดถึงเรื่องที่ พระเทศน์ และเจริญจิตภาวนา ทำกรรมฐาน เรียกว่าทาน ศีล ภาวนา บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนั่นเอง ไม่ทำชั่วทั้งปวง คือรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำความดีก็คือให้ทาน ไม่ว่าจะให้สิ่งของหรือให้ธรรมะ หรือให้ความรู้ ทำจิตให้ผ่องใสก็คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยการสวดมนต์ภาวนา ฟังเทศน์ ฟังธรรม ทำกรรมฐาน ทั้ง ๓ อย่างนี้แม้เราจะฟังพระเทศน์บ่อยๆ แต่เราก็ทำไม่ค่อยครบ บางคนรักษาศีลอย่างเดียวแต่ไม่ให้ทาน บางคนให้ทานแต่ไม่รักษาศีล บางคนให้ทานรักษาศีล แต่ คิด ไม่ดีจิตใจไม่ผ่องใส ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำคาญ มีแต่ความโลภ มาถวายทานก็นึกว่าวันนี้ทำบุญแล้วจะได้อะไรตอบแทน อย่างนี้เขาเรียกว่าจิตไม่ผ่องใส ถ้าทำความดีต้องทำความดีให้ครบ ๓ ข้อ เวลาที่โยมมาที่วัดก็มาด้วยจิตที่บริสุทธิ์ จิตใจผ่องใสเบิกบาน เวลาไหว้พระก็กราบด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ความเลื่อมใส ศรัทธาอยู่ที่ใจ เมื่อบริจาค ทำบุญโน่นนี่ ก็อย่าไปคิดตระหนี่หงุดหงิดว่า เรี่ยไรจังเลยพระวัดนี้ อะไรทำนองนั้น ให้ทานก็ให้ทานด้วยใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส เราจึงทำความดีได้ครบ เครื่อง คิดดีก่อน แล้วจึงพูดดีหรือทำดีตามมา พระพุทธเจ้าตรัสเรียกกรรมว่าอะไร คือเจตนา เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํวทามิภิกษุทั้งหลาย เราเรียกเจตนาว่าเป็นกรรม กรรมก็คือการแสดงออก คือการกระทำทางกาย ทางวาจา และแม้แต่การคิด ถ้ามีจิตเจตนาจะทำอะไรก็ตาม เราเรียกว่ามโนกรรม เช่น คิดจะถวายทาน ใส่บาตร มโนกรรมคือความเลื่อมใสศรัทธาเกิดขึ้นแล้ว เป็นความดี ใน ความคิด ตื่นเช้าหุงข้าวเตรียมมาใส่บาตรเป็นกายกรรม ทำดีแล้วมาใส่บาตรก็ใส่ด้วยกิริยาอาการที่เลื่อมใสศรัทธา พร้อมกับกรวดน้ำ เปล่งวาจากรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล วจีกรรมของเราก็ดีคิดดีพูดดีทำดีครบเครื่อง


เวลาที่เรากระทำบาป เรามักจะคิดว่า ทำเฉพาะกาย ลองนึกภาพโจรที่ไปขโมยทอง ลอกทองคำเปลวที่วัดบางปลาหมอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดูสิคิดหรือว่าทำ เฉพาะกาย หลบๆ ซ่อนๆ เขาเอาจีวรไปคลุมองค์พระองค์ใหญ่ เห็นทองแทนที่จะ กราบว่า พระนี้งามนัก สีทองเหลืองอร่ามเหมือนอย่างที่เรากราบพระด้วยเจตนาที่ดี แล้วก็ กายกรรมก็ประณมมือเป็นดอกบัว มือที่ประณมนี้แทนดอกบัว บูชาหลวงพ่อที่ ปิดทองเหลืองอร่าม แล้วเปล่งวาจาว่า อรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พุทฺธํภควนฺตํอภิวาเทมิ โยมเห็นไหมแค่กราบพระ ทำตามโอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ประการ มองพระพุทธรูปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา คิดดีพนมมือก็ทำดีกราบก็ทำดีเปล่งวาจา จะพูดออกมาหรือ สวดในใจก็เป็นวจีกรรมเหมือนกัน วจีกรรมพูดออกมาแล้วดีกว่า อรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา ทำปากขมุบขมิบ ก็ได้เรียกว่า คิดดีทำดีพูดดีใช่ไหม โจรที่ไปลอกทองเขาคิดดีหรือคิดชั่ว เห็นทองก็คิดแล้วว่า นี้ราค่าเท่าไร แล้วต้องเป็นผู้ไม่กลัวบาปกลัวกรรม ไม่กลัวเลยว่า เทวดาอารักษ์เจ้าที่ทั้งหลายจะสาปแช่งลงโทษ อย่างไร มิจฉาทิฏฐิเต็มทีไม่ได้คิดเลยว่าทองที่โขมยนี่ไม่ได้ขโมยของวัด เขาขโมยทองแต่ละแผ่นที่ญาติโยมทั่วประเทศมาบรรจงปิดไปแต่ละแผ่นแต่ละแผ่น ขโมยความดี ความ ปีติที่ได้ปิดทองของญาติโยมได้ทั่วประเทศ แล้วเอาน้ำยาเคมีเหมือนกะน้ำกรด ราดไปที่องค์พระพุทธรูป ทำร้ายพระพุทธเจ้าอีก ใจเขาคิดได้ยังไง เป็นคนไทยหรือเปล่า เป็น ชาวพุทธหรือเปล่า แล้วก็บรรจงลอกทองเอาที่คนทำด้วยศรัทธาไปขายไปหลอมไป พูดไปเจรจาไปหลอกพ่อค้า ว่าได้มาโดยสุจริต ทั้งคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว ในการกระทำ ทั้งนั้น เรียกว่าไม่อยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์ทั้งสิ้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า เวลาที่เราจะทำชั่วมันเริ่มจากใจก่อน มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐฺา มโนมยา ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จ แล้วแต่ใจ เมื่อเราคิดชั่ว ก็พูดชั่ว ทำชั่ว มีแต่ความทุกข์ติดตาม เมื่อเราคิดดีผ่องใส เราก็พูดดีทำดีความสุขก็ติดตามเรามา วันนี้อยากมีความสุขใช่ไหม บูชาพระพุทธเจ้าในวันมาฆบูชา เริ่มจากใจที่ผ่องใส คิดดีก่อน แล้วก็ทำดีพูดดีตามมา คิดดีคิดอย่างไร ตรงข้ามกับคิดชั่ว คิดชั่วคือเพิ่มความโลภ อยากได้โน่น ได้นี่ แล้วไม่ได้หงุดหงิด เห็นคนอื่นได้ก็ริษยา โกรธเพราะขัดใจ และคิดอยู่ในวังวน ไม่หาข้อมูล งมงาย มีอวิชชา คือความหลง โลภ โกรธ หลง คิดอะไรแล้วโลภมากขึ้น เรียกว่าคิดชั่ว คิดมองแง่ร้ายคนอื่น แล้วโกรธมากขึ้น เรียกว่าคิดชั่ว คิดอะไรแล้วงมงาย เรียกว่า คิดชั่ว อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คิดดีคือคิดจะให้คิดจะเสียสละ คิดไม่ลัก ไม่โกง เรียกว่า คิดไม่โลภ ก็คือทาน คิดไม่โกรธ ก็คือเมตตา มองแง่ดีกัน ไม่ริษยากัน หวังดีต่อกัน มีเมตตา มี กรุณา สงสารกัน เรียกว่าคิดดีและทำให้ไม่โกรธ และคิดด้วยปัญญา ด้วยความรู้ ด้วยข้อมูล สงสัยก็ถามกัน อย่าไปเข้าใจกันผิดๆ นี้เรียกว่าคิดไม่หลง ก็คือปัญญา คิดดีก็คือ คิดจะให้คิดแง่ดีกัน แผ่เมตตาต่อกัน หวังดีต่อกัน และคิดหาข้อมูลความรู้ อย่าไปเข้าใจผิดกันง่ายๆ คนที่คิดดีพูดดีทำดีเรียกว่า บริสุทธิ์ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ตั้งแต่ภายนอก ถึงภายในจิตใจ มีเรื่องเล่าว่า นักประพันธ์ดนตรีชาวเยอรมันชื่อบีโธเวน (Bethoven) ไล่แม่บ้านออกจากงานในบ้าน เลขานุการก็ประท้วงว่า ”ท่านบีโธเวน แม่บ้านคนนี้ทำไมต้องไปไล่เขาออกล่ะ ทำงานมานานแล้ว„


บีโธเวนก็บอกว่า ”เขาโกหก เราจับได้พูดไม่ดี„ ”แหม ท่าน โกหกนิดๆ หน่อยๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของท่านเองน่ะ ไปไล่เขาออกทำไม เขาทำอาหารอร่อยด้วย ปรุงอาหารเก่งด้วย แล้วทำไมไปไล่เขาออก„ บีโธเวน บอกว่า ”คนที่โกหก แสดงว่าจิตใจไม่ดีไม่สะอาด ถึงทำอาหารก็คงไม่สะอาด เลยต้อง ไล่ออก„ แบบนี้เรียกว่าตัดสินกันทั้งกาย วาจา ใจ คนที่คิดไม่สะอาด จะมองอะไรระแวงสงสัยไปหมด เราจะเห็นว่าตอนนี้่ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มีแต่เรื่องไม่ดีเรื่องดีๆ ไม่พาดหัวข่าว มีแต่เรื่องร้ายๆ ทะเลาะกัน นัก การเมืองทะเลาะกันก็เอามาลงหน้าหนึ่ง ออกทีวีแสดงว่าผู้สื่อข่าวนี่จับจ้องแต่เรื่องไม่ดี ใช่ไหม แล้วคนอ่านก็อ่านแต่เรื่องไม่ดีใช่ไหม เพราะฉะนั้น พอคิดไม่ดีทั้งคนอ่าน คน รายงานข่าว การกระทำก็ไม่ดีพวกเขียนข่าวก็เขียนแต่ข่าวไม่ดีกายกรรมไม่ดี พูดแถลงข่าวต่อไปมารายงานกัน ทางวิทยุโทรทัศน์มันก็ไม่ดี ในปีพ.ศ. ๒๕๐๕ ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์คนหนึ่ง เดินกลับบ้านเวลาดึก ที่กรุงเบอร์ลินตะวันออก ตอนนั้นยังแบ่งเบอร์ลินในเยอรมันออกเป็น ๒ ค่าย ฝ่ายตะวันออกนั้น โซ เวียตยึดไว้ฝ่ายตะวันตกนั้นเป็นฝ่ายสหรัฐ เป็นฝ่ายอังกฤษ เขามีกำแพงเบอร์ลิน คั่นกลาง แล้วก็มีสงครามเย็น ใครข้ามกำแพงเบอร์ลินไม่ได้มีลวดหนามขึงกั้นไว้ ตอนหลังนี่ ทุบกำแพงไปแล้ว อาตมภาพไปเบอร์ลินยังเห็นซากปรักหักพังอยู่ ฝ่ายที่อยู่ในเยอรมันตะวันออก ฝ่ายโซเวียตก็จะมีผู้สื่อข่าวรอยเตอร์คนหนึ่ง เดินอยู่ คอยจับผิดคอมมิวนิสต์คืนหนึ่งกลับบ้านดึก เห็นรถถังเต็มถนนเลย แล้วก็เครื่องยิง จรวดด้วย ทหารมีอาวุธครบมือซุ่มอยู่ในถนน แกตกใจมาก ความที่แกคอยจับผิดเขาก็รีบมาที่สำนักงานข่าวรอยเตอร์ส่งเทเล็กซ์คล้ายๆ โทรสาร ไปให้สำนักข่าวรอยเตอร์ กระจายข่าวทั่วโลก ในไม่กี่นาทีว่าโซเวียตเตรียมตัวโจมตีเบอร์ลินตะวันตก ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษถูกปลุกกลางดึก ประธานาธิบดีลินดอน บี.จอห์นสันของสหรัฐถูก ปลุกกลางดึก อย่างนี้ต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์สู้กับโซเวียต เกือบจะรบกัน อยู่แล้ว พอดีผู้อำนวยการสำนักข่าวรอยเตอร์ที่อังกฤษ แจ้งมาที่ผู้สื่อข่าวคนนั้นให้ไปดูอีกทีว่า ทำไมทหารมาประชุมกันล่ะ เมื่อกี้ดูเฉยๆ ไม่ได้ถาม ก็เลยนึกว่ามันเตรียมรบ ให้ไป แอบสัมภาษณ์หน่อยสิก็เลยกลับไปตอนดึกนั่นแหละ ไปถามทหารโซเวียตว่า มาทำอะไรกันเยอะแยะอย่างนี้จะถล่มเบอร์ลินตะวันตกหรืออย่างไร ทหารโซเวียตพูดผ่านล่าม หัวเราะบอกว่า พรุ่งนี้วันที่ ๑ พฤษภาคม เป็นวันกรรมกร คอมมิวนิสต์เขาฉลองวันกรรมกรกัน ไม่ได้เตรียมรบกับใครหรอก พวกรถถังเครื่องยิงกระจรวดนี้ไม่มีกระสุนหรอก เอา มาแสดงเฉยๆ นักข่าวตาสว่างเลย หายโง่เลย นี่แหละไประแวงกัน ไปสงสัยกัน และไม่ได้ถามกัน มีทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง รายงานนี่ไปทั่วโลก เกือบจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ สามเพราะผู้สื่อข่าวคนเดียวเท่านั้น นี้เรียกว่าอะไร พอคิดไม่ดีระแวงสงสัยกัน รายงานมันก็ไม่ดีเขียนข่าวก็ไม่ดี มีบางเรื่องที่ยุ่งไปทั้งครอบครัว เพราะว่าบางคนหูเบาใช่ไหม ปล่อยข่าวอะไร เรื่องไม่เป็น เรื่อง จะตีกันตาย อย่าว่าแต่ในวัดในบ้านเลย ระดับโลกก็เกือบเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม เพราะว่าคิดไม่ดีพูดไม่ดีและก็ทำไม่ดีแต่ถ้าพูดดีคิดดีทำดีจะเป็นอย่างไร


เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นักเรียนแพทย์คนหนึ่งชื่อ โฮเวิร์ด เคลลี่ (Howard Kelly) พอปิดเทอมก็ไปเที่ยวในชนบท เดินไปเรื่อยๆ ก็หิวน้ำ แต่ ไม่มีน้ำจะดื่ม ก็ไปเคาะประตูบ้านแห่งหนึ่ง จะไปขอน้ำเขาดื่ม ที่จริงก็ไม่ได้หิวน้ำ อย่างเดียวหรอกหิวข้าวด้วย อยากจะขอข้าวขอน้ำเขาทานนั่นแหละ เพราะบ้านนอกไกลๆ ไม่มีที่ขาย ปรากฏว่าหญิงสาวคนหนึ่งเปิดประตูออกมา นักเรียนแพทย์คนนี้เกิดอายเลยไม่กล้าขออาหาร อายหญิงสาวคนนั้น ก็เลยขอเพียงน้ำหนึ่งแก้ว บอกว่า ”หิวน้ำ„ หญิงสาวก็กลับเข้าไปในบ้าน โดยเปิดประตูไว้แล้วก็ถือนมสดหนึ่งแก้วมายื่นให้พ่อหนุ่มคนนั้นแล้วก็พูดเชิญให้เข้ามาดื่มนมสดในบ้าน เพราะอากาศร้อนมาก ก็ถือว่า มี น้ำใจไมตรี นักเรียนแพทย์คนนั้นก็เดินเข้าไปในบ้าน หญิงสาวก็ต้อนรับให้ดื่มนม ๑ แก้ว เป็นนมสดที่เจือน้ำใจ ขอน้ำเปล่าๆ แต่ได้นมสด ๑ แก้ว กำลังหิว กำลังเหนื่อย ถือว่าเกิน คาด หญิงสาวคนนี้มีน้ำใจเหลือเกิน นึกขอบคุณในใจ เสร็จแล้วก่อนจะจากถาม ชื่อกัน นักเรียนแพทย์ก็ถามว่า ”นมสดแก้วนี้เป็นเงินเท่าไร„ เพราะว่าเกรงใจเขา ขอน้ำแต่เขาให้นมสดก็เลยจะ จ่ายค่านมสด หญิงสาวคนนั้นตอบว่า ”แม่สอนว่า ถ้าเราให้ของใครด้วยน้ำใจ อย่ารับเงินจากเขา„ ถ้าให้ด้วยน้ำใจก็ต้องให้จริงๆ ด้วยใจบริสุทธิ์อย่าไปคิดเงินคิดทอง ถ้าขายค่อย คิดสตางค์นมแก้วนี้ไม่ได้ขาย แต่ให้ด้วยน้ำใจ ไม่รับสตางค์แหมประทับใจมาก หนุ่มคน นั้นกลับมาแล้วตั้งใจเรียนแพทย์จนจบ แล้วต่อมาก็ได้เป็นอาจารย์แพทย์ อยู่ในมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกิ้น (John Hopkin) วันหนึ่ง หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปนาน มีคนมาแจ้งหมอว่า ต่างจังหวัดมีคนไข้คนหนึ่ง เป็นโรคอะไรไม่ทราบอยากให้หมอในเมืองออกไปตรวจ แล้วส่งเข้ามา โรงพยาบาลจอห์น ฮอบกิ้นนี้ขอให้หมอไปช่วยวินิจฉัยโรคหน่อย เพราะว่าหมอในชนบทวินิจฉัยไม่ได้ หมอคนนี้มีจรรยาแพทย์จึงออกไปเยี่ยมคนไข้พอเห็นก็จำได้เลย ยิ่งรู้ว่ามาจากเมืองไหน หมู่บ้านไหน ชื่ออะไรก็จำได้เป็นผู้หญิงคนนั้นแน่นอน หมอคนนี้รู้แล้ว แต่ยังไม่ พูด เริ่มวินิจฉัยโรคเลย เป็นโรคอะไร แล้วให้การรักษาอย่างดีเหมือนกับเป็นเจ้าของไข้ผ่าตัดด้วย ตอนนั้นผู้หญิงคนนี้อาการหนัก แต่ก็ฟื้นขึ้นมา รอดชีวิต ในอเมริกานั้นค่ารักษาพยาบาลแพงมาก เรียกว่าขายนาขายไร่แล้วยังไม่พอจ่ายเลย คนต่างประเทศบางคน ยอมจ่ายค่าเครื่องบินจากอเมริกา ซื้อตั๋วไปกลับบินมาประเทศ ไทย เพื่ออะไร มาทำฟันกับหมอฟันในประเทศไทย รวมค่าทำฟันในประเทศไทยกับค่าเครื่องบิน ไปกลับ ยังถูกกว่าค่าทำฟันในประเทศสหรัฐอเมริกาเสียอีก ค่ารักษาพยาบาล แพงมาก ปรากฏว่าผู้หญิงคนนี้ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล ขอใบเรียกเก็บเงินมาดูแต่นึกในใจว่า ขายที่ขายทางก็คงไม่พอค่ารักษา แต่พอใบเรียกเก็บเงินมาถึง พอเห็นราคา ค่ารักษาเกือบจะเป็นลมเพราะแพงมาก แต่พอดูที่ท้ายใบเรียกเก็บเงิน เขาประทับตราว่า ”Paid„ แปลว่า จ่ายแล้ว และมีข้อเขียนต่อไปด้วยลายมือว่า จ่ายแล้วเต็มจำนวนนี้ ด้วย นมสด ๑ แก้ว แล้วก็ลงชื่อ โฮเวิร์ด เคลลีหมอเจ้าของไข้ หมายความว่า โฮเวิร์ด เคลลีก็คือนักเรียนแพทย์คนนั้นนั่นเอง แล้วจำผู้หญิง คนนี้ได้ต้องการตอบแทนบุญคุณ


นม ๑ แก้ว ที่ให้ในเวลานั้นมีค่ามหาศาลอย่างยิ่ง ให้ด้วยน้ำใจที่บริสุทธิ์จิตที่ผ่องใส ไม่คิดเงิน เพราะฉะนั้น ยื่นนมสดให้๑ แก้ว กายกรรม ทำดีทางกายด้วย แล้ววาจาก็ ดีอีก ไม่ดูถูกเหยียดหยามคนที่มาขอนั้น แล้วยังบอกว่า ถ้าให้ด้วยน้ำใจ ไม่คิดสตางค์คิดดีพูดดีทำดี หมอคนนี้จำได้จึงได้ตอบแทนด้วยการคิดดีพูดดีทำดีตั้งใจรักษาไข้แล้ว เขียนว่า จ่ายแล้วด้วยนมสด ๑ แก้ว เพราะว่าเขาเป็นหมอใหญ่ ทางโรงพยาบาลจึง ไม่คิดเงิน เลย เมื่อเขียนไปอย่างนี้ นี้เรียกว่าอะไร เรียกว่าทำดีได้ดีเพราะทำดีครบเครื่อง คิดดีพูดดีและก็ทำดี บางคนทำดีไม่ได้ดีเพราะทำดีไม่ครบเครื่อง เอาสตางค์ให้ลูกแต่ด่าเช้าด่าเย็น เช่นว่า ให้ สตางค์แล้วจำบุญคุณไว้บ้าง จำใส่หัวไว้บ้าง ข้าวราดแกงที่เลี้ยงแกนี่รู้จักกตัญญู เสียบ้าง ไหนๆ จะให้แล้วพูดดีๆ หน่อยได้ไหม ทำดีพูดดีแล้วก็คิดดีก็จะได้ดีมีพลัง เพราะฉะนั้น มาวัดแล้วทำความดีให้ครบเครื่องนะโยม คิดดีต่อกัน แล้วก็พูดดี สวดมนต์อย่าไปด่ากันมันจะทำให้เสียบรรยากาศวันมาฆบูชา ไม่นินทาว่าร้ายกัน ไม่คิด อิจฉาริษยากัน ไม่ด่ากัน ไม่โกรธกัน ให้คิดดีมีเมตตา มองโลก แง่ดี มีผล เห็นคน อื่นดี มีค่า ปลุกใจ ให้เกิด ศรัทธา ตั้งหน้า ทำดี มีคุณ มองโลก ด้านร้าย กลายกลับ ใจรับ แต่เรื่อง เคืองขุ่น เหนื่อยหน่าย เลิกร้าง ทางบุญ ชีพวุ่น วายแท้ แน่เอย ขอจงคิดดีพูดดีทำดีถวายเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชา ชื่อว่าปฏิบัติตามโอวาท ปาฏิโมกข์๓ ประการ ไม่ทำชั่ว ทำดีทำจิตใจให้ผ่องใส สรุปง่ายๆ ว่าคิดดีพูดดีทำดีดังพรรณนามา พอสมควรแก่เวลา เทสนาปริโยสาเน ในอวสานเป็นที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญ เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆ บูชา อานุภาพแห่งพระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา อานุภาพแห่งหลวงพ่อพระพุทธนาค บารมีธรรมแห่งพระบรมสารีริกธาตุในพระวิหาร จงมารวมกันเป็น ตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย อำนวยอวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ยิ่งๆ ขึ้นไปในร่มธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปราศจาก ทุกข์โศก โรคภัยอุปัทวันตรายทั้งปวง มีแต่คิดดีพูดดีทำดีปรารถนาสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรม ก็ขอให้ความปรารถนาเหล่านั้น จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จสม มโนรถมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ


รับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในโอวาทปาฏิโมกขกถา พอสมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้. มาฆบูชากถา ว่าด้วยวันแห่งเมตตา สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํพุทฺธานสาสนนฺติ (ที.ม.๑๐/๕๔/๕๗) ณ บัดนี้จักรับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในมาฆบูชากถา ว่าด้วยวันแห่งเมตตา เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธาประดับปัญญาบารมีอนุโมทนากุศลบุญ ราศีของญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้มาประชุมพร้อมกันจำนวนมากมายคับคั่งในพระอุโบสถวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ในวันนี้ประกอบพิธีบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันมาฆบูชา พร้อมกับคณะอุบาสก อุบาสิกาที่มาปฏิบัติเนกขัมมจารีเนกขัมมจารินีพร้อมทั้งคณะของท่านพระครู-ศรี วิเทศชัยมงคล เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลวราราม มลรัฐยูท่าห์สหรัฐอเมริกา ที่ชักชวนญาติโยมสาธุชนมาบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสมทบทุนสร้างพระอุโบสถวัดชัยมังคลวรารามใน วันนี้ประกอบไปด้วยคุณโยม สุมนา อัศวสิน ร้านทองจงทวีคุณขวัญชนก ภักดีโต บริษัทสยาม เค เอ็น ทูริ่ง คุณทองจันทร์มีอุดร ผู้จัดการมูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน และคุณ ลดาสัน เทพบันดาลผล เป็นต้น มาร่วมกันทำบุญทำกุศล ในวันมาฆบูชา ถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระศาสนา


วันสำคัญทางพระศาสนา เป็นวันที่ชาวพุทธบำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ ต่างจาก วันพระทั่วไป ถ้าวันพระทั่วไปเราทำบุญตักบาตร บางทีฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัด หรือ ทางวิทยุ โทรทัศน์เท่านั้นเป็นพอ แต่พอถึงวันสำคัญทางพระศาสนาอย่างนี้ซึ่งในปีหนึ่ง มีอยู่ ๔ วันเท่านั้น ญาติโยมทำบุญพิเศษ ๔ วัน ใน ๑ ปี วันนี้เป็นวันแรกของปีเรียกว่า มาฆบูชา บูชาในวันเพ็ญเดือน ๓ แล้วถัดไปวันวิสาขบูชา บูชาในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ และถัดไปอีก ๘ วัน วันอัฐมีบูชา จากนั้น อาสาฬหบูชา วันเพ็ญกลางเดือน ๘ เป็นวันสุดท้ายในรอบปี๔ วัน ที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับพระรัตนตรัย วิสาขบูชา วันเพ็ญกลางเดือน ๖ ทำบุญการบูชาเนื่องจากคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันอัฐมีบูชา แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันถวายพระเพลิงพระสรีระศพของพระพุทธเจ้า เรียก ๒ วันนี้ว่า วันพระพุทธ ส่วนวันมาฆบูชาวันนี้เรียกว่าวันพระธรรม วันอาสาฬหบูชา พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ เป็นปฐมเทศนา มีพระรัตนตรัยครบ คือพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตา เห็นธรรม เป็นสังฆรัตนะ เราเรียกว่าวันพระสงฆ์ส่วนวันนี้เราเรียกว่าวันพระธรรม เพราะอะไร จะได้สังวรรณนาอรรถาธิบายต่อไป เมื่อถึงวันสำคัญทั้ง ๔ วัน จะทำบุญพิเศษ ท่านให้ไปที่วัดใกล้บ้านหรือวัดที่ตนประสงค์จะไป ไปทำพิธีเวียนเทียน เดินประทักษิณเวียนขวารอบพระอุโบสถ หรือ พระ วิหาร หรือพระเจดีย์คำว่าเวียนขวา คือเอาด้านขวาเข้าหาสิ่งที่เราเวียน เรียกว่า ประทักษิณ อย่างเวียนรอบพระอุโบสถพระวิหาร เราต้องหันด้านขวาเข้า เราเรียกว่า ทำด้วย ความเคารพ ส่งของ รับของให้ผู้ใหญ่ ใช้แขนด้านขวา แสดงถึงความเคารพ ส่วนถ้าด้านซ้าย เราเรียกว่า อุตราวัตร เวียนซ้าย การเวียนซ้ายคือการเวียนทวน เข็มนาฬิกา ท่าน หมายถึงฝ่ายดับ ฝ่ายเกิดเขาเวียนขวา การเวียนซ้ายคือเวียนขึ้นเมรุ เผาศพ เวียนที่วัดประยุรวงศาวาสมีการเวียนศพขึ้นเมรุ เขาเวียนซ้าย นอกจากมาเวียนเทียนที่วัด ในความหมายที่มาแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัยแล้ว วันมาฆบูชาที่เป็นวันทำบุญพิเศษ รัชกาลที่ ๔ ท่านริเริ่มขึ้นในประเทศไทย ประเทศ ลาว กัมพูชาก็ถือปฏิบัตินอกเหนือจากนี้ไม่นิยมทำมาฆบูชา ฉะนั้นในประเทศไทยจึงมีวันบูชาพระรัตนตรัยครบ ๓ วันในรอบปีวันพระพุทธ วิสาขบูชา อัฐมีบูชา, วันพระธรรม วันมาฆบูชา และวันพระสงฆ์วันอาสาฬหบูชา และ มีเวียนเทียน เวียนเทียนหมายถึงไม่ได้เวียนคนเดียว เขาเรียกว่าเป็นแถวเป็นแนว เป็นขบวน มีหลายๆ คน แสดงว่า ทำบุญวันนี้พิเศษ เขาไม่ให้ทำคนเดียว มีญาติสนิทมิตรสหายมีลูกมีหลานชวนกัน ไปเข้าวัด ไปเข้าวัดทำบุญร่วมกัน ทำบุญกันเป็นคณะเป็นหมู่ ทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น มี คำบาลีรับรองเรื่องบุญนี้ว่า สุขสฺเสตํอธิวจนํบุญเป็นชื่อของความสุข เวลาเราทำบุญ ทำความดีเรามีความสุข ทำคนเดียวสุขคนเดียว แต่ว่าถ้าชักชวนบริวาร ญาติสนิทมิตร สหายสัมพันธชนมาทำด้วยกัน มีความสุขร่วมกัน ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขัน เก็บดอกไม้ร่วมต้น สร้างกุศลร่วมกัน ไม่ว่าจะมาฟังเทศน์ฟังธรรม ทอดผ้าป่า ทำแล้วมีความสุขร่วมกัน เวลาที่เราทำความดีมีความสุข เป็นการฉลอง เขาจึงไม่ทำคนเดียว ชักชวนกัลยาณมิตร ญาติสนิทมิตร สหายมาทำด้วย เรียกว่ามีบริวาร การมีบริวารร่วมกันนั้น ทำให้ความสุขเพิ่มเป็นหลายเท่า ฉลองก็ดีทำบุญก็ดีครบวาระใดๆ ก็ตาม ทำอยู่คนเดียว สุขคนเดียว แต่ ถ้าทำ


ร่วมกัน นอกจากหลายคนจะมีความสุขแล้ว เราเองที่มีเพื่อนมาร่วมทำบุญ ถือศีลร่วมกัน มีความสุขเป็นหลายเท่า ดังที่ท่านกล่าวว่า เนกาสีลภเต สุขํรับประทาน คนเดียว ไม่ค่อยมีความสุข วันตรุษจีนที่ผ่านมา ฉลองคนเดียว อาหารเต็มโต๊ะ ไม่มีความสุข ฉะนั้น การมีกัลยาณมิตรทำบุญร่วมกัน จะทำให้ชีวิตไม่ว้าเหว่ ไม่เดียวดาย เพิ่มความสุขเป็นหลายเท่า ลดความเศร้าลงตั้งเยอะ ฉะนั้นการที่ญาติโยมมาทำบุญร่วมกัน ใน วันนี้ไม่ว่าจะมารักษาศีลร่วมกัน ทอดผ้าป่าร่วมกัน ฟังธรรมร่วมกัน ทำให้ชีวิต ได้บริวารสัมปทา เกิดในชาติไหนชาติใด จะมีความพร้อมด้วยบริวารทำให้มีความสุขเพิ่มพูน มากมาย อย่าทำบุญคนเดียว อย่าทำกิจกรรมฉลองอยู่คนเดียว ทำคนเดียว ได้แค่โภคสัมปทา ร่ำรวยคนเดียว แต่ไม่ค่อยมีบริวาร แต่ชักชวนกันทำได้ทั้งโภคสัมปทา ถึงพร้อม ด้วยความมั่งคั่ง และบริวารสัมปทา ถึงพร้อมด้วยบริวาร ได้ญาติดีลูกดีสามีดี ภรรยาดีเจ้านายดีอานิสงส์เพราะเราทำบุญแล้วใจกว้าง เปิดโอกาสให้คนมาร่วมทำบุญกับเรา ทำบุญ ในวันนี้เนื่องในวันมาฆบูชา ด้วยปรารภเหตุการณ์เมื่อ ๒,๖๐๑ ปีที่ผ่านมา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันวิสาขบูชาได้๙ เดือน นับจากวันตรัสรู้พระพุทธเจ้าได้ พระสาวกที่ เป็นพระอรหันต์๑,๒๕๐ รูป ชุมนุมลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์ที่วัดเวฬุวัน หลังจากตรัสรู้ได้๙ เดือน เป็นการประชุมใหญ่ เราเรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต แปลว่าประชุมพร้อม ขององค์๔ ประการ ๑. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่วัดเวฬุวัน สวนไผ่ เมืองราชคฤห์อินเดีย ๒. ที่ไม่ได้นัดหมายเพราะพระเหล่านั้นท่านได้อิทธิฤทธิ์ มีอภิญญา ๖ ส่งนัดกัน ทางโทรจิต ไม่ได้ส่งโทรสาร ไม่ได้ให้คนไปบอก ไม่ได้ส่งไลน์ มากันเองโดยไม่ได้ นัด หมาย ๓. ท่านเหล่านั้น เป็นลูกศิษย์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นอุปัชฌาย์ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าบวชให้โดยไม่มีพระอันดับ มีอุปัชฌาย์องค์เดียว และพูดประโยคสั้นๆ เอหิภิกฺขุ หมายความว่าต้องมีบาตร มีจีวร ปลงผมมาแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เพราะส่วนใหญ่ที่จะกล่าวอย่างนี้เป็นพระอรหันต์ก่อนทั้งสิ้น หรือเป็นพระโสดาบัน เป็นอย่างน้อย อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม ฟังปฐมเทศนาธรรมจักรจบเป็นพระโสดาบัน อริยบุคคลท่านแรก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เอหิภิกฺขุ จงเป็น ภิกษุมาเถิด สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺมจริยํธรรมะที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ท่าน จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ ตรัสเท่านี้อัญญาโกณฑัญญะได้เป็นพระภิกษุ เราเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา เมื่อมีคนขอบวชมากขึ้น พระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์มีพระอันดับ อย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ข้อที่ ๓ ดังที่กล่าวมา คือพระ เหล่านั้น เป็นเอหิภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นพระอุปัชฌาย์ ๔. วันนั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง วันพระจันทร์เต็มดวง พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าถึงพร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ ในวันเพ็ญมาฆฤกษ์จึงได้สอนคำสอนที่เป็นธรรมนูญของ พระพุทธศาสนา เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์แปลว่าคำสอนที่เป็นหลักสำคัญให้ ชาวพุทธถือปฏิบัติและทุกวันพระ ๑๕ ค่ำ พระจะต้องสวดกันในอุโบสถ เป็นเวลา ๒๐ ปี


หลังจาก ๒๐ พรรษาของพระพุทธเจ้าแล้วมาสวดปาติโมกข์แบบทุกวันนี้ที่เรียกว่า สิกขาบทปาติโมกข์คือศีล ๒๒๗ ก่อนหน้านั้นพระพุทธเจ้าให้สวดโอวาทปาติโมกข์ คำ สอนที่เป็นหลักโดยสรุปมี๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ เริ่มต้นด้วยประโยคว่า ขนฺตีปรมํตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํปรมํ
วทนฺติพุทฺธา ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้ากล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยมตอน ที่ ๑ เรียกว่าอุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาถือพระนิพพานเป็น เป้าหมายสูงสุด ต่างจากศาสนาพราหมณ์ในสมัยนั้นที่นับถือพระพรหมผู้สร้างโลก พระพุทธศาสนาให้เข้านิพพาน นี่คือข้อแตกต่างข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ไปนิพพานได้อย่างไร ทางไปสู่นิพพานเรียกว่า ข้อปฏิบัติที่เป็นหัวใจการปฏิบัติเป็นดังพระบาลีที่อาตมภาพได้ยกไว้ณ เบื้องต้นว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํเป็นต้น แปลความว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำดีให้ถึงพร้อม ทำจิตใจให้ผ่องใส นั่นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่คือคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นหลักการในการปฏิบัติที่เรามาเรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา ถ้าคนต่างชาติต่างศาสนาถามว่า เป็นชาวพุทธเป็นได้อย่างไร ต้องมีพระนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คือไม่ถือพระเจ้า แต่ถือพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ต้องไม่ทำบาป ทำดีทำจิตใจให้ผ่องใส เรียกง่ายๆ ว่า ไม่ทำบาปคือรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ทำดีคือให้ทาน และทำจิตใจให้ผ่องใส จาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยการทำกรรมฐาน นี้เป็นหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนา โยมมานั่งฟังเทศน์ตอนนี้ทำจิตใจให้ผ่องใสจากอวิชชา ความไม่รู้ เรียกว่า ทำ จิตใจให้ผ่องใสแล้ว สวดมนต์ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่วอกแวก รับศีลจากพระ เป็นการไม่ทำบาปทั้งปวง และใส่บาตร ทำบุญ ทอดผ้าป่า ทำดีให้ถึงพร้อม เราทำอยู่ตลอดเวลา แต่งชุดขาวอย่างนี้ปฏิญญาว่า เราทำจิตใจให้ผ่องใส เมื่อทำจิตใจให้ผ่องใส เราให้ทาน รักษาศีลได้ง่าย นี่เป็นหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าที่สอนชาวพุทธทั้งหลาย ส่วนข้อที่ ๓ เรียกว่าวิธีการ วิธีการหมายถึง วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อท่านพระครูศรีวิเทศชัยมงคล ไปเผยแผ่พุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกา ต้องไปตามหลัก ที่ พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ในขั้นที่ ๓ ว่า อนูปวาโท อนูปฆาโต ไม่ว่าร้าย ไม่ทำร้าย เวลาที่คนไม่นับถือพระพุทธศาสนา อย่าไปว่าร้าย โจมตีเขา อย่าไปเข่นฆ่าประหัตประหารเขา อย่าไปทำร้ายเขาให้เขาเปลี่ยนศาสนา ไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความดีสอนให้รู้ ทำให้ดูอยู่ให้เห็น เย็นให้เขาได้สัมผัส จะทำให้กลับจิตกลับใจมานับถือพระพุทธศาสนา นี่คือ เรื่องสำคัญ ในวันมาฆบูชา จาตุรงคสันนิบาตประชุมพร้อมแห่งองค์๔ พระพุทธเจ้าจึงแสดงโอวาทปาติโมกข์ถ้าไปถามเยาวชน วันนี้บอกมีองค์๕ มีวาเลนไทน์แถมเข้าไปด้วย และไม่ ทราบเหมือนกันว่าจะมาเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมหรือไม่ หรือไปเที่ยวกันตามแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดสติจึงต้องเทียบเคียงให้เห็นว่า วันวาเลนไทน์ที่เยาวชนหมกมุ่นกัน เพราะเนื่องมาจากฝ่ายธุรกิจทั้งหลายโฆษณาชวนเชื่อ เป็นวันที่มาดังในประเทศไทย เพราะฝ่ายที่จะขายดอกกุหลาบก็โฆษณา ฝ่ายที่จะขายช็อกโกแลกรูปหัวใจก็โฆษณา เป็น ธุรกิจและไปทำให้เยาวชนนั้นหลงผิด คิดว่าวันวาเลนไทน์เป็นความรักทางเพศ เสียมากกว่า ซึ่งต่างจากวัตถุประสงค์ของเซนต์วาเลนไทน์เป็นความรักในครอบครัว


เหตุเกิดเมื่อเซนต์วาเลนไทน์อยู่ในสมัยที่โรมันครองอำนาจที่กรุงโรม ตอนนั้นศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นศาสนาที่เป็นทางการ ชาวคริสต์ต้องบูชาแบบหลบๆ ซ่อนๆ ใครเป็น คริสต์ถูกลงโทษโดยทางการโรมัน ก็มีนักบวชชื่อวาเลนไทน์อาจหาญกล้าประกอบพิธีแต่งงานให้หนุ่มสาวชาวคริสต์อย่างเปิดเผย กล้าที่จะประกอบพิธีแต่งงาน ให้ทหารโรมัน เพราะทหารโรมันนั้นไม่ให้ทำพิธีแต่งงาน ต้องไปรบ เท่ากับฝ่าฝืนคำสั่ง ของจักรวรรดิโรมัน นักบวชท่านนี้จึงถูกประหารชีวิต เรียกว่าเป็นผู้ส่งเสริมสถาบันครอบครัว แต่การที่ กล้าในยามที่ถูกกดขี่ ยอมตายเพื่อเรื่องนี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น เซนต์เป็นนักบุญ เพราะฉะนั้นแท้ที่จริง ความรักอย่างนี้คือความรักของผู้ที่แต่งงานมีครอบครัว ไม่ใช่ความรักฉาบฉวยมุ่งประโยชน์ทางเพศ เอาเปรียบกันจนกระทั่งประเทศไทยนั้น มี มารดาวัยแค่อายุ ๑๔–๑๕ มากเป็นที่ ๒ ในอาเซียน เพราะมีความรักที่ไม่ครบองค์ประกอบ ความรักที่ครบองค์ประกอบตามหลักธรรมะนั้น จะไม่หยุดอยู่เพียงรักระหว่างเพศ แต่เป็นความรักที่มีรากฐานมั่นคง เรียกว่าถ้าเป็นครอบครัวก็ถือไม้เท้ายอดทองกระบอง ยอดเพชร เป็นคู่รักกันแต่งงานกัน เพราะพระพุทธศาสนาสอนความรักอย่างน้อย ๒ ขั้น แต่คนเราชาวพุทธ ไม่ค่อยรู้ว่ามีหลายขั้น รักกันฉาบฉวยขั้นเดียวตามวันวาเลนไทน์ที่ เขาโฆษณา ขั้นแรกนั้น เราเรียกว่า เปมะ แปลว่า ความรักของคนหนุ่มสาวระหว่างเพศ เปมะนี้คือความเสน่หา เป็นความรักที่มีอารมณ์ร้อนรุ่ม และมีเหตุเกิดจากอารมณ์มากกว่า เหตุผล ไม่ได้ใช้เหตุผลเป็นเครื่องรองรับ อารมณ์เกิดแล้วรุนแรง มันก็พาไป เหมือนกับโคถึกจะแล่นไป แม้จะขังไว้ก็ไม่อยู่ ณ ที่ขัง ฉะนั้นความรักด้วยอารมณ์ ความรักที่ถูกใจ เพราะรักแรกพบ ภาษาพระท่านเรียกว่า เปมะ หรือ ความรักแบบนี้ มีเหตุ ๒ ประการ ดังพระบาลีที่ว่า ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา เป็นต้นแปลความว่า ความ รักเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เคยอยู่ร่วมกันแต่ชาติปางก่อน หรือเกื้อกูลกัน เห็นใจกัน ในชาติปัจจุบัน ความรักเกิด ๒ อย่าง เหมือนกับดอกบัวเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ มี โคลนตมและมีน้ำหล่อเลี้ยง โคลนตมนั้นเหมือนบุพเพสันนิวาส น้ำที่หล่อเลี้ยงดอกบัวเหมือนกับการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ความรักด้วยอารมณ์นั้นอยู่ไม่ยั่งยืน ไม่ยาวนาน บางทีไม่ถูกใจทะเลาะกัน เข้าใจกันผิดถึงหวงกัน อารมณ์ทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมา ดังเรื่องที่ท่านแต่งไว้ใน ชาดกเรื่องสัพพสิทธิชาดก ที่เรียกว่าแต่งไว้คือแต่งไว้เมื่อ ๔๐๐ ปีมาแล้ว ที่เชียงใหม่ท่าน เรียกว่า ปัญญาสชาดก แต่งเป็นภาษาบาลีโดยเอาเรื่องพื้นบ้านมาแต่ง เช่นเรื่อง สังข์ทอง หอยสังข์อยู่ในปัญญาสชาดก เรื่องเหล่านี้รวมถึงเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ พระอาจารย์ ท่านแต่งเป็นภาษาบาลีโดยนิทานพื้นบ้านแล้วให้เป็นนิทานชาดก เรียกว่า สัพพสิทธิชาดก มีเรื่องเล่าว่า นกกระจาบผัวเมียคู่หนึ่ง อยู่ด้วยกันโดยทำรังอยู่ในป่าอ้อ มีลูกน้อย ๒ ตัว อยู่ในรัง ตัวผู้ตัวผัว มีหน้าที่ไปหาอาหารมาให้ตัวเมีย และลูกน้อย ๒ ตัว วัน นั้นเกิดเรื่องขึ้นมา นกกระจาบตัวผัว บินไปหาอาหารเหน็ดเหนื่อย ไปเจอสระน้ำ ขนาดใหญ่มีดอกบัวบานสะพรั่ง มีเกสรที่มีน้ำหวานเยอะ นกกระจาบกินน้ำหวานจากดอกบัว มีดอกหนึ่งใหญ่เป็นพิเศษ เข้าไปคลุกเคล้าเกสร ไปกินน้ำหวาน เพลินไปหน่อย


ตกเย็นขึ้นมา ดอกบัวหุบ ขังนกกระจาบอยู่ในดอกบัว ออกไม่ได้ปล่อยให้แม่นกหิวโหยอยู่ รออาหารก็ไม่มา คิดไปต่างๆ นานา จินตนาการไปในทางร้ายมากมาย ตกค่ำ ขึ้นมา น้ำค้างพรมมาที่ดอกบัว ดอกบัวได้น้ำเย็นๆ ก็เบ่งบาน พ่อนกกระจาบโบยบินออกมาได้ด้วยความดีใจและเป็นห่วงแม่นกกระจาบก็บินกลับมา แต่พอมาถึง ในที่ที่เป็นป่า อ้อ ตกใจ เพราะไฟป่าไหม้จนถึงป่าอ้อ แม่นกรอเมื่อไรพ่อนกจะมาช่วยกันดูแลลูกนก ในที่สุดลูกนกถูกไฟคลอกตาย แม่นกมองหาพ่อนก มองหาไม่เจอ จึงไปเกาะกิ่งไม้ในขณะนั้นเอง พ่อนกบินมาถึง ความที่ ดีใจ แม่นกและพ่อนกโผบินเข้าหากัน แต่แม่นกสงสัยทำไมพ่อนกตัวหอมนัก ไปทำอะไรมา แล้วมาช้า จนกระทั่งลูกตาย ต้องไปมีใหม่แน่นอน พ่อนกพยายามอธิบายอย่างไรก็ ไม่ฟัง พูดกันไม่รู้เรื่อง อารมณ์ชั่ววูบ แม่นกกระโจนเข้ากองไฟ ตายไปตาม ลูกน้อย เพราะความน้อยใจ พ่อนกเสียใจอย่างยิ่งกระโดดเข้ากองไฟตายตามกันไป แต่ก่อนที่จะกระโดด เข้ากองไฟก็คิดว่า ในเมื่อไม่ไว้ใจกันแล้ว ชาติหน้าชาติไหนอย่าได้อยู่ร่วมกันอีกเลย ตั้งแต่นั้น มาแม้จะมาเกิดชาติใด เจอกันไม่เคยสมหวังเลย ที่ท่านแต่งชาดกนี้ขึ้นมาเป็นคติเตือนใจว่า เปมะหรือความรักอย่างเดียวนั้น มันไม่คงทน เพราะเหตุที่ว่า มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มีความรักอีกชั้นหนึ่งที่เอาเหตุผลเข้า มาเป็นฐานรองรับ ใช้สติปัญญาประกอบ ท่านเรียกว่า เมตตา แปลว่า ความรัก ในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่สูงกว่าเปมะ เพราะเปมะเป็นความรักระหว่างเพศ มันจะจาง หายตามวัยที่ร่วงโรยไป แต่พอมีเมตตาต่อกันอยู่จนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร และความมีเมตตานั้นไม่ใช่มีระหว่างเพศเท่านั้น เป็นเมตตาที่พ่อแม่มีต่อลูก ลูกมีต่อพ่อ แม่ เพื่อนมีต่อเพื่อน เราเรียกว่ามิตร มิตรมาจากรากศัพท์ว่า เมตตา เพราะฉะนั้น เมตตา ความรักในพระพุทธศาสนา เป็นความรักมนุษยชาติเป็นความรักด้วยเหตุผล ความดีงาม เป็นความรักที่ผ่องใส เพราะขณะที่เราเมตตาใคร มันไล่ ความโกรธ ความเกลียดคนนั้นออกไป ฉะนั้นท่านจึงสอนให้แผ่เมตตา พอเรา แผ่เมตตา แปลว่า ความรัก ความปรารถนาดีมันจะไล่ความโกรธเกลียดที่มีต่อคนนั้น ออกไป เราเมตตาศัตรูเราให้อภัยเขา และรับเขาเป็นมิตรได้เราทำด้วยอารมณ์ไม่ได้ ถ้าเราทำด้วยอารมณ์มีแต่เกลียดศัตรูแต่พอเราแผ่เมตตา เราเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร เป็นการ ทำลายศัตรูที่ดีที่สุดในโลก เราไปฆ่าเขา พวกเขาเป็นศัตรูเราอีกสิบคน ร้อยคน แต่ถ้าเราแผ่เมตตาต่อเขา เราได้เขามาเป็นมิตร ศัตรูก็หายไป การที่เราแผ่เมตตาความรักให้ใคร ใจเราผ่องใสจากความโกรธ ความอาฆาต พยาบาท เท่ากับเราปฏิบัติตามโอวาทปาติโมกข์ข้อที่ ๓ ทำจิตใจให้ผ่องใส จากความโกรธ ความพยาบาท ฉะนั้นในวันนี้เป็นวันแห่งเมตตา วันแห่งความรักที่มีเหตุผล เลิกโกรธกัน ผ่องใส ไม่โกรธ ไม่เกลียดกัน มีความรักต่อกัน เมื่อเราไม่โกรธ ไม่เกลียดกัน ไม่ทำบาปต่อกัน ไม่ด่ากัน และไม่มีการทำร้ายเข่นฆ่ากันในวันมาฆบูชา นี่เรียกว่าไม่ทำบาปต่อกัน เพราะเรามีเมตตาต่อกัน รักกัน และทำดีให้ถึงพร้อม มีแต่ให้อย่างที่เรามาใส่บาตรทำบุญ นึก ถึงพระอรหันต์ที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ มีกินมีใช้อย่างไร เอาของไปฝาก ลูกๆ ให้ ของขวัญ ของมีค่า ช่วยดูแลคุณพ่อคุณแม่ บริการท่าน รวมถึงให้น้ำใจรอยยิ้มแก่กันและกัน วันนี้ เราไม่ทำบาปต่อกัน ทำดียิ้มแย้มแจ่มใสพูดจาภาษาดอกไม้ต่อกัน ทำด้วยเมตตา เรามีความรักต่อกัน ด้วยเหตุด้วยผล คำว่าความรักต่อกัน คือการแผ่เมตตาด้วยเหตุผล ทำ


อย่างไร คือ มองความแง่ร้ายของเขา คนเราไม่ใช่จะเลวบริสุทธิ์๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่จะดีบริสุทธิ์๑๐๐ เปอร์เซ็นต์คนเรามีทั้งดีทั้งร้าย แต่เวลาที่รักกัน ก็สารพัดจะว่าดีชัง กันแต่ละทีก็อัปรีย์ไปสารพัน ฉะนั้นเราจะต้องฝืนเวลาชัง พยายามนึกถึงความดีเขาไว้ที่ดีเขาก็มีเยอะ เพื่อนกันคนนี้อาจจะปากร้ายหน่อย แต่เวลาเจ็บป่วยเขามาเยี่ยมอยู่คนเดียว พอนึกถึงอย่างนี้ เรา จะมีเมตตา ลูกเราอะไรๆ ก็ไม่ได้เรื่อง แต่รับใช้ดีบริการดีแต่อีกคนไม่ค่อยรับใช้ ไม่ค่อยบริการ แต่เรียนเก่ง ทำงานเป็นหน้าเป็นตา เรานึกถึงแต่ที่ดีภูมิใจในลูก อย่างนี้ก็มี เพราะฉะนั้นเมตตามองข้ามในความไม่ดีเหมือนคน ๒ คน ถูกขังในห้องขังด้วยกัน คนหนึ่งมองแต่โคลนตม อีกคนหนึ่งมองดวงดาว แล้วใครมีความสุข จับผิดแต่คนอื่น ดูแต่ โคลนน่าเบื่อ อีกคนมองดวงดาว ยังดี สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย มาโบสถ์วันนี้ทำไมมีเหล็กรุงรัง อีกคนหนึ่ง มาวัดนี้ก็ดีเขากำลังซ่อม เราจะได้ทำบุญ มองอย่างนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น แล้วแต่เราจะมอง มองข้ามความไม่ดีของเขาบ้าง ไม่ว่าจะฝ่ายไหน มองที่ดีๆ ของเขา แล้วคบกันได้คนไทยด้วยกันบางทีเลิกคบกันเพราะว่าเรื่องการเมือง มีเจ้าภาพจะมาสร้างรั้วเหล็กช่องเดียว ๔๐๐,๐๐๐ บาท สร้างมาเกือบหมด เหลืออยู่ล็อกสุดท้ายไม่มีเจ้าภาพ เพราะสมาคมหนึ่งรับเป็นเจ้าภาพอย่างดีแล้วไปประชุมกัน เตรียมการที่จะรวบรวมปัจจัยมาสร้างรั้วเหล็ก ปรากฏว่าแทนที่จะพูดเรื่องทอดผ้าป่าไป กลับไปพูดเรื่องการเมือง สีเหลืองทะเลาะกับสีแดง วงแตก จึงไม่มีการเรี่ยรายทอดผ้าป่า เพราะฉะนั้นตอนนี้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งเมตตาความรัก มองข้ามความไม่ดีกัน คิดว่าเป็น คนไทยด้วยกัน รักกัน เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ของเขาเลย จะหาคน มีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย ฝึกให้เคย มองแต่ดีมีคุณจริง มองแต่ดีที่ว่านี้แหละ คือแผ่เมตตาด้วยเหตุด้วยผล เราอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี ทำไมจะมาแยกทางกัน บอกรสนิยมไม่ตรงกัน มาไม่ตรงกันเอาลูกโตป่านนี้จริงๆ แล้วทน ความไม่ดีของกันไม่ได้แทนที่จะมองข้ามความไม่ดีกัน ความรักที่เป็นเปมะ ความรักชั่วครู่ชั่วยามมันหมดไป เลยทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ถ้าเราจะอยู่ด้วยกัน คบกัน แผ่เมตตา มองส่วนดีของกัน มองโลกแง่ดีมีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ


มองโลกด้านร้ายกลายกลับ ใจรับแต่เรื่องเคืองขุ่น เหนื่อยหน่ายเลิกร้างทางบุญ ชีพวุ่นวายแท้แน่เอย วันนี้ทำจิตใจให้ผ่องใสจากความโกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ริษยา ให้ใจ ของเราเต็มไปด้วยเมตตาความรัก เมื่อใจผ่องใสแล้วเราไม่ทำบาปต่อกัน ไม่ว่าร้ายกัน ไม่ทำ ร้ายกัน และทำดีต่อกัน ยิ้มเข้าหากัน มีของแลกเปลี่ยนกัน ดังพระบาลีว่า ททมาโน
ปิโย โหติผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ไม่รู้จะให้อะไร โทรศัพท์ไปคุยกัน ให้กำลังใจกันก็ได้ชื่อว่าเรา ปฏิบัติตามคำสอนในวันมาฆบูชา ดังที่พรรณนามาพอสมควรแก่เวลา เทสนาปริโยสาเน ในอวสานเป็นที่สิ้นสุดลงแห่งพระธรรมเทศนานี้ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่บำเพ็ญในวันนี้พร้อมอานุภาพของหลวงพ่อ พระ ประธานในพระอุโบสถพระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา หลวงพ่อพระพุทธนาคอันศักดิ์สิทธิ์ในพระวิหาร และพระบรมสารีริกธาตุบนพระบรมธาตุมหาเจดีย์จงมารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัย หนุนนำให้ท่านทั้งหลายมีความสุข มีความเจริญมากด้วยความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน มีสันติสุขในครอบครัว ในบ้านเมือง โดยปราศจากทุกข์โศก โรค ภัย อุปัทวันตราย การทะเลาะวิวาททั้งปวง ประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ให้สำเร็จสมมโนรถมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ รับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในมาฆบูชากถา พอสมควรแก่เวลา ขอสมมติ ยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้


Click to View FlipBook Version